การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย ฉบับมือใหม่

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย ฉบับมือใหม่

การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย เป็นวิธีที่ง่ายและได้รับความนิยมกันมาก เนื่องจากเป็นวิธีที่ประหยัดวัสดุเพะเห็ด ใช้ระยะเวลาเพาะสั้น จึงสามารถเพาะได้ทุกฤดูกาล ปกติแล้วเกษตรกรจะเพาะในฤดูหลังนา เพราะมีฟางข้าว และตอซัง เป็นวัสดุเพาะเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าวัสดุที่เหลือใช้มาให้เกิดประโยชน์เป็นการเพิ่มแหล่งอาหารและเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

เห็ดฟาง เป็นเห็ดที่เพาะง่าย ใช้เวลาสั้นประมาณ 5 – 7 วัน ก็เก็บดอกเห็ดที่เพาะได้ เป็นเห็ดที่มีผู้นิยมบริโภคมาก ทำให้ความต้องการของตลาดสูง ซึ่งทำให้มีราคาดีตลอดปิ้ จึงมีผู้นิยมเพาะเห็ดฟางกันมาก




การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย มีการพัฒนามาจากการเพาะแบบกองสูง ซึ่งเป็นการประหยัดวัสดุเพาะและง่ายต่อการดูแล สามารถให้อาหารเสริม และให้ผลผลิตที่แน่นอน

วัสดุอุปกรณ์ในการเพาะเห็ดฟางกองเตี๋ย

  • การเตรียมดินบริเวณเพาะเห็ด ควรขุดดินและย่อยให้ละเอียดไว้ก่อนและรดน้ำให้บริเวณพื้นดินรอบๆ กองเพาะเห็คเปียกชุ่ม เพื่อจะให้เห็คงอกเพิ่มจากฟางบนกองเพาะเห็ดอีกจำนวนหนึ่ง
  • ไม้แบบ ไม้แบบที่นำมาเพาะเห็ดส่วนใหญ่ใช้ไม้กระดานมาทำเป็นแม่พิมพ์ โดยมีความยาว 120 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร ด้านล่างกว้าง 30 เซนติเมตร ด้านบนกว้าง 25 เซนติเมตร
  • วัตถุดิบในการเพาะเห็ด จะนิยมฟางข้าวเพราะหาง่ายและมีจำนวนมากจะใช้ฟางทั้งต้นหรือฟางข้าวนวดก็ได้ ยังมีวัตถุดิบอีกหลายชนิดที่ใช้เพาะเห็ดฟางได้เช่น ทะลายปาล์ม เปลือกของฝักถั่วเขียว ถั่วเหลือง ต้นถั่ว เปลือกหัวมันสำปะหลัง ผักตบชวา เศษต้นพืช ต้นหญ้า ปัจจุบันยังใช้ขี้เลื่อยจากการเพาะเห็ดถุงพลาสติก และผักตบชวาก็ให้ผลผลิตดีเท่ากับฟาง วัตถุดิบที่ใช้ในการเพาะเห็ด ต้องนำไปแช่น้ำให้เปียกก่อน โดยใช้เวลาในการแช่ประมาณ 30 นาที ก็นำไปเพาะเห็ดได้
  • อาหารเสริม การเพิ่มอาหารเสริมจะเป็นการเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ที่นิยมคือไส้นุ่น เปลือกของฝักถั่ว ผักตบชวา จอกหูหนู มูลสัตว์ที่แห้ง เช่น มูลควายก่อนใช้ต้องแช่ให้ชุ่มน้ำเสียก่อน
  • เชื้อเห็ด เชื้อเห็ดฟางที่นำมาใช้ควรมีอายุ 5 – 10 วัน จะเห็นเส้นใสีขาวเจริญเต็มถุง ถ้าเส้นใยแก่จะมีสีเหลืองเข้ม หรือมีดอกเห็ดเจริญในถุงเชื้อ ไม่ควรนำไปใช้ นอกจากนี้ต้องไม่มีศัตรูเห็ด เช่น ตัวไร และไม่มีเชื้อราชนิดอื่นปนอยู่ เช่น ราเขียว ราเหลือง ราดำ หรือเชื้อราชนิดอื่นที่ไม่ใช่เชื้อเห็ด นอกจากนี้ต้องมีกลิ่นหอมของเห็ด
  • วัสดุคลุมแปลงเพาะเห็ด โดยทั่วไป จะใช้ผ้าพลาสติกคลุม เป็นการควบคุมความชื้น และรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อการเจริญของเห็ด ถ้าเพาะในที่โล่งแจ้งจะใช้ฟาง ใบมะพร้าว ใบตาล หรือสแลนเพื่อป้องกันแสงแดด

ขั้นตอนการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย

เมื่อมีการจัดเตรียมสถานที่และวัสดุเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มทำการเพาะเห็ดชั้นแรก โดยเห็ดฟางกองเตี๋ยจะทำทั้งหมด 4 ชั้น

การเพาะชั้นที่ 1

  • นำไม้แบบหรือแม่พิมพ์เพาะเห็ดวางบนพื้นที่เตรียมไว้ นำฟางที่แช่แล้วนำใส่ลงในไม้แบบขึ้น ย่ำพร้อมรดน้ำจนแน่นพอดี และให้มีความหนาประมาณ 10 เซนติเมตร
  • นำอาหารเสริมที่ชุ่มน้ำ โรยรอบขอบไม้แบบบนฟางบางๆ ทั้งสี่ด้าน
  • ใส่เชื้อเห็ด เชื้อเห็ดฟาง 1 ถุง มีน้ำหนักประมาณ 2 ขีด ขยี้เชื้อเห็ดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วแบ่งเป็น 4 ส่วน นำส่วนที่ 1 โรยลงบนอาหารเสริมให้ทั่วทั้งสี่ด้าน

 

การเพาะเห็ดชั้น 2 – 4 ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับชั้นที่ 1 จนครบ 4 ชั้น

สำหรับชั้นที่ 4 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดให้โรยอาหารเสริมและเชื้อเห็ดให้ทั่วผิวหน้าของแปลง แล้วนำฟางแช่น้ำมาคลุมหนาประมาณ 2 – 3 เซนดิเมตร ใช้มือกคให้แน่นพอสมควร

  • ยกแบบไม้ออก ควรยกด้านหัวและท้ายพร้อมๆ กัน นำไปเพาะแปลงต่อๆ ไป โดยแต่ละกอง แปลงเพาะเห็ดให้ห่างกันประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร
  • ช่องว่างระหว่างแปลงเพาะเห็ดให้โรยอาหารเสริมและเชื้อเห็ด บนดินแล้วคลุมด้วยฟางบางๆ
  • คลุมแปลงเพาะเห็ดด้วยฟางแห้งแล้วคลุมด้วยผ้าพลาสติก ถ้าทำหลายๆ กองให้คลุมผ้าพลาสติกยาวตลอดทุกแปลงเป็นผืนเดียวกัน นำฟางแห้ง คลุมทับบนผ้าพลาสติกอีกครั้ง เพื่อป้องกันแสงแดด

การดูแลรักษาแปลงเพาะเห็ด

1. การคลุมผ้าพลาสติกแปลงเพาะเห็ด เป็นการรักษาอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสมต่อการเจริญของเชื้อเห็ด โดยในวันที่ 1 – 3 ไม่ต้องเปิดผ้าพลาสติกเลย

2. เมื่อถึงวันที่ 3 ให้เปิดผ้าพลาสติกออก เพื่อเป็นการระบายอากาศปล่อยไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง (ในระยะนี้จะสังเกตเห็นเส้นใยของเห็ดเจริญบนอาหารเสริมและฟาง แต่ยังไม่เกิดตุ่มคอก)

3. นำฟางแห้งคลุมทับบนแปลง หนาประมาณ 3-5 เซนติเมตร แล้วคลุมทับด้วยผ้าพลาสติกเหมือนเดิมแล้วปิดทับด้วยวัสดุป้องกันแสงบนผ้าพลาสติกอีกชั้นวัสดุป้องกันแสงอาจจะเป็นใบมะพร้าว แผงหญ้าคา ฟางแห้ง หรือสแลน ต่อจากนั้นตั้งแต่วันที่ 4 ของการเพาะให้เปีดแปลงเพาะเห็ดทุกวันเป็นการระบายอากาศและดูแลการเจริญของดอกเห็ด ควรเปิดตอนเช้าหรือตอนเย็น เพราะอากาศจะไม่ร้อน ในวันที่ 5 จะเห็นตุ่มเห็ดสีขาวเล็กๆ บนฟางของแปลงเพาะเห็ด

5. ในระขะนี้ถ้ากองเห็ดแห้งให้รดน้ำเบาๆ เป็นฝอยละเอียดบนฟางคลุมกองและรอบกอง ห้ามรดน้ำแปลงเพาะเห็ดเด็ดขาด เพราะจะทำให้ดอกเห็ดฝ่อและเน่า ถ้าเป็นฤดูฝนควรคลุมผ้พลาสติกให้มิดชิด และทำร่องระบายน้ำรอบแปลงเพาะเห็ด

6. ดอกเห็ดจะพัฒนาเจริญเติบโต และเก็บผลผลิตได้ราววันที่ 7 – 9 วัน ของการเพาะเห็ด แล้วจะเก็บดอกเห็ดได้ราว 2 – 3 วัน หลังจากนั้นจะเก็บผลผลิตได้น้อยลง (ถ้าฟาง 10 กิโลกรัม จะได้ดอกเห็ด 1 – 2 กิโลกรัม)

การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย

การเก็บผลผลิต

การเก็บดอกเห็ดจะนิยมเก็บในตอนเช้าๆ เพราะดอกเห็ดจะตูมเต็มที่ในช่วงตี 3 – 4 ถ้าช้ากว่านี้ดอกเห็ดจะบานจะขายไม่ได้ราคา การเก็บดอกให้ใช้มือจับตรงโคนดอก โยกนิดหน่อยแล้วดึงออกมา ถ้าติดกันหลายๆ ดอกให้เก็บทั้งหมด อย่าให้มีชิ้นส่วนขาดหลงเหลืออยู่จะทำให้เน่า และเป็นสาเหตุของการเน่าเสียของดอกเห็ดได้

เอกสารอ้างอิง

  • ชาญยุทธ์ ภานฺทัต และนงนุช แตงทรัพย์. 2538. เทคนิคการเพาะเห็ด, กรมส่งเสริมการเกษตร. กรุงเทพฯ. 46 หน้า
  • ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ. 2532. การเพาะเห็ดบางชนิดในประเทศไทย. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพฯ. 188 หน้า
  • ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ. 2539. การเพาะเห็ดหลินจือ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพฯ. 80 หน้า
  • บุญทา วรินทร์รักษ์. 2526. การทำเชื่อและการเพาะเห็ด. มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
  • ปัญญา โพธิ์ฐิติรัตน์ และ กิตติพงษ์ ศิริวานิชกุล. 2537. เทคโนโลยีการเพาะเห็ด.
  • สถาบันเทค โนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. กรุงเทพฯ. 421 หน้า
  • ภาควิชาจุลชีววิทยา. 2542. จุลชีววิทยาปฏิบัติการ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพฯ.
  • วิฑูรย์ พลาวุฑต์. 2527. การทำเชื้อและการเพาะเห็ด. วิทยาเขตเกษตร นครศรีธรรมราช.
  • อนงค์ จันทรศรีกุล. 2520 เห็ดเมืองไทย. สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. กรุงเทพฯ.
  • อานนท์ เอื้อตระกูล. 2522. การเพาะเห็ดฟางฉบับสมบูรณ์. กรมวิชาการเกษตร. กรุงเทพฯ.

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีปลูกโหระพา แบบง่ายๆ ไว้ทำอาหารกินเองที่บ้าน

วิธีปลูกโหระพา แบบง่ายๆ ไว้ทำอาหารกินเองที่บ้าน

วิธีปลูกโหระพา

วิธีปลูกโหระพา


โหระพา เป็นพืชที่ปลูกง่าย เหมาะที่จะปลูกไว้ในบ้าน โดยใช้พื้นที่ไม่มากนัก โดยโหระพา มีอายุที่จะให้ผลผลิตนาน 1-2 ปี เรียกว่าปลูกครั้งเดียว ก็สามารถเก็บมาใช้ทำอาหารได้ทั้งปี



ลักษณะโดยทั่วไป

โหระพา เป็นพืชล้มลุกอายุสั้น ลำต้นทรงพุ่มสูงประมาณ 60-70 เซนติเมตร ใบเขียว ก้านใบและลำต้นสีม่วงใบมีกลิ่นหอม โหระพาเป็นผักที่ใช้ใบบริโภค ใช้ปรุงแต่งอาหารให้มีรสชาติและกลิ่นหอมน่ารับประทาน

การเพาะเมล็ดสำหรับทำกล้าโหระพา

ทำแปลงเพาะขนาดกว้าง 1 เมตร ความยาวแล้วแต่แปลง ย่อยดินให้ละเอียดคลุกเคล้าปุ๋ยคอกหรือปุ้ยหมัก แล้วหว่านเมล็ดให้ทั่วแปลง หลังเพาะประมาณ 7-10 วัน เมล็ดเริ่มงอกดูแลรักษาต้นกล้าอายุประมาณ 25-35 วัน ก็สามารถย้ายปลูกได้ หรืออาจเพาะกล้าในถุงพลาสติกขนาด 2 x 3 นิ้ว โดยหยอด 2-3 เมล็ดต่อถุง

ในกรณีใช้กิ่งพันธุ์สำหรับปลูก ให้เลือกกิ่งที่ค่อนข้างแก่ และควรเป็นกิ่งสดความยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร หรือมีข้อประมาณ 5 ข้อขึ้นไป ใช้มีดคม ๆ เฉือนบริเวณโคนต้น แล้วนำไปชำในภาชนะที่ใช้ดินผสม ดูแลรดน้ำประมาณ 7-10 วัน ตาใหม่จะเริ่มแตกออกมา หรืออาจนำไปปลูกในภาชนะปลูกโดยตรงก็ได้

การปลูกในแปลงหรือในภาชนะ

1. กรณีปลูกในแปลงใช้จอบขุดย่อยหน้าดินให้ลึกประมาณ 15-20 เชนติเมตรย่อยดินให้ละเอียดใส่ปุ๋ยคอกหรือปุยหมัก หว่านคลุกเคล้าให้เข้ากับดินในแปลง ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 30 เซนติเมตร ระหว่างแถว 30-50 เซนติเมตร

2. กรณีปลูกในภาชนะต่าง ๆ เลือกภาชนะที่มีขนาดปานกลางมีน้ำหนักไม่มากหากต้องการปลูกแบบแขวน แต่พื้นที่ปลูกในภาชนะแบบตั้งอยู่บนพื้นดิน อาจใช้ภาชนะใหญ่เพื่อปลูกหลาย ๆ ต้น หรือใช้ภาชนะขนาดเล็กเพื่อปลูกเพียง 1 ต้นก็ได้ ใช้ดินผสมใส่ลงในภาชนะและย้ายกล้ลงปลูก หรือนำกิ่งมาปักชำก็ได้เช่นกัน

การดูแลรักษา

  • การให้น้ำ ให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอทุกวัน
  • การกำจัดวัชพืช ควรกำจัดวัชพืชทุกครั้งที่มีการให้ปุยและเมื่อมีวัชพืชรบกวน

การเก็บเกี่ยว

หลังปลูกประมาณ 30-35 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้โดยใช้มือเด็ดหรือกรรไกรตัดกิ่งที่มียอดอ่อน ไปบริโภคและถ้าต้นโหระพาออกดอกควรหมั่นตัดแต่งดอกทิ้ง  เพื่อให้โหระพามีทรงพุ่มที่แข็งแรงและมีอายุยืนยาว

โรคและแมลงที่ต้องระวัง

นอกจากวัชพืช เช่น แห้วหมูและผักโขม ที่ต้องคอยระวังและกำจัดแล้ว คนที่ปลูกต้นโหระพาต้องคอยสำรวจตรวจเช็กและใส่ใจดูแลเพื่อป้องกันโรคและแมลงเหล่านี้เอาไว้ด้วย

  • เพลี้ยไฟโหระพา : เป็นเพลี้ยที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืช ทำให้ใบหรือยอดอ่อนหงิก ส่วนขอบม้วนงอ โดยสามารถแก้ไขได้ด้วยการหมั่นสำรวจและติดกับดักกาวเหนียวสีเหลือง เพื่อดักจับตัวโตเต็มวัย
  • เพลี้ยอ่อนฝ้าย :  เป็นเพลี้ยที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและยอด ทำให้มีอาการงอหงิก และชะงักการเจริญเติบโต อีกทั้งยังเป็นพาหะนำไวรัสหลายชนิดมาสู่พืชด้วย โดยจะพบมากในช่วงอากาศแห้งแล้งหรือฤดูหนาว แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการกำจัดวัชพืชเป็นประจำ และถ้าหากพบพืชหงิกงอให้ตัดส่วนนั้น ๆ ออกแล้วนำมาเผาทิ้ง
  • แมลงหวี่ขาวยาสูบ : เป็นแมลงที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ทำให้ใบเหี่ยวแห้งและต้นแคระแกร็น อีกทั้งยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคด่างเหลืองอีกด้วย พบมากในฤดูแล้ง สามารถแก้ไขได้ด้วยการหมั่นสำรวจและติดกับดักกาวเหนียวสีเหลือง เพื่อดักจับตัวโตเต็มวัย
  • หนอนแมลงวันชอบใบ : เป็นหนอนที่ชอนไชใบจนทำให้เกิดรอยสีขาว แต่ถ้าระบาดรุนแรงอาจจะทำให้ใบร่วงและตายได้ ส่วนการแก้ไขคือ หมั่นเก็บเศษใบที่ถูกทำลายและร่วงหล่นตามพื้นดินมาเผาทิ้ง จะช่วยลดการแพร่ระบาดได้
  • หนอนผีเสื้อห่อใบ : เป็นตัวอ่อนของผีเสื้อที่มักจะปล่อยเส้นใยและกัดกินใบไปเรื่อย ๆ จนถึงยอด
  • โรคเหี่ยว : เป็นโรคที่ทำให้ใบดำและเหี่ยวตาย สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดยากำจัดเชื้อรา
  • โรคใบเน่า : เป็นโรคที่ทำให้ใบเป็นแผล มีน้ำและมีเมือก โดยแผลจะค่อย ๆ ลุกลามไปเรื่อย ๆ จนทำให้ต้นเน่าตาย

ที่มา : www.sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

อีลอน มัสก์ ชายผู้พลิกโฉมโลกด้วยปรัชญา ทำทุกสิ่งให้เป็นไปได้

อีลอน มัสก์ ชายผู้พลิกโฉมโลกด้วยปรัชญา ทำทุกสิ่งให้เป็นไปได้

อีลอน มัสก์ ชายผู้พลิกโฉมโลกด้วยปรัชญา

อีลอน มัสก์ หนึ่งในผู้ประกอบการที่โด่งดังที่สุดของโลก ผู้ก่อตั้งบริษัท SpaceX, Tesla และ Neuralink ขึ้นชื่อเรื่องความคิดริเริ่ม ทะเยอทะยาน และปรัชญาการทำงานที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ “ทำทุกสิ่งให้เป็นไปได้” (Make Everything Possible)

ปรัชญาของมัสก์ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อที่ว่า อุปสรรคใดๆ ก็สามารถเอาชนะได้ด้วยความมุ่งมั่น วิศวกรรมชั้นเลิศ และความคิดสร้างสรรค์ เขาไม่กลัวที่จะคิดนอกกรอบ ตั้งคำถามกับสมมติฐานเดิมๆ และท้าทายขีดจำกัดของสิ่งที่เป็นไปได้

ปรัชญานี้ผลักดันให้มัสก์สร้างผลงานที่น่าทึ่งมากมาย ตัวอย่างเช่น SpaceX บริษัทขนส่งอวกาศของเขา พลิกโฉมธุรกิจอวกาศด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีจรวดที่ราคาประหยัดและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

Tesla บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของเขา เป็นผู้บุกเบิกการปฏิวัติยานยนต์ไฟฟ้า มัสก์มุ่งมั่นที่จะสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่ทั้งประสิทธิภาพสูงและราคาจับต้องได้ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด



Neuralink บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของเขา มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ มัสก์เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้มีศักยภาพที่จะยกระดับสติปัญญาของมนุษย์ รักษาโรคทางระบบประสาท และเชื่อมต่อมนุษย์เข้ากับโลกดิจิทัลในรูปแบบใหม่

ปรัชญา “ทำทุกสิ่งให้เป็นไปได้” ของมัสก์ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเขาเอง เขายังปลูกฝังปรัชญานี้ให้กับพนักงานของเขา กระตุ้นให้พวกเขาคิดนอกกรอบ กล้าเสี่ยง และเรียนรู้จากความผิดพลาด มัสก์มักกล่าวว่า “ความล้มเหลวเป็นตัวเลือก” เขาเชื่อว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการประสบความสำเร็จ

ปรัชญาของมัสก์สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก กระตุ้นให้พวกเขาไล่ตามความฝัน ท้าทายขีดจำกัด และสร้างสิ่งใหม่ ๆ แม้จะเผชิญกับคำวิพากษ์วิจารณ์และความสงสัย มัสก์ก็ไม่เคยละทิ้งปรัชญาของเขา เขายังคงมุ่งมั่นสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนแปลงโลก และสร้างอนาคตที่ดีกว่า

ปรัชญา “ทำทุกสิ่งให้เป็นไปได้” ของอีลอน มัสก์ เป็นตัวอย่างของพลังแห่งความมุ่งมั่น ความคิดสร้างสรรค์ และความกล้าที่จะท้าทายสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ปรัชญาของเขาสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างอนาคตที่ยิ่งใหญ่


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

น้ำพริกแจ่วปลาร้า แจ่วพริกสด ย่างไฟหอมๆ แซ่บนัว พร้อมวิธีทำ

น้ำพริกแจ่วปลาร้า แจ่วพริกสด ย่างไฟหอมๆ แซ่บนัว พร้อมวิธีทำ

น้ำพริกแจ่วปลาร้า

น้ำพริกแจ่วปลาร้า แจ่วพริกสด


น้ำพริกแจ่วปลาร้า เป็นน้ำพริกยอดนิยมจากภาคอีสาน สูตรทำน้ำพริกปลาร้า วิธีทำแจ่วพริกสด นำส่วนผสมไปย่างไฟหอมๆ ก่อนนำมาตำเป็นน้ำพริก รสชาติกลมกล่อม เผ็ดนำ เค็มตาม หอมกลิ่นปลาร้า กินคู่กับผักต้ม และข้าวสวยร้อนๆ บอกเลยว่าอร่อยมาก

ส่วนผสม

  • หอมแดง
  • กระเทียม
  • พริกแดงจินดา
  • พริกจินดาเขียว
  • พริกชี้ฟ้าเขียว
  • มะเขือเทศ
  • น้ำมะขามเปียก
  • น้ำปลา
  • ปลาร้าตัวและน้ำปลาร้า

วิธีทำ น้ำพริกแจ่วปลาร้า

  1. เผาพริกสด พริกชี้ฟ้าเขียว กระเทียม พริกชี้ฟ้าเขียว มะเขือเทศ และหอมแดงบนเตาไฟจนสุกหอม
  2. ตำพริกสด กระเทียม พริกชี้ฟ้าเขียว มะเขือเทศ และหอมแดงให้ละเอียด
  3. ใส่ปลาร้า น้ำปลา และ น้ำมะขามเปียกลงไปตำให้เข้ากัน
  4. ชิมรสและปรับตามชอบ




น้ำพริกแจ่วปลาร้ามีหลายสูตร ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล บางสูตรอาจใส่ผักชีฝรั่ง ต้นหอม ผักชี หรือใบมะกรูดเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม บางสูตรอาจใส่น้ำมะขามเปียกเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

9 คำถามปลายเปิด สานต่อบทสนทนา สร้างความประทับใจ

9 คำถามปลายเปิด สานต่อบทสนทนา สร้างความประทับใจ

9 คำถามปลายเปิด สานต่อบทสนทนา สร้างความประทับใจ

บทสนทนาที่ดี เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น การใช้คำถามปลายเปิด กระตุ้นให้คู่สนทนาแชร์เรื่องราว แลกเปลี่ยนความคิด ช่วยให้บทสนทนาไหลลื่น น่าสนใจ และสร้างความประทับใจ บทความนี้ขอเสนอ 9 คำถามปลายเปิด ที่จะช่วยปลดล็อกบทสนทนา สานต่อเรื่องราว และสร้างความประทับใจให้กับคู่สนทนาของคุณ

1. อะไรคือแรงบันดาลใจในชีวิตของคุณ?

คำถามนี้กระตุ้นให้คู่สนทนาแชร์สิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิต เป้าหมาย ความฝัน ช่วยให้คุณเข้าใจบุคคลนั้นลึกซึ้งยิ่งขึ้น

2. อะไรคือประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตคุณมากที่สุด?

ทุกคนมีประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้เป็นตัวตน คำถามนี้เปิดโอกาสให้คู่สนทนาแบ่งปันเรื่องราวสำคัญ เรียนรู้มุมมองและบทเรียนชีวิต

3. ถ้าคุณมีเวลา 24 ชั่วโมง ทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอะไร คุณจะทำอะไร?

คำถามนี้ช่วยให้คุณค้นพบความชอบส่วนตัว ความสนใจ และสิ่งที่คู่สนทนาให้ความสำคัญ

4. อะไรคือหนังสือ/ภาพยนตร์/เพลง ที่คุณรักที่สุด และทำไม?

การแบ่งปันผลงานที่ชื่นชอบ เผยให้เห็นรสนิยม มุมมอง และโลกทัศน์ของคู่สนทนา ช่วยให้คุณค้นพบจุดร่วมและสร้างบทสนทนาที่ลึกซึ้ง

5. อะไรคือสิ่งที่คุณอยากเรียนรู้เพิ่มเติมในชีวิต?

คำถามนี้เปิดโอกาสให้คู่สนทนาแชร์ความอยากรู้อยากเห็น แรงบันดาลใจ และเป้าหมายในการพัฒนาตนเอง

6. อะไรคือสิ่งที่คุณภูมิใจที่สุดในชีวิต?

การแบ่งปันความสำเร็จ ความภูมิใจ เผยให้เห็นคุณค่าและความมุ่งมั่นของคู่สนทนา ช่วยให้คุณชื่นชมและเรียนรู้จากพวกเขา

7. อะไรคือสิ่งที่คุณกังวลหรือกังวลเกี่ยวกับอนาคต?

การแบ่งปันความกังวล สะท้อนให้เห็นความคิด ความรู้สึก และมุมมองต่ออนาคต ช่วยให้คุณเข้าใจและให้กำลังใจคู่สนทนา

8. อะไรคือสิ่งที่คุณอยากเปลี่ยนแปลงในโลก?

คำถามนี้กระตุ้นให้คู่สนทนาแชร์ความคิดริเริ่ม มุมมองต่อสังคม และความปรารถนาที่จะสร้างโลกที่ดีขึ้น

9. อะไรคือคำแนะนำที่ล้ำค่าที่สุดที่คุณเคยได้รับ?

การแบ่งปันคำแนะนำ สะท้อนให้เห็นประสบการณ์ บทเรียนชีวิต และมุมมองต่อโลก ช่วยให้คุณเรียนรู้และเติบโต

การใช้คำถามปลายเปิด

  • แสดงถึงความสนใจ ใฝ่รู้ และอยากเรียนรู้เกี่ยวกับคู่สนทนา
  • กระตุ้นให้คู่สนทนาแชร์เรื่องราว แลกเปลี่ยนความคิด และเปิดใจ
  • ช่วยให้บทสนทนาไหลลื่น น่าสนใจ และสร้างความประทับใจ

ลองใช้คำถามปลายเปิดเหล่านี้ กระตุ้นบทสนทนา เรียนรู้จากคู่สนทนา สานต่อความสัมพันธ์ และสร้างความประทับใจให้พวกเขาจดจำ

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • ตั้งใจฟังอย่างตั้งใจ แสดงภาษากายที่สนใจ
  • ถามคำถามต่อจากสิ่งที่คู่สนทนาพูด แสดงถึงความสนใจในเรื่องราว
  • สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย สบายใจ ให้คู่สนทนาเปิดใจพูดคุย
  • ปรับคำถามให้เหมาะกับสถานการณ์ บุคคล และความสัมพันธ์

การใช้คำถามปลายเปิด เป็นเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยให้บทสนทนาของคุณน่าสนใจ ลึกซึ้ง และสร้างความประทับใจ ลองนำไปใช้เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืน

ที่มา : www.sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เคล็ดลับพัฒนาบุคลิกภาพให้โดดเด่น

เคล็ดลับพัฒนาบุคลิกภาพให้โดดเด่น

เคล็ดลับพัฒนาบุคลิกภาพให้โดดเด่น
เคล็ดลับพัฒนาบุคลิกภาพให้โดดเด่น บุคลิกภาพเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การทำงาน และการดำเนินชีวิตโดยรวม การมีบุคลิกภาพที่ดีจะช่วยให้เราดูน่าเชื่อถือ น่าประทับใจ และเป็นที่ยอมรับจากผู้อื่น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองให้ดีอยู่เสมอ

เคล็ดลับพัฒนาบุคลิกภาพให้โดดเด่น มีดังนี้

1. สร้างความมั่นใจ

ความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในการเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี เราสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตนเองได้ด้วยการเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ นอกจากนี้เราควรมองโลกในแง่บวก ยิ้มแย้มแจ่มใส และแสดงออกอย่างมั่นใจ

2. ดูแลบุคลิกภายนอก

บุคลิกภายนอกเป็นสิ่งแรกที่ผู้อื่นจะมองเห็น ดังนั้นจึงควรดูแลบุคลิกภายนอกให้ดูดีอยู่เสมอ การแต่งกายควรสะอาดเรียบร้อย เหมาะสมกับกาลเทศะ รูปร่างควรสมส่วน สุขภาพแข็งแรง และควรดูแลรักษาบุคลิกภาพอื่น ๆ เช่น หน้าตา ผิวพรรณ เล็บ และผม เป็นต้น

3. ควบคุมอารมณ์

การควบคุมอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตนเอง ไม่ควรแสดงอารมณ์รุนแรงหรือพลุ่งพล่านจนเกินไป ควรควบคุมอารมณ์ของตนเองให้เป็นกลาง ใจเย็น และอดทน

4. พัฒนาทักษะการสื่อสาร

ทักษะการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น เราสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารของตนเองได้ด้วยการพูดจาชัดเจน น้ำเสียงไพเราะ ฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ และถามคำถามเพื่อแสดงความสนใจ

5. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

มนุษยสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้เราสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เราสามารถพัฒนามนุษยสัมพันธ์ของตนเองได้ด้วยการรู้จักใส่ใจผู้อื่น มีน้ำใจ และช่วยเหลือผู้อื่นตามโอกาส

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จะช่วยให้เรามีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เรามีบุคลิกภาพที่น่าดึงดูดและน่าเชื่อถือมากขึ้น นอกจากนี้เราควรเปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ

7. เป็นแบบอย่างที่ดี

การเป็นแบบอย่างที่ดีจะช่วยให้ผู้อื่นมองเราในแง่ดี เราสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้ด้วยการประพฤติตนตามหลักศีลธรรมและจริยธรรม ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพ และปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ ของสังคม

8. ดูแลตัวเองทั้งภายนอกและภายใน

การมีบุคลิกภาพที่โดดเด่นนั้นต้องเริ่มต้นจากการดูแลตัวเองทั้งภายนอกและภายใน การดูแลตัวเองภายนอก หมายถึงการใส่ใจเรื่องการแต่งกาย สุขภาพร่างกาย และการดูแลผิวพรรณ ส่วนการดูแลตัวเองภายใน หมายถึงการพัฒนาตนเองในด้านความรู้ ความสามารถ และทัศนคติ

9. มีมารยาทที่ดี

มารยาทที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมีอารยธรรมและความเป็นผู้ใหญ่ เราสามารถมีมารยาทที่ดีได้ โดยการรู้จักกาลเทศะ รู้จักเคารพผู้อื่น และปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์

การพัฒนาบุคลิกภาพให้โดดเด่นนั้นต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เราสามารถเริ่มต้นพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองได้ตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากเคล็ดลับข้างต้น เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถมีบุคลิกภาพที่ดีและเป็นที่ยอมรับจากผู้อื่นได้อย่างแน่นอน

ที่มา : www.sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เงินกู้นอกระบบ เงินกู้ในระบบ อะไรอันตรายกว่ากัน

เงินกู้นอกระบบ เงินกู้ในระบบ อะไรอันตรายกว่ากัน

เงินกู้นอกระบบ

เงินกู้นอกระบบ และเงินกู้ในระบบ ต่างก็มีอันตรายด้วยกันทั้งคู่ แต่อันตรายที่แตกต่างกัน เงินกู้นอกระบบมีอันตรายที่ชัดเจนและมองเห็นได้มากกว่า ในขณะที่เงินกู้ในระบบมีอันตรายที่ซ่อนเร้นและอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราในระยะยาวได้

อันตรายของเงินกู้นอกระบบ

เงินกู้นอกระบบ คือ เงินกู้ที่ให้ผู้กู้ไม่ได้อยู่ในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งถือว่าไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง เงินกู้นอกระบบมักมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก บางครั้งอาจสูงถึง 30% ต่อปี หรือมากกว่านั้น ส่งผลให้ผู้กู้ต้องรับภาระดอกเบี้ยที่สูงมาก และอาจนำไปสู่การเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวได้

นอกจากนี้ เงินกู้นอกระบบมักมีการบังคับให้ลูกหนี้เซ็นสัญญาที่ไม่ชัดเจน หรือมีเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม เช่น กำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ที่สั้นเกินไป หรือกำหนดค่าปรับที่สูงมาก หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้

นอกจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงแล้ว เงินกู้นอกระบบยังมีความเสี่ยงอื่นๆ ตามมา เช่น

  • การถูกบังคับให้เซ็นสัญญาเงินกู้ที่ไม่เป็นธรรม เช่น ระบุจำนวนเงินกู้เกินจริง หรือกำหนดเงื่อนไขการชำระหนี้ที่ไม่เป็นธรรม
  • การถูกทวงหนี้ด้วยวิธีที่รุนแรง เช่น ข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายร่างกาย
  • การถูกยึดทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้

หากจำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบ ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนกู้ และควรมีแผนในการชำระหนี้อย่างรอบคอบ

อันตรายของเงินกู้ในระบบ

เงินกู้ในระบบมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเงินกู้นอกระบบ แต่ก็มีอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่ เช่น การคิดดอกเบี้ยทบต้น ดอกเบี้ยทบต้นคือดอกเบี้ยที่คำนวณจากเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระ ส่งผลให้ลูกหนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาว

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เงินกู้ในระบบมักมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ค่าธรรมเนียมการกู้ ค่าธรรมเนียมการผ่อนชำระ ค่าปรับการผิดนัดชำระหนี้ เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้ลูกหนี้ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น

การหลอกลวง บางครั้งสถาบันการเงินอาจหลอกลวงลูกหนี้ให้กู้เงินในจำนวนที่เกินความจำเป็น หรือหลอกลวงลูกหนี้ให้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

วิธีหลีกเลี่ยงอันตรายจากเงินกู้

หากจำเป็นต้องกู้เงิน ควรพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งเงินกู้นอกระบบและเงินกู้ในระบบ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

  • อัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจกู้เงิน ควรเลือกสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ
  • ระยะเวลาการชำระหนี้ ระยะเวลาการชำระหนี้ที่สั้นเกินไปอาจทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ทันตามกำหนด ควรเลือกสินเชื่อที่มีระยะเวลาการชำระหนี้ที่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ควรตรวจสอบค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของสินเชื่อให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจกู้เงิน
  • เงื่อนไขการกู้เงิน ควรอ่านสัญญาสินเชื่อให้ละเอียดก่อนเซ็นสัญญา เพื่อไม่ให้ถูกหลอกลวง

หากจำเป็นต้องกู้เงิน ควรพิจารณาจากความจำเป็นและความเหมาะสม โดยไม่ควรกู้เงินเพื่อนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือเพื่อลงทุนในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

ข้อมูลเพิ่มเติม :  sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การตั้งเป้าหมาย และ เคล็ดลับในการบริหารเวลา ให้มีประสิทธิภาพ

การตั้งเป้าหมาย และ เคล็ดลับในการบริหารเวลา ให้มีประสิทธิภาพ

การตั้งเป้าหมาย

การตั้งเป้าหมาย และการบริหารเวลาเป็นทักษะที่สำคัญที่ทุกคนควรมี เพราะจะช่วยให้เราสามารถบรรลุสิ่งที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะในด้านการศึกษา การทำงาน หรือการดำเนินชีวิตทั่วไป

การตั้งเป้าหมายเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการบรรลุสิ่งที่ต้องการ เป้าหมายที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

  • เฉพาะเจาะจง (Specific) เป้าหมายควรมีความชัดเจนและสามารถวัดผลได้ เช่น แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า “อยากมีเงินเก็บ” ควรตั้งเป้าหมายว่า “อยากมีเงินเก็บ 100,000 บาท ภายใน 1 ปี”
  • วัดผลได้ (Measurable) เป้าหมายควรสามารถวัดผลได้ เช่น แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า “อยากลดน้ำหนัก” ควรตั้งเป้าหมายว่า “อยากลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัม ภายใน 2 เดือน”
  • บรรลุได้ (Achievable) เป้าหมายควรมีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุได้ เช่น แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า “อยากเป็นเจ้าของบริษัทระดับโลก” ควรตั้งเป้าหมายว่า “อยากเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง ภายใน 5 ปี”
  • เกี่ยวข้องกัน (Relevant) เป้าหมายควรมีความเกี่ยวข้องกันกับเป้าหมายอื่นๆ และสอดคล้องกับคุณค่าของเรา เช่น แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า “อยากมีเงินเก็บ” และ “อยากมีเวลาพักผ่อน” ควรตั้งเป้าหมายว่า “อยากมีเงินเก็บ 100,000 บาท ภายใน 1 ปี เพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจของตัวเอง”
  • มีเวลากำหนด (Time-bound) เป้าหมายควรมีกำหนดเวลาที่จะบรรลุ เช่น แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า “อยากลดน้ำหนัก” ควรตั้งเป้าหมายว่า “อยากลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัม ภายใน 2 เดือน”

เมื่อเรากำหนดเป้าหมายได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือต้องวางแผนและลงมือทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น เราสามารถวางแผนโดยแบ่งเป้าหมายออกเป็นขั้นตอนย่อยๆ และกำหนดระยะเวลาให้แต่ละขั้นตอน จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมและสามารถติดตามความคืบหน้าของเป้าหมายได้

การตั้งเป้าหมาย

เคล็ดลับในการบริหารเวลา

การบริหารเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถจัดสรรเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่ามากที่สุด เราสามารถบริหารเวลาได้ดังนี้

  • จัดลำดับความสำคัญ (Prioritization) สิ่งแรกที่ต้องทำคือจัดลำดับความสำคัญของงานต่างๆ ว่างานไหนสำคัญที่สุด งานไหนเร่งด่วนที่สุด และงานไหนสามารถเลื่อนได้บ้าง การจัดลำดับความสำคัญจะช่วยให้เราสามารถโฟกัสกับงานที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุดก่อน
  • กำหนดเป้าหมายและกำหนดระยะเวลา (Goal setting and time management) เช่นเดียวกับการตั้งเป้าหมายในการบรรลุสิ่งที่ต้องการ เราสามารถกำหนดเป้าหมายและกำหนดระยะเวลาให้กับงานแต่ละงาน จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมและสามารถติดตามความคืบหน้าของงานได้
  • จัดการกับสิ่งรบกวน (Distraction management) สิ่งรบกวนต่างๆ เช่น โทรศัพท์ โซเชียลมีเดีย หรือเพื่อนฝูง อาจทำให้เราเสียเวลาและไม่สามารถโฟกัสกับงานได้ เราสามารถจัดการกับสิ่งรบกวนเหล่านี้ได้ด้วยการปิดเสียงโทรศัพท์ ปิดแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียที่ไม่จำเป็น หรือนัดแนะกับเพื่อนฝูงในช่วงเวลาที่ว่าง
  • เรียนรู้ที่จะปฏิเสธ (Learning to say no) บางครั้งเราอาจถูกขอให้ทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่ใช่ความสำคัญของเรา เราสามารถปฏิเสธได้หากเรารู้สึกว่าไม่มีเวลาหรือความเหมาะสมที่จะทำสิ่งนั้น
  • หาวิธีทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (Finding ways to work more efficiently) เราสามารถหาวิธีทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ เช่น เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ในการทำงาน หรือใช้เครื่องมือช่วยในการทำงาน

การตั้งเป้าหมายและการบริหารเวลาเป็นทักษะที่สำคัญที่ทุกคนควรมี เพราะจะช่วยให้เราสามารถบรรลุสิ่งที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราสามารถฝึกฝนทักษะเหล่านี้ได้ทุกวัน เริ่มจากการตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่สามารถบรรลุได้ จะช่วยให้เราเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจและกระตุ้นให้เราอยากพัฒนาทักษะเหล่านี้ต่อไป

ที่มา : sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การปลูกยางพารา บํารุงรักษา และเก็บเกี่ยวผลผลิตยางพารา

การปลูกยางพารา บํารุงรักษา และเก็บเกี่ยวผลผลิตยางพารา

การปลูกยางพารา

ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นสินค้าเกษตรที่ทำรายได้ให้แก่ประเทศ ซึ่งเดิมส่วนใหญ่นิยมปลูกในภาคใต้ และภาคตะวันออกบางจังหวัดเรียกว่าพื้นที่ปลูกยางเดิม ต่อมาได้มีการขยายพื้นที่ปลูกยางใหม่ไปยังภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งยางพาราเป็นพืชที่มีคุณสมบัติในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี แม้ในสภาพพื้นที่เป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ มีการปลูกพืชไร่อายุสั้นมานาน รวมถึงมีปริมาณน้ำฝนน้อย เช่น ในภาคอีสาน



สายพันธุ์ยางพารา

ปัจจัยที่พิจารณาในการเลือกพันธ์ยาง

  • ความต้องการของเกษตรกร ที่จะเลือกพันธุ์ยางปลูกว่าต้องการผลผลิตน้ำยางหรือเนื้อไม้
  • การระบาดของโรค ให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงปลูกพันธุ์ยางที่อ่อนแอต่อโรคระบาดในเขตพื้นที่ที่ปลูก
  • พื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ความลึกของหน้าดินตื้น ระดับน้ำใต้ดินสูง ให้พิจารณาตามช้อจำกัดของพันธุ์ที่ระบุไว้แต่ละพันธุ์
  • ความแรงลม พื้นที่ปลูกที่มีลมแรงควรหลีกเลี่ยงการปลูกพันธุ์ที่ไม่ต้านทานลม

พันธุ์ยางแนะนำ

พันธุ์ยางชั้น 1 ที่แนะนำในเขตปลูกยางใหม่ตามคำแนะนำของสถาบันวิจัยยางกรมวิชาการเกษตร มีดังนี้

  • กลุ่ม 1 พันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยาง เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูงเป็นหลัก การเลือกปลูกพันธุ์ยางกลุ่มนี้ ควรมุ่งเน้นผลผลิตน้ำยาง ได้แก่ สถาบันวิจัยยาง 404, สถาบันวิจัยยาง 251 สถาบันวิจัยยาง 226, BPM24, RRIM 600
  • กลุ่ม 2 พันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้ เป็นพันธุ์ที่ให้ทั้งผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้ โดยให้ผลผลิตน้ำยางสูงและมีการเจริญเติบโตดี ลักษณะลำตันตรง และให้ปริมาตรเนื้อไม้ในส่วนลำต้นสูง ได้แก่ พันธุ์ RRII 118, PB 235
  • กลุ่ม 3 พันธุ์ยางเพื่อผลผลิตเนื้อไม้ เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลผลิตเนื้อไม้สูงเป็นหลัก มีการเจริญเติบโตดีมาก ลักษณะลำต้นตรง ให้ปริมาตรเนื้อไม้ในส่วนลำต้นสูงมาก ผลผลิตน้ำยางจะอยู่ในระดับต่ำกว่าพันธุ์ยางในกลุ่ม 1 และ กลุ่ม 2 เหมาะสำหรับเป็นพันธุ์ที่จะปลูกเป็นสวนป่าเพื่อการผลิตเนื้อไม้ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา 50,AVROS 2037, BPM 1

การเตรียมพื้นที่ปลูกยาง

ทำการไถพลิก และไถพรวนอย่างน้อย 2 ครั้ง พร้อมทั้งเก็บตอไม้ เศษไม้ และเศษวัชพืชออกให้หมด เพื่อปรับสภาพพื้นที่ให้เหมาะสมสำหรับปลูกสร้างสวนยางสำหรับพื้นที่ลาดเอียงมากกว่า 15 องศา จะต้องมีการวางแนวปลูกตามขั้นบันได

การวางแนวปลูก

  • การกำหนดระยะปลูก การกำหนดระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรเป็น 2.5 x 7 เมตร หรือ 3 x 7 เมตรโดยมีต้นยาง 91 ตันไร่ หรือ 76 ตันไร่ ตามลำดับ สำหรับระยะปลูกยางในพื้นที่ลาดเทควรเป็น 3 x 8 เมตร
  • การกำหนดแถวหลัก การกำหนดระยะปลูกของต้นยางควรวางแถวหลักตามแนวทิศตะวันออก หรือ ตะวันตก ควรวางแถวหลักให้ขวางทางการไหลของน้ำเพื่อลดการชะล้างหน้าดินและการพังทลายของดิน
  • การขุดหลุม เมื่อปักไม้ชะมบตามระยะปลูกแล้ว ทำการขุดหลุมด้านใดด้านหนึ่งของไม้ชะมบโดยตลอด หลุมที่ขุดต้องมีขนาด 50 x 50 x 50 เชนติเมตร ควรใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟต (0-3-0) อัตรา 170-200 กรัม รองกันหลุมและปุ๋ยอินทรีย์ 3 – 5 กิโลกรัม/หลุม ใส่ไว้ด้านบน

วิธีปลูก

การปลูกยาง ควรเลือกยางชำถุง 1-2 ฉัตร แก่เต็มที่ และควรใช้มีดเฉือนกันถุงออกประมาณ 2-3 เซนติเมตร นำไปวางในหลุมแล้วกรีดด้านข้างของถุงให้ขาดออกจากกัน แต่ยังไม่ดึงถุงออก กลบดินจนเกือบเต็มหลุมแล้วจึงดึงถุงพลาสติกออกระวังอย่าให้ดินในถุงพลาสติกแตก กลบดินจนเสมอปากหลุมและอัดดินให้แน่น โดยให้ดินบริเวณโคนตันยางสูงกว่าเล็กน้อยเพื่อไม่ให้น้ำขังในหลุมปลูก

ฤดูปลูก

ปลูกในช่วงตันฤดูฝน ระหว่างเดือน พฤษภาคม – กรกฎาคมโดยทันแผ่นตาไปทางทิศตะวันตก ให้รอยต่อระหว่างรากกับตาอยู่เหนือระดับผิวดินเล็กน้อย และควรปลูกซ่อมก่อนหมดฤดูฝนอย่างน้อย 2 เดือน และไม่ควรปลูกช่อมเมื้อต้นยางอายุ 2 ปีขึ้นไป แต่ถ้าจะปลูกซ่อมควรใช้ต้นยางที่มีอายุใกล้เคียงกัน

การปลูกยางพารา



การดูแลรักษา

การใส่ปุ๋ย

  • ระยะก่อนเปิดกรีด เนื่องจากดินปลูกยางพาราของประเทศส่วนใหญ่มีปริมาณอินทรียวัตถุในดินอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในเขตปลูกยางใหม่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถาบันวิจัยยางได้แนะนำให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดินช่วยอุ้มความชื้น ปรับปรุงโครงสร้างของดิน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-10-12 สำหรับดินร่วนเหนียวสูตร 20-10-17 สำหรับดินร่วนทรายอัตราและเวลาใส่ปุ๋ยตามอายุของต้นยาง
  • ระยะหลังเปิดกรีด เมื่อต้นยางเปิดกรีดได้แล้ว ยังมีความจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยต่อไปทุกปี เพื่อให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอ โดยการใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 30-5-14 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น/ปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงตันฤดูฝนและปลายฤดูฝน ใส่ปุ๋ยบริเวณกึ่งกลางระหว่างแถวยางที่มีรากดูดอาหารหนาแน่นแล้วคราดกลบ และควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 2-3 กก./ต้น/ปี ร่วมกับปุ้ยเคมีอัตรา แนะนำ

การตัดแต่งกิ่งยางอ่อน

ไม่ควรตัดแต่งกิ่งในช่วงต้นฤดูแล้ง ควรตัดกิ่งแขนงให้ชิดลำต้นในระดับต่ำกว่า 2 เมตร เริ่มตั้งแต่ยางอายุ 1 ปี ไม่โน้มต้นยางลงมาตัดแต่ง เพราะจะทำให้เปลือกแตกน้ำยางไหลหรือหักได้ ใช้ปูนขาว หรือปูนแดง หรือสีทาบริเวณแผลที่ตัด

โรคยางพารา

ช่วงยางแตกใบอ่อน พบโรคราแป้ง (oidium) มาก ใบอ่อนจะบิดงอ มีสีดำแล้วร่วง ใบเพสลาดจะมีแผลขอบเขตไม่แน่นอน บริเวณแผลจะมีขุยของเส้นใยสีขาวเทาบนด้านล่างของแผ่นใบ ใบแก่แผลจะมีรอยสีเหลืองชีด เฉพาะบริเวณที่เชื้อราเข้าทำลาย ดอกยางจะมีปุยเชื้อราสีขาวปกคลุม ก่อนที่จะดำแล้วร่วง ป้องกันรักษาโดยการปลูกพันธุ์ต้านทานโรค และปล่อยให้ใบร่วง ซึ่งต้นยางจะแตกใบใหม่ออกมาแล้วทำการใส่ปุ๋ยบำรุง หรือใช้สารป้องกันกำจัดโรค

ช่วงฤดูฝน พบโรคราสีชมพูมาก ซึ่งในระยะแรก เปลือกบริเวณคาคบจะปริแตกมีน้ำยางไหล และมีเส้นใยเชื้อราสีขาวคล้ายใยแมงมุมบนรอยแผล ระยะต่อมาถ้ามีสภาพแวดล้อมเหมาะสม เส้นใยของเชื้อราจะรวมกันตามผิวเปลือกมองเห็นเป็นสีชมพู เมื่อน้ำยางแห้งจะมีราดำเกิดขึ้นเห็นเป็นทางสีดำ ใต้บริเวณแผลจะมีการแตกกิ่งใหม่ขึ้น ใบยางจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และเกิดอาการตายหรือหักโค่นบริเวณที่เป็นโรค ป้องกันรักษาได้โดยการปลูกพันธุ์ต้านทานโรค ดูแลรักษาสวนให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ปลูกพืชอาศัยเป็นพืชร่วมยาง เช่น ขนุน และใช้สารป้องกันกำจัดโรค

การเสริมรายได้ในสวนยาง

การเสริมรายได้สามารถดำเนินการได้โดยปลูกพืช หรือเลี้ยงสัตว์ระหว่างแถวยางตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงโค่นยาง โดยพิจารณา ตลาด แรงงาน เงินทุน ขนาดพื้นที่ สวนยาง สภาพแวดล้อม และ ลักษณะนิสัยของเกษตรกร การเสริมรายได้ในสวนยางมีหลายประเภท

1. การปลูกพืชเสริมรายได้ในช่วงยางอายุไม่เกิน 3 ปี

  • พืชลัมลุก เช่น สับปะรด ข้าวไร่ ข้าวโพดหวาน กล้วย หญ้ารูซี่โคไร เป็นต้น ควร ปลูกห่างจากแถวยางไม่ต่ำกว่า 1.5 เมตร
  • กล้วยและมะละกอแนะนำให้ปลูก 1 – 2 แถว และห่างจากแถวยางประมาณ 2.5 เมตร ใส่ปุยบำรุงตามชนิดพืชที่ปลูก
  • ควรปลูกพืชล้มลุกในระบบหมุนเวียน
  • พืชที่ไม่แนะนำ ได้แก่ มันลำปะหลัง อ้อย ละหุ่ง ยกเว้นพื้นที่ที่ต้องการปลูก ให้ปลูกห่างจากแถวยางไม่ต่ำกว่า 2 เมตร

2. การปลูกพืชเสริมรายได้ที่ทนต่อสภาพร่มเงาสวนยาง

  • พืซลัมลุกที่แนะนำได้แก่ ไม้ดอกสกุลหน้าวัว ไม้ดอกสกุลเฮลิโกเนีย ไม้วงศ์ชิง ชิง ข่า ขมิ้น ผักพื้นบ้าน ควรปลูกห่างจากแถวยางประมาณ 1.5 เมตร
  • ผักเหลียงหรือผักเหมี้ยง แนะนำให้ปลูกห่างจากแถวยางประมาณ 2.5 เมตร
  • พืชสกุลระกำ เช่น ระกำ สละเนินวง สละหม้อ และหวายตะค้าทองแนะนำให้ปลูกกึ่งกลางแถวยาง ระยะระหว่างตัน ประมาณ 5 – 6 เมตร
  • กระวาน แนะนำให้ปลูก 1-2 แถว ระยะระหว่างตัน ประมาณ 3 เมตร
  • ไม้ป่าที่แนะนำให้ปลูก ได้แก่ สะเดาเทียว ทัง พะยอมสะเดา ยมหอม เคี่ยม มะฮอกกานี ตะเคียนทอง ยางนา ยมหิน ทุเรียนป่า แดง ประดู่ ควรปลูกกึ่งกลางระหว่างแถวยางระหว่างตันประมาณ 8 เมตรหรือปลูกในหลุมว่างในสวนยางในช่วงยาง อายุ 1-3 ปี

3. การเลี้ยงสัตว์ในสวนยาง

  • สัตว์ที่นิยมเลี้ยงได้แก่ แกะ โค สัตว์ปีก และผึ้ง
  • ควรปล่อยแกะและโคเข้าไปในสวนยางเมื่อยางอายุ 1 ปี และ 3 ปีขึ้นไป ตามลำดับ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ศูนย์ศึกษาการพัฒนากูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ตู้ ปณ. 21 บ้านนานกเค้า ตำบลหัวยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47000
โทรศัพท์ 04274 7458-9www.royal.rid.go.th/phuphan




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ปลูกกระเทียม ไว้กินเองง่ายๆ มือใหม่ก็ปลูกได้

ปลูกกระเทียม ไว้กินเองง่ายๆ มือใหม่ก็ปลูกได้

ปลูกกระเทียม

ปลูกกระเทียม


กระเทียม เป็นพืชเศรษฐกิจพืชหลักของประเทศ นอกจากจะใช้ประกอบอาหารและยังเป็นพืชสมุนไพรรักษาโรคไต้หลายชนิด ประเทศที่ผลิตกระเทียมต้มากคือ สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ และอินเดีย สำหรับประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกระเทียม 150,000- 190,000 ไร่ ผลผลิตประมาณ 9,000 ตัน/ปี ผลผลิตสด เฉลี่ย 1,700-1,900 กิโลกรัม




ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

กระเทียมมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alium sativum L. อยู่ในตระกูลเดียวกับหอมหัวใหญ่และหอมแดงต่างกันตรงที่หัวหอมจะเป็นบัลบ์ ( bulb ) ขนาตใหญ่อันเดียว ส่วนกระเทียมจะประกอบด้วยบัลบ์มีขนาดเล็กหลายอันเรียกว่า กลีบ ( cloves ) ซึ่งห่อหุ้มด้วยเปลือกที่มีลักษณะบาง ๆ หลายชั้น นอกจากส่วนของกลีบที่ใช้ในการบริโภคใบกระเทียมก็สามารถนำไปบริโภคได้ด้วย ใบกระเทียมสามารถออกดอกให้ผลและเมล็ด รวมทั้งบัลบ์เลท ( bulblets ) ซึ่งสามารถนำไปขยายพันธุ์ได้ แต่นิยมการขยายพันธุ์ด้วยกลีบ เพราะให้ผลดีมากกว่า

ปลูกกระเทียม

ลักษณะทั่วไปของพืช

กระเทียมเป็นพืชล้มลุกมีลำต้นใต้ดิน เรียกว่า หัว หัวมีกลีบย่อยหลายกลีบติดกันแน่น เนื้อสีขาวมีกลิ่นฉุน การปลูกจะใช้กลีบกระเทียมเป็นพันธุ์ปลูกไต้ดีในดินร่วนปนทราย ที่ระบายน้ำดีกระเทียมจะลงหัวในช่วงที่มีอากาศหนาว ดังนั้นจึงปลูกได้ดีเฉพาะในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

สายพันธุ์ที่นิยม

สำหรับสายพันธุ์กระเทียมที่นิยมปลูกนั้นส่วนมาก จะเป็น สายพันธุ์กระเทียมพันธุ์เบาของศรีสะเกษ, กระเทียมพันธุ์เชียงใหม่, กระเทียมพันธุ์หัวใหญ่

การเตรียมดิน

กระเทียมชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี หากดินเป็นกรด ควรเตรียมดินด้วยการใส่ปูนขาวอย่างน้อย 15 วัน เพื่อปรับค่า pH ให้อยู่ที่ราวๆ 5.5 – 6.8 หากมีพื้นที่สักหน่อย ควรเตรียมแปลงปลูกขนาดกว้าง 1 – 2.5 เมตร ความยาวตามพื้น ที่ปลูกระยะห่าง ระหว่างแปลง (ทางเดินหรือร่องน้ำ) ควรกว้าง 50 ซม. หรือจะปลูกในกระถาง หรือ กระบะ ก็ได้ หากมีพื้นที่น้อยและต้องการเพียงแค่ปลูกไว้เก็บกินใช้สอยในครัวเรือน

วิธีการปลูก

มักนิยมปลูกโดยใช้กลีบนอกในการปลูก จะให้กระเทียมหัวใหญ่และผลผลิตสูง วิธีการเลือก คือให้เลือกใช้หัวที่แก่จัดและแห้งสนิท ไม่ควรเลือกใช้หัวเก่าที่เก็บไว้นาน แกะเปลือกและแต่งรากเล็กน้อย รดน้ำใส่ดินให้ฉ่ำจากนั้นนำกลีบกระเทียมจิ้มลงไปโดยเอาส่วนรากลงลึกประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของกลีบ หลังปลูกใช้ฟางคลุมเพื่อควบคุมวัชพืช เก้บความขึ้น และช่วยลดความร้อนในตอนกลางวัน

การรดน้ำ

ควรให้น้ำก่อนปลูก และหลังปลูกกระเทียมควรได้รับน้ำอย่างเพียงพอ และสม่ำเสมอในช่วงระหว่างเจริญเติบโต 7-10 วัน/ครั้ง สรุปแล้วจะให้น้ำประมาณ 10 ครั้ง/ฤดู ควรงดการให้น้ำเมื่อกระเทียมแก่จัด ก่อนเก็บเกี่ยว 2-3 สัปดาห์




การเก็บเกี่ยวกระเทียม

ให้สังเกตว่าหัวกระเทียมแก่เต็มที่หรือไม่ โดยการดูว่าใบเริ่มแห้งหรือก้านดอกชูขึ้นมาหรือไม่ หากทิ้งไว้ให้แก่นานเกินไป เมื่อขุดหัวออกมา กลีบจะร่วงหล่นออกจากกันได้ง่ายและคุณภาพก็จะลดลงด้วย

วิธีการเก็บเกี่ยวนั้นสามารถทำได้โดยการถอนหัวด้วยมือจากแปลงออกมา แล้วนำมาผึ่งแดดประมาณ 4-5 วัน ในตอนกลางคืนควรป้องกันการถูกน้ำค้างและฝนด้วย หลังจากผึ่งแดดแล้วให้นำเข้าไว้ในโรงเรือนที่โปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ทั้งนี้ก็เพื่อให้กระเทียมแห้งสนิท ต่อจากนั้นจึงทำความสะอาดและคัดขนาดไปพร้อมๆ กัน แล้วมัดไว้เป็นพวงๆ โดยจัดด้านปลายใบมัดจุกเข้าหากัน แล้วจึงนำไปแขวนไว้ในโรงเรือนเพื่อให้ลดโกรก แต่ต้องระวังไม่ให้โดนน้ำ ละอองน้ำ หรือความชื้นใดๆ

โรค

  • โรคใบเน่าหรือแอนแทรกนส จะทำให้ใบเป็นแผลเน่ายุบตัวและระบาดจนถึงทำให้หัวเน่า โดยใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไดโพลาแทน, แมนเชทดี, ไดเท็นเอ็ม-45 หรือ ชินโคโฟน ฉีดยาพ่นทุก 5-7วัน/ครั้ง
  • โรคใบจุดสีม่วง โรคนี้จะทำให้กะเทียมไม่ลงหัว ใบแห้งมีแผลจำนวนมากตามใบและจะแห้งตายไปในที่สุด ป้องกันกำจัด ใช้ยากำจัดเชื้อราเช่น ไดเท็นเอ็ม-45, ชินโคโพล เดอโรชาล, นาวิสตินหรือไดโพลาแทนฉีตพ่น
  • โรคหัวและรากเน่า กระเทียมเริ่มมีใบแก่เหลืองเหี่ยวแห้งไป กาบหัวช้ำเริ่มมีเส้นใยสีขาวขึ้นฟูอยู่บนแผลและตาม รากเน่าเป็นสีน้ำตาลจะทำให้หัวนิ่มเน่าและเนื้อเยื่อยุ่ยมีกลิ่นเหม็นทุก 5 – 7 วัน/ครั้ง

ที่มา : mthai.com , sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ