ระวัง! โรคใบไหม้ (เชื้อรา Stemphylium vesicarium) ในหอมแดง, หอมหัวใหญ่, กระเทียม

สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศเย็นและมีหมอก ในตอนเช้า เตือนผู้ปลูกหอมแดง, หอมหัวใหญ่, กระเทียม ในระยะ ทุกระยะการเจริญเติบโต รับมือ โรคใบไหม้ (เชื้อรา Stemphylium vesicarium)
อาการเริ่มแรก พบจุดสีเหลืองอ่อนหรือน้ำตาลอ่อนบนใบ มีลักษณะฉ่ำน้ำ ต่อมาจุดเล็กจะขยายเป็นแผลรูปยาวรี หัวท้ายแหลมสีน้ำตาลอ่อน หรือน้ำตาลอมม่วง เมื่อสภาพแวดล้อมมีความชื้นสูง แผลจะขยายลุกลามอย่างรวดเร็ว เกิดอาการไหม้ตั้งแต่ปลายใบลงมายังรอยแผล หรือไหม้ทั่วทั้งใบ โดยแผลไหม้ในระยะแรกมีสีน้ำตาลอ่อน แล้วเข้มขึ้นเป็นสีน้ำตาลอมม่วง จนเป็นสีดำในที่สุด บางครั้งพบสปอร์ของเชื้อราสาเหตุโรค มีลักษณะเป็นผงสีดำบนแผล ซึ่งโรคนี้มักพบเกิดร่วมกับโรค ใบจุดสีม่วง
แนวทางป้องกัน/แก้ไข
- ก่อนปลูกควรปรับปรุงดินให้มีสภาพเหมาะสมกับการปลูกหอมและกระเทียม โดยการใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์
- ใช้หัวพันธุ์ที่ปราศจากโรค โดยแช่หัวพันธุ์ หรือต้นกล้าก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 30-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15-20 นาที
- ตรวจแปลงสม่ำเสมอ เมื่อพบโรค พ่นด้วยสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไอโพรไดโอน 50 % ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือโพรคลอราซ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ชนิดใดชนิดหนึ่ง สลับกับ แมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อสาเหตุโรค โดยพ่นทุก 5-7 วัน
- เก็บซากพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก
- ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ควรปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่สกุลหอมกระเทียมสลับ
โรคใบไหม้จากเชื้อรา Stemphylium vesicarium ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ผู้ปลูกหอมแดง หอมหัวใหญ่ และกระเทียมไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงอากาศเย็นและมีความชื้นสูง เพราะเชื้อราสามารถแพร่ระบาดและลุกลามได้อย่างรวดเร็ว หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการ อาจทำให้ใบแห้งไหม้ ผลผลิตลดลง และกระทบต่อรายได้โดยตรง
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการเริ่มตั้งแต่ก่อนปลูก เลือกใช้หัวพันธุ์สะอาด ปรับปรุงดินให้เหมาะสม ดูแลแปลงให้โปร่ง ไม่ชื้นแฉะ และหมั่นตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบอาการเริ่มต้นควรรีบจัดการทันที พร้อมสลับใช้สารป้องกันกำจัดโรคตามคำแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงการดื้อยา รวมถึงเก็บซากพืชที่เป็นโรคออกจากแปลงและทำลายนอกพื้นที่ปลูก
การใส่ใจดูแลอย่างสม่ำเสมอและป้องกันเชิงรุก จะช่วยลดความเสียหายและรักษาคุณภาพผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเกษตรกรรู้ทันโรคและจัดการได้อย่างถูกวิธี ก็สามารถผ่านช่วงเสี่ยงของการระบาดไปได้อย่างมั่นใจ และยังคงได้ผลผลิตที่สวย คุณภาพดี และคุ้มค่ากับการลงทุนในทุกฤดูปลูก
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ



