ผักสลัดมีกี่ชนิด? รวมสายพันธุ์ผักยอดฮิตที่คนรักสุขภาพควรรู้

ผักสลัดมีกี่ชนิด? รวมสายพันธุ์ผักยอดฮิตที่คนรักสุขภาพควรรู้

ผักสลัดมีกี่ชนิด?

ถ้าพูดถึงอาหารคลีนหรือเมนูสุขภาพ แน่นอนว่าชื่อของ “ผักสลัด” ต้องติดอันดับต้นๆ แบบไม่ต้องสงสัย แต่เคยสงสัยกันไหมว่า ผักสลัดมีกี่ชนิด? ทำไมเวลาซื้อหรือปลูกถึงมีหลายแบบ ทั้งแบบใบเขียว ใบแดง บางต้นกรอบ บางต้นขม แล้วแบบไหนล่ะที่เหมาะกับการกินสด แบบไหนนิยมปลูกขาย? หรือแบบไหนที่ร้านคาเฟ่หรูๆ นิยมใช้จัดจานให้ดูสวยงาม

หลายคนอาจคิดว่า “ผักสลัดก็คือผักกาดหอม” แต่ความจริงแล้ว ผักสลัดมีหลากหลายสายพันธุ์มากกว่าที่คิด แต่ละชนิดก็มีรสชาติ สรรพคุณ และหน้าตาที่แตกต่างกัน บางชนิดกรอบหวานเคี้ยวเพลิน บางชนิดขมเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร แถมยังมีทั้งแบบปลูกง่าย เหมาะกับคนเมือง และแบบปลูกขายเชิงพาณิชย์ ทำรายได้งามอีกด้วย

บทความนี้จะพาคุณมารู้จักกับสายพันธุ์ผักสลัดยอดฮิต พร้อมตอบคำถามยอดนิยมที่หลายคนอยากรู้ว่า “ผักสลัดมีกี่ชนิด?” พร้อมเคล็ดลับเล็กๆ สำหรับคนที่อยากปลูกไว้กินเอง หรือคิดจะต่อยอดเป็นอาชีพเสริม รับรองว่าอ่านจบแล้วจะเลือกกิน เลือกปลูกผักสลัดได้แบบมือโปรแน่นอน!

ผักสลัดคืออะไร?

“ผักสลัด” ไม่ใช่ชื่อเรียกของพืชชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นคำเรียกรวมๆ สำหรับผักที่นิยมใช้กินสดในเมนูสลัด ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ โดยมากจะอยู่ในตระกูล Lactuca sativa (ผักกาดหอม) แต่ก็มีผักอื่นๆ ที่นำมารวมในเมนูสลัดด้วย เช่น ร็อกเก็ต เคล ผักโขมฝรั่ง ฯลฯ

ผักสลัดมีหลายชนิด แบ่งได้ตามรูปร่าง สี และรสชาติ โดยทั่วไป สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ ผักสลัดแบบใบหยิก (Leafy types) และแบบหัวแน่น (Head types) ซึ่งในแต่ละกลุ่มก็มีสายพันธุ์ย่อยที่นิยมปลูกและบริโภค เช่น

กลุ่มผักสลัดใบ (Leaf Lettuce)

ลักษณะโดดเด่นคือ ใบจะเจริญเติบโตแผ่ออกเป็นพุ่ม คล้ายใบไม้ซ้อนกันหลายชั้น บางชนิดมีใบหยิก หยัก หรือเรียบก็ได้ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ผักกลุ่มนี้เป็นที่นิยมมากเพราะ ปลูกง่าย โตเร็ว เก็บเกี่ยวได้ไว และที่สำคัญคือ เหมาะกับการกินสด เพราะใบกรอบ รสชาติอ่อนหวานหรือขมนิดๆ แล้วแต่ชนิด เช่น

  • เรดโอ๊ค (Red Oak Leaf)
    ใบสีแดงเข้ม ปลายใบหยิก เป็นผักที่มีวิตามิน และสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ไม่ว่าจะ มีวิตามินเอ วิตามินซี โฟเลต และธาตุเหล็ก เหมาะกับคนมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย เรดโอ๊คจะช่วยล้างลำไส้ ให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างมีระบบขึ้น กระซิบว่าเรดโอ๊ค ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ทานสดจะอร่อยมาก
  • กรีนคอรัล (Green Coral)
    ใบเรียวยาว รสชาติหวาน เป็นอีกหนึ่งผักสลัดที่มีวิตามินสูง และมีธาตุเหล็ก ที่เข้าไปช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดงในร่างกาย ช่วยแก้โรคโลหิตจางได้ ความพิเศษของผักกรีนคอส คือ มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเพียง 3% เหมาะสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน และยังช่วยในเรื่องกระตุ้นการขับถ่ายอีกด้วย

    กรีนโอ๊ค
    ใบหยักสีเขียว เป็นพุ่ม กรีนโอ๊ค หน้าตาจะคล้ายเรดโอ๊ค รสชาติหวาน กรอบ เป็นพุ่ม แคลอรี่น้อย มีวิตามินบี วิตามินซี และไฟเบอร์สูงช่วยเรื่องท้องผูก บำรุงสายตา กล้ามเนื้อ และเส้นผมได้เป็นอย่างดี รับประทานง่ายมากๆ จะทานสดๆ หรือราดด้วยน้ำสลัดก็อร่อย

    ผักกาดแก้ว
    สีเขียวอ่อน ใบห่อเป็นหัว ใครชอบกินแฮมเบอร์เกอร์กัดปุ๊บ เจอผักกรอบๆ นั่นคือผักกาดแก้ว มีธาตุเหล็ก ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงฮีโมโกลบิน ซึ่งดีต่อผู้ป่วยโรคเลือด และช่วยบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยให้ผ่อนคลาย นอนหลับง่าย หลายคนมักเจอผักกาดแก้วในยำ สลัด ผักนี้ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายด้วยนะ
  • กรีนคอส
    ใบเรียวยาว รสชาติหวาน เป็นอีกหนึ่งผักสลัดที่มีวิตามินสูง และมีธาตุเหล็ก ที่เข้าไปช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดงในร่างกาย ช่วยแก้โรคโลหิตจางได้ ความพิเศษของผักกรีนคอส คือ มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเพียง 3% เหมาะสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน และยังช่วยในเรื่องกระตุ้นการขับถ่ายอีกด้วย

กลุ่มผักสลัดหัว (Head Lettuce)

คือกลุ่มผักกาดหอมที่ใบรวมตัวกันเป็นหัวให้เนื้อสัมผัสกรอบฉ่ำ เหมาะทั้งกินสดและทำเมนูตะวันตก หากคุณกำลังมองหาผักสลัดที่ให้ “ความกรอบเต็มคำ จับคู่ซอสได้หลากหลาย” ผักสลัดที่นิยมในกลุ่มนี้ได้แก่

  • บัตเตอร์เฮด
    เป็นพุ่ม คล้ายกลีบดอกไม้ บัตเตอร์เฮด หรือ ผักกาดบอสตัน มีความกรอบ แน่น หลังทานจะได้ความสดชื่นของเนื้อ และน้ำที่อยู่ในผัก มีคุณสมบัติบำรุงระบบประสาท บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงสายตา บำรุงผิว และช่วยลดคลอเรสตอรอลด้วย นิยมทานสด ราดน้ำสลัด หรือจะนำไปปรุงเป็นอาหารก็ได้
  • ไอซ์เบิร์ก (Iceberg)
    หัวแน่น ใบกรอบมาก สีเขียวอ่อนถึงขาว รสชาติจืดแต่สดชื่น
  • บัตเตอร์เฮดแดง (Red Butterhead)
    ลักษณะใบอ่อนนุ่ม ห่อเป็นหัวหลวมๆ คล้ายดอกกุหลาบ แต่จุดเด่นอยู่ที่สีของใบซึ่งจะเป็น แดงอมม่วงหรือแดงเขียวเข้ม ตัดกับเส้นใบสีเขียวหรือชมพูอ่อน สร้างความสวยงามให้กับจานอาหาร และดูพรีเมียมมากกว่าบัตเตอร์เฮดสีเขียวแบบทั่วไป

กลุ่มผักอื่นๆ ที่นิยมใช้ในสลัด

  • ผักร็อคเก็ต
    เป็นทรงรี เรียวยาว ร็อคเก็ตจะมีความเผ็ดซ่านิดๆ ไม่เหมือนผักสลัดอื่นๆ เป็นผักสำหรับสาวควบคุมน้ำหนัก หลายคนชอบเอามาทานกับน้ำมันมะกอก เกลือ และมะเขือเทศ มีวิตามินซี วิตามินเค ช่วยบำรุงกระดูก ทั้งยังมีแคลเซียมสูง ใครได้ลองระวังติดใจ
  • ผักโขมฝรั่ง (Spinach)
    ใบเขียวเข้ม อุดมด้วยธาตุเหล็ก ใช้สดหรืออบร่วมกับชีส
  • มินิเรด (Mini Red Lettuce)
    ผักหัวเล็ก สีแดง สวยงาม เหมาะกับการตกแต่งและขายแบบพรีเมียม

หากนับเฉพาะสายพันธุ์หลักๆ ที่นิยมบริโภคและปลูกกันทั่วไปในไทยและต่างประเทศ ผักสลัดมี ไม่ต่ำกว่า 10–15 ชนิด และยังมีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละชนิดก็มี รสชาติ ความกรอบ สีสัน และคุณค่าทางอาหารที่ต่างกัน


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เกษตรทฤษฎีใหม่ หัวใจพอเพียง พออยู่ พอกิน รายได้ไม่ขาดมือ

เกษตรทฤษฎีใหม่ หัวใจพอเพียง พออยู่ พอกิน รายได้ไม่ขาดมือ

เกษตรทฤษฎีใหม่

เกษตรทฤษฎีใหม่

ปัญหาหลักของเกษตรกรในอดีตจนถึงปัจจุบันที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การขาดแคลนน้ำเพื่อเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่อาศัยน้ำฝน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ในเขตที่มีฝนค่อนข้างน้อยและส่วนมากเป็นนาข้าวและพืชไร่ เกษตรกรยังคงทำการเพาะปลูกได้ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนเท่านั้น และมีความเสี่ยงกับความเสียหายอันเนื่องมาจากความแปรปรวนของดิน ฟ้า อากาศ และฝนทิ้งช่วง แม้ว่าจะมีการขุดบ่อหรือสระเก็บน้ำไว้ใช้บ้างแต่ก็ไม่มีขนาดแน่นอน หรือมีปัจจัยอื่น ที่เป็นปัญหาให้มีน้ำใช้ไม่เพียงพอรวมทั้งระบบการปลูกพืชไม่มีหลักเกณฑ์ใด ๆ และส่วนใหญ่ปลูกพืชนิดเดียว

เกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่”

“ทฤษฎีใหม่” เป็นแนวทางหรือหลักในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรินี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบาก ให้สามารถผ่านช่วงวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก

การดำเนินงานตามทฤษฎีใหม่มี 3 ขั้นตอน คือ

  • การผลิต ให้พึ่งตนเองด้วยวิธีง่าย ค่อยเป็นค่อยไปตามกำลัง ให้พอมีพอกิน
  • การรวมพลังกันในรูปแบบ หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกัน ในด้านการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการการศึกษา สังคมและศาสนา
  • การดำเนินธุรกิจโดยติดต่อ ประสานงาน จัดหาทุนหรือแหล่งเงินในขั้นแรกที่เป็นการผลิต ถือเป็นขั้นสำคัญที่สุด ให้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 หมายถึง
    • ขุดสระเก็บกักน้ำ
      พื้นที่ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้สม่ำเสมอตลอดปี โดยเก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ และพืชน้ำต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด โสน ฯลฯ
    • ปลูกผลไม้ ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก
      พื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผักพืชสมุนไพร ฯลฯ อย่างผสมผสานกัน และหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือจากการบริโภคก็นำไปขายได้
    • ปลูกข้าว
      พื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง เป็นการลดค่าใช้จ่าย และสามารพึ่งตนเองได้
    • เป็นที่อยู่อาศัย และอื่นๆ
      พื้นที่ประมาณ 10 9 ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง คันดิน โรงเรือนและสิ่งก่อสร้างอื่นo รวมทั้งคอกเลี้ยงสัตว์ เรือนเพาะชำ ฉางเก็บผลิตผลการเกษตร ฯลฯ

หลักการและแนวทางสำคัญในการดำเนินงานเกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่” ที่ควรทราบมีดังนี้

  • เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ประหยัดก่อน
  • ต้องมีพื้นที่ส่วนหนึ่งทำนาข้าว เพราะข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนต้องปลูก เพื่อให้มีข้าวพอบริโภคตลอดทั้งปี
  • ต้องมีน้ำสำรองไว้ใช้เพียงพอตลอดปี เพื่อการเพาะปลูกในระยะฝนทิ้งช่วง หรือในฤดูแล้ง
  • ใช้อัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 ในการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ไม่ว่าจะมีพื้นที่ถือครองน้อยกว่าหรือมากกว่า 15 ไร่ คือ
    • 30 % ใช้ขุดสระเก็บกักน้ำ
    • 30 % ใช้ปลูกข้าว
    • 30 % ใช้ปลูกพืชผัก ผลไม้ พืชไร่ ไม้ยืนต้น
    • 10 % ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ

ประโยชน์ของ “ทฤษฎีใหม่ สรุปได้ดังนี้

  • ประชาชนพออยู่พอกินในระดับประหยัด เลี้ยงตนเองได้ ไม่อดอยาก ตามหลักปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง”
  • ในหน้าแล้งก็สามารถนำน้ำที่เก็บกักไว้ในสระมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องอาศัยชลประทาน
  • ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาล ก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ำรวยได้
  • ในกรณีที่เกิดอุทกภัย ก็สามารถฟื้นตัว และช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากนักในการจัดการเกษตรตามแนว “ฤษฎีใหม่” ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น ประเด็นสำคัญ คือ การพึ่งตนเอง ประหยัด และมัธยัสถ์ ก่อให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียง โดยการจัดการแบ่งพื้นที่ให้สัมพันธ์ และเกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน น้ำ แรงงาน และรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น อันจะนำไปสู่การผลิตที่เกิดรายได้ และสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ที่มา : Youtrube บ่าวยุทธพาจ้วด เรื่อง | เกษตรทฤษฎีใหม่คือความมั่นคง ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง อ.นาเชือก


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

การเพาะเห็ดนางฟ้า (Sarjou caju Mushroom) แบบละเอียดสำหรับมือใหม่

การเพาะเห็ดนางฟ้า (Sarjou caju Mushroom) แบบละเอียดสำหรับมือใหม่

การเพาะเห็ดนางฟ้า

      เห็ดนางฟ้า จัดเป็นเห็ดเศรษฐกิจที่สำคัญที่นิยมรับประทานมากไม่แพ้กว่าเห็ดนางรม และเห็ดฟาง เนื่องจากเห็ดชนิดนี้สามารถเพาะได้ง่าย มีเวลาในการเพาะสั้น ดอกเห็ดออกจำนวนมากดอกเห็ดให้เนื้อนุ่ม สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด อาทิ แกงเลียง และต้มยำ เป็นต้น

      ดอกเห็ดนางฟ้าจะมีลักษณะคล้ายกับดอกเห็ดเป้าฮื้อ และดอกเห็ดนางรม แต่สีของขอบดอกของเห็ดนางฟ้าจะอ่อนกว่าเห็ดนางรมในขณะที่เห็ดนางรมขอบดอกจะมีสีคล้ำมากกว่า ส่วนตัวดอกเห็ดนางฟ้าจะบางกว่าเห็ดนางรมและมีครีบอยู่ชิดกันมากกว่า และเมื่อเทียบกับเห็ดเป้าฮื้อ พบว่า ก้านดอกของเห็ดนางฟ้าจะค่อนอยู่ตรงกลางดอกมากกว่าดอกของเห็ดเป้าฮื้อที่เยื้องไปอยู่ริมขอบดอกด้านใดด้านหนึ่ง และก้านดอกของเห็ดนางฟ้าจะเล็กกว่าก้านดอกของเห็ดเป้าฮืออย่างชัดเจน ส่วนเห็ดนางฟ้าอีกชนิด คือเห็ดนางฟ้าภูฐาน เป็นเห็ดที่นำเข้ามาจากประเทศภูฐาน ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมเช่นกัน โดยดอกเห็ดนางฟ้าอาจออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุกแน่น มีก้านดอกสั้น สีขาว ไม่มีวงแหวนดอกเห็ดอ่อนมีสีขาว เมื่อแก่มากสีมีสีขาวอมสีน้ำตาลอ่อน มีเส้นใยค่อนข้างละเอียด

เห็ดนางฟ้านิยมนำดอกเห็ดสดมาประกอบอาหาร เช่น เห็ดนางฟ้าชุบแป้งทอด ต้มยำเห็ดนางฟ้า และห่อหมกเห็ดนางฟ้า เป็นต้น

ขั้นตอน การเพาะเห็ดนางฟ้า

1. โรงเรือน

สำหรับเห็ดนางฟ้าจะใช้โรงเรือนที่วางเป็นรูปตัวเอ และควรมีอากาศถ่ายเทดีพอสมควร มีแสงตามความต้องการของเห็ด จะสังเกตได้คือ เมื่อเดินทางเข้าในโรงเห็ดแล้วควรจะหายใจสะดวกไม่อับชื้นหรือร้อนเกินไปโครงสร้างของโรงเรือนทำ ได้ 2 แบบ

  • โรงเรือนชั่วคราว ใช้วัสดุไม่ถาวร ลงทุนไม่มาก เสาทำ ด้วยไม้ไผ่ อายุการใช้งานประมาณ 3 – 4 ปี
  • โรงเรือนถาวร เป็นโรงเรือนสังกะสีหรือกระเบื้องลอน แต่อาจมีปัญหาเรื่องความร้อน จึงควรทำ หลังคาให้สูงขึ้น และควรมีท่อน้ำพาดบนหลังคาเพื่อปล่อยน้ำรดลงมาในเวลาที่อุณหภูมิสูงมาก อายุการใช้งานประมาณ 10 ปีขึ้นไป

2. การวางก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า

     การวางก้อนเชื้อ ไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นรูปแบบตายตัว สามารถวางเห็ดได้มาก นิยมใช้ไม้ไผ่ประกอบกันเป็นรูปตัวเอ (A) หรือรูปสามเหลี่ยมทรงสูง แล้ววางก้อนเชื้อช้อนทับกันไป หันปากถุงออกทางด้านข้างชั้นทั้งสองด้าน ทำช่องระบายอากาศขนาด 40 x 60 เซนติเมตร จำนวน 1- 2 ช่อง สำหรับระบายอากาศด้วยการวางถุงก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าจะวางในแนวนอน

3. วัสดุเพาะ และสารอาหาร

วัสดุที่นิยมใช้เป็นวัสดุหลักในการเพาะเห็ดนางฟ้า คือ ขี้เลื่อยไม้ยางพารา เนื่องจากสามารถนำมาใช้ได้เลย โดยไม่ต้องหมัก เก็บรักษาง่าย สามารถเก็บไว้ในสภาพแห้งๆ ก็ได้ หรือทิ้งอยู่กลางแจ้งเปียกน้ำ เปียกฝนก็ได้

การเพาะเห็ดนางฟ้า

การใส่อาหารเสริม

ในการทำก้อนเชื้อ มักนิยมเติมแร่ธาตุอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารเสริมที่เห็ดสามารถนำไปใช้ได้โดยตรงในกองขี้เลือยหมักหรือขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน เพื่อให้เส้นใยเดินเร็ว และให้ผลิตสูงขึ้น อาหารเสริมที่ใช้ได้แก่

  • รำละเอียด อุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามินบี ซึ่งเป็นที่ต้องการของเห็ดมาก
  • ปูนขาว และยิบชั่ม ปูนขาวช่วยลดความเป็นกรด และยิบชั่มช่วยลดดความเป็นด่าง เพื่อให้วัสดุเพาะมีสภาพเป็นกลาง หรือค่าของกรดด่างอยู่ในระดับ 6.5 – 7.2
  • ดีเกลือ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นใย และเร่งการเกิดดอกเห็ด

สูตรส่วนผสมก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า

  • ขี้เลื่อยไม้ยางพารำแห้ง 100 กิโลกรัม
  • รำละเอียด 5 กิโลกรัม
  • ปูนขาว 1 กิโลกรัม
  • ยิบซั่ม 2 กิโลกรัม
  • ดีเกลือ 0.2 กิโลกรัม
  • ความชื้น (น้ำ ) 50 – 60 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม ส่วนผสมนี้บางฟาร์มอาจแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมหรืออาจมีส่วนผสมอื่นเพิ่มเติมก็ได้

ขั้นตอนการเพาะนางฟ้าในถุงพลาสติก

  • การผลิตหัวเชื้อบริสุทธิ์
  • การผลิตหัวเชื้อบนเมล็ดข้าวฟ่าง
  • การผลิตก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า
  • การบ่มเส้นใยเห็ดนางฟ้า
  • การเปิดดอกเห็ดและการดูแลรักษา

1. การผลิตหัวเชื้อบริสุทธิ์

คือ การนำเอาดอกเห็ดหรือสปอร์มาเพาะให้เห็ดเจริญขึ้น เป็นเส้นใย เพื่อใช้ขยายพันธุ์ไปทำ หัวเชื้อต่อไป โดยจะเลี้ยงเส้นใยเห็ดบนวุ้นPDA

  • อุปกรณ์ที่จะใช้ในการแยกเชื้อเห็ด ประกอบด้วย เข็มเขี่ยเชื้อ ตะเกียงแอลกอฮอล์ และตู้เขี่ยเชื่อ เวลาใช้ก็ยกสิ่งของต่าง ๆ ที่ต้องการเข้าไปไว้ภายในแล้วปิดช่องเสียไม่ให้ลมพัดเข้าไป แต่ด้านบนของตู้ควรมีช่องให้อากาศหรือลมร้อนระบายออกได้เล็กน้อย ก่อนใช้งานจะต้องเช็ดตีฆ่าเชื้อภายในให้ทั่วด้วยแอลกอฮอล์
  • การคัดเลือกดอกเห็ดมาทำพันธุ์ เลือกดอกเห็ดที่มีลักษณะสมบูรณ์ เป็นดอกที่โตแข็งแรงดอกใหญ่ น้ำหนักดอกมาก เนื้อแน่น ก้านดอกมีลักษณะแข็งแรงหรือโคนต้นหนา อายุประมาณ 3 วัน หรือก่อนปล่อยสปอร์ 1 วัน ดอกเห็ดที่จะนำ มาแยกเชื่อนี่อย่าให้เปียกน้ำเป็นอันขาด ซึ่งถ้าเป็นดอกที่เพิ่งเก็บเอามาจากแปลงใหม่ๆ ยิ่งดี

การทำอาหารวุ้น PDA

สูตรอาหารเลี้ยงเชื้อเห็ด มีอยู่ด้วยกันหลายสูตรแตกต่างกันออกไป แต่ในการเลี้ยงเชื้อเห็ดนางฟ้า นิยมใช้สูตร PDA สูตรนี้ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษโปเตโต้ เด็กโทรส อะก้าร์ มีวิธีการทำ ที่ง่ายและส่วนผสม ดังนี้

  • มันฝรั่ง ปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วต้มเอาแต่น้ำ 200 – 300 กรัม
  • น้ำตาลเด็กโทรส หรือกลูโคลิน 20 – 40 กรัม
  • วุ้น 15- 20 กรัม
  • น้ำสะอาด 1 ลิตร

วิธีเตรียมสารอาหาร PDA

  • ชั่งมันฝรั่งประมาณ 250 กรัม นำมาปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้น ขนาดเท่ากับลูกเต๋า นำลงต้มในน้ำ ประมาณ 1.2 ลิตร ต้มด้วยไฟที่อ่อนๆ และให้น้ำ เดือดประมาณ 15 นาที มันฝรั่งก็จะสุกพอนิ่ม
  • กรองเอาแต่น้ำออกมา และต้มต่อไปพร้อมกับเติมวุ้นผง จำนวน 15 กรัม กวนจนวุ้นละลายหมดประมาณ 10 นาที
  • เติมน้ำตาลเด็กโทรส จำนวน 20 กรัมลงไป คนให้ละลาย แล้วตวงให้ได้ จำนวน 1 ลิตร พอดีหรือใกล้เคียง
  • นำน้ำมันฝรั่งมากรอกใส่ในขวดแบนที่แห้งและสะอาด ใส่ให้สูงกว่าก้นขวดเพียง 2 – 3 เซนติเมตร
  • อุดขวดด้วยจุกสำลีเอากระดาษหุ้มแล้วใช้สายยางรัด
  • นำขวดอาหารไปพึ่งในหม้อนึ่งความดัน ให้มีความดันไอน้ำจำนวน 15 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว นานประมาณ 20 นาที
  • นำ ออกมาวางเรียงกัน ทิ้งไว้ให้วุ้นเกือบเย็น นำ ขวดอาหารวุ้นมาเอียงนอนลงให้วุ้นแผ่กว้าง เพื่อ เพิ่มพื้นที่ผิววันในถ่ายอาหารวุ้นเลยกึ่งกลางขวดเล็กน้อย
  • ใช้ไม้บาง ๆ รองปากขวดให้สูงเหนือจากพื้นเล็กน้อยในขณะที่เอน และควรระวังไม่ให้วุ้นถูกกับสำลีโดยตรง

2. การทำหัวเชื้อเห็ดนางฟ้าบนเมล็ดข้าวฟ้าง

การทำเมล็ดข้าวฟ่าง

  • นำเมล็ดข้าวฟ้างมาต้มจนสุกนิ่มพอดีอย่าให้ถึงกับเละ นำ ไปใส่ตะแกรงกรองเอาน้ำ ออกให้หมด ผึ่งแดดพอแห้ง
  • กรอกเมล็ดข้าวฟ่างที่แห้งแล้วใส่ขวด เพียงครึ่งขวดหรือประมาณ 2 ใน 3 ของขวด เพื่อช่วยให้เส้นใยเจริญได้รวดเร็ว การกรอกเมล็ดข้าวฟ่างใส่ขวด ควรใช้กรวย สวมปากขวดจะช่วยให้กรอกได้ง่ายขืน และเพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดข้าวฟ้างเปื้อนปากขวด ถ้าหากเปื้อนปากขวดก็ควรเช็ดปากขวดให้สะอาดและแห้ง
  • ใช้สำลีอุดปากขวดให้แน่นพอดี ใช้กระดาษหุ้มทับสำลีอีกชั้นหนึ่งแล้วรัดด้วยยาง เพื่อป้องกันสำลีเปียกเวลานึ่ง นำขวดเชื้อไปนึ่งด้วยหม้อนึ่งความดัน ให้มีความดันไอน้ำ จำนวน 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว นาน 25 นาที แล้วทิ้งให้เย็น

การถ่ายเชื้อเห็ดจากอาหารวุ้นลงในขวดเมล็ดข้าวฟ้าง

     ขวดเมล็ดข้าวฟ้างที่นึ่งเรียบร้อยแล้ว จะยังเป็นเพียงเมล็ดพืชที่ต้มแล้วเท่านั้นถ้าหากยังไม่ใส่เชื้อเห็ดลงไป เราจึงต้องนำเอาเชื้อเห็ดนางฟ้าจากขวดอาหารวุ้นที่ได้คัดเลือก และเตรียมไว้แล้วนำมาถ่ายเชื้อหรือต่อเชื้อในเมล็ดข้าวฟ้างเสียก่อน จึงนำ ไปไข้ได้ การเขี่ยเชื้อจากอาหารวุ้นลงในขวดเชื้อ การปฏิบัติก็ทำได้เช่นเดียวกับการทำอาหารวุ้น

      นำขวดเชื้อไปวางเก็บไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิปกติ และมืด ประมาณ 8- 12 วัน เส้นใยจะเจริญเต็มขวดเมล็ดพืช เชื้อที่เส้นใยเจริญเต็มขวดใหม่ๆ อยู่ในระยะที่แข็งแรง เหมาะที่จะนำไปใช้งาน ไม่ควรเก็บไว้นานเกินไป เพราะจะทำ ให้เชื้ออ่อนลง และมีโอกาสที่เชื้อจะมีเชื้อปนได้

อย่างไรก็ตาม การทำหัวเชื้อนี้สำหรับบางฟาร์ม ที่ผลิตก้อนเชื้อเพื่อเพาะเอาดอกเห็ดแล้วอาจทำเองหรือไม่ต้องทำก็ได้ เพราะเนื่องจากในปัจจุบันนี้มีผู้ทำ หัวเชื้อที่มีคุณภาพดีจำหน่ายอยู่ทั่วไป และราคาก็ไม่แพงนัก การซื้อมาใช้โดยไม่ต้องทำ เองก็เป็นวิธีที่สะดวก แต่ควรที่จะได้มีการตรวจสอบคุณภาพของเชื้อให้สม่ำเสมอด้วย

3. การทำถุงเชื้อเห็ดนางฟ้า

อุปกรณ์ที่จะต้องใช้มี ถุงร้อนขนาด 7×11 นิ้ว หรือ 9×12 นิ้ว หรือใหญ่กว่านี้ คอขวดพลาสติกทำจากพลาสติกทนร้อน สำลี ยางรัด กระดาษหุ้มสำลี และช้อนตัก

การทำถุงเชื้อ

  • นำขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อนหรือขี้เลื่อยไม้ยางพารา ผสมด้วยปูนขาวประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ รำละเอียดประมาณ 3 – 5 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามส่วนผสมนี้บางฟาร์มอาจแตกต่างกันออกไงตามความเหมาะสมหรืออาจมีส่วนผสมอื่น ๆ เพิ่มเติมก็ได้
  • การหมักปุ้ยเมื่อครบกำหนด 1 คืนแล้ว วันรุ่งขึ้นจึงเติมรำละเอียดตามอัตราส่วน หรืออาจเติมดีเกลือลงไปด้วย การผสมน้ำ สำหรับเห็ดนางฟ้า อาจต้องผสมน้ำ ให้ขึ้นปกติไม่ให้แห้งหรือแฉะเกินไป
  • บรรจุในถุงพลาสติก เกือบเต็มถุง หรือประมาณ 1 – 1.2 กิโลกรัม เว้นปากถุงไว้สำหรับสวมคอขวดพลาสติก เพื่อการเขี่ยเชื้อ เมื่อใส่ปุ๋ยหมักลงในถุงแล้วให้ยกถุงกระทุ้งเบาๆเพื่อให้ขี้เลื่อยแน่นหรืออาจใช้มือกดลงไป บางฟาร์มเห็ดมีเครื่องบรรจุถุง ก็นำ มาใช้ได้ เมื่อปุยแน่นแล้วก็รวบปากถุงและใช้คอขวดสวมลงไป ใช้มือดึงถุงให้ตึงแล้วรวบปากถุงลงมา ด้านอกใช้ยางรัดให้แน่น ก็จะทำ ให้ปากถุงก้อนเชื้อแคบลงมีขนาดเท่ากับคอขวด มันจะคงรูปร่างเช่นนี้เรื่อยไป เพื่อใช้

สำหรับให้มีที่ว่างของอากาศสำหรับเขี่ยเชื้อเห็ดลงไป

  • ใช้ไม้ปลายแหลมเจาะรูปุยจากคอขวดให้ลึกลงเกือบกึ่งกลางถุง เพื่อ ให้เชื้อเห็ดที่ใส่ลงไปเจริญได้จากบริเวณกลางถุงหรืออาจไม่เจาะก็ได้ หากไม่เจาะเส้นใยเห็ดก็จะเจริญจากด้านบนลงมา เช่นเดียวกับการทำ หัวเชื้อในเมล็ดข้าวฟาง ทั้งนี้ก็แล้วแต่การปฏิบัติของแต่ละฟาร์ม
  • ใช้สำลีอุด แล้วหุ้มด้วยกระดาษและรัดด้วยยาง หรืออาจใช้ฝาครอบสำลีแทนกระดาษก็ได้ เพื่อ ไม่ให้สำลีเปียกในเวลานึ่ง สำลีที่เปียกอาจนำ เชื้อราต่าง ๆ เข้ามาในถุงได้ง่าย

การนึ่งฆ่าเชื้อถุงปุ๋ย

       เมื่อเตรียมถุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นำไปนิ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดันหรือหม้อนึ่งลูกทุ่ง เพื่อฆ่าเชื้อต่าง ๆ ที่เป็นศัตรูเห็ด เวลาในการนึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของหม้อนึ่งและจำนวนก้อนเชื้อ อาจนึ่งเพียง 2 ชั่วโมง สำหรับการนึ่งเชื้อจำนวนน้อยและนึ่ง 4-6 ชั่วโมง สำหรับเชื้อจำนวนมาก การนิ่งเชื้อจำนวนมากต้องระมัดระวัง และแน่ใจว่าสามารถนึ่งฆ่าเชื้อได้ทั่วถึง หลังจากนึ่งเรียบร้อยแล้วนำก้อนเชื้อออกมาวางเรียงกันให้เย็นสนิทดีเสียก่อน เพื่อรอการเขี่ยเชื้อเห็ดนางฟ้า จากเมล็ดข้าวฟางลงถุงต่อไป

การเขี่ยเชื้อเห็ดจากหัวเชื้อลงในถุงก้อนเชื้อ

ก้อนเชื้อที่ได้จากการนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดันเรียบร้อยแล้ว จึงนำเอาหัวเชื้อเห็ดนางฟ้าในเมล็ดข้าวฟ้างที่ทำขึ้นหรือซื้อเตรียมไว้ล่วงหน้า มาเขียลงไปในก้อนเชื้อโดยปฏิบัติ ดังนี้

  • วางก้อนเชื้อเรียงกันเป็นแถว แล้วแกะเอากระดาษที่หุ้มปิดสำลีออกให้หมด แต่ยังคงจุกสำลีไว้โดยไม่ต้องเปิด และระวังไม่ให้สำลีหลุดออกมาจากคอขวด
  • เช็ดมือด้วยแอลกอฮอล์ให้ทั่ว นำขวดหัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่าง ที่คัดเลือกไว้แล้วเขย่าในขณะที่ยังปิดจุกสำลีอยู่ เพื่อให้เมล็ดข้าวฟ้างกระจาย ถอดจุกสำลีที่ขวดเมล็ดข้าวฟ้างออก
  • นำปากขวดไปลนไฟจากตะเกียงแอลกอฮอล์ ใช้มืออีกข้างหนึ่งเปิดจุกสำลีก้อนเชื้อ แล้วเทหัวเชื้อลงไปในถุงประมาณ 10-20 เมล็ด จากนั้นจึงรีบปิดจุกสำลีทันที ไม่ต้องใช้กระดาษปิดทับถุงต่อไปก็ทำเช่นเดียวกัน ทุก 3-4 ถุง ให้ลนปากขวดด้วยไฟจากตะเกียงแอลกอฮอล์

ทั้งนี้ เมื่อเปิดขวดหัวเชื้อแล้ว ก็เขี่ยเชื้อให้หมด แต่หากเหลือไม่ควรนำกลับมาใช้ใหม่ เพราะเชื้อในขวดอาจตายแล้วหรือเชื้อมีความอ่อนแอ หัวเชื้อหนึ่งขวด สามารถเพาะใส่ถุงได้ประมาณ 50-60 ถุง และสำหรับ เห็ดนางฟ้าบางแห่งจะใช้หัวเชื่อมากกว่านี้ คือ ประมาณ 25-30 ก้อน ต่อเชื้อหนึ่งขวดทั้งนี้เพื่อให้เชื้อเจริญเร็ว และเชื้อเสียน้อย

4. ขั้นตอนการบ่มเส้นใยเห็ดนางฟ้า

หลังจากเขี่ยเชื้อแล้ว ให้นำก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าไปบ่มในห้องหรือโรงเรือนที่มีอากาศถ่ายเทน้อยและแสงสว่างน้อย ใช้เวลาบ่มประมาณ 22–28 วัน (ฤดูหนาว 15–20 วัน) จนเส้นใยเจริญเต็มถุง หากเส้นใยไม่เดินหรือก้อนเชื้อแฉะ มีเชื้อราปะปน แสดงว่าเชื้อเสีย ควรคัดออกทันที

การทำอาหารวุ้น PDA

การวางก้อนเชื้อควรจัดให้มีอากาศหมุนเวียนและไม่ร้อนเกินไป (ไม่เกิน 25–30°C) โดยเฉพาะในฤดูร้อนควรรดน้ำลดอุณหภูมิหรือระบายอากาศ ส่วนในฤดูหนาวควรบุโรงเรือนด้วยพลาสติกเพื่อรักษาอุณหภูมิ

ควรตรวจสอบก้อนเชื้อทุกวัน หากพบเชื้อรา (เช่น เชื้อราเขียว รำดา) ให้แยกทิ้งทันที สาเหตุอาจมาจากหัวเชื้อเสีย ถุงแตก หรือโรงเรือนไม่สะอาด ดังนั้นต้องรักษาความสะอาดภายในและรอบโรงบ่มอยู่เสมอ

5. ขั้นตอนการเปิดดอกเห็ด

สำหรับลักษณะของวิธีการเปิดถุงเพื่อให้เห็ดออกดอก และลักษณะของการวางถุงก้อนเชื้อในโรงเรือน สามารถทำได้หลายวิธี คือ

  • เปิดจากสำลึให้ออกดอกเห็ดที่ปากถุง โดยการดึงจุกสำลีออกวางถุงในแนวนอนกับพื้นพื้นโดยวางช้อนกันบนแผงรูปตัวเอ หรือวางซ้อนกันบนพื้นโรงเรือน พ่นละอองน้ำเป็นฝอยละเอียดเห็ดจะเกิดแล้วโผล่ออกมาทางปากถุงได้เอง
  • พับปากถุง หลังจากที่เอาคอขวดออกแล้ว เปิดปากถุงพับลงมา ม้วนปากถุงให้อยู่ในระดับเดียวกับวัสดุเพาะหรือก้อนเชื้อ อาจวางก้อนเชื้อเห็ดได้ทั้งในแนวนอนหรือแนวตั้งนชั้นวางติด ๆ กัน วิธีนี้จะเกิดดอกเห็ดครั้งละหลายดอก แต่ดอกเล็กลง เพราะแย่งอาหารกัน 
  • ตัดปากถุง เป็นการเปิดปากถุงโดยใช้มืดโกนปาดปากถุงออก ตรงส่วนของคอขวด เมื่อตัดออกไปแล้วจะเหลือถุงพลาสติกหุ้มก้อนเชื้อส่วนบนอยู่บางส่วน การเปิดวิธีนี้ จะได้ดอกเห็ดน้อยกว่าวิธีแรก แต่น้ำ หนักดอกเห็ดจะดีกว่า
  • การเปลือยถุง แกะเอาถุงพลาสติกออกหมดทั้งก้อน แล้วเอาก้อนเชื้อวางลงใส่ในแบบไม้หรือในตะกร้า รดน้ำ ให้เปียกทั่วทั้งก้อน เวลาเกิดดอกเห็ดจะได้เกิดทุกส่วน คือ ด้านบน และ ด้านข้างแต่ต้องรักษาความชื้นในโรงเรือนให้สูงมาก เพราะก้อนเชื้อจะสูญเสียความชื้นอย่างรวดเร็ว แบบนี้เกิดดอกเห็ดได้เร็ว เกิดขึ้นรอบก้อนแต่หมดไปเร็ว และดอกเห็ดเล็กมาก เพราะแย่งอาหารกัน
  • เพาะแบบแขวนหลักการเดียวกับการวางก้อนเชื้อในแนวนอนแต่ไม่จำเป็นต้องทำชั้นใดๆ ใช้เชือกไนล่อนทำ ขึ้นพิเศษ 4 เส้น ผูกติดกันด้านหัวท้าย ส่วนตรงกลางใส่แผ่นพลาสติกแข็งเจาะรูร้อยเชือกทั้ง 4 เส้น ถ่างห่างออกจากกัน เอาก้อนเชื้อวางช้อนกันได้หลายถุง แขวนห้อยจากคานด้านบน พื้นเรือนเพาะจึงสะอาด 

การดูแลรักษา

โดยธรรมชาติในการเจริญเติบโตของเห็ดนางฟ้า นับตั้งแต่เกิดดอก จนกระทั่งพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาประมาณ 5 – 7 วัน การเกิดดอกเห็ดก็คือ การที่เส้นใยได้มีการเปลี่ยนรูปมาอัดตัวกันสร้างดอกเห็ดขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมเหมาะสมผลผลิตและคุณภาพของดอกเห็ดจะดี
หรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1. อุณหภูมิ

อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเห็ดนางฟ้า คือ ประมาณ 24-26 องศาเซลเซียส ดอกเห็ดจะออกดอกเร็วมาก อาจกล่าวได้ว่าเห็ดนางฟ้าขึ้นได้ดีในหน้าฝนตีพอสมควรในหน้าร้อนดีมากในหน้าหนาว ไม่หนาวจัดจนเกินไป ถ้าหนาวจัดก็จะชะงักการเจริญเติบโตและสีขีดดังนั้น ภาคกลางและภาคใต้ ปลูกได้ทุกฤดู ตลอดปี ภาคเหนือและภาคอีสานจะให้ผลดีในฤดูฝน

2. อากาศ

เห็ดเป็นจุลินทรีย์ที่ต้องการออกซิเจนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเวลาเกิดดอกเห็ดจะต้องการออกซิเจนมาก ทั้งระยะเป็นดอกเห็ดและระยะเป็นเส้นใย

3. ความชื้น

จุลินทรีย์ทั่ว ๆ ไปชอบความขึ้นสูง แต่สำหรับเห็ด เมื่อเทียบกันแล้วก็ทนแล้งได้ดีกว่าจุลินทรีย์อื่น การเพิ่มความชื้นในวัตถุเพาะทำ ได้โดยการรดน้ำ แต่ต้องระวังมิให้มากเกินไปเพราะจะทำ ให้เส้นใยชะงักการเจริญหรือเปียกเกินไป ความชื้นในอากาศ ทำ ได้โดยการพ่นละอองน้ำในอากาศน้ำที่ใช้รดควรเป็นน้ำสะอาดปราศจากสารเคมี และสิ่งสกปรกปนเปื้อน เช่น น้ำ ฝน น้ำคลอง น้ำ บ่อ และน้ำ บาดาล น้ำ ที่ใช้รดเห็ดนางฟ้าควรเป็นกลาง ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ที่เหมาะควรเป็นประมาณ 7 ถ้าสามารถ น้ำ น้ำ ตัวอย่างประมาณ ไปตรวจวิเคราะห์ที่หน่วยงานด้านเกษตร เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมที่ดิน เพื่อขอคา แนะนำ ได้ก็จะเป็นการดียิง

4. แสง

เห็ดทุกชนิดไม่สามารถปรุงอาหารเองได้ ต้องอาศัยอาหารจากพืชต่าง ๆ ดังนั้น แสงจึงไม่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเห็ด โดยเฉพาะในระยะที่เส้นใยกาลังลามทั่วก้อนหากมีแสงสว่างมากจะทำ ให้เส้นใยเจริญเติบโตช้าลง ฉะนั้นในระยะของการบ่มก้อนเชื้อเพื่อเลี้ยงเส้นใย ควรทำในโรงเรือนที่มีแสงสว่างน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามแสงก็มีความจำเป็นในการกระตุ้นให้เส้นใยรวมตัวกันเพื่อให้เกิดดอกเห็ดได้เร็วขึ้น ในระยะเห็ดออกดอกหากมีแสงน้อยเกินไปหรือไม่เพียงพอ
จะทำ ให้ดอกเห็ดไม่สมบูรณ์ได้ เห็ดนางฟ้าถ้าถูกแสงแดดส่องบ้างก็เจริญ เอนเข้าหาแสง ในช่วงนี้จึงต้องการแสงปานกลาง แสงที่เหมาะคือ ขนาดพอที่จะอ่านหนังสือออกก็พอ และแสงสีน้ำ เงินจะมีผลต่อการออกดอกของเห็ดมากกว่าสีอื่น

5. ความสะอาด

เมื่อเปิดปากถุง และนำก้อนเชื้อไปวางบนชั้นในโรงเพาะแล้ว สิ่งที่ต้องเอาใจใส่ระมัดระวังมากที่สุด คือ ความสะอาด โรงเรือนที่ไม่สะอาดจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ที่เป็นผลเสียต่อเห็ดได้เช่นโรงเรือนที่มีโรค และแมลงศัตรูเห็ด แล้วระบาดทำ ให้ก้อนเชื้อ และดอกเห็ดเสียหายหมดทั้งโรงเรือน

การเก็บเกี่ยว

เมื่อเอาถุงก้อนเชื้อมาเปิดรดน้ำ และมีการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม จะเกิดดอกเห็ดเล็ก ๆ ภายในเวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ ขณะที่กำลังเกิดเป็นดอกเห็ดเล็ก ๆ นี้ หากดูแลในเรื่องของความขึ้นได้ดี ดอกเห็ดก็จะโตเต็มที่ภายใน 4-5 วัน ส่วนมากจะเก็บได้ ในวันที่ 4 ถ้าทิ้งไว้นานกว่านั้น ดอกเห็ดจะสร้างสปอร์ออกมาเป็นผงสีขาวละเอียด หลุดร่วงหล่นลงด้านล่าง ดอกเห็ดที่สร้างสปอร์ไปแล้วคุณภาพจะต้อยลง คือ เหนียวขึ้นและรสชาติก็จะชม

ลักษณะของดอกเห็ดที่แก่พอจะเก็บเกี่ยวได้ สังเกตจากก้านของดอกเห็ดจะหยุดการเจริญเติบโตทางด้านความยาว หมวกดอกเริ่มคลี่ออกมาประมาณครึ่งหนึ่ง แล้วเริ่มสร้างสปอร์บ้างขอบดอกจะหนา และรวมตัวเข้าหากันเมื่อเจริญโตเต็มที่แล้วขอบดอกจะคลื่ออก และบางลงกว่าเดิม เป็นระยะที่ควรเก็บเกี่ยวได้ ไม่ควรปล่อยให้โตไปมากกว่านี้ จนกระทั่งปลายหมวกดอกคลีบานเต็มที่ เพราะระยะนี้ดอกเห็ดจะสร้างสปอร์มากทำให้ความหนาแน่นของเนื้อเห็ดลดลง ทั้งยังดอมน้ำมากขึ้น จะช้ำง่ายเมื่อนำไปจำหน่าย

การเก็บดอกเห็ดควรเก็บในตอนเช้ามืด ให้ใช้มือดึงที่โคนออกมาเบาๆ ไม่ควรใช้มืดตัด เพราะเศษเห็ดที่ติดอยู่กับก้อนเชื้อจะเน่า เกิดเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค เมื่อเก็บดอกเห็ดมาแล้ว จึงใช้มีดหรือกรรไกรตัดเอาส่วนโคนที่มีเศษขี้เลื่อยติดมาวางเห็ดคว่ำไว้ในตะกร้าที่สะอาดแต่ละตะกร้าไม่ควรใส่ดอกเห็ดลงไปมากเกินไป หรือไม่ควรใส่เกิน 5 กิโลกรัม/ตะกร้า เพื่อไม่ให้น้ำ หนัก ของดอกเห็ดกด ทับกันจนเสียหาย

ดอกเห็ดนางฟ้า เก็บรักษาได้ไม่ทนมากนัก ควรจะใช้ทำอาหารให้หมดภายใน 1-2 วัน หลังจากที่ตัดออกมา เพราะเห็ดชนิดนี้เก็บไม่ทน มักจะเหี่ยวแม้จะแช่ต้เย็นก็ตาม การเก็บเห็ด ถ้าเก็บในอุณหภูมิห้อง คือ ไม่เข้าตู้เย็น การวางบนใบตองสด เรียงดอกเห็ดบาง ๆ ก็สามารถเก็บไว้ได้ระยะหนึ่ง ถ้าเก็บในตู้เย็นก็ควรเอาใส่ถุงพลาสติกอย่างขุ่น ขยี้แล้วสเปรย์น้ำให้มีหยดเล็ก ๆ ติดภายในเอาดอกเห็ดใส่ถุงรัดด้วยยางหรือเย็บปากถุงไว้


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านป่าบงเปียง เชียงใหม่ สวรรค์กลางขุนเขา ที่ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต!

บ้านป่าบงเปียง เชียงใหม่ สวรรค์กลางขุนเขา ที่ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต!

บ้านป่าบงเปียง

คุณเคยรู้สึกไหม…ว่าใจมันเหนื่อยโดยไม่รู้สาเหตุ
เหมือนร่างกายอยู่กับปัจจุบัน แต่หัวใจล่องลอยไปไกล
และบางครั้ง…มันโหยหาที่เงียบๆ สักแห่ง ที่ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่นั่งเฉยๆ มองท้องนา มองภูเขา แล้วปล่อยให้ลมหายใจทำหน้าที่ของมันไป

ที่บ้านป่าบงเปียง ไม่มีห้าง ไม่มีคาเฟ่หรู ไม่มีสัญญาณแรงๆ ให้เลื่อนมือถือ
มีแค่นาขั้นบันไดสีเขียวอ่อนทอดยาวเหมือนผ้าห่มของธรรมชาติ บ้านไม้หลังเล็กๆ ที่เปิดประตูออกมาก็เจอกับทะเลหมอก และรอยยิ้มของชาวบ้านที่ไม่ต้องใช้คำพูด ที่นี่…ไม่ได้พาเราไปไกล แต่พาเรากลับมาใกล้ “ตัวเอง” มากขึ้น

มาทำความรู้จักกับบ้านป่าบงเปียง

           บ้านป่าบงเปียงเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในพื้นที่สูงของอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน และมีการทำนาขั้นบันไดเรียงรายลงมาตามไหล่เขา ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอที่ยังคงใช้วิถีชีวิตแบบพอเพียง อิงธรรมชาติ และมีน้ำใจไมตรีที่อบอุ่นต่อผู้มาเยือน

บ้านป่าบงเปียง

จุดเด่นของบ้านป่าบงเปียง

  • นาขั้นบันไดสุดตระการตา
    นาขั้นบันไดที่นี่เป็นจุดเด่นที่สุด มีความสวยงามในทุกฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่ต้นข้าวเขียวชอุ่ม และช่วงใกล้เก็บเกี่ยวที่ท้องนาเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม ยิ่งได้เห็นในยามเช้าหรือยามเย็นที่แสงแดดส่องกระทบทุ่งนา จะเกิดเงาสะท้อนงดงามราวภาพวาด
  • วิวพระอาทิตย์ขึ้น-ตก
    บนยอดดอยสามารถมองเห็นแสงตะวันโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าได้อย่างชัดเจน เป็นภาพที่เต็มไปด้วยความสงบงาม ไม่ว่าจะยืนดูจากระเบียงโฮมสเตย์ หรือจากทางเดินในหมู่บ้านก็สามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศนี้ได้เต็มที่
  • โฮมสเตย์เรียบง่ายแต่อบอุ่น
    บ้านพักที่นี่ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ยกพื้น มีเพียงเครื่องใช้พื้นฐาน ไม่มีแอร์หรือทีวี แต่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นจากเจ้าของบ้านที่ต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเป็นกันเอง เสิร์ฟอาหารพื้นเมืองอร่อยๆ และเล่าเรื่องราวท้องถิ่นให้นักท่องเที่ยวฟัง

ไปช่วงไหนถึงจะได้ภาพประทับใจ?

  • เดือนกรกฎาคม – กันยายน
    เป็นช่วงต้นฤดูฝน ข้าวเริ่มเติบโตเต็มพื้นที่นา เขียวชอุ่มสดใส เหมาะมากสำหรับคนชอบถ่ายรูปธรรมชาติ
  • เดือนตุลาคม – พฤศจิกายน
    ช่วงปลายฝนต้นหนาว ข้าวเริ่มออกรวงเต็มที่ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองทั้งหุบเขา โรแมนติกสุดๆ
  • ฤดูหนาว (ธันวาคม – กุมภาพันธ์)
    อากาศหนาวเย็น มีหมอกบางในตอนเช้า แต่ต้นข้าวอาจจะเกี่ยวไปหมดแล้ว

คำแนะนำ: ควรตรวจสอบสภาพอากาศล่วงหน้า และจองที่พักล่วงหน้า เพราะที่นี่ที่พักมีจำกัด

บ้านป่าบงเปียง

เดินทางอย่างไร?

  • จากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้เวลาขับรถประมาณ 3–4 ชั่วโมง
  • ใช้เส้นทาง เชียงใหม่ – ฮอด – แม่แจ่ม – บ้านป่าบงเปียง
  • ถนนช่วงท้ายเป็นทางแคบและชัน แนะนำใช้รถกระบะหรือจ้างชาวบ้านรับ-ส่ง
  • ต้องจอดรถไว้ที่จุดจอด แล้วเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 1–2 กิโลเมตร

ที่พักบ้านป่าบงเปียง

ที่นี่มีที่พักเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ธรรมชาติ วิวหลักล้าน อากาศบริสุทธิ์ และความเงียบสงบที่หาไม่ได้จากในเมือง มาดูกันว่าที่พักแต่ละหลังมีอะไรพิเศษ และเหมาะกับใครที่สุด

  1. บ้านพักโด๊ะนะเด ป่าบงเปียง
      – เบอร์โทรศัพท์ : 08-3926-4134
      – เฟซบุ๊ก : บ้านพักโด๊ะนะเด ป่าบงเปียง
  2. บ้านระเบียงนา ป่าบงเปียง
      – เบอร์โทรศัพท์ : 08-0794-6883
      – เฟซบุ๊ก : บ้านระเบียงนา ป่าบงเปียง
  3. บ้านพี่ทองดี ป่าบงเปียง
      – เบอร์โทรศัพท์ : 08-0847-8863
      – เฟซบุ๊ก : บ้านพี่ทองดี ป่าบงเปียง
  4. บ้านไม้ไผ่ นาขั้นบันไดป่าบงเปียง
      – เบอร์โทรศัพท์ : 08-350-54726, 09-3990-7240
      – เฟซบุ๊ก : บ้านไม้ไผ่ นาขั้นบันไดป่าบงเปียง
  5. บ้านพักกันยา ป่าบงเปียง
     – เบอร์โทรศัพท์ : 09-3693-4914
     – เฟซบุ๊ก : บ้านพักกันยา ป่าบงเปียง
  6. มาฉิโพ ป่าบงเปียง
      – เบอร์โทรศัพท์ : 08-1020-1691

      – เฟซบุ๊ก : มาฉิโพ ป่าบงเปียง
  7. ระเบียงนาโฮมสเตย์ ป่าบงเปียง
      – เบอร์โทรศัพท์ : 09-7948-3566

      – เฟซบุ๊ก : ระเบียงนาโฮมสเตย์ ป่าบงเปียง
  8. บ้านพักชนะพล ป่าบงเปียง
      – เบอร์โทรศัพท์ : 06-4084-1667

      – เฟซบุ๊ก : บ้านพักชนะพล ป่าบงเปียง

“บ้านป่าบงเปียง” คือสถานที่ที่ผสมผสานธรรมชาติและวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว เหมาะสำหรับคนที่อยากหลีกหนีความวุ่นวาย ไปสัมผัสกับธรรมชาติและวิถีชีวิตที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความสุข ที่นี่ไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังเติมเต็มหัวใจให้กลับไปมีพลังอีกครั้ง


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ห้ามพลาด! วิธีเลี้ยงปลากัดมือใหม่ เริ่มต้นเลี้ยงอย่างไร ? ดูแลแบบไหนให้รอด?

ห้ามพลาด! วิธีเลี้ยงปลากัดมือใหม่ เริ่มต้นเลี้ยงอย่างไร ? ดูแลแบบไหนให้รอด?

วิธีเลี้ยงปลากัดมือใหม่

หากคุณกำลังมองหาสัตว์เลี้ยงตัวเล็ก สีสันสดใส และดูแลง่าย ปลากัดคือหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมที่ไม่ควรมองข้าม ด้วยรูปร่างลวดลายที่สวยงามและพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ปลากัดกลายเป็นที่ชื่นชอบของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้น อาจสงสัยว่า “วิธีเลี้ยงปลากัดมือใหม่” ควรเริ่มอย่างไรถึงจะเลี้ยงได้รอด ไม่ตายไว บทความนี้จะพาคุณไปเรียนรู้ตั้งแต่การเลือกภาชนะ การเปลี่ยนน้ำที่ถูกต้อง การให้อาหารอย่างพอดี ไปจนถึงเคล็ดลับการดูแลปลากัดให้แข็งแรงและมีชีวิตชีวา พร้อมเปลี่ยนมือใหม่ให้กลายเป็นนักเลี้ยงปลากัดอย่างมั่นใจ

ปลากัดไทยกับวิถีความเป็นไทย

        วิถีชีวิตของคนไทยในอดีตเป็นวิถีชีวิตชนบทของผู้คนในสังคมเกษตรกรรมที่คนส่วนใหญ่มักผูกพันกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ละครอบครัวมีการเลี้ยงสัตว์ต่างๆเอาไว้โดยมีจุดประสงค์เพื่อเอาไว้ใช้งาน เอาไว้เป็นอาหาร และเอาไว้เป็นงานอดิเรก เช่น การเลี้ยงไก่ชน การเลี้ยงวัว ควาย และการเลี้ยงปลากัด เป็นต้น
เมื่อเสร็จสิ้นฤดูการเก็บเกี่ยว ชาวบ้านมักนำสัตว์ที่ตนเองเลี้ยงมาใช้ในกิจกรรมนอกเหนือจากที่เป็นอยู่ เช่น การกัดปลา การตีไก่ การแข่งวิ่งควาย และชนวัว เป็นต้น จนกลายเป็นประเพณีและขนบธรรมเนียมของสังคมในชนบทและมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นการพนันอีกด้วย

         นานกว่า 200 ปี แล้วที่คนไทยรู้จักการเลี้ยงและนำปลากัดมาต่อสู้กัน เนื่องจากปลากัดมีลักษณะเด่นคือเป็นนักสู้ที่มีความทรหดอดทน มีสีสันที่สวยงาม จนกลายเป็นเกมส์กีฬาที่ได้รับความนิยมไม่แพ้การตีไก่ ตามตำนานการกัดปลาไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่ามีมาตั้งแต่สมัยใด แต่มีเรื่องเล่าต่อมาว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยาพวกมอญและพม่าเอากลองยาวมาเผยแพร่ให้คนไทย เพื่อใช้เล่นกันในช่วงเทศกาลงานประเพณีต่างๆ ส่วนคนไทยก็สอนการเล่นกัดปลาเป็นการตอบแทน ต่อมา พม่าก็ได้นำการเล่นกัดปลากลับไปยังประเทศ และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ปัจจุบันการแข่งขันกัดปลาได้เสื่อมความนิยมลงไปแล้ว ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่นิยมนำปลากัดมาเลี้ยงเพื่อความสวยงามมากกว่า

สายพันธุ์ปลากัดของไทย

          ปลากัดเป็นปลาน้ำจืดที่มีถิ่นกำเนิดและแพร่กระจายอยู่ทั้งในประเทศไทย และแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากมายหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งปลากัดที่พบในประเทศไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 10 ชนิด แพร่กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่ปลากัดชนิดที่นำมาเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในขณะนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betta splendens มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Siamese Fighting Fish 

          ประเทศไทยนับว่าเป็นแหล่งกำเนิดปลากัดที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ไม่เพียงแค่เรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีความหลากหลายทางพันธุกรรมที่น่าสนใจอีกด้วย ปลากัดที่พบในประเทศไทยส่วนใหญ่จัดอยู่ในสกุล เบตตา (Betta) ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็ก มีนิสัยดุและหวงถิ่น ปัจจุบันมีการค้นพบสายพันธุ์ปลากัดป่าในไทยทั้งหมด 10 ชนิดหลัก ได้แก่

  1. ปลากัดป่าภาคกลาง
    พบได้ในพื้นที่ลุ่มภาคกลาง เช่น อยุธยา สุพรรณบุรี ลักษณะเด่นคือมีสีพื้นค่อนข้างเข้ม แถบลำตัวสีเขียวหรือน้ำเงินเข้ม หางและครีบมีความกลมมน
  2. ปลากัดป่าภาคอีสาน
    มักพบตามแหล่งน้ำธรรมชาติในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สีสันจะออกไปทางน้ำตาลอมเขียว ตัวเล็ก หัวแหลม และมีความอดทนต่อสภาพแวดล้อมแห้งแล้งได้ดี
  3. ปลากัดป่าภาคใต้
    ลำตัวเพรียว สีเข้มกว่าปลากัดภาคอื่น มักมีแถบสีฟ้าหรือน้ำเงินตรงลำตัวและครีบ ชอบอยู่ในแหล่งน้ำที่มีพืชน้ำหนาแน่น เช่นในจังหวัดพัทลุง ตรัง
  4. ปลากัดป่ามหาชัย
    เป็นปลากัดหายากที่พบเฉพาะในบริเวณป่าชายเลนมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร มีสีเขียวมะกอกแซมแดงและครีบปลายแหลม มีความสามารถทนต่อความเค็มของน้ำกร่อย
  5. ปลากัดหัวโม่งจันทบูรณ์
    พบในภาคตะวันออกโดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี จุดเด่นคือส่วนหัวมีลักษณะโปนคล้ายหมวกกันน็อก มีสีสันจัดจ้าน มักถูกนำไปพัฒนาเป็นปลากัดแฟนซี
  6. ปลากัดหัวโม่งกระบี่
    พบในภาคใต้ตอนล่าง ลักษณะคล้ายปลากัดหัวโม่งจันทบูรณ์ แต่ขนาดตัวเล็กกว่า สีเข้ม และนิสัยดุกว่า
  7. ปลากัดน้ำแดง หรือ ปลากัดช้าง
    เป็นปลากัดป่าที่มีสีพื้นออกแดงเข้มหรือแดงคล้ำ หัวใหญ่ ลำตัวป้อม นิยมใช้ในการพัฒนาสายพันธุ์ปลากัดเลี้ยงเพื่อการประกวดหรือขาย

การรู้จักสายพันธุ์ปลากัดพื้นถิ่นไทยไม่เพียงช่วยให้เรารักษาความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังเป็นความภูมิใจในทรัพยากรท้องถิ่นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป

การเลี้ยงและดูแลปลากัด

ปลากัดเป็นปลาที่มีนิสัยก้าวร้าวและชอบต่อสู้กันเมื่อมีอายุประมาณ 1 เดือนครึ่งถึงสองเดือน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแยกปลากัดไปเลี้ยงในภาชนะที่เตรียมไว้ภาชนะละ 1 ตัว ภาชนะที่เหมาะที่สุดสำหรับการเลี้ยงปลากัดได้แก่ ขวด (สุรา) ชนิดบรรจุน้ำได้ 150 ซีซี เพราะสามารถเรียงกันได้โดยไม่สิ้นเปลืองเนื้อที่ ส่วนการแยกเพศจะสังเกตได้จากปลาตัวผู้จะมีลำตัวสีเข้ม ครีบยาวลายบนลำตัวมองเห็นชัดเจนและขนาดมักจะโตกว่าตัวเมีย ส่วนปลาตัวเมียจะมีสีซีดจาง มีลายพาดตามขวางลำตัว 2-3แถบ และมักจะมีขนาดเล็กกว่าปลาตัวผู้

น้ำที่ใช้เลี้ยงปลากัดต้องสะอาดปราศจากคลอรีน มีความเป็นกรด-ด่าง(pH) ประมาณ 6.5-7.5 มีความ กระด้าง 75-100 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีความเป็นด่าง  150-200 มิลลิกรัมต่อลิตร ควรบรรจุน้ำลงในขวดที่ใช้เลี้ยงเพียงเศษ 3 ส่วน 4 ของขวด เพื่อให้เหลือช่องว่างของอากาศเหนือผิวน้ำให้ปลาได้หายใจหรือฮุบอากาศ

สถานที่เลี้ยงปลากัดไม่ควรที่จะเป็นที่ที่โดนแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้ปลาตายได้ เนื่องจากความร้อนที่มากเกินไป อุณหภูมิที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วง 25-28 องศาเซลเซียส

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์

ปลากัดที่จะใช้นำมาผสมพันธุ์ต้องแข็งแรงและสมบูรณ์เพศเต็มที่ ปลาที่เหมาะสมนำมาผสมพันธุ์ต้องมีอายุประมาณ 5-7 เดือน เนื่องจากแม่พันธุ์จะให้ไข่ถึง 500 – 1,000 ฟอง และลูกปลาที่ฟักออกมาจะมีความแข็งแรงกว่าลูกปลาที่ได้จากแม่พันธุ์ที่มีอายุน้อย

  • ปลาตัวผู้ ต้องมีความแข็งแรง มีลักษณะสีสันตามต้องการ และต้องเป็นปลาที่ชอบสร้างหวอด ซึ่งมีลักษณะเป็นฟองอากาศจับกลุ่มลอยอยู่บริเวณผิวน้ำ หวอดเกิดจากปลาตัวผู้พ่นฟองอากาศที่ประกอบด้วยเมือกจากปากและลำคอห่อหุ้มอากาศเอาไว้
  • ปลาตัวเมีย ต้องมีความแข็งแรง และมีลักษณะสีสันตามต้องการเช่นกัน ปลาตัวเมียที่พร้อมผสมพันธุ์ต้องมีท้องที่เป่ง ใต้ท้องมีตุ่มสีขาวที่เรียกว่า ไข่นำ มองเห็นได้ชัดเจน และจะมีลายพาดตามขวางของลำตัว 2-3 แถบ เรียกว่า ลายชะโด

การเทียบคู่ปลากัด

         เมื่อคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลากัดที่จะนำมาผสมพันธุ์ได้แล้ว ให้นำมาใส่ขวดขวดละตัว แล้วนำขวดมาตั้งคู่กันโดยไม่ต้องมีอะไรกั้น ขั้นตอนนี้เรียกว่า การเทียบคู่ การเทียบคู่นี้เพื่อต้องการให้ปลามองเห็นกันตลอดเวลา และเร่งให้ไข่พัฒนาได้เร็วขึ้น บริเวณที่เทียบคู่ควรเลือกสถานที่ที่ไม่มีสิ่งรบกวน เพราะจะทำให้ปลาตกใจ ใช้เวลาเทียบคู่ประมาณ 3-10 วัน ในระหว่างเทียบปลา ควรเตรียมภาชนะที่จะใช้เพาะฟักซึ่งเราเรียกว่า อ่างรัด หรืออ่างเพาะ เช่น ขวดโหล ตู้กระจก อ่างซีเมนต์ ขนาดพื้นที่ไม่กว้างมาก (ไม่ควรเกิน 1 ตารางเมตร) ปากอ่างควรมีฝาปิดเพื่อป้องกันปลากระโดด

         เติมน้ำที่มีคุณภาพเดียวกับที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ ระดับน้ำสูงไม่เกิน 5-7 เซนติเมตร ระดับน้ำมีผลคือเมื่อแม่ปลากัดปล่อยไข่ พ่อปลาจะได้ใช้เวลาไม่นานในการว่ายเก็บไข่มาใส่หวอดหรือเมื่อลูกปลาฟักออกจากไข่ลูกปลาจะจมลงก้นอ่าง ถ้าน้ำลึกเกินไปลูกปลาจะไม่สามารถว่ายขึ้นมาหายใจได้ ใช้พันธุ์ไม้น้ำที่สามารถหาได้ง่ายเช่น สาหร่ายน้ำจืด จอก ใบผักตบชวา หรือพันธุ์ไม้น้ำอื่นๆ ที่หาได้ง่่ายมาใช้เพื่อเป็นที่เกาะของหวอด

การผสมพันธุ์

         เมื่อปลาตัวผู้และตัวเมียได้เทียบคู่กันแล้ว ขั้นต่อไปจึงนำปลาทั้งคู่มาใส่ลงในอ่างเพาะที่เตรียมไว้ โดยจะต้องมีฝาปิดด้านบนเพื่อป้องกันปลากระโดด อ่างที่ใช้ควรมีสีเข้ม เพื่อปลาตัวผู้จะได้มองไข่ได้ชัดเจน เมื่อปลาสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ (ใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน) ในอ่างเพาะได้แล้ว ปลาตัวผู้จะเริ่มก่อหวอดติดกับพันธุ์ไม้น้ำ

         หลังจากก่อหวอดเสร็จจะเริ่มพองเหงือกและกางครีบ ไล่ต้อนตัวเมียให้ไปอยู่ใต้หวอด เมื่อปลาตัวเมียลอยตัวขึ้นบริเวณผิวน้ำ ปลาตัวผู้จะงอตัวเป็นรูปตัวยู หรือตัวเอส รัดปลาตัวเมียตรงบริเวณช่องอวัยวะเพศ ถ้าปลาตัวเมียมีไข่แก่เต็มที่ไข่ก็จะหลุดออกมาทางช่องอวัยวะเพศ ทันทีที่ปลาตัวเมียปล่อยไข่ ปลาตัวผู้ก็จะฉีดน้ำเชื้อเข้าผสมทันที  ไข่ที่ปล่อยออกมาจะค่อยๆ จมลงสู่ก้นอ่างเพาะ ปลาตัวผู้ก็จะตามลงไปใช้ปากอมไข่ที่ละฟองมาพ่นใส่ไว้ที่หวอดจนหมด ส่วนตัวเมียอาจช่วยตัวผู้เก็บไข่ที่ได้รับการผสมแล้วไปพ่นที่หวอด  บ้างเป็นบางครั้งในช่วงต้นๆของการผสมพันธุ์ เมื่อปลาตัวเมียวางไข่แล้วจะลอยตัวนิ่งๆสักพักหนึ่งแล้วเริ่มว่ายหงายท้องเพื่อให้ตัวผู้รัดอีกครั้ง พฤติกรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นหลายๆ ครั้งจนกว่าตัวเมียจะวางไข่หมด ตัวเมียจะใช้เวลาในการวางไข่ทั้งหมดประมาณ 1-6 ชั่วโมง

         ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของตัวเมีย เมื่อสิ้นสุดการวางไข่ตัวผู้จะทำหน้าที่ดูแลไข่เพียงตัวเดียว และจะไล่ต้อนตัวเมียไม่ให้เข้าใกล้หวอด ช้อนตัวเมียออกจากอ่างเพาะเพราะตัวเมียอาจกินไข่ที่ผสมแล้ว ปล่อยให้ตัวผู้ดูแลไข่ประมาณ 2 วัน แล้วจึงแยกออกจากอ่างเพาะ ช่วงที่ตัวผู้ดูแลไข่มันจะไม่ยอมกินอาหาร อาจเนื่องมาจากกลัวจะเข้าใจผิดคิดว่าไข่เป็นอาหาร ไข่จะเริ่มฟักออกเป็นตัวหลังจากได้รับการผสมจากน้ำเชื้อประมาณ 36 ชั่วโมง

การอนุบาลลูกปลากัด

        ลูกปลาที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆจะเกาะอยู่ที่หวอด และมีถุงอาหารติดอยู่ที่ตัว ลูกปลาจะใช้อาหารจากถุงอาหารหมดภายใน 3-4 วัน ดังนั้นในช่วงนี้จึงไม่จำเป็นต้องให้อาหาร เมื่อลูกปลาเริ่มกินอาหารควรให้ไข่แดงต้มสุกบดละเอียดกรองผ่านกระชอนตาถี่ๆ หยดกระจายในน้ำที่เลี้ยงลูกปลาวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3-5 วัน แล้วจึงเปลี่ยนไปใช้ไรแดงที่มีขนาดเล็กเลี้ยง เมื่อลูกปลาเริ่มโตจึงเปลี่ยนไปเลี้ยงด้วยไรแดงขนาดใหญ่จนกระทั่งลูกปลาสามารถกินลูกน้ำได้ จึงควรเลี้ยงด้วยลูกน้ำต่อไป

        เมื่อปลากัดอายุได้ประมาณ 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือนจะสามารถแยกเพศได้ ควรแยกปลากัดตัวผู้และตัวเมียออกจากกัน โดยเฉพาะปลากัดตัวผู้จะต้องแยกจากกัน เนื่องจากพวกมันจะเริ่มกัดกันเอง เพื่อแสดงลำดับขั้น

       เมื่อลูกปลามีอายุ 4 เดือน นับว่าปลากัดโตเต็มที่แล้ว พร้อมที่จะจำหน่ายและผสมพันธุ์ ในช่วงนี้อาหารที่ให้คงเป็นลูกน้ำ หรือเป็นอาหารที่มีชีวิตอื่นๆ เช่น ปลวก ไส้เดือน เป็นต้น

อาหารปลากัด

ปลากัดเป็นปลาขนาดเล็กที่กินอาหารเก่ง โดยเฉพาะอาหารที่เคลื่อนไหวหรือมีชีวิต เช่น ลูกน้ำ ไรแดง หนอนแดง และไส้เดือน ซึ่งเป็นอาหารตามธรรมชาติที่ปลากัดชอบ นักเพาะพันธุ์มักใช้ลูกน้ำเลี้ยงปลากัดโตเต็มวัย เพราะช่วยให้ปลาโตเร็วและแข็งแรง การให้อาหารควรให้วันละ 1–2 ครั้ง ตอนเช้าหรือเย็น และหากเลี้ยงเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ ควรให้อาหารอย่างพอดี ไม่มากเกินไปเพื่อป้องกันการสะสมไขมันที่อาจกระทบต่อคุณภาพของพันธุ์ปลา

ในปัจจุบันเราอาจแบ่งอาหารของปลากัดออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. อาหารสำเร็จรูป

         อาหารประเภทนี้เป็นการผสมวัสดุอาหารที่ได้จากพืชและสัตว์ เพื่อให้ได้อาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง มีสารอาหารต่างๆครบถ้วน แต่อย่างไรก็ตามปลากัดมักไม่ค่อยชอบกินอาหารสำเร็จรูป จึงทำให้ผู้ผลิตพยายามพัฒนาอาหารที่มีคุณภาพเพื่อให้ปลากัดยอมรับมากขึ้น อาหารสำเร็จรูปแบบเกล็ดได้ทดสอบแล้วพบว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับปลากัด เพราะกินง่ายและลอยอยู่บนผิวน้ำ อาหารสำเร็จรูปเมื่อเปิดกระป๋องแล้ว ต้องใช้ให้หมดเนื่องจากอาหารจะดูดความชื้นและคุณภาพอาจเปลี่ยนไป

2.อาหารที่มีชีวิตสำหรับปลากัด

        ปลากัดนิยมกินอาหารที่มีชีวิตมากกว่าอาหารสำเร็จรูป เพราะช่วยกระตุ้นการกิน ทำให้ปลาเจริญเติบโตเร็ว แข็งแรง และสีสันสวยงาม อย่างไรก็ตาม การใช้อาหารสดควรใส่ใจเรื่องความสะอาด เพราะอาจนำโรคหรือปรสิตมาสู่ปลาได้ อาหารมีชีวิตที่นิยมใช้มีหลายชนิด ได้แก่:

  • ลูกน้ำ คือตัวอ่อนของยุง พบได้ตามแหล่งน้ำขัง เป็นอาหารหลักของปลากัดโตเต็มวัย ควรใช้ให้หมดในแต่ละวันเพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นยุง ปัจจุบันมีลูกน้ำอบแห้งผสมสารอาหารวางขายด้วย
  • หนอนแดง ตัวอ่อนของแมลงริ้นน้ำจืด ลักษณะคล้ายหนอนขนาดเล็ก สีแดง พบได้ตามบริเวณน้ำขัง ปลากัดชอบกินมากและหาง่าย
  • ไรแดง สัตว์น้ำจืดขนาดเล็ก จัดอยู่ในกลุ่มครัสเตเชียน (เช่นเดียวกับกุ้ง-ปู) มีสีแดง พบตามคูน้ำ หรือเลี้ยงขายตามร้านปลาสวยงาม เหมาะสำหรับลูกปลาหรือปลาขนาดเล็ก
  • ไส้เดือนดิน หาได้ง่ายตามดินร่วนซุย ถ้าตัวเล็กปลากินได้เลย ถ้าใหญ่ควรหั่นเป็นชิ้นเล็กก่อนให้กิน
  • อาร์ทีเมีย หรือไรน้ำเค็ม ขายเป็นไข่ เมื่อนำไปฟักในน้ำเค็มจะกลายเป็นตัวภายใน 24 ชม. เหมาะกับลูกปลาหรือปลาขนาดใหญ่ แต่ควรระวังเรื่องการย่อย เพราะเปลือกของอาร์ทีเมียอาจย่อยยาก
  • ไข่สัตว์น้ำ เช่น ไข่กุ้ง ไข่มด ไข่หอย และไข่กบ เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ช่วยให้ปลาสุขภาพดีและมีสีสันสดใส

อาหารที่มีชีวิตเหล่านี้มีประโยชน์มาก แต่ผู้เลี้ยงควรดูแลเรื่องความสะอาดเสมอ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพของปลา

โรคของปลากัดและวิธีการรักษา

       การเลี้ยงปลากัดเอาไว้ดูเล่นหรือเพื่อเป็นธุรกิจย่อมมักประสบปัญหาเกี่ยวกับการเกิดโรคของปลา เช่นเดียวกัน ตามปกติแล้วปลากัดเป็นปลาที่อดทนและสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี หากเลี้ยงได้อย่างถูกวิธีแล้วมักไม่ค่อยเป็นโรค โรคที่พบในปลากัดมักไม่ค่อยมีอาการรุนแรงถึงขนาดทำให้ปลาตายได้ ดังนั้นหากว่าผู้เลี้ยงทราบถึงสาเหตุและอาการของโรคที่เกิดขึ้นก็สามารถหาวิธีป้องกันและรักษาได้อย่างถูกต้อง
การรักษาปลากัดที่เป็นโรคจะแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ

  • การแยกปลากัดที่ป่วยออกจากกัน ถ้าพบว่าปลากัดตัวหนึ่ง หรือมากกว่าหนึ่งมีอาการป่วย ให้ทำการคัดแยกปลาป่วยออกมาใส่ภาชนะใหม่ เพื่อรอการรักษาต่อไป ส่วนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้คัดแยกปลาที่ป่วย ควรทำความสะอาด หรือฆ่าเชื้อทุกครั้งหลังใช้งาน รวมทั้งทำความสะอาดอวัยวะต่างๆ ของผู้เลี้ยง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคไปยังบ่ออื่นๆ
  • การพิจารณาโรคและการรักษา หลังจากคัดแยกปลากัดที่ป่วยออกมาแล้ว ให้พิจารณาอาการของปลา โดยดูจากลักษณะภายนอกว่ามีลักษณะอย่างไร สาเหตุของโรคมาจากอะไร และจะทำการรักษาวิธีไหน ตลอดจนจะป้องกันโรคได้อย่างไร เมื่อพิจารณาแล้วก็ดำเนินการวางแผนการรักษาต่อไป

โรคที่มักพบได้บ่อยในปลากัดมีอยู่หลายโรคด้วยกัน แต่ละโรคมักมีสาเหตุที่แตกต่างกันไป บางโรคอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย บางโรคอาจเกิดจากเชื้อรา และบางโรคอาจเกิดจากปรสิตภายนอก ดังนั้นเราควรมารู้จักโรคที่สำคัญๆเหล่านี้คือ

  • โรคไฟลามทุ่ง เป็นโรคที่ติดต่อกันได้เร็วที่สุดใช้ระยะเวลาเพียง 2 -3 วันก็จะติดต่อกันหมด
    ลักษณะอาการ เป็นแผลบริเวณโคนครีบหาง ครีบหู และครีบท้อง ขอบแผลจะมีลักษณะเป็นรอยช้ำแดง และเป็นเส้นปุยสีขาว เกล็ดของปลาจะพอง ปลาที่เป็นโรคจะลอยตัวอยู่บริเวณผิวน้ำ
    การป้องกันรักษา ให้รีบช้อนปลาที่เป็นแผลออกทันที ส่วนปลาที่เหลืออยู่้ใช้ต้นหญ้าไทรที่ตากแดดหมาดๆนำมาใส่ในบ่อเลี้ยงให้มีปริมาณมากพอที่จะทำให้น้ำมีสีเข้ม และเป็นฝ้าเล็กน้อย แช่ปลากัดไว้ประมาณ 5 – 7 วัน คล้ายกับการหมักปลากัด เมื่อแผลของปลากัดหายแล้วให้ย้ายปลากัดไปเลี้ยงในตู้ หรืออ่างใหม่ที่ใส่หญ้าไทรเล็กน้อย พอให้เกิดเป็นสีชา ปลากัดที่เลี้ยงจะค่อยๆแข็งแรง และหายเป็นปกติ
  • โรคปากดำ เป็นโรคที่รักษาไม่หาย ปลากัดที่เป็นโรคปากดำจะนำไปกัดไม่ได้ ทั้งนี้เพราะปลากัดใช้ปากในการต่อสู้ ถ้าปากของปลากัดเจ็บก็ไม่สามารถต่อสู้กับศัตรูได้
    ลักษณะอาการ ปลากัดที่เป็นโรคปากดำ ขอบปากด้านบนจะมีขอบหนามากผิดปกติ และจะมีสีดำเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ
    การป้องกันรักษา แม้ว่าโรคปากดำเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่โรคนี้ยังไม่มีทางรักษา ดังนั้นเมื่อพบว่าปลากัดที่เลี้ยงเป็นโรคปากดำให้ตักทิ้ง อย่าเสียดาย เพราะมิฉะนั้นจะทำให้ปลากัดตัวอื่นติดโรคนี้ไปด้วย
  • โรคปากเปื่อย จัดเป็นโรคที่ร้ายแรงชนิดหนึ่งของปลากัด โรคนี้รักษาไม่หาย ดังนั้นถ้าพบว่าปลากัดเป็นโรคปากเปื่อยต้องแยกออกทันที
    ลักษณะอาการ เริ่มจากขอบปากเป็นแผลสีขาวและลักษณะเป็นขุยเส้นเล็กๆ ปลากัดที่เป็นโรคปากเปื่อยจะไม่ค่อยว่ายน้ำและมักลอยตัวอยู่บริเวณผิวน้ำเฉยๆ
    การป้องกันรักษา เนื่องจากโรคนี้ไม่มีทางรักษา ถ้าพบว่าปลากัดเป็นโรคชนิดนี้ควรรีบแยกออกทันที
  • โรคที่เกิดจากเชื้อรา โดยปกติแล้วเชื้อราไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของโรค สาเหตุของโรคเนื่องจากปลาได้รับความบอบช้ำ
    ลักษณะอาการ เห็นปุยขาวคล้ายสำลีในบริเวณที่เป็นโรค ปลามีอาการซึมไม่ว่ายน้ำ หยุดกินอาหาร ปลากัดสีซีด
    การป้องกันรักษา ใช้มาลาไคท์กรีนเข้มข้น 0.1-0.25 ส่วนในล้านส่วน ร่วมกับฟอร์มาลีน 25 ส่วนในล้านส่วนแช่ปลานาน 3 วัน
  • โรคหางและครีบเปื่อย เป็นโรคที่พบอยู่เสมอ สาเหตุเกิดจากน้ำที่ใช้เลี้ยงสกปรก มีตะกอนหรือเศษอาหารเหลือและทับถมอยู่ที่ก้นบ่อ ทำให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค
    ลักษณะอาการ ปลาจะเริ่มเปื่อยบริเวณครีบต่างๆก่อนแล้วค่อยๆลุกลามเข้าไปจนถึงตัวปลา โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นถ้าปลาเป็นโรคนี้แล้วจะทำให้ครีบต่างๆ ของปลาเสียหายไม่สวยงาม
    การป้องกันรักษา ใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาในอัตราส่วน 1-2 กรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ปลานานประมาณ 2-3 วัน ยาปฏิชีวนะที่ใช้ ได้แก่ ออกซีเตตร้าไซคลิน ไนโตรฟูราโซน เป็นต้น

การหมักปลาคืออะไร

เรามักได้ยินอยู่บ่อยๆว่าผู้เลี้ยงปลากัดมักมีการหมักปลาในบางช่วงที่มีการเลี้ยงปลากัด ซึ่งการหมักปลานั้นหมายถึง วิธีการรักษาปลาและบำรุงปลาด้วยวิธีการทางธรรมชาติโดยใช้สมุนไพร หลังจากการหมัก ปลากัดจะมีสีและเกล็ดเรียบเป็นมันเงา

จุดประสงค์ของการหมักปลา คือ เพื่อให้ปลากัดเก่ง สู้เก่ง และเพื่อรักษาแผลจากการต่อสู้ เพื่อรักษาแผลที่ไม่สบายหรือมีอาการตกใจ

วิธีการหมักปลา

  • ใช้ใบตองแห้งหรือใบหูกวางแห้งจำนวน 1 ใบ
  • ใช้ใบตะไคร้ประมาณ 4-5 ใบ
  • ดินเหนียวปั่นตากแห้งพอประมาณ
  • นำส่วนผสมในข้อ 1-3 มาใส่ลงในน้ำที่เตรียมไว้ เพื่อให้ได้น้ำหมักใบหูกวาง
  • นำน้ำที่ได้จากการหมักมาเลี้ยงปลากัดประมาณ 10 -15 วัน ให้กินอาหารทุกวัน หรือ 2 วันให้กิน 1 ครั้ง
  • ถ้าเป็นการหมักเพื่อการแข่งขัน ผู้เลี้ยงจะนำปลามาเลี้ยงต่อในน้ำปกติประมาณ 10 วัน แต่ละวันจะนำปลาตัวเมียมาปล่อยลงไปเพื่อให้ตัวผู้ไล่ประมาณ 3-4 นาที จากนั้นให้ลูกน้ำกินเป็นอาหาร

***หมายเหตุ ในธรรมชาติใบหูกวางและใบตองแห้งจะมีสารพวกแทนนินเป็นองค์ประกอบ ซึ่งสารนี้จัดว่าเป็นสารที่มีพิษ แต่การนำใบหูกวางและใบตองมาใช้ในการหมักปลานั้นนับว่าเป็นภูมิปัญญาของไทย และปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่เป็นเอกสารอ้างอิงถึงผลของสารแทนนินที่มีต่อปลากัดดังกล่าว


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สูตรอาหารไก่ไข่ลดต้นทุน ไก่โตเร็ว ไก่พื้นเมือง ไก่เนื้อ ลดต้นทุนแบบเห็นผล

สูตรอาหารไก่ไข่ลดต้นทุน ไก่โตเร็ว ไก่พื้นเมือง ไก่เนื้อ ลดต้นทุนแบบเห็นผล

สูตรอาหารไก่ไข่ลดต้นทุน

ในยุคที่ราคาอาหารสัตว์พุ่งสูง และตลาดมีความผันผวนอย่างมาก การเลี้ยงไก่ไข่ให้ได้กำไรจึงต้องใส่ใจกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สูตรอาหารไก่ไข่ลดต้นทุน” กลายเป็นกุญแจสำคัญที่เกษตรกรไม่ควรมองข้าม การแสวงหาสูตรที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ จะเป็นทางรอดและโอกาสในการสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจเลี้ยงไก่ไข่ของคุณได้อย่างยั่งยืน

อาหารที่ใช้เลี้ยงไก่ สำหรับไก่ในฟาร์ม ไก่พื้นบ้าน ไก่กึ่งขัง กึ่งปล่อยในชนบทนั้น ส่วนมากจะให้อาหารอยู่ไม่กี่อย่างนั้นก็คือ ข้าวเปลือก, ปลายข้าว,ข้าวนอกจากหรือเศษอาหารเหลือ และอาหารไก่สำเร็จรูปทั่วไป อย่างไรก็ตาม เกษตรกรได้หันมาซื้ออาหารสําเร็จรูปสำหรับไก่กินเนื่องจาก มีคุณค่าทางสารอาหารดีกว่า แต่ก็ราคาสูง  จึงมีการคิดค้นอาหารขึ้นเอง และให้สารอาหารครบถ้วน ได้แก่ ไขมัน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แร่ธาตุ และวิตามิน  อย่างไรก็ตาม อาหารไก่ มีไว้สำหรับหลายประเภท

ประเภทอาหารไก่ อาหารไก่หลักๆ แบ่งตาม อายุไก่ (เล็ก, รุ่น, ไข่, พ่อแม่พันธุ์) และ รูปแบบ (เม็ด, ผง, ผสมเอง) นอกจากนี้ก็มี อาหารเสริม เพื่อบำรุงเพิ่มเติม

สูตรอาหารไก่ไข่ลดต้นทุน

สูตรอาหารไก่ไข่ที่สามารถหาวัตถุดิบมาผสมเองได้ง่าย ๆ เลย มีวัตถุดิบที่ต้องใช้ และวิธีการผสมดังนี้ครับ

ส่วนผสม

  1. รำละเอียด 30 กก.
  2. ปลายข้าว 1 กก.
  3. กากน้ำตาล 1 กก.
  4. เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ
  5. ขี้วัวแห้ง 4 กก.
  6. ดินนาบด 2 กก.
  7. ต้นกล้วยสับละเอียด 30 กก.

 วิธีการผสม สำหรับการผสมอาหารไก่ด้วยสูตรข้างต้น สามารถทำได้ดังต่อไปนี้

ผสมส่วนผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันในภาชนะที่เตรียมเอาไว้แล้วนำไปให้ไก่กินได้เลย หรือเก็บในที่ภาชนะปิดให้สนิทหรือใส่ถุงพลาสติกมัดอย่าให้อากาศเข้าอาจจะหมักไว้ 5 วัน ก็ได้จะทำให้มีตัวหนอนขึ้นสามารถนำมาให้ไก่กินได้เหมือนกัน หนอนคือโปรตีนที่ดีสำหรับไก่

 การให้อาหาร

  • กรณีไก่พร้อมไข่ นำมาผสมกับอาหารไก่สำเร็จรูปในอัตรา 3 ส่วน ทำเอง 1 ส่วน
  • สำหรับไก่สาว ให้ผสมกับอาหารไก่ อย่างละครึ่ง แล้วลดปริมาณอาหารสำเร็จรูปลง

 สารอาหารที่สำคัญ

  • โปรตีน  15.3 %
  • ธาตุเหล็กจากดิน

สูตรอาหารไก่โตเร็ว

สำหรับสูตรอาหารไก่โตเร็วมีวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ต้องเตรียม และมีวิธีผสมง่าย ๆ ตามนี้เลยครับ

ส่วนผสมที่ต้องใช้

  • กล้วยน้ำว้าตากแห้ง หรือ จะให้ทั้งผลก็ได้
  • อาหารไก่สำเร็จรูป
  • อาหารหมู
  • ใบกระเพรา หรือ สมุนไพรอื่น
  • ฟ้าทะลายโจร

วิธีการผสมอาหาร ขั้นตอนการผสมอาหารโดยทำขั้นตอนดังต่อไปนี้

ผสมอาหารไก่เล็กและอาหารหมูลงเข้าด้วยกัน นำใบกระเพราหั่นละเอียดและฟ้าทะลายโจรหั่นละเอียด ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน พร้อมกับกล้วยน้ำว้า

สูตรอาหารไก่พื้นเมือง

สูตรอาหารไก่พื้นเมืองสามารถแบ่งเป็น 2 สูตร ซึ่งเหมาะสำหรับ สูตรอาหารที่ตัดแต่งเอง คือ ผสมขึ้นเอง โดยไม่ใช้หัวอาหารผสม และสำหรับคนที่ไม่มั่นใจในสูตรสามารถใช้ หัวอาหารผสมลงไปได้

สูตร 1 สำหรับไก่ 6 สัปดาห์ขึ้นไป

สำหรับสูตรแรก ใช้สำหรับการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ที่อายุ  6 สัปดาห์ ถึงจำหน่าย

วัตถุดิบ

  • ข้าวโพด 68 กก.
  • รำละเอียด 15 กก.
  • ปลาป่น 5 กก.
  • กากถั่วเหลือง 10 กก.
  • เปลือกหอยป่น 1 กก.
  • พรีมิกซ์ 1 กก.
  • สมุนไพร 0.25 กก.

สูตร 2 สำหรับใช้ผสมหัวอาหาร

ส่วนสูตร 2 เป็นอาหารสำเร็จรูปสำหรับไก่พื้นเมือง โดยมีการซื้อหัวอาหารมาใช้ผสม

วัตถุดิบ

ส่วนผสมหลักสำหรับการผสมอาหารสูตร 2 นี้อาจจะใช้หัวอาหารมาเป็นส่วนผสมเพิ่ม

  • หัวอาหารไก่ 10 กก.
  • ปลายข้าว ข้าวโพดบด  20 กก.
  • รำข้าวละเอียด 10 กก.
  • สมุนไพร เช่น ฟ้าทะลายโจร 0.25 กก.

วิธีการให้อาหารไก่

สำหรับสูตรนี้มีวิธีการให้อาหารดังต่อไปนี้

  1. นำส่วนผสมมาคลุกเค้าให้เข้ากันแล้วนำไปให้ไก่
  2. ควรให้ปริมาณไม่เกิน 1 วัน เพื่อให้อาหารไก่ใหม่อยู่เสมอ
  3. สมุนไพรได้แก่ ขมิ้น ไพล ฟ้าทลายโจร ชนิดผง อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ หรือ ช้อนชา

สูตรอาหารไก่เนื้อ

สูตรอาหารไก่เนื้อมีให้เลือกใช้ทั้งหมด 3 สูตรด้วยกัน มีขั้นตอนวิธีการผสมสูตรต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ครับ

สูตรที่ 1 มีวัตถุดิบ ดังนี้

  • ข้าวโพดบด 14 กก.
  • ปลายข้าว 36 กก.
  • กากถั่วเหลือง 16 กก.
  • ปลาป่น 4 กก.
  • รำละเอียด 60 กก.
  • พรีมิกซ์ 0.25 กก.
  • ไดแคลเซี่ยมฟอสเฟต (P 16%) 2.5 กก.
  • ไดแคลเซี่ยมฟอสเฟต (P 21%) 1 กก.
  • ไลซีน 0.2 กก.
  • เมทไธโอนีนและซีสตีน 0.2 กก.
  • เกลือแกง 0.4 กก.
  • ใบกระถินป่น 1 กก.
  • ฟ้าทะลายโจร 0.15 กก.
  • ขมิ้น 0.05 กก.
  • ไพล 0.05 กก.

ขั้นตอนการผสม

   นำวัตถุดิบทุกอย่างที่บดละเอียดแล้วนำมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ผสมเสร็จแล้วสามารถนำมาไปเป็นอาหารสำหรับลูกไก่-แม่ไก่ ได้เลยครับ

สูตรที่ 2 มีวัตถุดิบ ดังนี้

  • ข้าวโพดบด 50 กก.
  • รำละเอียด 60 กก.
  • รำโรงสีกลาง (รำหยาบ) 15 กก.
  • หัวอาหารสุกร 20 กก.
  • ใบกระถินป่น 1 กก.
  • ฟ้าทะลายโจร 0.15 กก.
  • ขมิ้น 0.05 กก.
  • ไพล 0.05 กก.

ขั้นตอนวิธีการผสม

      นำวัตถุดิบที่เตรียมไว้มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วสามารถนำไปให้ไก่กินได้เลยทันที

สูตรอาหารไก่ไข่ลดต้นทุน ผสมหยวกกล้วย

สำหรับ สูตรอาหารไก่ลดต้นทุน มีทั้งหมด 3 สูตรด้วยกัน สามารถเลือกนำไปใช้ได้เลย ตามวัตถุดิบที่ผู้เลี้ยงมี หาได้ง่าย และสะดวกนำมาใช้

สูตรอาหารไก่ไข่ลดต้นทุน

สูตรที่ 1

ส่วนผสม

  • หยวกกล้วย 3 กก. (สามารถใช้กล้วยอะไรก็ได้)
  • กากน้ำตาล 1 กก. (อาหารจุลินทรีย์)
  • เครื่องดื่มเอ็มร้อย 1 ขวด
  • นมเปรี้ยว 1 ขวด

ขั้นตอนการหมักใช้งาน

     เลือกใช้ต้นกล้วยที่ไม่แก่มากเกินไป ซอย หรือ หั่น ให้เป็นชิ้น เป็นแผ่นเล็ก ๆ จากนั้นนำมาไส่ลงในถังหมักที่เตรียมไว้ แล้วไส่ส่วนผสมที่เหลืองลงไปปิดฝาถังให้สนิททิ้งไว้ประมาณ 7 วัน หลังจากครบ 7 วันผู้เลี้ยงนำมาให้ไก่กินได้เลย หรือจะผสมกับวัตถุดิบอื่นให้ไก่กินก็ได้

สูตรที่ 2 

  • แกลบ 5 กก.
  • กากน้ำตาล 1 กก.
  • รำ 0.5 กก.

ขั้นตอนการหมักใช้งาน

      นำแกลบ กากน้ำตาล รำ ผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาไส่ถังทิ้งไว้ โดยที่ไม่ต้องปิดฝาถังหมักทิ้งไว้ 5 วัน จะเห็นว่ามีหนอนสีขาวเกิดขึ้น ให้ปิดฝาถังหมักไว้ ปล่อยทิ้งไว้ให้หนอนโตก็สามารถนำเอาไปเลี้ยงไก่ได้เลยครับ

วัตถุประสงค์สำหรับสูตรนี้

เพื่อให้มีหนอนเกิดขึ้นกับอาหารที่ผู้เลี้ยงหมักทิ้งไว้ แล้วนำหนอนที่เกิดขึ้นไปเลี้ยงไก่

สูตรที่ 3

ส่วนผสม ดังนี้

  • หยวกกล้วยสับละเอียด 2 กก.
  • ปลายข้าว 0.5 กก.
  • รำละเอียด 0.5 กก.
  • ข้าวเปลือก 1 กก.
  • ขี้เค้กปาล์ม 1 กก.
  • กากน้ำตาล 1 ลิตร
  • EM จุลินทรีย์ 0.1 ลิตร

อุปกรณ์

  • กระบะผสมอาหาร
  • อุปกรณ์ที่ใช้ในการผสม เช่น จอบ พลั่ว

ขั้นตอนการผสม

      สับ หรือหั่นหยวกกล้วยให้ละเอียดแล้วไส่ลงไปในกระบะผสม ไส่ข้าวเปลือกลงไปแล้วผสมให้เข้ากันตามด้วยขี้เค้กที่เตรียมไว้แล้วผสมให้เข้ากัน จากนั้นตามด้วยกากน้ำตาลแล้วผสมให้เข้ากันนำรำละเอียด และปลายข้าวที่เตรียมไว้ลงไปแล้วผสมให้เข้ากันขั้นตอนสุดท้ายนำ EM จุลินทรีย์ ไส่ลงไปแล้วคลุกเคล้าผสมให้เข้ากันผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้วสามารถนำไปให้ไก่กินได้เลยครับ

วิธีการนำอาหารผสมเองไปให้ไก่กิน

  • ไก่พร้อมไข่ สามารถนำมาผสมกับอาหารไก่สำเร็จรูปในอัตราส่วน 1:3 อาหารทำเอง 1 ส่วน ต่อ อาหารสำเร็จรูป 3 ส่วน
  • ไก่สาว ผสมกับอาหารไก่สำเร็จรูปครึ่งต่อครึ่งจากนั้นก็ค่อย ๆ ลดปริมาณอาหารสำเร็จรูปลงเรื่อย ๆ

สูตรอาหารไก่รักษาและป้องกันโรคในไก่

สูตรอาหารรักษา และป้องกันโรคมีด้วยกัน 2 สูตร ซึ่งสองสูตรนี้สามารถป้องกัน และรักษาโรค อหิวาต์/นิวคาสเซิล/ฝีดาษ ฯลฯ ในไก่ได้

สูตรที่ 1

ส่วนผสม ดังนี้

  • บอระเพ็ด 1 กก.
  • ฟ้าทะลายโจร 1 กก.
  • กระเทียม 0.5 กก.
  • น้ำตาลทรายแดง 1 กก.

ขั้นตอนการทำ

        ให้นำน้ำตาลทรายแดงมาเคี่ยว (ไม่ต้องใส่น้ำ) 0.5 กก.ก่อน จากนั้นก็ผสมกับส่วนผสมอื่น ๆ ที่เตรียมไว้ หมักทิ้งไว้ 30 วัน จากนั้นก็นำไปให้ไก่ไก่กินโดยตรง (ประมาณ 1 ช้อนชา) หรือจะผสมน้ำให้ไก่กินก็ได้ (อัตราส่วน น้ำ 5 ลิตร ต่อ ยา 1 ช้อนแกง) กินได้ทั้งไก่ไข่ ไก่เนื้อ

สูตรที่ 2

ส่วนผสม ดังนี้

  • ฟ้าทะลายโจร 1 กก.
  • น้ำตาลทรายแดง 1 กก.
  • โทงเทง 1 กก.
  • น้ำเปล่า

ขั้นตอนการหมัก

      นำฟ้าทะลายโจร น้ำตาลทราย โทงเทง มาผสมให้เข้ากันกันในอัตราส่วน 1:1:1 เติมน้ำลงไปให้พอท่วม ใส่ภาชนะที่มีฝาปิด หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน นำมาใช้ผสมกับอาหารให้ไก่กินได้เลย ช่วยให้ไก่มีสุขภาพที่ดี และลดอัตราการเกิดโรค

รูปแบบของอาหารไก่มี 2 แบบ

  • แบบผง
    คืออาหารที่วัตถุดิบถูกบดละเอียด ส่วนใหญ่แล้วจะเหมาะสำหรับลูกไก่มากที่ครับ เนื่องจากลูกไก่อายุน้อยนั้นระบบย่อยอาหารเพิ่งเริ่มทำงานทำให้ย่อยง่าย แล้วอีกอย่างปากของลูกไก่ก็ยังเล็กเกินกว่าที่จะจิกกินอาหารแบบทั่ว ๆ ไปได้แต่อย่างไรก็ตามอาหารแบบผงเองก็สามารถนำเป็นอาหารให้ไก่ได้ทุกช่วงวัยครับ โดยการนำไปผสมกับน้ำร้อนเพื่อให้เนื้อสัมผัสที่คล้ายกับโจ๊กซึ่งนี่ก็เป็นเนื้อสัมผัสที่ไก่ส่วนใหญ่ชอบนั่นเอง
  • แบบเม็ด
    อาหารเม็ดคืออาหารที่เรามักจะเห็นว่ามีขายกันอยู่ทั่ว ๆ ไป มีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่และอาจย่อยได้ยากจึงเหมาะสำหรับไก่ที่โตเต็มวัยมากกว่าครับ ข้อดีของอาหารประเภทนี้คือสะดวกต่อเจ้าของฟาร์มหรือเจ้าของไก่ในการให้อาหารและยังสะดวกต่อการเก็บรักษาอีกด้วยครับ

การอัดเม็ดอาหารไก่

    เมื่อเทียบคุณค่าทางอาหารเท่ากัน ในอัตราการกินที่เท่ากัน เช่นอาหาร 100 กรัม เท่ากัน แบบอักเม็ด กับไม่อัดเม็ด (แบบผง) แบบอัดเม็ดจะมีการย่อย การดูดซึม ของอาหารดีกว่า เพราะเป็นอาหารที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตที่ผ่านความร้อนแรงดันในยการอัดเม็ด

หลังจากอัดเม็ดเสร็จแล้วยังมีการสุ่มตรวจ เพื่อหาโปรตีนและแร่ธาตุต่าง ๆ ความต้องการของไก่เพื่อให้เพียงพอไม่ให้ขาด

อาหารไม่อัดเม็ด (แบบผง)

ส่วนแบบผงคือวัตถุดิบนำมาผสมกันแล้วกรอกถุง แคลเซี่ยมหลัก ๆ คือหินเกล็ดในสูตรอาหารไก่ไข่สำเร็จแบบผงในปัจจุบันหินเกล็ดจึงมีลักษณะเม็ดใหญ่เพื่อช่วยทำให้ลดการสลายตัวของแคลเซียม ช่วยในการย่อยอาหารเนื่องจากไก่ไม่มีฟันบดเคี้ยว

จะเห็นได้ว่าเมื่อผ่าดูกระเพาะพักจะมีเห็นหินเกล็ดอยู่จำนวนมากในอาหารสำเร็จแบบผงจะมีหินเกล็ดอยู่มากแก้ปัญหาไก่ขาอ่อนได้ดี อยู่ที่สูตรอาหารแต่ละบริษัท นิยมใช้กับไก่ที่เลี้ยงกรงตับแบบเปิดและเลี้ยงปล่อยค เมื่อสารอาหารครบคุณภาพดีตามความต้องการของไก่ก็ย่อมได้ผลผลิตที่ดี ทั้งคุณภาพภายในไข่และคุณภาพภายนอก

ไก่ไข่ กับอัตราการให้ไข่ก็เช่นกัน ถ้าเป็นอาหารอัดเม็ดจะส่งผลด้านผลผลิตมากกว่าครับ แต่ก็ต้องเป็นอาหารที่มีคุณภาพหรือโภชนาการอาหารที่เพียงพอเหมาะสมกับความต้องการของไก่


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน ทำง่ายๆ แต่ช่วยโลกได้เยอะ!

วิธีลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน ทำง่ายๆ แต่ช่วยโลกได้เยอะ!

วิธีลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน

เคยสังเกตไหมว่า พลาสติกอยู่รอบตัวเราเต็มไปหมด ตั้งแต่แก้วกาแฟ หลอดพลาสติก ไปจนถึงถุงหิ้วจากร้านสะดวกซื้อ ถึงจะใช้แค่แป๊บเดียว แต่พลาสติกพวกนี้ใช้เวลาย่อยสลายนานหลายร้อยปี ถ้าเราอยากช่วยโลก ลดขยะ และใช้ชีวิตแบบรักษ์สิ่งแวดล้อม ก็ถึงเวลาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันแล้ว! มาดูวิธีลดการใช้พลาสติกแบบง่ายๆ ที่ทำได้ทุกวันกันเลย

1. พกถุงผ้าแทนถุงพลาสติก

จะไปซื้อของที่ตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต แค่พกถุงผ้าไปเอง ก็ช่วยลดถุงพลาสติกได้เยอะ! ถุงผ้าทนทาน ใช้ซ้ำได้ แถมบางร้านยังมีส่วนลดให้ลูกค้าที่ไม่รับถุงพลาสติกด้วยนะ!

2. ใช้แก้วน้ำ-กระบอกน้ำแทนแก้วพลาสติก

พกแก้วน้ำหรือกระบอกน้ำติดตัว เวลาไปซื้อกาแฟหรือเครื่องดื่ม ร้านส่วนใหญ่ยินดีให้คุณใช้แก้วตัวเอง แถมบางร้านยังลดราคาด้วย! ได้ช่วยโลกแถมประหยัดเงินอีกต่างหาก!

3. เลิกใช้หลอดพลาสติก เปลี่ยนมาใช้หลอดรักษ์โลก

ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้หลอดเลย! หรือถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆ ลองเปลี่ยนมาใช้หลอดสแตนเลส หลอดซิลิโคน หรือหลอดไม้ไผ่ที่ใช้ซ้ำได้ ช่วยลดขยะไปได้อีกเยอะ

4. ห่ออาหารด้วยผ้าแว็กซ์แทนแรปพลาสติก

ใครที่ชอบห่ออาหารหรือเก็บของสดในตู้เย็น ลองใช้ผ้าแว็กซ์ (Beeswax Wrap) แทนพลาสติกแรปดู เป็นทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมใช้ซ้ำได้หลายครั้ง!

5. ซื้อของแบบรีฟิล ลดขวดพลาสติกไปอีกขั้น

ตอนซื้อของใช้ในบ้าน เช่น น้ำยาล้างจาน แชมพู หรือสบู่ ลองเลือกซื้อแบบรีฟิล (Refill) หรือซื้อจากร้านที่ให้เติมของใส่ภาชนะของเราเอง เพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก

6. ใช้ภาชนะซ้ำแทนการใช้แล้วทิ้ง

ลองสังเกตดูว่าที่บ้านใช้จาน ชาม หรือช้อนส้อมพลาสติกบ่อยแค่ไหน? เปลี่ยนมาใช้แบบที่ล้างแล้วใช้ซ้ำได้ เช่น สแตนเลส เซรามิก หรือไม้ไผ่ ช่วยลดขยะไปได้อีกเยอะ!

7. ปฏิเสธพลาสติกที่ไม่จำเป็น

บางครั้งเรารับพลาสติกมาโดยไม่รู้ตัว เช่น ช้อนส้อมพลาสติกจากร้านอาหาร ถุงหิ้วเล็กๆ หรือพลาสติกห่อของที่ไม่จำเป็น ลองปฏิเสธแบบสุภาพ และแจ้งร้านค้าว่าไม่ต้องใส่มาให้

การลดใช้พลาสติกไม่ใช่เรื่องยาก! แค่เริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ก็ช่วยลดขยะและรักษาสิ่งแวดล้อมได้แล้ว  มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงง่ายๆ แต่ส่งผลดีต่อโลกกันเถอะ! 


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ไขข้อสงสัย! ด้านหลังโฉนดที่ดิน บอกข้อมูลอะไรบ้าง?

ไขข้อสงสัย! ด้านหลังโฉนดที่ดิน บอกข้อมูลอะไรบ้าง?

ด้านหลังโฉนดที่ดิน

หลายคนอาจเคยเห็นหรือถือครองโฉนดที่ดิน แต่เคยสังเกตกันไหมว่าด้านหลังของเอกสารสำคัญนี้มีข้อมูลอะไรบ้าง? ไม่ใช่แค่หน้าที่ระบุรายละเอียดที่ดินเท่านั้น แต่ด้านหลังยังซ่อนข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ ข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ การจำนอง หรือแม้แต่ภาระผูกพันอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อมูลค่าของที่ดินของคุณ

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าแต่ละส่วนของด้านหลังโฉนดที่ดินมีความหมายว่าอย่างไร และทำไมคุณควรให้ความสำคัญกับมันก่อนทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดิน ไม่ว่าคุณจะกำลังซื้อ-ขาย รับมรดก หรือวางแผนใช้ประโยชน์จากที่ดินของคุณเอง!

สารบัญการจดทะเบียน

ด้านหลังของโฉนดที่ดินจะเป็นส่วนของสารบัญการจดทะเบียน ซึ่งการทำนิติกรรมใดๆกับอสังหาริมทรัพย์นั้นกฎหมายระบุให้ต้องทำการจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน หากไม่ทำการจดทะเบียนจะถือว่านิติกรรมนั้นๆเป็นโมฆะ ไม่สามารถบังคับแก่กันได้ เมื่อคุณทำการจดทะเบียนนิติกรรมใดๆกับเจ้าพนักงานที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นซื้อขาย ให้ โอนมรดก จำนอง ขายฝาก จดภาระจำยอมฯ เจ้าหน้าที่จะของโฉนดที่ดินของคุณไปทำการสลักหลังนิติกรรมที่ได้จดทะเบียนในวันนั้นๆ ดังนั้นหากคุณต้องการทราบว่าที่ดินแปลงนี้เคยถูกจดทะเบียนนิติกรรมอะไรมาบ้างแล้วก็สามารถอ่านดูจากหลังโฉนดได้เลย

  • จดทะเบียน วัน เดือน ปี เป็นส่วนที่ระบุวัน เดือน ปี ที่ทำการจดทะเบียนนิติกรรมนั้นๆ ซึ่งตามตัวอย่างคือ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550
  • ประเภทการจดทะเบียน เป็นส่วนที่ระบุประเภทนิติกรรมที่ได้จดทะเบียนขึ้นในวันนั้นๆ ซึ่งตามตัวอย่างคือ นิติกรรมการให้ที่ดิน
  • ผู้ให้สัญญา เป็นส่วนที่ระบุชื่อ-สกุลผู้ให้สัญญา ซึ่งตามตัวอย่างคือชื่อผู้ให้ที่ดิน
  • ผู้รับสัญญา เป็นส่วนที่ระบุชื่อ-สกุลผู้รับสัญญา ซึ่งตามตัวอย่างคือชื่อผู้รับที่ดิน
  • เนื้อที่ดินตามสัญญา เป็นส่วนที่ระบุเนื้อที่ดินซึ่งที่นิติกรรมในวันนั้น ซึ่งตามตัวอย่างเป็นการให้ที่ดินทั้งแปลงจึงระบุเนื้อที่ดินทั้งหมด
  • เนื้อที่ดินคงเหลือ เป็นส่วนที่ระบุเนื้อที่ดินซึ่งคงเหลือหลังจากทำนิติกรรมในวันนั้นๆ เช่นหากนิติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นการแบ่งแยกแปลงที่ดินออกเป็นสองแปลง จะระบุเนื้อที่ดินที่ถูกแบ่งแยกออกไปในช่องเนื้อที่ดินตามสัญญา และจะระบุเนื้อที่ดินคลเหลือหลังจากแบ่งแยกแปลงที่ดินออกไปในช่องเนื้อที่ดินคงเหลือ
  • ระวางเลขที่โฉนดที่ดินใหม่ ในกรณีที่มีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงใหม่เจ้าหน้าที่จะทำการระบุเลขระวางโฉนดที่ดินของที่ดินแปลงใหม่ เพื่อใช้อ้างอิงในการสืบค้นว่าที่ดินที่ถูกแบ่งแยกออกไปเป็นโฉนดที่ดินเลขที่เท่าใด
  • เจ้าพนักงานที่ดิน ลงลายมือชื่อ ประทับตรา เป็นส่วนที่ใช้ในการยืนยันว่าการจดทะเบียนนิติกรรมนั้นๆได้ทำการจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยยืนยันจากลายมือชื่อของเจ้าพนักงานที่ดิน และตราประทับของสำนักงานที่ดินนั้นเอง

การอ่านโฉนดที่ดินให้เป็นนั้นสำคัญกว่าที่คุณคิด! ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของที่ดิน กำลังมองหาที่ดินเพื่อลงทุน หรือต้องการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน การเข้าใจข้อมูลในโฉนดอย่างละเอียดจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด ป้องกันการถูกหลอก และเตรียมเอกสารได้ถูกต้อง


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ปุ๋ยจุลินทรีย์ VS ปุ๋ยเคมี อันไหนดีกว่ากัน?

ปุ๋ยจุลินทรีย์ VS ปุ๋ยเคมี อันไหนดีกว่ากัน?

ปุ๋ยจุลินทรีย์ VS ปุ๋ยเคมี อันไหนดีกว่ากัน

เมื่อพูดถึงการบำรุงพืชให้เจริญเติบโตเร็ว แข็งแรง และให้ผลผลิตดี คงหนีไม่พ้นเรื่องของปุ๋ย ซึ่งมีให้เลือกมากมาย แต่ที่นิยมกันมากก็คือ ปุ๋ยเคมี และ ปุ๋ยจุลินทรีย์ หลายคนอาจสงสัยว่าปุ๋ยแบบไหนดีกว่ากัน? ใช้แบบไหนแล้วให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด? บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกข้อดี-ข้อเสียของทั้งสองแบบ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ปุ๋ยที่เหมาะกับพืชและแนวทางการเกษตรของคุณมากที่สุด!

ปุ๋ยเคมีคืออะไร?

ปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยที่ผลิตขึ้นจากสารเคมีสังเคราะห์ มีธาตุอาหารพืชในรูปแบบที่พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที เช่น ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ปุ๋ยเคมีมีหลายสูตร เช่น 16-16-16, 46-0-0 เป็นต้น ซึ่งช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างรวดเร็ว

ข้อดีของปุ๋ยเคมี

  • พืชดูดซึมธาตุอาหารได้เร็ว ให้ผลผลิตไว
  • สูตรปุ๋ยหลากหลาย สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับพืชแต่ละชนิด
  • ใช้งานสะดวก ควบคุมปริมาณธาตุอาหารได้ง่าย

ข้อเสียของปุ๋ยเคมี

  • การใช้ต่อเนื่องอาจทำให้ดินเสื่อมสภาพ แข็งกระด้าง และสูญเสียจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์
  • อาจทำให้เกิดสารตกค้างในดินและแหล่งน้ำ
  • มีต้นทุนสูง หากใช้มากเกินไปอาจกระทบต้นทุนการผลิต

ปุ๋ยจุลินทรีย์คืออะไร?

ปุ๋ยจุลินทรีย์เป็นปุ๋ยที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา และจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ในดินให้กลายเป็นธาตุอาหารที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ง่าย โดยปุ๋ยจุลินทรีย์มีทั้งแบบน้ำและแบบเม็ด เช่น EM (Effective Microorganisms) หรือปุ๋ยหมักชีวภาพ

ข้อดีของปุ๋ยจุลินทรีย์

  • ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ทำให้ดินร่วนซุยและอุดมสมบูรณ์
  • ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชแบบยั่งยืน
  • ลดการใช้สารเคมี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ต้นทุนต่ำ สามารถทำเองได้จากวัสดุธรรมชาติ

ข้อเสียของปุ๋ยจุลินทรีย์

  • ออกฤทธิ์ช้ากว่าปุ๋ยเคมี ต้องใช้เวลาให้จุลินทรีย์ทำงาน
  • ต้องมีความรู้ในการใช้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • การเก็บรักษาต้องระวัง ไม่ให้จุลินทรีย์ตาย

แล้วควรเลือกใช้แบบไหน?

หากต้องการให้พืชโตเร็วและให้ผลผลิตไว ปุ๋ยเคมี อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่หากต้องการฟื้นฟูดินและทำเกษตรแบบยั่งยืน ปุ๋ยจุลินทรีย์ อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม วิธีที่ดีที่สุดคือ การใช้ปุ๋ยทั้งสองร่วมกัน โดยลดปุ๋ยเคมีลง และเพิ่มปุ๋ยจุลินทรีย์เพื่อปรับปรุงดินและช่วยให้พืชเติบโตได้อย่างสมดุล

ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยจุลินทรีย์ต่างมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ทางเลือกที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับความต้องการของเกษตรกรและสภาพแวดล้อมของพื้นที่เพาะปลูก หากต้องการผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว ควรหาสมดุลระหว่างการใช้ปุ๋ยทั้งสองแบบเพื่อให้เกิดผลผลิตที่ดีและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินไปพร้อมกัน!


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

จ่ายเงินประกันสังคมทุกเดือน คุณจะได้รับบริการทางการแพทย์อะไรบ้าง?

จ่ายเงินประกันสังคมทุกเดือน คุณจะได้รับบริการทางการแพทย์อะไรบ้าง?

จ่ายเงินประกันสังคมทุกเดือน คุณจะได้รับบริการทางการแพทย์อะไรบ้าง?

ทำไมต้องจ่ายเงินประกันสังคม? สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน หลายคนอาจมองว่าการถูกหักเงินสมทบประกันสังคมทุกเดือนเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น และอยากนำเงินไปใช้ในด้านอื่นมากกว่า แต่รู้หรือไม่ว่า การจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมนี้ช่วยให้คุณได้รับสิทธิประโยชน์ทางการแพทย์ที่ครอบคลุมและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ทั้งในกรณีผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบรายละเอียดของสิทธิที่ตนเองพึงได้รับ วันนี้เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจสิทธิการรักษาพยาบาลที่ผู้ประกันตนได้รับจากกองทุนประกันสังคมกัน


สิทธิการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตน

เมื่อเจ็บป่วย ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามที่เลือกไว้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หรือหากต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอื่นที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่าย สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลคืนได้ตามอัตราที่กำหนดดังนี้:

1. การเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่เลือกไว้

  • สามารถเข้ารับการรักษาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขของประกันสังคม
  • ครอบคลุมทั้งกรณีเจ็บป่วยทั่วไป อุบัติเหตุ และภาวะฉุกเฉิน
  • ไม่จำกัดจำนวนครั้งสำหรับผู้ป่วยนอก
  • กรณีเป็นผู้ป่วยในสามารถเบิกค่ารักษาได้ตามจริง ยกเว้นค่าห้องและค่าอาหาร

2. การเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลอื่น

หากผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่าย สามารถเบิกค่ารักษาได้ตามอัตราดังนี้:

โรงพยาบาลรัฐ

  • ผู้ป่วยนอก: เบิกค่ารักษาได้ตามที่จ่ายจริง
  • ผู้ป่วยใน: เบิกค่ารักษาได้ตามที่จ่ายจริง ยกเว้นค่าห้องและค่าอาหาร ซึ่งเบิกได้ไม่เกินวันละ 700 บาท

โรงพยาบาลเอกชน

  • ผู้ป่วยนอก: เบิกค่ารักษาได้ไม่เกิน 1,000 บาทต่อครั้ง
  • ผู้ป่วยใน: เบิกค่ารักษาได้สูงสุดวันละ 2,000 บาท (ไม่รวมค่าห้อง)
  • ค่าห้องและค่าอาหาร: ไม่เกินวันละ 700 บาท
  • ค่าห้อง ICU: เบิกได้ไม่เกินวันละ 4,500 บาท
  • ค่าผ่าตัดใหญ่: เบิกได้ระหว่าง 8,000 – 16,000 บาทต่อครั้ง (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการผ่าตัด)

3. การรักษาทางทันตกรรม

ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการทางทันตกรรม ณ คลินิกหรือโรงพยาบาลที่มีข้อตกลงกับสำนักงานประกันสังคม โดยเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ดังนี้:

  • ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าฟันคุด: เบิกค่ารักษาได้ตามจริง ไม่เกิน 900 บาทต่อปี
  • ใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้: เบิกค่ารักษาได้สูงสุด 1,500 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี

14 โรคที่ประกันสังคมไม่คุ้มครอง

แม้ประกันสังคมจะให้ความคุ้มครองในหลายกรณี แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นสำหรับโรคหรือภาวะบางประเภทที่ไม่ได้อยู่ในความคุ้มครอง ได้แก่:

  1. โรคหรืออุบัติเหตุที่เกิดจากการใช้สารเสพติด
  2. โรคที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเกิน 180 วันต่อปี
  3. การบำบัดทดแทนไต (ยกเว้นกรณีไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย)
  4. การทำศัลยกรรมเพื่อความสวยงาม (ยกเว้นกรณีมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์)
  5. การรักษาที่ยังอยู่ในระหว่างการทดลอง
  6. การรักษาภาวะมีบุตรยาก
  7. การตรวจเนื้อเยื่อเพื่อการผ่าตัดอวัยวะ (ยกเว้นการปลูกถ่ายไขกระดูก)
  8. การตรวจที่เกินกว่าความจำเป็นในการรักษา
  9. การผ่าตัดอวัยวะ ยกเว้น:
    • การปลูกถ่ายไขกระดูก (เบิกได้สูงสุด 750,000 บาท)
    • การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะกระจกตา (เบิกค่าผ่าตัด 20,000 บาท และค่าศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย 5,000 บาท)
  10. การผ่าตัดแปลงเพศ
  11. การผสมเทียม
  12. การบริการระหว่างการพักฟื้น
  13. การรักษาทางทันตกรรมที่ไม่ครอบคลุมในรายการที่ระบุข้างต้น
  14. ค่าซื้อแว่นตา

เงื่อนไขการใช้สิทธิประกันสังคม

  • ต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนใช้สิทธิ
  • สิทธิการรักษาพยาบาลขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลที่เลือกในระบบประกันสังคม
  • การเบิกค่ารักษาพยาบาลต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด

การจ่ายเงินประกันสังคมทุกเดือนไม่ใช่เพียงแค่ภาระหน้าที่ แต่เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงทางสุขภาพของตนเอง การรู้จักใช้สิทธิที่มีอย่างคุ้มค่า จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากระบบประกันสังคม ดังนั้น หากคุณเป็นผู้ประกันตน อย่าลืมศึกษาเงื่อนไขและสิทธิของตนเองให้ดี เพื่อให้มั่นใจว่า คุณจะได้รับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสมและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ