เลี้ยงเป็ดเทศ สำหรับมือใหม่ เลี้ยงง่าย ตลาดมีความต้องการสูง

เลี้ยงเป็ดเทศ สำหรับมือใหม่ เลี้ยงง่าย ตลาดมีความต้องการสูง

เลี้ยงเป็ดเทศ

       เป็ดเทศ เป็นเป็ดพื้นเมืองพันธุ์เนื้อที่เลี้ยงง่าย เติบโตเร็วสามารถใช้อาหารและวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นเลี้ยงได้เป็นอย่างดีให้ผลตอบแทนในระยะเวลาอันสั้น สามารถจำหน่ายได้ง่าย ทั้งที่เป็นเป็ดมีชีวิตและเนื้อเป็ดชำแหละ เนื้อเป็นที่นิยมสำหรับผู้บริโภคในท้องถิ่นโดยทั่วไป จึงสามารถจำหน่ายได้ง่ายในตลาดท้องถิ่นเกษตรกรสามารถเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมร่วมกับอาชีพอื่นๆ ได้

พันธุ์เป็ดเทศ

ในปัจจุบันพันธุ์เป็ดเทศที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงและลาดมีความต้องการได้แก่ พันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์บาร์บารี่

พันธุ์พื้นเมือง (Native ducks) เป็ดที่นิยมเลี้ยงกันในประเทศไทยมี 2 สายพันธุ์

    • เป็ดนครปฐม เลี้ยงกันมากในเขตจังหวัดนครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี และในพื้นที่ลุ่มในภาคกลางซึ่งเป็นเขตน้ำจืด ตัวเมียมีขนสีลายกาบอ้อย ปากสีเทา เท้าสีส้ม ตัวผู้จะมีสีเขียวแก่ตั้งแต่คอไปถึงหัว รอบดอมีวงรอบสีขาว อกสีแดง ลำตัวสีเทา ปากสีเทา และเท้าสีสัม ตัวผู้เมื่อโตเต็มที่จะมีหนักประมาณ 3.0-3.5 กิโลกรัม ตัวเมียมีน้ำหนักประมาณ 2.5-3.0 กิโลกรัม เริ่มให้ไข่เมื่ออายุประมาณ 6 เดือน
    • เป็ดปากน้ำ เลี้ยงกันมากในเขตจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทราและชลบุรี ตลอดจนจังหวัดที่อยู่ชายฝั่งทะเลอื่น ๆ เป็นเป็ดพันธุ์เล็ก ตัวเมีย มีปาก เท้า และขนปกคลุมลำตัวสีดำ อกสีขาว ส่วนตัวผู้จะมีขนบนหัวและคอสีเขียวเป็นเหลือบเงา มีลำตัวขนาดเล็กกว่าเป็ดนครปฐม ให้ไข่ฟองเล็กกว่า เริ่มให้ไข่เมื่ออายุประมาณ 5-6 เดือน ตัวผู้ของเป็ดพันธุ์พื้นเมืองนิยมนำไปเลี้ยงเป็นเป็ดเนื้อ

2. เป็ดบาบารี่ เป็นเป็ดที่มีการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างเป็ดเทศพันธุ์พื้นเมือง เพศเมีย กับเป็ดเทศพันธุ์บาบารี่ 100% แล้วนำลูกเป็ดเทสเพศเมีย ที่ได้ไปผสมกับเป็ดเพศพ่อ พันธุ์บาบารี่ 100% อีกครั้งหนึ่ง จะได้เป็ดเทศลูกผสมสายเลือดบาบารี่ 75% มีลักษณะเด่นคือเป็นเป็ดเนื้อลูกผสมที่มีโครงการใหญ่เนื้อมาก ไขมันต่ำ ไร้กลิ่นสาป เนื้อตัวสะอาดทนทานต่อสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกับเป็ดพื้นเมืองธรรมดา แต่มีข้อดีคือ เลี้ยงง่าย โตเร็ว สามารถใช้อาหารที่หาตามท้องถิ่นได้ ออกไข่ปีละ 4-5 ชุด ๆ ละประมาณ 20 ฟอง สามารถฟักไข่ได้เอง และเลี้ยงลูกเก่ง ข้อสำคัญ จำหน่ายได้ราคาดีเป็นที่ต้องการของตลาด

โรงเรือนและอุปกรณ์ในการเลี้ยง

โรงเรือนควรทำจากไม้หรือวัสดุที่หาง่ยในท้องถิ่น หลังคามุงด้วยจาก หญ้าคา หรือแฝกขนาดของโรงเรือน 1 ตารางเมตร สามารถใช้เลี้ยงเดเทศได้ 4 ตัว ลักษณะโรงเรือนที่ดีตั้งอยู่ในทิศตะวันออก-ตะวันตก ภายในโรงเรือนต้องมีภาชนะรางน้ำอาหารอย่างเพียงพอกับจำนวนเป็ดที่เลี้ยงต้องมีลานปล่อยสำหรับให้เป็ดเทศออกกำลังกายและหอาหารตามธรรมชาติกิน

เลี้ยงเป็ดเทศ พ่อ – แม่พันธุ์

เป็ดเทศจะเริ่มไข่เมื่ออายุ 28 สัปดาห์ (7 เดือน) การเลี้ยงดูช่วงนี้ต้องเอาใจไส่ดูแล โดยเฉพาะการให้อาหาร วันหนึ่งให้อาหาร 2 ครั้ง เช้าและเย็น เพื่อให้เป็ดเทศได้กินอาหารและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็ดแม่พันธุ์ช่วงนี้กำลังไข่จะต้องการอาหารมาก แต่เมื่อไข่แล้วปริมาณความต้องการอาหารจะลดลง การไข่ของเป็ดเทศปีหนึ่งๆ จะไข่ประมาณ 4 – 5 ชุด ชุดหนึ่ง 15 -20 ฟอง เป็ดเทศสามารถให้ไข่ได้ดีในช่วงอายุ 2 ปีของการให้ไข่

เลี้ยงเป็ดเทศ

หลังจากนั้นการให้ไข่จะลดลง แม่เป็ดชอบไข่ในที่มืดและสงบไม่ชอบให้ตัวอื่นมารบกวนรังไข่ ดังนั้น ในดอกเป็ดพันธุ์ควรจะมีรังไข่ รองรังไข่ด้วยฟางหรือ

อาหาร

อาหารที่ใช้เลี้ยงป็ดเทศมีอยู่หลายสูตร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความต้ธงการธารธารของปีกในแต่ละระยะ เพื่อเป็นการลดดันทุนการเลี้ยง สูตรยาหารแบบง่ายๆ มีดังนี้

  • เป็นสูตรอาหารที่สามารถนำไปใช้และหาซื้ขวัตถุกับได้ง่ายในท้องถิ่นราคาไม่แพงมากนักประกอบด้วยวัตถุดิบต่างๆ ดังนี้
    • วัตถุดิบอาหารสัตว์ แรกเกิด – 3 สัปดาห์ ช่วงนี้จะให้อาหารสำเร็จรูปลูกเป็ดเนื้อหรือไก่เล็ก เพียงอย่างเดียว พอครบ 2 สัปดาห์ ให้เสริมด้วย หญ้าสด เศษผัก ผักตบ เข้าไปด้วย โดยการบดผสมอาหาร
    • วัตถุดิบอาหารสัตว์ 4 สัปดาห์ขึ้นไป ประกอบไปด้วย รำละเอียด 5 ส่วน, ปลายข้าว 1 ส่วน, อาหารเป็ดเนื้อ หรือ ไก่เนื้อระยะ2 จำนวน 1 ส่วน ให้เสริมด้วย ญ้าสด เศษผัก ผักตบ เข้าไปด้วย โดยการบทผสมอาหาร
  • ใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในพื้นที่ เช่น ผักตบขวา คันสาคู สาทร่าย ตันกล้วย

การจัดการเลี้ยงดูเป็ดเทศในระยะต่างๆ

  • การเลี้ยงเป็ดเล็ก ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 3 สัปดาหั) เมื่อถูกเป็ดเกิตใหม่ๆ จะต้องให้ความอบอุ่นและเลี้ยงดูอย่างตึ เพื่อให้ลูกเป็ดแข็งแรง ดังนั้น จึงตวรเขาใจใส่ในระยะแรกนี้เป็นพิเศษ โดยปกติลูกเป็ดอายุ แรกเกิด – 3 สัปตาห์ ต้องการความอบอุ่นโดยการกกหรือให้แม่เป็ดเลี้ยงลูกเป็ด รวมทั้งอาหารที่มีคุณภาพ น้ำสะอาด
  • การเลี้ยงเป็ดเทศรุ่น (อายุ 4 – 12 สัปดาห์) ลูกเป็ดอายุครบ 3 สัปดาห์ ความต้องการความอบอุ่นลดลง เพราะลูกเป็ดมีขนขึ้นเต็มลำตัว แตะลูกเป็ดกินอาหารได้ดีจนสามารถสร้างความอบอุ่นชื้นได้เองอย่างพอเพียง ลูกเป็ดอายุ 4 – 8 สัปดาห์ จะมีการเจริญเติบโตสูง ต้องการอาหารจำนวนมาก จึงต้องให้อาหารและน้ำเต็มที่
  • การเลี้ยงดูเป็ดอายุ 13 – 24 สัปดาห์ จะเข้าสู่วัยหนุ่ม – สาว เป็ดจะกินอาหารมากขึ้นแต่เจริญเติบโตน้อย ดังนั้น ควรให้อาหารเพียงพอสำหรับรักษาขนาดให้มีน้ำหนักเพิ่มเล็กน้อยและให้หญ้าลด ผักลดหรือผักตบชวาเสริม เพื่อช่วยลดตันทุนการผสิต มีน้ำที่สะอาดตั้งไว้กินอยู่ตลยดเวลา

เลี้ยงเป็ดเทศ

โรคแสะการป้องกันโรค

  • โรคอหิวาต์ ต้องทำวัคชีนอหิวาห์เป็ด ครั้งแรกเมื่อเป็ดอายุ 3 สัปดาห์ และทำช้ำทุก 3 เดือน โดยฉีดเข้ากล้าม ตัวตะ 1 ชีซี
  • โรคกาฟโรคเป็ด จะต้องทำวัคซีนกาฬโรคเป็ดครั้งแรก เมื่อเป็ดอายุ 3 – 4 สัปดาห์ จากนั้นทำวัคชีน ดังรายละเอียดตามตาราง โดยการฉีดเข้ากล้าม ตัวละ 1 ชีชี

ต้นทุนและผลตอบแทน

สำหรับการเลี้ยงเป็ดบาร์บารี่ จำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย พ่อพันธุ์ จำนวน 10 ตัว แม่พันธุ์ จำนวน50 ตัว

  • ต้นทุน
    ต้นทุนหลักซึ่งเป็นต้นทุนคงที่จะได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงเรือนและจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000 -20,000 บาท ส่วนตันทุนผันแปรซึ่งเป็นค่าพันธุ์ ค่อาหารค่าวัคซีนและเวชภัณฑ์ จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 30,000-40,000 บาทต่อปี
  • ผลตอบแทน
    • จะได้จากการจำหน่ายลูกเป็ดเทศที่ผลิตได้ ประมาณ 50-60 ตัวต่อตัวต่อปี ซึ่งจะจำหน่ายได้ในราคาตัวละ 20-25 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 1,200-1,500 บาทต่อแม่ต่อปี
    • การจำหน่ายเป็ดใหญ่ที่เลี้ยงจนโต ขนาดน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยตัวละ 2.5-3 กิโลกรัม จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 50-55 บาท คิดเป็นผลตอบแทนตัวละ 125-165 บาท

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนและผลตอบแทนจากการเลี้ยงสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะการตลาดและแหล่งที่เลี้ยง อาทิ ราคาพันธุ์เป็ดอาหารและราคารับซื้อผลผลิตของแต่ละตลาด และขนาดการผลิตดังนั้น เกษตรกรจะต้องศึกษาข้อมูลและรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจเลี้ยง

อ้างที่มา : กรมส่งเสริมวิชาการเกษตร , www.sarakaset.com


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เทคนิคอ่านหนังสือสำหรับคนขี้เกียจ (แต่ยังอยากรู้เรื่อง)

เทคนิคอ่านหนังสือสำหรับคนขี้เกียจ (แต่ยังอยากรู้เรื่อง)

เทคนิคอ่านหนังสือสำหรับคนขี้เกียจ

ใครที่รู้ตัวว่า “ไม่ชอบอ่านหนังสือ” หรือแค่เห็นตัวหนังสือก็เบือนหน้าหนี แต่ก็ยังอยากสอบผ่าน อยากเก่ง อยากตามคนอื่นทัน ไม่ต้องห่วงคุณไม่ได้แปลกคนเดียว เพราะหลายคนก็รู้สึกแบบนี้ วันนี้เลยขอรวบรวม เทคนิคการอ่าน เรียนรู้สำหรับคนขี้เกียจ ที่ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องเครียด แต่ก็ยังพอได้ความรู้กลับไปใช้ได้จริงกันครับ

1.เริ่มวันละนิด แค่ 5-10 นาทีพอ

ไม่ต้องฝืนอ่านทีละชั่วโมงเหมือนคนตั้งใจเรียนจ๋า เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ “ความสม่ำเสมอ” การอ่านวันละนิด วันละหน่อย อย่างน้อย 5-10 นาที ก็เพียงพอที่จะสะสมความรู้ในระยะยาว

  • ลองตั้งเป้าง่าย ๆ เช่น “วันนี้อ่านแค่ 2 หน้า” หรือ “ขอเข้าใจหัวข้อนี้สักนิดก็พอ”
  • ถ้าอ่านแล้วเริ่มสนุก เดี๋ยวจะอยากอ่านต่อเองโดยไม่รู้ตัว เหมือนเวลาเล่นเกม กะว่าจะเล่น 5 นาที สุดท้ายผ่านไปเป็นชั่วโมงก็ยังไม่วาง
  • เริ่มน้อย ๆ แล้วค่อยขยับ อย่าเพิ่งกดดันตัวเอง

2. ลองฟังแทนการอ่าน

ใครที่เบื่อเปิดหนังสือแล้วง่วง ลองเปลี่ยนวิธีดู ปัจจุบันมีทางเลือกมากมาย เช่น audiobook หรือ podcast ที่สามารถฟังได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะฟังตอนเดินทาง ขณะล้างจาน หรือก่อนนอนก็ได้ ไม่เปลืองเวลา มีช่อง YouTube หรือแอปพลิเคชันที่สรุปหนังสือดัง ๆ ไว้หลายเล่ม แบบฟังง่าย ๆ การฟังซ้ำ ๆ จะช่วยให้จำได้แม่นยำขึ้นแบบไม่รู้ตัว เหมาะมากสำหรับคนที่ “ขี้เกียจนั่งอ่าน” แต่ยังเปิดใจเรียนรู้

3. ดูสรุปแทนการอ่านยาว

อยากได้ความรู้แบบเร็ว ๆ ไม่ต้องเปิดหนังสือ 300 หน้า? ลองหาสรุปหนังสือแบบย่อ ที่ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที ช่อง TikTok, IG Reels หรือ YouTube Shorts มีคนทำสรุปหนังสือเยอะมาก เหมาะกับคนสมาธิสั้น ดูคลิปสั้น ๆ ก็พอจับใจความได้ หลายช่องใช้ภาพ การ์ตูน หรือเสียงเล่าเรื่อง ทำให้เข้าใจง่ายขึ้นกว่าเดิมได้ใจความเหมือนกัน แถมไม่เหนื่อยอ่าน

4. จำเป็นต้องจำ = ต้องมีภาพ

สมองของคนเราจำ “ภาพ” ได้ดีกว่าตัวหนังสือ ถ้าคุณอ่านแล้วไม่เข้าใจ ลองเปลี่ยนเป็นการ “วาดภาพในหัว” หรือดู Mind Map / Infographic ที่ช่วยอธิบายเนื้อหาให้เป็นรูปภาพ

  • อ่านแล้วลองจินตนาการภาพในหัวว่า “สิ่งที่อ่าน” หน้าตาเป็นยังไง
  • ดูการ์ตูน หรือคลิปแอนิเมชันอธิบายเนื้อหายาก ๆ จะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น
  • หรือใช้เทคนิค “สรุปเป็นภาพ” ด้วยตัวเอง ก็เป็นการเรียนรู้อีกรูปแบบที่ได้ผล

เปลี่ยนจากการจำแบบท่อง เป็นการเข้าใจด้วยภาพ

5. ไม่ต้องอ่านหมดทุกหน้า

การอ่านไม่จำเป็นต้อง “อ่านทุกบรรทัด” เหมือนครูบอกไว้เสมอไป เพราะเราสามารถใช้เทคนิค “Skimming” หรือ “การอ่านแบบจับใจความสำคัญ”

  • เริ่มจากการอ่านหัวข้อย่อย → ย่อหน้าแรกของแต่ละบท → จุดที่เน้นเป็นตัวหนา
  • หากเจอส่วนที่ดูไม่สำคัญ ก็ข้ามไปได้เลย ไม่เสียเวลา
  • ถ้าต้องสอบ ก็มองหา keyword ที่มักจะออกข้อสอบหรือเชื่อมโยงกับคำถามบ่อย ๆ

เน้นเฉพาะส่วนที่ต้องรู้ ไม่ต้องเป๊ะทุกบรรทัด ก็เข้าใจได้เหมือนกัน

6. Pomodoro สำหรับคนขี้เกียจ

เทคนิค Pomodoro คือการแบ่งเวลาอ่านแบบมีพัก เช่น “อ่าน 10 นาที → พัก 5 นาที” ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนที่หมดสมาธิง่ายแค่ตั้งนาฬิกา อ่านสั้น ๆ ก็พอ ไม่ต้องนั่งนานจนล้า บางวันแค่รอบเดียวก็ถือว่าทำสำเร็จแล้ว อย่าไปกดดันว่าต้องอ่านเยอะ ถ้ารู้สึกไหว ก็เพิ่มรอบเพิ่มเวลาได้ตามความเหมาะสม วิธีนี้ช่วยให้สมองได้พัก แถมไม่รู้สึกฝืนจนเกินไป

7. หาแรงจูงใจเล็ก ๆ

ขี้เกียจแค่ไหนก็เอาชนะได้ ถ้ามี “ของล่อใจ” เล็ก ๆ เช่น รางวัลที่ให้กับตัวเองหลังจากอ่านหรือเรียนรู้เสร็จ เช่น อ่านเสร็จแล้วจะกินของโปรด / ได้เล่นมือถือ / เล่นเกม หรือจดเช็กลิสต์ว่า “วันนี้ทำได้แล้ว 1 อย่าง” จะรู้สึกดีขึ้น บางคนสร้างระบบ “สะสมคะแนน” กับตัวเอง เหมือนเล่นเกม แรงจูงใจเล็ก ๆ ทำให้คุณอยากทำซ้ำโดยไม่รู้ตัว

ตัวอย่างเทคนิคที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

“วันนี้ขอดูคลิปสรุปชีววิทยา 5 นาที แล้วจด 3 อย่างที่ได้เรียนรู้”

    ไม่ต้องอ่านเล่มหนา ไม่ต้องนั่งจ้องหนังสือให้หลับคาหน้าแผ่นจด แค่นี้ก็ถือว่าเรียนรู้แล้ว! เทคนิคทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่สำหรับคนขี้เกียจ แต่สำหรับทุกคนที่อยากเรียนรู้ “โดยไม่เครียด” ลองปรับใช้ดู แล้วคุณจะรู้ว่า “ความรู้” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหนังสือเท่านั้น 


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

นำโดรนมาการใช้งานเพื่อการเกษตร ทำต้องอย่างไรบ้าง?

นำโดรนมาการใช้งานเพื่อการเกษตร ทำต้องอย่างไรบ้าง?

นำโดรนมาการใช้งานเพื่อการเกษตร

ปัจจุบันการ นำโดรนมาการใช้งานเพื่อการเกษตร กำลังมีบทบาทอย่างมากต่อเกษตรกรไทย โดรนเพื่อการเกษตรแบ่งตามลักษณะการใช้งานได้ 2 ประเภท คือ

  1. ใช้สำรวจและวางแผนการผลิตพืช ไม่ว่าจะการสำรวจพื้นที่ติดตามการเติบโตของพืช เพื่อนำมาคาดการณ์ผลผลิตหรือวางแผนการจัดการแปลง
  2. ใช้เพื่อทุ่นแรง เช่นการหว่านเมล็ดพืช ปุย หรือฉีดพ่นสารเคมี โดยการใช้โดรนเพื่อช่วยในการเกษตรจะทำให้เกษตรกรประหยัดแรงงานค่าใช้จ่าย สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ลดการสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรโดยตรง ลดการใช้น้ำ อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้สะดวกทั่วถึงมากขึ้น ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับเกษตรกรยุคใหม่

การขึ้นทะเบียนโดรนเพื่อการเกษตร

ผู้ที่ครอบครองและใช้โดรนต้องได้รับใบอนุญาตบินโดรนก่อนการบินและต้องได้รับการฝึกอบรมการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้อง โดยการบินโดรนพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช มี 3 หน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่

  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท, CAAT) เป็นหน่วยงานรับการขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรน หรือการทำใบขับขี่โดรน
  • สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย (กสทช., NBTC) เพื่อขอใช้คลื่นความถี่
  • สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตรกรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานที่ออกใบอนุญาติ ครอบครองวัตถุอันตรายเพื่อใช้หรือใช้รับจ้างฉีดพ่นโดรนทางการเกษตร ผู้ปฏิบัติต้องผ่านการอบรมโดยได้รับใบผ่านการอบรมจาก กพท. ก่อนขออนุญาตครอบครอง

ข้อควรปฏิบัติในการบินโดรน

  1. ศึกษากฎหมายและปฏิบัติตามข้อบังคับในการใช้โดรน
  2. ผู้ปฏิบัติงานต้องได้รับใบอนุญาตบินโดรน และได้รับการฝึกอบรมการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้อง
  3. ห้ามบินใกล้อากาศยานซึ่งมีนักบิน
  4. ห้ามบินเข้าใกล้เมฆ
  5. ห้ามบินในขตหวงห้าม เช่น สถานที่ราชการ โรงพยาบาลเว้นแต่ได้รับอนุญาต
  6. ห้ามพ่นสารใกล้แหล่งน้ำ คลอง บึง
  7. ต้องไม่มีสิ่งกีดขวางบริเวณทำการบินโดรน เช่น ต้นไม้เสาไฟ สายไฟ หรือกำแพง
  8. ห้ามบินภายในระยะ 9 กิโลเมตร จากสนามบินเว้นแต่ได้รับอนุญาต
  9. ห้ามบินโดยก่อให้เกิดความเดือดร้อน รำคาญแก่ผู้อื่น
  10. ห้ามบินโดยก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน
  11. ห้ามบินสูงเกิน 90 เมตร นับจากพื้นดินและห้ามบินในแนวราบกับบุคคล ยานพาหนะ สิ่งก่อสร้างน้อยกว่า 30 เมตร
  12. ห้ามบินหลังพระอาทิตย์ตกดิน

ข้อควรปฏิบัติก่อนการบินโดรน พ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

อุปกรณ์โดรน

ตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนปฏิบัติงาน เช่น ระบบการใช้งานไม่มีการรั่วไหล เลือกหัวฉีดที่ถูกต้อง ทดสอบการทำงานของเครื่องแบตเตอรี่และอุปกรณ์มีสถานที่สำหรับขึ้นลงจอดโดรน และพื้นที่เตรียมสาร ระยะห่างพื้นที่ปฏิบัติงานโดรนกับพื้นที่ปลอดภัยอย่างน้อย 20 เมตร ห่างแหล่งน้ำ 200 เมตร

สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้

ต้องขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร อ่านฉลากอัตราการใช้ ข้อควรระวังก่อนใช้สาร ผสมสารให้เข้ากันก่อนนำมาเทใส่ถังพ่น ปฏิบัติตามข้อแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการพ่นสารในช่วงดอกบานและใช้ด้วยความระมัดระวังต่อผึ้ง

อุปกรณ์ป้องกันสารกำจัดศัตรูพืชที่ถูกต้องและปลอดภัย

สวมชุดรัดกุมพร้อมอุปกรณ์ป้องกันตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน (หมวกนิรภัย แว่นตานิรภัย หน้ากากป้องกันสาร ถุงมือยางชุดคลุมแขนยาวหรือผ้ากันเปื้อน และรองเท้าบูท หรือถุงเท้ายาว) เตรียมน้ำสะอาดเพื่อจัดการ ในกรณีที่สารรั่วหรือหก และเตรียมอุปกรณ์ปฐมพยาบาล หากเกิดกรณีฉุกเฉินในการปฏิบัติงาน ติดป้ายห้ามเข้าเพื่อให้ทราบว่าพื้นที่นี้มีการพ่นสาร

โดรนเพื่อการเกษตร

ข้อปฏิบัติระหว่างการบินโดรน พ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

  • ขณะนำโดรนขึ้นบิน ผู้บังคับโดรนต้องสามารถมองเห็นโดรนในระยะสายตา
  • วัดความเร็วและทิศทางลม ความเร็วลมต้องน้อยกว่า 3 เมตร/วินาที หากมีลมแรงหรือมีฝนตก ต้องงดทำการบิน
  • ผู้บังคับโดรนต้องอยู่เหนือลมและอะอยู่หลังแนวบินเสมอ
  • ความชื้นในอากาศ ขณะฉีดพ่นต้องไม่ต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
  • ปรับแรงดันเพื่อให้ได้ขนาดละอองที่เหมาะสม ( 30 – 50 ไมโครเมตร )
  • อุณหภูมิที่เหมาะสมในการฉีดพ่นสาร 15 – 30 องศาเซลเซียส ไม่ควรเกิน 38 องศาเซลเซียส
  • การบินโดรนต้องบินสูง 1.5 – 2.5 เมตร เหนือพืชเป้าหมาย
  • ความเร็วของการบิน 4 – 6 เมตร/วินาที
  • ปริมาณน้ำที่ใช้ขึ้นอยู่กับสมรรถนะของโดรนแต่ละรุ่น
  • ลดการสัมผัสกับร่างกายและใบหน้าให้น้อยที่สุด
  • ห้ามกิน ดื่ม หรือสูบบุหรี่ ในขณะผสมและพ่นสาร

ข้อปฏิบัติหลังการบินโดรน พ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

  1. หลีกเลี่ยงการเดินผ่านแปลงปลูกเพื่อลดการสัมผัสกับละอองสาร
  2. ทำความสะอาดโดรนและอุปกรณ์ผสมสารด้วยการล้างน้ำ 3 ครั้ง
  3. หลังจากพ่นสาร ต้องถอดชุดป้องกันสาร และทำความสะอาดโดยทันที
  4. ผู้ปฏิบัติงานต้องทำความสะอาดตนเองทันที โดยเน้นทำความสะอาดบริเวณ ศรีษะ รอบดวงตา ใบหน้าและมือ
  5. ทำความสะอาดภาชนะบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว ด้วยการล้างน้ำ 3 ครั้ง แล้วรวบรวมเก็บนำไปไว้ในจุดทิ้งห้ามทิ้งไว้ในแปลง ห้ามเผา หรือนำกลับมาใช้อีก
  6. ตรวจสอบให้แนใจว่าสารถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยมิดชิด ห่างจาก คน อาหาร น้ำดื่ม สัตว์เลี้ยงและบริเวณโดยรอบต้องไม่มีแหล่งความร้อน

ข้อควรระวังในการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

  • สูตรสารชนิดผง (WP) และสารชนิดเม็ด (WG)ควรต้องระวังการอุดตันและการตกตะกอน
  • สูตรน้ำมัน (EC) ควรต้องระวังการเกิดพิษกับพิษ

ข้อมูล | กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร
เรียบเรียง | กองส่งเสริมการอารักชาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร
บรรณาธิการ | กลุ่มพัฒนาสื่อส่งเสริมการเกษตร สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร
ออกแบบ | กลุ่มศิลปกรรมส่งเสริมการเกษตร, สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ : พ.ศ. 2567


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การปลูกกระท้อน เทคนิคการดูแล สำหรับมือใหม่

การปลูกกระท้อน เทคนิคการดูแล สำหรับมือใหม่

การปลูกกระท้อน

กระท้อน เป็นไม้ผลเมืองร้อนอีกชนิดหนึ่งที่มีปลูกกันในประเทศไทยมาเป็นเวลาช้านาน  ส่วนมากจะปลูกกันตามสวนหลังบ้านและ มักจะเป็น พันธุ์พื้นเมือง รสเปรี้ยว จึงไม่มีการเอาใจใส่ดูแลรักษาต่อมาระยะหลังนี้มีผู้นิยมปลูก กระท้อนพันธุ์ดีกันมากขึ้น ความต้องการของตลาดก็มีมากขึ้นด้วย จึงทำให้พื้นที่ปลูกกระท้อนพันธุ์ดีขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เพราะนอกจากจะดูแลรักษาง่ายแล้วผลผลิตยังจำหน่ายได้ราคาดีอีกด้วย เดิมแหล่งผลิตกระท้อนพันธุ์ดีจะมีเฉพาะที่จังหวัดนนทบุรีและบางเขตของกรุงเทพมหานครเทานั้น แต่ปัจจุบันกระจายไปอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เช่น ปราจีนบุรี ชลบุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี เป็นต้น

สายพันธุ์ที่นิยมปลูก

ปัจจุบันมีกระท้อนพันธุ์ต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 20 พันธุ์ ได้แก่ ทับทิม เขียวหวาน ปุยฝ้าย นิ่มนวล ขันทอง เทพรส อีล่า บัวลอย หลังท่อไหว ตาเชื่อม ทองหยิบ ทับทิมทอง อีจาน หมาตื่น ปุยเมฆ ทองใบใหญ่ ตาอยู่ ไกรทอง เมล็ดไหว กำมะหยี่ผลกระท้อนส่วนใหญ่จะมี ลักษณะที่ค่อนข้างคล้ายกัน บางครั้งก็ทำให้เกิดความสับสนในการแยกพันธุ์ต้องอาศัยความชำนาญมาก ๆ จึงจะสามารถบอกได้ว่าเป็นพันธุ์อะไรได้อย่างถูกต้อง

การปลูกกระท้อน

การปลูกกระท้อนในประเทศไทยแบ่งตามสภาพพื้นที่ได้ 2 แบบ คือ

แบบสวนยกร่อง

พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ทางที่ลุ่มภาคกลาง พื้นที่ เดิม เป็นท้องนามีน้ำท่วมถึง จึงต้องยกร่องขึ้นเพื่อสะดวกในการระบายน้ำ ขนาดของสันร่องโดยทั่วไปจะกวางไม่น้อยกว่า 6 เมตร จะมีร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร ระยะปลูกสำหรับพื้นที่ยกร่องจะใช้ระยะระหว่างต้นประมาณ 6 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 35 ต้น

แบบสวนที่ดอน

เป็นพื้นที่ที่นอกเหนือไปจากแบบแรก และมักไม่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วม จึงไม่ต้องยกร่อง เมื่อไถปรับพื้นที่แล้วก็สามารถขุดหลุมปลูกได้เลย ตามปกติกระท้อนเป็นไม้ผลที่ทรงพุ่มขนาดใหญ่ แต่เพื่อความสะดวกในการดูแลรักษาและห่อผลซึ่งจะต้องทำทุกปี จึงนิยมตัดแต่งกิ่งนำที่จะทำให้ทรงพุ่มสูงขึ้นไปออกเสีย ทรงพุ่มพุ่มจะขยายออกด้านข้างแทนด้านบน จึงสะดวกในการปฏิบัติงานสำหรับพื้นที่ดอนสามารถใช้ระยะปลูกตั้งแต่ 6 x 8 เมตร ถึง 5 x 8 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 25 – 30 ต้น

การเตรียมหลุมปลูก

ควรจะขุดหลุมให้มีขนาดไม่ต่ำกว่า 50 x 50 x 50 เมตร (กว้าง x ยาว x ลึก) หลุมถ้ามีขนาดใหญ่ยิ่งดีจะช่วยให้ตนกระท้อนโตเร็วมากยิ่งขึ้น ผสมดินที่ขุดขึ้นมากับปุ๋ยคอกเก่า ๆ (ประมาณ 10 กก. ต่อหลุม) ร่องก้นหลุมด้วยปุ๋ยหินฟอสเฟต ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อหลุม กลบดินผสมลงในหลุมให้พูนขึ้นกว่าระดับปากหลุมเล็กน้อย วางต้นกระท้อนที่เตรียมไว้ (เอาถุงที่ชำออกก่อน) ปลูกลงกลางหลุมกดดินให้แน่น ใช้ใช้ไม้หลักป้ายยึดลำต้นกันลมพัดโยก รดน้ำให้ชุ่ม ถ้ามีแดดจัดควรมีการพลางแดดให้ด้วยจะทำให้ต้นกระท้อนตั้งตั้งตัวเร็วขึ้น

การออกดอกติดผล

เดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ใบของกระท้อนจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองส้มและร่วงในเวลาต่อมาจากนั้น จะมีการแทงยอดอ่อนและช่อดอกออกมาประมาณมกราคม ดอกจะเริ่มบานติดผลเล็ก ๆ ตามปกติกระท้อนจะติดผล ค่อนข้างมากแต่ก็จะร่วงไปในขณะที่ผลยังเล็กอยู่เป็นจำนวนมากด้วย เช่นกันเมื่อถึงเวลาห่อก็จะมีการเด็ดผลที่ไม่ดี หรือช่อที่ติดผลมากไปทิ้งด้วย จนในที่สุดจะเหลือผลกระท้อน ที่ห่อได้ประมาณ 400-600 ผลต่อต้น

การหอผลกระท้อน

หลังจากดอกบานแล้วประมาณ 80-100 วัน ผลจะมีขนาดโตประมาณ 5-6 ชม. ผิวจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเขียว ขี่ม้า และหลังจากนี้อีก 7-10 วัน จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีกระดังงา ซึ่งเป็นช่วงที่แมลงวันผลไม้จะเริ่มเข้าทำลายแล้ว จึงจะต้องทำการห่อผลตั้งแต่สีผิวเป็นสีเขียวขี้ม้า วัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของแมลงวันผลไม้ และผลที่ได้ตามมาคือ ผิวของผลจะสวย ผลมีขนาดใหญ่ขึ้น เนื้อมีคุณภาพดีขึ้น แต่ไม่ควรห่อผลตั้งแต่ผลที่ยังเล็กอยู่เพราะจะทำให้ผลเคระแกรนและร่วง

ก่อนห่อผลประมาณ 2-3 วัน ควรทำการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น คาร์บาริล โมโนโครโตฟอส เพื่อป้องกันกำจัดแมลงก่อน ขณะห่อจะทำการตัดแต่งผลไปพร้อมกัน โดยเลือกเด็ดผลที่มีลักษณะไม่ดี และช่อที่ผลเบียดกันออกบ้าง ควรเหลือเฉพาะผลเดี่ยว ๆ จะทำให้ผลเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ นิยมใช้ไม้ตอกสำหรับมัดปากถุง เนื่องจากสะดวกในการมัด การขึ้นไปห่ออาจใช้บันไดหรือพะองพาดกิ่งปืนขึ้นไปห่อ บางสวนที่สามารถหาไม่ไผ่ได้ง่าย อาจมีการทำนั่งร้านรอบ ๆ ต้น ให้คนห่อปีนขึ้นไปปฏิบัติงานได้สะดวก อีกทางหนึ่งหลังจากห่อผลแล้ว 45-60 วัน ผลจะแก่ แต่จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับพันธุ์ด้วยบางพันธุ์อาจจะช้ากว่านี้อีกก็ได้

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง

ไรแดง จะเข้าทำลายกระท้อนในระยะตั้งตั้งแต่ใบอ่อนจนถึงใบแก่ ทำให้ใบหงิกงอเป็นปุ่นปุ่มปม ด้านใต้ใบ จะมีลักษณะคล้ายกำมะหยี่ สีน้ำตาลถ้ามีระบาดมากจะทำให้ใบออนหงิกงอหมด เมื่อพบว่าเริ่มมีไรแดงระบาดควรทำการตัดแต่งใบที่ถูกทำลายไปเผาทำลายทิ้ง และฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดไรแดง เช่น กำมะถันผงไดโคโฟล อามีทราส ไดโนบูตัน โดยฉีดพ่นหลังจากตัดแต่งกิ่งและเริ่มแตกใบอ่อน 2-3 ครั้ง ทุก 4 วัน

หนอนผีเสื้อ

หนอนผีเสื้อยักษ์จะมีขนาดตัวใหญ่สีฟ้า จะเข้ากัดกินใบและยอดอ่อนทำให้ต้นกระท้อนชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง ถามีระบาดควรจับตัวหนอนมาทำลายและฉีดพนสารเคมีป่องกันกำจัดแมลง เช่น เมทโธมีลประมาณ 1-2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน

หนอนร่านกินใบ

ตัวหนอนมีขนาดเล็กมีขนถ้าถูกผิวหนังจะรู้สึกแสบและค้น ตัวหนอนเข้ากัดกินใบเสียหาย ถ้ามีระบาดมากจะพบว่าตัวหนอนจะรวมกันเป็นกระจุกกัดกินใบแหว่งเป็นวง กำจัดโดยตัดใบที่มีตัวหนอนอยู่ด้วยไปทำลายทิ้งและฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น เพอร์เมททริน เมทโธมมีล ประมาณ 1-2 ครั้ง

หนอนเจาะขั้วผล

หนอนชนิดนี้จะอาศัยอยู่ในรังที่ทำจากกลีบดอกกระท้อนแห้ง ๆ และเข้ากัดกินขั้วผลขณะที่ผลกระท้อนยังเล็กอยู่ ทำให้ผลแห้งและร่วงหล่น การป้องกันกำจัดหนอนชนิดนี้ โดยการตัดแต่งกิ่งให้มีทรงพุ่มโปร่ง เมื่อเริ่มติดผลขนาดเล็ก ควรมีพนละอองน้ำล้างช่อดอกจะช่วยลดการทำลายลงได้ ถ้าระบาดมากควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น โมโนโครโตฟอส ประมาณ 3-4 ครั้ง ทุก 7-10 วัน

เพลี้ยไฟ

เพลี้ยไฟจะเข้าทำลายกระท้อนตั้งแต่ระชะยอดอ่อน ระยะช่อดอกจนถึงติดผลขนาดเล็กทำให้ดอกแห้งร่วงผลจะมีผิวลายและจะติดไปจนผลแก่ หากพบว่ามีเพลี้ยไฟระบาาดควรรีบทำการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น คาร์โบซัลแฟน ฟอร์มีทาเนท ในช่วงเริ่มออกช่ออกและก่อนดอกบาน แต่งดการฉีดพ่นช่วงดอกบานหลังจาก ติดผลแล้วจึงฉีดพ่นใหม่ประมาณ 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน

แมลงวันผลไม้

แมลงวันผลไม้จะเข้าวางไข่บนผลที่ผิวเปลือกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีกระดังงาเป็นต้นไป ตัวหนอนจะชอนไซเข้าไปกัดกินเนื้อ ทำให้ผลเน่าและร่วงหล่น การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การห่อผลในระยะที่ผลกระท้อนเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีขี้ม้า (ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสีกระดังงา) ก็จะป้องกันได้

โรคใบจุด

โรคใบจุดเกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง เมื่อมีการระบาดจะทำให้เกิดเป็นจุดขนาดเล็ก ๆ บนใบ ขอบแผลมีสีเข้มตรงกลางมีสีเหลืองจุดเล็ก ๆ จะขยายไปจนทั่วใบตามความยาวของใบ เมื่อพบว่ามีโรคดังกล่าวระบาดมากควรทำการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น บิโนมีล คาร์เบนดาชิม ทุก 10-15 วัน

การดูแลรักษา

หลังจากปลูกแล้ว จะต้องคอยดูแลรักษาต้นกระท้อนอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่ากระท้อนจะเป็นไม้ผลที่ไม่ค่อยมีโรคแมลงรบกวนมากนัก แต่การบำรุงรักษาให้ดีอยู่เสมอจะช่วยให้ต้นกระท้อนเจริญเติบโตเร็วมากการดูแลรักษาโดยทั่วไปมีดังนี้

การให้น้ำ

ปกติกระท้อนเป็นพืชที่ชอบน้ำแต่ขณะเดียวกันก็ทนสภาพความแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี ในช่วงที่กระท้อนยังเล็กอยู่จะต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อดริญเติบโตขึ้นการให้น้ำก็จะมีช่วงห่างขึ้น อย่างไรก็ดีในช่วงที่ต้นกระท้อน เริ่มออกช่อดอกและติดผลจะต้องให้น้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้

  • ช่อดอกมีความสมบูรณ์ การติดผลดี
  • ผลที่ติดแล้วมีการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอ สวนที่มีการให้น้ำดีจะทำให้ผลมีขนาดโตกว่าสวนที่ขาดแคลนน้ำ
  • ลดปัญหาเรื่องผลแตกได้ ซึ่งปัญหานี้จะพบเสมอในสวนที่ขาดแคลนน้ำ

การตัดแต่งกิ่ง

การตัดแต่งกิ่งกระท้อนในแต่ละปีจะทำเพียงเล็กน้อย สำหรับต้นที่ยังไม่ให้ผลมักจะให้มีการเจริญเติบ โดอย่างเต็มที่ มีการตัดแต่งกิ่งที่แน่นทึบออกบ้าง เมื่อกระท้อนเริ่มให้ผลผลิตแล้ว การตัดแต่งจะมีมากขึ้นเล็กน้อยโดยจะทำการตัดแต่งกิ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วสิ่งที่ควรพิจารณาตัดแต่งออกมี

  • กิ่งที่ถูกโรคแมลงเข้าทำลาย กิ่งแห้งตาย
  • กิ่งที่แน่นทึบอยู่ในทรงพุ่ม
  • กิ่งนำซึ่งมักจะเจริญไปในทางด้านสูง ซึ่งจะทำให้ทรงพุ่มสูงขึ้น ควรจะทำการตัดเพื่อควบคุมทรงพุ่มให้มีการเจริญออกทางด้านกว้างมากกว่า เพื่อสะควกในการดูแลรักษา ตลอดจนการห่อผลและเก็บเกี่ยวผลผลิต

การปลูกกระท้อน

การใส่ปุ๋ย

การใส่ปุ๋ยให้ต้นกระท้อนควรใส่ให้ทั่วถึงบริเวณทรงพุ่ม เพื่อให้รากดูดซับธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรใช้ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอเป็นหลัก เช่น สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 โดยใส่ในปริมาณไม่มาก แต่ให้ใส่บ่อยครั้ง เช่น ทุก 3 เดือน

เมื่อกระท้อนเริ่มให้ผลผลิตแล้ว ควรปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะกับระยะการเจริญเติบโต ดังนี้:

  1. หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต
    ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 เพื่อฟื้นฟูความสมบูรณ์ของต้นกระท้อน

  2. ช่วงก่อนพักตัว
    ใส่ปุ๋ยสูตร 9-24-24 หรือ 12-24-12 เพื่อช่วยในการสะสมอาหารและเตรียมสร้างตาดอกในฤดูถัดไป

  3. ระยะติดผลแล้วประมาณ 1 เดือน
    ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของผล

  4. ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างน้อย 20 วัน
    ใส่ปุ๋ยที่มีโปแตสเซียมสูง เช่น 13-13-21 เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลให้เนื้อนุ่มและรสชาติหวานขึ้น

การใส่ปุ๋ยควรพิจารณาจากขนาดของทรงพุ่ม ความสมบูรณ์ของต้น และปริมาณผลผลิตในแต่ละปี เช่น ต้นกระท้อนอายุ 10 ปี ทรงพุ่มกว้างประมาณ 6 เมตร และให้ผลผลิตสม่ำเสมอ ควรใส่ปุ๋ยอย่างน้อยปีละ 8 กิโลกรัม แบ่งเป็น 4 ครั้ง (ครั้งละ 2 กก.) ตามสูตรที่แนะนำข้างต้น

สำหรับปุ๋ยคอก ควรใส่หลังเก็บผลผลิต โดยใส่ครั้งเดียวก็เพียงพอ อัตราการใส่ขึ้นอยู่กับชนิดของปุ๋ยคอก โดยต้นกระท้อนอายุ 10 ปี อาจใส่ได้ตั้งแต่ 25–50 กก./ต้น

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

กระท้อนแต่ละพันธุ์จะเริ่มแก่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม การสังเกตผลแก่สามารถดูได้หลายวิธี เช่น

นับอายุของผล

  • พันธุ์เบา (เช่น ทับทิม เขียวหวาน ทับทิมทอง): อายุ 130–150 วันหลังดอกบาน
  • พันธุ์หนัก (เช่น เทพรส ปุยฝ้าย อีล่า นิ่มนวล): อายุ 170–180 วันหลังดอกบาน

ดูจากลักษณะผล

เช่น เนื้อนุ่มขึ้น ความฝาดลดลง สีผิวเปลี่ยนเป็นเหลืองหรือน้ำตาล โดยเฉพาะที่ก้นผล หากปล่อยผลแก่ไว้นานเกินไป จะเกิดรอยสีน้ำตาลใต้ผล และอาจมีกลิ่นบูดคล้าย “น้ำหมาก” ทำให้ผลร่วงง่าย

การเก็บเกี่ยวสามารถใช้บันไดหรือพะองเพื่อขึ้นไปเก็บผล โดยใช้กรรไกรตัดที่ขั้วผล แล้วนำใส่ตะกร้า หรือใช้กรรไกรเก็บผลไม้แบบมีหนีบขั้วผลจะสะดวกยิ่งขึ้น หลังจากนั้นให้แกะวัสดุห่อผลออก คัดขนาด ทำความสะอาด และเตรียมจำหน่าย

เอกสารอ้างอิง

  1. โกศล เจริญสม, 2521. แมลงศัตรูไม้ผล. ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กทม.
  2. กรมวิชาการเกษตร, 2533. คำแนะนำการใช้สารฆ่าแมลงและสัตว์ศัตรูพืช ปี 2533. กองกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร กทม.
  3. ทวีศักดิ์ ด้วงทอง, 2518. ชนิดและพันธุ์ไม้ผลเมืองไทย. เอกสารวิชาการที่ 47 กรมส่งเสริมการเกษตร จตุจักร กทม.
  4. วิจิตร วังใน, 2528. ชนิดและพันธุ์ไม้ผลเมืองไทย. ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กทม.
  5. วราพงษ์ ฤาชา, สถาพร ศรีพลพรรค, 2522. รายงานการศึกษาเรื่องสภาพการปลูกกระท้อนในจังหวัดนนทบุรี. งานพืชสวน ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานส่งเสริมการเกษตร ภาคกลาง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท
  6. สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี, 2533. กระท้อน. เอกสารวันเกษตรปราจีนบุรี ปี 2533 ฝ่ายวิชาการ สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์มินิมอล ดีไซน์สุดน่ารัก เน้นความเรียบง่าย

บ้านสไตล์มินิมอล (Minimalstyle) ดีไซน์สุดน่ารัก เน้นความเรียบง่าย แต่ภายในไม่ธรรมดา

บ้านสไตล์มินิมอล

บ้านสไตล์มินิมอล ความเรียบง่ายที่ลงตัว

บ้านสไตล์มินิมอล คือทางเลือกของคนยุคใหม่ที่ชอบความเรียบง่ายแต่ดูดี ด้วยการออกแบบที่เน้นพื้นที่โล่ง โปร่งสบาย ใช้เฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็น และเลือกโทนสีอ่อนสบายตา ทำให้บ้านดูสะอาด เป็นระเบียบ และน่าอยู่ ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัว บ้านมินิมอลก็ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ให้คุณรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่กลับถึงบ้าน

บ้านเดี่ยวสไตล์นอร์ดิก ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม ประกอบด้วย 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 โรงจอดรถมีพื้นที่ใช้สอย 124 ตารางเมตร ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างอยู่ที่ 1,798,000 บาท (ปี 2568) บ้านหลังนี้ตกแต่งภายในอย่างสวยงามน่าอยู่ ก่อสร้างที่ บ้านหนองกะดี่ อ.อุทัย จ.อยุธยา จากทีมงาน รวยก่อสร้าง รายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : รวยก่อสร้าง
สถานที่ก่อสร้าง : บ้านหนองกะดี่ อ.อุทัย จ.อยุธยา
เรียบเรียง : withikaset.com

บ้านสไตล์มินิมอล

บ้านหลังนี้ออกแบบมาในสไตล์มินิมอลที่เรียบง่ายแต่ลงตัว หน้าบ้านโดดเด่นด้วยหลังคาทรงจั่วสองชั้นซ้อนกัน ให้ความรู้สึกคลาสสิกผสมความทันสมัย ใช้โทนสีขาว เทา และน้ำตาลอ่อน ช่วยให้บ้านดูอบอุ่น สบายตา และน่าอยู่

บริเวณด้านหน้ามีเฉลียงกว้าง พร้อมหลังคาคลุมเต็มพื้นที่ สามารถใช้เป็นที่จอดรถ หรือจะจัดเป็นมุมนั่งเล่นก็ได้ ด้านหน้าประตูบ้านใช้บันไดขึ้นไม่สูงมาก ทำให้ดูเป็นมิตร เหมาะกับทั้งเด็กและผู้สูงอายุ

บ้านสไตล์มินิมอล

ผนังหน้าบ้านตกแต่งด้วยแผ่นไม้เทียมและผนังหินเทียมสีดำตัดขาว ช่วยเพิ่มมิติให้บ้านดูมีลูกเล่น ไม่เรียบจนเกินไป ส่วนประตูไม้สีน้ำตาลเข้มดูแข็งแรงและหรูหราในตัว

นอกจากความเรียบง่ายแล้ว บ้านหลังนี้ยังคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยจริง ๆ ทั้งพื้นที่เฉลียง ทางเดินเข้า และหน้าต่างที่จัดวางอย่างลงตัว ทำให้บ้านดูโปร่ง โล่ง และน่าอยู่ทุกมุม

บ้านมินิมอล

บ้านสไตล์มินิมอล

บ้านสไตล์มินิมอล

แบบบ้านสไตล์มินิมอล

บ้านมินิมอล

ห้องโถงบ้านสไตล์มินิมอล

เปิดประตูเข้ามาก็จะพบกับห้องโถงที่ให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง และอบอุ่นทันที พื้นปูกระเบื้องลายไม้สีน้ำตาลอ่อน ที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกเป็นธรรมชาติให้กับบ้าน เข้ากันได้ดีกับผนังสีขาวเรียบ ๆ และฝ้าเพดานที่ตกแต่งแบบหลุมซ่อนไฟ เพิ่มความหรูหราแต่ไม่เยอะจนเกินไป

ห้องโถงบ้านสไตล์มินิมอล

ภายในห้องมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่ รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ ทำให้บรรยากาศภายในบ้านดูสว่างและถ่ายเท ไม่อึดอัด เหมาะกับการเป็นพื้นที่พักผ่อนของทั้งครอบครัว หรือจะใช้เป็นมุมรับแขกก็ดูดี

ประตูไม้สีน้ำตาลเข้มด้านหน้าดูแข็งแรงและสวยงาม ตัดกับความเรียบของผนังได้อย่างลงตัว บริเวณโดยรอบห้องยังมีพื้นที่เหลือเฟือ ให้จัดวางเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ได้แบบไม่รก ช่วยให้ห้องโถงนี้ดูสะอาด น่าอยู่ และใช้งานได้หลากหลายตามความต้องการ

ห้องนอนบ้านสไตล์มินิมอล

บ้านสไตล์มินิมอล

เคาน์เตอร์ครัวเป็นสีดำเข้ม ทำให้ดูตัดกับผนังห้องที่เป็นสีขาวเลย ส่วนผนังเหนือเคาน์เตอร์เป็นกระเบื้องสีขาวแบบอิฐเล็กๆ ดูโมเดิร์นดีครับ บนเคาน์เตอร์มีเตาไฟฟ้าแบบฝังอยู่สองหัว ส่วนอีกฝั่งก็เป็นอ่างล้างจานสเตนเลส ตู้ใต้เคาน์เตอร์ก็เป็นสีเดียวกับเคาน์เตอร์เลย คือสีน้ำตาลเข้ม ดูเข้ากันดีครับ ภาพรวมแล้วเป็นห้องครัวที่เรียบๆ แต่ดูดีและน่าใช้งานมากๆ

ห้องครัว

ห้องน้ำ

บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก ทีมงานรวยก่อสร้าง

หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงด้วงสาคู ลงทุนน้อย เลี้ยงง่ายในพื้นที่จำกัด

เลี้ยงด้วงสาคู ลงทุนน้อย เลี้ยงง่ายในพื้นที่จำกัด

เลี้ยงด้วงสาคู

ด้วงสาคู เป็นแมลงกินได้ มีการเพาะเลี้ยงกันมากในแถบจังหวัดภาคใต้ เป็นที่นิยมบริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เนื่องจากแมลงมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูง การบริโภคผลิตภัณฑ์จากแมลงแทนผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ทั่วไปอาจส่งผลดีต่อสุขภาพ ปัจจุบันนอกจากจิ้งหรีดที่สามารถผลิตส่งออกต่างประเทศได้แล้วแล้ว ยังมีแมลงที่น่าสนใจอีกชนิดคือ ด้วงสาคูในระยะตัวหนอน ที่ในอนาคตอาจมีการส่งออกต่างประเทศได้

ด้วงสาคู สามารถเพาะเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มาก ขนาดของตัวหนอน ค่อนข้างโตมีน้ำหนักขายได้ราคาดี จึงคาดว่าเป็นแมลงเศรษฐกิจที่น่าสนใจทั้งในด้านการเพาะเลี้ยงซึ่งมีวงจรชีวิตสั้น

การเลี้ยงด้วงงวงมะพร้าว (ด้วงสาคู) ที่นิยมเลี้ยงในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ ได้แก่ การเลี้ยงแบบตั้งเดิมโดยใช้ท่อนสาคูหรือท่อนลาน (แบบธรรมชาติ) และการเลี้ยงแบบพัฒนา (ใช้กะละมัง) โดยแต่ละแบบมีชั้นตอนการเลี้ยง ดังนี้

  1. การเลี้ยงแบบตั้งเดิม โดยใช้ท่อนสาดูหรือท่อนลาน (แบบธรรมชาติ)สถานที่เลี้ยงควรเป็นที่น้ำไม่ท่วมขัง บริเวณที่เลี้ยงสามารถวางตากแดดตากฝนได้ แต่ต้องมีกระดานทำจากกาบต้นไม้ที่เลี้ยงครอบปิด ปรับพื้นที่กำจัดมดและศัตรูของด้วง และต้องมีมังหรือตาข่ายที่เหมาะสม ที่ทำจากวัสดที่มีความคงทน เช่น อะลุมิเนียม พลาสติก เป็นต้น ซึ่งสามารถป้องกันด้วงเล็ดลอดออกไปได้ และการเลี้ยงในพื้นที่ที่ปลูกพืชตระกูลปาล์ม ผู้เลี้ยงจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยตรวจสอบสถานที่และภาชนะที่ไข้เลี้ยงเป็นประจำเสม่ำเสมอไม่ให้มีช่องทางที่ด้วงจะเล็ดลอดออกมาได้และเข้าไปทำลายพืชตระกูลปาล์มซึ่งเป็นพี่ชอาหารและพืชเศรษฐกิจสำคัญได้รับความเสียหาย
  2. การเลี้ยงแบบพัฒนา (ใช้กะละมัง)สถานที่เลี้ยงควรเป็นที่ตอนน้ำไม่ท่วมขัง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก โรงเรือนที่ก่อสร้าง มีขนาดที่เหมาะสมกับกำลังการผลิต ไม่หนาแน่น ผู้ปฏิบัติงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างสะดวก ตัวอาคารโรงเรือนต้องมีความมั่นคง แข็งแรง ทนทาน มีหลังคากันแดดกันฝนได้ มีแสงสว่างเพียงพอ

โรงเลี้ยงด้วงสาคู

ขั้นตอนการเลี้ยง

การเลี้ยงแบบดั้งเดิม โดยใช้ท่อนสาคูหรือท่อนลาน (แบบธรรมชาติ)

  • นำท่อนสาคูหรือท่อนลานสำหรับเป็นวัสดุและอาหารเลี้ยงด้วง ขนาดความยาว ท่อนละ 50 เซนติเมตร ตั้งเรียงไว้บริเวณที่จะทำการเลี้ยงมีความห่างพอเหมาะแก่การดูแล และเข้าไปเก็บตัวหนอนได้สะดวก คัดเลือกพ่อพันธุ์ – แม่พันธุ์ ตัวเต็มวัยที่แข็งแรง มือวัยวะครบทุกส่วน
  • ปล่อยพ่อพันธุ์ – แม่พันธุ์ลงท่อนสาคู จำนวนท่อนละ 6 ตัว อัตราตัวผู้ : ตัวเมีย 4 ตัว ปิดต้านบนของท่อนสาดูหรือท่อนลาน ด้วยกระดานทำจากกาบต้นไม้ที่เลี้ยงครอบปิด
  • ปรับพื้นที่กำจัดมด และศัตรูด้วงงงวงมะพร้าว รดน้ำด้วยฝักบัวหรือสายยางรดน้ำสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ตั้งไว้ประมาณ 40 – 45 วัน สามารถจับออกขายได้

การเสียงแบบพัฒนา (ใช้กะละมัง) สามารถจำแนกตามชนิดอาหารที่ใช้เลี้ยง ได้เป็น 2 แบบ คือ อาหารผสมเอง และ อาหารสำเร็จรูป ซึ่งในบทความนี้จะขอยกตัวอย่างการเลี้ยงโดยใช้อาหารผสมเอง ดังนี้

1) การเลี้ยงโดยใช้อาหารผสมเอง

  • เตรียมกะละมังพร้อมฝาปิดพลาสติก แบบมีช่องระบายอากาศ เพื่อใช้เป็นภาชนะเลี้ยงด้วงงวงมะพร้าวตั้งเรียงไว้บริเวณที่จะทำการเลี้ยงมีความห่างพอเหมาะแก่การดูแล และเข้าไปเก็บตัวหนอน
  • นำทางปาล์มน้ำมันสด มาลอกเปลือกออก แล้วนำไปใส่เครื่องสับบดจะได้ปาล์มสดละเอียดออกมา แล้วนำปาล์มสดที่สับบดละเอียดไปฉีดน้ำสะอาด นำมาหมักในถังหมักทิ้งไว้จำนวน 3 วัน 3 คืน จากนั้นเทน้ำออก
  • นำปาล์มสดละเอียดไปผสมกับ กากน้ำตาล น้ำ รำข้าว มันสำปะหลัง และอาหารสุกรผสมสมคลุกเคล้า ให้เข้ากัน ตามอัตราส่วนที่กำหนด ผสมแซ่ทิ้งไว้ก่อน 20 – 30 นาที เพื่อให้อาหารสกรละลายเข้ากัน นำส่วนผสมทั้งหมด ใส่เครื่องบดจะได้อาหารผสมสำหรับใช้เลี้ยง จากนั้นนำมาเทใส่กะละมัะมัง ปล่อยพ่อพันธุ์ – แม่พันธุ์ ที่แข็งแรงสมบูรณ์ ลงในกะละมังเลี้ยง จำนวน 10 คู่ (หลังแยกคู่ผสมพันธุ์แล้ว 1-2 วัน) อัตรา ตัวผู้ 4 : ตัวเมีย 6 ตัว จากนั้นฉีดน้ำให้พอชุ่ม ปิดฝากะละมัง พ่อพันธ์ – แม่พันธุ์จะทำการผสมพันธ์และวางไข่
  • นำไม้ไผ่ที่ผ่าศึกแล้วยาว 70 เซนติเมตร 2 ชิ้นต่อ 1 กะละมัง มาวางบนฝากะละมังแถวที่หนึ่ง แล้วนำกะละมังที่พร้อมเลี้ยงซ้อนวางเป็นแถวที่สองเป็นการประหยัดพื้นที่เลี้ยง ปิดฝากะละมังพลาสติก


       ข้อควรระวัง น้ำและอาหารที่ใช้เลี้ยง ต้องผลิตอย่างถูกสุขลักษณะ โดยน้ำที่ใช้เลี้ยงต้องเป็นน้ำสะอาดหากมีการใช้น้ำที่มีคลอรืนผสมอยู่ในน้ำ ควรมีการพักน้ำในบ่อหรือภาชนะสำหรับกับกับน้ำอย่างน้อย 3-5-5 วัน เพื่อให้คลอรีนสลายตัวก่อน หากยังไม่แน่ใจว่าน้ำยังมีคลอรีนอยู่หรือไม่อาจทดสอบโดยใช้ชุดน้ำยายาทดสอบคลอรื่นหรือใช้สารเคมีโพแทสเขียมไอโอโดค์ประมาณ 2-3 เกล็ด ลงในน้ำ หากน้ำมีคลอรืนจะมีสีน้ำตาลเกิดขึ้น อาหารสำหรับเลี้ยงควรมีทั้งพืชอาหารหลักและอาหารรองในพื้นที่เพื่อดต้นทุนทุนการผลิต ภาชนะที่ใส่น้ำและอาหารต้องสะอาด


การป้องกันกำจัดศัตรูด้วงงวงมะพร้าว

  • แมลงและสัตว์ศัตรูของด้วงงงมะพร้าว
    ส่วนใหญ่ที่พบ ได้แก่ มด นก ไก่ หรือสัตว์เอื้อยคลาน เป็นต้น สามารถป้องกันกำจัดโดยปิดฝากะละมังพลาสติก แบบมีช่องระบายอากาศ ใช้โรงเรือนที่มีหลังคา ล้อมรอบโรงเรือนด้วยตาข่าย และมีร่องนำรอบโรงเรือน
  • โรคของด้วงงวงมะพร้าว
    ได้แก่ โรคทางเดินอาหาร สาเหตุจากอาหารและอุปกรณ์การเลี้ยงไม่สะอาด สามารถป้องกันได้ด้วยการทำความสะอาดอุปกรณ์การเลี้ยง เช่น กะละมัง และฆ่าเชื้ออาหารที่ผสมแล้วทุกครั้ง

สำหรับช่องทางการตลาด มีการจำหน่ายผลผลิตผ่านตลาดท้องถิ่น ชายส่งให้ผู้รับซื้อจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ จำหน่ายให้คนขายพันธ์ และไว้บริโภคเอง ตลาดต่างประเทศที่สำคัญ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐธอเมริกา และสหภาพยุโรป เป็นต้น

  • ตลาดในประเทศ ผลผลิตด้วงสาคู 1 กิโลกรัม มีประมาณ 200 ตัว จำหน่ายราคากิโลกรัมละ 200-250 บาท ส่วนดักแด้จำหน่ายกิโลกรัมละ 250-300 บาท
  • ตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันทางองค์การอาหารและยาของไทยยอมรับและอนุญาตให้สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้

เลี้ยงด้วงสาคู

สำหรับตลาดโลกที่รองรับการส่งออกด้วงสาคูนั้นมีอยู่หลายประเทศ ได้แก่ อิตาลี อังกฤษ เยอรมนี ออสเตรเลีย เม็กซิโก และอีกหลายประเทศในสหภาพยุโรป ยอมรับว่าด้วงสาคูสามารถกินได้ นอกจากนี้ยังสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ด้วงสาคูกระป๋อง สามารถส่งขายต่างประเทศได้


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ชาร์จแบตมือถือทิ้งไว้ข้ามคืน อันตรายมั้ย?

ชาร์จแบตมือถือทิ้งไว้ข้ามคืน อันตรายมั้ย?

ชาร์จแบตมือถือทิ้งไว้ข้ามคืน-อันตรายมั้ย

        ทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของเราไปแล้ว ไม่ว่าจะใช้ติดต่อสื่อสาร เล่นโซเชียล ถ่ายรูป ฟังเพลง หรือทำงานก็ล้วนต้องใช้แบตเตอรี่ทั้งนั้น และหนึ่งในพฤติกรรมที่คนส่วนใหญ่มักทำเป็นประจำก็คือ “ชาร์จแบตมือถือทิ้งไว้ข้ามคืน” เพราะมันทั้งสะดวกและทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมดตอนออกจากบ้านในตอนเช้า

แต่หลายคนก็เริ่มมีคำถามคาใจว่า…
“ชาร์จข้ามคืนแบบนี้อันตรายหรือเปล่า?”
“แบตจะเสื่อมเร็วไหม?”
“เครื่องจะร้อนจนระเบิดหรือเปล่า?”
“ปลอดภัยจริงหรือแค่เสี่ยงแต่ยังไม่เจอ?”

บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบแบบเข้าใจง่าย ชัดเจน และอิงจากข้อมูลจริง เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่าควร “ชาร์จทิ้งไว้หรือไม่” และควรทำอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

อย่างไรก็ตาม เราควรคำนึกว่า ชาร์จอย่างไรให้ปลอดภัย ซึ่งการชาร์จแบตเตอรี่ให้ปลอดภัยนั้น มีปัจจัยหลายส่วน คือ

  • อุปกรณ์ที่ใช้ต้องมีคุณภาพ ทั้งตัวเครื่องและอุปกรณ์เสริม ควรได้รับมาตรฐาน และผลิตหรือจัดจำหน่ายอย่างถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ
  • สภาพภายนอกของอุปกรณ์ ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีรอยขาด บุบ ละลาย หรือมีความเสียหายอื่นๆ
  • เสียบชาร์จไฟให้แน่นสนิท ทั้งด้านที่เสียบกับไฟฟ้าบ้าน จุดที่เสียบสายชาร์จเข้ากับ Adaptor และส่วนที่เสียบเข้ากับตัวเครื่อง
  • สภาพแวมล้อมระหว่างชาร์จควรระบายความร้อนได้ดี เช่น ไม่วางโทรศัพท์บนเตียง ผ้า หรือไม่วางใกล้กับอุปกรณ์ให้ความร้อน

วิธีการดูแลรักษาแบตเตอรี่มือถือให้ใช้งานได้นาน

การดูแลรักษาแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานไม่เพียงแค่ช่วยยืดอายุการใช้งานของโทรศัพท์มือถือ แต่ยังช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่อีกด้วย การทำตามคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยรักษาสภาพของแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น:

  1. อย่าปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเกลี้ยง การปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเกลี้ยง (0%) บ่อยๆ อาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว ควรชาร์จแบตเตอรี่เมื่อเหลือประมาณ 20-30% แทนการปล่อยให้แบตหมดอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยลดการเสื่อมของเซลล์แบตเตอรี่
  2. ไม่ชาร์จแบตเตอรี่เกิน 100% แม้โทรศัพท์มือถือสมัยใหม่จะมีระบบหยุดการชาร์จเมื่อแบตเต็ม แต่การชาร์จทิ้งไว้นานๆ จนเกิน 100% ก็สามารถทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการปล่อยให้แบตเตอรี่ชาร์จเกิน 100% นานเกินไป
  3. หลีกเลี่ยงการใช้งานขณะชาร์จ การใช้โทรศัพท์มือถือขณะชาร์จจะทำให้แบตเตอรี่เกิดความร้อนสูง ซึ่งอาจทำให้แบตเสื่อมเร็วกว่าปกติ หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการใช้งานหนักหรือเล่นเกมขณะชาร์จ
  4. รักษาอุณหภูมิที่เหมาะสม อุณหภูมิที่สูงเกินไปจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว ควรหลีกเลี่ยงการวางโทรศัพท์ในที่ร้อนหรือแสงแดดโดยตรง ขณะชาร์จและใช้งาน หากโทรศัพท์ของคุณร้อนเกินไป ควรหยุดการใช้งานจนกว่าอุณหภูมิจะลดลง
  5. ใช้ที่ชาร์จที่มีคุณภาพ การใช้ที่ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานหรือลดคุณภาพอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อแบตเตอรี่ได้ ควรใช้ที่ชาร์จที่มาพร้อมกับโทรศัพท์หรือที่ชาร์จที่ได้มาตรฐานจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้
  6. ปิดแอปพลิเคชันที่ไม่ใช้งาน การปล่อยแอปพลิเคชันที่ไม่ใช้งานให้ทำงานเบื้องหลังจะทำให้แบตเตอรี่หมดเร็ว ควรปิดแอปพลิเคชันที่ไม่ใช้งานเพื่อประหยัดพลังงาน
  7. ใช้โหมดประหยัดพลังงาน โทรศัพท์มือถือหลายรุ่นมีโหมดประหยัดพลังงานที่ช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่โดยการจำกัดฟังก์ชันที่ไม่จำเป็น เช่น การลดความสว่างหน้าจอ หรือปิดการเชื่อมต่อบางชนิด การใช้โหมดนี้จะช่วยรักษาแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานขึ้น
  8. หากไม่ได้ใช้งานระยะยาว ให้ชาร์จบางส่วน หากคุณไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน เช่น เก็บโทรศัพท์ไว้ในลิ้นชัก ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้มีพลังงานประมาณ 50-70% ก่อนเก็บ เพราะการเก็บไว้ในสภาพแบตเตอรี่เต็มหรือหมดอาจทำให้แบตเสื่อมเร็วขึ้น

 “ชาร์จแบตมือถือทิ้งไว้ข้ามคืน อันตรายมั้ย?” คำตอบคือ…
ไม่อันตราย หากคุณใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน และดูแลการชาร์จอย่างเหมาะสม แต่ก็ ไม่ปลอดภัย 100% หากละเลยรายละเอียดสำคัญ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และคุณภาพของสายชาร์จ

การใช้งานมือถืออย่างปลอดภัย เริ่มต้นง่าย ๆ ที่พฤติกรรมการชาร์จของเราเอง เพราะแค่เปลี่ยนวิธีเล็กน้อย ก็ช่วยยืดอายุแบต และป้องกันอุบัติเหตุได้อย่างคาดไม่ถึง


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

BMS คืออะไร ทำไมถึงต้องมีในแบตเตอรี่?

BMS คืออะไร ทำไมถึงต้องมีในแบตเตอรี่?

BMS คืออะไร

BMS คืออะไร?

BMS ย่อมาจาก Battery Management System หรือ ระบบจัดการแบตเตอรี่ เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีหน้าที่ควบคุม ดูแล และป้องกันแบตเตอรี่ให้ทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

BMS มีประโยชน์กับแบตเตอรี่อย่างไร?

บางคนอาจจะสับสนและเข้าใจว่า BMS กับ PCM นั้นคืออะไร เหมือนกันรึป่าว แต่ในความเป็นจริงแล้ว BMS นั้น ถือว่าเป็นอะไรที่เหนือกว่า PCM ซึ่งวันนี้ทาง Spa จะเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง BMS และ PCM ให้ทุกคนเข้าใจกันมากขึ้นครับ

PCM คืออะไร

PCM (Protection Circuit Module) มีหน้าที่หลัก คือ เรื่องความปลอดภัยสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียม เช่น Li-ion, Li-Po, LiFePO4 ซึ่งจะทำงานทั้งขณะชาร์จและใช้งาน ถ้าพูดกันให้เข้าใจง่ายๆ PCM มีหน้าที่หลัก คือ Overcharge Protection, Over-discharge Protection, Over Current Protection, Overheat Protection (NTC) และ Short Circuit Protection นั่นเองครับ

BMS คืออะไร

BMS หรือ Battery Management system นั้น นอกจากมีหน้าที่ในการควบคุมความปลอดภัยเหมือนกับ PCM แล้วยังมีระบบตรวจสอบสถานะของแบตเตอรี่แต่ละเซลล์อีกด้วย ซึ่งทำให้แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยยืดอายุของแบตเตอรี่อีกด้วย ทั้งนี้ตัว BMS ที่ขายทั่วไปนั้นก็มีหลากหลายเกรด และฟังก์ชั่นที่แตกต่างกันไป โดยวันนี้ทางเราขอยกตัวอย่างฟังก์ชั่นการทำงานโดยทั่วไปของ BMS ดังนี้

  • ป้องกันการชาร์จประจุไฟเกิน (Overcharge Protection)
  • ป้องกันการใช้งานต่ำกว่าจุดใช้งานของแบตเตอรี่ (Over-discharge Protection)
  • ป้องกันกระแสไฟเกิน (Overcurrent Protection)
  • ป้องกันแบตเตอรี่ไม่ให้อุณภูมิสูงเกินค่าที่กำหนด (Overheat Protection, NTC)
  • ป้องกันการลัดวงจร (Short Circuit Protection)
  • ตรวจวัดอุณหภูมิและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของแบตเตอรี่ (Temperature sensing)
  • ตรวจวัดระดับแรงดัน และบาลานซ์เซลล์ (Cell monitoring & balancing)
  • มีการสื่อสารร่วมกับอุปกรณ์ที่ต่อพ่วง (Communication interface)
  • มีระบบจัดการพลังงานให้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับแพ็กแบตเตอรี่ (Performance Optimization)
  • มีระบบตรวจสอบตัวเอง (Health monitoring and Diagnostic)
  • สามารถแสดงสถานะของระดับพลังงานได้ (Power Gauge)

จากที่กล่าวมาด้านบน ทางเราขอสรุปให้เข้าใจกันง่ายๆ ว่า PCM มักใช้ในแบตเตอรี่ขนาดเล็กหรือ แบตเตอรี่พกพาเป็นหลัก เช่น ถ่าน li-ion 18650 ที่เรารู้จักกัน ส่วน BMS จะถูกนำมาใช้กับแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อย่างในแบตลิเธียมไอออนฟอสเฟต หรือแบตเตอรี่แพ็คที่ประกอบเซลล์จำนวนมากครับ

BMS ไม่ใช่แค่ระบบป้องกันเท่านั้น แต่เป็น สมองกลที่ช่วยจัดการแบตเตอรี่ทั้งระบบ ทำให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น และทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม รถไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ หรือ UPS สำรองไฟ

ตัวอย่างการใช้งาน BMS

  • แบตเตอรี่ใน รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • แบตเตอรี่ โซลาร์เซลล์
  • แบตเตอรี่ พาวเวอร์แบงค์ หรือ โน้ตบุ๊ก
  • ระบบสำรองไฟ UPS
  • จักรยานไฟฟ้า / สกูตเตอร์ไฟฟ้า

สรุปง่าย ๆ BMS คือ “ผู้จัดการและคุ้มครองแบตเตอรี่”  คอยดูแล ควบคุม ป้องกัน และยืดอายุแบตให้ปลอดภัยและใช้งานได้นานขึ้น

ที่มา : https://www.spabattery.com (SPA Battery จำหน่ายแบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟสคุณภาพสูง)


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เป็ดไข่ไชยา ไข่ดกฟองใหญ่ GI สุราษฎร์ธานี | มหาอำนาจบ้านนา

เป็ดไข่ไชยา ไข่ดกฟองใหญ่ GI สุราษฎร์ธานี | มหาอำนาจบ้านนา

เป็ดไข่ไชยา

เป็ดไข่ไชยา ความภาคภูมิใจของสุราษฎร์ธานี เป็ดไข่ไชยาหนึ่งในผลิตภัณฑ์ GI ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน และกระบวนการผลิตที่ได้รับการสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน เป็ดไข่ไชยาไม่เพียงแต่เป็นผลิตภัณฑ์ GI ที่มีชื่อเสียงของสุราษฎร์ธานี แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจของชุมชนที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ด้วยความใส่ใจและความรักในการทำงาน

ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2568 เวลา 16.05 – 16.30 น. ทางไทยพีบีเอส

เป็ดไข่ไชยาสมบัติล้ำค่าจากเมืองสุราษฎร์

ไข่เค็มถือเป็นวัตถุดิบที่อยู่คู่ครัวไทยมานาน และหนึ่งในไข่เค็มที่โด่งดังที่สุดของประเทศไทยก็คือ ไข่เค็มไชยาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งไข่เค็มอร่อยระดับตำนานนี้ มาจาก “เป็ดไข่ไชยา” เป็ดพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องการให้ไข่คุณภาพดี ไข่แดงใหญ่ มันเยิ้ม รสชาติกลมกล่อมไม่เหมือนไข่เป็ดทั่วไป

แต่เบื้องหลังความอร่อยของไข่เค็มไชยา ไม่ได้อยู่แค่กรรมวิธีหมักที่พิถีพิถันเท่านั้น หากแต่ต้นทางคือเป็ดไข่ไชยา ซึ่งเป็นเป็ดพันธุ์พื้นเมืองที่เลี้ยงดูมาอย่างเอาใจใส่ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

ลักษณะประจำพันธุ์ของเป็ดไข่ไชยา

เป็ดไข่ไชยาเป็นเป็ดพื้นเมืองดั้งเดิมของชาวอำเภอไชยา มีลักษณะเด่นแตกต่างจากเป็ดไข่พันธุ์อื่นๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะสีสันและรูปร่างที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนี้

  • ตัวผู้ จะมีหัวเขียวเหลือบ น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 2.2–2.5 กิโลกรัม ลำตัวสีดำออกเงา ปากดำ ตีนดำ รูปร่างสมบูรณ์
  • ตัวเมีย สีลำตัวน้ำตาลลายขาว น้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 1.8–2.2 กิโลกรัม ลำตัวเล็กกว่าแต่ไข่ดกมาก
  • ไข่มีขนาดใหญ่กว่าไข่ไก่ทั่วไปเล็กน้อย เปลือกไข่มีสีออกเขียวหม่นหรือเทา เปลือกหนา เนื้อในแน่น ไข่แดงกลมโตเด่นชัด
  • เป็ดจะเริ่มให้ไข่เมื่ออายุประมาณ 5–6 เดือน และสามารถให้ไข่ได้ยาวนานต่อเนื่องหลายปี หากเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม

วิธีการเลี้ยงเป็ดไข่ไชยาแบบท้องถิ่น

การเลี้ยงเป็ดไข่ไชยาในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยเฉพาะอำเภอไชยา จะนิยมใช้วิธีการแบบผสมผสานระหว่างธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ (เลี้ยงลุยนา) – ปล่อยเป็ดหากินในทุ่งนา คูคลอง หรือสวนปาล์ม โดยให้เป็ดได้หาอาหารจากธรรมชาติ เช่น หอย ปู แมลง ไส้เดือน ฯลฯ
  • เลี้ยงแบบกึ่งขังในรั้วรอบ – ป้องกันสัตว์ร้ายและโรค ควบคุมความสะอาด แต่ยังเปิดให้เป็ดได้เดินเล่นและออกกำลังกาย
  • ให้อาหารเสริม  เช่น รำ ปลายข้าว เศษผัก เศษอาหาร หรืออาหารเม็ดผสมวิตามิน เพื่อเพิ่มคุณภาพไข่ เน้นการเลี้ยงแบบประณีต  ดูแลสุขภาพ ความสะอาดของเล้า น้ำดื่ม และวัคซีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็ดให้ไข่ได้นานและมีสุขภาพดี

“เป็ดไข่ไชยา” ไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงให้ไข่ธรรมดา แต่เป็นทรัพยากรพื้นบ้านอันล้ำค่าที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวไชยา ด้วยลักษณะเฉพาะของเป็ดที่ให้ไข่แดงโต รสชาติดี ผนวกกับสูตรการทำไข่เค็มที่มีเอกลักษณ์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ไข่เค็มไชยาโด่งดังไปทั่วประเทศ หากใครมีโอกาสได้ลิ้มลองรับรองว่าจะติดใจ และยิ่งรู้ที่มาที่ไปของเป็ดไข่พันธุ์นี้ก็ยิ่งซาบซึ้งในความงามของวิถีชีวิตไทย


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ไอเดีย! การผสมผสานปลูกผักและการเลี้ยงปลาด้วย ระบบอควาโปนิกส์ (Aquaponic)

ไอเดีย! การผสมผสานปลูกผักและการเลี้ยงปลาด้วย ระบบอควาโปนิกส์ (Aquaponic)

ระบบอควาโปนิกส์ (Aquaponic)

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาทั้งด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่การเกษตรที่ลดน้อยลง และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น “การเกษตรแบบยั่งยืน” จึงกลายเป็นคำที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในหมู่เกษตรกรและคนเมืองที่อยากปลูกผักกินเอง หนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์ทั้งความยั่งยืน ความสะดวก และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด ก็คือ “ระบบอควาโปนิกส์ (Aquaponic)” ซึ่งเป็น การผสมผสานระบบปลูกผักและการเลี้ยงปลาเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด

ระบบอควาโปนิกส์ (Aquaponic) คือการรวมข้อดีของ การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ (ปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน) เข้ากับ การเลี้ยงปลาในระบบน้ำหมุนเวียน โดยใช้ของเสียจากปลาเป็นแหล่งธาตุอาหารให้กับพืช และในขณะเดียวกันพืชก็ช่วยกรองน้ำให้ปลาสะอาดกลับคืนไป เรียกได้ว่าเป็นระบบเกื้อหนุนกันอย่างสมดุล ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดของเสียในน้ำ และลดต้นทุนในระยะยาว

ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีพื้นที่จำกัด เช่น ระเบียงบ้าน หรือผู้ที่มีพื้นที่สวนหลังบ้านกว้างขวาง ระบบ Aquaponic ก็สามารถปรับใช้ให้เหมาะสมได้ง่าย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างอาหารปลอดภัยให้ครอบครัว หรือแม้แต่ต่อยอดเป็นธุรกิจขนาดเล็กก็ยังได้

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักแนวคิดเบื้องต้นของ การผสมผสานระบบปลูกผักและการเลี้ยงปลาด้วย ระบบอควาโปนิกส์ (Aquaponic) ว่าทำไมจึงน่าสนใจ ข้อดีที่ควรรู้ และไอเดียในการเริ่มต้นระบบนี้ด้วยตัวเองแบบเข้าใจง่าย พร้อมแนวทางต่อยอดสู่ความยั่งยืนในอนาคต

ระบบประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ บ่อปลากับ แปลงปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์หลักการทำงานคือ เวลาเราเลี้ยงปลา จะมีของเสียจากปลา (เมื่อเลี้ยงไปนาน ๆ ต้องเปลียนน้ำ) ดังนั้นเราก็จะเอาน้ำเลี้งปลามาวนรดผัก พืชผักจะดูดของเสียเป็นปุ๋ย เป็นการช่วยบำบัดน้ำเสียให้ปลา ปลาก็จะปล่อยของเสีย รวมทั้งของเสียที่ตกค้างในระบบ จะถูกย่อยสลาย แล้วกลายเป็นสารอาหารสำหรับพืช ในระบบการเลี้ยงปลาปกติ เมื่อน้ำเสียก็ต้องถายน้ำเปลี่ยนน้ำใหม่ ในระบบการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เมือปลูกพืชไปนาน ๆ สารอาหารก็จะเปลียนแปลง สารบางตัวลดลงมาก บางตัวลดลงน้อย บางตัวเพิ่ม ทำให้ต้องเปลี่ยนสารละลายอาหารพืช
สิ่งเหล่านี้จะต้องทิ้งไป ทำให้เป็นภาระกับธรรมชาติจะต้องบำบัดของเสียเหล่านี้ และทำให้เปลืองน้ำ

Aquaponics แก้ปัญหาตรงนี้โดยเลียนแบบธรรมชาติ เอาของเสียจากระบบหนึ่งไปเป็นของดีอีกระบบหนึ่ง ระบบหมุนเวียนน้ำตลอด ทำให้พืชได้รับสารอาหารเต็มที่ตลอดเวลา ปลาได้รับการบำบัดจากพืชตลอดเวลาด้วยเช่นกัน

ข้อดี

  • ลดการใช้น้ำ ลดน้ำเสีย ของการเลี้ยงปลาและปลูกผัก โดยปกติแล้วระบบ Aquaponics จะไม่มีการทิ้งน้ำเสียออกไปเลย มีแต่เติมน้ำเข้า อาจมีปล่อยน้ำเสียบ้างตอนที่คุมระบบไม่ได้ ต้องถ่ายน้ำออกป้องกันปลาตาย เรื่องการใช้น้ำนั้น บางเว็บบอกว่าใช้แค่ 1% ของการปลูกผักปกติ(อันนี้คงโม้) แต่ผมว่า ได้ 10%ก็หรูแล้ว ตัวเลขจริงน่าจะซัก 20-30%ของการปลูกปกติ

หมายเหตุ ข้อมูลฟรั่งซึ่งหนาวกว่าบ้านเรา บ้านเราร้อนพืชคายน้ำมากกว่า จากการสังเกตุคิดว่า น้ำที่หายไปส่วนใหญ่พืชดูดไปใช้เกือบหมด (เปรียบเทียบการระเหยกับถังน้ำที่ตังไว้เฉย ๆ )

  • ใช้เนื้อที่น้อย ให้อัตราผลผลิตต่อพื้นที่ดีกว่า เพราะพืชได้น้ำและสารอาหารตลอดเวลา เลี้ยงปลาได้หนาแน่น เพราะมีการบำบัดน้ำตลอดเวลา บางเว็บบอกว่าได้ผักถึงสิบเท่าของการปลูกแบบปกติในพื่นที่เท่ากัน แต่ผมว่าซักสองสามเท่าน่าจะพอได้ แล้วแต่ชนิดของผักด้วย
  • สามารถปลูกใกล้แหล่งบริโภคได้ ไม่ต้อขนใกล เนื่องจากระบบที่ใช้น้ำและพื้นที่น้อย การผลิตใกล้แหล่งบริโภคทำให้ลดการขนส่ง และบริโภคได้สดกว่า เช่น ถ้าทำระบบในครัวเรื่อน ทำให้ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องขับรถไปซื้อของสด ไม่ต้องแช่เย็น และกินได้อาหารสดกว่ามาก
  • ลดการใช้สารเคมี เนื่องจากพื้นที่น้อยการลงทำโรงเรือนเพื่อป้องกันโรคแมลงทำได้ง่ายกว่า

ข้อเสีย

  • ลงทุนสูง
  • ต้องใช้พลังงานโดยเฉพาะไฟฟ้า
  • ระบบที่เลี้ยงปลาหนาแน่นมาก อาจต้องมีระบบสำรองไฟฟ้า
  • ต้องเรียนรู้หลายอย่าง ในการดำเนินระบบ ต้องรู้จักพืช สัตว์ และงานช่างหลายแขนง (นี่อาจเป็นข้อดี เพราะมันสนุกมากเลย) สั้น ๆ คือทำยากกว่า ปลูกผัก หรือ เลี้ยงปลา เดี่ยว ๆ ในแง่การเรียนรู้ แต่ในแง่การเดินระบบ ถ้าศึกษาจนรู้แล้ว Aquaponics ทำงานได้ง่ายกว่าสะดวกกว่า
  • ระบบเป็นการ ประณีประณอม ระหว่าการเลื้ยงสัตว์กับพืช ทำให้อาจได้ได้ผลผลิตมากอย่างระบบที่แยกกันผลิต โดยทั่วไป ผู้เลี้ยงจะต้องตัดสินใจว่า จะเน้นพืช หรือ ปลา จะเอาทั่งสองอย่างเป็นเรื่องยาก
  • กำจัดโรคแมลงยากกว่า เช่นถ้าปลาเป็นโรค ถ้าเลี้ยงปลาอย่างเดียวให้ยาฆ่าเชื้อได้เลย แต่ระบบนี้ทำไม่ได้ เพราะระบบแอควาโปนิกส์ต้องการจุลินทรีย์ในการเปลี่ยนของเสีย

Credit : http://www.monmai.com


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ