บ้านสวนสไตล์โมเดิร์น เรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติ

ไอเดีย!! บ้านสวนสไตล์โมเดิร์น เรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติ

บ้านสวนสไตล์โมเดิร์น

บ้านสวนสไตล์โมเดิร์น


บ้าน Style modern ถือเป็นสไตล์การแต่งบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นรูปแบบการตกแต่งที่ออกมาในสไตล์ที่โดดเด่น มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และแฝงไปด้วยความทันสมัย ที่สามารถตกแต่งให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ได้แทบจะทุกรูปแบบ และสำหรับใครที่ต้องการตกแต่งบ้านออกมาให้มีความโดดเด่นในสไตล์โมเดิร์น




การมีบ้านสวนหลังเล็กๆ ชักหลังท่ามกลางธรรมชาติ ปลูกผักเลี้ยงปลาในวัยเกษียณ เป็นอีกหนึ่งความใฝ่ฝันของใครหลายๆ คนที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ อยู่แบบเรียบง่ายพอเพียง และไม่ชอบความวุ่นวาย  ซึ่งได้แชร์เอาไว้ให้เพื่อนๆ ชมกันเป็นแรงบันดาลใจและไอเดียในการสร้างบ้าน เหมาะสร้างไว้พักผ่อนยามเกษียณ

ผลงาน | ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์

บ้านสวนสไตล์โมเดิร์น

บ้านสวนสไตล์โมเดิร์น

บ้านสวนสไตล์โมเดิร์น

บ้านหลังนี้สวยเด่น หลังคาออกแบบให้เป็นทรงเพิงแหงนซ้อนชั้น และลาดเอียงไปด้านหลัง พร้อมมุงด้วยเเมทัลชีท ผนังภายนอกโทนสีเหลือง บริเวณใต้ชายคากรุทับด้วยไม้ฝาเฌอร่า

บ้านสวนสไตล์โมเดิร์น

บ้านสวนสไตล์โมเดิร์น

บ้านสวนสไตล์โมเดิร์น

บริเวณรอบๆ  บ้านนั้นล้อมรอบด้วยธรรมชาติสีเขียว อากาศเย็นสบายเงียบสงบ

บ้านสวนสไตล์โมเดิร์น




ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์


หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

นมจีนน้ำเงี้ยว สูตรเข้มข้นกินเองแบบง่ายๆ

ขนมจีนน้ำเงี้ยว สูตรเข้มข้นกินเองแบบง่ายๆ

ขนมจีนน้ำเงี้ยว

ขนมจีน หรือ เข้าหนมเส้น หรือเข้าเส้น ชาวล้านนานิยมมารับประทานเป็น ขนมจีนน้ำเงี้ยว หรือเข้าหนมเส้นน้ำเงี้ยว น้ำเงี้ยวเป็นน้ำแกงที่รับประทานกับขนมจีนหรือเส้นก๋วยเตี๋ยว ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยว เรียกก๋วยเตี๋ยวน้ำเงี้ยว บางสูตรใช้ถั่วเน่าแข็บหรือถั่วเน่าแผ่นย่างไฟ โขลกลงในเครื่องแกง แทนการใส่เต้าเจี้ยว ชาวไทใหญ่ หรือเงี้ยว เรียกว่า เข้าเส้นน้ำหมากเขือส้ม

บางสูตรใช้ถั่วเน่าแคบหรือถั่วเน่าแผ่นย่างไฟ โขลกลงในเครื่องแกง การทำน้ำเงี้ยวสามารถใช้เลือดไก่หรือเลือดหมูก็ได้ครับ

ส่วนผสม

  • ขนมจีน 1 กิโลกรัม
  • เนื้อหมูบดหยาบ 1/2 กิโลกรัม
  • ซี่โครงหมู 1/2 กิโลกรัม
  • เลือดไก่ต้ม 3 ก้อน
  • มะเขือเทศลูกเล็ก 1/2 กิโลกรัม
  • งิ้วแห้ง 10 ดอก
  • ถั่วเน่าแคบหรือเต้าเจี้ยว 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช 1/2 ถ้วยตวง

เครื่องแกง (หรือใช่พริกน้ำเงี้ยวสำเร็จรูปก็ได้ครับ)

  • พริกแห้ง 15 เม็ด
  • รากผักชี 10 ต้น
  • กระเทียมไทย 10 กลีบ
  • หอมแดง 7-8 หัว
  • กะปิหบาบ 3 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 3 ช้อนชา
  • ผงปรุงรส
  • ผงชูรสตามชอบ

เครื่องเคียง(ตามชอบ)

  • กระเทียม
  • ผักชี
  • ต้นหอม
  • พริกขี้หนูแห้งทอด
  • มะนาว
  • ถั่วงอก
  • ผักกาดดอง

วิธีการทำ

  • ต้มน้ำ พอเดือด ใส่ซี่โครงหมู ต้มจนหมูนุ่ม
  • โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด ผัดเครื่องแกงกับน้ำมัน จนมีกลิ่นหอม ใส่เต้าเจี้ยวลงผัด คนให้เข้ากัน ใส่หมูบด ผัดให้เข้ากัน จนหมูสุก
  • ใส่เครื่องแกงที่ผัดแล้วลงในน้ำหม้อต้มกระดูก ต้มจนเดือด ใส่ดอกงิ้ว ต้มต่อประมาณ 10 นาที ใส่เลือดไก่ที่หั่นแล้ว คนให้ทั่ว ใส่มะเขือเทศ
  • ตั้งไฟต่อประมาณ 5 นาที ยกลง นำขนมจีนใส่จาน ราดด้วยแกง (น้ำเงี้ยว) รับประทานกับเครื่องเคียง

Cr.📸โชติพิพัฒน์ เม้ง




บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ปลูกมะเขือเทศในถุงดำ ไว้กินเองที่บ้านได้ง่ายๆ แบบไร้สารพิษ

ปลูกมะเขือเทศในถุงดำ ไว้กินเองที่บ้านได้ง่ายๆ แบบไร้สารพิษ

ปลูกมะเขือเทศในถุงดำ

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน ในบทความนี้เราจะพามา ปลูกมะเขือเทศในถุงดำ ไว้กินเองที่บ้านได้ง่ายๆ ปลอดภัยไร้สารพิษ กันครับ ซึ่งขั้นตอนและวิธีการทำก็ไม่ยุ่งยากมากนักแถวประหยัดค่าใช้จ่ายของแม่บ้านหลายๆ ท่านได้ด้วย ที่สำคัณปลอดภัยไร้สารเคมีครับ

มะเขือเทศ นอกจากจะเป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานกันมากที่สุดในโลกแล้ว ประโยชน์ของมะเขือเทศยังมีอยู่มากมาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามิเอ วิตามินเค วิตามินพี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก มะเขือเทศหนึ่งผลมีปริมาณวิตามินเอที่ร่างกายต้องการจำนวน 1 ใน 3 ของวิตามินเอที่ร่างกายต้องการต่อวันเลยทีเดียว และยังมีสารจำพวกไลโคปีน (Lycopene) แคโรทีนอยด์ เบตาแคโรทีน และกรดอะมิโน เป็นต้น และมะเขือเทศยังจัดว่าเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย เช่น ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ขับปัสสาวะ รักษาความดัน เป็นต้น

สำหรับการปลูกมะเขือเทศในถุงดำสามารถใช้ปุ๋ยได้หลากหลายชนิดด้วยกันแล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ล่ะพื้นที่ หรือจะเป็นปุ๋ยหมักมูลแพะก็ได้ ไม่มีอะไรยุ่งยาก อีกทั้งยังมีความปลอดภัยเพราะเป็นระบบอินทรีย์ปลอดจากสารเคมี

ก่อนที่เราจะลงมือปลูกนั้นต้องรู้ก่อนว่ามะเขือเทศรับประทานผลสดมีหลายพันธุ์ ทั้งขนาดผลเล็กและผลใหญ่ เช่น มะเขือเทศสีดา มะเขือเทศผลใหญ่ มะเขือเทศเชอร์รี่ มะเขือเทศราชินี ฯลฯ สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวเมื่อต้นมีอายุประมาณ 70-90 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ อายุตั้งแต่เริ่มปลูกถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตทั้งหมดประมาณ 4-5 เดือน

ซึ่งการที่เราจะเลือกปลูกมะเขือเทศพันธุ์ใดนั้นขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ล่ะท่านได้เลย วิธีการปลูกนั้นก็ไม่ยากด้วย สามารถปลูกเช่นเดียวกับผักสวนครัวทั่วไป โดยปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดตลอดวัน ต้องพิถีพิถันเรื่องการเตรียมดินปลูกมากสักหน่อย เนื่องจากมะเขือเทศชอบดินที่มีการระบายน้ำดี อินทรียวัตถุสูง เมื่อเริ่มต้นด้วยดินปลูกที่ดี โอกาสสำเร็จก็ยิ่งสูงครับ

ขั้นตอนการปลูกมะเขือเทศ

  •  เริ่มจากการเพาะต้นกล้าโดยใช้วิธีเพาะเมล็ดในถาดเพาะ อาจจะเป็นแบบถาดธรรมดาที่หาได้ทั่วไปก็ได้แล้วทำการเจาะรูด้านล่าง เพื่อระบายน้ำออก แล้วนำเมล็ดพันธุ์แช่ในน้ำสะอาด ประมาณ 20 – 60 นาที แล้วนำเมล็ดมาวางในกระดาษเพาะกล้าหรือผ้าขาวบางชุบน้ำหมาด ๆ แล้วจึงห่อเมล็ดด้วยกระดาษเพาะเมล็ดอีกครั้ง ด้วยถุงพลาสติกใสหรือถุงใส่แกง เก็บในที่อุณหภูมิ 28-30 องศาเซลเซียส โดยใส่ในภาชนะที่มิดชิด เช่น กระติกน้ำเพื่อรักษาอุณหภูมิ นานประมาณ 24 ชั่วโมง จากนั้นนำมาเพาะในถาดเพาะ จะทำให้อัตราการงอกดีชึ้นปลูกมะเขือเทศในถุงดำ
  •  เมื่อเมล็ดงอกก็คัดต้นกล้าโดยเอาต้นที่แข็งแรงและโตสม่ำเสมอ ตรงตามลักษณะสายพันธุ์ ปราศจากโรคและแมลง ควรย้ายกล้าเมื่อมีใบแท้ 4-5 ใบ หรืออายุไม่เกิน 25-30 วัน หากมีการเคลื่อนย้ายต้นกล้าจากโรงเรือนไปแปลงเพาะปลูกที่มีระยะห่างกันมาก ควรพักต้นกล้าก่อนปลูกอย่างน้อย 1 วัน ก่อนปลูก 2 วัน ควรรดน้ำในถุงปลูกให้ชุ่ม และย้ายกล้าในช่วงเย็น เพราะอากาศไม่ร้อนแดดไม่จัด เวลาย้ายต้นกล้าจากถาดเพาะลงถุงปลูกให้จับบริเวณปลายยอดไม่ควรดึงหรือบีบบริเวณโคนต้นกลบดินครอบคลุมโดนต้นกล้า
  • จากนั้นรดน้ำทุกวันเช้าเย็น มะเขือเทศเป็นพืชที่ต้องการน้ำสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงผลเริ่มแก่ (ผลเปลี่ยนสี) หลังจากนั้นควรลดการให้น้ำลง มิฉะนั้นอาจทำให้ผลแตกได้ และควรมีการปักค้างให้มะเขือเทศ โดยใช้ไม้หลักปักค้างต้นก่อนระยะออกดอก ใช้เชือกผูกกับลำต้นให้ไขว้กันเป็นเลข 8 และผูกเงื่อนกระตุกกับค้าง เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี สะดวกต่อการดูแลรักษา และผลไม่สัมผัสดิน สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว และโดยเฉลี่ยเมื่อย้ายปลูกได้ประมาณ 30-45 วัน มะเขือเทศจะเริ่มออกดอก และเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 70-90 วัน การเก็บเกี่ยวต้องให้ขั้วผลติดมาด้วย เพราะผลในระยะที่ไม่แก่จัดจะทำให้ทนทานต่อการขนส่ง และเมื่อถึงมือผู้บริโภคหรือวางขายในตลาดก็จะเริ่มสุกพอดี

ประโยชน์ของมะเขือเทศ

ดีต่อสุขภาพผิว

มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งอาจมีส่วนช่วยในการบำรุงสุขภาพผิวให้ดียิ่งขึ้น จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients เมื่อปี พ.ศ. 2560 เรื่องบทบาทวิตามินซีต่อสุขภาพผิว พบว่า วิตามินซีมีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจน โปรตีนชนิดหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงของสุขภาพผิว ช่วยให้ผิวคงความยืดหยุ่น และอาจช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร

ปลูกมะเขือเทศในถุงดำ

นอกจากนี้ มะเขือเทศยังมีสารไลโคปีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจสามารถช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีในแสงแดด จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Nutrition พ.ศ. 2544 ที่ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการรับประทานมะเขือเทศเพื่อป้องกันผื่นแดงที่เกิดจากแสงแดด โดยทำการทดลอง ให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบรับประทานซอสมะเขือเทศเข้มข้น 40 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 10 สัปดาห์ พบว่า อาการผื่นแดงลดลงประมาณ 40% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานซอสมะเขือเทศเข้มข้น

ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ

สารต้านอนุมูลอิสระต่าง เช่น ไลโคปีน วิตามินซี อาจสามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ จากรายงานทบทวนงานวิจัย ที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมะเขือเทศและสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Critical Reviews in Food Science and Nutrition เมื่อปี พ.ศ. 2546 พบว่า สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้อาจสามารถช่วยป้องกันหลอดเลือดหัวใจจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) ที่ส่งผลทำให้เซลล์เสื่อมสภาพ

นอกจากนี้ มะเขือเทศยังมีโพแทสเซียมที่อาจช่วยลดปริมาณของไขมันไม่ดี (LDL) ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และอาจช่วยลดความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย

อาจช่วยป้องกันมะเร็ง

ไลโคปีนที่พบได้ในมะเขือเทศ อาจสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ จากการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของไลโคปีนในการยับยั้งมะเร็งต่อมลูกหมาก ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Biomedicine & Pharmacotherapy เมื่อปี พ.ศ. 2563 พบว่า ไลโคปีนอาจสามารถช่วยยับยั้งการลุกลามและการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก และอาจช่วยกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากตายไวขึ้น จึงอาจมีประโยชน์ต่อการรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิภาพที่แน่ชัดในการรับประทานมะเขือเทศเพื่อป้องกันโรคมะเร็งต่อมลูกหมากหรือโรคมะเร็งชนิดอื่น



ข้อควรระวังในการรับประทานมะเขือเทศ

มะเขือเทศ โดยเฉพาะมะเขือเทศสด อาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีและยาฆ่าแมลง ดังนั้น จึงควรเลือกซื้อมะเขือเทศจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และควรล้างทำความสะอาดมะเขือเทศให้ดีทุกครั้งก่อนรับประทาน นอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงการรับประทานส่วนใบของมะเขือเทศ เนื่องจากอาจเป็นพิษต่อร่างกาย และทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ท้องเสีย อาเจียน ระคายเคืองปากและคอ ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ จนอาจทำให้เสียชีวิตได้หากรับประทานในปริมาณมาก


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อรามหัศจรรย์ควบคุมโรคพืช

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อรามหัศจรรย์ควบคุมโรคพืช

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า

ในสภาวะปัจจุบันสภาพดินในแปลงปลูกพืชทั่วไปมีความเสื่อมโทรมลงอย่างมาก เนื่องจากเกษตรกรมีการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชและปุ๋ยเคมีอย่างหนัก โดยไม่เคยปรับปรุงบำรุงดิน จึงทำให้ประสบปัญหาการระบาดของโรคเชื้อราทางดินซึ่งเมื่อพืชเป็นโรคแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ การใช้สารเคมีจึงเป็นการสิ้นเปลืองและไม่คุ้มค่า นอกจากนั้นยังทำให้เกิดปัญหาหลายประการ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เพื่อป้องกันกำจัดโรคร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดิน จึงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในขณะนี้ เพราะเสียค่าใช้จ่ายน้อย และยังมีความปลอดภัยสูง วิธีการนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีอีกทาง หนึ่งสำหรับเกษตร

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า คืออะไร

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าคือเชื้อราชนิดหนึ่งที่ดำรงชีวิตอยู่ในดิน อาศัยเศษซากอินทรีย์วัตถุเป็นอาหารโดยไม่มีอันตรายกับพืช คน สัตว์และแมลง เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า หลายชนิดมีคุณสมบัติในการควบคุมและทำลายเชื้อราสาเหตุโรคพืชทางดิน จึงทำให้พืชมีระบบรากที่สมบูรณ์ แข็งแรง หาอาหารได้มากต้นพืชจึงสมบูรณ์ให้ผลผลิตสูง และคุณภาพดี

ไตรโคเดอร์มาเป็นเชื้อราปฏิปักษ์ ที่มีคุณสมบัติ และศักยภาพสูงในการควบคุมเชื้อราสาเหตุของโรคพืชได้ หลายชนิด โดยเฉพาะเชื้อราที่อยู่ในดิน เช่น โรครากเน่า-โคนเน่า โรคเน่าคอดิน โรคใบไหม้ใบจุด โรคแอนแทรคโนส ในพืชผัก เช่น พริก แตงกวา มะเขือเทศ คะน้า ผักกาดขาว มันฝรั่ง เป็นต้น

ประโยชน์ของเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า

  • ลดปริมาณของเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคพืช โดยเข้าไปขัดขวางหรือท าลายเชื้อที่เป็นสาเหตุโรคพืช เช่น โรครากเน่า โคนเน่า อาการใบด่าง โรคแคงเกอร์
  • เพิ่มการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช โดยเพิ่มการสร้างดอก เพิ่มขนาด ความสูง น้ำหนัก ทำให้พืชเจริญเติบโตดี และยังช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้นเมื่อคลุกด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา ต้นกล้าแข็งแรง
  • กระตุ้นให้เกิดความต้านทานโรค พืชมีระบบรากดี แข็งแรง จึงทำให้ต้านทานโรคได้ดี
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับแร่ธาตุอาหารของพืช เชื้อราไตรโคเดอร์มาจะช่วยละลายธาตุอาหาร เช่น แมงกานีสออกไซด์ สังกะสี ฟอสเฟต ทำให้พืชสามารถดูดไปใช้ได้ง่ายขึ้น

วิธีการนำเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าไปใช้

  • การคลุกเมล็ด ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (เชื้อสด) 1-2 ช้อนแกง (10-20 กรัม) ต่อเมล็ดพืช 1 กก. โดยคลุกเคล้าให้เข้า
    กันในถุงอาจเติมน้ำเล็กน้อยเพื่อให้สปอร์ของเชื้อราเคลือบติดบนผิวของเมล็ดพืชได้ดียิ่งขึ้น
  • การรองก้นหลุมและการหว่าน ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า 1 กก. บวกลำละเอียด 5 กก. บวกปุ๋ยหมัก 40 กก. รองก้นหลุมปลูกในพืชผัก พืชสวน 10-20 กรัม/ต้น หว่านในแปลงปลูก 50-100 กรัม/ตารางเมตร และในพืชสวนหว่านใต้ทรงพุ่มในอัตรา 3-5 กก./ต้น
  • การผสมกับวัสดุปลูก ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (เชื้อสด)ที่ผสมแล้วกับวัสดุผสม 1 ส่วน กับวัสดุปลูก 4 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนบรรจุลงในภาชนะเพาะเมล็ด เพาะกล้า
  • การผสมน้ำฉีดพ่น ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (เชื้อสด) 1 กก. ต่อน้ำ 100 ลิตร โดยกวนล้างสปอร์ในน้ำ 20 ลิตร ก่อนจากนั้นกรองเอาเฉพาะน้ำสปอร์เทลงถังฉีดพ่นและเติมน้ำจนเต็ม 100 ลิตร ใช้ฉีดพ่นในแปลงกล้าโคนต้นพืชและฉีดพ่นทางใบ



บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เทคนิคเบื้องต้นในการเลือกซื้อวัว และการเลี้ยงวัว สำหรับมือใหม่

เทคนิคเบื้องต้นในการเลือกซื้อวัว และการเลี้ยงวัว สำหรับมือใหม่

เทคนิคเบื้องต้นในการเลือกซื้อวัว และการเลี้ยงวัว สำหรับมือใหม่

สวัสดีครับวันนี้เราจะมาพูดถึง เทคนิคเบื้องต้นในการเลือกซื้อวัว และเทคนิคการเลี้ยงวัวเนื้อ สำหรับมือใหม่ มาฝากกันครับ ไม่ว่าจะเป็นที่กำลังเลี้ยงอยู่ก็ดีหรือว่าท่านที่กำลังคิดอยากจะเลี้ยงก็ดี แน่นอนครับในการเลือกซื้อวัวไม่ว่าจะเป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่จะนำมาเลี้ยงนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าวัวเป็นหมัน หรือ มีตำหนิ อาจจะทำให้ขาดทุนได้ และในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวม หลักการเบื้องต้นในการเลือกซื้อวัวสำหรับมือใหม่ มาฝากกันครับ

ส่วนท่านไหนที่กำลังคิดที่อยากจะเลี้ยงก็พยายามศึกษาหาข้อมูลเหล่านี้ไว้นะครับจะได้ลดการสูญเสีย ขาดทุน ในช่วงการเลี้ยง หรือบางรายอาจจะหมดตัวไปเลยก็ได้ เพราะว่าไม่ได้มีการวางแผนที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น

1) เตรียมพื้นที่ในการเลี้ยงวัว

ก่อนที่จะทำการเลี้ยงวัวต้องสำรวจความพร้อมเรื่องพื้นที่ที่จะเลี้ยงวัวก่อน เพราะพื้นที่ที่วัวจะอยู่เติบโต ใช้ชีวิตในช่วงเวลาก่อนที่วัวจะพร้อมสู่การนำไปขายได้ อาจจะต้องใช้พื้นที่พอสมควร เนื่องจากวัวเป็นสัตว์ที่มีขนาดตัวใหญ่ เช่นพื้นที่โรงเรือน พื้นที่ปลูกหญ้า เป็นต้น การเลี้ยงวัวมีได้สองลักษณะคือ การเลี้ยงแบบชาวบ้านที่เลี้ยงไปตามทุ่งตามนา การเลี้ยงแบบนั้นจำเป็นต้องมีคนคอยเฝ้า มีพื้นที่ใกล้เคียงที่สามารถนำวัวไปเดิน มีหญ้าให้วัวแทะเล็ม ส่วนอีกลักษณะหนึ่งคือการเลี้ยงแบบฟาร์ม ต้องมีการทำคอกรวมถึงรางอาหารรางน้ำที่ถูกสุขลักษณะ มีความสะอาดสำหรับวัว มีขนาดคอกที่กว้างขวางเพียงพอ

2) การเลือกพันธุ์วัวเนื้อที่จะเลี้ยง

สายพันธุ์ของวัว เป็นอีกสิ่งที่สำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะพันธุ์ที่จะเลือกนำมาเลี้ยงนั้น จะต้องดูจากความเหมาะสมของลักษณะการเลี้ยงรวมถึงสถานที่ท้องถิ่นที่จะเลี้ยงด้วย เพราะหากเลือกพันธุ์ที่ไม่เหมาะสมจะได้ผลที่ไม่ดี วัวมีน้ำหนักน้อย เลี้ยงยาก อาจไม่แข็งแรงได้ พันธุ์ของวัวมีทั้ง วัวเนื้อพันธุ์พื้นเมือง วัวเนื้อพันธุ์ต่างแดน วัววเนื้อพันธุ์ผสมซึ่งถูกผสมสายพันธุ์ให้เหมาะกับสถานที่เลี้ยง วัวแม่พันธุ์วัวสาวต้องเลือกวัวสาวไม่เกิน 2-3 ปี เพราะถ้าเกินนั้นก็เสี่ยงที่วัวสาวตัวนั้น ไม่เป็นสัดเลย หรือจะเป็นสัดแล้วผสมไม่ติด เจ้าของจึงขายออก นั้นเอง

3) ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม

ผู้เลี้ยงต้องมีการศึกษาหาความรู้ให้ลึกซึ้งถึงรายละเอียดปีกย่อยเกี่ยวกับวัวที่เลี้ยง สายพันธุ์ที่เลี้ยง ธรรมชาติของวัวพันธุ์นั้น สามารถปรับวิธีการเลี้ยงให้เข้ากับนิสัยใจคอ ลักษณะของวัว ต้องรู้ถึงจุดเสี่ยงที่จะทำให้วัวเกิดโรค หรือข้อเด่น จุดได้เปรียบที่จะทำให้วัวเติบโตเร็วแข็งแรงมีน้ำหนักมีลักษณะที่ดี สามารถขายได้ราคา

การเป็นสัด คืออะไร?

การเป็นสัดคือ การที่สัตว์ตัวเมียยอมให้ผสมพร้อม ๆ กันจะมีการตกไข่เกิดขึ้น (โคนมลูกผสมส่วนมากจะมี อายุเข้าสู่วัยหนุ่มสาวประมาณ 1-2 ปีโดยเฉลี่ย) โคเป็นสัดก็หมายถึงโคที่เริ่มจะเป็นสาวแล้วพร้อมที่จะได้ รับการผสมโดยวิธีใดวิธีหนึ่งซึ่งอาจเป็นการผสมเทียม หรือผสมแบบธรรมชาติก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกหรือ ความต้องการของผู้เป็นเจ้าของ การเป็นสัดของโคแต่ละรอบจะห่างกันประมาณ 21 วัน และในแต่ละครั้ง ของการเป็นสัดแล้วประมาณ 14 ชั่วโมง ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทำการผสมคือระยะก่อนที่ไข่ จะตกเล็กน้อย โดยทั่ว ๆ ไปเจ้าของสัตว์อาจจะพบหรือสังเกตเห็นสัดของตนเป็นสัดในเวลาเย็นหรือตอน กลางคืนหรืออาจจะพบเมื่อใกล้ถึงตอนปลายของการเป็นสัดแล้ว ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลในทางปฏิบัติอาจแนะนำ พอเป็นแนวทางในการปฏิบัติคือ ถ้าเห็นโคเป็นสัดตอนเข้าก็ควรจะผสมอย่างช้าตอนบ่ายวันเดียวกัน และถ้า เห็นโคเป็นสัดตอนบ่ายหรือเย็นก็ควรจะผสมอย่างช้าเช้าวันรุ่งขึ้น

4) ศึกษาการตลาด

เกษตรกรมือใหม่ไม่เพียงแต่จะต้องรู้จักมีความเชี่ยวชาญการเลี้ยงวัวเท่านั้น แต่ควรจะเรียนรู้และศึกษาเทคนิคกลไกตลาดในการค้าวัวเนื้อ หาแหล่งที่รับซื้อที่ได้ราคา เช่น ตลาดวัว หรือ กลุ่มซื้อขายวัวทาง Facebook และรู้จังหวะในการขายเพื่อให้ได้ราคาที่ดีด้วย เพราะการจะประสบความสำเร็จในการเลี้ยงวัวเนื้อ นอกจากการเลี้ยงวัวให้เติบโตแข็งแรง มีลักษณะดี มีน้ำหนักดีแล้ว ยังต้องประสบความสำเร็จในด้านกลไกการตลาดอีกด้วย การขายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือนายฮ้อย จะทำให้เราได้ราคาดีก็ได้

5) เรื่องของการหาวิธีลดต้นทุน

แน่นอนในการเลี้ยงสัตว์ใครที่หาวิธีลดต้นทุนได้มากที่สุดก็จะมีกำไรเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น เคล็ดลับสำคัญที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงวัวเนื้ออีกข้อหนึ่งก็คือ การเสาะหา ทดลอง เรียนรู้วิธีในการลดต้นทุนการเลี้ยงโดยยังคงคุณภาพที่ดีในการเลี้ยงด้วย เช่น การเลี้ยงด้วยวัตถุดิบที่ประหยัดแต่มีคุณภาพดี การลดเวลาในการเลี้ยง การผสมเทียม เป็นต้น

การทำแปลงหญ้า เพื่อใช้เป็นอาหารวัวนั้นจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู เพราะหญ้าเป็นปัยจัยหลักๆ ของการเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดจะทำให้เรามีกำไรเพิ่มมากขึ้นเพราะทุกวันนี้การเลี้ยงวัวจะไม่สามารถปล่อยได้เหมือนสมัยก่อนเพราะว่าพื้นที่จำกัดลง ต้องมีการวางแผนในการปลูกหญ้าก่อนนำวัวเข้ามาเลี้ยงครับ และหญ้าทุกวันนี้ก้มีหลายหลายสายพันธุ์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น หญ้าเนเปียร์ หรือหญ้าสายพันธุ์ๆ เป็นต้น



เพียงเท่านี้ก็จะทำให้การเลี้ยงวัวเนื้อของผู้เลี้ยงมือใหม่เป็นไปได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จได้ ผู้เลี้ยงวัวเนื้อจะต้องใช้เวลา ส่ำสมประสบการณ์ รียนรู้องค์ความรู้ให้มากขึ้นด้วย

ที่มา : sarakaset.com


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

น้ำหมักสมุนไพร 7 รส ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

น้ำหมักสมุนไพร 7 รส ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

น้ำหมักสมุนไพร 7 รส

น้ำหมักสมุนไพร 7 รส เป็นสูตรที่ผสมขึ้นมาจากสมุนไพรที่มีรสจืด ขม ฝาด เบื่อเมา เปรี้ยว หอมระเหย และ เผ็ดร้อน หรือ อาจกล่าวได้ว่าเป็นสูตรที่รวมรสของสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการกำจัดแมลงศัตรูพืชเข้าไว้ในสูตรเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชผัก ซึ่งมีความหลากหลายและสามารถพัฒนาความต้านทานสารกำจัดแมลงได้ภายในเวลาไม่นาน ดังนั้นการรวมพิษของพืชที่มีผลต่อระบบการทำงานของแมลงศัตรูพืช เอาไว้ภายในสูตรเดียว จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะลดปัญหาการดื้อยาของแมลงลงได้

การใช้สมุนไพรไทยมาทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ เพื่อใช้ในการบำรุงดิน ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช เป็นวิธีหนึ่งที่สอนให้เกษตรกรลดการพึ่งพาสารเคมี ซึ่งวิธีดังกล่าว นอกจะช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตแล้ว ยังเป็นการคืนความสมดุลในระบบนิเวศอีกด้วย

“พุทศรี จุลจรูญ” เป็นคนรุ่นใหม่เกิดในครอบครัวเกษตรกร จังหวัดอํานาจเจริญ จบการศึกษาประถมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนบ้านฟ้าห่วน หลังจากเรียนจบจึงมุ่งหน้าหางานทําในเมืองสระบุรีกว่า 8 ปี ด้วยความที่มีความฝันอยากเรียนจึงตัดสินใจเรียนต่อ กศน. ที่จังหวัดสระบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2554 ได้รับทุนโควต้าไปเรียนสาธารณสุขที่วิทยาลัยสาธารณสุขสิรินธรอุบลราชธานีจบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงณ ปัจจุบันเรียนจบปริญญาตรี คณะสาธารณสุขศาสตรบัณฑิตที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี 2558 ได้รับตําแหน่ง อสม.ระดับภาคสาขาส่งเสริมสุขเมื่อปีพ.ศ 2552

“พุทศรี จุลจรูญ” มุ่งเน้นท้ำเกษตร น้อมน้ำค้ำพ่อสอน ท้ำเกษตรพอเพียง พออยู่ พอกิน

ดินดีหรือไม่ดีต้องรู้ไว้

การปลูกพืชผักต้องอาศัย “ดิน” ดินจึงเปรียบเสมือนผู้ให้ที่อยู่อาศัย เป็นแหล่งเก็บธาตุอาหารตามธรรมชาติ ช่วยย่อยสลายสิ่งต่างๆ เป็นธาตุอาหารให้พืชผัก ดินที่จะนํามาเพาะปลูกต้องผ่านการทดสอบ คุณสมบัติที่ดีเหมาะสมกับการเพาะปลูกพืชผัก

น้ำหมักชีวภาพ ทำใช้ด้วยตนเองได้

ปัจจุบันปุ๋ยหมักชีวภาพและน้ําหมักชีวภาพนั้น เป็นที่นิยมกันมากในกลุ่มเกษตรกร เพราะสามารถใช้แทนสารเคมีได้ ส่วนน้ําหมักชีวภาพนั้น เป็นทั้งอาหารของพืชและช่วยไล่แมลง หนอน และเพลี้ย ซึ่งเป็นเหตุ ของโรคระบาดในพืชมากมาย

น้ำหมักสมุนไพร 7 รส

ตัวยาสมุนไพรที่ใช้ในการเกษตร สามารถแบ่งออกตามรสสมุนไพรได้ประมาณ 7 รส ดังนี้

1. สมุนไพรรสจืด

ใช้ในการบำรุงดิน บำบัดน้ำเสียและขยะที่ส่งกลิ่นเหม็น รวมทั้งใช้ในการล้างสารพิษ ได้แก่ รางจืด ผัดตบชวา ผักบุ้ง หน่อกล้วย ตำลึง เป็นต้น

2. สมุนไพรรสขม

ใช้ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันแมลง ได้แก่ ฟ้าทะลายโตร สะเดา บอระเพ็ด ขี้เหล็ก เป็นต้น

3. สมุนไพรรสฝาด

ใช้ในการแก้เชื้อราในโรคพืช ได้แก่ เปลือกแค เปลือกมังคุด ใบฝรั่ง ใบทับทิม หมาก เป็นต้น

4. สมุนไพรรสเมาเบื่อ

ใช้ในการไล่แมลง ได้แก่ หางไหล พญาไร้ใบ สลักได ใบน้อยหน่า ฝักคูณ เป็นต้น

5. สมุนไพรรสเปรี้ยว

ใช้ในการไล่แมลง ได้แก่ เปลือกส้ม มะกรูด มะขาม มะนาว สัปปะรด เป็นต้น

6. สมุนไพรรสหอมระเหย

ใช้ในการไล่แมลง ได้แก่ ตะไคร้หอม สาบเสือ โหระพา กะเพรา ผักชี เป็นต้น

7.สมุนไพรรสเผ็ดร้อน

ใช้ในการฆ่าแมลง ได้แก่ พริก ข่า ตะไคร้ พริกไทย ดีปลี เป็นต้น

สูตรวิธีการหมัก

  • สมุนไพรทุกรสสับให้ละเอียด จํานวน 3 กิโลกรัม
  • กากน้ําตาล จํานวน 1 ลิตร
  • น้ําเปล่า จํานวน 10 ลิตร

ขั้นตอนการทำ

  • เทน้ําเปล่าใส่ถังพลาสติก จากนั้นเทกากน้ําตาลลงไป และคนจนกากน้ําตาลละลายเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ํา (เทคนิคให้คนไปทางเดียวกัน)
  • ใส่สมุนไพรที่สับละเอียดแล้วลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง ปิดฝาให้สนิทตั้งไว้ในที่ร่มนาน 3 เดือน สามารถนํามาใช้ประโยชน์ได้

การนำไปใช้

ผสมหัวเชื้อน้ําหมัก 1 ลิตร ต่อน้ํา 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ถ้าเป็นพืชผักให้ฉีดพ่นทุกๆ 3 วัน ถ้าเป็นไม้ผลให้ฉีดพ่นทุก 7 วัน

ที่มา : สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) ริมถนนพหลโยธิน ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช นวนคร จังหวัดปทุมธานี 12120 www. wisdomking.or.th โทร: 0-2529-2212 or 0-2529-2213, น้ําหมักสมุนไพร 7 รส กำจัดศัตรูพืช โดย พุทศรี จุลจรูญ




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ไอเดีย!! การทำคอกไก่ จากวัสดุเก่าที่เหลือใช้ สวยงามราคาประหยัด

ไอเดีย!! การทำคอกไก่ จากวัสดุเก่าที่เหลือใช้ เรียบง่ายสวยงามราคาประหยัด

การทำคอกไก่

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีไอเดียดีๆ การทำคอกไก่ จากวัสดุเก่าที่เหลือใช้ เรียบง่ายสวยงามราคาประหยัด โดยเน้นใช้วัสดุเก่าที่มีอยู่แล้วนำมาประกอบดัดแปลงสรรสร้าง ให้เป็นเล้าไก่ต้นทุนต่ำ และเป็นเล้าไก่เอนกประสงค์ใช้งานได้ดี ซึ่งผู้เขียนคิดว่าไอเดียนี้เป็นอีกหนึ่งเล้าไก่ที่ดี และเป็นประโยชน์จึงขอนำเสนอให้ชมเพื่อเป็นแนวทางครับ ที่สำคัญไอเดียนี้เป็นผลงานของคุณ Thawatchai Waewsungnoen ครับ

การทำคอกไก่

เจ้าของเล้าไก่ แจ้งว่า ใช้งบเพียง 500 เท่านั้น จัดหาตะปู ตาข่าย กลอน น็อต จากข้อมูลภาพ เราจะเห็นวัสดุก่อสร้างมุงเป็นกระเบื้องลอนเก่าที่ใช้แล้ว เศษไม้ในส่วนของโครงสร้าง และตาข่ายรอบคอก

การทำคอกไก่

ลักษณะเป็นแบบเพิงแหงน กระเบื้องมุงด้านบนมีตาข่ายรอบ ทั้ง 4 ด้านทำให้อากาศถ่ายเทลมพัดเย็นจากธรรมชาติ พร้อมโครงสร้างที่แข็งแรงคงทน พื้นที่อยู่ใกล้น้ำ และเป็นลานกว้างเสริมสร้างบรรยากาศ ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ส่งเสริมต่อการเจริญเติบโต

การทำคอกไก่




ก็ผ่านไปนะครับ กับแนวทางการสร้างเล้าไก่ไข่จากวัสดุที่เรามีอยู่และเหลือใช้ นำมาประกอบกันคิดว่าคงจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ให้คุณผู้อ่านประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

ขอขอบคุณที่มาจาก |  Thawatchai Waewsungnoen(ตัวอ้วน กะ ตัวป้อม)


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว ทันสมัยสวยงาม

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว ทันสมัยสวยงาม

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น


บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเรียบง่าย สวยงาม และใช้งานได้จริง มักมีการออกแบบแบบแปลนชั้นเปิด พื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง และหน้าต่างขนาดใหญ่ บ้านโมเดิร์นชั้นเดียวยังสามารถสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยพลังงานอีกด้วย




สำหรับไอเดียบ้านในวันนี้ เป็น บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นซึ่งได้รับการเผยแพร่จากผู้ใช้งานเฟซบุ๊กคุณ ช่างรส บ้านสวย (เจ้าของผลงาน) ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง 1 ห้องครัว  มีระเบียงหน้าบ้านที่เหมาะสำหรับใช้เป็นที่พักผ่อน ในการสร้างจบด้วยงบรวมค่าของและค่าแรงช่าง 580,000 บาท  ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปชมรายละเอียดของบ้านกันเลย

ที่มาและรูปภาพ : ช่างรส บ้านสวย
เรียบเรียง : withikaset.com

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านหลังนี้สวยเด่น หลังคาออกแบบให้เป็นทรงเพิงแหงนซ้อนชั้น และลาดเอียงไปด้านหลัง พร้อมมุงด้วยเเมทัลชีท รอบๆติดตั้งฝ้าชายคาไว้เป็นอย่างดี ผนังบ้านโทนสีขาว ผนังภายนอกโทนสีเทาตกแต่งด้วยงานหินสังเคราะห์ บริเวณใต้ชายคากรุทับด้วยไม้ฝาเฌอร่า

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

ประตูและหน้าต่างใช้เป็นกระจกทรงสูงสวยทันสมัย หน้าบ้านมีระเบียงขนาดเล็กมุงหลังคาบริเวณประตูทางเข้าบ้าน พื้นด้านหน้าบ้านเทคอนกรีตตกแต่งเสาหน้าบ้านด้วยงานหินสังเคราะห์เช่นกัน ตัวบ้านยกพื้นสูงประมาณ 50 ซม.

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

จากประตูหน้าบ้าน เปิดเข้ามาภายในจะเห็นกับห้องโถงที่มีพื้นที่ใช้สอยกว้าง พื้นห้องปูทับด้วยกระเบื้องหินอ่อนที่ดูสบายตา ผนังสีขาว ฝ้าเพดานหลุมสีขาวแต่งขอบ จากนั้นตามด้วยโคมไฟที่ส่องแสงสว่างทั่วห้อง พื้นที่จุดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นที่พักผ่อน ทำกกิจกรรมร่วมกัน หรือรองรับแขกที่มาเยือน

ห้องนอนที่สร้างไว้ด้านข้าง ประตูเป็นบานไม้ที่ดูสบายตา ทั้งสองห้องเปิดเข้าไปจะเห็นว่าผนังเป็นสีขาวสว่างสดใส พื้นห้องยังคงใช้เป็นกระเบื้องหินอ่อน และฝ้าเพดานเรียบสีขาว มีโคมไฟที่ส่องแสงสว่างทั่วห้อง

ห้องน้ำ พื้นและผนังกรุทับด้วยกระเบื้องอย่างดี โดยพื้นเป็นกระเบื้องหินอ่อน ผนังเป็นลายอิฐสีขาวและคาดด้วยสีเทาดำ จากนั้นตามด้วยสุขภัณฑ์ตามจุดต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการใช้งาน

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ บ้านโมเดิร์นกะทัดรัดหลังนี้ ที่สร้างให้น่าอยู่ มีฟังก์ชันการใช้งานครบ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนทุกยุควัย สำหรับใครที่มีแผนจะสร้างบ้านและอยากได้บ้านสไตล์นี้ไปครอบครอง สามารถติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่าง

ช่างรส บ้านสวย
สนใจติดต่อ โทร 0612592901
Facebook : ช่างรส บ้านสวย


หมายเหตุ : บ้านทุกหลังที่ทางเว็บ  www.withikaset.com นั้นได้นำมาลง  ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เพียงแค่นำเสนอเพื่อเป็นไอเดียสำหรับคนที่กำลังสร้างบ้านเท่านั้น และถ้าหากสนใจแบบบ้านที่เรารีวิว ก็สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาค่าก่อสร้างบ้านนั้น ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ และต้องขอบคุณเจ้าของผลงานมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

กระต่ายดำภูพาน สัตว์เศรษฐกิจใหม่ เลี้ยงง่าย โตเร็ว ลูกดก

กระต่ายดำภูพาน สัตว์เศรษฐกิจใหม่ เลี้ยงง่าย โตเร็ว ลูกดก

กระต่ายดำภูพาน

กระต่ายดำภูพาน


กระต่ายดำภูพาน เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ ข้อดี เลี้ยงง่าย ขายได้ราคาดี อุดมด้วยโปรตีน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงเพื่อความสวยงาม หรือเลี้ยงเพื่อการค้า และ เลี้ยงเพื่อการบริโภคกระต่ายดำเนื้อภูพาน ยังมีคุณภาพเนื้อโปรตีนสูง ไขมันต่ำ มัดกล้ามเนื้อขนาดเล็ก ย่อยง่าย เหมาะกับกลุ่มคนรักสุขภาพ นักเพาะกาย และกลุ่มผู้สูงวัยมีปัญหาเรื่องระบบการย่อย

กระต่ายดำภูพานเลี้ยงง่าย และสามารถมีเวลาไปทำอย่างอื่นได้มากขึ้น เพราะในหนึ่งวันจะให้อาหารแค่ 2 เวลา เช้ากับเย็นเท่านั้น กระต่ายดำภูพานจะไม่ส่งเสียงดัง ขี้ไม่เหม็นเหมือนกับไก่ แข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรคการกินของกระต่ายดำภูพานจะกินง่าย แค่หาหญ้าเกี่ยวหญ้ามาให้กิน หรือกินผัก ถือว่าใช้ต้นทุนต่ำมากในการเลี้ยงกระต่ายคอกหนึ่งจะคลอดลูกได้ 3-4 รอบต่อปี รอบหนึ่งก็ได้ประมาณ 7-8 ตัว โดยประมาณ

สำหรับกระต่ายดำภูพานนั้น เป็นกระต่ายที่ถูกพัฒนาจากกระต่าย 4 สายพันธุ์ ด้วยกันนั้นก็คือ 1. พันธุ์พื้นเมือง  2. พันธุ์นิวซีแลนด์ไวท์  3. พันธุ์เยอรมันไจแอนท์  4. พันธุ์เร็กซ์ เพื่อปรับสภาพให้เหมาะสมกับพื้นที่เลี้ยงมากที่สุด

กระต่ายดำภูพาน

การผสมพันธุ์กระต่าย

กระต่ายมีช่วงระยะเวลาการเป็นสัดที่ยาวนานกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ ประมาณ 15 วัน ควรผสมในวันที่ 5 ของการเป็นสัด โดยนำตัวเมียเข้าหาตัวผู้

ลักษณะอาการเป็นสัด

  • กระวนกระวายและเดินวนเวียนรอบกรง
  • ใช้เท้าตบพื้นกรง หรือตะกุยข้างกรง
  • ใช้คางถูกับท่อให้น้ำบ่อยๆ
  • กินน้ำและอาหารลดลง
  • ส่งเสียงร้องครวญคราง
  • สังเกตุจากอวัยวะเพศ ในวันต้นๆของรอบการเป็นสัดอวัยวะเพศเมียจะมีสีแดง

การให้อาหารกระต่าย

กระต่ายอายุประมาณ 1-2 เดือน เราสามารถให้กินอาหารหมูหรืออาหารกระต่ายก็ได้ แต่ถ้าเราให้อาหารกระต่ายต้นทุนจะสูงกว่าอาหารหมู ซึ่งอาหารหมูที่ใช้นั้นช่วงอายุ 1-2 เดือน นั้นเราจะให้อาหารหมูเล็ก และช่วงอาหาร 1-3 เดือนนี้ควรงดให้หญ้าสดทุกชนิดและควรให้กินหญ้าแห้งแทน เหตุผลที่ไม่ให้กระต่ายกินหญ้าสดเพราะจะทำลูกกระต่ายท้องอืดหรือ ท้องเสียได้ ส่วนวิธีสังเกตุง่ายๆคือ กระต่ายจัเชื่องชึมไม่ค่อยกินน้ำ

กระต่ายอายุ 3-5 เดือนขึ้นไป เราก็ให้กินหัวอาหารหมูเหมือนเดิมแต่เป็นหัวอาหารหมูใหญ่และสามารถกินหญ้าสดได้สลับกับหญ้าแห้งและผลไม้เพื่อตัดปัญหาเรื่องท้องอึดและท้องเสีย

เมื่อกระต่ายอายุได้ประมาณ 6-7 เดือน แล้วนั้น กระต่ายดำภูพาน ถือได้ว่าเป็นกระต่ายหนุ่มหรือกระต่ายสาว น้ำหนักตัวจะประมาณ 2.5-2.6 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับความสมบรูณ์ ซึ่งกระต๋ายอายุช่วงนี้จะเริ่มผสมพันธุ์ แล้วจะตั้งท้องอยู่ ประมาณ 32 วัน แล้วก็จะคลอด ซึ่งช่วงนี้เราควรแยกกระต่ายที่ไกล้คลอดออกจากตัวอื่นๆ เพื่อความปลอดภัยของลูกกระต่าย แม่กระต่ายตัวหนึ่งจะคลอดลูกประมาณ 5-6 ตัว

โรคกระต่าย

กระต่ายเป็นสัตว์ที่มีโรคแมลงรบกวนน้อย โรคที่มักจะพบได้แก่ อาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียทั่วไปหรือเชื่อบิด การรักษาใช้ยากลุ่มซัลฟา หรือยาปฏิชีวนะแก้ท้องเสียทั่วไป และโรคขี้เรื้อน ซึ่งเกิดจากตัวไรขี้เรื้อน การรักษาใช้กำมะถัน (ผง) ผสมน้ำมันพืช 1 : 2 ส่วนทา 2 – 3 ครั้งจนหาย หรือใช้ยาบี-เม็คติน ฉีดใต้ผิวหนัง 0.2-0.3 ml. ห่างกัน 2 สัปดาห์

สิ่งที่ควรทำในการเลี้ยงกระต่าย

  • ดูแลและสังเกตเป็นประจำ ถ้าเกิดความผิดปกติเพียงเล็กน้อยต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์
  • ให้สัมผัสอย่างเบามือ
  • ทำความความสะอาดบริเวณกรงอย่างสม่ำเสมอ
  • ควรให้อาหารที่เหมาะสม
  • ควรให้ถ่ายพยาธิหรือตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1ครั้ง

แหล่งขา้อมูลเพิ่มเติม : www.sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

จุลินทรีย์หน่อกล้วย จุลินทรีย์สารพัดประโยชน์ บำรุงพืชผักและดิน

จุลินทรีย์หน่อกล้วย จุลินทรีย์สารพัดประโยชน์ บำรุงพืชผักและดิน

จุลินทรีย์หน่อกล้วย

จุลินทรีย์หน่อกล้วย


จุลินทรีย์หน่อกล้วย หลายคนคงสังเกตว่า กล้วย ไม่ว่าจะปลูกที่ไหน ดินบริเวณกอกล้วยที่นั้นจะดี มีความร่วนซุย อุ้มน้ำ ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ดินรอบๆ รากกล้วยนั่นเอง หากมีการขยายเชื้อให้มาก ก็สามารถนำไปใช้ปรับปรุงดินในที่อื่นๆ ให้ดีขึ้นได้ หรือจะทำเป็นน้ำหมักชีวภาพก็สามารถนำมาใช้ในการควบคุมโรคพืช บำรุงพืชผัก ปรับปรุงสภาพน้ำที่เน่าเสียได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นน้ำหมักสารพัดประโยชน์เลยทีเดียว




สำหรับหน่อกล้วยที่นำมาใช้ทำจุลินทรีย์หน่อกล้วยนั้นต้อง เลือกต้นกล้วยหน่อใบแคบหรือหน่อใบดาบ คือ หน่ออ่อนที่มีใบเรียวเล็ก เกิดจากโคนต้นเดิม มีขนาดอวบอ้วนสมบูรณ์ เนื่องจากมีการสะสมสารอาหารไว้ในลำต้นเยอะ ซึ่งหน่อลักษณะนี้จะมีรากเยอะมาก จึงให้จุลินทรีย์หน่อกล้วยที่ดี และเลือกใช้ต้นกล้วยที่มีขนาดความสูงไม่เกิน 1 เมตร โดยขุดมาทั้งเหง้ารากและดินบริเวณราก ซึ่งสาเหตุที่ให้ใช้ต้นที่มีความสูงไม่เกิน 1 เมตร เพราะมีสารอาหารและฮอร์โมน Auxins ที่ทำให้เจริญเติบโตทางส่วนยอดอยู่สูง เซลล์และเนื้อเยื่อกำลังขยายตัวดี และยังไม่มีการนำสารอาหารที่สะสมไว้ไปสร้างกิ่งก้านใบมาก สารอาหารจึงยังสะสมอยู่ตามลำต้นค่อนข้างสมบูรณ์ จึงเหมาะต่อการนำไปใช้ผลิตจุลินทรีย์หน่อกล้วยนั่นเอง

การทำหัวเชื้อจุลินทรีย์หน่อกล้วย

ส่วนผสม

  • ต้นกล้วยสูงประมาณ 1 เมตร (ประกอบด้วยต้น ใบ หน่อ ราก) ประมาณ 3 กิโลกรัม สับเป็นชิ้นๆ
  • กากน้ำตาล น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำตาล ปิ๊บ 1 กิโลกรัม
  • ยาคูลย์ 1 ขวด
  • น้ำประมาณ 4 ลิตร

*แต่ไม่แนะนำให้ใช้น้ำตาลทรายขาว เนื่องจากต้องผ่านการฟอกเคมี ทำให้อาจมีสารตกค้างที่ส่งผลต่อชีวิตจุลินทรีย์*

วิธีการทำจุลินทรีย์หน่อกล้วย

นำหน่อกล้วยมาหั่น สับ เป็นชิ้นๆ เล็กๆ และไม่ควรสับหยาบมากเพราะจุลินทรีย์จะย่อยได้ช้าลงจากนั้นนำไปใส่ในถังหมัก แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันด้วยกากน้ำตาล หรือ น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลทรายแดง โดยไม่ต้องใส่น้ำ ในถังพลาสติกขนาด 20 ลิตร แล้วปิดฝาหมักไว้ 7 วัน หมั่นคนทุกเช้าและเย็น เมื่อครบ 7 วันแล้ว ให้คั้นน้ำออกมาใส่ถังหรือขวดพลาสติกหรือขวดแกลลอนแล้วปิดฝาไว้หลวมๆ สามารถเก็บได้ 6 เดือน
จุลินทรีย์หน่อกล้วย
  • เตรียมส่วนผสม ต้นกล้วย ยาคูลย์ กากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง และน้ำเปล่า
จุลินทรีย์หน่อกล้วย
  • สับดันกด้วยเป็นชิ้นๆ นำส่วนผสมคถูกเคล้าให้เข้ากัน
  • เก็บไว้ในที่ร่มทำการหมัก 7 – 14 วัน ระหว่างที่หมักให้เปิดคนวันละ 1 ครั้ง

  • กรองเอาเฉพาะน้ำ ส่วนเศษกล้วยสามารถ นำไปทำปุ๋ยต่อได้

อัตราส่วนการใช้ 

  • บ่อกบ ใช้ 1cc ต่อน้ำในบ่อเลี้ยง 1 ลิตร
  • บ่อปลาใช้ 40 ลิตร ต่อบ่อขนาด 1 งาน
  • ต้นไม้ใช้ 20cc ต่อน้ำ20ลิตร ใช้ฉีดพ่น หรือรดโคนต้นไม้

การขยายเชื้อ

ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ลิตร ผสมถูากน้ำตาล น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลปี๊บ 1 กิโลกรัม แล้วผสมน้ำเปล่า 40 ลิตร
หมั่นคน ทุกวันใส่ถังปิดฝาหมักประมาณ 7 วัน

ประโยชน์

  • เร่งการย่อยสลาย/ดับกลิ่นส้วมผสมจุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ลิตร : 100 ลิตร ใช้ราดโถส้วมหรือบริเวณที่ต้องการ กรณีหมักฟางข้าว ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วย 10 ลิตร ต่อนา 1 ไร่
  • ปรับปรุงคุณภาพน้ำผสมจุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ลิตร : น้ำ 10,000 ลิตร ช่วยปรับสภาพน้ำให้เป็นกลาง ช่วยควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อรักษาโรคแผลต่างๆ ในปลา กุ้ง กบ และลดปริมาณขี้เลนในบ่อเลี้ยง
  • ปรับโครงสร้าง/บำรุงดินผสมจุลินทรีย์หน่อกล้วย 20-40 ซีซี (2-4 ช้อนแกง) : น้ำ 20 ลิตร ราดลงดินตอนรดน้ำ จะช่วยปรับความเป็นกรด-ด่างในดินให้เป็นกลาง ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำดี และยังช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุอีกด้วย
  • กำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชผสมจุลินทรีย์หน่อกล้วย 20-40 ซีซี (2-4 ช้อนแกง) : น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นต้นพืชให้ชุ่ม ทั้งบนใบและใต้ใบจะช่วยป้องกันการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชได้
  • ทำความสะอาดคอกสัตว์ผสมจุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ลิตร : น้ำ 100 ลิตร  ฉีดพ่นคอกสัตว์ ช่วยดับกลิ่นเหม็น ทำให้สัตว์แข็งแรงและปลอดโรค



บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ