เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร อีกหนึ่งวัดสวยที่ต้องแวะมาเที่ยวชม

เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร อีกหนึ่งวัดสวยที่ต้องแวะมาเที่ยวชม

เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร

เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร





วัดถ้ำผาแด่น ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาภูพานและภูผายล ใน ตำบลดงมะไฟ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เป็นวัดเก่าแก่มีอายุกว่า 100 ปี เชื่อกันว่าในอดีตนั้นเป็นสถานที่ที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตและคณะครูบาอาจารย์สายวัดป่ากรรมฐาน เคยธุดงค์มาปักกลด บำเพ็ญเพียร เมื่อในปี พ.ศ. 2483 ค่ะ ด้วยความที่วัดนี้ตั้งอยู่บนภูเขาสูง อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ทำให้สามารถชมทิวทัศน์รอบๆ ที่มองเห็นตัวเมืองสกลนครและทะเลสาบหนองหารได้แบบ 180 องศาเลย

เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร

การเดินทางมาที่ วัดถ้ำผาแด่น ต้องจอดรถไว้ที่ลานจอดด้านล่าง จากนั้นใช้บริการรถสองแถวของทางชุมชน ค่าบริการคนละ 20 บาท (ไป กลับ) มีรถออกตลอดทั้งวัน เมื่อมาถึงด้านหน้าจะผ่านป้ายชื่อวัด และสวนแมกไม้ใบไม้มอสตะไคร้น้ำเย็นเขียวสดสวยเย็นฉ่ำใจ  สวยงามและโดดเด่นตลอดทาง  ได้ยินเสียงน้ำไหล นกร้อง เหมือนภาพในสารคดีป่าเขตร้อนชื้นมากๆ 

ล่าสุดเพจ วัดถ้ำผาแด่น สกลนคร เผยภาพบรรยากาศสวยเด่นตระง่าน บรรยากาศท่องเที่ยวเชิงธรรมะวัดถ้ำผาแด่น จ.สกลนครจะสวยแค่ไหนไปติดตามชมกันเลยครับ

เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร

เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร




เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร




ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เที่ยววัดพุทธาวาสภูสิงห์ สักการะ พระพรหมภูมิปาโล จังหวัดกาฬสินธุ์

เที่ยววัดพุทธาวาสภูสิงห์ สักการะ พระพรหมภูมิปาโล จังหวัดกาฬสินธุ์

เที่ยววัดพุทธาวาสภูสิงห์

เที่ยววัดพุทธาวาสภูสิงห์


มาเที่ยวจังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งที่ ต้องไม่ลืมแวะมาไหว้สักการะ พระพรหมภูมิปาโล กันที่ วัดพุทธาวาสภูสิงห์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวัดสวย ในจังหวัดกาฬสินธุ์ อีกแห่งที่ต้องมาเช็คอิน นอกจากเราจะได้ทำบุญ ยังได้ไหว้พระขอพรกันด้วยเพื่อเป็นสิริมงคล อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวสวยๆ ในมุงสูงอีกด้วยครับ



เที่ยววัดพุทธาวาสภูสิงห์

ประวัติความเป็นมาของ วัดพุทธาวาส ภูสิงห์

  “วัดพุทธาวาสภูสิงห์” มีสถานะเป็น “ที่พักสงฆ์” ห่างจากตัวจังหวักกาฬสินธุ์ 34 กิโลเมตร แต่เนื่องจากเป็นที่พักสงฆ์มาเป็นเวลานับ 100 ปีชาวบ้านจึงเรียกชื่อสถานที่แห่งนี้ตามความคุ้นเคยว่า “วัดภูสิงห์” วัดพุทธาวาสภูสิงห์ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย นามว่า “พระพรหมภูมิปาโล” เป็นพุทธรูปองค์ใ์หญ่ขนาดหน้าตักกว้าง 10.50 เมตรความสูงรวม 17.80 เมตร สร้างเมื่อปีพุทธศักราช 2511 เป็นพระพุทธรูปมิ่งเมืององค์หนึ่งของชาวพุทธจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยการดำริสร้างของนายบุรี พรหมลกัขโณ อดีตผู้ว่า ราชการจงัหวดักาฬสินธุ์ได้รับความเมตตาให้คำปรึกษาจากพระสุขุมวาทเวที (สุข สุขโณ) อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ และ ความเสียสละ ความสามัคคีของพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดกาฬสินธุ์

เที่ยววัดพุทธาวาสภูสิงห์

วัดพุทธาวาสภูสิงห์ตั้งอยู่บ่นไหล่ภูสิงห์ มีความสูงจากระดับพื้นดิน ๑๔๖ เมตร และ สูงจากระดับน้ำทะเล ๓๔๖ เมตร สามารถมองเห็นภูมิทัศน์ในระยะไกลได้รอบด้าน, ด้านทิศตะวันออก สามารถมองเห็นภูค่าว ภูเป้ง ภูปอ ภูคุ้มข้าว และเป็นจุดชมตะวันรับอรุณที่สวยงาม, ด้านทิศใต้ สามารถมองเห็นชุมชนเทศบาลตำบลโนนบุรี และหมู่บ้านต่างๆเรียงรายเหมือนภาพงานศิลปะ, ด้านทิศตะวันตก สามารถมองเห็นเขื่อนลำปาว ภูคันโท สะพานเทพสุดา และเป็นจุดชมตะวันตกดินที่งดงามยิ่ง, ด้านทิศเหนื่อ สามารถมองเห็นเทือกเขาภูพานที่อยู่ไกลสุดขอบฟ้า การเดินทางขึ้นบนยอดเขาสามารถขึ้นได้ ๒ ทาง คือ ทางบันไดสวรรค์จำนวน ๖๕๔ ขั้น และทางถนนลาดยาง ระยะทาง ๒ กิโลเมตร 



ข้อมูล วัดพุทธาวาส ภูสิงห์

อ้างอิงแหล่งที่มาข้อมูลและรูปภาพประกอบ : เพจ ไปเที่ยวไปกิน+, เพจ วัดพุทธาวาส ภูสิงห์





บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เที่ยวเขื่อนลําปาว สถานที่ท่องเที่ยวกาฬสินธุ์ วิวสวยๆ พักผ่อนยามเย็น

เที่ยวเขื่อนลําปาว สถานที่ท่องเที่ยวกาฬสินธุ์ วิวสวยๆ พักผ่อนยามเย็น

เที่ยวเขื่อนลําปาว สถานที่ท่องเที่ยวกาฬสินธุ์

เมื่อพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยใน จังหวัดกาฬสินธุ์ คงจะต้องคกิดถึงชื่อสถานที่แห่งนี้ ขึ้นมาทันที  เพราะสถามที่แห่งนี้ที่วิวสวย กิจกรรมแน่น ไม่ว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนหรือใคร หรือมาคนเดียว ก็ชิลสุดๆ  แน่นอนกับสถานที่ท่องเที่ยวที่ชื่อว่า เขื่อนลําปาว นั่นเองครับ

สำหรับ เขื่อนลำปาว เป็นเขื่อนดินขนาดใหญ่และแหล่งชื่อท่องเที่ยวของกาฬสินธุ์  ตั้งอยู่ในเขตอำเภอสหัสขันธ์  อำเภอคำม่วง อำเภอยางตลาด  อยู่ห่างจากจังหวัดกาฬสินธุ์ประมาณ 36 กิโลเมตร เขื่อนลำปาวเป็นเขื่อนดินสูงจากท้องน้ำ 33 เมตร สันเขื่อนยาว 7.8 เมตร กว้าง 8 เมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2506 สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2511 เพื่อปิดกั้นลำน้ำปาวและห้วยยางที่บ้านหนองสองห้อง ตำบลลำปาว อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำแฝดทางด้านเหนือเขื่อน จึงได้ขุดร่องเชื่อมระหว่างอ่างทั้งสอง เก็บน้ำได้ 1,430 ล้าน ลูกบาศก์ เมตร สร้างขึ้นเพื่อบรรเทาอุทกภัยและเพื่อการเกษตรโดยเฉพาะ

เขื่อนลําปาว

ปัจจุบัน เขื่อนลำปาวเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ  โดยมีหาดดอกเกด  อยู่ริมฝั่งเขื่อนลำปาวทางด้านทิศตะวันออก ของเรือนรับรองโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว เป็นหาดเนินดินลดหลั่นลงจรดถึงเขื่อน มีบริเวณกว้างขวางพอสมควร ได้รับการ ปรับปรุงให้เป็น ที่พักผ่อนโดยจัดศาลาพักร้อนซุ้มดอกเห็ด เหตุที่ได้ชื่อว่า  “หาดดอกเกด”  ก็เพราะมีต้น”การะเกด” ซึ่งเป็นไม้พื้นเมือง ปลูกปะปนกับต้นไม้อื่นเป็นกลุ่มๆ เมื่อเวลาออกดอกจะส่งกลิ่นหอม หาดดอกเกด เปรียบเสมือนสวรรค์ชายหาดของคนอีสาน  ช่วงวันหยุดจะมีผู้คนทั้งมาแบบครอบครัว มาเดี่ยว มาเป็นกลุ่ม มาเป็นคู่ มุ่งหน้าสู่หาดดอกเกด เพื่อใช้เวลากับครอบครัว กับเพื่อนกับ คนรักในช่วงวันหยุดพักผ่อน ในช่วงเวลาเย็นเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับจะมาเดินเล่นพักผ่อนชมวิว ริมสันเขื่อนรับลมเย็น ซึ่งบริเวณ นี้มีร้านอาหาร  1 ร้าน และกระท่อมเล็กๆ ริมเขื่อนสำหรับนั่งรับประทานอาหารเครื่องดื่มเย็นๆ พร้อมชมทัศนียภาพที่สวยงามริมเขื่อน

 

 

 

รูปภาพสวยๆจาก | สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

 

 

เที่ยวเขื่อนลําปาว สถานที่ท่องเที่ยวกาฬสินธุ์

รูปภาพสวยๆจาก | สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

เที่ยวเขื่อนลําปาว สถานที่ท่องเที่ยวกาฬสินธุ์

รูปภาพสวยๆจาก | สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

เที่ยวเขื่อนลําปาว สถานที่ท่องเที่ยวกาฬสินธุ์

ข้อมูล เขื่อนลําปาว กาฬสินธุ์

  • ที่อยู่ : ตำบลลำคลอง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
  • พิกัด : https://goo.gl/maps/g7PjAGafBEkXq5dr6 
  • เปิดให้เข้าชม : ทุกวัน

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

อุโบสถสิมอีสานพันชาติ วัดสว่างหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์

อุโบสถสิมอีสานพันชาติ วัดสว่างหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์

วัดสว่างหัวนาคำ

วัดสว่างหัวนาคำ





สิมอิสาน จากไม้พันชาติ หนึ่งเดียวในอิสาน สิมไม้ ศิลปะแบบลาวผสมล้านนา ตัวสิมอิสานสร้างด้วยไม้เกือบทั้งหลัง ปัจจุบันการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ อุโบสถหลังนี้ ออกแบบสร้างตามจินตนาการของท่านพระครูศรีปริยัติโชติธรรม เจ้าอาวาส และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอยางตลาด สร้างถวายเป็นที่ประดิษฐานขององค์หลวงพ่อพระพุทธวิชัยญาณ อักษรจารึกไว้บนแผ่นไม้ด้านหลังรวงผึ้ง  อุโบสถไม้ (สิมไม้) พันชาติ สร้างขึ้นตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อพระครูศรีปริยัติโชติธรรม (ชนชัย อัคคธัมโม) เจ้าอาวาสวัดสว่างหัวนาคำ ได้นำพาพระภิกษุสามเณร ชาวบ้านหัวนาคำ สร้างขึ้น โดยมีพระอาจารย์มหาชุมพล ชุตพโล ศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนร่วมกันสร้าง

วัดสว่างหัวนาคำ

พระครูศรีปริยัติโชติธรรม ท่านมีความสนใจด้านศิลปะ เป็นผู้ออกแบบและตรวจงานก่อสร้างเอง จึงทำให้งานแกะไม้ต่างๆ มีความสวยงาม ลงตัว เมื่อท่านมาวัดสว่างหัวนาคำ จุดสำคัญอีกที่หนึ่ง (นอกจากเที่ยวชมอุโบสถไม้สิมอิสานแล้ว) อย่าลืมเข้าไปกราบไหว้พระ ขอพรที่วิหารหอพระไม้โบราณ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อพระพุทธวิชัยญาณ (หลวงปู่ใหญ่) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวหัวนาคำ มาช้านานฯ

หลวงพ่อพุทธวิชัยญาณ พระพุทธรูปปางมารวิชัย อายุประมาณ 500ปี เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวหัวนาคำ เป็นที่กราบไหว้สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วสารทิศ เพราะจะมีผู้คนมากราบไหว้ขอพร เนื่องในเทศกาลต่างๆ เช่น เทศกาลปีใหม่ งานสรงน้ำประจำปี และงานพุทธาภิเษกวัตถุมงคลรุ่นต่างๆ

สิมอิสาน จากไม้พันชาติ ตั้งอยู่ที่บ้านหัวนาคำ หมู่ที่ 1 ตำบลหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน อาณาเขต ทิศเหนือ จดที่เอกชน ทิตใต้ จดเขตหมู่บ้าน ทิศตะวันออก จดถนน ทิศตะวันตก จดถนน

การก่อสร้างอุโบสถ (สิมอิสาน) ไม้พันชาติ หนึ่งเดียวในอิสาน วัดสว่างหัวนาคำ ตำบลหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมี ท่าน พระครูศรีปริยัติโชติธรรม (ชนชัย อคฺคธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสว่างหัวนาคำ เป็นองค์ประธานก่อสร้างอุโบสถ (สิมอิสาน) ไม้พันชาติหลังนี้ โดยมีพระสงฆ์ สามเณร ภายในวัด และชาวบ้านหัวนาคำ พร้อมทั้งสาธุชน ได้ช่วยเหลือกัน ซึ่งได้ประกอบพิธีรื้อถอนอุโบสถหลังเก่าลง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2552 โดยมีหลวงพ่อพระครูโพธิบุญวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอเชียงยืน เป็นผู้นำพา และวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2552 ได้ขุดหลุม เทฐานก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่นี้ขึ้นในที่เดิม ประกอบพิธียกเสาเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 4 ปีขาล เริ่มพิธีกรรมเวลา 09.09 น. ฤกษ์ยก เสาเอก –เสาโท เวลา 10.10 น. โดยมีหลวงพ่อพระเทพวงศาจารย์ (หลวงพ่อคุณ) วัดหนองแวง (พระอารามหลวง) เป็นผู้กำหนดฤกษ์ยาม เจิม ยกเสาเอก – เสาโท

อุโบสถหลังนี้ ออกแบบสร้างตามจินตนาการของท่านพระครูศรีปริยัติโชติธรรม เจ้าอาวาส โดยยึดแบบศิลปะลาวล้านช้าง ผสมล้านนา และท่านได้เป็นสถาปนิก กำหนดรูปแบบ แบบแปลน ขนาด มาตราส่วน อุปกรณ์ก่อสร้างเอง ซึ่งมี นายช่างนิติภูมิ พลเรือง เป็นผู้ปรึกษา เขียนแบบรูปจำลองและลวดลายต่าง ๆ ให้ การก่อสร้างท่านได้นำพาพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และชาวบ้านทำเอง โดยมีนายสุปัน ไชยสุข (ช่างโป้) ช่างพื้นบ้านลูกหลาน หัวนาคำ เป็นหัวหน้างานก่อสร้างรากฐานโครงสร้างอุโบสถ มุงหลังคา และมีนายช่างประเสริฐ และนายช่างหมี เป็นหัวหน้างานไม้แต่งเสา ขื่อ คอเสา โครงสร้างไม้ ผนังวงกบ ส่วนลวดลายช่อฟ้า ปั้นลม ใบระกา หางหงส์ (หัวสิงห์) ประติมากรรมไม้แกะสลัก ภาพฝาผนัง ฝ้าเพดานเพดาน ประตู หน้าต่าง ท่านเจ้าอาวาส เป็นผู้กำหนดรูปแบบ และควบคุมดูแลการก่อสร้างด้วยตนเอง

   ทำพิธียกช่อฟ้าปฐมฤกษ์ เมื่อวันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2555 ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 11 เวลา 09.39 น. โดยมีหลวงพ่อพระเทพวงศาจารย์ (หลวงพ่อคุณ) วัดหนองแวง (พระอารามหลวง) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีคุณพ่อสาย ภูทองเงิน ตัวแทนคณะศิษย์หลวงพ่อสดวัดปากน้ำฯ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส




       พระประธานภายในอุโบสถสิม เป็นองค์เดิม (หลวงพ่อพุทธวิชัยญาณ) พระคู่บ้านคู่วัดมาแต่เดิม สร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 22 – 23 ผู้หาทุนในการก่อสร้าง คือ ท่านพระมหาชุมพล ชุตพโล คณะพระศิษยานุศิษย์ และลูกหลานชาวบ้านหัวนาคำ พร้อมทั้งประชาชนทั่วไป

       เสา 2 ต้นหน้าทางขึ้น ท่านจ้าอาวาสเล่าว่า เป็นไม้ตะเคียน ที่นำมาจากใต้เขื่อนแม่น้ำลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นเสาสีดำสนิทสวยงามมาก ผู้จัดเก็บข้อมูล ได้รับความอนุเคราะห์จาก พระครูศรีปริยัติโชติธรรม (ชนชัย อคฺคธมฺโม) ให้ข้อมูลและนำเยี่ยมชมสิมอิสาน ขอกราบขอบพระคุณท่านที่ให้ความอนุเคราะห์เป็นอย่างยิ่ง หากสิมอิสานนี้สร้างเสร็จ คงจะเป็นสิมอิสานที่สวยงามและเลื่องชื่อมาก เพราะท่านเจ้าอาวาสเล่าว่า แม้แต่ขณะที่อุโบสถสิมอิสานยังสร้างไม่เสร็จ ก็ยังมีพุทธศาสนิกชนแวะเข้ามาสัมผัสความงาม อยู่เนือง ๆ

สถานที่ตั้ง : วัดสว่างหัวนาคำ บ้านหัวนาคำ ต.หัวนาคำ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

ข้อมูลจาก : ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม 

ขอบคุณรูปภาพสวยๆ : Facebook วัดสว่างหัวนาคำ จ.กาฬสินธุ์


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ถ้ำมรกตวัดภูดานไห วัดสวย บนยอดเขา จังหวัดกาฬสินธุ์

ถ้ำมรกตวัดภูดานไห วัดสวย บนยอดเขา จังหวัดกาฬสินธุ์

ถ้ำมรกตวัดภูดานไห

ถ้ำมรกตวัดภูดานไห





สวัสดีครับ บทความนี้ เอาใจสายบุญที่ชอบเที่ยวชม วัดสวยๆ และ ชอบทำบุญ กันครับ สำหรับวัดที่เราจะนำมาให้ชมกันนั้น เป้นวัดที่อยู่ทางภาคอีสาน กันเลยที่เดียว จะจังหวัดไหน และจะอยู่อำเภอไหน วันนี้เราจะมาบอกพิกัดกันให้หมดกันเลยที่เดียวครับ ซึ่งอาจจะเป็นจังหวัดที่ไม่ได้ฮิตมาก แต่ก็มีวัดสวยๆ ซ่อนเอาไว้อยู่แน่นอน สำหรับสถานที่นั้นก็คือหนึ่งใน ที่เที่ยวของจังหวัดกาฬสินธุ์ นั่นเอง วัดนี้มีชื่อว่า วัดภูดานไห หรือ พุทธสถานภูดานไห จะสวยขนาดไหน ติดตามดูได้เลยครับ

พุทธสถานภูดานไห

พุทธสถานภูดานไห หรือชาวบ้านเรียกว่าถ้ำมรกต บนยอดเขาภูดานไห บ้านกุดหว้า ต.กุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ห่างจากตัว อ.กุฉินารายณ์ ประมาณ 11 กิโลเมตร เป็นวัดป่าที่ตั้งบนภูเขาเตี้ย ๆ อยู่ระหว่างทางกุฉินารายณ์กาฬสินธุ์กับ มุกดาหาร แล้วจะมีทางเลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณหนึ่งถึงสองกิโลเมตร จากปากทาง วัดนี้มีรอยพระพุทธบาทธรรมชาติสองรอย ซึ่งทางวัดได้ทำเจดีย์ครอบไว้ แต่คนสามารถเข้าไปนมัสการได้ ในบริเวณวัดมีสิ่งก่อสร้างเป็นพระพุทธรูปหินหล่อ ปูนปั้นและแกะสลักหน้าผาเข้าไปอย่างสวยงามมากโดยที่สิ่งก่อสร้างกลมกลืนกับธรรมชาติ มีความร่มรื่น และสิ่งสำคัญที่วัดมีพระอาจารย์สุรชาโต ซึ่งเป็นพระที่มีเมตตาและมีบารมีธรรมสูง สมควรยิ่งที่จะหาโอกาสไปทำบุญที่วัดนี้

พระพุทธรูปหินแกะสลักปางประทานพรหน้าตักสามเมตร และพระเจ้าใหญ่ห้าปางห้าพระองค์ (เป็นพระยืนแกะสลักจากหน้าผา สูงประมาณ ๔ เมตร สร้างถวายเพื่อเป็นพุทธบูชา ใช้เวลาสร้าง (แกะสลัก) เริ่ม ๓ กุมภาพันธ์ ถึง ๓ เมษายน ๒๕๖๓

พระพุทธลีลาประทานพร สีขาว (พระยืนปูนปั้นพุทธลีลาประทานพร สูง ๙-๑๐ เมตร มีพญานาคภูริทัตต์ พระโพธิสัตว์นาคราช หรือพญานาคเผือก กับพญานาคราช ท้าววิรูปักข์มหาราช หรือพญานาคสีทอง พิทักษ์รักษา)

พระพุทธอินทรานิรมิต หรือ พระลับเลิศฤทธิ์ พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระนั่งแกะสลักจากหินผา หน้าตักกว้าง ๒ เมตร หน้าถ้ำพระโพธิสัตว์



ถ้ำมรกตวัดภูดานไห

พระพุทธนิทราบรมสุข (พระนอนหินแกะสลัก ยาว ๘ เมตร สร้างเสร็จเมื่อ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๓)

ถ้ำมรกตวัดภูดานไห

พุทธะเตชะเจดีย์ หรือ พระธาตุเตโช หรือถ้ำเหล็กไหล มีพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ (เป็นองค์ประธานในถ้ำเจดีย์) และพระพุทธรูป พระบรมฯ รอยพระพุทธบาท ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำ ปู่เจ้าสิริสุทธะนาคะนาคราช (ปู่เจ้าศรีสุทโธ พญานาคาธิบดี ๙ เศียร) สร้างรักษาด้านหน้าพระธาตุเตโช

ถ้ำมรกตวัดภูดานไห

พญาวัชรยมนาคราช ผู้เรืองฤทธิ์ หรือ พ่อปู่ นทีสีทันดร ผู้ข้ามพ้น ห้วงน้ำใหญ่ทะเลหลวง สร้างรักษาด้านข้างพระธาตุเตโช

พระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ เป็นองค์ประธานในถ้ำเจดีย์พระธาตุเตโช

ถ้ำมรกตวัดภูดานไห

พระพุทธรูปปางป่าเลไลย์ พร้อมพญานาค พญาช้าง และพญาวานร แกะสลักจากก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนเดียวกันกับพระนาคปรกเก้าเศียร และพญานาคแกะสลัก




ข้อมูล วัดภูดานไห กาฬสินธุ์

ขอบคุณที่มา รูปภาพและข้อมูล : facebook พุทธสถานภูดานไห นครพุทธานุภาพ, facebook สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เที่ยวสะพานเทพสุดา แหลมโนนวิเศษ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

เที่ยวสะพานเทพสุดา แหลมโนนวิเศษ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

เที่ยวสะพานเทพสุดา

เที่ยวสะพานเทพสุดา





ประวัติสะพานเทพสุดา

สะพานเทพสุดา เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 2 ช่องจราจร ข้ามเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ จากบริเวณแหลมโนนวิเศษ ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ ถึงบริเวณเกาะมหาราช ตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรีเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2549 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้น 498,850,000 บาท ความยาว 2,040 เมตร ถนนต่อเชื่อมโครงการผิวจราจรกว้าง 7 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 2.50 เมตร ภายใต้การกำกับดูแลของกรมทางหลวงชนบท สร้างเสร็จในเดือนธันวาคม 2553 ถือเป็นสะพานข้ามน้ำจืดที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

เที่ยวสะพานเทพสุดา

สะพานเทพสุดา แห่งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 สะพานเทพสุดา ซึ่งหมายถึงสะพานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานเทพสุดาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 เวลา 09.00 น. ณ บริเวณเชิงสะพานเทพสุดา อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ รวมทั้งทอดพระเนตรนิทรรศการสะพานเทพสุดา

สะพานเทพสุดา

สะพานเทพสุดา เป็นโครงข่ายเชื่อมเส้นทางคมนาคมขนส่งจาก จังหวัดหนองคาย อุดรธานี ผ่านจังหวัดกาฬสินธุ์ ไปยังจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นประตูสู่อินโดจีนหรืออีสต์เวสต์อีโคโนมิก คอริดอร์ จะช่วยร่นระยะทางได้กว่า 100 กิโลเมตร รวมถึงการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรทางฝั่งตะวันตก อำเภอหนองกุงศรี อำเภอท่าคันโท ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ฝั่งตะวันออก อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอสมเด็จ อำเภอกุฉินารายณ์ และตัวจังหวัดกาฬสินธุ์ จะร่นระยะทางกว่า 80 กิโลเมตร นอกจากนี้ บนสะพานเทพสุดายังสามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามบริเวณพื้นที่อ่างเก็บน้ำลำปาวได้อย่างชัดเจน สนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดกาฬสินธุ์ และการท่องเที่ยวในภูมิภาค ทำให้ ประชาชนมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ประกอบกับ อำเภอสหัสขันธ์ มีพิพิธภัณฑ์สิรินธร (ภูกุ้มข้าว) ซึ่งเป็นแหล่งค้นพบชิ้นส่วนกระดูกไดโนเสาร์ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ทั้งนี้ได้ออกแบบประติมากรรมรูปหล่อไดโนเสาร์ ติดตั้งบริเวณราวสะพานทั้ง 2 ข้าง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์ อีกด้วย




ที่ตั้ง : ต.หนองบัว อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์

เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน

ขอบคุณภาพอันงดงาม โดย อ.สายัณห์ Sayan Kongsommat

ข้อมูลอ้างอิง 

http://www.nongkungsri.com, http://www.livekalasin.com, http://www.innnews.co.th




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีการเลี้ยงปูนา แบบง่ายๆ เหมาะสำหรับมือใหม่

วิธีการเลี้ยงปูนา แบบง่ายๆ เหมาะสำหรับมือใหม่

วิธีการเลี้ยงปูนา

วิธีการเลี้ยงปูนา





ปูนา นั้นเมื่อสมัยตอนที่เรายังเล็กๆ เวลาที่เราตามพ่อไปดักรอบในนาข้าว เรามักจะเห็นปูนาธรรมชาติ ในนาข้าวติดมาด้วยทุกครั้งอดีตนั้นมีเพราะในอดีตนั้นบ้านเรายังมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติพืชและสัตว์เป็นอย่างมากดังประโยคที่เคยได้ยินมาว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ในท้องนามีสัตว์มากมายหลากหลายชนิดอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปลา ปู ดังนั้นเวลาที่เราดักปลามักจะมีสัตว์น้ำที่หลากหลายชนิกมาติด จึงจับมาบริโภคเป็นอาหารได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเพาะเลี้ยงสัตว์เหล่านี้แต่อย่างใด

วิธีการเลี้ยงปูนา แบบง่ายๆ เหมาะสำหรับมือใหม่

และ “ปูนา” นั้นเป็นสัตว์อีกประเภทหนึ่งที่อยู่คู่กับเราคนไทยมาช้านาน และในปัจจุบันนั้นเมนูของปูนาก็มีการดัดแปลงมากมายไม่ว่าจะเป็น ปี้ง,ย่าง หรือเมนูเด็ดๆ อย่างเช่น เมนูยำปูนาใส่มะม่วงรสแซ่บๆเผ็ดๆ และ ปูนาทุกวันนี้ไม่ได้อยู่แต่ในนาเหมือนเดิมแล้ว เพราะได้มีการพัฒนานำมาเลี้ยงในบ่อที่มีการจัดการได้แบบง่ายดายมากขึ้น และก็ทำเป็นอาชีพกันมากมาย ผู้เขียนก็เลยมีเคล็ดลับและ วิธีการเลี้ยงปูนาแบบง่ายๆ เหมาะสำหรับมือใหม่ วิธีการเลี้ยงปูนาในบ่อปูน หรือ เลี้ยงปูนาในบ่อดิน เลี้ยงในบ้านที่มีพื้นที่น้อยๆมาฝากกัน ติดตามเคล็ดลับและ วิธีการด้านการเกษตรทุกชนิด ได้ที่ withikaset.com

ปูนา มีหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่ตลาดต้องการคือ สายพันธุ์กำแพง เป็นปูที่อยู่บริเวณจังหวัดพิจิตร ลักษณะปูจะตัวใหญ่ แต่ไม่ทนทานต่อสภาพอากาศ ทำให้ตายง่าย

วิธีแยกเพศของปูนา

เพศผู้

  • ขนาดลำตัวใหญ่  ก้ามขนาดใหญ่ ลำตัวสีเข้ม ส่วนท้องเป็นเปลือกเรียบสีขาว มีแนวร่องกลางส่วนท้องเป็นรูปตัวที

เพศเมีย

  • ขนาดลำตัวเล็ก ก้ามขนาดเล็ก ลำตัวสีอ่อน ท้องเป็นแผ่นโค้งรูปสามเหลี่ยมปิดทับส่วนท้อง

การเลี้ยงปูนาในบ่อปูน

การเลี้ยงปูนาในบ่อปูนนั้นทำความสะอาดได้ง่าย ตัวปูสะอาด ไม่ต้องนำมาพักในบ่อใสเพื่อให้ปูนาฟอกตะกอนในตัวออกเหมือนกับการเลี้ยงในบ่อดิน ตัวปูมันวาวเนื้อแน่น ไม่ฝ่อ รวมไปถึงปลอดจากสารเคมี ไม่มีพยาธิปรสิต และปลิง ทำให้เป็นที่นิยมของผู้บริโภค โดยมีขั้นตอนดังนี้

เตรียมบ่อปูน

สำหรับการเลี้ยงปูนาในบ่อปูน นั้นขนาดของบ่อจะประมาณ 2×3 เมตร สูงประมาร 1 เมตร พื้นด้านในบ่อต้องเรียบ ป้องกันการปีนออกจากบ่อ หากทำบ่อใหม่ให้แช่น้ำด่างทับทิมทิ้งไว้ 7-10 วัน หลังจากนั้นให้ทำความสะอาด และเติมน้ำลงไปประมาณ 10-15 เซนติเมตร วางอิฐบล็อก และใส่ผักตบชวา เพื่อเป็นบ้านที่หลบอาศัย และเป็นแหล่งอาหารให้แก่ปู แล้วปล่อยปูนาประมาณ 100 คู่

การให้อาหารของปูนา  นั้นมีความแตกต่างกันตามช่วงอายุของปูนา พอจะแยกช่วงอายุออกได้ ดังนี้

  • อายุ 3 วัน  –  1 เดือนครึ่ง ให้เลี้ยงด้วยไข่แดง ต้มสุก
  • อายุ 1 เดือนครึ่ง  –  จนครบอายุ ที่ต้องการให้เลี้ยงด้วยอาหารลูกอ๊อดชนิดเม็ดลอยน้ำ
  • พ่อแม่พันธุ์ อายุ 6 เดือน ให้อาหารปลาดุกเม็ดเล็ก หรือจะเสริมด้วยรำข้าว การให้อาหารปูจะให้อาหารช่วงเย็นทุกวัน โดย 1 ตัว จะกินอาหารประมาณ 4-5 เม็ด เมื่อครบอายุก็เริ่มจับขายได้ หากต้องการให้อาหารเสริมให้พวกผัก แต่ไม่ควรให้ข้าวสุก เพราะเมื่อปูกินเข้าไปจะทำให้ท้องอืดตาย



การเพาะขยายพันธุ์ของปูนา

สำหรับอายุของพ่อแม่พันธุ์สามารถผสมพันธุ์ได้นั้นมีอายุตั้งแต่อายุ 6 เดือน  ขึ้นไปซึ่งเป็นช่วงที่มีความเหมาะสมนั้น อายุของปูเฉลี่ยอนูที่ประมาณ 2 ปี กว่า สามารถขยายพันธุ์ได้ประมาณ 4-6 ครั้ง การผสมพันธุ์ปูนานอกฤดูนั้นก็สามารถทำได้โดยมี ขั้นตอนดังนี้

  1. ค่อยๆ ปล่อยน้ำออกจากบ่อปูนจนแห้ง งดให้อาหาร ตัวปูจะเริ่มแห้งและหาที่จำศีล โดยการเข้าไปอยู่ในรูอิฐบล็อก เป็นการจำลองสภาพอากาศในช่วงฤดูร้อน ช่วงนี้ปูจะมีหลากหลายสีเช่น ม่วง ส้ม ชมพู เหลืองเทา ฟ้า แดง ดำ ซึ่งปูจะจำศีลอยู่ในอิฐบล็อกประมาณ 1-2 สัปดาห์
  2. หลังจากนั้นค่อยๆ เติมน้ำลงในบ่อ ทำให้อุณหภูมิเย็นขึ้น นำสแลนมาคลุม นำแผ่นสังกะสีมาปิดทับปากบ่อ และฉีดน้ำเบาๆ เป็นฝอยๆ เป็นการจำลองสภาพอากาศในช่วงฤดูฝน ปริมาณน้ำในบ่อจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ปูจะเริ่มออกมาจากอิฐบล็อกเพื่อผสมพันธุ์ เมื่อปูเริ่มเจอน้ำจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีแดงอมม่วง
  3. ปูจะเริ่มจับคู่กัน และแยกรูอยู่กันเป็นคู่ๆ โดยตัวเมียจะอยู่ในรู ตัวผู้อยู่ปากรู ตัวเมียจะเริ่มมีการฟอร์มไข่ที่กระดอง และเมื่อไข่สมบูรณ์เต็มที่ จะคายไข่มาไว้ที่หน้าท้อง หรือจับปิ้ง ไข่จะมีสีเหลืองอ่อน แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแก่ และเป็นตัวอ่อน โดยใช้เวลาตั้งแต่ผสมพันธุ์จนออกลูกประมาณ 40-45 วัน แม่ปูที่ไข่หน้าท้องจะขยายออก ปล่อยให้แม่พันธุ์อยู่ในรูอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ จากนั้นย้ายแม่ปูออกมาเลี้ยงจนแม่ปูสลัดลูกออก ให้เลี้ยงแม่ปูและลูกปูในบ่อเดียวกันอีกประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วจึงจับแม่ปูแยกออกจากบ่อ แม่ปูหนึ่งตัว จะมีลูกประมาณ 300–500 ตัว แต่จะรอด ประมาณ 300-400 ตัว

การจับปูขาย

ปูนา มีขนาดอายุที่แตกต่างกันตามความต้องการในการบริโภค ดังนี้

  • อายุ 2–2 เดือนครึ่ง ขายเป็นปูจ๋า ส าหรับทอด
  • อายุ 3 เดือน ขายเป็นปูสด หรือปูดองส าเร็จรูป
  • อายุ 4-5 เดือน ขายเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป หรือขายเป็นปูกิโล
  • อายุ 6 เดือน ขายก้ามปู มันปู เนื้อปู หรือพ่อแม่พันธุ์
  • 7-8 เดือน ขายปูนิ่ม หรืออื่นๆ ตามต้องการ

การแปรรูปปูนา

ปูนาตามธรรมชาติในช่วง เดือนมกราคม – พฤษภาคม เป็นช่วงที่หายาก มีราคาสูงมาก แต่ช่วงเดือนมิถุนายน – ตุลาคม จะมีจำนวนมาก ซึ่งราคาก็จะลดลง การนำปูนามาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ก็ถือเป็นการสร้างรายได้ที่ค่อนข้างมากเลยที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปเป็น น้ำพริกเผาปูนา น้ำพริกมันปู กะปิมันปู น้ำพริกผัดปูนา น้ำพริกนรกปูนา ปูดองไว้ใส่ส้มตำอร่อยๆ ปูเขย่า ก้ามปู เนื้อปู และสินค้าแปรรูปต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งสร้างราย เฉลี่ยกว่า 1,000-2,000 บาทต่อวัน

ปัญหาการเลี้ยงปูนา

  • น้ำหากและเย็นเกินไปจะอาจทำให้ปูแขนขาหลุดและน็อคตาย หรือน้ำไม่สะอาดอาจจะทำให้ปูนาไม่สามารถฟอกอากาศได้และอาจจะตายในที่สุด
  •  อากาศปูนาจะไวต่อสภาพอากาศ โดยเฉพาะในช่วง 3-5 วันแรกที่ปล่อยปูนาลงในบ่อเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทันที ทำให้ปูตายค่อนข้างมาก
  • ความแออัด อาหารไม่เพียงพอ ทำให้ปูต่อสู้กัน หรืออาจสลัดขาจากการหนีคู่ต่อสู้ เพื่อให้วิ่งหนีได้เร็วและตามธรรมชาติปูจะสามารถสร้างขาขึ้นมาใหม่ได้เมื่อมีการลอกคราบ แต่หากแขนขาหลุดหรือสลัดแขนขามากเกินไป ปูก็จะตายในที่สุด

ขอบคุณที่มา : การเลี้ยงปูนาสร้างอาชีพ โดย อาจารย์ปานศิริ ปาดกุล บรรยายในงานตลาดนัด “มหัศจรรย์แห่งท้องทุ่ง” วันที่ 2พฤศจิกายน 2562 , sarakaset.com





บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ปุ๋ยหมักมูลแพะ ปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดีช่วยบำรุงดิน ประหยัดต้นทุน

ปุ๋ยหมักมูลแพะ ปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดีช่วยบำรุงดิน ประหยัดต้นทุน

ปุ๋ยหมักมูลแพะ

วันนี้เราจะมาพูดถึง “ ปุ๋ยหมักมูลแพะ ปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดีช่วยบำรุงดิน”  สำหรับเกษตรผู้ที่เลี้ยงแพะ นั้น ในประเทศไทยมีการเลี้ยงกันทั่วทุกภาค และเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ เพราะเป็นสัตว์ที่ให้ลูกเร็ว โตเร็ว ลงทุนน้อย กินง่าย และขายได้ราคาดี มีตลาดรับซื้อที่แน่นอน เรียกได้่ามีแพะเยอะๆ พ่อค้ามารับถึงที่กันเลยที่เดียว อีกทั้งใช้พื้นที่ไม่มากในการเลี้ยง  ขณะเดียวกัน คุณค่าในตัวแพะตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ทุกส่วน ทั้งเนื้อ นม หนัง และขน แล้วยังรวมถึงมูลแพะ หรือ ขี้แพะ ที่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดี ที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้ครับ



ทำความรู้จักกับ ปุ๋ยอินทรีย์ ?

ปุ๋ยอินทรีย์ คือ ปุ๋ยที่มีการย่อยสลายอินทรียวัตถุ (Organic matter) โดยวิธีการทางชีวเคมี โดยการนำอินทรียวัตถุที่เช่น ของเสียจากโรงงาน มูลวัว มูลไก่ มูลค้างคาว ซากต้นไม้ ใบไม้ กรดอะมิโน โดโลไมท์ แร่ธาตุต่าง ๆ นำมาบด และเติมจุลินทรีย์กลุ่มใช้ออกซิเจน (Aerobic Microorganisms) จากนั้นบ่มหมัก กลับกอง จนอินทรียวัตถุย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารต่าง ๆ ที่พืชต้องการ ซึ่งปุ๋ยอินทรีย์ที่ดีต้องมีส่วนประกอบของธาตุอาหารหลัก รอง เสริม อย่างครบถ้วน โดยปุ๋ยอินทรีย์สามารถทำได้หลายรูปแบบทั้ง เม็ด น้ำ และ ผง

ข้อดี ของ ปุ๋ยอินทรีย์

  1. มีอินทรียวัตถุ ธาตุอาหาร จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อดินและพืช ซึ่งในปุ๋ยเคมีไม่มี
  2. ไม่ทำให้หน้าดินเสีย ปรับสภาพดินให้เป็นกลาง
  3. เพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในดินให้กับ ดิน พืช และสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์
  4. ปรับสภาพโครงสร้างของดินให้มีความร่วนซุย โปร่ง อุ้มน้ำ และอ่อนลง

มาถึงขั้นตอนการทำ ปุ๋ยหมักมูลแพะ กันบ้าง

สำหรับวิธีการผลิตตลอดถึงการนำส่วนผสมมาใช้นั้น มีหลายวิธีด้วยกัน แต่ที่เหมาะสมสำหรับช่วงนี้ก็คือตำรับปุ๋ยหมักมูลแพะผสมแกลบ เนื่องจากหาได้ง่ายในท้องถิ่นกว่าวัสดุอื่น หากไม่มีแกลบ ก็ใช้เศษหญ้า ฟางข้าว ต้นข้าวโพด ซังข้าวโพด ต้นถั่ว เปลือกถั่ว ผักตบชวา ก็สามารถใช้ได้

ในการผสมจะประกอบด้วย

    • แกลบ 100  กิโลกรัม
    • มูลแพะสด  60 กิโลกรัม
    • สารเร่ง พด.1 จำนวน 1 ซอง หากลดปริมาณแกลบ หรือ ลดปริมาณมูลแพะก็ต้องลดสาร เร่ง พด.1 ตามอัตราส่วน

อย่างไรก็ตามหากเพิ่มปริมาณมูลแพะมากขึ้นจะทำให้ปุ๋ยหมักมี คุณภาพดีขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากมูลแพะเป็นแหล่งธาตุอาหารพืชที่สำคัญ โรงเรือนที่ใช้ทำปุ๋ยหมักก่อนทำควรล้างหรือกวาดพื้นให้สะอาด เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการ เช่น พลาสติก เศษแก้ว โรงเรือนควรมีลักษณะโปร่ง  และป้องกันฝนและแดด  ถ้าไม่มีโรงเรือนก็สามารถทำปุ๋ยหมักบนพื้นธรรมดาได้โดยทำกลางแจ้งข้อดีของการทำปุ๋ยหมักในโรงเรือนคือ น้ำระเหยออกจากกองปุ๋ยหมักน้อยกว่า ช่วยประหยัดการรดน้ำให้กองปุ๋ย  และปุ๋ยมีคุณภาพดีกว่า เพราะธาตุอาหารไม่สูญเสียไปเนื่องจากการชะล้างของฝน

ขั้นตอนวิธีทำ

ให้นำแกลบที่เตรียมไว้ และ มูลแพะสด หรือแห้งก็ได้ พร้อมทั้งสารเร่ง พด.1 ในอัตราส่วน 100:60:1 ซอง ทำแกลบให้เป็นกองขนาด กว้าง 1.5 -2 เมตร ยาว 4-5 เมตร สูง 1 ฟุต รดน้ำลงบนกองแกลบทุกวันเป็นเวลาประมาณ 5 วัน ในระหว่างรดน้ำคลุกเคล้าให้แกลบดูดซับน้ำ ให้ฉ่ำน้ำทั่วทั้งกอง เพื่อให้แกลบอุ้มน้ำก่อน จากนั้นนำมูลแพะสดโรย บนกองแกลบให้ทั่วกอง แล้วคลุกเคล้าให้เข้า กัน และรดน้ำไปพร้อม ๆ กันด้วย เพื่อให้มูลแพะกับแกลบเข้ากัน และดูดซับน้ำดียิ่งขึ้น โดยรดน้ำจนกองปุ๋ยหมักมีความฉ่ำน้ำพอประมาณไม่ แห้งหรือแฉะจนเกินไป หรือมีความชื้นที่ 60 เปอร์เซ็นต์

จากนั้นใช้สาร พด. 1 จำนวน 1 ซอง โดยผสมกับน้ำสะอาดแล้วกวนให้เข้ากัน 2-3 นาที เพื่อกระตุ้นจุลินทรีย์ แล้วนำไปรดบนกองปุ๋ยหมักจนทั่วทั้งกอง ตามด้วยการรดน้ำให้ทั่วกองอีก ประมาณ 10–20 ลิตร

จากนั้นปล่อยกองปุ๋ยไว้โดยต้องมีผ้าพลาสติกคลุม เพราะแกลบไม่อุ้มน้ำ และระเหยน้ำได้เร็ว จึงต้องคลุมไว้เพื่อป้องกันแสงแดด และลดการระเหยน้ำของกองปุ๋ยหมัก กลับกองปุ๋ย ทุก ๆ 10 วัน โดยใช้จอบพลิกกองทีละข้าง เพื่อลดความร้อนในกองปุ๋ยลง อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 40 องศาเซลเซียส หากเกินจะทำให้เชื้อจุลินทรีย์ใน พด.1 ตาย

ที่เหมาะสมใน 2-3 วันแรก อุณหภูมิ ในกองปุ๋ยควรอยู่ที่ประมาณ 38-39 องศาเซลเซียส และเมื่อกลับกองปุ๋ยไปประมาณ 15  วัน อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยจะค่อย ๆ ลดลง การ กลับกองปุ๋ยจะช่วยให้เชื้อจุลินทรีย์ได้อากาศช่วยย่อยสลาย




ประมาณ 3-5 เดือน กองปุ๋ยหมักจะเปื่อยยุ่ย และมีสีดำ  และมีต้นพืชเล็ก ๆ เจริญบนกองปุ๋ย ถึงตอนนี้ก็จะเป็นการแสดงว่าปุ๋ยหมักสมบูรณ์แล้ว นำไปใส่ในดินเพื่อบำรุงต้นพืชได้.

ข้อแนะนำ  ปุ๋ยมูลสัตว์ทุกชนิดไม่ควรใส่สดๆเลย ต้องหมักก่อนเผื่อให้ความร้อนจากการย่อยสลายหมดไป และระหว่างกระบวนการย่อยสลายจุลินทรีย์จะดึงธาตุอาหารจากดินมาด้วย อาจทำให้พืชขาดธาตุอาหาร


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

โรคกรดไหลย้อน กับสมุนไพรแก้กรดไหนย้อน

โรคกรดไหลย้อน กับสมุนไพรแก้กรดไหนย้อน

โรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน คืออะไร

โรคกรดไหลย้อน หรือ GERD (Gastro-Esophageal Reflux Disease) คือ ภาวะที่เกิดจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจเป็นกรด หรือ ด่างก็ได้ ไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร น้ำย่อยเหล่านี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองของหลอดอาหาร จนทำให้เกิดอาการ หรือ ภาวะแทรกซ้อนที่รบกวนคุณภาพชีวิต




อาการที่พบบ่อย

อาการที่พบบ่อยของโรคกรดไหลย้อนมี 4 อาการหลักๆ รวมถึงอาการอื่นๆที่อาจคาดไม่ถึง

  • แสบร้อนบริเวณกลางหน้าอก มักเกิดอาการหลังรับประทานอาหาร ซึ่งอาจมีอาการแย่ลงในเวลากลางคืน
  • เรอเปรี้ยว หรือ รับรสเปรี้ยว รสขมในปากและลำคอ
  • สำรอกน้ำย่อย หรือเศษอาหารขึ้นมาในปากและลำคอ
  • อาการอื่นๆ เช่น คลื่นไส้ รู้สึกจุกแน่นในลำคอ กลืนลำบาก หรือเจ็บแน่นหน้าอกโดยไม่ได้มีสาเหตุจากโรคหัวใจและโรคในระบบอื่นๆ
  • ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน ยังอาจพบอาการผิดปกติในระบบอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ ไอเรื้อรัง กล่องเสียงอักเสบ เสียงแหบ กระตุ้นให้อาการหอบหืดแย่ลง ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรง ซึ่งสามารถรักษาด้วยตนเองได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือ การทานยาสามัญ ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ หรือร้านขายยาทั่วไป ตามคำแนะนำของแพทย์และเภสัชกร อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรง
  • หรือมีอาการสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงอื่นๆ ที่มีอาการคล้อยโรคกรดไหลย้อน เช่น มะเร็ง ควรรีบปรึกษาแพทย์

เมื่อไหร่ต้องไปปรึกษาแพทย์

ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอก โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการเหนื่อย หอบ หายใจลำบาก หรือมีอาการเจ็บหน้าอกร้าวมา  ที่กรามหรือแขน อาการเหล่านี้อาจเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ควรรีบพบแพทย์ทันที

ในกรณีผู้ป่วยที่มีอาการอื่นๆ ของโรคกรดไหลย้อนที่มีอาการรุนแรง เป็นซ้ำอยู่บ่อยๆ หรือรับประทานยามานานเกิน 2 สัปดาห์แต่อาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการสัญญาณเตือน เช่น อาเจียนมีเลือดปน กลืนอาหารลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บคอน้ำหนักลด คลำได้ก้อนที่บริเวณลำคอ ควรรีบไปพบแพทย์

แนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อนเบื้องต้น การรักษาเบื้องต้น แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่

การรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดำเนินชีวิตประจำวัน ได้แก่ หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ เช่น อาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันสูง ชากาแฟ งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนนอน พยายามลดน้ำหนักถ้าน้ำหนักเกิน และ หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับ หรือรัดแน่นโดยเฉพาะบริเวณรอบเอว การรักษาด้วยยา ควรใช้ยาเพื่อการรักษาโรคกรดไหลย้อนภายใต้คำแนะนำของแพทย์และเภสัชกร

ยาที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษาโรคกรดไหลย้อน แบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

ยากลุ่ม อัลจีเนต มีทั้งชนิดเม็ด และ ชนิดน้ำ ออกฤทธิ์ในการลดกรดและสร้างชั้นเจล เพื่อลดการไหลย้อนของกรดเกินในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยายังออกฤทธิ์เร็วในการบรรเทาอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอกได้ดีกว่ายากลุ่มอื่นๆ และยังสามารถใช้ได้กับแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร ด้วยประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการและความปลอดภัยจึงอาจใช้เป็นยาในการรักษาเบื้องต้นแก่ผู้ป่วย

อย่างไรก็ตามเนื่องจากยากลุ่มนี้ไม่ได้ออกฤทธิ์โดยตรงในการยับยั้งการหลั่งกรด จึงอาจมีประสิทธิภาพที่ไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นยาชนิดเดียวในการรักษากรณีที่ผู้ป่วยมีอาการกรดไหลย้อนที่รุนแรง เช่น ผู้ป่วยที่มีหลอดอาหารอักเสบร่วมด้วย

ยากลุ่ม proton-pump inhibitor เป็นยาชนิดเม็ดออกฤทธิ์โดยตรงในการยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้ยามีประสิทธิภาพในลดกรดได้ดีกว่ายากลุ่ม อัลจีเนต แต่การใช้ยาในกลุ่มนี้ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากยาอาจส่งผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยในระยะยาวได้ นอกจากนี้ไม่แนะนำให้ใช้เป็นยารักษาโรคกรดไหลย้อนตัวแรกกับแม่ตั้งครรภ์

อาการที่พบบ่อยของโรคกรดไหลย้อน

อาการแสบร้อนกลางอก  รู้สึกเปรี้ยวหรือรับรสขมในปาก และลำคอ  อาจมีอาการคลื่นไส้เรอบ่อย มีความรู้สึกแน่นในช่วงคอ รู้สึกกลืนน้ำลายลำบาก  เสียงแหบ ไอ หายใจไม่ออก สำลักน้ำลายหรือน้ำย่อยในเวลากลางคืนขณะหลับ

กลุ่มเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อน

  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ หรือ ผู้ที่สูบบุหรี่
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น การกินอาหารและนอนทันที




 9 วิธี ห่างไกลกรดไหลย้อน

  • งดสูบบุหรี่
  • ลดน้ำหนักส่วนเกิน
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีการก้ม หรือโค้งตัวไปข้างหน้า
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด รวมถึง กาแฟ ชา และน้ำอัดลม
  • กินบ่อยขึ้น โดยแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ แทนมื้อใหญ่
  • เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เพื่อลดอาการแสบร้อนกลางอก
  • นอนหัวสูง โดยหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้น ประมาณ 6 นิ้ว
  • หลีกเลี่ยงการนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร ควรเว้นระยะ 3-4 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน ช็อกโกแลต กระเทียม พืชตระกูลหอม เช่น หอมใหญ่ ต้นหอม

สูตรสมุนไพรไทย แก้อาการเรอเหม็นเปรี้ยว แสบร้อนกลางอก กรดไหลย้อน

วัตถุดิบ

  • ยอดกระเพราแดง หรือ ยอดกระเพราเขียว   1 กำมือ
  • น้ำสะอาด       1 ลิตร

ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ

  • ล้างยอดกระเพราแดง หรือ ยอดกระเพราเขียว ด้วยน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วพักไว้

ขั้นตอนการทำ

  • นำหม้อตั้งไฟ ใส่น้ำสะอาดที่เตรียมไว้ ลงไป เสร็จแล้วใส่ยอดกระเพราแดง หรือ ยอดกระเพราเขียว ตามลงไป ต้มให้เดือด เสร็จแล้วยกลงจากเตา
  • กรองเอาแต่น้ำ อุ่นวันละ 1 ครั้ง

วิธีรับประทาน

  • รับประทาน ก่อนอาหาร เช้า – เย็น ครั้งละ 1 แก้วกาแฟ 60cc. ทานติดต่อกัน 3 วัน อาการกรดไหลย้อน เรอเหม็นเปรี้ยว แสบกลางอก จะมีอาการดีขึ้น

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

  • งดอาหารแสลง อาหารรสจัด ของมัน ของทอด ของเปรี้ยว ของหมักดอง เป็นต้น

ข้อมูลอ้างอิง :

–  รองศาสตราจารย์ นพ.ศักรินทร์ จิรพงศธร แผนกโรคทางเดินอาหารและตับ รพ.พระมงกุฎเกล้า ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ รพ.บำรุงราษฏร์

– น.พ.สุทธิพล อริยสถิตย์มั่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โสต ศอ นาสิก

– ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรไทย – หมอพื้นบ้าน วัดคีรีวงก์ ( วัดน้ำตก )




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น สวยเฉียบ เรียบ หรู มีดีไซน์ พร้อมครัวไทย

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น สวยเฉียบ เรียบ หรู มีดีไซน์ พร้อมครัวไทย

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น


สวัสดีครับ วันนี้เรามี แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น สวยเฉียบ เรียบ หรู มีดีไซน์ พร้อมครัวไทย  มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์ หลังนี้ประกอบไปด้วยขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องโถงใหญ่ 1 ห้องครัว 1 ห้องฟิตเนส 1 ห้องพระ พื้นที่ใช้สอย 155 ตร.ม. งบประมาณในการก่อสร้างอยู่ที่ราว 1.8 ล้านบาท  ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 60 ซม. จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ




ผลงานและรูปภาพ : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์
สถานที่ก่อสร้าง : บ้านหนองดินดำ ตำบลบ้านแก้ง อำเภอภูเขียว จัยภูมิ
เรียบเรียง : withikaset.com

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

บ้านทรงกล่องสไตล์โมเดิร์นโทนสีขาวเทา ตัวบ้านยกพื้นสูง ทาสีขอบพื้นผนังด้านล่างด้วยสีเทาช่วยกันเปื้อนผนัง ภายนอกใช้ผนังแบบเรียบ ติดไฟฝ้านอกด้านบนช่วยส่องตัวบ้านให้สวยงามและส่องสว่างในตอนกลางคืน ประตูทางเข้าหลักเลือกใช้บานไม้สีน้ำตาล ใช้หน้าต่างบานกระจกกรอบสีดำเพิ่มลายเส้นให้กับผนัง ทำหลังคากันสาดทรงแบนเรียบคุลมพื้นที่เฉลียงหน้าบ้าน

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น




แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์




ภายในประกอบไปด้วย 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำใน 1 ห้องน้ำนอก  1 ห้องรับแขก  1 โถงสูงโปร่ง 1 ห้องฟิตเนส  1 ห้องพระ  1 ครัวใหญ่ๆ



ห้องน้ำออกแบบในสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ ดูเท่สวยทันสมัยน่าใช้งาน

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม หลังนี้ก่อสร้างที่  บ้านหนองดินดำ ตำบลบ้านแก้ง อำเภอภูเขียว จัยภูมิ   ผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์   ในส่วนเรื่องราคาถ้าสามารถสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างหรือหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อทีมงานผู้สร้างได้ทันที

ช่องทางการติดต่อ ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์


ปล. งบประมาณในการสร้างบ้านแต่ละหลังที่แตกต่างกันนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ก่อสร้าง คุณภาพหรือเกรดของวัสดุ การว่าจ้างช่างฝีมือหรือผู้รับเหมา ฯลฯ ดังนั้น ข้อมูลของบ้านหลังนี้จึงมีไว้เพื่อเป็นตัวอย่างให้ศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถนำไปเป็นมาตรฐานในการสร้างบ้านอื่น ๆ ที่มีสภาพปัจจัยที่แตกต่างกันได้


บทความอื่นที่น่าสนใจ