การปลูกกระชายดำ พร้อมวิธีการแปรรูป

การปลูกกระชายดำ พร้อมวิธีการแปรรูป

การปลูกกระชายดำ

การปลูกกระชายดำ


กระชายดำ เป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศเขตร้อนบริเวณตะวันออกเฉียงใต้พบได้ ตามบริเวณป่าดิบร้อนชื้น แหล่งปลูกที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปคือ เขตปลูกอำเภอนาแห้ว อำเภอด่านซ้าย และอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ปัจจุบันปลูกมากในเขตจังหวัดเลย เป็นพืชที่ทำรายได้ให้กับผู้ปลูก สูงมากจึงมีการขยายพื้นที่ปลูกไปยังแหล่งอื่นๆ เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ Zingiberaceae เช่นเดียวกับขิงและขมิ้น มีชื่อวิทยาศาสตร์ Kaempferia parviflora

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ กระชายดำแตกต่างจากกระชายทั่วไป (ที่ใช้เป็นเครื่องแกง) คือ กระชายทั่วไปใช้ส่วนที่เป็น ราก(tuber) ซึ่งงอกออกมาจากเหง้า (ลำต้นที่อยู่ใต้ดิน) มีกาบใบและใบซ้อนโผล่ขึ้นอยู่เหนือดิน ส่วนกระชายดำมีลำต้นอยู่ใต้ดิน (rhizome) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าหัว ลักษณะคล้ายขิงหรือขมิ้น แต่มีขนาดเล็กกว่า

ใบใหญ่และมีสีเขียวเข้มกว่ากระชายทั่วไป ขนาดใบกว้างประมาณ 7-15 เซนติเมตร ยาว 30-35 เซนติเมตร ใบมีกลิ่นหอม ประกอบด้วยกาบใบมีสีแดงจางๆ และหนาอวบ กำเนิดมาจากหัว ที่อยู่ใต้ดิน ลำต้นมีความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร

ดอกออกจากยอด ช่อละหนึ่งดอก มีใบเลี้ยง ดอกมีสีชมพูอ่อน ๆ ริมปากดอกสีขาว เส้าเกสรสีม่วง เกสรสีเหลือง กลีบรองกลีบดอกเชื่อมติดกันมีลักษณะเป็นรูปท่อ มีขน โคนเชื่อมติดกันเป็นช่อยาว เกสรตัวผู้ จะเหมือนกับกลีบดอก อับเรณูอยู่ใกล้ปลายท่อ เกสรตัวเมียมีขนาดยาวเล็ก ยอดของมันเป็นรูปปากแตร เกลี้ยงไม่มีขน

หัวมีสีเข้มแตกต่างกัน ตั้งแต่สีม่วงจาง ม่วงเข้ม และดำสนิท (ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ความแตกต่าง ของสีขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม อายุ หรือพันธุกรรม) สีของหัวเมื่อนำไปดองสุราจะถูกฟอกออกมา

สายพันธุ์กระชาย

ในปัจจุบันยังไม่มีการรวบรวมและจำแนกพันธุ์อย่างเป็นทางการ แต่หากจำแนกตามลักษณะของสี ของเนื้อหัว พอจะแยกได้ 3 สายพันธุ์ คือ

  • สายพันธุ์ที่มีเนื้อหัวสีดำ
  • สีม่วงเข้ม
  • สีม่วงอ่อนหรือสีน้ำตาล

ส่วนใหญ่แล้ว จะพบกระชายที่มีสีม่วงเข้มและสีม่วงอ่อน ส่วนกระชายที่มีสีดำสนิทจะมีลักษณะ หัวค่อนข้างเล็ก ชาวเขาเรียกว่า กระชายลิง ซึ่งมีไม่มากนักจัดว่าเป็นกระชายที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการ ของตลาด

แหล่งปลูกที่เหมาะสม

       เนื่องจากกระชายดำเป็นพืชดั้งเดิมของชาวเขา จึงเชื่อกันว่ากระชายดำที่ดีมีคุณภาพ จะต้องปลูก บนพื้นที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500-700 เมตร เจริญเติบโตและลงหัวได้ดีในดินร่วนทราย มีการ ระบายน้ำดีไม่ชอบน้ำขัง ไม่ชอบแดดจัด ชอบแดดร่มรำไร เกษตรกรจึงนิยมปลูกกระชายดำระหว่าง แถวไม้ยืนต้น แต่ก็ยังไม่มีข้อมูล ยืนยันว่าปลูกกลางแจ้งกับปลูกในที่ร่มรำไรมีผลแตกต่างกันอย่างไร ทั้งใน ด้านคุณภาพและการเจริญเติบโต

การปลูกกระชายดำ

การเตรียมพันธุ์ปลูก

        โดยการใช้หัวแก่จัดมีอายุประมาณ 11-12 เดือน ปราศจากเชื้อโรค เก็บไว้ในที่แห้งและเย็น นานประมาณ 1-3 เดือน ก่อนเก็บรักษาควรจุ่มหัวพันธุ์ในสารป้องกันกำจัดเชื้อรา โดยใช้ไดโฟลาแทน 80 หรือ แมนเซ็ทดีผสมน้ำอัตรา 2-4 ช้อนแกง/น้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) ในพื้นที่ 1 ไร่จะใช้หัวพันธุ์ประมาณ 200-250 กิโลกรัม ขึ้นกับระยะปลูก และขนาดของหัวด้วย

การเลือกหัวพันธุ์

        ควรจะใช้พันธุ์ที่มีขนาดเล็ก เนื่องจากในน้ำหนักที่เท่ากันกับหัวขนาดใหญ่ หัวขนาดเล็กจะปลูกได้ มากกว่าและควรเลือกหัวพันธุ์ที่มีสีดำหรือม่วงเข้ม ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด

ฤดูปลูกกระชายดำ

       เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม และจะเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคม-มกราคม กระชายดำ จะมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 8-9 เดือน

การเตรียมดิน

       ก่อนที่จะมีการไถเตรียมดิน ควรหว่านปูนขาวในอัตรา 100-150 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ ในดิน หลังจากนั้นจึงไถกลบปูนขาวทิ้งไว้ประมาณ 10-15 วัน เนื่องจากเป็นดินร่วนปนทราย เกษตรกรอาจไถ เพียงครั้งเดียว ก่อนปลูกควรยกเป็นแปลง (ไม่ต้องสูงนัก) ความกว้างของแปลง 1.50-2.0 เมตร ความยาว ไม่จำกัด

วิธีการปลูกกระชายดำ

      ใช้หัวพันธุ์ที่เตรียมไว้แล้วแยกหัวโดยหักออกเป็นข้อๆ ตามรอยต่อระหว่างหัว ฝังกลบดินให้มิดแต่ ไม่ลึกนัก โดยใช้ระยะปลูกระหว่างแถว X ระหว่างหลุม 0.20 X 0.25 เมตร หรือ 0.25 X 0.30 เมตร ปลูกเสร็จแล้วใช้แกลบหว่านกลบบางๆ อีกชั้นหนึ่ง

การดูแลรักษา

 การใส่ปุ๋ย

       ใช้ปุ๋ยคอกมูลไก่ผสมแกลบรองพื้น ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ หากดิน มีความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว อาจใช้แกลบที่ได้จากการรองพื้นเล้าไก่ก็เป็นการเพียงพอ โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี

การกำจัดวัชพืช

      วัชพืชในไร่กระชายไม่ค่อยมีปัญหามากนัก เนื่องจากกระชายมีระยะปลูกถี่ใบ สามารถคลุมดิน ป้องกันการงอกของเมล็ดวัชพืชได้ดี หากมีความจำเป็นต้องกำจัดวัชพืชออกให้หมดจากแปลง

การเก็บเกี่ยว

       อายุเก็บเกี่ยวของกระชายดำ ประมาณ 8-9 เดือน ซึ่งจะเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคม-มกราคม ในช่วงนี้ สังเกตดูใบจะเริ่มแก่มีสีเหลืองและแห้งตายลงในที่สุด

        การเก็บเกี่ยวเร็วก่อนกำหนด จะมีผลต่อคุณภาพโดยเฉพาะของหัวจะไม่เข้ม ซึ่งเป็นกระชายดำที่ ตลาดต้องการ (แต่อย่างไรก็ตามอายุการเก็บเกี่ยว จะมีผลต่อสีของหัวกระชายมากน้อยเพียงใดยังไม่มี รายงานอย่างเป็นทางการ)

การขุดหัวกระชาย

       ถ้ายกเป็นแปลงตอนปลูก จะเก็บเกี่ยวได้ง่าย โดยใช้จอบหรือเสียม ขุดหัวขึ้นมาแล้วเคาะดินให้ หลุดออกจากหัวและราก เกษตรกรนิยมนำหัวกระชายที่ขุดได้ใส่ถุง แล้วนำไปทำความสะอาดที่บ้าน โดยการปลิดราก ออกจากหัวให้หมดให้เหลือแต่หัวล้วนๆ (ส่วนรากหรือนมกระชายที่ปลิดออกจากหัวสามารถ นำไปจำหน่ายให้พ่อค้าได้)

ผลผลิต

โดยเฉลี่ยหัวพันธุ์ 1 กิโลกรัม สามารถให้ผลผลิตได้5-8 กิโลกรัม ดังนั้น 1 ไร่ จะได้ผลผลิต ประมาณ 1,000-2,000 กิโลกรัม

สรรพคุณทางยา

ในปัจจุบัน กระชายดำจัดว่าเป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ทั้งผู้บริโภค และวงการแพทย์แผนไทย เพราะเชื่อว่ามีสรรพคุณทางยา ถึงแม้ว่ายังไม่มีรายงานทางการแพทย์ อย่างเป็นทางการ แต่จากประสบการณ์ของผู้ใช้กระชาย มีรายงานว่าใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุง หัวใจ แก้ใจสั่น แก้บิด แก้ปวดข้อ แก้ลมวิงเวียน แน่นหน้าอก แก้แผลในปาก ทำให้โลหิตหมุนเวียนดีขึ้น ผิวพรรณผุดผ่อง สดใส ขับปัสสาวะ แก้โรคกระเพาะ และปวดท้อง เป็นต้น แต่ที่กล่าวกันมาก คือ บำรุงกำหนัด จึงได้ฉายาว่า โสมไทย 

การแปรรูปกระชายดำ

ในปัจจุบันนอกจากใช้กระชายดำเพื่อประกอบเป็นตัวยาโดยตรงแล้ว ยังนำไปบดเป็นผงบรรจุซอง ชงน้ำร้อนดื่มบำรุงสุขภาพ ใช้ดองดื่มเพื่อให้เกิดความกระชุ่มกระชวย ทำลูกอมและที่นิยมมากที่สุด ในปัจจุบัน คือ ทำไวน์กระชายดำ

กระชายดำแบบหัวสด

การรับประทาน : ใช้รากเหง้า(หัวสด) ประมาณ 4-5 ขีด ต่อสุราขาว 1 ขวด ดองสุราขาว ดื่มก่อน รับประทานอาหารเย็น ปริมาณ 30 ซีซี. ผู้ที่ดื่มสุราไม่ได้ให้ฝานเป็นแว่นบางๆ แช่น้ำร้อนดื่มทุกวัน หรือจะดองกับน้ำผึ้งก็ได้ ในอัตราส่วน 1:1

กระชายดำหัวแห้ง

       การทำกระชายดำแบบฝานเป็นแว่นอบแห้ง โดยการนำหัวสดของกระชายดำไปล้าง ทำความสะอาด นำมาฝานเป็นแว่น แล้วนำเข้าตู้อบ อบให้แห้งที่อุณหภูมิสูงจนแห้งได้ที่แล้วจึงนำมาเก็บไว้ ในที่แห้งและเย็น ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยให้เก็บรักษากระชายดำได้นาน การรับประทาน : หากไม่ใช่คอเหล้าที่ มักนิยมนำไปดองกับเหล้าขาว ก็มักหั่นเป็นชิ้น นำไปตากแห้งแล้วมาต้มกับน้ำรับประทาน บางตำราบอกให้ นำหัวกระชายดำหั่นตากแห้งสดไปดองกับน้ำผึ้งแท้ 7 วัน นำมาดื่มก่อนนอน อาจจะนำมาปั้นเป็นลูกกลอน ก็ได้

รายละเอียดวิธีใช้ 

  •  หัวแห้ง ประมาณ 15 กรัม (1 กล่อง) ดองกับเหล้าขาว 1 แบน ผสมน้ำผึ้งเพื่อรสชาติที่ดีขึ้น ได้ตามชอบใจ ดื่มก่อนนอนวันละ 30 ซีซี. ( 1 เป็ก)
  • หัวแห้ง ดองกับน้ำผึ้งแท้ในอัตราส่วน 1:1
  • หัวแห้ง บดเป็นผงละเอียดผสมน้ำผึ้ง พริกไทยป่น กระเทียมผง บอระเพ็ดผง ในอัตราส่วน 10 : 5 : 2 : 1 : 0.5

ไวน์กระชายดำ

ตามความหมายในภาษาอังกฤษนั้น ไวน์ (wine) หมายถึง “เหล้าองุ่น” เท่านั้น ตามกระแสนิยม สำหรับคนไทยนั้น คำว่า “ไวน์” หมายถึง ผลไม้ หรือสมุนไพรที่นำมาหมักแล้วได้แอลกอฮอล์ ไม่เกิน 15 ดีกรี ซึ่งกรรมวิธีผลิตก็ทำเช่นเดียวกับไวน์ในต่างประเทศ แต่ในกฎหมายไทยตามพระราชบัญญัติสุราฯ นั้นเรียกว่า “สุราแช่” ดังนั้น อนุโลมที่จะเรียกผลไม้หรือสมุนไพรที่นำมาหมักว่า “ไวน์” และต่อท้ายด้วยชื่อผลไม้หรือ สมุนไพรที่นำมาทำเป็นวัตถุดิบนั้น เช่น ไวน์สับปะรด ไวน์ลูกยอ ไวน์ลูกหม่อน เพราะไม่สามารถที่หาคำใด มาเรียกได้เหมาะสม และเข้าใจได้ง่าย

ที่มา : หนังสือ 123 อาชีพเกษตรกรทางเลือก , กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  www.ops.moac.go.th


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ไร่นาสวนผสม แนวทางการจัดสรรพื้นที่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ไร่นาสวนผสม แนวทางการจัดสรรพื้นที่เพื่อตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ไร่นาสวนผสม

Cr รูปภาพ : by MAYER Design

การเกษตรของไทยในอดีตเป็นการทำการเกษตรเพื่อยังชีพ โดยอาศัย ความอุดมสมบูรณ์จากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงไม่ประสบปัญหามากนัก แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอันเนื่องมาจาก การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร มีการใช้เทคโนโลยีการเกษตรแผนใหม่เพื่อเพิ่ม ผลผลิตให้เพียงพอแก่การบริโภคของประชากรและเพื่อการส่งออกเป็นรายได้ เข้าสู่ประเทศ จึงทำให้การทำการเกษตรในปัจจุบันประสบปัญหามากขึ้น ไม่ว่าจะ เป็นปัญหาการขาดความสมดุลทางธรรมชาติการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช รวมทั้งด้านการตลาดซึ่งนับวันจะแปรปรวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากปัญหาดังกล่าว การทำไร่นาสวนผสมจึงเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่จะลดความเสี่ยงที่เกิด จากภัยธรรมชาติและความไม่แน่นอนของราคาผลผลิต โดยการทำการเกษตร หลาย ๆ อย่าง เพื่อเพิ่มระดับบรายได้สามารถหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรในไร่นา ได้มากขึ้น สร้างความสมดุลให้กับธรรมชาติทำให้ระบบนิเวศเกษตรของชุมชน ดีขึ้น เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและมีความมั่นคงในการที่จะประกอบอาชีพ การเกษตรต่อไป




ไร่นาสวนผสม  เป็นการทำการเกษตร แบบหลาย ๆ อย่าง  เพื่อตอบสนองต่อการบริโภค และลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตและภัยธรรมชาติ ซึ่งการทำเกษตรไม่จำเป็นต้องเกื้อกูลกันก็ได้ เช่น การเลี้ยงไก่ สุกร รวมกับการปลูกพืช การปลูกโกโก้แซมในสวนมะพร้าว การเลี้ยงปลาในร่องสวนไม้ผลหรือสวนผัก หรืออาจจะมีการเกื้อกูลกันระหว่างการทำ โดยนำเศษที่เหลือไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับอีกกิจกรรมหนึ่ง เช่น เศษพืชผักเป็นอาหารสุกร มูลสุกรเป็นอาหารปลา น้ำจาก บ่อปลานำไปรดพืชผัก  เป็นต้น

ประโยชน์จากการทำ ไร่นาสวนผสม

  1. เพื่อเพิ่มระดับรายได้ และมีรายได้รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี
    • รายได้รายวัน ได้แก่ กิจกรรมพืชผัก (ผักกินใบ ผักบุ้ง ผักกระเฉด ตะไคร้ขิง ข่า กะเพรา เป็นต้น) กิจกรรมสัตว์ (ไก่ และเป็ดไข่ และการเลี้ยงโคนม)
    • รายได้รายสัปดาห์ ได้แก่ ไม้ดอกไม้ประดับ ผักบางชนิด (ชะอม กระถิน ผักกินใบ)
    • รายได้รายเดือน หรือตามฤดูกาลผลิต 2 – 4 เดือน กิจกรรมการปลูกพืชผัก ทำนา ทำไร่ การเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่เนื้อ เป็ด และสุกร ตลอดจนการเลี้ยงปลาและกบ
    • รายได้รายปีเป็นประจำทุกปีส่วนใหญ่เป็นไม้ผลและไม้ยืนต้น พืชไร่อายุยาว (สับปะรด มันสำปะหลัง) การเลี้ยงสัตว์ใหญ่ (โคเนื้อ สุกรขุน
  2. เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และการตลาดที่แปรปรวน
    เนื่องจากกิจกรรมด้านไร่นาสวนผสมมีความหลากหลายของกิจกรรม การเกษตรจึงทำให้เกิดความหลากหลายด้านชีวภาพ อายุการเก็บเกี่ยวและผลผลิต ที่ออกจำหน่ายมีความแตกต่างกันและสามารถช่วยลดการระบาดของโรคและศัตรูพืชลงได้ตลอดจนในบางครั้งราคาผลผลิตบางชนิดตกต่ำแต่บางชนิดราคาสูงหรือให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
  3. เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอกให้น้อยลง โดยพึ่งพาทรัพยากรในไร่นามากขึ้น
    ในระบบการผลิตไร่นาสวนผสมมีความหลากหลาย กิจกรรมการเกษตรสามารถหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรในไร่นาหรือกิจกรรมการเกษตรในไร่นาได้มากขึ้น เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด มูลสัตว์เป็นอาหารปลา ก๊าซชีวภาพ การใช้ปัจจัยการผลิต บางชนิดร่วมกัน เช่นด้านแรงงานการดูแลรักษา ด้านเครื่องมืออุปกรณ์  การผลิต ด้านปุ๋ยและธาตุอาหารเสริม   เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อทดแทนการใช้ปัจจัยการผลิตภายนอกที่มากและเกินขอบเขต ซึ่งจะส่งผลต่อสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระบบการผลิต
  4. กิจกรรมหลากหลายมีทั้งกิจกรรมเพิ่มรายได้ มีอาหารไว้บริโภคและใช้สอยในครัวเรือน
    การเกษตรในไร่นาสวนผสมอาจจะมีทั้งพืช สัตว์และประมง หรืออาจจะมีพืชกับสัตว์ หรือกลุ่มของพืชอายุสั้นกับอายุยาวขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ และวัตถุประสงค์ของเกษตรกร
  1. ในระยะยาว สร้างความสมดุลทางธรรมชาติทำให้สภาพแวดล้อมทางระบบนิเวศของไร่นาและชุมชนเกษตรดีขึ้น เนื่องจากในระบบการผลิตรูปแบบไร่นาสวนผสมของประเทศไทย เกษตรกรนิยมปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น ในระบบการผลิตควบคู่กับการทำนาและเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นกิจกรรมการเกษตรที่สร้างโอกาสด้านการตลาด แก่เกษตรกร ดังนั้น การมีไม้ผลไม้ยืนต้น เป็นการสร้างความรู้มรื่น รักษาความชื้นในระบบ การผลิตของไร่นา การใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุการเกษตร โดยการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรในไร่นาและพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอกน้อยลง จะทำให้ระบบนิเวศเกษตรดีขึ้น




ไร่นาสวนผสม

Cr รูปภาพ : by MAYER Design

ปัจจัยที่สำคัญในการทำ ไร่นาสวนผสม

  • ที่ดิน
    เกษตรกรควรมีที่ดินี้เป็นของตนเองมากกว่าการเช่าเพราะการทำ ไร่นาสวนผสมมีการปลูกไม้ผล ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ผลผลิตความอุดมสมบูรณ์ของดินก็มีส่วนสำคัญในการเลือกกิจกรรม แต่ความอุดมสมบูรณ์  ของดินสามารถปรับปรุงได้
  • แรงงาน
    เกษตรกรควรใช้แรงงานในครอบครัวอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ เช่น การกระจายการใช้แรงงานตลอดปีการใช้แรงงานให้เหมาะสมกับวิทยาการแผนใหม่และวิทยาการพื้นบ้านให้ผสมกลมกลืนกินไป การใช้แรงงานผสมผสาน หรือทดแทนกันระหว่างแรงงานคน แรงงานสัตว์และเครื่องทุ่นแรง
  • ทุน
    เกษตรกรต้องมีการใช้ทุนในรูปแบบของเงินสดโดยการซื้อปัจจัย การผลิตเท่าที่จำเป็นซึ่งเป็นการเริ่มต้นจากเล็กไปหาใหญ่ มีการหมุนเวียนการใช้ ปัจจัยการผลิตจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้
  • การจัดการ
    เกษตรกรต้องมีลักษณะการเป็นผู้จัดการมีหน้าที่ในการพิจารณาตัดสินใจ ในระบบการผลิตในไร่นา เช่น จะผลต่ออะไร พืชหรือสัตว์หรือประมง จะผลิต ที่ไหน จะผลิตโดยวิธีใด (ผลิตอย่างไร) จะผลิตจำนวนเท่าไร จะผลิตเมื่อไร จะผลิต (ซื้อและขาย) กับใครที่ไหน และหมั่นค้นหาควาหาความรู้ใหม่ ๆ ติดตามความเคลื่อนไหวของภาวะตลาด และราคาเพื่อลดความเสี่ยง ถ้าเกษตรกรมีการวางแผน และงบประมาณอย่างดีจะก่อให้เกิดผลตอบแทน กำไรสูงสุด

การพิจารณารูปแบบการทำ ไร่นาสวนผสม

ด้านพื้นที่

  • เกษตรกรแบ่งพื้นที่บางส่วนมาจัดทำไร่นาสวนผสมซึ่งในระยะแรกรายได้ที่เกิดจากการทำไร่นาสวนผสม ยังมีรายได้ไม่มากนักจะมีรายได้จากบางส่วน ของกิจกรรมเท่านั้น เช่น พืชผัก พืชไร่ ไม้ดอกไม้ประดับ สัตว์และประมง
  • ในกรณีสภาพพื้นที่ลุ่มหรือพื้นที่ทำนาเดิม หากเกษตรกรคิดจะปลูกไม้ผลควรที่จะยกร่องไม้ผลและมีคันดินล้อมรอบแปลงไม้ผลเนื่องจากในฤดูฝนจะมีน้ำมาก อาจจะท่วมแปลงทำให้เกิดความเสียหายได้
  • ในกรณีสภาพพื้นที่ค่อนข้างลุ่มมากมีน้ำท่วมเป็นประจำเกษตรกรอาจจะขุดบ่อเพื่อเลี้ยงปลา หรือทำนาบัว นาผักบุ้ง นาผักกระเฉด   เป็นต้น
  • สำหรับพื้นที่ดอนในการทำสวนไม้ผลควรมีสภาพพื้นที่มีความลาดชันไม่เกิน 30% สภาพดินมีหน้าดินลึกกว่า 1 เมตร และดินชั้นล่างต้องไม่เป็นดินดานแข็งหรือศิลาแลง
  • ในกรณีที่สภาพดินที่มีปัญหา เชนิดินเคมี ดินเปรี้ยวและดินที่มีปัญหาอื่น ๆ ควรดำเนินการปรับปรุงดินเหล่านี้เสียก่อน โดยวิธีการทาง วิชาการเช่น การเพิ่มวัสดุลงไปในดิน (ปูนขาว ปูนมาร์ล แกลบ เป็นต้น) การใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก การทำปุ๋ยพืชสด การปลูกพืชหมุนเวียนบำรุงดิน   เป็นต้น

ด้านแหล่งน้ำ

  • ควรมีสระน้ำคูคลอง ร่องน้ำหรือแหล่งน้ำ ระดับไร่นาเสริมในฤดูแล้งประมาณ 30% ของพื้นที่โดยประมาณการไว้ว่าพื้นที่การเกษตร 1 ไร่ มีความต้องการน้ำ 1,000 ลูกบาศก์เมตร เช่นพื้นที่การเกษตร 10 ไร่ ควรมีแหล่งน้ำซึ่งสามารถมีความจุของน้ำประมาณ 10,000 ลูกบาศก์เมตร
  • บ่อน้ำบาดาล เพื่อใช้ในฤดูแล้งโดยเฉพาะพืชไร่ พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ
  • บ่อปลาเป็นแหล่งอาหารโปรตีนและเพิ่มรายได้ในฤดูแล้งสามารถอาศัยน้ำในบ่อใช้กับพืชบริเวณขอบบ่อปลา พืชผักสวนครัว เป็นต้น
  • อาศัยน้ำชลประทาน การสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้า   เป็นต้น




ด้านการผลิต

  • ในการผลิตทางการเกษตรควรพิจารณากิจกรรมการเกษตร (พืช สัตว์ประมง) ในเชิงกิจกรรม
  • กรณีปลูกไม้ผลในช่วงระยะ 1 – 3 ปีแรก ยังไม่ให้ผลผลิตและรายได้เกษตรกรควรปลูกพืชแซมระหว่างแถวในสวนไม้ผล เช่น พืชผัก พืชไร่ ไม้ดอกไม้ประดับหรือไม่ผลบางชนิด เช่น มะละกอกล้วย เป็นต้น
  • กรณีแปลงไม้ผลพื้นที่ลุ่มจะต้องจัดทำคันดินล้อมรอบแปลงไม้ผลพื้นที่บริเวณดังกล่าวสามารถปลูกมะพร้าวอ่อนกุลวย มะละกอไผ่ตง พืชผักไม้ดอกไม้ประดับ เป็นต้น
  • การปลูกไม้ผลบางครั้งสามารถปลูกแบบผสมผสานกันได้ในแปลงเดียวกัน เช่น มะม่วงกับขุนน กระทอนกับส้มโอหรือพืชผัก เช่น มะเขือพริกแตงกวา ถั่วฝักยาว เป็นต้น
  • เกษตรกรควรมีพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับปรับเปลื่ยนหรือหมุนเวียนเพื่อทำรายได้ซึ่งเราอาจจะเรียกได้ว่าพื้นที่ทำเงิน หรือพื้นที่ฉกฉวยโอกาส ในการปลูกพืชผักเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ การปลูกไม้ดอกไม้ประดับกิจกรรมปลูกพืชไร่กิจกรรมเหล่านี้ควรเป็นกิจกรรมอายุสั้นให้ผลตอบแทนสูง
  • ในระบบการผลิตทางเกษตรที่เกิดขึ้นจริงในไร่นาของเกษตรกรเกษตรกรจะมีพื้นที่ผลิตข้าวไว้บริโภคและจำหน่ายบางส่วนถึงแม้ว่าจะมีกิจกรรมอื่น ๆ ก็ตาม นอกจากนี้กิจกรรมหนึ่งที่ควรได้รับการพิจารณา คือเลี้ยงปลาในนาข้าวจุดประสงค์เพื่อเสริมรายได้และมีแหล่งอาหารโปรตีนไว้บริโภค สภาพพื้นที่ที่จะทำการผลิตควรควบคุระดับบน้ำได้และอยู่ใกล้บ้าน
  • บ่อปลาที่จะประกอบเป็นกิจกรรมหนึ่งในไร่นาสวนผสมควรอยู่ใกล้บ้านการคมนาคมสะดวกสามารถจัดการเรื่องน้ำได้ลักษณะดินควรเป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวปนทราย และสามารถเก็บกักน้ำได้อย่างน้อย 6 – 8 เดือน
  • กิจกรรมด้านการผลิตพืชผักและไม้ดอกไม้ประดับ ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์และประมงกิจกรรมเหล่านี้ค่อนข้างจะอาศัยแรงงานมาก และการดูแลเป็นพิเศษจะทำการผลิตมากไม่ได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านแรงงาน การเน่าเสีย
  • การตลาด การเจริญเติบโตถึงขีดจำกัดแต่ยังคงต้องมีค่าใช้จ่ายในการผลิต เช่นค่าอาหาร ค่ายาเคมีและค่าจางแรงงาน   เป็นต้น ดังนั้น ควรมีการวางแผนการผลิตและการตลาดเป็นอย่างดีโดยทำการผลิตเป็นรุ่น ๆ

ด้านเงินทุน

  • งบประมาณการลงทุนในการทำไร่นาสวนผสมในระยะแรกจะมีค่าลงทุนค่อนข้างสูง เช่น การปรับสภาพพื้นที่ปลูกพืช การขุดบ่อปลาเพื่อสร้างแหล่งน้ำการสร้างโรงเรือนและอุปกรณ์การเกษตร ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในระยะแรก ๆ ของการผลิตกิจกรรม (ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก่อนกิจกรรมจะเริ่มให้ผลผลิต) ดังนั้น ควรพิจารณากิจกรรมเสริมให้ผลเร็วในช่วงแรก ๆ เพื่อที่จะนำรายได้มาเพื่อการดำรงชีพและดำเนินการผลิต
  • งบประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผลิตไร่นาสวนผสม ต้องพิจารณาถึงชนิดและจำนวนกิจกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณเงินทุนที่มีอยู่ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่าย ด้านพันธุ์พืชและสัตว์ ค่าปุ๋ยเคมี อาหารสัตว์ ค่าสารเคมี ค่าแรงงานจ้างและอื่น ๆ ซึ่งจะต้องหมุนเวียนเกิดขึ้นในฟาร์มอยู่ตลอดเวลาในช่วงการผลิตนั้น ๆ

ด้านรายได้

การพิจารณาผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมในแง่ของผลตอบแทนทั้งด้านปริมาณและระยะเวลาตอบแทนความมั่นคงของผลตอบแทน ขนาดของกิจกรรม การเคลื่อนไหวของราคา ปริมาณการผลิตและคุณภาพของผลผลิต เป็นต้น อย่างไรก็ตามจะต้องพิจารณาในประเด็นเหล่านี้ด้วย

  • ควรพิจารณาจากกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมีรายได้หลายทางจากพืช สัตว์และประมง ในลักษณะรายได้รายวัน รายสัปดาห์รายเดือน และรายปี  เป็นต้น
  • พิจารณาว่ากิจกรรมใดควรเป็นรายได้หลัก รายได้รอง และรายได้เสริมจากกิจกรรมที่ต้องการผลิตภายในฟาร์ม
  • กิจกรรมที่ให้ผลตอบแทน (รายได้) ในระยะยาวในช่วงแรกยังไม่มีผลผลิตหรือรายได้ควรจะมีกิจกรรมเสริมในระยะแรกเพื่อให้เกิดรายได้ในช่วงแรก ๆ
  • ควรพิจารณารายได้ที่เกิดขึ้นจากการปลูกพืชหมุนเวียนและกิจกรรมที่จัดสรรโดยการทยอยปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เป็นรุ่น ๆ
  • ควรพิจารณาถึงความเสี่ยงของกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้โดยจะต้องเสี่ยงกับภาวะความแปรปรวนของราคาผลผลิตการตลาด และภัยธรรมชาติ
  • พิจารณาด้านรายได้ของกิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนเร็วในช่วง สั้น ๆ ของการผลิตและให้รายได้สูงหรือพิจารณาด้านรายได้ระยะยาวที่มั่นคงหรือรายได้ที่ไม่มีความแปรปรวนมากนักเช่น การเลี้ยงปลา ทั้งนี้ ควรผสมผสานกันและดูความต้องการของเกษตรกรเป็นหลักด้วยในการพิจารณา

ด้านเกษตรกร

  • เกษตรกรควรเป็นคนขยันขันแข็ง กระตือรือร้น และมีความคิดสร้างสรรค์  ยอมรับในการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ มีแนวความคิดเชิงธุรกิจติดตามความเคลื่อนไหว ด้านราคา ชนิดผลิตผลการเกษตรและการตลาดอยู่ตลอดเวลา
  • มีแรงงานครอบครัวสำหรับทำการเกษตรอย่างน้อย 3 คน ต่อพื้นที่ไร่นาสวนผสม 10 ไร่
  • เกษตรกรควรมีความรู้ความสามารถ และทักษะในการวางแผนและการจัดการด้านทรัพยากรด้านแรงงาน ด้านเวลา และกิจกรรมการผลิตได้เป็นอย่างดี  เป็นต้น

เกษตรผสมผสาน1ไร่ มีกินมีใช้มีรายได้ทั้งปี

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร, กลุ่มพัฒนาสื่อส่งเสริมการเกษตร, สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี เว็บไซต์ esc.doae.go.th




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ขั้นตอนชีวิตที่พอเพียงและเรียบง่าย

แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ขั้นตอนชีวิตที่พอเพียงและเรียบง่าย

แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่


แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่

แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่  คือ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของ การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงที่เด่นชัดที่สุด ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรินี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่มักประสบปัญหาทั้งภัยธรรมชาติและปัจจัยภาย นอกที่มีผลกระทบต่อการทำการเกษตร ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก
ความเสี่ยงที่เกษตรกร มักพบเป็นประจำ

การจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน

ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30:30:30:10: ซึ่งหมายถึง

พื้นที่ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริม การปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำและพืชต่างๆ

พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับ ครอบครัว ให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้

พื้นที่ส่วนที่สาม ประมาณ 30% ให้ปลูกผลไม้ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้ เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย

พื้นที่ส่วนที่สี่ ประมาณ 10% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง และโรงเรือนอื่นๆ

หลักการและแนวทางสำคัญ

  1. เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ ประหยัดก่อน ทั้งนี้ชุมชนต้องมีความสามัคคีร่วมมือร่วมใจในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทำนองเดียวกับ การ “ลงแขก” แบบดั้งเดิมเพื่อลดค่าใช้จ่าย
  2. เนื่องจากข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนจะต้องบริโภค ดังนั้น จึงประมาณว่าครอบครัว หนึ่งทำนาประมาณ 5 ไร่ จะทำให้มีข้าวกินตลอดปีโดยไม่ต้องซื้อหาราคาแพง เพื่อยึดหลักพึ่งตนเองได้ อย่างมีอิสรภาพ
  3. ต้องมีน้ำเพื่อการเพาะปลูกสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วงได้อย่างพอเพียง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องกันที่ดินส่วนหนึ่งไว้ขุดสระน้ำ โดยมีหลักว่าต้องมีน้ำเพียงพอที่จะทำการเพาะปลูกได้ตลอดปี ทั้งนี้ ได้พระราชทานพระราชดำริเป็นแนวทางว่า ต้องมีน้ำ 1,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อการเพาะปลูก 1 ไร่ โดย ประมาณ ฉะนั้น เมื่อทำนา 5 ไร่ ทำพืชไร่หรือไม้ผลอีก 5 ไร่ (รวมเป็น 10 ไร่) จะต้องมี น้ำ 10,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อปี ดังนั้น หากตั้งสมมติฐานว่ามีพื้นที่ 15 ไร่ ก็สามารถกำหนดสูตรคร่าวๆ ว่า แต่ละแปลงประกอบด้วย
    • นา 5 ไร่ l พืชไร่พืชสวน 5 ไร่
    • สระน้ำ 3 ไร่ ลึก 4 เมตร มีความจุประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่ เพียงพอที่จะสำรองไว้ใช้ยามฤดูแล้ง
    • ที่อยู่อาศัยและอื่นๆ 2 ไร่
      รวมทั้งหมด 15 ไร่
      แต่ทั้งนี้ ขนาดของสระเก็บกักน้ำขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อม ดังนี้

      • ถ้าเป็นพื้นที่ทำการเกษตรอาศัยน้ำฝน สระน้ำควรมีลักษณะเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำระเหย ได้มากเกินไปซึ่งจะทำให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี
      • ถ้าเป็นพื้นที่ทำการเกษตรในเขตชลประทาน สระน้ำอาจมีลักษณะลึกหรือตื้นและแคบ หรือกว้างก็ได้โดยพิจารณาตามความเหมาะสมเพราะสามารถมีน้ำมาเติมอยู่เรื่อยๆ

การมีสระเก็บกักน้ำนั้นเพื่อเกษตรกรได้มีน้ำใช้อย่างสม่ำเสมอทั้งปี(ทรงเรียกว่า Regulator หมายถึง การควบคุมให้ดีมีระบบน้ำหมุนเวียนใช้เพื่อการเกษตรได้โดยตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง) โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน หน้าแล้งและระยะฝนทิ้งช่วง แต่มิได้หมายความว่าเกษตรกรจะสามารถปลูกข้าวนาปรังเพราะหากน้ำในสระ เก็บกักน้ำไม่พอ ในกรณีมีเขื่อนอยู่บริเวณใกล้เคียง ก็อาจจะต้องสูบน้ำมาจากเขื่อน ซึ่งจะทำให้น้ำในเขื่อน หมดได้แต่เกษตรกรควรทำนาในหน้าฝน และเมื่อถึงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วงให้เกษตรกรใช้น้ำที่ได้เก็บตุนนั้น ให้เกิดประโยชน์ทางการเกษตรอย่างสูงสุด โดยพิจารณาปลูกพืชให้เหมาะสมกับฤดูกาล เช่น

    • หน้าฝน จะมีน้ำมากพอที่จะปลูกข้าวและพืชชนิดอื่นๆ ได้
    • หน้าแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ควรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วต่างๆ
  1. การจัดแบ่งแปลงที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณ และคำนึงจากอัตราการถือครองที่ดินถัวเฉลี่ยครัวเรือนละ 15 ไร่ อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรมีพื้นที่ถือครอง น้อยกว่า หรือมากกว่านี้ก็สามารถใช้อัตราส่วน 30:30:30:10 ไปเป็นเกณฑ์ปรับใช้ได้ กล่าวคือ
    • 30% ส่วนแรก ขุดสระน้ำ (สามารถเลี้ยงปลา ปลูกพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด ฯลฯ ได้ ด้วย) และบนสระอาจจะสร้างเล้าไก่ได้ด้วย
    • 30% ส่วนที่สอง ทำนา
    • 30% ส่วนที่สาม ปลูกพืชไร่ พืชสวน (ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย ไม้เพื่อเป็นเชื้อฟืน ไม้สร้างบ้าน พืชไร่ พืชผัก สมุนไพร เป็นต้น)
    • 10% สุดท้าย เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ (ถนนคันดิน กองฟาง กองปุ๋ยหมัก โรงเรือน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ ไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผักสวนครัวหลังบ้าน เป็นต้น)

อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดังกล่าวเป็นสูตรหรือหลักการโดยประมาณเท่านั้น สามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่ดิน ปริมาณน้ำฝนและสภาพแวดล้อม เช่น ในกรณีภาคใต้ที่มีฝนตกชุกกว่าภาคอื่น หรือพื้นที่ใดมีแหล่งน้ำมาเติมสระได้ต่อเนื่อง ก็อาจลดขนาดของ บ่อหรือสระน้ำให้เล็กลงเพื่อเก็บพื้นที่ไว้ใช้ประโยชน์อื่นต่อไปได

ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า

     หลักการดังกล่าวมาแล้วเป็นทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่ง เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมือ ปฏิบัติตามขั้นที่หนึ่งในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว เกษตรกรก็จะสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ขั้นพออยู่พอกิน และตัดค่าใช้จ่ายลงเกือบหมดมีอิสระจากสภาพปัจจัยภายนอกและเพื่อให้มีผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงควรที่จะ ต้องดำเนินการตามขั้นที่สองและขั้นที่สามต่อไปตามลำดับดังนี้

ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง

เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกันดำเนินการในด้านต่างๆ ดังนี้

  1. การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ)
    • เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิต โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การจัดหาน้ำและอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก
  1. การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต)
    • เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกัน ขายผลผลิตให้ได้ราคาดี และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย
  1. การเป็นอยู่ (กะปิ น้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ)
    • ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานใน การดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ กะปิ น้ำปลา เสื้อผ้า ที่พอเพียง
  1. สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)
    • แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนไว้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน
  1. การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา)
    • ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียน ให้แก่ เยาวชนของชุมชนเอง
  1. สังคมและศาสนา
    • ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว
    • กิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า ส่วนราชการองค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ

ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม

 เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่สอง เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สาม ต่อไป คือ ติดต่อประสานงานเพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคารหรือบริษัท ห้างร้านเอกชน มาช่วย ในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต

ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารหรือบริษัทเอกชนจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ

  • เกษตรกรขายข้าวได้ในราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา)
  • ธนาคารหรือบริษัทเอกชนสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจาก เกษตรกรและมาสีเอง)
  • เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำเพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ราคาขายส่ง)
  • ธนาคารหรือบริษัทเอกชน จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำเนินในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น

ประโยชน์ของ แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่

จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานในโอกาสต่างๆ นั้น พอจะ สรุปถึงประโยชน์ของทฤษฎีใหม่ได้ ดังนี้

  1. ให้ประชาชนพออยู่พอกินสมควรแก่อัตภาพในระดับที่ประหยัด ไม่อดอยาก และเลี้ยงตนเอง ได้ตามหลักปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง”
  2. ในหน้าแล้งมีน้ำน้อย ก็สามารถเอาน้ำที่เก็บไว้ในสระมาปลูกพืชผักต่างๆ ที่ใช้น้ำน้อยได้ โดยไม่ ต้องเบียดเบียนชลประทาน
  3. ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาลโดยมีน้ำดีตลอดปี ทฤษฎีใหม่นี้ก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ำรวยขึ้นได้
  4. ในกรณีที่เกิดอุทกภัยก็สามารถที่จะฟื้นตัวและช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยทางราชการ ไม่ต้องช่วยเหลือมากเกินไป อันเป็นการประหยัดงบประมาณด้วย

ข้อสำคัญที่ควรพิจารณา

  • การดำเนินการตามทฤษฎีใหม่นั้น มีปัจจัยประกอบหลายประการ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ในแต่ละท้องถิ่น ฉะนั้นเกษตรกรควรขอรับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ด้วย
  • การขุดสระน้ำนั้น จะต้องสามารถเก็บกักน้ำได้เพราะสภาพดินในแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกัน เช่น ดินร่วน ดินทราย ซึ่งเป็นดินที่ไม่สามารถอุ้มน้ำได้ หรือเป็นดินเปรี้ยว ดินเค็ม ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับ พืชที่ปลูกได้ฉะนั้น จะต้องพิจารณาให้ดีและควรขอรับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินหรือเจ้าหน้าที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน
  • ขนาดของพื้นที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณและคำนึงจากอัตราการถือครอง ที่ดินถัวเฉลี่ยครัวเรือนละ 15 ไร่ แต่ให้พึงเข้าใจว่าอัตราส่วนเฉลี่ยขนาดพื้นที่นี้มิใช่หลักตายตัว หากพื้นที่การ ถือครองของเกษตรกรจะมีน้อยกว่า หรือมากกว่านี้ก็สามารถนำอัตราส่วนนี้(30:30:30:10) ไปปรับใช้ได้ โดยถือเกณฑ์เฉลี่ย
  • การปลูกพืชหลายชนิด เช่น ข้าวซึ่งเป็นพืชหลัก ไม้ผล พืชผัก พืชไร่ และพืชสมุนไพร อีกทั้ง ยังมีการเลี้ยงปลา หรือสัตว์อื่นๆ ซึ่งเกษตรกรสามารถนำมาบริโภคได้ตลอดทั้งปี เป็นการลดค่าใช้จ่ายในส่วน ของอาหารสำหรับครอบครัวได้ และส่วนที่เหลือสามารถจำหน่ายได้เป็นรายได้แก่ครอบครัวได้อีก
  • ความร่วมมือร่วมใจของชุมชนจะเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติตามหลักทฤษฎีใหม่ เช่น การลงแรงช่วยเหลือกันหรือที่เรียกว่าการลงแขก นอกจากจะทำให้เกิดความสามัคคีในชุมชนแล้ว ยังเป็นการ ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานได้อีกด้วย
  • ในระหว่างการขุดสระน้ำ จะมีดินที่ถูกขุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก หน้าดินซึ่งเป็นดินดีควรนำไป กองไว้ต่างหากเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชต่างๆ ในภายหลัง โดยนำมาเกลี่ยคลุมดินชั้นล่าง ที่เป็นดินไม่ดี ซึ่งอาจนำมาถมทำขอบสระน้ำหรือยกร่องสำหรับปลูกไม้ผล

ที่มา : หนังสือ“120 อาชีพเกษตรกรรมทางเลือก”  กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน  สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , www.opsmoac.go.th


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 รับแขก 1 ห้องครัว

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 รับแขก 1 ห้องครัว  พื้นที่ใช้สอย : 157 ตรม.

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก





บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) บ้านพักอาศัยขนาดกลางที่มีงานดีไซน์ที่สวยงาม บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียวแบบหน้ากว้าง ฐานของบ้านถูกยกขึ้นสูงเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขัง พร้อมกับมีการปรับองค์ประกอบให้บ้านสามารถรับลมได้ดีจากหน้าต่างหลายบาน ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบจากบ้านนอร์ดิกดั้งเดิม เพื่อให้เหมาะกับเมืองร้อน  เพดานสูงเพื่อโชว์โครงสร้างของหลังคา ด้านการตกแต่ง ผนังภายนอกผสมผสานระหว่างสีขาว สีเทา และสีน้ำตาลที่ให้บรรยากาศอบอุ่นเย็นตา

ผลงานและรูปภาพ : Lhong Khao Architecture&Construction
เจ้าของบ้าน : คุณกิ่ง
ตั้งอยู่ที่ : อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่
เรียบเรียง : withikaset.com

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

หลังคาทรงจั่วคู่ สวยโดดเด่นด้วยการตกแต่งกลิ่นอายมินิมอล

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

Lhong Khao Architecture&Construction

กรุผนังด้านในจั่วด้วยไม้เทียมสีน้ำตาล หน้าต่างกระจกกรอบไม้ ติดไฟดาวน์ไลท์ทรงกระบอก

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก




นอกชานหน้าบ้าน ตกแต่งพื้นปูกระเบื้องโทนสีเทาและหินแม่น้ำรอบๆ  ชานทางเข้าบ้าน ปูพื้นกระเบื้องลายไม้

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก



บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

ห้องครัวขนาดกระทัดรัด สไตล์มินิมอล




สำหรับ แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) บ้านพักอาศัยขนาดกลางที่มีงานดีไซน์ที่สวยงาม บ้านหลังนี้ ที่เรานำมาให้ท่านชมกันในวันนี้ ก็หวังว่าจะถูกใจผู้ที่เข้ามาติดตามรับชมกันนะครับ หากท่านใดที่สนใจหรือชื่นชอบก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่โดยตรง

ที่มา | Lhong Khao Architecture&Construction 


หมายเหตุ: ทางเว็บ withikaset.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง

ผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง

ผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง

     สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาทำ ผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง กันค่ะ เป็นเมนูกับข้าวที่เผ็ดร้อน เมนูผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง เป็นเมนูกับข้างที่ทำไม่ยาก เครื่องผัดฉ่าสามารถซื้อได้ตามตลาด ราคาไม่แพง ผัดฉ่าไก่หน่อไม้ดองทานคู่กับไข่เจียว หรือ ไข่ต้ม ก็เข้ากันไม้น้อย ประโยชน์ของสมุนไพรที่ใส่จัดเต็ม ทำให้เมนูผัดฉ่าไก่หน่อไม้ดอง มีรสชาติ เผ็ดร้อน ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี เพราะในเมนูผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง มีทั้ง กระชาย เม็ดพริกไทยอ่อน เครื่องแกงเผ็ด ใบมะกรูด และพริกชี้ฟ้า นั่นเอง  กระชายเป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้เป็นอาหารและยามายาวนาน ด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้าน   ใช้แก้โรคที่เกิดในปาก เช่น ปากเปื่อย ปากเป็นแผล รักษาอาการจมูกไม่ได้กลิ่น ไซนัสอักเสบ ช่วยย่อยอาหาร เพิ่มสมรรถภาพทางเพศชองเพศชาย เป็นยาอายุวัฒนะบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย แก้ลมวิงเวียนศีรษะ



ประโยชน์และสรรพคุณของพริกไทยอ่อน ในพริกไทยอ่อน มีวิตามินซี , วิตามินเค ,  โพแทสเซียม ,  วิตามินเอ ,  แคลเซียม ,  ฟอสฟอรัส ,  มีธาตุเหล็ก ,  วิตามินบี1 , วิตามินบี2 , วิตามินบี3 , วิตามินบี5 , วิตามินบี6 , วิตามินบี9 , เบต้าแคโรทีน , คาร์โบไฮเดรต , โปรตีน ไขมัน และมีเส้นใย และพริกไทยอ่อนยังเป็นยาอายุวัฒนะ แก้ลมจุกเสียด ขับลมในท้อง แก้ท้องอืด แก้ท้องร่วง ขับพยาธิ มีอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ บำรุงตับ ป้องกันโรคมะเร็ง บำรุงประสาท รักษาลมบ้าหมู รักษาลมชัก บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ให้นอนหลับ  รักษาความดันโลหิตสูง แก้อาเจียน แก้วิงเวียนศีรษะ แก้อาการปวดฟัน แก้ไอ แก้หอบหืด ขับเสมหะ แก้หวัด ลดไข้ รักษาโรคกระเพาะ ช่วยบำรุงลำไส้ ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการอักเสบ แก้ระดูขาว ช่วยขับปัสสาวะ ขับไขมัน ลดอาการปวดหัว ลดอาการปวดข้อ ขับเหงื่อ และ แก้อาการปวดท้อง

เรามาลงมือทำผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง กันเลยนะคะ

วัตถุดิบ

  • สะโพกไก่ 2  ชิ้น
  • พริกแกงเผ็ด 2  ช้อนโต๊ะ
  • เครื่องผัดฉ่า 1  แพ็ค
  • หน่อไม้ดองต้มแล้ว 3 ขีด
  • น้ำสะอาด 1 ถ้วยเล็ก  
  • น้ำมันพืช สำหรับผัด      4 ช้อนโต๊ะ

เครื่องปรุงรส ผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง

  • ซอสหอยนางรม 3  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 2  ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส 1  ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส 1 ช้อนชา

วิธีทำ 

  • ล้างไก่ด้วยน้ำให้สะอาด แล้วสับเป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ แล้วพักไว้
  • ล้างหน่อไม้ดองให้สะอาด แล้วนำไปต้มประมาณ 5 นาที เทน้ำออก พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • ให้นำเครื่องผัดฉ่ามาล้างด้วยน้ำให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำพริกชี้ฟ้ามาหั่นเฉียงเตรียมไว้ แล้วฉีกใบมะกรูดที่มากับเครื่องผัดฉ่า ฉีกเตรียมไว้
  • ล้างพริกไทยอ่อนให้สะอาด แล้วพักไว้
  • เสร็จแล้ว ให้ตั้งกระทะไฟกลางๆ เทน้ำมันพืชลงไป รอให้น้ำมันร้อนนิดหน่อย แล้วจึงใส่ พริกแกงเผ็ดลงไปผัดให้หอม
  • เสร็จแล้วตามด้วยสะโพกไก่ที่สับไว้ ลงไปผัดให้สุกประมาณหนึ่ง แล้วเทน้ำสะอาดตามลงไป ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง รอให้ไก่สุก
  • เสร็จแล้วใส่หน่อไม่ดองลงไป ผัดให้เข้ากัน แล้วตามด้วยกระชาย พริกไทยอ่อน ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง
  • แล้วมาปรุงรสด้วย ซอสหอยนางรม ซอสปรุงรส น้ำปลา ผงชูรส ผัดให้เข้ากัน ชิมรสชาติตามที่ต้องการ แล้วใส่ใบมะกรูดลงไปในขั้นตอนสุดท้าย ผัดให้เข้ากันอีกที ปิดไฟ ตักใส่จาน พร้อมรับประทาน

เรียบเรียง : นงนุช





บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ปลาช่อนทอดราดพริก รสแซ่บอร่อยๆ พร้อมสูตรง่าย ๆ

ปลาช่อนทอดราดพริก รสแซ่บอร่อยๆ พร้อมสูตรง่าย ๆ

ปลาช่อนทอดราดพริก

ปลาช่อนทอดราดพริก


สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเมนูเกี่ยวกับปลามาให้ลองทำกันค่ะ ปลาที่ว่านั้นคือปลาช่อนนั่นเอง เมนูปลาช่อนทอดราดพริก ที่มีรสชาติ เผ็ด หวาน เค็ม ตามสไตล์บ้านๆ ปลาช่อนนั้นถือว่าเป็นปลาที่หาทานได้ไม่ยาก  มีทั้งจากแหล่งธรรมชาติ และ ปลาเลี้ยง ปลาช่อนทอดราดพริก ถือเป็นเมนูที่มีประโยชน์ทางด้านสารอาหารค่อนข้างเยอะ เป็นแหล่งโปรตีนจากธรรมชาติที่ดี เนื้อปลาช่อนมีสารที่เป็นส่วนหนึ่งของคอลลาเจน มีฤทธิ์ในการห้ามเลือดและระงับความเจ็บปวดได้คล้ายมอร์ฟีน




ปลาช่อน คือ

ปลาช่อน (ชื่อวิทยาศาสตร์: Channa striata) ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ปลาช่อน (Channidae) มีส่วนหัวค่อนข้างโต รูปร่างทรงกระบอกยาว ครีบหางเรียวปลายมน ปากกว้าง ภายในปากมีฟันเขี้ยวบนเพดาน ลำตัวสีคล้ำอมมะกอกหรือน้ำตาลอ่อน มีลายเส้นทแยงสีคล้ำตลอดทั้งลำตัว 6-7 เส้น ด้านท้องสีจางตัดกับด้านบน ครีบสีคล้ำมีขอบสีเหลืองอ่อน ครีบท้องจาง มีขนาดลำตัวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ใหญ่สุดได้ถึง 1 เมตร

โดยปลาช่อนชนิดนี้มีความพิเศษไปกว่าปลาช่อนชนิดอื่น ๆ คือ สามารถแถกไถตัวคืบคลานไปบนบกเพื่อหาที่อยู่ใหม่ได้ รวมทั้งสามารถหลบอยู่ใต้ดินในฤดูฝนแล้งเพื่อรอฝนมาได้เป็นแรมเดือน โดยสะสมพลังงานและไขมันไว้ ที่เรียกว่า “ปลาช่อนจำศีล” พบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำทั่วประเทศไทย พบไปจนถึงเอเชียใต้, พม่า และอินโดนีเซีย นิยมนำมาบริโภค ปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายทั้งสดและตากแห้ง เป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจที่สำคัญจนอาจเรียกได้ว่าเป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจอันดับหนึ่ง เลี้ยงได้ทั้งในบ่อและกระชังตามริมแม่น้ำ นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามด้วย โดยเฉพาะตัวที่สีกลายเป็นสีเผือกหรือปลาที่พิการตัวสั้นกว่าปกติ

ปลาช่อนในบางพื้นที่ เช่น ที่จังหวัดสิงห์บุรี ขึ้นชื่อมาก เรียกกันว่า “ปลาช่อนแม่ลา” มีประเพณีพื้นถิ่นคือเทศกาลกินปลา โดยลักษณะเฉพาะของปลาช่อนแม่ลา คือ มีครีบหูหรือครีบอกสีชมพู ส่วนหางจะมีลักษณะมนเหมือนใบพัด ลำตัวอ้วน แต่หัวหลิม ไม่เหมือนปลาช่อนทั่วไป โดยเป็นปลาช่อนที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำลา อยู่ระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำน้อย ในเขตจังหวัดสิงห์บุรี เป็นแหล่งน้ำที่น้ำนิ่ง มีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารตามธรรมชาติ ใต้ท้องน้ำปกคลุมไปด้วยพืชน้ำและวัชพืช ทำให้น้ำเย็น ดินก้นลำน้ำยังเป็นโคลนตมที่มีอินทรียวัตถุ แร่ธาตุที่ไหลมารวมกัน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ปลาช่อนแม่ลาถึงมีรสชาติดีกว่าปลาช่อนที่อื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป มีการสร้างเขื่อนและประตูเปิด-ปิดน้ำ ทำให้แม่น้ำลาตื้นเขิน ปลาช่อนแม่ลาที่เคยขึ้นชื่อใกล้จะสูญพันธุ์ แต่ปัจจุบัน กรมประมงสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้ว และมีการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเพื่อเป็นการอนุรักษ์

ปลาช่อน มีชื่อเรียกตามภาษาถิ่นในแต่ละภาคว่า “ปลาหลิม” ในภาษาเหนือ “ปลาค้อ” หรือ “ปลาก๊วน” ในภาษาอีสาน เป็นต้น




และเมื่อไม่นานมานี้มีการค้นพบว่าเนื้อปลาช่อนมีสารที่เป็นส่วนหนึ่งของคอลลาเจน มีฤทธิ์ในการห้ามเลือดและระงับความเจ็บปวดได้คล้ายมอร์ฟีน จึงเหมาะอย่างยิ่งแก่การปรุงเป็นอาหารของผู้ป่วยหรือผู้ที่เพิ่งได้รับการผ่าตัด

นอกจากนี้แล้วในหลายพื้นที่ของไทย เช่น อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์, อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา รวมถึงในพื้นที่ตำบลหัวดวง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตรและอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ มีความเชื่อของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั้นว่า ปลาช่อนสามารถขอฝนได้ โดยต้องทำตามพิธีตามแบบแผนโบราณ ซึ่งจะกระทำกันในช่วงเกิดภาวะแห้งแล้ง ด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์เบื้องหน้าองค์พระประธาน และมีการโยงสายสิญจน์กับอ่างที่มีปลาช่อน 9 ตัว และสวดคาถาปลาช่อน เชื่อกันว่าระหว่างทำพิธี หากปลาช่อนดิ้นกระโดดขึ้นมา เป็นสัญญาณว่าฝนจะตกลงมาในเร็ววันนี้ นอกจากนี้แล้ว ที่อินเดียก็มีความเชื่อและพิธีกรรมที่คล้ายคลึงแบบนี้เหมือนกัน

จะเห็นได้ว่าปลาช่อนนั่นมีประโยชน์มากมาย และหาซื้อ หาทานได้ไม่ยาก ฉะนั้นวันนี้เรามาทำเมนูปลาช่อนทอดราดพริก กันเลยดีกว่าค่ะ

วัตถุดิบ ปลาช่อนทอดราดพริก

  • ปลาช่อนขนาด 7 – 8 ขีด    1 ตัว ** หั่นเป็นท่อนๆ **
  • พริกแกงเผ็ด                    2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช สำหรับทอด และผัดเครื่องพริกแกง
  • เกลือ                               2 ช้อนโต๊ะ
  • ใบมะกรูด หั่นฝอย          4 ใบ
  • พริกชี้ฟ้าแดง                  1  เม็ด
  • น้ำสะอาด                       1 ถ้วยน้ำจิ้ม

เครื่องปรุงรส

  • น้ำมันหอย                2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา                     1 ½ ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส              1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย            2 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส                 1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการทำ ปลาช่อนทอดราดพริก

  • ขั้นตอนแรก ล้างปลาด้วยน้ำให้สะอาด แล้วนำเกลือมาคลุกเคล้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ 2 – 3 นาที แล้วล้างน้ำออกให้สะอาด ให้หมดคราบลื่นๆ ล้างน้ำหลายครั้ง เสร็จแล้วให้หั่นปลาช่อนเป็นท่อนๆ ตามขนาดที่ต้องการ แล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • ล้างใบมะกรูดให้สะอาด แล้วนำมาหั่นซอย เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างพริกชี้ฟ้าให้สะอาด แล้วนำมาให้เฉียงๆ เสร็จแล้วพักไว้
  • ขั้นตอนต่อไป คือการทอดปลาช่อน ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชลงไป รอให้น้ำมันร้อน แล้วค่อยนำปลาช่อนที่หั่นเตรียมไว้ ลงทอดในกระทะ ช่วงแรกอย่าเพิ่งพลิกปลารอให้ปลาช่อน มีสีเหลืองทองก่อน แล้วค่อยพลิกกลับด้าน ทอดปลาช่อนให้มีสีเหลืองทองทั้งสองด้าน เสร็จแล้วตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน
  • เสร็จแล้วเทน้ำมันจากการทอดปลาช่อนออก เหลือไว้เล็กน้อย เพื่อใช้ในการผัดพริกแกง
  • หลังจากเทน้ำมันออกแล้ว ตั้งกระทะไฟกลางๆ ใส่พริกแกงลงไปผัดให้หอม เสร็จแล้ว ปรุงรสด้วย น้ำมันหอย น้ำปลา ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย ผงปรุงรส ผัดให้เข้ากัน แล้วชิมรสชาติ ตามที่ต้องการ
  • เสร็จแล้ว นำปลาช่อนทอด ใส่ลงไปในกระทะ ผัดให้เข้ากันกับเครื่องพริกแกง
  • เสร็จแล้ว ให้ใส่ใบมะกรูดหั่นฝอย และ พริกชี้ฟ้าหั่นเฉียง ลงไป ผัดให้เข้าอีกครั้ง ปิดไฟ ตักใส่จาน พร้อมรับประทาน

อ้างอิง :  วิกิพีเดีย

เรียบเรียง : นงนุช





บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก อร่อยแบบไม่เผ็ด พร้อมวิธีทำ

ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก อร่อยแบบไม่เผ็ด พร้อมวิธีทำ

ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก

ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก





               สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาทำอาหารให้เด็กๆ ทานกันค่ะ เมนูอาหารวันนี้คือ ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก เมนูข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก เป็นเมนูที่ทำง่าย  เครื่องไม่เยอะ หาวัตถุดิบง่าย ราคาไม่แพง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสีสันน่ารับประทาน ผักส้มอย่างแครอต ผักสีเขียวคือต้นหอมซอย และยังใส่หัวหัวใหญ่ซอยลงไปด้วย เด็กจะไม่รู้สึกว่ากำลังทานผักกันเลย  เพราะเราได้หั่นผักต่างเป็นชิ้นเล็กๆทำให้เด็กทานได้ง่าย  เมนูข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอกทำไว้เด็กๆทานได้ หลังเลิกเรียน หรือจะเป็นเมนูในวันหยุด ให้เด็กๆทาน  เป็นการเปลี่ยนรสชาติอาหาร ไม่จำเจ เมนูข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก จะทำให้เด็กๆ ทานข้าวได้เยอะ  เจริญอาหารแน่นอน

คุณค่าทางโภชนาการ

ไข่ไก่ให้กรดอะมิโนจำเป็นทุกชนิด ตลอดจนวิตามินและเกลือแร่อีกหลายชนิด รวมทั้งเรตินอล (วิตามินเอ), ไรโบฟลาวิน (วิตามินบี2), กรดโฟลิก (วิตามินบี9), วิตามินบี6, วิตามินบี12, โคลีน, เหล็ก, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม วิตามินเอ ดีและอีทั้งหมดในไข่ อยู่ในไข่แดง ไข่เป็นหนึ่งในอาหารไม่กี่ชนิดในธรรมชาติ ที่มีวิตามินดี ไข่แดงขนาดใหญ่ให้พลังงานประมาณ 60 แคลอรี  ไข่ขาวให้พลังงานประมาณ 15 แคลอรี  ไข่แดงขนาดใหญ่มีปริมาณคอเลสเตอรอล ที่แนะนำให้รับประทานต่อวันที่ 300 มิลลิกรัมมากกว่าสองในสาม แม้การศึกษาหนึ่งจะชี้ ว่าร่างกายมนุษย์ไม่อาจดูดซับคอเลสเตอรอล จากไข่ได้มากนัก ไข่แดงมีน้ำหนักคิดเป็น 33% ของน้ำหนักของเหลวของไข่ ไขมันทั้งหมดอยู่ในไข่แดง น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของโปรตีนเล็กน้อย และสารอาหารอื่นส่วนใหญ่ ไข่แดงยังมีโคลีนทั้งหมด และไข่แดงหนึ่งมีปริมาณเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณที่แนะนำต่อวัน โคลีนเป็นสารอาหารสำคัญต่อพัฒนาการของสมอง และกล่าวกันว่าสำคัญต่อสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรเพื่อประกันพัฒนาการทางสมองของทารก

เรามาเตรียมวัตถุดิบในการทำ ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก กันค่ะ

วัตถุดิบ ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก

  • ข้าวสวย เย็นแล้ว          1 ถ้วย
  • ไส้กรอก                        3 ชิ้น
  • แครอตหั่นเต๋า              1 ถ้วยเล็ก
  • หัวหอมใหญ่ หั่นเต๋า     1 ถ้วยเล็ก
  • ต้นหอมซอย                 3 ต้น
  • กระเทียมสับ                 3 กลีบ
  • ไข่ไก่เบอร์ 2                  3 ฟอง  
  • แตงกวา                        3 ชิ้น เครื่องเคียง

เครื่องปรุงรส

  • ซอสปรุงรส                   2 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส                     1 ½ ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย                1 ½ ช้อนชา
  • พริกไทยป่น                  1 ช้อนชา

ขั้นตอนและวิธการทำ ข้าวผักไข่ใส่ไส้กรอก

  • เตรียมข้าวสวยใส่ถ้วย แล้วพักไว้
  • เสร็จแล้ว นำแครอต ไปล้างให้สะอาด แล้วหั่นเต๋า เตรียมไว้
  • เสร็จแล้ว ปลอกหัวหอมใหญ่ ล้างให้สะอาด แล้วซอยหั่นเต๋า เตรียมไว้
  • ล้างต้นหอมให้สะอาด หั่นแล้วซอย เตรียมไว้
  • เสร็จแล้ว แกะเปลือกกระเทียม ล้างให้สะอาด บุบแล้วซอยให้ละเอียด แล้วพักไว้
  • จากนั้นมาลงมือทำ ด้วยการตั้งกระทะ ไฟกลางๆ ใส่น้ำมันพืช ลงไป แล้วตามด้วยกระเทียมซอย ผัดให้หอม ตามด้วย ไส้กรอก หัวหอมใหญ่ และแครอต ผัดให้เข้ากัน
  • เสร็จแล้วเขี่ยไส้กรอกไว้ข้างๆกระทะ แล้วตอกไข่ใส่ลงไป ตอกไข่ให้แตกทิ้งไว้สักครู่ให้ไข่เริ่มสุกแล้วค่อยพลิกกลับด้านไข่ ผัดให้ไข่สุก
  • เสร็จแล้วใส่ข้าวสวยลงไป ผัดให้เข้ากัน
  • เสร็จแล้วปรุงรส ด้วยน้ำตาลทราย ซอสปรุงรส และผงปรุงรส ผัดให้เข้ากันจนข้าวเริ่มแห้ง
  • ชิมรสตามชอบ เสร็จโรยพริกไทยป่นลงไป ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง ปิดไฟ
  • ตักข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอกใส่จานเคียงด้วยแตงกวา พร้อมรับประทาน  

อ้างอิง : วิกิพีเดีย

เรียบเรียง : นงนุช




บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ เมนูอร่อยๆ พร้อมวิธีการทำแบบละเอียด

แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ เมนูอร่อยๆ พร้อมวิธีการทำแบบละเอียด

แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ

แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ


สวัสดีค่ะ  วันนี้เราจะมาทำเมนู แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ กันค่ะ แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ เป็นกับข้าวที่ทานได้กับข้าวสวยร้อนๆ หรือ กับขนมจีน ก็ได้ ซึ่งรสชาติของแกงหน่อไม้ไก่นั้น จะมีความมันของกะทิ ความหวาน และความเค็มตามมา ซึ่งการทำแกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ นั้นเราสามารถใช้หน่อไม้สดแบบต้มสุก หรือ หน่อไม้ดองแบบเส้นก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทินั้น ทำไม่ยากจนเกินไป แค่เรามีวัตถุดิบไม่กี่อย่าง หาซื้อได้ง่าย ซึ่งวัตถุดิบบางอย่าง เราก็จะมีติดครัวกันอยู่แล้ว ซึ่งก็จะสามารถทำ แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ ได้เลย




หน่อไม้คืออะไร

หน่อไม้ ชื่อภาษาอังกฤษ (Bamboo shoots) คือหน่ออ่อนของต้นไผ่ ที่แตกหน่อแยกตัวออกมาจากต้นไผ่ ที่สามารถนำมารับประทานได้ หน่อไม้นิยมนำไปประกอบอาหารเมนูต่าง ๆ เนื่องจากมีรสชาติหวานอร่อย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และด้วยความที่หน่อไม้นั้น เกิดจากใต้ดิน อยู่ในป่าที่สมบรูณ์ จึงมีสารปนเปื้อนหรือสารพิษจากปุ๋ยเคมีในดิน และสารเคมีปนเปื้อนในอากาศน้อยกว่าผักชนิดอื่นๆ จึงเป็นผักที่ปลอดภัย เป็นผักที่ให้พลังงานน้อย แต่มีกากใยสูง ในการแพทย์ของประเทศจีน ระบุไว้ว่า หน่อไม้มีฤทธิ์เย็น รสหวาน ช่วยบำรุงธาตุหยิน  ทำให้เลือดเย็น ดับร้อน มีฤทธิ์ในการช่วยขับเสมหะ และช่วยบำรุงตับ อีกด้วย     

 เรามาลงมือเตรียมวัตถุดิบ และ เครื่องปรุง ในการทำแกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ กันเลยค่ะ

วัตถุดิบ แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ

  • หน่อไม้ที่ต้มสุกแล้ว        3 หัว  หรือจะใช้เป็นหน่อไม้เส้นดองก็ได้
  • สะโพกไก่                       3 ชิ้น  หรือจะใช้ไก่แบบไหนก็ได้ตามความชอบ     
  • กะทิ                               1 กล่อง / 250 ml.
  • น้ำมันพืช                       3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำสะอาด                      500 ml.
  • พริกแกงเผ็ด                  2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกชี้ฟ้าแดง หรือ พริกขี้หนูแดง    2 เม็ด
  • ใบมะกรูด                      3-4 ใบ
  • ใบโหระพา                     2 กิ่ง

เครื่องปรุงรส 

  • น้ำปลา                  3  1/2  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย         1 1/2  ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส               1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการเตรียม วัตถุดิบ 

  • ขั้นตอนแรก เตรียมไก่ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วสับเป็นชิ้นๆ ชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ ได้ตามความต้องการ เสร็จแล้วจึงล้างด้วยน้ำให้สะอาดอีกครั้ง แล้วพักไว้
  • หั่นหน่อไม้ที่ต้มสุกแล้ว ให้เป็นเส้นๆ ความหนา และ ความยาวนั่น หั่นได้ตามความต้องการ ** กรณีที่เป็นหน่อไม้เส้นดอง ให้นำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วต้มหน่อไม้ให้น้ำเดือดประมาณ 5 นาที เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค ** เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้าง พริกชี้ฟ้าแดง หรือ พริกขี้หนูแดง ให้สะอาด แล้วหั่นเฉียงๆ เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างใบมะกรูดให้สะอาด แล้วฉีกครึ่งเอาแกนกลางออก แล้วพักไว้
  • ล้างใบโหระพา ให้สะอาด แล้วเด็ดใบ เสร็จแล้วพักไว้

วิธีการทำ 

  • นำหม้อตั้งไฟกลาง ใส่น้ำมันลงไป แล้วตามด้วยเครื่องพริกแกงเผ็ด ผัดจนมีกลิ่นหอม และมีสีของน้ำมันพริกแกงเผ็ดเป็นสีแดง ** ขั้นตอนนี้ให้ระวัง พริกแกงไหม้ อย่าใช้ไฟแรงเด็ดขาด **
  • เสร็จแล้วให้นำไก่ที่สับเตรียมไว้ ลงไปผัด ให้สุกประมาณ 70 %
  • เสร็จแล้วใส่น้ำสะอาดลงไป คนเล็กน้อย ให้ไก่คลี่ตัวออกจากกัน
  • จากนั้นรอจนน้ำเดือด แล้วค่อยใส่หน่อไม้ ลงไป รอน้ำเดือดอีกครั้ง
  • แล้วตามด้วยกะทิ 1 กล่อง ค่อยๆเทลงไปในหม้อ แล้วคนให้เข้ากันอีกที รอน้ำแกงเดือดอีกครั้ง
  • เสร็จแล้ว ปรุงรสด้วย ,น้ำปลา ,น้ำตาลทราย , ผงปรุงรส คนให้เข้ากัน ชิมรสชาติตามที่ต้องการ
  • เสร็จแล้ว จึงใส่พริกชี้ฟ้าแดง หรือ พริกขี้หนูแดง หั่นเฉียง ใบโหรพา และใบมะกรูดฉีก ลงไป คนเล็กน้อย
  • เสร็จแล้ว ปิดไฟ ตักแกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ ใส่ถ้วย พร้อมรับประทานได้แล้วค่ะ



บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง ไอ้เซี่ยงเมี่ยงค่ำพญา (ศรีธนญชัยรังแกพญา)

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง ไอ้เซี่ยงเมี่ยงค่ำพญา (ศรีธนญชัยรังแกพญา)

ศรีธนญชัยรังแกพญา

ศรีธนญชัยรังแกพญา


วันหนึ่งเจ้าเมืองเดินทางไปตามบ้านน้อยเมืองใหญ่ก็ได้ไปพบไอ้ศรีธนญชัย ไม่รู้จักว่าเป็นไอ้ศรีธนญชัย… ไอ้ศรีธนญชัยก็ทักเจ้าเมืองว่า “สาธุ ท่านเจ้าเมืองจะไปไหน” เจ้าเมืองตอบว่า “จะไปเที่ยว”
ไอ้ศรีธนญชัยก็ว่า “เจ้าเมืองนี่ข้าหลอกได้แน่นอ”… เด็กน้อยอย่างเจ้านะหรือ จะมาหลอกเราได้  เจ้าเมืองตอบ จะหลอกข้าอย่างไรล่ะ … ไม่ยากหรอก ถ้าจะหรอกละก็ ก็ไหนลองหลอกกูดูทีซิ… โอ งั้นหรือ งั้นก็ลงมานี่ก่อนซิ เจ้าเมืองลงมาเสียก่อนแล้วข้าจะหลอก ทันใดนั้นเจ้าเมืองก็ลงไป… ไอ้ศรีธนญชัยก็ว่า นี่ไงล่ะ เจ้าเมืองก็ลงมาตามที่ข้าหลอก ตอนนี้ก็นับได้ว่าไอ้ศรีธนญชัยหลอกเจ้าเมืองได้




ต่อมาอีกหลายวัน เจ้าเมืองก็พบไอ้ศรีธนญชัยอีก มันก็บอกว่า ขอเชิญเจ้าเมืองเข้ามานี่อีกทีเถอะ ข้ามีอะไรจะหลอกอีก เจ้าจะหลอกข้าได้อย่างไรล่ะ มาเถอะน่า ขอให้เจ้าเมืองกระโดดลงไปในหนองน้ำนั้นก่อน แล้วข้าจะหลอก เจ้าเมืองก็รีบกระโดดลงไปในหนองน้ำ นั่นไง ดูซิเจ้าเมืองก็ตกลงไปในหนองน้ำที่ข้าหลอกจนได้ ก็เป็นอันว่าเจ้าเมืองแพ้ศรีธนญชัยอีกครั้งหนึ่ง เจ้าเมืองก็โกรธมากคิดจะฆ่าไอ้ศรีธนญชัยเสีย ถ้าขืนปล่อยให้อยู่ต่อไปมันก็จะหลอกเราอยู่เรื่อยไป

ต่อมาไอ้ศรีธนญชัยก็ไปพบเจ้าเมืองเข้าอีก มันพูดว่า คนอย่างเจ้าเมืองนี่ถ้าไปเที่ยวบ้านข้าไม่ฟ้อนรำละก็ต้องเข็ดแน่ๆ โธ่ ไอ้ศรีธนญชัย คนอย่างกูนี่น่ะหรือจะไปฟ้อนรำทำไมที่บ้านมึง ไม่เชื่อก็ขอเชิญไปทีเถอะน่า บ้านไอ้ศรีธนญชัยอยู่คนละฝั่งคลอง มีไม้พาดข้ามสะพานเท่าลำแขนเท่านั้น เมื่อเจ้าเมืองเดินข้ามสะพานไม้นี้ก็เดินเอี้ยวไปเอี้ยวมา มือไม้ก็กางออกไป ไอ็ศรีธนญชัยก็ว่า นี่ไงล่ะเจ้าเมืองท่านฟ้อนรำหรือไม่ล่ะ ก็เป็นอันว่าเจ้าเมืองถูกไอ้ศรีธนญชัยหลอกเอาอีกครั้งหนึ่ง

ไอ้ศรีธนญชัยก็บอกว่า ถ้าหากเข้าไปอีกหน่อยนะจะถึงประตูบ้านข้า ถ้าหากเจ้าเมืองไม่ไหว้เข้าไปละก็ข้าว่าเข็ดแน่ๆ เลย เจ้าเมืองก็ว่า คนอย่างกูนี่นะหรือจะไปไหว้มึง เอาเถอะน่าลองดูก็แล้วกัน บ้านไอ้ศรีธนญชัยนั้นอยู่ในป่าหญ้าคาหาทางเข้าไปลำบากแทบมองไม่เห็นทาง เพราะต้นหญ้าคาขึ้นทึบไปหมด ก็ต้องใช้มือแหวกหญ้าเข้าไปเรื่อย ๆ ศรีธนญชัยเห็นดังนั้นก็ร้องว่า นี่ไงล่ะเจ้าเมืองไหว้หรือไม่ไหว้ล่ะ เจ้าเมืองก็ต้องแพ้ศรีธนญชัยอีกครั้งหนึ่ง ศรีธนญชัยก็พูดต่อไปอีกว่า หากเจ้าเมืองเข้าไปในบ้านข้าแล้วไม่ทำความเคารพเสียก่อนก็เห็นจะต้องเข็ดแน่ๆ ไอ้ศรีธนญชัยเอ๊ย คนอย่างกูนะหรือจะทำความเคารพบ้านมึง เอาเถอะน่า พอไปถึงบ้านของศรีธนญชัยแล้วประตูบ้านเตี้ยมากเพราะเป็นกระท่อมเล็กๆ เจ้าเมืองไปถึงก็ต้องก้มหัวลอดเข้าไป ศรีธนญชัยได้ทีเลยพูดว่า นั่นไงล่ะท่านเจ้าเมืองกำลังทำความเคารพบ้านข้าแล้ว ในที่สุดเจ้าเมืองก็พูดขึ้นว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปถ้าแผ่นดินนี้ไม่กลับข้างล่างมาเป็นข้างบนละก็ ไอ้ศรีธนญชัยมึงอย่าได้ย่างเหยียบเข้ามาบ้านเมืองกูอีกนะ มึงจงออกจากบ้านเมืองกูไปเสีย ศรีธนญชัยก็หนีออกจากบ้านเมืองไป




พอย่างเข้าเดือนเก้าเดือนสิ ชาวบ้านเขาก็ทำไร่ไถนาดินที่ไถนามันกลับข้างล่างเป็นข้างบน ศรีธนญชัยก็กลับเข้าบ้านเข้าเมืองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเจ้าเมืองเห็นก็พูดว่า ไอ้ศรีธนญชัย กลับมาอีกแล้วหรือ ไหนกูบอกมึงว่าอย่างไรมึงจำไม่ได้หรือ มึงต้องตายแน่วันนี้ กูบอกมึงว่าถ้าแผ่นดินไม่กลับข้างล่างเป็นข้างบน ห้ามไม่ให้มึงกลับเข้ามาในบ้านเมืองของกูไม่ใช่หรือ ศรีธนญชัยก็ตอบว่า ขอเชิญเจ้าเมืองออกไปดูตามทุ่งนาบ้างซิ แล้วจะเห็นว่าแผ่นดินครั้งหนึ่ง เลยสั่งว่า พรุ่งนี้ให้มึงไปสานตะกร้าใบเล็กที่สุดมาให้ใบ ศรีธนญชัยก็กลับไปสานตะกร้าใบเล็กที่สุดคลุมหัวเต่าเข้าไปสู่เจ้าเมือง ไหนล่ะตะกร้าใบเล็กที่กูสั่งให้มึงสาน ศรีธนญัชยก็แก้ห่อให้ดูก็เห็นตะกร้าใบเล็กที่สุดครอบอยู่บนหัวเต่า เจ้าเมืองเห็นดังนั้นก็หาวิธีใหม่ โดยสั่งให้ศรีธนญชัยสานตะกร้าใบใหญ่ที่สุด ศรีธนญชัยก็สานตะกร้าใบใหญ่จนเข้าประตูเมืองไม่ได้ จึงเข้าไปบอกเจ้าเมืองว่า สานตะกร้าเสร็จแล้วและเอาเข้าประตูเมืองไม่ได้

ตลอดทางเจ้าเมืองก็คิดหาทางแก้แค้นไอ้ศรีธนญชัยให้ได้ เลยท้าพนัน ศรีธนญชัยว่า… ถ้าใครถ่ายอุจจาระได้โดยไม่ถ่ายปัสสาวะคนนั้นรอดตาย… ตอนนั้นศรีธนญชัยได้ถ่ายปัสสาวะมาก่อนแล้วจึงชนะเจ้าเมืองอีก ศรีธนญชัยจึงเอาค้อนทุบศรีษะเจ้าเมืองเสีย ในที่สุดเจ้าเมืองก็ต้องมาตายเพราะศรีธนญชัยจนได้


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
จากเนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวที่เล่าสู่กันฟัง ให้เกิดความสนุกสนาน ขำขัน เพลิดเพลิน และแฝงด้วยแนวคิด เป็นบทสอนใจให้กับผู้ที่ได้รับฟังว่า… “คนที่มีสติปัญญาย่อมเอาตัวรอดได้เสมอ”





Credit: เว็บไซต์ล้านนาคดี lanna.mju.ac.th “ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน”

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

นิทานสอนใจ ข้อคิดดีๆ เรื่อง เด็กโง่กับปลาตัวโต

นิทานสอนใจ ข้อคิดดีๆ เรื่อง เด็กโง่กับปลาตัวโต

เด็กโง่กับปลาตัวโต

นิทานเรื่อง เด็กโง่กับปลาตัวโต


เด็กชายคนหนึ่งชอบไปนั่งเล่นอยู่ที่ริมแม่น้ำ
เฝ้าดูชาวประมงตกปลาเป็นประจำทุกวัน
วันหนึ่ง ชาวประมงได้มอบปลาตัวโตให้แก่เด็กชายด้วยความเอ็นดู




เด็กชายจึงถอดเสื้อแล้วหอบปลาตัวโตนำกลับไปบ้านด้วยความดีใจ
หวังจะให้พ่อแม่ปรุงเป็นอาหารให้เอร็ดอร่อย

แต่ระหว่างทางนั้น เด็กชายเห็นปลาดิ้นอยู่ตลอดเวลาจึงคิดในใจว่า
“สงสัยเจ้าปลาคงจะหิวน้ำเป็นแน่ถ้าเราไม่ให้มันได้กินน้ำ
เดี๋ยวมันจะตายเสียก่อนถึงบ้าน พ่อกับแม่ก็คงจะต่อว่าเราเป็นแน่”

เมื่อคิดได้ดังนั้น เด็กชายก็เดินไปที่ริมแม่น้ำแล้วแก้ห่อเสื้อออก
พลางปล่อยปลาลงสู่แม่น้ำ
“ลงไปกินน้ำให้อิ่มนะ แล้วเดี๋ยวค่อยขึ้นมาใหม่”

เด็กชายกระทำเช่นนั้นแล้วก็นั่งรออยู่
ส่วนปลาตัวโตนั้นเมื่อลงสู่น้ำได้ก็รีบว่ายหายไปทันที
เด็กชายนั่งรออยู่นานแสนนาน
จนกระทั่งเย็นย่ำก็ไม่เห็นปลาตัวโตโผล่ขึ้นมาอีกเลย



นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“การปล่อยโอกาสงามๆ ให้หลุดลอยไปนั้นย่อมยากที่จะหวนกลับคืนมาได้อีก”