บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 รับแขก 1 ห้องครัว

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 รับแขก 1 ห้องครัว  พื้นที่ใช้สอย : 157 ตรม.

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก





บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) บ้านพักอาศัยขนาดกลางที่มีงานดีไซน์ที่สวยงาม บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียวแบบหน้ากว้าง ฐานของบ้านถูกยกขึ้นสูงเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขัง พร้อมกับมีการปรับองค์ประกอบให้บ้านสามารถรับลมได้ดีจากหน้าต่างหลายบาน ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบจากบ้านนอร์ดิกดั้งเดิม เพื่อให้เหมาะกับเมืองร้อน  เพดานสูงเพื่อโชว์โครงสร้างของหลังคา ด้านการตกแต่ง ผนังภายนอกผสมผสานระหว่างสีขาว สีเทา และสีน้ำตาลที่ให้บรรยากาศอบอุ่นเย็นตา

ผลงานและรูปภาพ : Lhong Khao Architecture&Construction
เจ้าของบ้าน : คุณกิ่ง
ตั้งอยู่ที่ : อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่
เรียบเรียง : withikaset.com

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

หลังคาทรงจั่วคู่ สวยโดดเด่นด้วยการตกแต่งกลิ่นอายมินิมอล

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

Lhong Khao Architecture&Construction

กรุผนังด้านในจั่วด้วยไม้เทียมสีน้ำตาล หน้าต่างกระจกกรอบไม้ ติดไฟดาวน์ไลท์ทรงกระบอก

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก




นอกชานหน้าบ้าน ตกแต่งพื้นปูกระเบื้องโทนสีเทาและหินแม่น้ำรอบๆ  ชานทางเข้าบ้าน ปูพื้นกระเบื้องลายไม้

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก



บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

ห้องครัวขนาดกระทัดรัด สไตล์มินิมอล




สำหรับ แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) บ้านพักอาศัยขนาดกลางที่มีงานดีไซน์ที่สวยงาม บ้านหลังนี้ ที่เรานำมาให้ท่านชมกันในวันนี้ ก็หวังว่าจะถูกใจผู้ที่เข้ามาติดตามรับชมกันนะครับ หากท่านใดที่สนใจหรือชื่นชอบก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่โดยตรง

ที่มา | Lhong Khao Architecture&Construction 


หมายเหตุ: ทางเว็บ withikaset.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง

ผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง

ผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง

     สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาทำ ผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง กันค่ะ เป็นเมนูกับข้าวที่เผ็ดร้อน เมนูผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง เป็นเมนูกับข้างที่ทำไม่ยาก เครื่องผัดฉ่าสามารถซื้อได้ตามตลาด ราคาไม่แพง ผัดฉ่าไก่หน่อไม้ดองทานคู่กับไข่เจียว หรือ ไข่ต้ม ก็เข้ากันไม้น้อย ประโยชน์ของสมุนไพรที่ใส่จัดเต็ม ทำให้เมนูผัดฉ่าไก่หน่อไม้ดอง มีรสชาติ เผ็ดร้อน ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี เพราะในเมนูผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง มีทั้ง กระชาย เม็ดพริกไทยอ่อน เครื่องแกงเผ็ด ใบมะกรูด และพริกชี้ฟ้า นั่นเอง  กระชายเป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้เป็นอาหารและยามายาวนาน ด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้าน   ใช้แก้โรคที่เกิดในปาก เช่น ปากเปื่อย ปากเป็นแผล รักษาอาการจมูกไม่ได้กลิ่น ไซนัสอักเสบ ช่วยย่อยอาหาร เพิ่มสมรรถภาพทางเพศชองเพศชาย เป็นยาอายุวัฒนะบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย แก้ลมวิงเวียนศีรษะ



ประโยชน์และสรรพคุณของพริกไทยอ่อน ในพริกไทยอ่อน มีวิตามินซี , วิตามินเค ,  โพแทสเซียม ,  วิตามินเอ ,  แคลเซียม ,  ฟอสฟอรัส ,  มีธาตุเหล็ก ,  วิตามินบี1 , วิตามินบี2 , วิตามินบี3 , วิตามินบี5 , วิตามินบี6 , วิตามินบี9 , เบต้าแคโรทีน , คาร์โบไฮเดรต , โปรตีน ไขมัน และมีเส้นใย และพริกไทยอ่อนยังเป็นยาอายุวัฒนะ แก้ลมจุกเสียด ขับลมในท้อง แก้ท้องอืด แก้ท้องร่วง ขับพยาธิ มีอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ บำรุงตับ ป้องกันโรคมะเร็ง บำรุงประสาท รักษาลมบ้าหมู รักษาลมชัก บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ให้นอนหลับ  รักษาความดันโลหิตสูง แก้อาเจียน แก้วิงเวียนศีรษะ แก้อาการปวดฟัน แก้ไอ แก้หอบหืด ขับเสมหะ แก้หวัด ลดไข้ รักษาโรคกระเพาะ ช่วยบำรุงลำไส้ ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการอักเสบ แก้ระดูขาว ช่วยขับปัสสาวะ ขับไขมัน ลดอาการปวดหัว ลดอาการปวดข้อ ขับเหงื่อ และ แก้อาการปวดท้อง

เรามาลงมือทำผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง กันเลยนะคะ

วัตถุดิบ

  • สะโพกไก่ 2  ชิ้น
  • พริกแกงเผ็ด 2  ช้อนโต๊ะ
  • เครื่องผัดฉ่า 1  แพ็ค
  • หน่อไม้ดองต้มแล้ว 3 ขีด
  • น้ำสะอาด 1 ถ้วยเล็ก  
  • น้ำมันพืช สำหรับผัด      4 ช้อนโต๊ะ

เครื่องปรุงรส ผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง

  • ซอสหอยนางรม 3  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 2  ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส 1  ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส 1 ช้อนชา

วิธีทำ 

  • ล้างไก่ด้วยน้ำให้สะอาด แล้วสับเป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ แล้วพักไว้
  • ล้างหน่อไม้ดองให้สะอาด แล้วนำไปต้มประมาณ 5 นาที เทน้ำออก พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • ให้นำเครื่องผัดฉ่ามาล้างด้วยน้ำให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำพริกชี้ฟ้ามาหั่นเฉียงเตรียมไว้ แล้วฉีกใบมะกรูดที่มากับเครื่องผัดฉ่า ฉีกเตรียมไว้
  • ล้างพริกไทยอ่อนให้สะอาด แล้วพักไว้
  • เสร็จแล้ว ให้ตั้งกระทะไฟกลางๆ เทน้ำมันพืชลงไป รอให้น้ำมันร้อนนิดหน่อย แล้วจึงใส่ พริกแกงเผ็ดลงไปผัดให้หอม
  • เสร็จแล้วตามด้วยสะโพกไก่ที่สับไว้ ลงไปผัดให้สุกประมาณหนึ่ง แล้วเทน้ำสะอาดตามลงไป ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง รอให้ไก่สุก
  • เสร็จแล้วใส่หน่อไม่ดองลงไป ผัดให้เข้ากัน แล้วตามด้วยกระชาย พริกไทยอ่อน ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง
  • แล้วมาปรุงรสด้วย ซอสหอยนางรม ซอสปรุงรส น้ำปลา ผงชูรส ผัดให้เข้ากัน ชิมรสชาติตามที่ต้องการ แล้วใส่ใบมะกรูดลงไปในขั้นตอนสุดท้าย ผัดให้เข้ากันอีกที ปิดไฟ ตักใส่จาน พร้อมรับประทาน

เรียบเรียง : นงนุช





บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ปลาช่อนทอดราดพริก รสแซ่บอร่อยๆ พร้อมสูตรง่าย ๆ

ปลาช่อนทอดราดพริก รสแซ่บอร่อยๆ พร้อมสูตรง่าย ๆ

ปลาช่อนทอดราดพริก

ปลาช่อนทอดราดพริก


สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเมนูเกี่ยวกับปลามาให้ลองทำกันค่ะ ปลาที่ว่านั้นคือปลาช่อนนั่นเอง เมนูปลาช่อนทอดราดพริก ที่มีรสชาติ เผ็ด หวาน เค็ม ตามสไตล์บ้านๆ ปลาช่อนนั้นถือว่าเป็นปลาที่หาทานได้ไม่ยาก  มีทั้งจากแหล่งธรรมชาติ และ ปลาเลี้ยง ปลาช่อนทอดราดพริก ถือเป็นเมนูที่มีประโยชน์ทางด้านสารอาหารค่อนข้างเยอะ เป็นแหล่งโปรตีนจากธรรมชาติที่ดี เนื้อปลาช่อนมีสารที่เป็นส่วนหนึ่งของคอลลาเจน มีฤทธิ์ในการห้ามเลือดและระงับความเจ็บปวดได้คล้ายมอร์ฟีน




ปลาช่อน คือ

ปลาช่อน (ชื่อวิทยาศาสตร์: Channa striata) ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ปลาช่อน (Channidae) มีส่วนหัวค่อนข้างโต รูปร่างทรงกระบอกยาว ครีบหางเรียวปลายมน ปากกว้าง ภายในปากมีฟันเขี้ยวบนเพดาน ลำตัวสีคล้ำอมมะกอกหรือน้ำตาลอ่อน มีลายเส้นทแยงสีคล้ำตลอดทั้งลำตัว 6-7 เส้น ด้านท้องสีจางตัดกับด้านบน ครีบสีคล้ำมีขอบสีเหลืองอ่อน ครีบท้องจาง มีขนาดลำตัวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ใหญ่สุดได้ถึง 1 เมตร

โดยปลาช่อนชนิดนี้มีความพิเศษไปกว่าปลาช่อนชนิดอื่น ๆ คือ สามารถแถกไถตัวคืบคลานไปบนบกเพื่อหาที่อยู่ใหม่ได้ รวมทั้งสามารถหลบอยู่ใต้ดินในฤดูฝนแล้งเพื่อรอฝนมาได้เป็นแรมเดือน โดยสะสมพลังงานและไขมันไว้ ที่เรียกว่า “ปลาช่อนจำศีล” พบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำทั่วประเทศไทย พบไปจนถึงเอเชียใต้, พม่า และอินโดนีเซีย นิยมนำมาบริโภค ปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายทั้งสดและตากแห้ง เป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจที่สำคัญจนอาจเรียกได้ว่าเป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจอันดับหนึ่ง เลี้ยงได้ทั้งในบ่อและกระชังตามริมแม่น้ำ นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามด้วย โดยเฉพาะตัวที่สีกลายเป็นสีเผือกหรือปลาที่พิการตัวสั้นกว่าปกติ

ปลาช่อนในบางพื้นที่ เช่น ที่จังหวัดสิงห์บุรี ขึ้นชื่อมาก เรียกกันว่า “ปลาช่อนแม่ลา” มีประเพณีพื้นถิ่นคือเทศกาลกินปลา โดยลักษณะเฉพาะของปลาช่อนแม่ลา คือ มีครีบหูหรือครีบอกสีชมพู ส่วนหางจะมีลักษณะมนเหมือนใบพัด ลำตัวอ้วน แต่หัวหลิม ไม่เหมือนปลาช่อนทั่วไป โดยเป็นปลาช่อนที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำลา อยู่ระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำน้อย ในเขตจังหวัดสิงห์บุรี เป็นแหล่งน้ำที่น้ำนิ่ง มีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารตามธรรมชาติ ใต้ท้องน้ำปกคลุมไปด้วยพืชน้ำและวัชพืช ทำให้น้ำเย็น ดินก้นลำน้ำยังเป็นโคลนตมที่มีอินทรียวัตถุ แร่ธาตุที่ไหลมารวมกัน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ปลาช่อนแม่ลาถึงมีรสชาติดีกว่าปลาช่อนที่อื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป มีการสร้างเขื่อนและประตูเปิด-ปิดน้ำ ทำให้แม่น้ำลาตื้นเขิน ปลาช่อนแม่ลาที่เคยขึ้นชื่อใกล้จะสูญพันธุ์ แต่ปัจจุบัน กรมประมงสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้ว และมีการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเพื่อเป็นการอนุรักษ์

ปลาช่อน มีชื่อเรียกตามภาษาถิ่นในแต่ละภาคว่า “ปลาหลิม” ในภาษาเหนือ “ปลาค้อ” หรือ “ปลาก๊วน” ในภาษาอีสาน เป็นต้น




และเมื่อไม่นานมานี้มีการค้นพบว่าเนื้อปลาช่อนมีสารที่เป็นส่วนหนึ่งของคอลลาเจน มีฤทธิ์ในการห้ามเลือดและระงับความเจ็บปวดได้คล้ายมอร์ฟีน จึงเหมาะอย่างยิ่งแก่การปรุงเป็นอาหารของผู้ป่วยหรือผู้ที่เพิ่งได้รับการผ่าตัด

นอกจากนี้แล้วในหลายพื้นที่ของไทย เช่น อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์, อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา รวมถึงในพื้นที่ตำบลหัวดวง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตรและอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ มีความเชื่อของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั้นว่า ปลาช่อนสามารถขอฝนได้ โดยต้องทำตามพิธีตามแบบแผนโบราณ ซึ่งจะกระทำกันในช่วงเกิดภาวะแห้งแล้ง ด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์เบื้องหน้าองค์พระประธาน และมีการโยงสายสิญจน์กับอ่างที่มีปลาช่อน 9 ตัว และสวดคาถาปลาช่อน เชื่อกันว่าระหว่างทำพิธี หากปลาช่อนดิ้นกระโดดขึ้นมา เป็นสัญญาณว่าฝนจะตกลงมาในเร็ววันนี้ นอกจากนี้แล้ว ที่อินเดียก็มีความเชื่อและพิธีกรรมที่คล้ายคลึงแบบนี้เหมือนกัน

จะเห็นได้ว่าปลาช่อนนั่นมีประโยชน์มากมาย และหาซื้อ หาทานได้ไม่ยาก ฉะนั้นวันนี้เรามาทำเมนูปลาช่อนทอดราดพริก กันเลยดีกว่าค่ะ

วัตถุดิบ ปลาช่อนทอดราดพริก

  • ปลาช่อนขนาด 7 – 8 ขีด    1 ตัว ** หั่นเป็นท่อนๆ **
  • พริกแกงเผ็ด                    2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช สำหรับทอด และผัดเครื่องพริกแกง
  • เกลือ                               2 ช้อนโต๊ะ
  • ใบมะกรูด หั่นฝอย          4 ใบ
  • พริกชี้ฟ้าแดง                  1  เม็ด
  • น้ำสะอาด                       1 ถ้วยน้ำจิ้ม

เครื่องปรุงรส

  • น้ำมันหอย                2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา                     1 ½ ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส              1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย            2 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส                 1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการทำ ปลาช่อนทอดราดพริก

  • ขั้นตอนแรก ล้างปลาด้วยน้ำให้สะอาด แล้วนำเกลือมาคลุกเคล้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ 2 – 3 นาที แล้วล้างน้ำออกให้สะอาด ให้หมดคราบลื่นๆ ล้างน้ำหลายครั้ง เสร็จแล้วให้หั่นปลาช่อนเป็นท่อนๆ ตามขนาดที่ต้องการ แล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • ล้างใบมะกรูดให้สะอาด แล้วนำมาหั่นซอย เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างพริกชี้ฟ้าให้สะอาด แล้วนำมาให้เฉียงๆ เสร็จแล้วพักไว้
  • ขั้นตอนต่อไป คือการทอดปลาช่อน ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชลงไป รอให้น้ำมันร้อน แล้วค่อยนำปลาช่อนที่หั่นเตรียมไว้ ลงทอดในกระทะ ช่วงแรกอย่าเพิ่งพลิกปลารอให้ปลาช่อน มีสีเหลืองทองก่อน แล้วค่อยพลิกกลับด้าน ทอดปลาช่อนให้มีสีเหลืองทองทั้งสองด้าน เสร็จแล้วตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน
  • เสร็จแล้วเทน้ำมันจากการทอดปลาช่อนออก เหลือไว้เล็กน้อย เพื่อใช้ในการผัดพริกแกง
  • หลังจากเทน้ำมันออกแล้ว ตั้งกระทะไฟกลางๆ ใส่พริกแกงลงไปผัดให้หอม เสร็จแล้ว ปรุงรสด้วย น้ำมันหอย น้ำปลา ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย ผงปรุงรส ผัดให้เข้ากัน แล้วชิมรสชาติ ตามที่ต้องการ
  • เสร็จแล้ว นำปลาช่อนทอด ใส่ลงไปในกระทะ ผัดให้เข้ากันกับเครื่องพริกแกง
  • เสร็จแล้ว ให้ใส่ใบมะกรูดหั่นฝอย และ พริกชี้ฟ้าหั่นเฉียง ลงไป ผัดให้เข้าอีกครั้ง ปิดไฟ ตักใส่จาน พร้อมรับประทาน

อ้างอิง :  วิกิพีเดีย

เรียบเรียง : นงนุช





บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก อร่อยแบบไม่เผ็ด พร้อมวิธีทำ

ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก อร่อยแบบไม่เผ็ด พร้อมวิธีทำ

ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก

ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก





               สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาทำอาหารให้เด็กๆ ทานกันค่ะ เมนูอาหารวันนี้คือ ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก เมนูข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก เป็นเมนูที่ทำง่าย  เครื่องไม่เยอะ หาวัตถุดิบง่าย ราคาไม่แพง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสีสันน่ารับประทาน ผักส้มอย่างแครอต ผักสีเขียวคือต้นหอมซอย และยังใส่หัวหัวใหญ่ซอยลงไปด้วย เด็กจะไม่รู้สึกว่ากำลังทานผักกันเลย  เพราะเราได้หั่นผักต่างเป็นชิ้นเล็กๆทำให้เด็กทานได้ง่าย  เมนูข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอกทำไว้เด็กๆทานได้ หลังเลิกเรียน หรือจะเป็นเมนูในวันหยุด ให้เด็กๆทาน  เป็นการเปลี่ยนรสชาติอาหาร ไม่จำเจ เมนูข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก จะทำให้เด็กๆ ทานข้าวได้เยอะ  เจริญอาหารแน่นอน

คุณค่าทางโภชนาการ

ไข่ไก่ให้กรดอะมิโนจำเป็นทุกชนิด ตลอดจนวิตามินและเกลือแร่อีกหลายชนิด รวมทั้งเรตินอล (วิตามินเอ), ไรโบฟลาวิน (วิตามินบี2), กรดโฟลิก (วิตามินบี9), วิตามินบี6, วิตามินบี12, โคลีน, เหล็ก, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม วิตามินเอ ดีและอีทั้งหมดในไข่ อยู่ในไข่แดง ไข่เป็นหนึ่งในอาหารไม่กี่ชนิดในธรรมชาติ ที่มีวิตามินดี ไข่แดงขนาดใหญ่ให้พลังงานประมาณ 60 แคลอรี  ไข่ขาวให้พลังงานประมาณ 15 แคลอรี  ไข่แดงขนาดใหญ่มีปริมาณคอเลสเตอรอล ที่แนะนำให้รับประทานต่อวันที่ 300 มิลลิกรัมมากกว่าสองในสาม แม้การศึกษาหนึ่งจะชี้ ว่าร่างกายมนุษย์ไม่อาจดูดซับคอเลสเตอรอล จากไข่ได้มากนัก ไข่แดงมีน้ำหนักคิดเป็น 33% ของน้ำหนักของเหลวของไข่ ไขมันทั้งหมดอยู่ในไข่แดง น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของโปรตีนเล็กน้อย และสารอาหารอื่นส่วนใหญ่ ไข่แดงยังมีโคลีนทั้งหมด และไข่แดงหนึ่งมีปริมาณเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณที่แนะนำต่อวัน โคลีนเป็นสารอาหารสำคัญต่อพัฒนาการของสมอง และกล่าวกันว่าสำคัญต่อสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรเพื่อประกันพัฒนาการทางสมองของทารก

เรามาเตรียมวัตถุดิบในการทำ ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก กันค่ะ

วัตถุดิบ ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก

  • ข้าวสวย เย็นแล้ว          1 ถ้วย
  • ไส้กรอก                        3 ชิ้น
  • แครอตหั่นเต๋า              1 ถ้วยเล็ก
  • หัวหอมใหญ่ หั่นเต๋า     1 ถ้วยเล็ก
  • ต้นหอมซอย                 3 ต้น
  • กระเทียมสับ                 3 กลีบ
  • ไข่ไก่เบอร์ 2                  3 ฟอง  
  • แตงกวา                        3 ชิ้น เครื่องเคียง

เครื่องปรุงรส

  • ซอสปรุงรส                   2 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส                     1 ½ ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย                1 ½ ช้อนชา
  • พริกไทยป่น                  1 ช้อนชา

ขั้นตอนและวิธการทำ ข้าวผักไข่ใส่ไส้กรอก

  • เตรียมข้าวสวยใส่ถ้วย แล้วพักไว้
  • เสร็จแล้ว นำแครอต ไปล้างให้สะอาด แล้วหั่นเต๋า เตรียมไว้
  • เสร็จแล้ว ปลอกหัวหอมใหญ่ ล้างให้สะอาด แล้วซอยหั่นเต๋า เตรียมไว้
  • ล้างต้นหอมให้สะอาด หั่นแล้วซอย เตรียมไว้
  • เสร็จแล้ว แกะเปลือกกระเทียม ล้างให้สะอาด บุบแล้วซอยให้ละเอียด แล้วพักไว้
  • จากนั้นมาลงมือทำ ด้วยการตั้งกระทะ ไฟกลางๆ ใส่น้ำมันพืช ลงไป แล้วตามด้วยกระเทียมซอย ผัดให้หอม ตามด้วย ไส้กรอก หัวหอมใหญ่ และแครอต ผัดให้เข้ากัน
  • เสร็จแล้วเขี่ยไส้กรอกไว้ข้างๆกระทะ แล้วตอกไข่ใส่ลงไป ตอกไข่ให้แตกทิ้งไว้สักครู่ให้ไข่เริ่มสุกแล้วค่อยพลิกกลับด้านไข่ ผัดให้ไข่สุก
  • เสร็จแล้วใส่ข้าวสวยลงไป ผัดให้เข้ากัน
  • เสร็จแล้วปรุงรส ด้วยน้ำตาลทราย ซอสปรุงรส และผงปรุงรส ผัดให้เข้ากันจนข้าวเริ่มแห้ง
  • ชิมรสตามชอบ เสร็จโรยพริกไทยป่นลงไป ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง ปิดไฟ
  • ตักข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอกใส่จานเคียงด้วยแตงกวา พร้อมรับประทาน  

อ้างอิง : วิกิพีเดีย

เรียบเรียง : นงนุช




บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ เมนูอร่อยๆ พร้อมวิธีการทำแบบละเอียด

แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ เมนูอร่อยๆ พร้อมวิธีการทำแบบละเอียด

แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ

แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ


สวัสดีค่ะ  วันนี้เราจะมาทำเมนู แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ กันค่ะ แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ เป็นกับข้าวที่ทานได้กับข้าวสวยร้อนๆ หรือ กับขนมจีน ก็ได้ ซึ่งรสชาติของแกงหน่อไม้ไก่นั้น จะมีความมันของกะทิ ความหวาน และความเค็มตามมา ซึ่งการทำแกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ นั้นเราสามารถใช้หน่อไม้สดแบบต้มสุก หรือ หน่อไม้ดองแบบเส้นก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทินั้น ทำไม่ยากจนเกินไป แค่เรามีวัตถุดิบไม่กี่อย่าง หาซื้อได้ง่าย ซึ่งวัตถุดิบบางอย่าง เราก็จะมีติดครัวกันอยู่แล้ว ซึ่งก็จะสามารถทำ แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ ได้เลย




หน่อไม้คืออะไร

หน่อไม้ ชื่อภาษาอังกฤษ (Bamboo shoots) คือหน่ออ่อนของต้นไผ่ ที่แตกหน่อแยกตัวออกมาจากต้นไผ่ ที่สามารถนำมารับประทานได้ หน่อไม้นิยมนำไปประกอบอาหารเมนูต่าง ๆ เนื่องจากมีรสชาติหวานอร่อย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และด้วยความที่หน่อไม้นั้น เกิดจากใต้ดิน อยู่ในป่าที่สมบรูณ์ จึงมีสารปนเปื้อนหรือสารพิษจากปุ๋ยเคมีในดิน และสารเคมีปนเปื้อนในอากาศน้อยกว่าผักชนิดอื่นๆ จึงเป็นผักที่ปลอดภัย เป็นผักที่ให้พลังงานน้อย แต่มีกากใยสูง ในการแพทย์ของประเทศจีน ระบุไว้ว่า หน่อไม้มีฤทธิ์เย็น รสหวาน ช่วยบำรุงธาตุหยิน  ทำให้เลือดเย็น ดับร้อน มีฤทธิ์ในการช่วยขับเสมหะ และช่วยบำรุงตับ อีกด้วย     

 เรามาลงมือเตรียมวัตถุดิบ และ เครื่องปรุง ในการทำแกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ กันเลยค่ะ

วัตถุดิบ แกงไก่ใส่หน่อไม้กะทิ

  • หน่อไม้ที่ต้มสุกแล้ว        3 หัว  หรือจะใช้เป็นหน่อไม้เส้นดองก็ได้
  • สะโพกไก่                       3 ชิ้น  หรือจะใช้ไก่แบบไหนก็ได้ตามความชอบ     
  • กะทิ                               1 กล่อง / 250 ml.
  • น้ำมันพืช                       3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำสะอาด                      500 ml.
  • พริกแกงเผ็ด                  2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกชี้ฟ้าแดง หรือ พริกขี้หนูแดง    2 เม็ด
  • ใบมะกรูด                      3-4 ใบ
  • ใบโหระพา                     2 กิ่ง

เครื่องปรุงรส 

  • น้ำปลา                  3  1/2  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย         1 1/2  ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส               1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการเตรียม วัตถุดิบ 

  • ขั้นตอนแรก เตรียมไก่ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วสับเป็นชิ้นๆ ชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ ได้ตามความต้องการ เสร็จแล้วจึงล้างด้วยน้ำให้สะอาดอีกครั้ง แล้วพักไว้
  • หั่นหน่อไม้ที่ต้มสุกแล้ว ให้เป็นเส้นๆ ความหนา และ ความยาวนั่น หั่นได้ตามความต้องการ ** กรณีที่เป็นหน่อไม้เส้นดอง ให้นำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วต้มหน่อไม้ให้น้ำเดือดประมาณ 5 นาที เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค ** เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้าง พริกชี้ฟ้าแดง หรือ พริกขี้หนูแดง ให้สะอาด แล้วหั่นเฉียงๆ เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างใบมะกรูดให้สะอาด แล้วฉีกครึ่งเอาแกนกลางออก แล้วพักไว้
  • ล้างใบโหระพา ให้สะอาด แล้วเด็ดใบ เสร็จแล้วพักไว้

วิธีการทำ 

  • นำหม้อตั้งไฟกลาง ใส่น้ำมันลงไป แล้วตามด้วยเครื่องพริกแกงเผ็ด ผัดจนมีกลิ่นหอม และมีสีของน้ำมันพริกแกงเผ็ดเป็นสีแดง ** ขั้นตอนนี้ให้ระวัง พริกแกงไหม้ อย่าใช้ไฟแรงเด็ดขาด **
  • เสร็จแล้วให้นำไก่ที่สับเตรียมไว้ ลงไปผัด ให้สุกประมาณ 70 %
  • เสร็จแล้วใส่น้ำสะอาดลงไป คนเล็กน้อย ให้ไก่คลี่ตัวออกจากกัน
  • จากนั้นรอจนน้ำเดือด แล้วค่อยใส่หน่อไม้ ลงไป รอน้ำเดือดอีกครั้ง
  • แล้วตามด้วยกะทิ 1 กล่อง ค่อยๆเทลงไปในหม้อ แล้วคนให้เข้ากันอีกที รอน้ำแกงเดือดอีกครั้ง
  • เสร็จแล้ว ปรุงรสด้วย ,น้ำปลา ,น้ำตาลทราย , ผงปรุงรส คนให้เข้ากัน ชิมรสชาติตามที่ต้องการ
  • เสร็จแล้ว จึงใส่พริกชี้ฟ้าแดง หรือ พริกขี้หนูแดง หั่นเฉียง ใบโหรพา และใบมะกรูดฉีก ลงไป คนเล็กน้อย
  • เสร็จแล้ว ปิดไฟ ตักแกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ ใส่ถ้วย พร้อมรับประทานได้แล้วค่ะ



บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง ไอ้เซี่ยงเมี่ยงค่ำพญา (ศรีธนญชัยรังแกพญา)

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง ไอ้เซี่ยงเมี่ยงค่ำพญา (ศรีธนญชัยรังแกพญา)

ศรีธนญชัยรังแกพญา

ศรีธนญชัยรังแกพญา


วันหนึ่งเจ้าเมืองเดินทางไปตามบ้านน้อยเมืองใหญ่ก็ได้ไปพบไอ้ศรีธนญชัย ไม่รู้จักว่าเป็นไอ้ศรีธนญชัย… ไอ้ศรีธนญชัยก็ทักเจ้าเมืองว่า “สาธุ ท่านเจ้าเมืองจะไปไหน” เจ้าเมืองตอบว่า “จะไปเที่ยว”
ไอ้ศรีธนญชัยก็ว่า “เจ้าเมืองนี่ข้าหลอกได้แน่นอ”เด็กน้อยอย่างเจ้านะหรือ จะมาหลอกเราได้  เจ้าเมืองตอบ จะหลอกข้าอย่างไรล่ะ … ไม่ยากหรอก ถ้าจะหรอกละก็ ก็ไหนลองหลอกกูดูทีซิโอ งั้นหรือ งั้นก็ลงมานี่ก่อนซิ เจ้าเมืองลงมาเสียก่อนแล้วข้าจะหลอก ทันใดนั้นเจ้าเมืองก็ลงไป… ไอ้ศรีธนญชัยก็ว่า นี่ไงล่ะ เจ้าเมืองก็ลงมาตามที่ข้าหลอก ตอนนี้ก็นับได้ว่าไอ้ศรีธนญชัยหลอกเจ้าเมืองได้




ต่อมาอีกหลายวัน เจ้าเมืองก็พบไอ้ศรีธนญชัยอีก มันก็บอกว่า ขอเชิญเจ้าเมืองเข้ามานี่อีกทีเถอะ ข้ามีอะไรจะหลอกอีก เจ้าจะหลอกข้าได้อย่างไรล่ะ มาเถอะน่า ขอให้เจ้าเมืองกระโดดลงไปในหนองน้ำนั้นก่อน แล้วข้าจะหลอก เจ้าเมืองก็รีบกระโดดลงไปในหนองน้ำ นั่นไง ดูซิเจ้าเมืองก็ตกลงไปในหนองน้ำที่ข้าหลอกจนได้ ก็เป็นอันว่าเจ้าเมืองแพ้ศรีธนญชัยอีกครั้งหนึ่ง เจ้าเมืองก็โกรธมากคิดจะฆ่าไอ้ศรีธนญชัยเสีย ถ้าขืนปล่อยให้อยู่ต่อไปมันก็จะหลอกเราอยู่เรื่อยไป

ต่อมาไอ้ศรีธนญชัยก็ไปพบเจ้าเมืองเข้าอีก มันพูดว่า คนอย่างเจ้าเมืองนี่ถ้าไปเที่ยวบ้านข้าไม่ฟ้อนรำละก็ต้องเข็ดแน่ๆ โธ่ ไอ้ศรีธนญชัย คนอย่างกูนี่น่ะหรือจะไปฟ้อนรำทำไมที่บ้านมึง ไม่เชื่อก็ขอเชิญไปทีเถอะน่า บ้านไอ้ศรีธนญชัยอยู่คนละฝั่งคลอง มีไม้พาดข้ามสะพานเท่าลำแขนเท่านั้น เมื่อเจ้าเมืองเดินข้ามสะพานไม้นี้ก็เดินเอี้ยวไปเอี้ยวมา มือไม้ก็กางออกไป ไอ็ศรีธนญชัยก็ว่า นี่ไงล่ะเจ้าเมืองท่านฟ้อนรำหรือไม่ล่ะ ก็เป็นอันว่าเจ้าเมืองถูกไอ้ศรีธนญชัยหลอกเอาอีกครั้งหนึ่ง

ไอ้ศรีธนญชัยก็บอกว่า ถ้าหากเข้าไปอีกหน่อยนะจะถึงประตูบ้านข้า ถ้าหากเจ้าเมืองไม่ไหว้เข้าไปละก็ข้าว่าเข็ดแน่ๆ เลย เจ้าเมืองก็ว่า คนอย่างกูนี่นะหรือจะไปไหว้มึง เอาเถอะน่าลองดูก็แล้วกัน บ้านไอ้ศรีธนญชัยนั้นอยู่ในป่าหญ้าคาหาทางเข้าไปลำบากแทบมองไม่เห็นทาง เพราะต้นหญ้าคาขึ้นทึบไปหมด ก็ต้องใช้มือแหวกหญ้าเข้าไปเรื่อย ๆ ศรีธนญชัยเห็นดังนั้นก็ร้องว่า นี่ไงล่ะเจ้าเมืองไหว้หรือไม่ไหว้ล่ะ เจ้าเมืองก็ต้องแพ้ศรีธนญชัยอีกครั้งหนึ่ง ศรีธนญชัยก็พูดต่อไปอีกว่า หากเจ้าเมืองเข้าไปในบ้านข้าแล้วไม่ทำความเคารพเสียก่อนก็เห็นจะต้องเข็ดแน่ๆ ไอ้ศรีธนญชัยเอ๊ย คนอย่างกูนะหรือจะทำความเคารพบ้านมึง เอาเถอะน่า พอไปถึงบ้านของศรีธนญชัยแล้วประตูบ้านเตี้ยมากเพราะเป็นกระท่อมเล็กๆ เจ้าเมืองไปถึงก็ต้องก้มหัวลอดเข้าไป ศรีธนญชัยได้ทีเลยพูดว่า นั่นไงล่ะท่านเจ้าเมืองกำลังทำความเคารพบ้านข้าแล้ว ในที่สุดเจ้าเมืองก็พูดขึ้นว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปถ้าแผ่นดินนี้ไม่กลับข้างล่างมาเป็นข้างบนละก็ ไอ้ศรีธนญชัยมึงอย่าได้ย่างเหยียบเข้ามาบ้านเมืองกูอีกนะ มึงจงออกจากบ้านเมืองกูไปเสีย ศรีธนญชัยก็หนีออกจากบ้านเมืองไป




พอย่างเข้าเดือนเก้าเดือนสิ ชาวบ้านเขาก็ทำไร่ไถนาดินที่ไถนามันกลับข้างล่างเป็นข้างบน ศรีธนญชัยก็กลับเข้าบ้านเข้าเมืองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเจ้าเมืองเห็นก็พูดว่า ไอ้ศรีธนญชัย กลับมาอีกแล้วหรือ ไหนกูบอกมึงว่าอย่างไรมึงจำไม่ได้หรือ มึงต้องตายแน่วันนี้ กูบอกมึงว่าถ้าแผ่นดินไม่กลับข้างล่างเป็นข้างบน ห้ามไม่ให้มึงกลับเข้ามาในบ้านเมืองของกูไม่ใช่หรือ ศรีธนญชัยก็ตอบว่า ขอเชิญเจ้าเมืองออกไปดูตามทุ่งนาบ้างซิ แล้วจะเห็นว่าแผ่นดินครั้งหนึ่ง เลยสั่งว่า พรุ่งนี้ให้มึงไปสานตะกร้าใบเล็กที่สุดมาให้ใบ ศรีธนญชัยก็กลับไปสานตะกร้าใบเล็กที่สุดคลุมหัวเต่าเข้าไปสู่เจ้าเมือง ไหนล่ะตะกร้าใบเล็กที่กูสั่งให้มึงสาน ศรีธนญัชยก็แก้ห่อให้ดูก็เห็นตะกร้าใบเล็กที่สุดครอบอยู่บนหัวเต่า เจ้าเมืองเห็นดังนั้นก็หาวิธีใหม่ โดยสั่งให้ศรีธนญชัยสานตะกร้าใบใหญ่ที่สุด ศรีธนญชัยก็สานตะกร้าใบใหญ่จนเข้าประตูเมืองไม่ได้ จึงเข้าไปบอกเจ้าเมืองว่า สานตะกร้าเสร็จแล้วและเอาเข้าประตูเมืองไม่ได้

ตลอดทางเจ้าเมืองก็คิดหาทางแก้แค้นไอ้ศรีธนญชัยให้ได้ เลยท้าพนัน ศรีธนญชัยว่า… ถ้าใครถ่ายอุจจาระได้โดยไม่ถ่ายปัสสาวะคนนั้นรอดตาย… ตอนนั้นศรีธนญชัยได้ถ่ายปัสสาวะมาก่อนแล้วจึงชนะเจ้าเมืองอีก ศรีธนญชัยจึงเอาค้อนทุบศรีษะเจ้าเมืองเสีย ในที่สุดเจ้าเมืองก็ต้องมาตายเพราะศรีธนญชัยจนได้


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
จากเนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวที่เล่าสู่กันฟัง ให้เกิดความสนุกสนาน ขำขัน เพลิดเพลิน และแฝงด้วยแนวคิด เป็นบทสอนใจให้กับผู้ที่ได้รับฟังว่า… “คนที่มีสติปัญญาย่อมเอาตัวรอดได้เสมอ”





Credit: เว็บไซต์ล้านนาคดี lanna.mju.ac.th “ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน”

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

นิทานสอนใจ ข้อคิดดีๆ เรื่อง เด็กโง่กับปลาตัวโต

นิทานสอนใจ ข้อคิดดีๆ เรื่อง เด็กโง่กับปลาตัวโต

เด็กโง่กับปลาตัวโต

นิทานเรื่อง เด็กโง่กับปลาตัวโต


เด็กชายคนหนึ่งชอบไปนั่งเล่นอยู่ที่ริมแม่น้ำ
เฝ้าดูชาวประมงตกปลาเป็นประจำทุกวัน
วันหนึ่ง ชาวประมงได้มอบปลาตัวโตให้แก่เด็กชายด้วยความเอ็นดู




เด็กชายจึงถอดเสื้อแล้วหอบปลาตัวโตนำกลับไปบ้านด้วยความดีใจ
หวังจะให้พ่อแม่ปรุงเป็นอาหารให้เอร็ดอร่อย

แต่ระหว่างทางนั้น เด็กชายเห็นปลาดิ้นอยู่ตลอดเวลาจึงคิดในใจว่า
“สงสัยเจ้าปลาคงจะหิวน้ำเป็นแน่ถ้าเราไม่ให้มันได้กินน้ำ
เดี๋ยวมันจะตายเสียก่อนถึงบ้าน พ่อกับแม่ก็คงจะต่อว่าเราเป็นแน่”

เมื่อคิดได้ดังนั้น เด็กชายก็เดินไปที่ริมแม่น้ำแล้วแก้ห่อเสื้อออก
พลางปล่อยปลาลงสู่แม่น้ำ
“ลงไปกินน้ำให้อิ่มนะ แล้วเดี๋ยวค่อยขึ้นมาใหม่”

เด็กชายกระทำเช่นนั้นแล้วก็นั่งรออยู่
ส่วนปลาตัวโตนั้นเมื่อลงสู่น้ำได้ก็รีบว่ายหายไปทันที
เด็กชายนั่งรออยู่นานแสนนาน
จนกระทั่งเย็นย่ำก็ไม่เห็นปลาตัวโตโผล่ขึ้นมาอีกเลย



นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“การปล่อยโอกาสงามๆ ให้หลุดลอยไปนั้นย่อมยากที่จะหวนกลับคืนมาได้อีก”

สกายวอร์ค เชียงคาน แลนมาร์กชมวิวสุดเสียว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

สกายวอร์ค เชียงคาน แลนมาร์กชมวิวสุดเสียว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

สกายวอร์ค เชียงคาน

สกายวอร์ค เชียงคาน





สำหรับ สกายวอล์ค เชียงคาน หรือ สกายวอล์ค ภูคกงิ้ว ตั้งอยู่ที่ ต.ปากตม อ.เชียงคาน จ.เลย บริเวณพระใหญ่ภูคกงิ้ว ซึ่งเป็นแผ่นดินจุดแรกของภาคอีสานที่แม่นํ้าโขงไหลผ่าน โดยมีแม่นํ้าเหืองไหลมาบรรจบเป็นแนวพรมแดนธรรมชาติ กั้นระหว่างสปป.ลาวกับประเทศไทย เกิดเป็นแม่น้ำ 2 สี อันน่ายล

สกายวอร์ค เชียงคาน

ที่มารูปภาพสวยๆ : เพจ ตึ๋งไปมาแล้ว

             สกายวอล์คเชียงคานตั้งอยู่บนเนินเขาภูคกงิ้ว ภายในอำเภอเชียงคาน ใกล้กับบริเวณที่เป็นที่ประดษฐานของพระใหญ่ภูคกงิ้วซึ่งสร้างขึ้นโดยกองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับประชาชนเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ และในมหามงคลแห่งราชพิธีราชาภิเษก ครบ 50 ปี

สกายวอร์ค เชียงคาน

ที่มารูปภาพสวยๆ : เพจ ตึ๋งไปมาแล้ว

             โดยหลังจากสร้างองค์พระใหญ่แล้ว ทางจังหวัดเลยก็ได้รับงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในโครงการสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ จึงมีการจัดสร้างสกายวอล์คเชียงคานขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเลย โดยเริ่มก่อสร้างในวันที่ 14 มิถุนายน 2561 และเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา

 สกายวอร์ค เชียงคาน

ที่มารูปภาพสวยๆ : เพจ ตึ๋งไปมาแล้ว

             นักท่องเที่ยวที่สนใจเดินเที่ยวชมบนสกายวอล์คกระจกใส จะต้องเปลี่ยนใส่รองเท้าเฉพาะที่หน่วยงานจัดเตรียมไว้ให้เพื่อป้องกันรอยขีดข่วนบนกระจก โดยมีค่าบริการ 60 บาท/คน




สกายวอร์ค เชียงคาน

ที่มารูปภาพสวยๆ : เพจ ตึ๋งไปมาแล้ว

ที่อยู่ : ตำบลปากตม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย
เปิดให้เข้าชม : 07.00-18.00 น.
ค่าเข้าชม : ราคา 60 บาท จะได้ตั๋วขึ้นรถขึ้น – ลง และรองเท้าสำหรับเข้าสกายวอล์ค 1 คู่
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจ : เพจ ตึ๋งไปมาแล้ว , youtube.com/ตึ๋งไปมาแล้ว



มาทำความรู้จักกับงาน บุญบั้งไฟ ประเพณีของชาวอีสาน

มาทำความรู้จักกับงาน บุญบั้งไฟ ประเพณีของชาวอีสาน ตำนานพระยาคันคากพญาแถน

บุญบั้งไฟ ประเพณีของชาวอีสาน

บุญบั้งไฟ ประเพณีของชาวอีสาน





ประวัติความเป็นมาของบุญบั้งไฟ

ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานของไทยรวมไปถึงลาว โดยมีตำนานมาจากนิทานพื้นบ้านของภาคอีสานเรื่องพระยาคันคาก เรื่องผาแดงนางไอ่ ซึ่งในนิทางพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึง การที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชา พระยาแถน หรือเทพวัสสกาลเทพบุตร ซึ่ง ชาวบ้านมีความเชื่อว่า พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล และมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมาก หากหมู่บ้านใดไม่จัดทำการจัดงานบุญบั้งไฟบูชา ฝนก็จะไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาล อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้ ช่วงเวลาของประเพณีบุญบั้งไฟคือเดือนหกหรือพฤษภาคมของทุกปี ที่มา – wikipedia

ความเชื่อของชาวบ้านกับประเพณีบุญบั้งไฟ

ชาวบ้านเชื่อว่ามีโลกมนุษย์ โลกเทวดา และโลกเทวดา มนุษย์อยู่ใต้อิทธิพลของเทวดา การรำผีฟ้าเป็นตัวอย่างที่แสดงออกทางด้านการนับถือเทวดา และเรียกเทวดาว่า “แถน” เมื่อถือว่ามีแถนก็ถือว่า ฝน ฟ้า ลม เป็นอิทธิพลของแถน หากทำให้แถนโปรดปราน มนุษย์ก็จะมีความสุข ดังนั้นจึงมีพิธีบูชาแถน การจุดบั้งไฟก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่แสดงความเคารพหรือส่งสัญญาณความภักดีไปยังแถน ชาวอีสานจำนวนมากเชื่อว่าการจุดบั้งไฟเป็นการขอฝนจากพญาแถน และมีนิทานปรัมปราเช่นนี้อยู่ทั่วไป แต่ความเชื่อนี้ยังไม่พบหลักฐานที่แน่นอน นอกจากนี้ในวรรณกรรมอีสานยังมีความเชื่ออย่างหนึ่งคือ เรื่องพญาคันคาก หรือคางคก พญาคันคากได้รบกับพญาแถนจนชนะแล้วให้พญาแถนบันดาลฝนลงมาตกยังโลกมนุษย์

บุญบั้งไฟ ประเพณีของชาวอีสาน

ความหมายของบั้งไฟ

คำว่า “บั้งไฟ” ในภาษาถิ่นอีสานมักจะสับสนกับคำว่า “บ้องไฟ” แต่ที่ถูกนั้นควรเรียกว่า”บั้งไฟ”ดังที่ เจริญชัย ดงไพโรจน์ ได้อธิบายความแตกต่างของคำทั้งสองไว้ว่า บั้งหมายถึง สิ่งที่เป็นกระบอก เช่น บั้งทิง สำหรับใส่น้ำดื่ม หรือบั้งข้าวหลาม เป็นต้น

ส่วนคำว่า บ้อง หมายถึง สิ่งของใดๆ ก็ได้ที่มี 2 ชิ้น มาสวมหรือประกอบเข้ากันได้ ส่วนนอกเรียกว่า บ้อง ส่วนในหรือสิ่งที่เอาไปสอดใสจะเป็นสิ่งใดก็ได้ เช่น บ้องมีด บ้องขวาน บ้องเสียม บ้องวัว บ้องควาย ดังนั้น คำว่า บั้งไฟ ในภาษาถิ่นอีสานจึงเรียกว่า บั้งไฟ ซึ่งหมายถึงดอกไม้ไฟชนิดหนึ่ง มีหางยาวเอาดินประสิวมาคั่วกับถ่านไม้ตำให้เข้ากันจนละเอียดเรียกว่า หมื่อ (ดินปืน) และเอาหมื่อนั้นใส่กระบอกไม้ไผ่ตำให้แน่นเจาะรูตอนท้ายของบั้งไฟ เอาไผ่ท่อนอื่นมัดติดกับกระบอกให้ใส่หมื่อโดยรอบ เอาไม้ไผ่ยาวลำหนึ่งมามัดประกบต่อออกไปเป็นหางยาว สำหรับใช้ถ่วงหัวให้สมดุลกัน เรียกว่า “บั้งไฟ” ในทัศนะของผู้วิจัย บั้งไฟ คือการนำเอากระบอกไม้ไผ่ เลาเหล็ก ท่อเอสลอน หรือเลาไม้อย่างใดอย่างหนึ่งมาบรรจุหมื่อ (ดินปืน) ตามอัตราส่วนที่ช่างกำหนดไว้แล้วประกอบท่อนหัวและท่อนหางเป็นรูปต่างๆ ตามที่ต้องการ เพื่อนำไปจุดพุ่งขึ้นสู่อากาศ จะมีควันและเสียงดัง บั้งไฟมีหลายประเภท ตามจุดมุ่งหมายของประโยชน์ในการใช้สอย  ในทางศาสนาพุทธกับประเพณีบุญบั้งไฟ มีการฉลองและบูชาในวันวิสาขบูชากลางเดือนหก มีการทำดอกไม้ไฟในแบบต่างๆ ทั้งไฟน้ำมัน ไฟธูปเทียนและดินประสิว มีการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา



ประเภทของบั้งไฟ

  1. บั้งไฟโหวด
    บั้งไฟโบดหรือโหวดเป็นบั้งไฟขนาดเล็กตัวกระบอกจะยาวขึ้น ประมาณ 4-10 นิ้ว บรรจุหมื่อหนักประมาณ 1 ส่วน 8 ถึง 1 ส่วน 2 กิโลกรัม ใช้หางยาวประมาณ 1-4 เมตร มีกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ มัดวางรอบตัวบั้งไฟ นิยมทำประกอบกันในบั้งไฟใหญ่ (บั้งไฟหมื่น, บั้งไฟแสน) ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมทำ เพราะไม่มีช่าง
  2. บั้งไฟม้า
    บั้งไฟชนิดนี้เป็นบั้งไฟขนาดเล็กจุดไปตามทิศทางที่กำหนดใช้เส้นลวดเป็นวิถีตรึงไปยังเป้าหมายที่ต้องการ ลักษณะทั่วไปเป็นบั้งไฟที่ทำจากกระบอกไม้ไผ่ 1 ปล้อง ขนาดแล้วแต่ต้องการ โดยทั่วไปเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว ยาวประมาณ 1 ฟุตทางภาคกลางและภาคอีสานเรียกว่า “ลูกหนู” คล้ายม้าที่กำลังวิ่ง ถ้าติดรูปอะไรก็เรียกชื่อไปตามนั้น เป็นคนขี่ม้า รูปวัว แล้วแต่จะทำรูปอะไร บางครั้งภาคเหนือเรียกว่า บอกไฟยิง
  3. บั้งไฟช้าง
    บั้งไฟชนิดนี้ไม่มีหาง มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่ากระโพกหรือตะโพก เวลาจุดไม่ต้องการให้พุ่งขึ้นไปแต่ต้องการมีเสียงร้องคล้ายกับช้างร้อง วิธีทำบั้งไฟให้ใช้กระบอกไม้ไผ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดยาวเพียงป้องเดียวให้มีข้อปิดทั้ง 2 ด้าน ทุบไม้ไผ่ให้แตกเล็กน้อย เจาะรู เพื่อบรรจุหมื่อแล้วต่อชนวนเข้ารูแท่งหมื่อทำจากหมื่อถ่าน 3-4 อัดลงในไม้ไผ่ขนาดเล็กให้แน่น แล้วผ่าเอาแท่งหมื่อออกมาคล้ายข้าวหลาม ให้ได้แท่งประมาณ 3 นิ้ว การจุดนั้นนิยมต่อพ่วงชนวนบั้งไฟใหญ่ เวลาจุดชนวนผ่าจะเกิดเสียงดังเหมือนเสียงช้างร้อง นิยมวางต่อกันเป็นช่วงๆ กระบอก ถ้าต้องการจะให้มีเสียงดังอย่างไรก็จะมีเทคนิคในการทำให้เกิดเสียงนั้นๆ
  4. บั้งไฟแสน
    บั้งไฟชนิดนี้เป็นบั้งไฟขนาดใหญ่ที่สุด บรรจุดินปืนหนัก 120 กิโลกรัมขึ้นไป บั้งไฟขนาดนี้ทำยากที่สุดจะต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ เพราะบั้งไฟขนาดนี้หากแตกแล้วจะเป็นอันตรายมาก เพราะฉะนั้นก่อนทำบั้งไฟจะต้องมีพิธีกรรมบวงสรวงให้ถูกต้องตามหลักการทำบั้งไฟแสนเสียก่อนจึงจะลงมือทำ เมื่อตกบั้งไฟเสร็จเรียบร้อยแล้วจะมีการตกแต่งประดับประดาบั้งไฟ
  5. บั้งไฟตะไล
    บั้งไฟชนิดนี้ก็คือบั้งไฟจินายขนาดใหญ่นั่นเอง มีความยาวประมาณ 9-12 นิ้ว รูปร่างกลมมีไม้บางๆ แบนๆ เป็นวงกลมครอบหัวท้ายบั้งไฟเมื่อพุ่งขึ้นสู่ฟ้าไปโดยทางขวาง
  6. บั้งไฟตื้อ
    บั้งไฟตื้อหรือบั้งไฟกระแตนั่งตอ เป็นบั้งไฟขนาดเล็กมีหางสั้น วิธีทำ ตัดกระบอกไม้ไผ่ขนาด 1 นิ้วครึ่งยาวประมาณ 3 นิ้ว อัดหมื่อให้แน่นประมาณ 2 นิ้ว ใช้หมื่อถ่านสามหรือถ่านสี่อัดด้วยเถียดไม้ให้แน่น ต่อหางซึ่งทำจากไม้ไผ่ เหลาเป็นแท่งเล็กๆ ใช้เลื่อยตัดมุมข้อออกจนเห็นหมื่อ เจาะให้เป็นรูเล็กๆ แล้วติดชนวน เวลาจะจุดเอาหางเสียบลงในแท่นที่ตั้งพอให้ตั้งได้ จุดชนวนจากด้านบน บั้งไฟจะพุ่งและหมุนขึ้นสู่อากาศ เกิดเสียงดังตือๆ เวลาหมุนจะไม่ค่อยมีทิศทาง ใช้จุดในงานศพ เวลาจุดมีอันตรายมากไม่ค่อยนิยมทำกั
  7. บั้งไฟพลุ
    บั้งไฟพลุ เป็นบั้งไฟที่นิยมจุดในเทศกาลต่างๆ เช่น งานกฐิน งานบุญมหาชาติ หรือ งานเปิดกีฬา ฯลฯ เป็นบั้งไฟที่จุดแล้วทำให้เกิดเสียงดัง ในอดีตนิยมจุดในงานกฐิน เพื่อเป็นการบอกข่าวไปยังพี่น้องประชาชนทั่วไปให้ทราบ

บุญบั้งไฟ นิยมทำกันในเดือนหก ถือเป็นประเพณีสำคัญที่จะขาดไม่ได้ เพราะตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ชาวอีสานมีความเชื่อว่า ถ้าปีใดไม่จัดงานบุญบั้งไฟ ฟ้าฝนก็จะไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้ง ไม่มีน้ำทำนา แต่ถ้าปีใดจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ฟ้าฝนก็จะตกต้องตามฤดูกาล เกิดความอุดมสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัย งานบุญบั้งไฟจึงถือเป็นงานประเพณี ประจำปีที่สำคัญของชาวอีสาน พอใกล้ถึงวันงานชาวอีสานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะกลับบ้านไปร่วมงานบุญบั้งไฟซึ่งเป็นงานที่สร้างความรักความสามัคคีของคนท้องถิ่นเป็นอย่างดี

ที่มา: http://www.dmc.tv/pages/scoop/ประเพณีบุญบั้งไฟ-ประวัติความเป็นมาของบุญบั้งไฟ.html, https://www.sarakaset.com/





บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วัดวังคำ อีกหนึ่งวัดสวยจังหวัดกาฬสินธุ์ สถาปัตยกรรมล้านช้าง

วัดวังคำ อีกหนึ่งวัดสวยจังหวัดกาฬสินธุ์ สถาปัตยกรรมล้านช้าง

วัดวังคำ

ภาพจาก | เพจ Our a way เส้นทางของเรา

วัดวังคำ อีกหนึ่งวัดสวยจังหวัดกาฬสินธุ์





วัดวังคำ เป็นวัดที่เพิ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณ ช่วงปี 2539 อาคาร และงานสถาปัตยกรรมต่างๆ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสุดยอดสถาปัตยกรรมแบบล้านช้าง ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณ ในแทบลุ่มแม่น้ำโขง สถาปัตยกรรมที่โด่นเด่นของยุคนี้ ที่ทุกคนจำได้ดีก็จะเป็นวัดเชียงทอง ในเมืองหลวงพระบาง ที่ถือว่าเป็นสุดยอด พอได้มาเห็นวัดวังคำ ก็ต้องบอกว่าสวยมาก อาคารโบสถ์นั้น เป็นอาคารที่มีหลังคามุข 3 ชั้น มีฉัตรตรงกลาง 9 ยอด หลังคาโค้งยาวลงมาสวยงามมาก

วัดวังคำ

ภาพจาก | เพจ Our a way เส้นทางของเรา

สถาปัตยกรรมอันสวยงามของวัดวังคำ บ้านนาวี อ.เขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์​เป็นอย่างมาก ด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกับที่ได้เห็นวัดเชียงทองใน สปป.ลาว เมืองมรดกโลก และนี้ก็เป็นที่มาของสถาปัตยกรรมที่เราได้เห็นอยู่ตรงหน้า

ลักษณะเด่น

สิมหลังใหม่มีหน้าตาคล้ายกับวัดเชียงทอง ในเมืองมรดกโลก หลวงพระบางยังไงยังงั้น ซึ่งพระครูสังวรสมาธิวัตร (จรัญ ขันติปาโล) เจ้าอาวาสวัดและเป็นผู้ก่อตั้ง ออกแบบสิมหลังใหม่ด้วย บอกว่า วัดนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 2539 จากกุฏิเล็กๆ ศาลาหลังเล็กๆ ก็ต่อเติม ขยับขยายมาเรื่อยจนปัจจุบันมีเนื้อที่ราว 8 ไร่ รวมถึงก่อสร้างสิมใหม่ ซึ่งก็ได้แรงบันดาลใจมาจากวัดเชียงทอง แห่งนครหลวงพระบาง นับตั้งแต่ที่ได้ไปเห็นครั้งแรก ก็ใช้วิธีจดจำแล้วนำมาบอกกล่าว ให้ช่างทำออกมา ส่วนที่เลือกสร้างตามแบบศิลปะล้านช้าง โดยยึดวัดเชียงทองเป็นต้นแบบนั้น ก็เพราะความชอบส่วนตัว อีกทั้งวัดเชียงทองได้ชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมล้านช้างที่งดงามที่สุด ประกอบกับ เขาวงเป็นถิ่นผู้ไทที่ผูกพันอยู่กับลาวที่มีศิลปะล้านช้างเป็นเอกลักษณ์ จึงลงตัวในรูปแบบที่เห็น

วัดวังคำ

ภาพจาก | เพจ Our a way เส้นทางของเรา

 

 

ภาพจาก | เพจ Our a way เส้นทางของเรา




วัดวังคำ

ภาพจาก | เพจ Our a way เส้นทางของเรา

วัดวังคำ

ภาพจาก | เพจ Our a way เส้นทางของเรา

ขอบคุณที่มารูปภาพสวยๆจาก | เพจ Our a way เส้นทางของเรา




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ