เรียนรู้เพื่อ “เข้าใจชีวิต” อยู่ที่ไหนคุณก็มีความสุขได้ทุกที่

เรียนรู้เพื่อ “เข้าใจชีวิต” อยู่ที่ไหนคุณก็มีความสุขได้ทุกที่

เรียนรู้เพื่อ “เข้าใจชีวิต” อยู่ที่ไหนคุณก็มีความสุขได้ทุกที่

สวัสดีครับวันนี้แอดได้ไปข่าวเจอบทความดีๆ  บทความหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหามุมมองที่ดีมาก จึงยากนำมาแชร์ให้เพื่อนๆ ได้อ่าน เป็นเรื่องราวการเรียนรู้และเข้าใจในชีวิต บอกได้คำเดียวว่าดีมากๆ 

  7  เรื่องต่อไปนี้ แม้คุณจะไม่ชอบ แต่ยังไงก็จะเกิดขึ้น บางเรื่องคุณอาจจะเจอแล้ว หรือไม่ก็ต้องเจอไม่วันใดก็วันหนึ่งนี่แหละ…จะดีกว่าไหม ถ้าคุณได้รู้และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจะเจอ แถมยังช่วยให้เข้าใจสิ่งที่ผ่านมาแล้วได้ดียิ่งขึ้น




  1. เพื่อนจะเข้ามาและจากไปเสมอในชีวิตของคุณ
    สังเกตสิคนที่เคยคุย เคยเที่ยวเล่นกันในช่วงเวลาหนึ่ง พอย้ายที่เรียน  เปลี่ยนที่ทำงาน ต้องแยกกันไป ก็จะกลายเป็นเพื่อนเก่าที่ค่อยๆ ห่างไป ขณะเดียวกันเพื่อนใหม่ก็จะเข้ามาแทน มีน้อยที่จะยังติดต่อกันตลอด เช่นเดียวกับเพื่อนที่คุณสนิทในตอนนี้ ก็อาจจะหายไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจึงไม่ควรยึดติดกับใคร เพราะต่างก็ต้องมีทางเดินของตัวเอง คอยเปิดใจรับมิตรภาพใหม่ๆ ดีกว่า เพราะมีผู้คนที่น่าสนใจอีกมากให้คุณได้รู้จักในทุกๆ ที่
  1. สิ่งต่างๆ จะไม่เป็นอย่างที่คุณอยากให้เป็นเสมอ
    คุณมักไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่ดันได้ในสิ่งที่ไม่ต้องการใช่ไหม? ไม่มีประโยชน์เลยที่จะเครียดหรือทุกข์ในเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วได้ แต่วิธีที่จะตอบสนองต่อสิ่งนั้นๆ คุณเปลี่ยนได้นะ
  2. หลายคนรักคุณ แต่ส่วนมากจะไม่
    ไม่ว่าคุณจะมีชื่อเสียง ชอบทำการกุศล หรือเป็นแค่คนธรรมดา ก็จะมีคนรักคุณแน่ๆ แต่ยังไงก็ต้องมีคนที่ไม่ชอบคุณด้วยเช่นกัน เหตุผลน่ะเยอะแยะ ไม่ว่าจะอิจฉา หรือเพียงเพราะคุณไม่เหมือนเขา ถ้าพวกเขาจะเอาแต่พูดเรื่องคุณ นั่นก็เป็นปัญหาของพวกเขานะ ไม่ต้องใส่ใจ จำไว้ว่าคุณดีในแบบของคุณและนับถือตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนชอบคุณ
  3. ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณได้นอกจากตัวคุณเอง
    คนอื่นช่วยเหลือคุณก็ได้แค่ระดับหนึ่ง ชีวิตใครก็ต้องคนนั้นแหละที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จงเรียนรู้ที่จะยืนด้วยสองเท้าของตัวเองโดยไม่ต้องใช้คนอื่นๆ เป็นไม้เท้าค้ำยันในชีวิต เพราะพวกเขาไม่ได้อยู่กับคุณไปตลอด
  1. ความล้มเหลวเกิดขึ้นได้
    ไม่มีใครประสบความสำเร็จอย่างเดียวหรอก ยังไงก็ต้องล้มเหลวก่อน  นอกจากเรียนรู้จากบุคคลอื่นแล้ว ความล้มเหลวของคุณเองนี่แหละที่เป็นบทเรียนที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตที่จะสอนคุณใช้มันเป็นแรงผลักดันให้คุณประสบความสำเร็จ ดีกว่าจมปลักไม่ไปไหน
  1. อาจไม่มีพรุ่งนี้
    เราไม่มีทางรู้ว่าเหตุการณ์ใดๆ จะเกิดขึ้น รถชน หัวใจวาย หรือแม้แต่โลกจะแตก มันเป็นไปได้หมด เผชิญหน้ากับมันซะ ยังไงวันหนึ่งก็ต้องเป็นวันสุดท้ายของเรา เพราะฉะนั้นในแต่ละวันทำให้ดีที่สุด ดูแลคนที่คุณแคร์ให้มาก ไม่ต้องกังวลกับเรื่องเล็กน้อย และใช้เวลาทำในสิ่งที่คุณชอบด้วย
  1. ใครๆ ก็มีมากกว่าคุณ
    พอมองไปก็จะเห็นแต่คนที่มีอะไรมากกว่าตัวเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงิน ตำแหน่ง หรือเพื่อน แต่รู้ไว้อย่างเพียงเพราะเขามี “มากกว่า” ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะมีความสุขกว่านะ อ่านประวัติบุคคลที่มีชื่อเสียงดู พวกเขาน่ะสนุกกับกระบวนการในการได้เงินมากกว่าตัวเงินซะอีก จงโฟกัสไปในสิ่งที่คุณรักดีกว่า เพราะมันจะตามมาด้วยความสุขที่มากกว่า

เรียนรู้เพื่อ “เข้าใจชีวิต” อยู่ที่ไหนคุณก็มีความสุขได้ทุกที่ ชีวิตก็อย่างนี้แหละ ถ้าเข้าใจและยอมรับมัน คุณก็จะสนุกกับการใช้ชีวิต

ที่มาจาก : นุสนธิ์บุคส์  https://www.thatlikegood.com  




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การผลิตมะนาวให้ออกนอกฤดู

การผลิตมะนาวให้ออกนอกฤดู

การผลิตมะนาวให้ออกนอกฤดู

มะนาว เป็นพืชตระกูลส้มที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง มีความอ่อนไหวต่อราคาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งจะขาดแคลนราคาค่อนข้างแพง ผลใช้ประกอบอาหารอย่างต่อเนื่อง และมักพบปัญหาผลผลิต ล้นตลาดในช่วงฤดูฝน  ดังนั้น เพื่อให้มีปริมาณผลผลิตในฤดูกาลมีความเหมาะสมและราคาในฤดูไม่ให้ตกต่ำ จึงส่งเสริมการผลิตมะนาวนอกฤดูกันมากขึ้นมีหลายวิธี เช่น งดการให้น้ำและใช้สารพาโควบิวทราโซล เป็นต้น




 วิธีการและขั้นตอนการผลิตมะนาวนอกฤดู

     สำหรับเทคนิคการผลิตมะนาวนอกฤดูแบ่งออกเป็น 2 วิธี และเพื่อให้กระบวนการและวิธีการดำเนินการผลิต มะนาวนอกฤดูให้ประสบความสำเร็จควรทำความใน แต่ละวิธีดังนี้

1.)  การผลิตมะนาวนอกฤดูด้วยวิธีการงดการให้น้ำ

  • ช่วงเตรียมความพร้อมของต้น (ช่วงพฤษภาคม) ปลิดดอก และผลอ่อนที่อยู่บนต้นออกให้หมด
    •  การใส่ปุ๋ย
        –  ปุ๋ยอินทรีย์ 5-10 กิโลกรัม/ต้น

        –  ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 1-1.5 กิโลกรัม  เพื่อเร่งให้มะนาวแตกใบอ่อน
    •  ให้น้ำสม่ำเสมอ
    • การตัดแต่งกิ่ง  เลือกตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคและแมลงกิ่งฉีกหัก กิ่งซ้อนทับ กิ่งแซมในทรงพุ่มขนาดเล็ก หลังตัดแต่งกิ่งแล้ว ควรกระตุ้นให้มะนาวแตกใบอ่อนอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างใบใหม่ที่สมบูรณ์ ดังนี้
        –  พ่นสารจิบเบอเรลลิค แอชิด (GA3) อัตรา  25 มิลลิกรัม/ลิตร เพื่อกระตุ้นให้ยอด และใบอ่อนเจริญ
        –  พ่นสารโพแทสเซียมไนเตรท 2.5% อัตรา  5 กิโลกรัมผสมสาหร่ายสกัด 200 ซีซี ในน้ำ 200 ลิตร เพื่อกระตุ้นการแตกตาดอก
  • ช่วงกระตุ้นการเจริญเติบโตของต้น (ช่วงพฤษภาคม-กรกฎาคม)

                  –  พ่นสารจิบเบอเรลริค แอซีด (GA 3) ความ เข้มข้น 25 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร เพื่อเร่งการแตกกิ่ง และใบ
                  –  พ่นสารโพแทสเซียมไนเตรท 2.5% 5 กิโลกรัม ผสมสาหร่ายสกัดอัตรา 200 ซีซี/น้ำ 200 ลิตรเพื่อแตกยอดใหม่

  • ช่วงเตรียมความพร้อมในการออกดอกติดผล
             –   งดการให้น้ำ (สิงหาคม-กันยายน) หลังจากมะนาวผ่านการแตกใบอ่อนแล้วเป็นช่วงที่ต้องให้ปุ๋ย  เพื่อสร้างตาดอกใช้สูตร 8-24-20, 12-24-12 หรือ 9-24-24 หลังใส่ปุ๋ยให้น้ำอย่างสม่ำเสมอจนใบแก่เต็มที่ เนื้อใบแข็งกรอบ สีเขียวเข้มจึงเริ่มงดการให้น้ำ

            –  การให้น้ำใหม่ (ตุลาคม)  หลังจากนั้นเริ่มให้น้ำใหม่อย่างเต็มที่  มะนาวเริ่มออกดอก (พฤศจิกายน) เพื่อให้การออกดอกดีขึ้น ดอกสมบูรณ์แข็งแรง พ่นอาหารเสริม แล้ว มะนาวติดผลขนาดเล็ก และมีผลโต (ธันวาคม) ใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 และให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ

2.) วิธีการใช้สารพาโคลบิวทราโชล

  • ช่วงเตรียมความพร้อมของต้น (ช่วงพฤษภาคม) ปลิดดอกและผลอ่อนที่อยู่บนต้นออกให้หมด
    • การใส่ปุ๋ย
      ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ และ  ใส่ปุยเคมี สูตร 16-20-20 หรือ 15-15-15 หรือสูตร 16-16-16 ผสมกับปุ๋ยยูเรีย (46-0-0)
    • ตัดแต่งกิ่ง เลือกตัดกิ่งที่แห้ง โรคและแมลงทำลายกิ่งฉีกหัก กิ่งซ้อนทับ กิ่งแซมในทรงทุ่มขนาดเล็ก และ ให้น้ำอย่างเพียงพอและเหมาะสม
  • ช่วงกระตุ้นการเจริญเติบโตของต้น (ช่วงพฤษภาคม-กรกฎาคม)
    • พ่นสารจิบเบอเรลริคแอซิด (GA 3) ความเข้มข้น 25 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตรเพื่อเร่งการแตกกิ่งและใบ
    • พ่นสารโพแทสเซียมไนเตรท 2.5% 5 กิโลกรัมผสมสาหร่ายสกัดอัตรา 200 ซีซี/น้ำ 200 ลิตร เพื่อแตกยอดใหม่ และ ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่เหมาะสม
  • การบังคับการออกดอก (สิงหาคม-กันยายน)
    • ช่วงใบเพสลาด ราดสารพาโคลบิวทราโซล 10%  อัตรา 2.5-5 กรัม ผสมน้ำราดโคนต้นจากนั้นให้น้ำสม่ำเสมอ เพื่อรักษาความชื้นของดินเพื่อให้รากตันมะนาวดูดสารพาโคลบิวทราโซลไปยับยั้งไม่ให้มีการแตกใบอ่อน
    • ให้ปุยที่มีฟอสฟอรัสสูง สูตร 8-24-24 หรือ 9-24-24 ทางดินหรือให้ปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน 6-8 ครั้ง จะช่วยควบคุมไม่ให้แตกใบอ่อน
    • หลังจากให้ปุยแล้วประมาณ 30 วัน งดการให้น้ำเพื่อมะนาวเข้าสู่ระยะพักตัว
  • การกระตุ้นออกดอก (ตุลาคม-พฤศจิกายน)
    •  หลังราดสารพาโคลบิวทราโซลแล้ว 40-45 วัน ต้นมะนาวจะแสดงอาการพร้อมที่จะออกดอก โดยสังเกตใบแข็ง หนากรอบ สีเขียวเข้มใบจะกางออก
    • กระตุ้นให้ต้นมะนาวแตกตาดอก พ่นโพแทสเซียมไนเตรทความเข้มข้น 2.5% (500 กรัม/น้ำ 20 ลิตร) หลังพ่นสาร 7-10วัน มะนาวจะแตกตาดอกถ้าหากยังไม่แตกตาดอกให้พ่นสารโพแทสเซียมไนเตรทช้ำ
  • ระยะผลอ่อนจนถึงเก็บเกี่ยว (พฤศจิกายน-พฤษภาคม)
    • หลังจากมะนาวเริ่มติดผลอ่อนขนาดเมล็ดถั่วลิสง ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 2 กิโลกรัม/ต้น โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งๆ ละ 1 กิโลกรัมต่อต้น ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและมกราคม
    • ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผลมะนาว มีน้ำมากหากขาดน้ำอาจทำให้ผลร่วงเนื้อแห้งแข็งกระด้างไม่มีน้ำ




3.) การป้องกันกำจัดศัตรูมะนาว

หลังตัดแต่งกิ่งและใส่ปุ๋ยมะนาวจะแตกใบอ่อนภายใน 7-10 วัน ระยะนี้จะมีโรคและ แมลงเข้าทำลายในช่วงใบอ่อนดังนี้

  • แมลงศัตรูมะนาว

    • เพลี้ยไฟ จะดูดกินน้ำเลี้ยงยอดอ่อน ใบอ่อน ทำให้ใบอ่อนหงิกงอ เหลือง ขอบใบแห้งและหลุดร่วงได้หากตรวจพบฉีดพ่นสารสะเดาหรือน้ำส้มควันไม้ กรณีใช้สารเคมี ได้แก่ อิมิดาโคลพริด (คอนฟิดอร์ 10% SL) อัตรา 10 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน (พอสซ์ 20% EC) อัตรา 40 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร หรืออะเซททามิพริด (โมแลน 20% SP) อัตรา 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    • หนอนกัดกินใบ หนอนแก้ว เป็นตัวหนอนของผีเสื้อกลางวันโดยตัวหนอนจะออกจากไข่แล้วกัดกินใบอ่อนและลอกคราบเป็นหนอนแก้วขนาดใหญ่ และเป็นดักแด้ตัวแก่จะเป็นผีเสื้อ กรณีพบตัวอ่อนหนอนแก้วให้จับทำลาย หรือหากระบาดมากฉีดพ่นด้วยสารสะเดา น้ำส้มควันไม้ หรือฉีดพ่นด้วยคาร์บาริล 85% WP 70 กรัม/น้ำ 20 ลิตร  หรือเดลทาเมทริน 3% EC 5 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
    • หนอนชอนใบ เป็นตัวอ่อนของผีเสื้อขนาดเล็กหนอนตัวอ่อนจะชอนไซเข้าไปกัดกินเนื้อใบในช่วงระยะใบอ่อนถึงเพสลาด ทำให้เห็นเส้นทางบนแผ่นใบมีรูปร่างบิดเบี้ยวและถ้าเป็นมากๆ ทำให้ใบแคระและบิดโค้งได้กรณีฃ ระบาดรุนแรง ควรฉีดพ่นด้วยสารเคมีชนิดดูดซึม
  • โรคศัตรูมะนาว

    • โรคแคงเคอร์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเชื้อสาเหตุจะแพร่กระจายไปกับน้ำหรือน้ำฝนแล้วเข้าทางบาดแผลรอยขีดข่วนบนใบหรือผล ระยะแรกจะมีสีเหลืองซ้ำแล้วแผลขยายใหญ่แล้วเป็นสะเก็ดฟูนูนคล้ายฟองน้ำแผลจะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาลการระบาดพบบนกิ่ง ใบ และผล การป้องกันกำจัด โดยคัดกิ่งพันธุ์ที่ปราศจากโรคแคงเคอร์มาปลูก ตัดแต่งกิ่งใบหรือผลที่เป็นโรคเผาทำลาย ป้องกันโดยพ่น คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์  53.8% WG อัตรา 20-42 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

4.) การเก็บเกี่ยว (กุมภาพันธ์-เมษายน)

เมื่อมะนาวมีอายุประมาณ 100-120 วันผลเริ่มแก่เก็บเกี่ยวได้สังเกตก้านขั้วจะมีสีเหลือง ผิวใสเปลือกบางเมื่อบีบดูจะรู้สึกนิ่มมือให้เก็บเกี่ยวไปจำหน่ายไม่ควรปล่อยให้มะนาวสุกแก่เกินไปเพราะมะนาวเปลือกบางบอบช้ำง่าย

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เอกสารอ้างอิง : มนู โป๊สมบูรณ์. (2557). คู่มือการผลิตผลไม้นอกฤดู. กรุงเทพฯ, ISBN : 978-616-358-038-2




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

รู้จัก ” พืชกระท่อม ” และสรรพคุณทางยา

รู้จัก ” พืชกระท่อม ” และสรรพคุณทางยา

พืชกระท่อม

พืชกระท่อม ชื่อวิทยาศาสตร์ (c (Korth.) Havil.) กระท่อม ในประเทศไทยมีการนำมาใช้เป็นยาแก้โรคบิด ท้องร่วง และปวดมวนท้อง และบางพื้นที่กล่าวกัน ต่อมาว่าสามารถบรรเทาโรคเบาหวานได้ ชาวนานิยมบริโภคโดยการเคี้ยวใบสด หรือเอาใบ มาย่างให้เกรียมและตำ ผสมกับน้ำพริกรับประทานเป็นอาหาร เพื่อให้มีแรงทำงานและสามารถทนตากแดดอยู่กลางแจ้งได้เป็นเวลานาน โดยที่ ไม่รู้สึกเหนื่อย ชาวมลายูใช้ใบกระท่อมตำพอกแผล และใช้ทั้งใบเผาให้ร้อนวางบนท้องรักษาโรคม้ามโต ตลอดจนใช้กระท่อมเพื่อทดแทนฝิ่นในท้องที่ซึ่งหาฝิ่นไม่ได้ และบ่อยครั้งมีการใช้ใบกระท่อมเพื่อควบคุมการติดฝิ่น โดยเฉพาะในประเทศนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน

กระท่อม เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 10 – 15 เมตรใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตัวเป็นคู่ตรงข้าม และมีหูใบ 1 คู่ ใบมีรสขมเฝือน แผ่นใบสีเขียว พบได้ในแถบจังหวัดภาคใต้  เป็นพืชที่ใช้เป็นยาในสูตรยาหมอพื้นบ้าน หรือ หมอแผนโบราณ เช่น ยาประสากระท่อม ยาแก้บิดหัวลูก ฯลฯโดยกระท่อมมีสารไมตราเจนีน ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง มีคุณสมบัติเป็นยาแก้ปวด เช่นเดียวกับมอร์ฟินโดยมีการใช้แก้ไอ แก้ปวดเมื่อยแก้เบาหวาน แก้ท้องเสีย ฯลฯโดยนิยมเคี้ยวใบสดหรือต้มเป็นชาดื่มเพื่อให้รู้สึกไม่เมื่อยล้าขณะทำงาน ทำนา ทำสวน ปัจจุบันได้ปลดจากบัญชียาเสพติด จึงสามารถส่งเสริมการปลูกและใช้ประโยชน์ได้ในรูปแบบพืชสมุนไพร




ข้อดีสรรพคุณทางยา ” พืชกระท่อม “

กระท่อมเป็นพืชที่ใช้เข้าเป็นตัวยาในตำรับพวกประเภทยาแก้ท้องเสีย หรือบางสูตรหมอสมุนไพรใช้ใบ กระท่อมในการรักษาโรคเบาหวาน ในสูตรยาของหมอพื้นบ้านหรือหมอแผนโบราณ เช่น ตำรับยาประสะกระท่อม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาขนาดนี้แล้ว

พัฒนา ” พืชกระท่อม “ เป็นสมุนไพร มีการนำมาใช้เพื่อเป็นยารักษาโรค เพราะในกระท่อมมีสรรพคุณทางยาอย่างมากมายโดยผ่านการวิจัยจากแพทย์แผน ปัจจุบัน และในอดีตในตำราหมอบ้านก็ระบุว่าใช้เป็นยาเช่นกัน ใบกระท่อมมีสารที่ช่วยในการระงับอาการปวด รักษา อาการอ่อนเพลีย ระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสารที่ดีที่สุดในใบกระท่อมที่ช่วยในการรักษา

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกกระท่อม

  • สภาพพื้นที่ ชอบแสงร่ำไร สามารถปลูกแซมไม้ยืนต้นอื่นๆ ได้
  • ลักษณะดิน ชอบดินร่วนซุย มีอินทรียวัตถุสะสม pH ระหว่าง 5 – 6.5 (กรดอ่อนๆ)
  • สภาพภูมิอากาศ ปลูกได้ดีที่อากาศร้อนขึ้น อุณหภูมิ ระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส
  • แหล่งน้ำ พืชกระท่อมชอบน้ำ ควรมีแหล่งน้ำที่เพียงพอในช่วงแล้ง

พันธุ์กระท่อม กระท่อมที่นิยมปลูกมิ 3 สายพันธุ์หลัก ประกอบด้วย

  • ชนิดก้านใบสีแดง แบบขอบใบเรียบนิยมต้มน้ำรับประทาน
  • ชนิดก้านใบสีเขียว (พันธุ์แตงกวา) นิยมรับประทานใบสด
  • ชนิดก้านใบสีแดง (แบบขอบใบหยัก) นิยมเรียกว่ายักษ์ใหญ่หรือ หางกั้งมีสารเข้มข้นกว่าสายพันธุ์อื่น

การขยายพันธุ์กระท่อม

  • กระท่อมนิยมใช้เมล็ด  ในการขยายพันธุ์ โดยเพาะเมล็ดในระบบปิดหรือเพาะแบบเปิดแต่รดน้ำให้ชื้นอยู่เสมอ โดยเพาะต้นกล้าจนได้ ความสูงมากกว่า 15 ซม. แล้วย้ายปลูกลงแปลง
  • ขยายพันธุ์โดยติดตา ทาบกิ่ง เสียบยอด กับต้นตอที่มีความแข็งแรงหรือปักชำากิ่งที่มีตาข้าง (ข้อที่ 1 ถึงข้อที่ 8) วางไว้ในที่ร่ม และควบคุมความขึ้น
  • ขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จากเมล็ด ตายอด และตาข้าง




วิธีการปลูก

  • ฤดูปลูก ปลูกได้ในทุกฤดู หากปลูกฤดูแล้ง ควรรดน้ำสม่ำเสมอ
  • การเตรียมดิน พรวนดินให้ร่วนซุย ดินอุ้มน้ำได้ แต่ไม่ขังน้ำ
  • วิธีการปลูกและระยะปลูก ระยะปลูกที่เหมาะสม คือ 4×4 เมตร สามารถปลูกได้ 100 ตันต่อไร่ หรือกรณีปลูกแซมสวนยางที่มี ระยะปลูก 3×7 เมตร ให้ปลูกพืชกระท่อมที่ระยะ 6×7 เมตร สามารถปลูกได้ 38 ต้นต่อไร่

การดูแลรักษา

การใส่ปุ๋ย นิยมใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และฮอร์โมนเร่งใบ หรือหากต้องการใช้ปุ๋ยเคมีให้เลือกใช้ปุ๋ย N, K สูง เช่น 15-9-12

การให้น้ำ นิยมให้น้ำแบบสายน้ำหยด หรือมินิสปริงเกอร์ โดยให้น้ำเมื่อหน้าดินเริ่มแห้ง ไม่ควรปล่อยให้ดินแห้ง หรือให้น้ำมากเกินไปเพราะกระท่อมชอบดินที่ขึ้น แต่ไม่แฉะ

ศัตรูพืช

  1. วัชพืชที่สำคัญ และการป้องกันกำจัด ไม่มีปัญหาวัชพืช
  2. โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด โรคที่พบบ่อยคือโรคเชื้อรจุดดำซึ่งพบในช่วงฝนสามารถใช้น้ำปูนขาวละลายรดหรือฉีดพ่น ไม่ควรใช้ยาและสารเคมี เนื่องจากอาจสะสมในใบส่งผลต่อการใช้ประโยชน์ในอนาคต
  3. แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด ไม่พบศัตรูสำคัญ

การเก็บเกี่ยว

  1. การเก็บเกี่ยวใบ ให้ผลผลิตที่ดีเมื่ออาย 3 ปี ได้ผลผลิตรวม 2 กก./ต้น/เดือน (เก็บทุก 15 วัน) (200กก./ ไร่/เดือน)
  2. การเก็บเกี่ยวเมล็ด ควรเก็บเมื่อมีสีเขียวถึงน้ำตาลไม่ควรให้ฝักแห้งคาต้นเพราะฝักเมล็ดจะแตกออกเมล็ดร่วงหล่น โดยเมล็ดกระท่อมจะเสื่อมสภาพเร็ว ทำให้การงอกลดลง
  3. การบริโภค สามารถบริโภคใบสดต้มน้ำหรือผสมในตำหรับยา

ที่มา: กองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ผัดผักบุ้งไฟแดง เมนูผักกรอบอร่อยพร้อมวิธีทำ

ผัดผักบุ้งไฟแดง เมนูผักกรอบอร่อยพร้อมวิธีทำ

ผัดผักบุ้งไฟแดง

ผัดผักบุ้งไฟแดง


       สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเมนูอาหารที่ทำง่าย ๆ วัตถุดิบไม่เยอะ และอร่อยอีกด้วย มาให้ลองทำกันค่ะ เมนูที่ว่านั้นก็คือ   ผัดผักบุ้งไฟแดง นั่นเอง เป็นเมนูผัดผักบุ้งไฟแดง ใช้ผักบุ้งจีนในการทำ เพราะมีขนาดต้นที่พอดีไม่ใหญ่จนเกินไป และที่สำคัญของผักบุ้งจีนคือความกรอบไม่เหนียวนั่นเองและราคาไม่แพง จึงเป็นที่นิยมในการนำมาทำอาหารนั่นเอง  เมนูผัดผักบุ้งไฟแดง ที่ไม่ว่าจะทานกับข้าวสวยกับน้ำพริก หรือ ข้าวต้ม ก็เข้ากันได้อย่างดี เป็นเมนูผัดผักบุ้งไฟแดง ที่หาทานได้ทุกที่ เรามาดูประโยชน์ของผักบุ้งกันก่อนนะคะ




   ผักบุ้ง หรือ ผักทอดยอด เป็นผักเพื่อสุขภาพที่รู้จักกันดี เพราะผักบุ้งมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี แต่จริงๆ แล้วผักชนิดนี้ยังมีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะผักบุ้งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญมากมาย ผักบุ้งแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลักๆ คือผักบุ้งไทยและผักบุ้งจีน สำหรับผักบุ้งไทยจะเป็นผักบุ้งสายพันธุ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามแม่น้ำลำคลอง จึงมียางมากกว่าผักบุ้งจีน ส่วนผักบุ้งจีนจะเป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยส่วนมากที่นิยมปลูกขายก็คือผักบุ้งจีน เพราะจะมีลำต้นค่อนข้างขาวอวบ ใบเขียวอ่อน ดอกขาว มียางน้อยกว่าผักบุ้งไทย จึงเป็นที่นิยมในการรับประทานมากกว่าผักบุ้งไทย

ประโยชน์ของผักบุ้ง 

       ผักบุ้งช่วยบำรุงสายตา รักษาอาการสายตาสั้น ตาต้อ ตาฝ้าฟาง ตาแดง และอาการคันตาบ่อยๆ มีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ช่วยป้องกันและลดโอกาสในการเป็นโรคมะเร็ง เพิ่มศักยภาพในการบำรุงสมองและเพิ่มความสามารถในการจดจำ มีกากใยมาก ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันการท้องผูก บำรุงโลหิตและช่วยรักษาโรคโลหิตจาง สามารถลดน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเบาหวาน ช่วยให้เจริญอาหา ช่วยบำรุงหัวใจ ลดการเกิดไขมันอุดตันเส้นเลือดและหัวใจวาย มีแคลอรีต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ช่วยบำรุงธาตุ ยอดผักบุ้งช่วยแก้โรคประสาทได้ ช่วยแก้อาการเหงื่อออกมาก ช่วยแก้อาการปวดศีรษะและอ่อนเพลีย ต้นสดของผักบุ้งไทยช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ผักบุ้งมีรสเย็น จึงมีสรรพคุณช่วยถอนพิษเบื่อเมา รากผักบุ้งมีรสจืดเฝื่อน มีสรรพคุณช่วยในการถอนพิษสำแดง ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยแก้อาการฟกช้ำ ดอกของผักบุ้งไทยต้นขาว สามารถใช้เป็นยาแก้กลากเกลื้อนได้ ใช้ถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ แก้แผลมีหนองช้ำ ด้วยการใช้ต้นสดมาต้มน้ำให้เดือดนานๆ ทิ้งไว้พออุ่นแล้วนำน้ำมาล้างแผลวันละครั้ง แก้พิษตะขาบกัด ด้วยการใช้ต้นสดเติมเกลือ นำมาตำพอกบริเวณที่ถูกกัด ต้นสดของผักบุ้งไทยต้นขาว นำมาใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกได้ ต้นสดของผักบุ้งไทยต้นขาว จะช่วยลดการอักเสบและอาการปวดบวมได้ ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย สามารถใช้บำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดหรือผู้ที่ได้รับสารพิษต่างๆ ได้ นอกจากนั้น รากที่เรามักจะตัดทิ้งก่อนจะรับประทาน ก็มีสรรพคุณทางยา ใช้แก้โรคหอบหืด บรรเทาอาการไอเรื้อรัง และยังช่วยลดอาการตกขาวในสตรีอีกด้วย นำรากผสมน้ำส้มสายชู คั้นมาบ้วนปากจะช่วยบรรเทาอาการปวดจากฟันผุได้  ผักบุ้ง จึงถือเป็นผักสวนครัวที่ปลูกง่าย มีราคาถูก ในชนบทสามารถหาเก็บได้ทั่วไปเสียด้วยซ้ำ แต่ใครจะรู้ว่าผักชนิดนี้มีคุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางยาแฝงไว้อย่างมากมายเลยทีเดียว

ในเมื่อเรารู้ประโยชน์ของผักบุ้งกันแล้ว เรามาลงมือทำเมนูผัดผักบุ้งไฟแดงกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ ผัดผักบุ้งไฟแดง

  • ผักบุ้งจีน 2  กำ
  • พริกขี้หนูทุบ 6-7 เม็ด
  • กระเทียมจีนแกะเปลือกทุบ 3-4 กลีบ
  • น้ำมันหอย  หรือ ซอสหอยนางรม       2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย ½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช สำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส 1 ช้อนชา

วิธีการทำผัดผักบุ้งไฟแดง

  • ขั้นตอนแรกให้ล้างผักบุ้งให้สะอาดจากดินโคลน เสร็จแล้วให้หั่นเป็นท่อนๆ เสร็จแล้วพักใส่จานไว้
  • จากนั้นให้ทุบกระเทียม กับ พริกขี้หนู ให้พอแหลก แล้วตกใส่ไว้บนผักบุ้ง
  • จากนั้น ปรุงรสชาติ ด้วย น้ำมันหอยหรือซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย น้ำปลา และ ผงชูรส ลงไปบนผักบุ้งที่เตรียมใส่จานไว้
  • จากนั้นให้ตั้งกระทะ เปิดไฟกลางๆ ใส่น้ำมันลงไป รอกระทะร้อน แล้วจึงเทผักบุ้งลงไป ขั้นตอนนี้อย่าเทผักลงไปแรงมาก เดี๋ยวไฟจะลุกท่วมกระทะเยอะเกินไป เสร็จแล้วผัดผักบุ้งให้เข้ากัน จนสีผักบุ้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวสดขึ้น ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่นานในการผัด ถ้าผัดผักบุ้งนานเกินไปจะทำให้ผักบุ้งเหยี่ยวและเหนียวได้ จากนั้นให้ตักขึ้นใส่จาน ปิดไฟ พร้อมรับประทานได้แล้วค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง: sentangsedtee
เรียบเรียงโดย : นงนุช




บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ 145 ตร.ม.

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 145 ตร.ม.

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก





สวัสดีครับทุกท่านวันนี้เรามี แบบบ้านสวยๆ มาให้เรารับชมกันเช่นเคย ซึ่งวันนี้เป็น บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก โทนสีขาวดำ ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 รับแขก 1 ห้องแต่งตัว 1 ห้องครัว พร้อมระเบียงรอบบ้าน พื้นที่ใช้สอยภายในประมาณ 145 ตารางเมตร  ตัวบ้านยกพื้นสูง  เป็นผลงานการสร้างของ ช่างเจตน์ เทพทองการโยธา สถานที่ก่อสร้าง บ้านนา ต.แชะ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เราไปชมบ้านหลังนี้กันเลย

ขอบคุณข้อมูล | ช่างเจตน์ เทพทองการโยธา

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

ตัวบ้านถูกยกพื้นสูงเล็กน้อย หลังคาบ้านเป็นทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้องแบบเรียบโทนสีเทาเข้มที่ตัดเชิงชายคาสีดำได้อย่างลงตัว ผนังนอกบ้านมีการติดตั้งด้วยบานประตูหน้าต่างเป็นกระจกโทนสีดำกรอบด้วยอลูมิเนียมสีดำที่ตัดกับผนังสีครีมได้อย่างสวยงาม บริเวณหน้าบ้านทำระเบียงเป็นแนวยาวทรงตัวเอลพร้อมติดตั้งราวกั้นเหล็กสีดำ

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก




บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

บันได ทางขึ้นหน้าบ้านขนาดใหญ่ เน้นโทนสีเทาดำให้เข้ากับตัวบ้าน





มองจากข้าในตัวบ้านห้องโถงใหญ่นั้นจะเห็นประตูบ้านเป็นประตูไม้สีดำบานสี่พับที่ตกแต่งด้วยกระจกสีดำ เปิดมาเป็นห้องโถงที่ภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องลามิเนตลายไม้สีน้ำตาลอ่อน ผนังภายในตกแต่งด้วยโทนสีครีมไข่ติดบัวกันเปื้อนสีดำ ฝ้าเพดานเป็นแบบเรียบประดับด้วยโคมไฟแบบห้อยติดเพดาน และหน้าที่เป็นกระจกขนาดใหญ่

ห้องนอน ที่ภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องสีครีม ผนังภายในตกแต่งด้วยโทนสีครีมอ่อนๆพร้อมติดตั้งหน้าต่างบานคู่ขนาดใหญ่กรอบด้วยอลูมิเนียมสีดำ ฝ้าเพดานในห้องนอนเป็นแบบเรียบติดตั้งทั้งโคมไฟทรงกลมและไฟดาวน์ไลท์

ห้องน้ำ ภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องลายจุดสีขาว ผนังภายในตกแต่งด้วยกระเบื้องสีขาวสลับกับกระเบื้องสีโอรส ในห้องมีการติดตั้งตู้เคาน์เตอร์ลายไม้สีน้ำตาลพร้อมติดตั้งอ่างล้างหน้าและกระจกส่องหน้ากรอบลายไม้ที่ดูเข้ากันอย่างดี

สนใจหรือปรึกษาการออกแบบจัดเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นกู้ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานก่อสร้าง ย้ำเลยครับว่ามีบริการให้คำปรึกษาฟรีสำหรับลูกค้าที่สนใจและ สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

ช่องทางการติดต่อ
Facebook : ช่างเจตน์ เทพทองการโยธา

Tel : 089-9921321
Tel : 086-2539057


หมายเหตุ: ทางเว็บไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลาดุกต้มน้ำปลาร้า เมนูอีสาน

ปลาดุกต้มน้ำปลาร้า เมนูอีสาน

ปลาดุกต้มน้ำปลาร้า

สวัสดีค่ะวันนี้แอดมีเมนูเกี่ยวกับปลามาให้ลองทำทานกันค่ะ เป็นเมนูที่ทำง่าย ๆ  ไม่ยุ่งยากส่วนผสมน้อยเครื่องปรุงยิ่งน้อยเข้าไปอีก นั่นก็คือ  เมนู ปลาดุกต้มน้ำปลาร้า แบบอีสาน กันค่ะ ซึ่งเมนุปลาดุกต้มน้ำปลาร้า นั้นเป็นเมนูที่นิยมทำทานเป็นอาหารพื้นบ้านทางภาคอีสานของเรา ที่มีรสชาติ นัว แซ่บ หอมน้ำปลาร้า และสมุนไพรจำพวกข่าตะไคร้ ใบมะกูด และหัวหอมแดง ซึ่งถ้าใครได้ลองทานแล้วรับรองว่าจะติดใจกันอย่างแน่นอนค่ะ




 ประโยชน์ของปลาดุก ปลาดุกเป็นปลาที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ มีปริมาณแคลอรีและไขมันต่ำ ธาตุปรอทต่ำ มีทั้งวิตามินบี 12 โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6  ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ปลาดุกมีคุณค่าทางโปรตีนในปริมาณที่สูง เนื้อปลา 100 กรัม จะประกอบขึ้นด้วยโปรตีนเป็น จำนวน 23 กรัม การรับประทานปลาดุก มีผลดีต่อสถานะของหลอดเลือด สามารถลดระดับคลอเลสเตอรอล ได้แม้ว่าจะมีไขมันอยู่มากก็ตาม ช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อกระดูก และยังสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงขึ้น สามารถควบคุมกระบวนการเผาผลาญ ทำให้กระบวนการย่อยอาหารเป็นปกติ

เมื่อเรารู้ว่าประโยชน์ของป ลาดุกกันแล้ว เรามาลงมือทำ ปลาดุกต้มน้ำปลาร้ากันเลยค่ะ

วัตถุดิบปลาดุกต้มน้ำปลาร้า เมนูอีสาน

  • ปลาดุก 500 กรัม
  • น้ำสะอาด 700
  • น้ำปลาร้า 3 ทัพพี
  • ผงชูรส ½  ช้อนโต๊ะ
  • ข่า 5 แว่น
  • ตะไคร้หั่น 2 ต้น
  • ใบมะกรูด 5 – 6 ใบ
  • หัวหอมแดง 4 – 5 หัว
  • พริกขี้หนู 10 – 15 เม็ด
  • ต้นหอม 1 ต้น
  • ผักชี 1 ต้น
  • เกลือป่น สำหรับล้างปลาดุก 1 ช้อนโต๊ะ** สำหรับคนชอบทาน รสจัด ให้เตรียม พริกป่น น้ำมะนาว ไว้สำหรับปรุงรสชาติเพิ่มเติม **

วิธีการทำ ปลาดุกต้มน้ำปลาร้า

  • เริ่มจากทำความสะอาดปลาดุกให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ
  • เสร็จแล้วให้นำเกลือป่นลงไปคลุกที่ปลาดุกเพื่อลดกลิ่นคาวและเมือกของปลาดุก เสร็จแล้วล้างน้ำให้สะอาด พักไว้ก่อน
  • จากนั้นให้ล้าง ข่า และ ตะไคร้ ให้สะอาด เสร็จแล้วให้หั่นเฉียงๆ เตรียมไว้
  • แล้วตามด้วยหัวหอมแดง ปอกเปลือกแล้วทุบเตรียมไว้
  • ล้างใบมะกรูด ให้สะอาด แล้วฉีกออกจากก้าน พักไว้
  • ล้างพริกขี้หนูให้สะอาด แล้วเด็ดก้าน เตรียมไว้
  • ล้างต้นหอม และ ผักชี ให้สะอาด เสร็จแล้วหั่นซอย เตรียมไว้
  • จากนั้นให้เตรียมหม้อ ตั้งไฟกลางๆ เทน้ำสะอาดลงไปในหม้อ รอให้น้ำเดือด
  • เสร็จแล้วจึงใส่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หัวหอมแดงและพริกขี้หนูลงไป
  • ต้มจนมีกลิ่นหอมของสมุนไพร จึงใส่น้ำปลาร้าลงไป รอให้เดือดอีกครั้ง
  • แล้วจึงตามด้วย ปลาดุกที่หั่นเตรียมไว้ลงไป ต้มจนปลาดุกสุก
  • จึงใส่ผงชูรสลงไป คนให้เข้ากัน ชิมรสชาติตามที่ต้องการ
  • เสร็จแล้วโรยหน้าด้วยต้นหอมและผักชีซอย ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย พร้อมรับประทาน

เรียบเรียงโดย : นงนุช




บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

การเลี้ยงไส้เดือนในกะละมัง

การเลี้ยงไส้เดือนในกะละมัง

การเลี้ยงไส้เดือนในกะละมัง

ไส้เดือน เป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง พบได้ทั่วไปตามที่ชื้นแฉะ ใต้ซากพืช มูลสัตว์ต่าง ๆ นอกจากจะช่วยย่อยสลายซากพืชซากสัตว์แล้ว การขุดและมุดตัวของไส้เดือนยังเป็นการพรวนดินตาม ธรรมชาติ ทำให้ดินร่วนซุย เพิ่มคุณสมบัติทางกายภาพที่ดีให้แก่ดิน จึงทำให้ดินเหมาะแก่การเพาะปลูก อากาศ ถ่ายเท และยังได้รับธาตุอาหารจากมูลของไส้เดือนอีกด้วย



ปัจจุบันจึงมีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนกันอย่างกว้างขวาง เพื่อย่อยสลายอินทรียวัตถุ ลดขยะ อินทรีย์เพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืช ดังนั้นก่อนจะเริ่มเลี้ยงไส้เดือนจึงจำเป็นต้องศึกษาเกี่ยวกับสายพันธุ์ อุปนิสัย การอยู่อาศัย ศัตรูของไส้เดือน เพื่อให้การเลี้ยงไส้เดือนประสบความสำเร็จ

ทำไมต้องเลี้ยงไส้เดือนในกะละมัง

  1. สะดวกเพราะ ไม่หนักเกินไป เล็กกะทัดรัดย้ายไปไหนต่อไหนได้ ไม่ต้องฟิกพื้นที่ว่าเราต้องเลี้ยงน่ะจุดนี้จุดเดียว
  2. จัดการสิ่งที่ไม่พึ่งประสงค์ ศรัตรู เชื้อรา ปรสิตหรือ สิ่งที่ไม่ต้องการได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างคราวๆ เช่นสมมุติครั้งหนึ่งมีพวกมด พวกแมลงเข้าไปกวนไส้เดือน เราก็จัดการเป็นกะละมังๆไป ส่วนวิธีแก้ไขกำจัดก็ตามที่ใครถนัดเลย
  3. เก็บเกี่ยวง่าย แค่ ยกกะละมัง เอียง แล้วปาด เท่านี้เราก็ได้มูลไส้เดือนที่มีคุณภาพ
  4. ตอบสนองกับผู้ที่มีพื้นที่น้อย ๆ  ควบคุมเรื่องพื้นสำหรับการผลิตในปริมาณที่มากๆ ยกตัวอย่าง เช่น   ในพื้นที่ 1 คอกในการเลี้ยงแบบนี้ มีพื้นที่ 1.2 m × 3.2 m  สูง 1.6 m หรือมีความสูง 5 ชั้นกะละมัง พื้นที่ คร่าวๆ ประมาณ  4  ตารางเมตร  จะได้ 60 กะละมัง  ใน 1 กะละมัง จะได้มูลไส้เดือน 5-7 กิโลกรัม ซึ่งจะผลิตปุ๋ยได้ต่อเดือน ต่อคอก ประมาณ 7 × 60 = 420 กิโลกรัมต่อเดือน แค่ 10 คอก ก็สามารถผลิตปุ๋ยได้ประมาณ 4 ตันต่อเดือน คิดง่ายๆ
  5. ตอบสนองระยะยาว เพราะ กะละมัง 1 ใบ  พร้อมมูลไส้เดือนกับแบดดิ้งใหม่ ๆ  มีน้ำหนักไม่มาก ถ้าทำบ่อย ๆ ทุกวัน ๆ ก็ใช้ร่างกายไม่เยอะมาก และที่สำคัญเวลาเก็บเกี่ยวมูล ผมก็ไม่ต้องก้ม ๆ เงย ๆ นานๆ อาจจะช่วยป้องกันสุขภาพของสันหลังได้มากกว่าวิธีอื่น
  6. ควบคุมความชื้น ความร้อนหรือ อุณหภูมิ ได้ดี เพราะแบดดิ้งไม่โดนกดทับมากไป และ ควบคุมคุณภาพของปุ๋ยได้เป็นจุดๆไป น้ำถึงมั้ย แห้งไปมั้ย ง่ายต่อการควบคุมคุณภาพ

สายพันธุ์ของไส้เดือน

ในประเทศไทย นิยมเลี้ยงไส้เดือนอยู่ 3 สายพันธุ์ ได้แก่

  1. พันธุ์ Tiger Worm ลำตัวมีสีแดงสลับสีเหลืองเป็น ลายเสือ ลำตัวกลม มีขนาดเล็ก เป็นสายพันธุ์ที่มีความทนทาน ต่อสภาพอากาศ ทนอากาศหนาวได้ถึง 0 °C และทนความร้อน ได้ถึง 40 °C
  2. พันธุ์ Blue worm เป็นไส้เดือนสายพันธุ์เอเชีย ตัวผอมยาว ลำตัวสีม่วงเข้มประกายสีน้ำเงิน เป็นไส้เดือนที่ เลี้ยงง่าย สามารถกำจัดขยะอินทรีย์ ผลิตปุ๋ยหมัก และนิยม นำไปให้อาหารสัตว์น้ำ โดยเมือกจะมีกลิ่นหอมเหมือนดอกโมก
  3. พันธุ์ African Night Crawler (AF) มีสีน้ำตาล แดงปนเทา ตัวใหญ่ เคลื่อนไหวรวดเร็ว ชอบอุณหภูมิที่ ค่อนข้างร้อน สามารถผลิตมูลไส้เดือนได้เร็ว เป็นสายพันธุ์ที่ ได้รับความนิยมมากที่สุด เป็นที่ต้องการของตลาดจำหน่าย พันธุ์ไส้เดือน จึงทำให้มีราคาถูก ขายพันธุ์ได้ง่าย

วิธี การเลี้ยงไส้เดือนในกะละมัง

ปัจจุบันนิยมเลี้ยงไส้เดือนหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงในกะละมัง เลี้ยงในวงบ่อ ซีเมนต์ เลี้ยงบนพื้นปูนหรือใต้ต้นไม้ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ดังนี้

  1. การเลี้ยงไส้เดือนในกะละมัง ทำให้ดูแลและคัด แยกตัวไส้เดือนกับมูลไส้เดือนได้ง่าย สามารถเลี้ยงในรูปแบบ คอนโดหรือวางซ้อนกันเป็นชั้น เพื่อประหยัดพื้นที่ แต่มีต้นทุน สูงกว่าวิธีอื่น เช่น ค่ากะละมัง ชั้นวางไส้เดือน เป็นต้น
  2. การเลี้ยงไส้เดือนในวงบ่อซีเมนต์วงบ่อซีเมนต์ ค่อนข้างเย็น ซึ่งเป็นสภาพที่ไส้เดือนพันธุ์Tiger Worm และพันธุ์ Blue worm ชอบ แต่ใช้พื้นที่ค่อนข้างมาก คัดแยกตัวและมูล ไส้เดือนได้ยาก
  3. การเลี้ยงไส้เดือนบนพื้นปูนหรือใต้ต้นไม้ ทำให้ได้ ไส้เดือนตัวใหญ่ ประหยัดต้นทุนในการซื้อวัสดุอุปกรณ์ แต่เสี่ยงต่อ การถูกศัตรูของไส้เดือนเข้าทำลาย เช่น มด คางคง อึ่งอ่าง และยัง คัดแยกตัวและมูลไส้เดือนได้ยาก



อาหารของไส้เดือน

อาหารของไส้เดือนคือเศษพืชผัก มูลสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมูลวัว มูลควาย มูลหมู มูลไก่ มูลม้า เศษขยะอินทรีย์จากชุมชน เศษเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร โดยเศษพืช มูลสัตว์ หรือขยะอินทรีย์เหล่านี้จะต้องไม่มีสารเคมีหรือสารพิษที่เป็นอันตรายต่อไส้เดือน

สิ่งที่นำมาใช้เป็นอาหารของไส้เดือนไม่ควรปนเปื้อนน้ำมัน จารบี เนื้อสัตว์ เนื้อปลา เปลือกไข่ หญ้าหรือเมล็ดพืชที่ทำลายยาก วัชพืช มูลหมาหรือแมว เพราะจะเป็นตัวสะสมเชื้อโรค นำแมลงและ ศัตรูพืชต่าง ๆ มายังภาชนะเลี้ยงไส้เดือน รวมไปถึงสิ่งที่ทำให้ค่า pH เปลี่ยนแปลงไป เช่น ขี้เถ้า ปูนขาว หรืออาหารที่มีความเปรี้ยวสูง เพราะทำให้ไส้เดือนระคายเคือง เนื่องจากผิวหนังของไส้เดือนค่อนข้างบอบบาง

การเลี้ยงไส้เดือนจะต้องเลี้ยงในบริเวณที่สามารถควบคุมการถ่ายเทของอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด ฝน ได้ในระดับหนึ่ง มีความแข็งแรง คงทน และสามารถป้องกันศัตรูของไส้เดือนได้

ขั้นตอนการเลี้ยงไส้เดือน

การเลี้ยงไส้เดือน มีรูปแบบการเลี้ยง อาหารที่ใช้เลี้ยงจะแตกต่างกันไป โดย คุณอชิรญา สงวนเนตร เลือกเลี้ยงไส้เดือนในกะละมังเพราะสามารถจัดการได้ง่าย ใช้พื้นที่น้อย และเลือกใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่ มี ขั้นตอนดังนี้

  1. เลือก bedding หรือมูลวัวนม 1 ที่มีลักษณะเป็น ก้อนสีเหลืองทอง โดยมูลวัวจะต้องไม่มีสารปนเปื้อนประเภทโซดาไฟ ปูนขาว สับปะรด
  2. นำมูลวัวแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 1-2 คืน เพื่อทำให้ชื้น คลายความร้อน และย่อยสลายมูลวัวให้เป็นก้อนเล็ก
  3. นำกะละมังพลาสติก ขนาด 50 ซม. เจาะรูระบาย น้ำที่ก้นกะละมัง
  4. ปล่อยน้ำออกจากถังแช่มูลวัว ตักมูลวัวที่แช่น้ำแล้วใส่ในกะละมังประมาณครึ่งกะละมัง
  5. ใส่ผัก หรือต้นกล้วยสับบนมูลวัว (จากข้อที่ 4) ประมาณ 1 ใน 4 ของกะละมัง และนำ มูลวัวมาโรยทับด้านบน
  6. นำไส้เดือนมาปล่อยลงกลางกะละมัง ประมาณ 5 กรัม จากนั้นนำกะละมังไปวางเรียง บนชั้น รดน้ำให้ชุ่ม โดยรดน้ำสัปดาห์ละครั้ง หรือเมื่อผิวหน้าของอาหารไส้เดือนเริ่มแห้ง
  7. เมื่อระยะเวลาประมาณ 25 วัน ไส้เดือนกินมูลวัวในกะละมังจนหมด ก่อนเก็บมูลไส้เดือน ให้งดน้ำ 1 สัปดาห์ เพื่อให้สามารถแยกมูลไส้เดือนได้ง่าย

การแยกมูลไส้เดือน

เมื่ออาหารในกะละมังใกล้หมด จะต้องแยกตัวและมูลไส้เดือนเพื่อนำตัวไส้เดือนไปเลี้ยงใน อาหารใหม่ และนำมูลไส้เดือนไปใช้ประโยชน์ต่อไป

การเก็บมูลไส้เดือนให้ใช้ตาข่ายที่ไส้เดือนสามารถลอดได้วางไว้บน bedding ใหม่ และใส่ bedding เก่าที่ต้องการแยกตัวและมูลไส้เดือนไว้ด้านบนตาข่าย ทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน ไส้เดือนจะย้ายไปอยู่ใน bedding ใหม่ จากนั้นนำไปผึ่งในที่ร่มให้มีความชื้นสัมพัทธ์ 35% สังเกตได้จากเมื่อใช้มือเก็บมูลไส้เดือนและ ไม่ติดมือ ไม่รู้สึกเปียก จากนั้นนำมาร่อนด้วยตะแกรง ขนาด 3 มม. จะได้มูลไส้เดือนและกากมูลไส้เดือน 

หลังจากแยกตัวและมูลไส้เดือนแล้ว มูลไส้เดือนสามารถนำไปใช้หรือบรรจุถุงจำหน่ายได้ ส่วนตัวไส้เดือนและกากมูลไส้เดือน ให้นำไปใส่ในอาหารใหม่เพื่อเลี้ยงไส้เดือนต่อไป

ปัญหาที่พบและแนวทางแก้ไข

ในการเลี้ยงไส้เดือน หลายคนมักจะเจอกับสารพัดปัญหาที่คนเลี้ยงไส้เดือนส่วนใหญ่มักจะเจอ กันบ่อย ๆ จึงได้รวบรวมปัญหาและวิธีการแก้ไขไว้ดังนี้

ประโยชน์จากการเลี้ยงไส้เดือน

  1. ทำให้ระบบนิเวศเกิดความสมดุล
  2. ทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น
  3. ช่วยระบายน้ำและอากาศในดิน
  4. เพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารแก่ดิน
  5. เป็นดัชนีบ่งชี้การปนเปื้อนในดิน
  6. สร้างรายได้จากมูลและพันธุ์ไส้เดือน

จะเห็นได้ว่าการเลี้ยงไส้เดือน สามารถใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่รอบตัวมาใช้ในการเลี้ยงไส้เดือนได้ไม่ว่าจะ เป็นมูลสัตว์ กะละมัง เศษผัก ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในครัวเรือนนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ นอกจากเป็นการกำจัด ขยะอินทรีย์ได้แล้ว ยังได้ประโยชน์มากมาย และสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว

 ที่มา : อาจารย์อชิรญา สงวนเนตร  บรรยายในงานมหกรรมในหลวงรักเรา ภูมิพลังแผ่นดิน วันที่ 3 ธันวาคม 2564

เครดิตภาพ : ฟาร์มไส้เดือนเจ้หลุยส์




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีเลี้ยงผึ้งโพรงไทยสำหรับมือใหม่ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ

วิธีเลี้ยงผึ้งโพรงไทยสำหรับมือใหม่ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ

วิธีเลี้ยงผึ้งโพรงไทยสำหรับมือใหม่

วิธีเลี้ยงผึ้งโพรงไทยสำหรับมือใหม่


ผึ้งโพรงไทย (Indian honey bee)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Apis Cerana

           ผึ้งโพรงไทย เป็นแมลงที่มีคุณค่าต่อมวลมนุษย์และช่วยรักษาความสมดุลของสภาพแวดล้อมในทางธรรมชาติ ช่วยผสมเกสรพืชเศรษฐกิจมากมายหลายชนิด เช่น ลำไย ลิ้นจี่ เงาะโรงเรียน ส้ม มะพร้าว มะม่วง กาแฟ ท้อ สตรอว์เบอร์รี่ ทานตะวัน มะม่วงหิมพานต์ พืชตระกูลแตง พริก พืชผักที่ต้องการผลิตเมล็ดพันธุ์ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว เป็นต้น




นอกจากนี้ สมัยโบราณได้กล่าวไว้ว่า นำ้ผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะสามารถบำรุงร่างกาย ไขผึ้งนำมาทำเทียนจุดให้แสงสว่าง นำผึ้งและ ไขผึ้งสามารถนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย

วิธีเลี้ยงผึ้งโพรงไทยสำหรับมือใหม่

ผึ้งโพรงไทย เป็นผึ้งพื้นเมืองอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ชอบอาศัยในที่มืด สร้างรวงผึ้งเรียงกันตั้งแต่ 5 – 15 รวง มีประชากรผึ้ง ประมาณ 5,000 – 30,000 ตัวต่อรัง ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและความอุดมสมบูรณ์ของอาหารผึ้ง ได้แก่ น้ำผึ้งและเกสรดอกไม้ ผึ้ง 1 รังให้น้ำผึ้งเฉลี่ย 5 – 6 กิโลกรัมต่อปี ผึ้งโพรงไทยมีนิสัยอพยพย้ายรัง ไปตามแหล่งอาหารหรือมีศัตรูรบกวน การเลี้ยงผึ้งโพรงไทย ผู้เลี้ยงจะต้องเข้าใจพฤติกรรมและสภาพความเป็นอยู่ของผึ้งจะต้องอดทน ช่างสังเกต เมื่อมีประสบการณ์และมีการจัดการรังผึ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้การเลี้ยงผึ้งโพรงประสบความสำเร็จ

ชีวิตและพฤติกรรมของผึ้งโพรงไทย

  1. นางพญา (Queen) ภายในรังจะมีนางพญา 1 ตัว หลังจากบินขึ้นไปผสมพันธุ์กับตัวผู้เรียบร้อยแล้วก็จะมีหน้าที่วางไข่และควบคุมรัง
  1. ผึ้งตัวผู้ (Drone) มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือผสมพันธุ์กับนางพญาผึ้งพรหมจรรย์เท่านั้น
  2. ผึ้งงาน (Worker) เป็นผึ้งเพศเมียซึ่งถูกสารของนางพญาผึ้งควบคุมไม่ให้ผสมพันธุ์และวางไข่ จะมีหน้าที่ตามอายุ

ของผึ้งงาน ได้แก่ ทำความสะอาดรัง ดูแลและผลิตอาหารป้อนให้แก่นางพญาผึ้งและตัวหนอน ผลิตไขผึ้งเพื่อสร้างรัง ป้องกันรังและออกไปหาอาหาร (น้ำหวานและเกสร) ยางไม้ และน้ำ

การเลี้ยงผึ้งโพรง สามารถทำได้ 3 วิธี

  1. วิธีการซื้อผึ้ง เป็นวิธีการที่ไม่นิยม เนื่องจากผึ้งโพรงไทยมีนิสัยไม่ชอบการรบกวนหรือขนย้ายรังจากที่อื่นมาตั้งในสภาพแวดล้อมที่อาจไม่เหมาะสม ผึ้งที่ซื้อมาก็จะอพยพย้ายรัง
  1. วิธีการล่อ ธรรมชาติของผึ้งโพรงไทยจะมีการแยกขยายพันธุ์เมื่อภายในรังมีประชากรหนาแน่นและอพยพย้ายรังผึ้งโพรงไทยจะอพยพย้ายรังไปตามแหล่งอาหารผึ้งในธรรมชาติแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันตามชนิดพืชและปริมาณ การจัดทำรังล่อแล้วไปวางในสถานที่ที่จะมีผึ้งโพรงไทยอพยพ เข้าไปอาศัยในรังล่อที่เตรียมไว้ก็คือช่วงที่เริ่มหมดฤดูฝนและพืชกำลังออกดอก รังล่อผึ้งโพรงไทยอาจทำจากไม้หรือวัสดุอื่นก็ได้รังล่อจะทาด้วยไขผึ้งให้มีกลิ่นไขผึ้ง ด้านหน้ามีรูให้ผึ้งเข้าออกได้ ควรตั้งให้สูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร – 1 เมตร เพื่อป้องกันศัตรูผึ้ง หมั่นตรวจสอบรังทุก 7 – 10 วัน
  1. วิธีการจับผึ้งเข้าคอน
    •  สำรวจพบรังผึ้งที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติหรือในรังล่อควรทำการจับผึ้งเข้าคอนในตอนที่เก็บน้ำผึ้ง
    • ใช้กระป้องพ่นควันเตือนผึ้ง แล้วเปิดรังผึ้งโพรงให้เห็นรวงรัง ตัดรวงผึ้งทีละรวง พร้อมจับนางพญาผึ้งใส่ที่ขัง
    • นำรวงผึ้งตัวอ่อนและดักแด้ และรวงอาหาร 1 รวง มาทาบกับคอนที่ขึงลวดไว้ แล้วใช้มีดบากร่อง ประมาณครึ่งหนึ่ง ของความหนาของรวงตามเส้นลวด และดันเส้นลวดเข้าไป เสร็จแล้วใช้เชือกหรือหนังยางรัดเพื่อป้องกันรวงผึ้งหลุดออกมา
    • นำนางพญาผึ้งที่ขังไว้มาแขวนให้อยู่ระหว่างคอนหนอนกับคอนดักแด้ภายในกล่อง ทำการกอบผึ้งใส่รังใหม่ให้มากที่สุด แล้วตั้งรังใหม่ให้อยู่ใกล้หรือตำแหน่งเดิมของรังเก่า ผึ้งงานจากรังเก่าที่เหลือจะตามเข้าไปอยู่ในรังใหม่
    • ประมาณ 1 – 2 วัน ผึ้งงานจะซ่อมรวงที่ชำรุดให้ติดกับคอนและคุมเส้นลวดแล้วก็ให้แกะหนังยางที่รัดไว้ ถ้าต้องการย้ายรังต้องปิดผึ้งเวลากลางคืนและย้ายไปเลี้ยงในที่ต้องการแล้วเปิดรังเลี้ยง
    • หลังจากขังนางพญาผึ้งประมาณ 2 – 3 วัน ก็จะต้องปล่อยนางพญาผึ้งออกจากที่ขังเพื่อทำหน้าที่วางไข่ต่อไป




ศัตรูของผึ้งและการป้องกัน

ศัตรูของผึ้ง ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ต่าง ๆ เช่น คางคก จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งก่า มด เป็นต้น ป้องกันโดยการกำจัดศัตรูเหล่านั้น และถากถางบริเวณที่ตั้งรังให้สะอาด ไม่ให้มีวัชพืชปกคลุม ศัตรูของผึ้งที่เป็นอันตรายมากก็คือ ยาฆ่าแมลง อาจจะทำให้ผึ้งตายทั้งหมดก็ได้ ป้องกันได้ โดยย้ายกล่องเลี้ยงผึ้งไปตั้งไว้ที่อื่นชั่วคราว

การเก็บน้ำผึ้ง

การเก็บน้ำผึ้งควรเก็บในช่วงที่มีน้ำผึ้งปริมาณมากๆ น้ำผึ้งที่ได้ต้องมีความชื้นไม่เกิน ร้อยละ 21

  1. การเก็บน้ำผึ้งจากรังส่อ ผึ้งจะสร้างรวงอยู่ใต้ฝารังหงายฝารัง ตัดเอาเฉพาะรวงน้ำผึ้ง ส่วนรวงตัวอ่อนและดักแด้ ให้นำเข้าคอนแล้วเก็บไว้ในรัง นำส่วนที่เป็นน้ำผึ้งมาสับลงบนตะแกรงกรองสแตนเลส เพื่อให้น้ำผึ้งไหลออกมาแล้วกรองน้ำผึ้งให้สะอาด
  2. การเก็บน้ำผึ้งจากรังที่นำรวงผึ้งใส่คอน
    • ตัดเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำผึ้งแล้วนำไปสับบนตะแกรง เพื่อให้น้ำผึ้งไหลออกมา แล้วกรองน้ำผึ้งให้สะอาด
    • ในกรณีมีถังสลัด นำรวงที่มีน้ำผึ้งมาปาดไขผึ้งที่ปิดหลอดรวงออกทั้งสองด้านแล้วนำไปใส่ถังสลัดน้ำผึ้ง แรงเหวี่ยงจะทำให้น้ำผึ้งกระเด็นออกมา กรองด้วยที่กรองสแตนเลส

หมายเหตุ : ควรกรองด้วยผ้ากรองอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ได้น้ำผึ้งที่สะอาดปราศจากสิ่งเจือปน แล้วนำไปบรรจุในภาชนะที่สะอาด มีฉลากที่บ่งบอกครบถ้วนและสวยงาม




ที่มา: กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ www.doae.go.th


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แบบบ้านมินิมอล ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ครัว พื้นที่ใช้สอย 136 ตรม.

แบบบ้านมินิมอล ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ครัว พื้นที่ใช้สอยประมาณ 136 ตรม. งบก่อสร้าง 1.3 ล้านบาท

แบบบ้านมินิมอล

แบบบ้านมินิมอล





แบบบ้านมินิมอล เป็นบ้านที่ตกเเต่งเรียบง่าย เน้นความเรียบ เรียบง่าย แต่ทันสมัย ใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นโล่งโปร่งสบาย เน้นความสะอาด ปลอดโปร่ง โล่งสบาย จึงทำให้เป็นบ้านสไตล์มินิมอลนั้นเป็นที่โดนใจหนุ่มสาวรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก จนกลายเป็นสไตล์บ้านที่ได้รับความนิยมมาก ไม่เเพ้บ้านสไตล์โมเดิร์นเลยก็ว่าได้ครับ

ที่มา : Achara Aryachu

แบบบ้านมินิมอล

วันนี้เราจะพาคุณมาชม แบบบ้านชั้นเดียวมีการยกพื้นสูง ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ครัว 1 ห้องพระ 1 ห้องนั่งเล่น เพียงเท่านั้นยังไม่พอตัวบ้านหลังนี้ก็ยังมีชานหน้าบ้านที่ค่อนข้างกว้าง เรียกได้ว่าเป็นมุมโปรดของเจ้าบ้านที่สามารถออกมานั่งเล่นรับลมจากตรงนี้ได้เลย ส่วนภายในบ้านก็มีการจัดแปลนบ้านได้เป็นอย่างดีทำให้มีมุมใช้สอยที่ครบครันและยังสวยงามไม่น่าอึดอัดอีกด้วย เอาเป็นว่าเราลองมาชมบ้านหลังนี้ในแต่ละมุมกันเลยดีกว่า..

แบบบ้านมินิมอล

ตัวบ้านสีขาวตกแต่งให้ตัดกันด้วยไม้สีน้ำตาล โดยกรุผนังและเพดานที่นอกชานหน้าบ้าน

แบบบ้านมินิมอล




ฝ้าหลุมซ่อนไฟ และติดโคมไฟดูสวยหรู




สำหรับห้องครัว ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งต่อจากห้องโถงหลักของบ้านมีประตูบานเลียนเชื่อมต่อกัน ภายในมีเคาน์เตอร์ที่กว้างยาว จึงสะดวกสบายสำหรับทำอาหารของแม่บ้านเป็นอย่างมาก

ภายในห้องน้ำจะเน้นการตกแต่งภายในด้วยโทนสีเทาดำ เพื่อสร้างบรรยากาศของห้องที่ดูผ่อนคลาย 

เว็บไซต์ withikaset.com เป็นเพียงสื่อกลางในการแบ่งปันไอเดียเกี่ยวกับบ้านและเขียนบทความทางด้านการเกษตรให้เพื่อนๆ ได้ชมเท่านั้น มิได้รับสร้างบ้านหรือออกแบบบ้านใดๆ ทั้งสิ้น และเราจะสรรหาไอเดียดีๆ มาแบ่งปันเพื่อนๆ ทุกวัน ขอขอบคุณที่ติดตามกันครับ

***หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามจากเจ้าของโดยตรงตามข้อมูลในแต่ละบทความ***




บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีการทำ น้ำส้มควันไม้ และประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้

วิธีการทำ น้ำส้มควันไม้ และประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้

น้ำส้มควันไม้

วิธีการทำน้ำส้มควันไม้





น้ำส้มควันไม้ คือ ควันที่เกิดจากการเผาถ่านในช่วงที่กำลังเปลี่ยนเป็นถ่าน เมื่อทำให้เย็นลงจนควบแน่น และกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ของเหลวที่ได้เรียกว่า “น้ำส้มควันไม้” น้ำส้มควันไม้ได้จากการดักเก็บควันอยู่ในช่วง ของการเผาถ่านอุณหภูมิปากปล่องประมาณ 80-150 องศาเซลเซียส หรือสังเกตจากควันที่ปากปล่องจะ มีสีขาวขุ่น กลิ่นฉุนหรือใช้กระเบื้องแผ่นเรียบสีขาวอังบนปากปล่องทิ้งไว้สักครู่ แล้วนำแผ่นกระเบื้องมาดู หยดน้ำที่เกาะบนกระเบื้องจะใสและหรือมีสีเหลืองปนน้ำตาล

ประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้

น้ำส้มควันไม้ มีสารประกอบต่างๆ มากมาย เมื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จะมีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้คือ เป็นสารปรับปรุงดิน สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งการเติบโตของพืชบริเวณส่วนราก ลำต้น หัว ใบและดอกผลของพืชบางชนิด การใช้น้ำส้มควันไม้ราดในดินปลูกพืช จะช่วยเร่งการเจริญเติบโต ของพืชและควบคุมโรคพืชที่มีสาเหตุมาจาก ไส้เดือนฝอย เชื้อรา นอกจากนั้นน้ำส้มควันไม้ยังมีคุณสมบัติ เป็นฮอร์โมนพืช และในบางกรณีเป็นตัวยับยั้งการเจริญเติบโตส่วนต่างๆ ของพืชเมื่อใช้น้ำส้มควันไม้ใน อัตราส่วนที่มากน้อยต่างกันไป น้ำส้มควันไม้จะมีพิษต่อพืชสูงเมื่อราดลงดินในปริมาณมาก หรือนำไปใช้กับ พืชโดยไม่ผสมน้ำให้เจือจางจะเกิดผลเสีย เช่นกัน

นอกจากนี้ มีการนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม เช่น ใช้ผลิตสารดับกลิ่นตัว ผลิตสารปรับผิวนุ่มผลิตยารักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น และเนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ดังนั้น ก่อนที่จะนำไปใช้ควรจะนำมาเจือจางให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ดังนี้

น้ำส้มควันไม้

การผลิต น้ำส้มควันไม้

มีหลายตำราที่กล่าวถึงการทำน้ำส้มควันไม้ซึ่งก็ไม่แตกต่างกันในเรื่องผลลัพธ์หากแต่วิธีการ จะแตกต่างกัน ซึ่งในเอกสารนี้ขอนำวิธีการผลิตน้ำส้มควันไม้ของศูนย์การศึกษาพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริมาถ่ายทอด

การผลิตน้ำส้มควันไม้จากการเผาถ่านด้วยเตาเผาถ่าน 200 ลิตร เตาเผาถ่าน 200 ลิตร เป็นเตาที่มีประสิทธิภาพสูง เตาประเภทนี้อาศัยความร้อนไล่ความชื้นในเนื้อไม้ที่มีอยู่ในเตา ทำให้ไม้ กลายเป็นถ่านหรือเรียกว่า กระบวนการคาร์บอนไนเซชั่น นอกจากนี้โครงสร้างลักษณะปิดทำให้สามารถ ควบคุมอากาศได้จึงไม่มีการลุกติดไฟของเนื้อไม้ผลผลิตที่ได้จึงเป็นถ่านที่มีคุณภาพ ขี้เถ้าน้อย และผลพลอยได้จากกระบวนการเผาถ่านอีกอย่างหนึ่งคือ น้ำส้มควันไม้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในด้านการเกษตรได้

ขั้นตอนการนำไม้เข้าเตาเผาถ่าน

นำไม้ที่ต้องการเผาถ่าน มาจัดแยกกลุ่มตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของไม้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ เรียงไม้ที่มีขนาดเล็กไว้ด้านล่างของเตา ขนาดใหญ่ไว้ด้านบน โดยวางทับไม้หมอนยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร การเรียงไม้นี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากอุณหภูมิ ในเตาขณะเผาถ่านไม่เท่ากัน โดยอุณหภูมิด้านล่างเตาจะต่ำ ส่วนอุณหภูมิที่อยู่ด้านบนเตาจะสูงกว่า

ขั้นตอนการเผาถ่าน

ช่วงที่ 1 ไล่ความชื้น หรือคายความร้อน

เริ่มจุดไฟเตา บริเวณที่อยู่หน้าเตา ใส่เชื้อเพลิงให้ความร้อนกระจายเข้าสู่เตาเพื่อไล่อากาศเย็นและ ความชื้นที่อยู่ในเตาและในเนื้อไม้ควันที่ออกมาจากปล่องควันจะเป็นสีขาว ควันจะมีกลิ่นเหม็น ซึ่งเป็นกลิ่นของกรดที่อยู่ในเนื้อไม้ อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควันประมาณ 70–75 องศาเซลเซียส อุณหภูมิ ภายในเตา ประมาณ 150 องศาเซลเซียส ใส่เชื้อเพลิงต่อไป ควันสีขาวตรงปล่องควันจะเพิ่มขึ้นอุณหภูมิ บริเวณปากปล่องควันประมาณ 70-75 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในเตาประมาณ 200-250 องศาเซลเซียส ควันมีกลิ่นเหม็นฉุน

ช่วงที่ 2 เมื่อไม้กลายเป็นถ่าน หรือ ปฏิกิริยาคลายความร้อน

เมื่อเผาไปอีกระยะหนึ่ง ควันสีขาวจะเริ่มบางลง และเปลี่ยนเป็นสีเทา อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควัน ประมาณ 80-85 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในเตาประมาณ 300-400 องศาเซลเซียส ไม้ที่อยู่ในเตาจะคาย ความร้อนที่สะสมเอาไว้เพียงพอที่จะทำให้อุณหภูมิในเตาจะเพิ่มสูงขึ้น ในช่วงนี้ค่อยๆ ลดการ ป้อนเชื้อเพลิงหน้าเตาจนหยุดการป้อนเชื้อเพลิงหน้าเตา จะต้องควบคุมอากาศโดยการหรี่หน้าเตาหรือ ลดพื้นที่หน้าเตาลงให้เหลือช่องพื้นที่หน้าเตา ประมาณ 20-30 ตารางเซนติเมตร สำหรับให้อากาศเข้า เพื่อรักษาระดับของอุณหภูมิในเตาไว้ให้นานที่สุด และยืดระยะเวลาการเก็บน้ำส้มควันไม้ให้นานที่สุด

โดยช่วงที่เหมาะสมกับการเก็บน้ำส้มควันไม้ควรมีอุณหภูมิบริเวณปากปล่องควัน ประมาณ 85-120 องศาเซลเซียส เนื่องจากเป็นช่วงที่สารในเนื้อไม้ถูกขับออกมา จากนั้นควันก็เปลี่ยนจากควันสีเทาเป็นสีน้ำเงิน จึงหยุดเก็บ น้ำส้มควันไม้อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควันประมาณ 100-200 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในเตา ประมาณ 400-450 องศาเซลเซียส

การเก็บรักษาน้ำส้มควันไม้

น้ำส้มควันไม้ที่ได้จากการดักเก็บจะไม่นำไปใช้ประโยชน์ทันทีเนื่องจากการเปลี่ยนจากไม้เป็นถ่าน ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งเตา ดังนั้น ควันที่เกิดขึ้นจึงเป็นควันที่ผสมกันระหว่างควันที่อุณหภูมิต่ำและสูง ซึ่ง จะมีน้ำมันดินและสารระเหยหงายปนออกมาด้วย น้ำมันดินที่ละลายน้ำไม่ได้จะนำไปใช้ประโยชน์ ในการเกษตรไม่ได้เพราะจะไปปิดปากใบของพืช และเกาะติดรากพืชทำให้พืชเติบโตช้าหรือตายได้นอกจากนี้ หากเทลงพื้นดินจะทำให้ดินแข็งเป็นดาน รากพืชไม่สามารถไชลงดินได้จึงแนะนำว่า เมื่อเก็บน้ำส้มควันไม้ แล้วต้องทิ้งช่วงและมีการทำให้น้ำส้มควันไม้บริสุทธิ์ก่อนนำไปใช้ประโยชน์อย่างน้อย 3 เดือน โดยการเก็บใน ที่เย็นร่ม หรือเก็บไว้ในภาชนะทึบแสงและไม่มีสิ่งรบกวน หากเก็บไว้ที่โล่งแจ้งน้ำส้มควันไม้จะทำปฏิกิริยากับ อากาศ และรังสีอุลตร้าไวโอเลตในแสงอาทิตย์กลายเป็นน้ำมันดินซึ่งในน้ำมันดินจะมีสารก่อมะเร็ง และหาก นำไปใช้กับพืช น้ำมันจะจับกับใบไม้ทำให้ต้นไม้ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ดี

ข้อควรระวังในการใช้น้ำส้มควันไม้

  • ก่อนนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องทิ้งไว้จากการกักเก็บก่อนอย่างน้อย 3 เดือน
  • เนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ควรระวังอย่าให้เข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้
  • น้ำส้มควันไม้ไม่ใช่ปุ๋ยแต่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ดังนั้นการนำไปใช้ทางการเกษตรจะเป็นตัวเสริม ประสิทธิภาพ ให้กับพืชแต่ไม่สามารถใช้แทนปุ๋ยได้
  • การใช้เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และแมลงในดิน ควรทำก่อนเพาะปลูกอย่างน้อย 10 วัน
  • การนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องผสมน้ำให้เจือจางตามความเหมาะสมที่จะนำไปใช้
  • การฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้เพื่อให้ดอกติดผล ควรพ่นก่อนที่ดอกจะบาน หากฉีดพ่นหลังจาก ดอกบานแมลงจะไม่เข้ามาผสมเกสรเพราะกลิ่นฉุนของน้ำส้มควันไม้และดอกจะร่วงง่าย

แหล่งข้อมูลและสอบถามข้อมูลได้ที่ :

  • กรมส่งเสริมการเกษตร
  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โทรศัพท์ : 0-3938-8116-8 โทรสาร : 0-3938-8119



ที่มา : คนรักษ์ป่า Channel


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ