แนวทางการเลี้ยงโคเนื้อ เพื่อผลิตลูกจำหน่าย

แนวทางการเลี้ยงโคเนื้อ เพื่อผลิตลูกจำหน่าย

แนวทางการเลี้ยงโคเนื้อ

การเลี้ยงโคเนื้อ เพื่อผลิตลูกจำหน่าย การเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพที่เกษตรกรมีความคุ้นเคย มีความรู้และประสบการณ์ในการเลี้ยงมาเป็น เวลานาน การเลี้ยงสามารถดำเนินการได้ในทุกภูมิภาคของประเทศ และเนื่องจากความต้องการในการ บริโภคเนื้อโคมีมากในขณะที่ผู้เลี้ยงน้อย ตลาดจึงมีความต้องการสูง ทำให้อาชีพการเลี้ยงโคเนื้อไม่มีปัญหา ทางด้านราคาและการจำหน่ายเหมือนสินค้าเกษตรอื่นๆ นอกจากนี้แล้วโคเนื้อยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจาก เศษวัสดุเหลือใช้ และผลพลอยได้ในทางด้านการเกษตรที่มีอยู่มากในท้องถิ่นต่างๆ ให้มากขึ้นได้




เงื่อนไขความสำเร็จ

  1. มีสถานที่เพียงพอในการจัดทำคอก หรือโรงเรือนสำหรับการเลี้ยงดูและแปลงพืชอาหารสัตว์ ที่ตั้งของโรงเรือนหรือคอกเลี้ยงต้องอยู่ในพื้นที่ดอน ไม่มีน้ำท่วมขัง
  2. ต้องมีแหล่งทุ่งหญ้าธรรมชาติสำหรับปล่อยเลี้ยงโค หรือสามารถจัดหาหญ้าหรืออาหารหยาบ อื่นๆ ให้กินได้เพียงพอตลอดทั้งปี
  3. ต้องมีพ่อพันธุ์สำหรับคุมฝูง หรืออยู่ใกล้หน่วยที่ให้บริการผสมเทียม
  4. ต้องอยู่ใกล้ตลาดรับซื้อ-ขายโค หรือมีตลาดรองรับที่ชัดเจน

เทคโนโลยีและกระบวนการผลิต

  1. พันธุ์โค

เกษตรกรสามารถเลือกพันธุ์โคได้หลายพันธุ์ เช่น โคพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละ พื้นที่ อาทิ โคขุน (ภาคใต้) โคขาวลำพูน (ภาคเหนือ) โคลาน (ภาคกลาง) และโคอีสาน เป็นต้น หรือโคเนื้อ ลูกผสมที่เกิดจากโคพื้นเมืองกับโคพันธุ์บราห์มัน หรือพันธุ์ชาร์โรเลล์ เป็นต้น โดยคุณสมบัติของโคแต่ละพันธุ์ ก็จะแตกต่างกันไป เช่น โคพื้นเมืองจะมีความสมบูรณ์พันธุ์สูง ผสมติดง่ายให้ลูกเร็ว ลูกดกและเลี้ยงง่าย แต่จะมีการเจริญเติบโตช้า ตัวเล็ก ให้ผลผลิตเนื้อน้อยกว่าโคลูกผสม ซึ่งมีโครงร่างใหญ่

  1. การจัดการเลี้ยงดู

เกษตรกรควรเริ่มต้นจากการเลี้ยงโคสาวหรือโคสาวอุ้มท้องหรือโคลูกติด จำนวนที่เลี้ยงจะขึ้นอยู่ กับต้นทุนที่เกษตรกรมีแต่เพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุนและแรงงานที่ใช้ในการเลี้ยง เกษตรกรควรเลี้ยงตั้งแต่ 5 ตัวขึ้นไปต่อครอบครัว การเลี้ยงจะใช้วิธีกึ่งขังกึ่งปล่อย โดยจะปล่อยโคออกหากินพืชหญ้าในแหล่งธรรมชาติ ทุ่งหญ้าสาธารณะหรือทุ่งหญ้าที่ปลูกสร้างขึ้น แล้วนำเข้าขังคอกในช่วงตอนเย็นโดยจะมีโรงเรือนหรือไม่มีก็ได้ แต่ต้องมีเพิงพักที่สามารถป้องกันแดดและฝนได้หลังคาทำด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นเช่น หลังคาหญ้าจาก หรือแฝก พื้นจะเป็นพื้นดินอัดแน่น หรือพื้นซีเมนต์ก็ได้แต่ต้องมีความสะดวกในการทำความสะอาด และสามารถขนย้ายมูลโคออกได้สะดวก ในคอกพักหรือโรงเรือนควรมีรางน้ำ และรางอาหารให้เพียงพอ 79 กับจำนวนโคที่เลี้ยง ต้องมีน้ำสะอาดและแร่ธาตุก้อนให้โคกินตลอดเวลา ในช่วงที่พืชอาหารหยาบขาดแคลน ควรมีการเสริมพืชอาหารสัตว์คุณภาพดีหรืออาหารข้นให้กินเพิ่มเติม โดยเฉพาะในระยะการเลี้ยงที่สำคัญ เช่น ช่วงแม่โคอุ้มท้อง หลังคลอดและช่วงลูกโคให้เกษตรกรพิจารณาจากลักษณะรูปร่าง และความสมบูรณ์ ของโคเป็นหลัก ถ้าโคผอมก็ควรเสริมอาหารเพิ่มเติม แม่โคจะเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 1.5 ปี ในโค พื้นเมืองและ 2 ปี ในโคลูกผสม ถ้าเกษตรกรต้องการใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง พ่อพันธุ์ 1 ตัวที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป จะ คุมฝูงแม่พันธุ์ได้ 25-30 ตัว แต่ถ้าพ่อพันธุ์อายุน้อยจะคุมฝูงได้น้อยลง ถ้าเกษตรกรใช้ในการผสมเทียม จะ ต้องคอยสังเกตการณ์เป็นสัดของแม่โค ซึ่งจะมีวงรอบการเป็นสัดประมาณ 21 วัน ควรผสมให้ได้ตามวงรอบ แม่โคตั้งท้องนานประมาณ 280-290 วัน ในช่วงคลอดผู้เลี้ยงควรเข้าช่วยเหลือในการคลอด และให้ลูกโคกิน นมน้ำเหลืองจากแม่โคโดยเร็วที่สุด ลูกโคจะหย่านมเมื่ออายุประมาณ 6-7 เดือน โคทุกตัวควรได้รับการดูแล สุขภาพ ควรถ่ายพยาธิเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง และต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่สำคัญ ได้แก่ โรคคอ บวม โรคปากและเท้าเปื่อย ตามโปรแกรมอย่างสม่ำเสมอการจำหน่ายโคเนื้อจะสามารถจำหน่ายได้ตั้งแต่ลูก โคหย่านมเป็นต้นไป แม่โคพื้นเมืองจะสามารถให้ลูกโคปีละ 1 ตัว เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าเป็นโคลูกผสมจะ สามารถให้ลูกได้ 1-2 ตัวต่อปี เป็นอย่างน้อย

ต้นทุนและผลตอบแทน

  1. ต้นทุน  ในการเลี้ยงโคเนื้อ 1 ตัว ช่วงระยะเวลาการเลี้ยงดู 5 ปี เกษตรกรจะมีค่าใช้จ่าย คือ ค่าพันธุ์โคสาว หรือโคสาวอุ้มท้อง ค่าอาหารเสริมและแร่ธาตุ ค่าเวชภัณฑ์ ยาบำรุงยาถ่ายพยาธิ ค่าพืชพันธุ์อาหารสัตว์ค่าปรับปรุงซ่อมแซมคอก โรงเรือน รางน้ำ รางหญ้า และอื่นๆ รวมเฉลี่ย ประมาณ 30,000-32,000 บาทต่อตัว
  2. ผลตอบแทน  เกษตรกรจะมีรายได้จากการขายลูกโคหย่านมในช่วงเวลา 5 ปี แม่โค 1 ตัว จะให้ลูกประมาณ 3-4 ตัว จำหน่ายได้ในราคาตัวละประมาณ 8,000-10,000 บาท มีผลตอบแทนประมาณ 32,000-40,000 บาท และจะมีรายได้เพิ่มเติมจากการจำหน่ายมูลโคแห้งประมาณ 6,000 บาทต่อตัว โดยจะเริ่มคุ้มทุนในปีที่ 2 หรือ 3 อย่างไรก็ตาม ต้นทุนและผลตอบแทนดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงไปตามแหล่งที่เลี้ยงและสภาวะ การตลาดรวมทั้งขนาดการผลิต

สำหรับ แนวทางการเลี้ยงโคเนื้อ เพื่อผลิตลูกจำหน่าย นั้น อาจจะต้องใช้ระยะเวลาและเงินทุนที่ข่อนข้างสูง สำหรับเกษตรกรที่งบน้อยอาจจะค่อยเลี้ยงที่ล่ะ 1-2 ตัว แล้วค่อยขยายพันธุ์เอาก็ได้ครับ 

แหล่งที่มา : กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โทรศัพท์ : 0-2629-8972 โทรสาร : 0-2281-6599
E-mail : ats@opsmoac.go.th  www.ops.moac.go.th




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เมนู ต้มยำพุงปลาช่อน สูตรบ้านๆ ทำง่ายอร่อยแน่นอน

เมนู ต้มยำพุงปลาช่อน สูตรบ้านๆ ทำง่ายอร่อยแน่นอน

ต้มยำพุงปลาช่อน
Cr : www.sarakaset.com

สวัสดีค่ะวันนี้เรามีเมนูต้มยำมาฝากกันค่ะ เมนูที่ว่าคือ เมนูต้มยำพุงปลาช่อน ที่ทำแบบบ้านๆ กินตอนร้อนๆ โล่งคอ โล่งจมูก ดีไม่น้อยทีเดียว ด้วยรสชาติที่เปรี้ยว เผ็ด ร้อน เพราะเราใส่เครื่องสมุนไพรไทย แน่นๆเยอะจุใจกันเลยทีเดียว ซึ่งเมนูต้มยำพุงปลาช่อนนั้น หาทานไม่ยาก แต่ราคาอาจจะสูงไปนิด เพราะพุงปลาช่อน 1 ตัว มีแค่ 1 ชิ้น เท่านั้น จึงไม่แปลงใจที่พุงปลาช่อน จะมีราคาที่ค่อยแพง แต่ถ้านานๆ ทานที ก็คงไม่เป็นไร




เรามาลงมือเตรียมวัตถุดิบ ต้มยำพุงปลาช่อน และลงมือทำกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ ต้มยำพุงปลาช่อน

  • หัวปลาช่อน    1  หัว
  • พุงปลาช่อน   500 กรัม
  • เกลือ สำหรับล้างพุงปลาช่อน
  • น้ำสะอาด   700 ml.
  • ข่า   4 แว่น
  • ตะไคร้    2 ต้น
  • ใบมะกรูด    5 ใบ
  • หัวหอมแดง   5 – 6  หัว
  • พริกขี้หนูบุบ   10 เม็ด
  • พริกขี้หนูแห้งทอด    5 เม็ด
  • ใบผักชีฝรั่ง    2  ต้น
  • มะเขือเทศ    2 ลูก

เครื่องปรุงรส

  • น้ำปลา    4  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว    5 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส   1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการทำ ต้มยำพุงปลาช่อน

  • ขั้นตอนแรก นำพุงปลาช่อน และหัวปลาช่อน มาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นให้นำเกลือใส่ลงไปในพุงปลาช่อน และหัวปลาช่อน คลุกเกลือให้ทั่วพุงปลาช่อนและหัวปลาช่อน ทิ้งไว้ 2 – 3 นาที แล้วล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วพักไว้ ให้สะเด็ดน้ำ
  • ล้าง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ใบผักชีฝรั่ง มะเขือเทศ หอมหัวแดง พริกขี้หนู ให้สะอาด แล้วพักไว้
  • เสร็จแล้วนำข่า กับ ตะไคร้ มาหั่น เฉียง
  • แล้วฉีกใบมะกรูด รอ ทุบหอมหัวแดง และ หั่นมะเขือเทศ 1 ลูกแบ่ง เป็น 4ชิ้น รอเตรียมไว้
  • เสร็จแล้ว นำหม้อตั้งไฟกลางๆ ใส่น้ำสะอาดลงไปในหม้อ แล้วให้รอจนน้ำเริ่มเดือด จึงใส่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หัวหอมแดงลงไป ทิ้งเดือดประมาณ 5 นาที
  • เสร็จแล้ว นำพุงปลาช่อน และ หัวปลาช่อน ใส่ลงไป ขั้นตอนนี้ห้ามคน เพราะจะทำให้ต้มยำพุงปลาช่อน ของเราคาวได้ ต้มให้พุงปลาช่อนและหัวปลาช่อนสุก
  • ขณะรอพุงปลาช่อนและหัวปลาช่อนสุก ให้คอยตักฟองออกให้หมด เพื่อลดกลิ่นคาวของปลา
  • เมื่อปลาสุกแล้วให้ปรุงรส ด้วยน้ำปลา ผงปรุงรส ชิมรสชาติ
  • จากนั้นให้ใส่ พริกขี้หนูบุบ พริกแห้งทอด มะเขือเทศ และใบผักชีฝรั่งหั่นฝอย ลงไป
  • ปิดไฟ แล้วใส่น้ำมะนาวลงไป ชิมรสชาติตามชอบ ตักใส่ถ้วย พร้อมรับประทาน

เรียบเรียง : นงนุช




บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย ผสมผสานทรงหลังคาปั้นหยา สวยงามลงตัว

แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย ผสมผสานทรงหลังคาปั้นหยา จั่ว มะนิลา ได้อย่างลงตัวในหลังเดียว

แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย

แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย




สวัสดีครับ วันนี้เรามี แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย ผสมผสานทรงหลังคาปั้นหยา ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น บ้านสไตล์ร่วมสมัย ผสมผสานทรงหลังคาปั้นหยา จั่ว มะนิลา  ขนาด 1 ห้องมาสเตอร์รูม 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ครัว 1 ซักล้าง 1 โถงรับแขกกว้างๆ   ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก  ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์  เป็นบ้านพักอาศัย1 ชั้น สไตล์คอนเทมโพรารี่  ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 60-80 ซม. การออก  จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ :  ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์ 
เรียบเรียง : withikaset.com

แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย

ตัวบ้านถูกยกพื้นสูงเล็กน้อย หลังคาบ้านคาปั้นหยา จั่ว มะนิลา มุงด้วยกระเบื้องแบบเรียบโทนสีดำเข้ม ที่ตัดเชิงชายคาสีขาวได้อย่างลงตัว ผนังนอกบ้านมีการติดตั้งด้วยบานประตูหน้าต่างเป็นกระจกโทนสีใส กรอบด้วยอลูมิเนียมสีดำที่ตัดกับผนังสีขาวได้อย่างสวยงาม บริเวณหน้าบ้านทำระเบียงที่นั่ง 

แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย

แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย



แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย

ภายในตัวบ้าน นั้นเราจะพบกับส่วนของโถงที่มีขนาดใหญ่ ให้ใช้สอย เลือกปูพื้นกระเบื้องโทนสีเทาขาวเพิ่มความสว่างดูสะอาดตา ผนังทาสีขาว  พร้อมทั้งฝ้าหลุมขนาดยาวทาสีขาว ประดับตกแต่งโคมไฟคริสตัลดวงใหญ่และไฟซ่อนฝ้าสีสวย ฝั่งซ้ายมือนั้นจะเป็นประตูเชื่อมไปยังโซนครัว





ส่วนห้องน้ำห้องทั้งสองห้อง ภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องสีครีม และโทนสีลายแตกต่างกัน ผนังภายในตกแต่งด้วยกระเบื้องสีเทาสลับสีขาวพร้อมติดตั้งหน้าต่างบานเล็กแนวนอน และมีการตกแต่งด้วยชุดเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าสไตล์วินเทจสีขาว พร้อมกระจกส่องหน้ารูปทรงสี่เหลี่ยม

เพื่อนๆ คนไหนที่ชอบผลงานจากทางทีมงาน ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์ สนใจหรือปรึกษาการออกแบบจัดเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นกู้ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานก่อสร้าง ย้ำเลยครับว่ามีบริการให้คำปรึกษาฟรีสำหรับลูกค้าที่สนใจและ สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

ช่องทางการติดต่อ
Facebook : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์


ทางเว็บไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราเพียงแชร์ให้ดูเป็นไอเดียกับสมาชิกและท่านผู้สนใจเท่านั้น ราคาก่อสร้างที่ลงเป็นราคาจากเจ้าของบ้านเท่านั้น ส่วนในราคาสร้างจริงอาจจะขึ้นอยู่กับการเลือกวัสดุในการก่อสร้างและราคาค่าแรงของพื้นที่ทำการก่อสร้างด้วย





บทความอื่นที่น่าสนใจ

แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ อร่อยๆ ทำทานเองที่บ้านง่ายๆ

แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ อร่อยๆ ทำทานเองที่บ้านง่ายๆ

แกงหน่อไม้ไก่

สวัสดีค่ะ  วันนี้เราจะมาทำเมนู แกงหน่อไม่ไก่ ใส่กะทิ กันค่ะ แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ เป็นกับข้าวที่ทานได้กับข้าวสวยร้อนๆ หรือ กับขนมจีน ก็ได้ ซึ่งรสชาติของแกงหน่อไม้ไก่นั้น จะมีความมันของกะทิ ความหวาน และความเค็มตามมา ซึ่งการทำแกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ นั้นเราสามารถใช้หน่อไม้สดแบบต้มสุก หรือ หน่อไม้ดองแบบเส้นก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทินั้น ทำไม่ยากจนเกินไป แค่เรามีวัตถุดิบไม่กี่อย่าง หาซื้อได้ง่าย ซึ่งวัตถุดิบบางอย่าง เราก็จะมีติดครัวกันอยู่แล้ว ซึ่งก็จะสามารถทำแกงหน่อไม้ไก่  แกงกะทิ ได้เลย



หน่อไม้ คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

หน่อไม้ ชื่อภาษาอังกฤษ (Bamboo shoots) คือหน่ออ่อนของต้นไผ่ ที่แตกหน่อแยกตัวออกมาจากต้นไผ่ ที่สามารถนำมารับประทานได้ หน่อไม้นิยมนำไปประกอบอาหารเมนูต่าง ๆ เนื่องจากมีรสชาติหวานอร่อย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และด้วยความที่หน่อไม้นั้น เกิดจากใต้ดิน อยู่ในป่าที่สมบรูณ์ จึงมีสารปนเปื้อนหรือสารพิษจากปุ๋ยเคมีในดิน และสารเคมีปนเปื้อนในอากาศน้อยกว่าผักชนิดอื่นๆ จึงเป็นผักที่ปลอดภัย เป็นผักที่ให้พลังงานน้อย แต่มีกากใยสูง ในการแพทย์ของประเทศจีน ระบุไว้ว่า หน่อไม้มีฤทธิ์เย็น รสหวาน ช่วยบำรุงธาตุหยิน  ทำให้เลือดเย็น ดับร้อน มีฤทธิ์ในการช่วยขับเสมหะ และช่วยบำรุงตับ อีกด้วย

เรามาลงมือเตรียมวัตถุดิบ และ เครื่องปรุง ในการทำแกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ กันเลยค่ะ

วัตถุดิบ แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ

  • หน่อไม้ที่ต้มสุกแล้ว  3 หัว  หรือจะใช้เป็นหน่อไม้เส้นดองก็ได้
  • สะโพกไก่   3 ชิ้น  หรือจะใช้ไก่แบบไหนก็ได้ตามความชอบ
  • กะทิ   1 กล่อง / 250 ml.
  • น้ำมันพืช  3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำสะอาด  500 ml.
  • พริกแกงเผ็ด  2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกชี้ฟ้าแดง หรือ พริกขี้หนูแดง    2 เม็ด
  • ใบมะกรูด  3-4 ใบ
  • ใบโหระพา   2  กิ่ง

เครื่องปรุงรส แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ

  • น้ำปลา  3  1/2  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย  1 1/2  ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส   1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการเตรียม วัตถุดิบ แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ

  • ขั้นตอนแรก เตรียมไก่ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วสับเป็นชิ้นๆ ชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ ได้ตามความต้องการ เสร็จแล้วจึงล้างด้วยน้ำให้สะอาดอีกครั้ง แล้วพักไว้
  • หั่นหน่อไม้ที่ต้มสุกแล้ว ให้เป็นเส้นๆ ความหนา และ ความยาวนั่น หั่นได้ตามความต้องการ ** กรณีที่เป็นหน่อไม้เส้นดอง ให้นำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วต้มหน่อไม้ให้น้ำเดือดประมาณ 5 นาที เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค ** เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้าง พริกชี้ฟ้าแดง หรือ พริกขี้หนูแดง ให้สะอาด แล้วหั่นเฉียงๆ เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างใบมะกรูดให้สะอาด แล้วฉีกครึ่งเอาแกนกลางออก แล้วพักไว้
  • ล้างใบโหระพา ให้สะอาด แล้วเด็ดใบ เสร็จแล้วพักไว้




วิธีการทำ

  • นำหม้อตั้งไฟกลาง ใส่น้ำมันลงไป แล้วตามด้วยเครื่องพริกแกงเผ็ด ผัดจนมีกลิ่นหอม และมีสีของน้ำมันพริกแกงเผ็ดเป็นสีแดง    ** ขั้นตอนนี้ให้ระวัง พริกแกงไหม้ อย่าใช้ไฟแรงเด็ดขาด **
  • เสร็จแล้วให้นำไก่ที่สับเตรียมไว้ ลงไปผัด ให้สุกประมาณ 70 %
  • เสร็จแล้วใส่น้ำสะอาดลงไป คนเล็กน้อย ให้ไก่คลี่ตัวออกจากกัน
  • จากนั้นรอจนน้ำเดือด แล้วค่อยใส่หน่อไม้ ลงไป รอน้ำเดือดอีกครั้ง
  • แล้วตามด้วยกะทิ 1 กล่อง ค่อยๆเทลงไปในหม้อ แล้วคนให้เข้ากันอีกที รอน้ำแกงเดือดอีกครั้ง
  • เสร็จแล้ว ปรุงรสด้วย ,น้ำปลา ,น้ำตาลทราย , ผงปรุงรส คนให้เข้ากัน ชิมรสชาติตามที่ต้องการ
  • เสร็จแล้ว จึงใส่พริกชี้ฟ้าแดง หรือ พริกขี้หนูแดง หั่นเฉียง ใบโหรพา และใบมะกรูดฉีก ลงไป คนเล็กน้อย
  • เสร็จแล้ว ปิดไฟ ตักแกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ ใส่ถ้วย พร้อมรับประทานได้แล้วค่ะ

บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

แกงไก่บ้านใส่ฟัก รสชาติแซ่บๆ แบบอีสาน

แกงไก่บ้านใส่ฟัก รสชาติแซ่บๆ แบบอีสาน

แกงไก่บ้านใส่ฟัก


ถ้าให้พูดถึงอาหารอีสานนั้น เชื่อว่าทุกคน ต้องชื่นชอบในรสชาติที่แซ่บ อร่อย ถึงใจอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น ส้มตำปลาร้า ตำลาว ตำซั่ว ตำป่า แกงเห็ด แกงหน่อไม้ แกงอ่อมต่างๆ และเมนูอีสานอีกมากมาย ซึ่งวันนี้เราจะพามาทำ เมนูแกงไก่บ้านใส่ฟัก กันค่ะ สำหรับ แกงไก่บ้านใส่ฟัก เป็นเมนูบ้านๆ ที่หาวัตถุดิบไม่ยาก เครื่องปรุงน้อย ทำแล้วอร่อยแน่นอน ซึ่งจะมีวิธีการทำอย่างไรบ้าง เรามาลงมือทำกันเลยดีกว่าค่ะ




เตรียมวัตถุดิบสำหรับทำเมนู แกงไก่บ้านใส่ฟัก

  • ไก่บ้าน  1 ตัว
  • ฟัก  1  ลูก
  • พริกขี้หนู  20  เม็ด
  • หัวหอมแดง  6 หัว
  • ตะไคร้ หั่นซอย   2 ต้น
  • ใบแมงลัก  1 กำ
  • ใบมะกรูด  5 ใบ
  • ต้นหอม  3 ต้น
  • น้ำสะอาด  2 ลิตร

เครื่องปรุง

  • น้ำปลา
  • น้ำปลาร้า
  • ผงชูรส ( ผงนัว )

ขั้นตอนและวิธีทำ

  • แล่ไก่ออกเป็นชิ้นๆ สับตามขนาดที่ต้องการ แล้วล้างน้ำให้สะอาด
  • ใส่เกลือลงไปในไก่บ้าน คลุกเคล้าให้เข้ากัน เพื่อเป็นการลดกลิ่นความของไก่บ้าน ประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง เสร็จแล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • ปอกเปลือกฟัก หั่นฟักให้เป็นชิ้นๆ ขนาดพอดี แล้วล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • ล้างใบแมงลักให้สะอาด แล้วเด็ดใบออกมา เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างใบมะกรูด ให้สะอาด แล้วฉีกครึ่งเอาแกนกลางออก เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างต้นหอมให้สะอาด ตัดราก แล้วหั่นเป็นท่อนๆ เสร็จแล้วพักไว้
  • โคลกพริก , หัวหอมแดง , ตะไคร้หั่นซอย ,โคลกทุกอย่างให้เข้ากัน ละเอียดพอประมาณ  เสร็จแล้วพักไว้

จากนั้นให้ ตั้งหม้อ เปิดไฟกลางๆ ใส่น้ำลงไปในหม้อ 1ทัพพี ( น้ำล้างครก ) แล้วตามด้วย ใส่พริกที่โคลกเตรียมไว้แล้วตามลงไป ผัดให้เข้กัน และเริ่มมีกลิ่นหอมของพริกแกง  จากนั้นก็เริ่มใส่ไก่บ้านลงไปในหม้อ รวนไก่บ้านให้สุกประมาณหนึ่ง ตามด้วยน้ำปลาร้า 2 ทัพพี ผัดให้เข้ากันจนมีกลิ่นหอมของน้ำปลาร้า แล้วจึงเติมน้ำสะอาดส่วนที่เหลือลงไปในหม้อทั้งหมด  ปิดฝาหม้อ ต้มจนไก่สุก แล้วค่อยใส่ฟักลงไป ปิดฝาหม้ออีกครั้ง รอจนฟักสุกและใสขึ้น  ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า , น้ำปลา , ผงชูรส ชิมให้ได้รสชาติ ที่ตัวเองต้องการ เสร็จแล้วใส่ต้นหอม , ใบแมงลัก ,ใบมะกูด , ที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปในหม้อ คนให้เข้ากัน เสร็จแล้วปิดไฟ ตักใส่ถ้วยพร้อมรับประทาน

++ ทิปเล็กๆน้อย | ไก่บ้านที่จะนำมาทำเมนูแกงไก่บ้านใส่ฟัก นั้นควรเป็นไก่สาวๆ ที่กำลังพร้อมไข่ จะทำให้เนื้อของไก่ไม่เหนียวมากเวลารับประทาน ++ 




บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ใบบัวบกสมุนไพรรักษาโรคหัวใจ ช้ำใน บำรุงสายตา

ใบบัวบกสมุนไพรรักษาโรคหัวใจ ช้ำใน บำรุงสายตา

ใบบัวบกสมุนไพรรักษาโรคหัวใจ

สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีสาระดีๆ มีประโยชน์ มาฝากค่ะ นั่นก็คือสมุนไพรไทย นั่นเอง สมุนไพรไทย ใครๆก็รู้ว่ามีสรรพคุณ ในการช่วยรักษา และบรรเทาความเจ็บปวดได้ แต่จะมีคนที่รู้ วิธีใช้ สมุนไพรอย่างดูวิธี  นั้นมีน้อย ส่วนใหญ่เราๆ จะใช้ยาฝรั่งซะส่วนใหญ่ ซึ่งวันนี้เรามีสูตรยาสมุนไพร ที่หา วัตถุดิบได้ง่าย และ วิธีการทำนั้นก็ไม่มีขั้นตอนอะไร ที่ยุ่งยากซับซ้อน มาฝากกันคะ




บัวบก เป็นสมุนไพรในเขตร้อนชื้นทั่วไป เป็นผักพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักกันดี นิยมใช้เป็นผักแกล้มลาบ ส้มตำ ซุปหน่อไม้ กินกับน้ำพริก หรือกินกับหมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย และเป็นที่รู้กันดีว่าน้ำใบบัวบกมีสรรพคุณแก้ช้ำใน คนจีนเชื่อว่าน้ำใบบัวบกเป็นยาแก้ช้ำใน ช่วยลดการกระหายน้ำ บำรุงกำลัง ในตำรายาไทยกล่าวว่า บัวบกมีรสเฝื่อน ขม เย็น แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ ขับลมเสีย

สมุนไพร ช่วยรักษาโรค หัวใจเต้นผิดจังหวะ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ช้ำใน บำรุงสายตา

วัถุดิบ

  • ใบบัวบก ทั้งใบ ก้าน หัว ล้างให้สะอาด หั่นฝอย 1 กำมือ
  • ใบเตยหอม    1 ใบ
  • น้ำสะอาด   1 ลิตร
  • เกลือเล็กน้อย หยิบมือ
  • น้ำผึ้ง สำหรับแต่งรสชาต

ขั้นตอนและ วิธีทำ

  • ใส่ใบบัวบก ทั้งใบ ก้าน หัว ที่หั่นฝอย ใบเตย เกลือหยิบมือ ต้มด้วยน้ำสะอาด 1 ลิตร ต้มให้สุก กรองเอาแต่น้ำ  แต่งรสด้วยน้ำผึ้ง อุ่นวันละ 1 ครั้ง

วิธีรับประทาน

  • เช้า – เที่ยง – เย็น ครั้งละ 1 แก้ว กาแฟ หรือ 60 cc.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพร – หมอบ้าน วัดคีรีวงก์ ( วัดน้ำตก )



ผัดหน่อไม้ดองใส่ปลากระป๋อง ทำง่ายอร่อยสูตรบ้านๆ

ผัดหน่อไม้ดองใส่ปลากระป๋อง ทำง่ายอร่อยสูตรบ้านๆ

ผัดหน่อไม้ดองใส่ปลากระป๋อง

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาทำเมนูอาหารที่ทำง่าย ใช้เวลาน้อย มาฝากกันค่ะ ซึ่งวัตถุดิบนั้นหายไม่ยากและราคาไม่แพง สามารถเก็บไว้กินได้หลายมื้อ ในยุคสมัยปัจจุบันนี้ ที่ข้าวของแพงไปเสียทุกอย่าง วัตถุที่ว่า นั่นก็คือหน่อไม้ดอง กับปลากระป๋อง นั่นเอง ซึ่งของเหล่านี้หาง่าย เก็บได้นาน และทุกบ้านต้องมีติดครัวไว้ ยามฉุกเฉินนั่นเอง เรามาลงมือทำกันเลยดีกว่าค่ะ

ผัดหน่อไม้ดองใส่ปลากระป๋อง

วัตถุดิบและส่วนผสม

  • หน่อไม้ดองต้มแล้ว 1 ตะกร้าขนมจีนเล็ก  ** ต้มแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
  • ปลากระป๋อง    2 กระป๋อง
  • น้ำมันพืช  3  ช้อนโต๊ะ
  • พริกขี้หนูแห้ง  15 เม็ด เพิ่ม ลดได้
  • พริกขี้หนูสด   15 เม็ด    ** แบ่งไว้ใส่ตอนผัด 10 เม็ด **
  • กระเทียม   1  หัว
  • ใบกะเพรา    1 ตะกร้าขนมจีนเล็ก
  • น้ำปลา   2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม   2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส    1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส หรือ ผงปรุงรส      1- 2 ช้อนชา

ขั้นตอนวิธีทำ

  • เริ่มจากโคลกพริกแห้ง พริกขี้หนูสด กับ กระเทียม ให้ละเอียด แล้วพักไว้
  • จากนั้นให้ทำการตั้งกระทะ ไฟกลางๆ ไม่ต้องแรงมาก แล้วเทน้ำมันพืชลงไป ไม่ต้องรอให้กระทะร้อน
  • นำพริกที่โคลกเตรียมไว้แล้วลงไปผัดในกระทะให้ มีกลิ่นหอม
  • จากนั้นให้เรานำหน่อไม้ดองที่ต้มเตรียมไว้ลงไป ผัดให้เข้ากัน แล้วตามด้วยปลากระป๋อง 2 กระป๋อง ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง
  • เริ่มปรุงรส ด้วย น้ำปลา, ซอสปรุงรส, ซอสหอยนางรม, ผงชูรส หรือ ผงปรุงรส, ผัดให้เข้ากัน ชิมรสชาติ ตามความชอบได้เลยค่ะ
  • ใส่พริกขี้หนูสดประมาณ 10 เม็ด และ ใบกะเพรา ผัดให้เข้ากันอีกครั้งเป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมตักใส่จานรับประทานได้เลยค่ะ

เรียบเรียง : นงนุช , www.sarakaset.com


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

การเพาะเลี้ยงไส้เดือนในวงท่อซีเมนต์ ประหยัดพื้นที่ให้ผลผลิตเร็ว

การเพาะเลี้ยงไส้เดือนในวงท่อซีเมนต์ ประหยัดพื้นที่ให้ผลผลิตเร็ว

การเพาะเลี้ยงไส้เดือนในวงท่อซีเมนต์

การเพาะเลี้ยงไส้เดือนในวงท่อซีเมนต์


หมอดินชาตรี หรือ เรียกคุณอ้อม หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน ตำบลจรเข้ อำเภออู่ทอง หนุ่มไฟแรงที่ยอมลาออกจากมนุษย์เงินเดือน เพื่อมาเป็นนายตัวเอง ด้วยการมาจับอาชีพเกษตรกรอย่างเต็มตัว พร้อมกับภรรยาคู่ใจ มาช่วยกันพัฒนาพื้นที่ของพ่อแม่ จนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ” สวน..กล้วยอู่ทอง “ ซึ่งหากจะย้อนประวัติที่มาที่ไปของสวนนี้ คงจะยาวกันเป็นแน่(ค่อยสอบถามคุณอ้อมอีกทีนะครับ )

ภายในสวนกล้วยอู่ทองบนเนื้อที่ 50 กว่าไร่ เต็มไปด้วยพืชผักไม้ผลนานาชนิด ปลูกผสมผสานกันอย่างลงตัว อาทิ กล้วย มะม่วง มะขาม กล้าไม้ต่างๆ แปลงผักและอื่นๆ รวมถึงโรงเรือนอบอาหารเพื่อแปรรูป โรงเรือนปลูกมะเขือเทศราชินี เป็นต้น




และที่อยากจะขอนำเสนอคือโรงเพาะเลี้ยงไส้เดือน โดยเลี้ยงในรองปูนกว่า 100 รอง(ดังภาพ) ซึ่งการเลี้ยงไส้เดือนนั้น ได้สอบถามคุณอ้อมแล้ว เลี้ยงง่าย ให้ผลผลิตมูลไส้เดือนสูง เลี้ยงแค่ 1-2 เดือน ก็สามารถขายมูลไส้เดือนได้แล้วครับ ในส่วนของขั้นตอนการเลี้ยง พันธุ์ไส้เดือนที่เลี้ยง รวมถึงรายละเอียดต่างๆ สามารถสอบถามทางหมอดินได้ครับ

โดยรวมสวนกล้วยอู่ทองนี้ เป็นจุดและศูนย์เรียนรู้ สาธิตทางด้านการพัฒนาที่ดิน การผลิตปุ๋ยอินทรีย์สูตรพระราชทาน การทำน้ำหมักชีวภาพ สมุนไพรไล่แมลง จากนวัตกรรมเทคโนโลยีของกรมพัฒนาที่ดิน พด.1-12 เป็นต้น และสามารถรับผู้มาศึกษาดูงานได้สบาย (จากภาพท่านนายอำเภออู่ทอง นายธีรชัย ทศรฐ  ผอ.วันชัย  วงษา (ผอ.พัฒนาที่ดินสุพรรณบุรี) นางอรทัย  อาจหาญ (เกษตรอำเภออู่ทองและผู้ทรงเกียรติได้มาเยี่ยมเยียนสวนคุณชาตรีด้วย ในการจัดอบรมโครงการขยายผลศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ปี 2559 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559)

สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการมาศึกษาดูงานในเรื่องต่างๆ อาทิ การเลี้ยงไส้เดือน การลดต้นทุนการผลิต การผลิตปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน การผลิตน้ำหมักชีวภาพ พด.1-12 และอื่นๆอีกมากมาย สามารถโทรสอบถามข้อมูลได้ ที่เบอร์หมอดินชาตรี รักธรรม(คุณอ้อม) 087-6782392-3,086-3115071 ได้ครับ หรือจะโทรสอบถามรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่ของสถานีพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรีก่อนก็ได้ครับ ที่เบอร์ 035-454081 สถานีพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรี

การเพาะเลี้ยงไส้เดือนในวงท่อซีเมนต์

การเพาะเลี้ยงไส้เดือนในวงท่อซีเมนต์




การเพาะเลี้ยงไส้เดือนในวงท่อซีเมนต์

ประโยชน์ของไส้เดือนดิน

  • ด้านสิ่งแวดล้อม สามารถเปลี่ยนขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ย ช่วยลดปัญหาเรื่องขยะในครัวเรือน
  • ไส้เดือนช่วยพลิกกลับดินโดยการกินดินทำให้แร่ธาตุในดินผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันได้ ช่วยทำลายชั้นดิน
  • ด้านการเกษตร ผลิตปุ๋ยหมักจากไส้เดือนและน้ำสกัดชีวภาพใช้ในการเกษตรอินทรีย์ ช่วยให้การย่อยสลายสารอินทรีย์ที่รวมถึงซากพืชสัตว์และอินทรียวัตถุต่างๆ ผลิตปุ๋ยหมัก (vermicomposting) และน้ำสกัดชีวภาพจากไส้เดือน (worm tea) นำน้ำหมักมูลไส้เดือนดินที่รวบรวมได้มาเติมอากาศเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ จากนั้นนำน้ำหมักมูลไส้เดือน 1 ส่วน ผสมน้ำ 20 ส่วน ใช้รด พืชผัก ไม้ผล ไม้ดอกเพื่อช่วยในการเจริญเติบโต
  • ส่งเสริมการละลายธาตุอาหารพืชที่อยู่ในรูปอนินทรีย์สารที่พืชใช้ประโยชน์ไม่ได้ไปอยู่ในรูปที่พืชนำมาใช้ประโยชน์ได้
  • ช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างของดินเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม โดยการเปลี่ยนของอินทรีย์เป็นปุ๋ยหมัก
  • ใช้เลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ ผลิตไส้เดือนเป็นอาหารโปรตีน (vermiculture) เนื่องจากไส้เดือนมีโปรตีนสูงอาจใช้เลี้ยงปลา เลี้ยงเพื่อใช้เป็นเหยื่อตกปลา ด้านอาหารสัตว์ใช้เป็นอาหารโปรตีนทั้งในรูปไส้เดือนเป็นและผงหรือไส้เดือนสดสำหรับเลี้ยงเป็ด หรือกบก็ได้
  • ด้านการแพทย์ รักษาโรคข้ออักเสบ แผลอักเสบ โรคผิวหนัง และสลายลิ่มเลือดในหลอดเลือด

สิ่งที่ควรคำนึงในการเล้ยงไส้เดือน

  • กองเพาะเลี้ยงหรือกระบะต้องทำในที่ร่มเพื่อป้องกันแสงแดดและฝน
  • จะต้องรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • ไม่ควรใช้ปุ๋ยคอกใหม่ควรตากให้แห้งและควรบดก่อนนำมาใช้
  • การใช้มูลสัตว์ชนิดอื่นๆ ควรมีการผสมกับมูลวัวก่อน
  • ไส้เดือน 1 กิโลกรัม มีจำนวน ประมาณ 1,000 ตัว จะกินอาหารได้ 5 กิโลกรัมต่อวัน ไส้เดือน 10 กิโลกรัม จะกินอาหารได้ 1 ตันต่อเดือน
  • ไส้เดือน 1,000 ตัว สามารถเลี้ยงในพื้นที่ขนาด 1 ตารางเมตร
  • ระหว่างฝนตกให้นำมูลวัววางตามยาวของกองเพาะเลี้ยงเพื่อป้องกันไส้เดือนหลบหนี
  • ศัตรูของไส้เดือนดินเช่น ไรแดง มด หนู นก กบ กิ้งกือ ตะขาบ หอย งู ตัวอ่อน แมลงปีกแข็ง จิ้งจก ตุ๊กแก แมงกระชอน จิ้งหรีด ดังนั้น ในการเลี้ยงจึงจำเป็นต้องมีตาข่าย ป้องกันแมลงและสัตว์ต่างๆ เข้าไปกินไส้เดือน

แหล่งที่มา : สวน..กล้วยอู่ทอง, สถานีพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรี




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น





การสร้างบ้านชักหลังนั้น จำเป้นที่จะต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างและวัสดุจำนวนมาก อีกทั้งยังต้องผ่านกระบวนการวางแผน ความอดทน พยายามของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นเพื่อให้บ้านออกมาสวย มีประสิทธิภาพสมกับสิ่งที่ต้องแลกไป วันนี้เราจึงได้นำ แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังนี้มานำเสนอเพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสร้างบ้านให้กับคุณ

บ้านสวยๆ สไตล์ทโมเดิร์น ที่นำมาฝากกัน สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับแขก ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก รับเหมาสร้างบ้าน ช่างวิลาศ เป็นบ้านพักอาศัยชั้นเดียว ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 40 ซม. การออกแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังคาเพิงแหงน ซ้อนกัน  จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ที่มารูปภาพและทีมช่าง : รับเหมาสร้างบ้าน ช่างวิลาศ

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

เมื่อเรามองจากด้านหน้าของตัวบ้านนั้น  จะเห็นความโด่ดเด่นของเสาหน้าบ้านที่ปูด้วยหินอ่อน สีเทา เข้มตัดกับบัวสีขาว ที่ชัดเจน ในแบบของบ้านสไตล์โมเดิร์น สมัยใหม่ที่สวยงาม พร้อมระแนงสีส้มและราวจับบันไดทางขึ้นที่เด่นชัด

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น




แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

ระเบียงหบ้าบ้าน ปูพื้นด้วยกระเบื้องสีดำ ด้านข้างกั้นด้วยไม้สีส้ม อีกฝั่งสร้างม้านั่งและมีชั้นวางของ เหมาะสำหรับนั่งเล่น รับลมเย็นๆช่วงเย็น ที่ฝ้าเพดานฝังไฟดาวน์ไลท์ให้สว่าง ติดตั้งไม้ระแนงใต้ชายคา พร้อมกับโคมไฟให้จุดนี้สว่างในยามมืดค่ำ ส่วนประตูหน้าบ้านเป็นกระจกบานใหญ่ ที่ทันสมัย

ด้านในเน้นความเรียบหรูด้วยโทนสีขาวของผนังและพื้น เพิ่มความหรูด้วยฝ้าเพดานที่เป็นฝ้าหลุมแต่งด้วยโคมไฟสวย แต่งขอบบัวไม้ด้านล่างเพิ่มความสวยงาม



ห้องครัว เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของบ้าน พื้นห้องปูทับด้วยกระเบื้องโทนสีเทาละมุน เคาน์เตอร์ครัวทรงตัวยูที่ก่อไว้ติดผนัง แต่งด้วยกระเบื้องเรียบโทนสีดำ รวมถึงผนังโซนนั้น ที่ผนังนะเนมีกาารปูกระเบื้องสีขาว และในขณะทำอาหารนั้นสามารถเปิดหน้าต่าง เพื่องระบายอากาศได้กับประตูที่เปิดออกไปหลังบ้าน

ห้องน้ำ มีพื้นที่ใช้สอยขนาดกว้าง ปูพื้นกันลื่นด้วยกระเบื้องสีเทาออกดำๆลายขาว  ผนังเป็นลายหินอ่อนสีขาวตัดด้วยสีดำ  ติดตั้งสุขภัณฑ์ที่พร้อมสำหรับการใช้งาน และมีพัดลมไว้คอยระบายอากาศให้ถ่ายเทสะดวก

จบไปแล้วครับ กับแบบบ้านโมเดิร์นชั้นเดียวหลังนี้ที่สร้างและออกแบบมาได้อย่างลงตัว หากทุกท่านชอบและได้ไอเดียดีๆ ไปใช้กับบ้านของตน หากใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ 

ขอบคุณที่มา: เพจ รับเหมาสร้างบ้าน ช่างวิลาศ





หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีทำไข่เค็ม กินเองง่าย ๆ ด้วยสูตรดองเกลืออร่อยแน่นอน

วิธีทำไข่เค็ม กินเองง่าย ๆ ด้วยสูตรดองเกลืออร่อยแน่นอน

วิธีทำไข่เค็มดองเกลือ

วิธีทำไข่เค็มดองเกลือ





เมื่อเราทานข้าวต้มนั้นนั้น หลายๆคน มักจะคิดถึง ไข่เค็ม ซึ่งเป็นเมนูที่นิยมนำมาทานคู่กันเป็นประจำ และแน่นอนว่าหลายๆ คนก็จะชื่นชอบการทานไข่เค็มที่มีไข่แดงมันเยิ้มอยู่ตรงกลาง เพราะมีสีสันที่น่ารับประทาน เวลาที่เราซื้อตามร้านค้านั้นอาจจะไม่ถูกใจมีรสชาติที่ไม่ค่อยอร่อย แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราทำมาทำ ไข่เค็มไว้กินเองแบบง่ายๆ ด้วยวิธีการดองนำเกลือ เป็นวิธีการทำที่ง่าย จะได้ไข่แดงมันเยิ้มที่มีความน่ารับประทาน ได้ทั้งความอร่อยและที่สำคัญยังได้ทำความสะอาดด้วย สูตรไข่เค็มดองในน้ำเกลือ แค่เพียง 1-2 อาทิตย์ ก็ได้ไข่เค็มฝีมือตัวเองไว้กินแล้ว

ขั้นตอนเตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์

  • ไข่เป็ด (ดิบ) จำนวน 10 ฟอง
  • ภาชนะ สำหรับดองไข่ เลือกภาชนะที่ไม่ทำปฏิกิริยากับเกลือ เช่น โหลแก้ว แก้วพลาสติก กะละมัง หรือเครื่องเคลือบดินเผา เป็นต้น
  • เกลือ จำนวน 1 ถ้วย
  • น้ำสะอาด สำหรับต้มน้ำเกลือ จำนวน 4 ถ้วย (หรือประมาณ 1 ลิตร)

วิธีการทำไข่เค็ม

  • ล้างไข่เป็ดให้สะอาด สะเด็ดน้ำจนแห้งสนิท ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้
  • ทำน้ำเกลือสำหรับดองไข่ โดยใส่เกลือกับน้ำลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟจนเดือด และคนให้เกลือละลายจนหมด ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็นสนิท
  • เทน้ำเกลือที่เย็นแล้วลงในภาชนะที่ใส่ไข่ไว้จนน้ำท่วมไข่ จากนั้นใช้ถุงพลาสติกใส่น้ำ วางทับลงไปให้ไข่เป็ดจมอยู่ใต้น้ำตลอดเวลา ปิดฝาให้สนิทและเก็บไว้ในที่ร่ม นานประมาณ 2-3 สัปดาห์

* สำหรับทำไข่ดาว เก็บไว้นำนประมาณ 2 สัปดาห์

* สำหรับทำไข่ต้ม เก็บไว้นำนประมาณ 3 สัปดาห์

” วิธีทำไข่เค็มดองเกลือ “

เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ

  1. ทำอย่างไรให้ไข่แดงเค็ม เป็นน้ำมันเยิ้มๆ หลายคนชอบกินไข่เค็มที่มีไข่แดงเป็นน้ำมันเยิ้ม ๆ ออกมา เพราะทั้งมัน ทั้งอร่อย เทคนิคก็คือ หลังจากที่พักน้ำเกลือ จนเย็นสนิทแล้ว ให้เติมเหล้าขาวลงไปในน้ำเกลือด้วยเล็กน้อย คนผสมให้เข้ากัน แล้วเทใส่ลงในโหล จะทำให้ไข่แดงเค็ม ที่ได้ก็จะเป็นน้ำมันเยิ้ม ๆ น่ารับประทาน
  2. วิธีต้มไข่เค็มให้อร่อย การที่จะต้มไข่เค็มให้อร่อย มีเคล็ดลับอยู่ที่ “สารส้ม” ทำได้โดยใส่น้ำลงในหม้อ ใส่สารส้ม 1 ก้อน หรือสารส้มป่น ประมาณ 1/2 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยไข่เค็ม นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง ต้มจนเดือด นานประมาณ 8-10 นาที ก็จะได้ไข่เค็มต้ม สุดอร่อยไว้กินแล้ว
  3. วิธีเก็บไข่เค็ม ที่ต้มแล้ว ให้ได้นานที่สดุ ไข่เค็มที่นำไปต้มแล้ว สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานประมาณ 1 เดือน ส่วนวิธีการเก็บรักษาไข่เค็มต้มให้ได้นานที่สุด คือ ให้ใส่สารส้มลงไปแกว่งในน้ำที่ใช้ต้มไข่ด้วย นอกจากจะยืดอายุไข่เค็มได้แล้ว สารส้มจะทำให้สีของเปลือกไข่และเนื้อไข่ ขาวสวยขึ้นอีกด้วย

องค์ความรู้โดย นางเพลินจิตร พินิตมนตรี ตำบลโคกสะอำด อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ , www.kasetbanna.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ