สกายวอร์ค เชียงคาน แลนมาร์กชมวิวสุดเสียว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

สกายวอร์ค เชียงคาน แลนมาร์กชมวิวสุดเสียว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

สกายวอร์ค เชียงคาน

สกายวอร์ค เชียงคาน





สำหรับ สกายวอล์ค เชียงคาน หรือ สกายวอล์ค ภูคกงิ้ว ตั้งอยู่ที่ ต.ปากตม อ.เชียงคาน จ.เลย บริเวณพระใหญ่ภูคกงิ้ว ซึ่งเป็นแผ่นดินจุดแรกของภาคอีสานที่แม่นํ้าโขงไหลผ่าน โดยมีแม่นํ้าเหืองไหลมาบรรจบเป็นแนวพรมแดนธรรมชาติ กั้นระหว่างสปป.ลาวกับประเทศไทย เกิดเป็นแม่น้ำ 2 สี อันน่ายล

สกายวอร์ค เชียงคาน

ที่มารูปภาพสวยๆ : เพจ ตึ๋งไปมาแล้ว

             สกายวอล์คเชียงคานตั้งอยู่บนเนินเขาภูคกงิ้ว ภายในอำเภอเชียงคาน ใกล้กับบริเวณที่เป็นที่ประดษฐานของพระใหญ่ภูคกงิ้วซึ่งสร้างขึ้นโดยกองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับประชาชนเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ และในมหามงคลแห่งราชพิธีราชาภิเษก ครบ 50 ปี

สกายวอร์ค เชียงคาน

ที่มารูปภาพสวยๆ : เพจ ตึ๋งไปมาแล้ว

             โดยหลังจากสร้างองค์พระใหญ่แล้ว ทางจังหวัดเลยก็ได้รับงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในโครงการสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ จึงมีการจัดสร้างสกายวอล์คเชียงคานขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเลย โดยเริ่มก่อสร้างในวันที่ 14 มิถุนายน 2561 และเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา

 สกายวอร์ค เชียงคาน

ที่มารูปภาพสวยๆ : เพจ ตึ๋งไปมาแล้ว

             นักท่องเที่ยวที่สนใจเดินเที่ยวชมบนสกายวอล์คกระจกใส จะต้องเปลี่ยนใส่รองเท้าเฉพาะที่หน่วยงานจัดเตรียมไว้ให้เพื่อป้องกันรอยขีดข่วนบนกระจก โดยมีค่าบริการ 60 บาท/คน




สกายวอร์ค เชียงคาน

ที่มารูปภาพสวยๆ : เพจ ตึ๋งไปมาแล้ว

ที่อยู่ : ตำบลปากตม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย
เปิดให้เข้าชม : 07.00-18.00 น.
ค่าเข้าชม : ราคา 60 บาท จะได้ตั๋วขึ้นรถขึ้น – ลง และรองเท้าสำหรับเข้าสกายวอล์ค 1 คู่
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจ : เพจ ตึ๋งไปมาแล้ว , youtube.com/ตึ๋งไปมาแล้ว



มาทำความรู้จักกับงาน บุญบั้งไฟ ประเพณีของชาวอีสาน

มาทำความรู้จักกับงาน บุญบั้งไฟ ประเพณีของชาวอีสาน ตำนานพระยาคันคากพญาแถน

บุญบั้งไฟ ประเพณีของชาวอีสาน

บุญบั้งไฟ ประเพณีของชาวอีสาน





ประวัติความเป็นมาของบุญบั้งไฟ

ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานของไทยรวมไปถึงลาว โดยมีตำนานมาจากนิทานพื้นบ้านของภาคอีสานเรื่องพระยาคันคาก เรื่องผาแดงนางไอ่ ซึ่งในนิทางพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึง การที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชา พระยาแถน หรือเทพวัสสกาลเทพบุตร ซึ่ง ชาวบ้านมีความเชื่อว่า พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล และมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมาก หากหมู่บ้านใดไม่จัดทำการจัดงานบุญบั้งไฟบูชา ฝนก็จะไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาล อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้ ช่วงเวลาของประเพณีบุญบั้งไฟคือเดือนหกหรือพฤษภาคมของทุกปี ที่มา – wikipedia

ความเชื่อของชาวบ้านกับประเพณีบุญบั้งไฟ

ชาวบ้านเชื่อว่ามีโลกมนุษย์ โลกเทวดา และโลกเทวดา มนุษย์อยู่ใต้อิทธิพลของเทวดา การรำผีฟ้าเป็นตัวอย่างที่แสดงออกทางด้านการนับถือเทวดา และเรียกเทวดาว่า “แถน” เมื่อถือว่ามีแถนก็ถือว่า ฝน ฟ้า ลม เป็นอิทธิพลของแถน หากทำให้แถนโปรดปราน มนุษย์ก็จะมีความสุข ดังนั้นจึงมีพิธีบูชาแถน การจุดบั้งไฟก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่แสดงความเคารพหรือส่งสัญญาณความภักดีไปยังแถน ชาวอีสานจำนวนมากเชื่อว่าการจุดบั้งไฟเป็นการขอฝนจากพญาแถน และมีนิทานปรัมปราเช่นนี้อยู่ทั่วไป แต่ความเชื่อนี้ยังไม่พบหลักฐานที่แน่นอน นอกจากนี้ในวรรณกรรมอีสานยังมีความเชื่ออย่างหนึ่งคือ เรื่องพญาคันคาก หรือคางคก พญาคันคากได้รบกับพญาแถนจนชนะแล้วให้พญาแถนบันดาลฝนลงมาตกยังโลกมนุษย์

บุญบั้งไฟ ประเพณีของชาวอีสาน

ความหมายของบั้งไฟ

คำว่า “บั้งไฟ” ในภาษาถิ่นอีสานมักจะสับสนกับคำว่า “บ้องไฟ” แต่ที่ถูกนั้นควรเรียกว่า”บั้งไฟ”ดังที่ เจริญชัย ดงไพโรจน์ ได้อธิบายความแตกต่างของคำทั้งสองไว้ว่า บั้งหมายถึง สิ่งที่เป็นกระบอก เช่น บั้งทิง สำหรับใส่น้ำดื่ม หรือบั้งข้าวหลาม เป็นต้น

ส่วนคำว่า บ้อง หมายถึง สิ่งของใดๆ ก็ได้ที่มี 2 ชิ้น มาสวมหรือประกอบเข้ากันได้ ส่วนนอกเรียกว่า บ้อง ส่วนในหรือสิ่งที่เอาไปสอดใสจะเป็นสิ่งใดก็ได้ เช่น บ้องมีด บ้องขวาน บ้องเสียม บ้องวัว บ้องควาย ดังนั้น คำว่า บั้งไฟ ในภาษาถิ่นอีสานจึงเรียกว่า บั้งไฟ ซึ่งหมายถึงดอกไม้ไฟชนิดหนึ่ง มีหางยาวเอาดินประสิวมาคั่วกับถ่านไม้ตำให้เข้ากันจนละเอียดเรียกว่า หมื่อ (ดินปืน) และเอาหมื่อนั้นใส่กระบอกไม้ไผ่ตำให้แน่นเจาะรูตอนท้ายของบั้งไฟ เอาไผ่ท่อนอื่นมัดติดกับกระบอกให้ใส่หมื่อโดยรอบ เอาไม้ไผ่ยาวลำหนึ่งมามัดประกบต่อออกไปเป็นหางยาว สำหรับใช้ถ่วงหัวให้สมดุลกัน เรียกว่า “บั้งไฟ” ในทัศนะของผู้วิจัย บั้งไฟ คือการนำเอากระบอกไม้ไผ่ เลาเหล็ก ท่อเอสลอน หรือเลาไม้อย่างใดอย่างหนึ่งมาบรรจุหมื่อ (ดินปืน) ตามอัตราส่วนที่ช่างกำหนดไว้แล้วประกอบท่อนหัวและท่อนหางเป็นรูปต่างๆ ตามที่ต้องการ เพื่อนำไปจุดพุ่งขึ้นสู่อากาศ จะมีควันและเสียงดัง บั้งไฟมีหลายประเภท ตามจุดมุ่งหมายของประโยชน์ในการใช้สอย  ในทางศาสนาพุทธกับประเพณีบุญบั้งไฟ มีการฉลองและบูชาในวันวิสาขบูชากลางเดือนหก มีการทำดอกไม้ไฟในแบบต่างๆ ทั้งไฟน้ำมัน ไฟธูปเทียนและดินประสิว มีการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา



ประเภทของบั้งไฟ

  1. บั้งไฟโหวด
    บั้งไฟโบดหรือโหวดเป็นบั้งไฟขนาดเล็กตัวกระบอกจะยาวขึ้น ประมาณ 4-10 นิ้ว บรรจุหมื่อหนักประมาณ 1 ส่วน 8 ถึง 1 ส่วน 2 กิโลกรัม ใช้หางยาวประมาณ 1-4 เมตร มีกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ มัดวางรอบตัวบั้งไฟ นิยมทำประกอบกันในบั้งไฟใหญ่ (บั้งไฟหมื่น, บั้งไฟแสน) ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมทำ เพราะไม่มีช่าง
  2. บั้งไฟม้า
    บั้งไฟชนิดนี้เป็นบั้งไฟขนาดเล็กจุดไปตามทิศทางที่กำหนดใช้เส้นลวดเป็นวิถีตรึงไปยังเป้าหมายที่ต้องการ ลักษณะทั่วไปเป็นบั้งไฟที่ทำจากกระบอกไม้ไผ่ 1 ปล้อง ขนาดแล้วแต่ต้องการ โดยทั่วไปเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว ยาวประมาณ 1 ฟุตทางภาคกลางและภาคอีสานเรียกว่า “ลูกหนู” คล้ายม้าที่กำลังวิ่ง ถ้าติดรูปอะไรก็เรียกชื่อไปตามนั้น เป็นคนขี่ม้า รูปวัว แล้วแต่จะทำรูปอะไร บางครั้งภาคเหนือเรียกว่า บอกไฟยิง
  3. บั้งไฟช้าง
    บั้งไฟชนิดนี้ไม่มีหาง มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่ากระโพกหรือตะโพก เวลาจุดไม่ต้องการให้พุ่งขึ้นไปแต่ต้องการมีเสียงร้องคล้ายกับช้างร้อง วิธีทำบั้งไฟให้ใช้กระบอกไม้ไผ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดยาวเพียงป้องเดียวให้มีข้อปิดทั้ง 2 ด้าน ทุบไม้ไผ่ให้แตกเล็กน้อย เจาะรู เพื่อบรรจุหมื่อแล้วต่อชนวนเข้ารูแท่งหมื่อทำจากหมื่อถ่าน 3-4 อัดลงในไม้ไผ่ขนาดเล็กให้แน่น แล้วผ่าเอาแท่งหมื่อออกมาคล้ายข้าวหลาม ให้ได้แท่งประมาณ 3 นิ้ว การจุดนั้นนิยมต่อพ่วงชนวนบั้งไฟใหญ่ เวลาจุดชนวนผ่าจะเกิดเสียงดังเหมือนเสียงช้างร้อง นิยมวางต่อกันเป็นช่วงๆ กระบอก ถ้าต้องการจะให้มีเสียงดังอย่างไรก็จะมีเทคนิคในการทำให้เกิดเสียงนั้นๆ
  4. บั้งไฟแสน
    บั้งไฟชนิดนี้เป็นบั้งไฟขนาดใหญ่ที่สุด บรรจุดินปืนหนัก 120 กิโลกรัมขึ้นไป บั้งไฟขนาดนี้ทำยากที่สุดจะต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ เพราะบั้งไฟขนาดนี้หากแตกแล้วจะเป็นอันตรายมาก เพราะฉะนั้นก่อนทำบั้งไฟจะต้องมีพิธีกรรมบวงสรวงให้ถูกต้องตามหลักการทำบั้งไฟแสนเสียก่อนจึงจะลงมือทำ เมื่อตกบั้งไฟเสร็จเรียบร้อยแล้วจะมีการตกแต่งประดับประดาบั้งไฟ
  5. บั้งไฟตะไล
    บั้งไฟชนิดนี้ก็คือบั้งไฟจินายขนาดใหญ่นั่นเอง มีความยาวประมาณ 9-12 นิ้ว รูปร่างกลมมีไม้บางๆ แบนๆ เป็นวงกลมครอบหัวท้ายบั้งไฟเมื่อพุ่งขึ้นสู่ฟ้าไปโดยทางขวาง
  6. บั้งไฟตื้อ
    บั้งไฟตื้อหรือบั้งไฟกระแตนั่งตอ เป็นบั้งไฟขนาดเล็กมีหางสั้น วิธีทำ ตัดกระบอกไม้ไผ่ขนาด 1 นิ้วครึ่งยาวประมาณ 3 นิ้ว อัดหมื่อให้แน่นประมาณ 2 นิ้ว ใช้หมื่อถ่านสามหรือถ่านสี่อัดด้วยเถียดไม้ให้แน่น ต่อหางซึ่งทำจากไม้ไผ่ เหลาเป็นแท่งเล็กๆ ใช้เลื่อยตัดมุมข้อออกจนเห็นหมื่อ เจาะให้เป็นรูเล็กๆ แล้วติดชนวน เวลาจะจุดเอาหางเสียบลงในแท่นที่ตั้งพอให้ตั้งได้ จุดชนวนจากด้านบน บั้งไฟจะพุ่งและหมุนขึ้นสู่อากาศ เกิดเสียงดังตือๆ เวลาหมุนจะไม่ค่อยมีทิศทาง ใช้จุดในงานศพ เวลาจุดมีอันตรายมากไม่ค่อยนิยมทำกั
  7. บั้งไฟพลุ
    บั้งไฟพลุ เป็นบั้งไฟที่นิยมจุดในเทศกาลต่างๆ เช่น งานกฐิน งานบุญมหาชาติ หรือ งานเปิดกีฬา ฯลฯ เป็นบั้งไฟที่จุดแล้วทำให้เกิดเสียงดัง ในอดีตนิยมจุดในงานกฐิน เพื่อเป็นการบอกข่าวไปยังพี่น้องประชาชนทั่วไปให้ทราบ

บุญบั้งไฟ นิยมทำกันในเดือนหก ถือเป็นประเพณีสำคัญที่จะขาดไม่ได้ เพราะตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ชาวอีสานมีความเชื่อว่า ถ้าปีใดไม่จัดงานบุญบั้งไฟ ฟ้าฝนก็จะไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้ง ไม่มีน้ำทำนา แต่ถ้าปีใดจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ฟ้าฝนก็จะตกต้องตามฤดูกาล เกิดความอุดมสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัย งานบุญบั้งไฟจึงถือเป็นงานประเพณี ประจำปีที่สำคัญของชาวอีสาน พอใกล้ถึงวันงานชาวอีสานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะกลับบ้านไปร่วมงานบุญบั้งไฟซึ่งเป็นงานที่สร้างความรักความสามัคคีของคนท้องถิ่นเป็นอย่างดี

ที่มา: http://www.dmc.tv/pages/scoop/ประเพณีบุญบั้งไฟ-ประวัติความเป็นมาของบุญบั้งไฟ.html, https://www.sarakaset.com/





บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วัดวังคำ อีกหนึ่งวัดสวยจังหวัดกาฬสินธุ์ สถาปัตยกรรมล้านช้าง

วัดวังคำ อีกหนึ่งวัดสวยจังหวัดกาฬสินธุ์ สถาปัตยกรรมล้านช้าง

วัดวังคำ

ภาพจาก | เพจ Our a way เส้นทางของเรา

วัดวังคำ อีกหนึ่งวัดสวยจังหวัดกาฬสินธุ์





วัดวังคำ เป็นวัดที่เพิ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณ ช่วงปี 2539 อาคาร และงานสถาปัตยกรรมต่างๆ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสุดยอดสถาปัตยกรรมแบบล้านช้าง ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณ ในแทบลุ่มแม่น้ำโขง สถาปัตยกรรมที่โด่นเด่นของยุคนี้ ที่ทุกคนจำได้ดีก็จะเป็นวัดเชียงทอง ในเมืองหลวงพระบาง ที่ถือว่าเป็นสุดยอด พอได้มาเห็นวัดวังคำ ก็ต้องบอกว่าสวยมาก อาคารโบสถ์นั้น เป็นอาคารที่มีหลังคามุข 3 ชั้น มีฉัตรตรงกลาง 9 ยอด หลังคาโค้งยาวลงมาสวยงามมาก

วัดวังคำ

ภาพจาก | เพจ Our a way เส้นทางของเรา

สถาปัตยกรรมอันสวยงามของวัดวังคำ บ้านนาวี อ.เขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์​เป็นอย่างมาก ด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกับที่ได้เห็นวัดเชียงทองใน สปป.ลาว เมืองมรดกโลก และนี้ก็เป็นที่มาของสถาปัตยกรรมที่เราได้เห็นอยู่ตรงหน้า

ลักษณะเด่น

สิมหลังใหม่มีหน้าตาคล้ายกับวัดเชียงทอง ในเมืองมรดกโลก หลวงพระบางยังไงยังงั้น ซึ่งพระครูสังวรสมาธิวัตร (จรัญ ขันติปาโล) เจ้าอาวาสวัดและเป็นผู้ก่อตั้ง ออกแบบสิมหลังใหม่ด้วย บอกว่า วัดนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 2539 จากกุฏิเล็กๆ ศาลาหลังเล็กๆ ก็ต่อเติม ขยับขยายมาเรื่อยจนปัจจุบันมีเนื้อที่ราว 8 ไร่ รวมถึงก่อสร้างสิมใหม่ ซึ่งก็ได้แรงบันดาลใจมาจากวัดเชียงทอง แห่งนครหลวงพระบาง นับตั้งแต่ที่ได้ไปเห็นครั้งแรก ก็ใช้วิธีจดจำแล้วนำมาบอกกล่าว ให้ช่างทำออกมา ส่วนที่เลือกสร้างตามแบบศิลปะล้านช้าง โดยยึดวัดเชียงทองเป็นต้นแบบนั้น ก็เพราะความชอบส่วนตัว อีกทั้งวัดเชียงทองได้ชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมล้านช้างที่งดงามที่สุด ประกอบกับ เขาวงเป็นถิ่นผู้ไทที่ผูกพันอยู่กับลาวที่มีศิลปะล้านช้างเป็นเอกลักษณ์ จึงลงตัวในรูปแบบที่เห็น

วัดวังคำ

ภาพจาก | เพจ Our a way เส้นทางของเรา

 

 

ภาพจาก | เพจ Our a way เส้นทางของเรา




วัดวังคำ

ภาพจาก | เพจ Our a way เส้นทางของเรา

วัดวังคำ

ภาพจาก | เพจ Our a way เส้นทางของเรา

ขอบคุณที่มารูปภาพสวยๆจาก | เพจ Our a way เส้นทางของเรา




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร อีกหนึ่งวัดสวยที่ต้องแวะมาเที่ยวชม

เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร อีกหนึ่งวัดสวยที่ต้องแวะมาเที่ยวชม

เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร

เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร





วัดถ้ำผาแด่น ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาภูพานและภูผายล ใน ตำบลดงมะไฟ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เป็นวัดเก่าแก่มีอายุกว่า 100 ปี เชื่อกันว่าในอดีตนั้นเป็นสถานที่ที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตและคณะครูบาอาจารย์สายวัดป่ากรรมฐาน เคยธุดงค์มาปักกลด บำเพ็ญเพียร เมื่อในปี พ.ศ. 2483 ค่ะ ด้วยความที่วัดนี้ตั้งอยู่บนภูเขาสูง อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ทำให้สามารถชมทิวทัศน์รอบๆ ที่มองเห็นตัวเมืองสกลนครและทะเลสาบหนองหารได้แบบ 180 องศาเลย

เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร

การเดินทางมาที่ วัดถ้ำผาแด่น ต้องจอดรถไว้ที่ลานจอดด้านล่าง จากนั้นใช้บริการรถสองแถวของทางชุมชน ค่าบริการคนละ 20 บาท (ไป กลับ) มีรถออกตลอดทั้งวัน เมื่อมาถึงด้านหน้าจะผ่านป้ายชื่อวัด และสวนแมกไม้ใบไม้มอสตะไคร้น้ำเย็นเขียวสดสวยเย็นฉ่ำใจ  สวยงามและโดดเด่นตลอดทาง  ได้ยินเสียงน้ำไหล นกร้อง เหมือนภาพในสารคดีป่าเขตร้อนชื้นมากๆ 

ล่าสุดเพจ วัดถ้ำผาแด่น สกลนคร เผยภาพบรรยากาศสวยเด่นตระง่าน บรรยากาศท่องเที่ยวเชิงธรรมะวัดถ้ำผาแด่น จ.สกลนครจะสวยแค่ไหนไปติดตามชมกันเลยครับ

เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร

เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร




เที่ยววัดถ้ำผาแด่น จังหวัดสกลนคร




ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เที่ยววัดพุทธาวาสภูสิงห์ สักการะ พระพรหมภูมิปาโล จังหวัดกาฬสินธุ์

เที่ยววัดพุทธาวาสภูสิงห์ สักการะ พระพรหมภูมิปาโล จังหวัดกาฬสินธุ์

เที่ยววัดพุทธาวาสภูสิงห์

เที่ยววัดพุทธาวาสภูสิงห์


มาเที่ยวจังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งที่ ต้องไม่ลืมแวะมาไหว้สักการะ พระพรหมภูมิปาโล กันที่ วัดพุทธาวาสภูสิงห์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวัดสวย ในจังหวัดกาฬสินธุ์ อีกแห่งที่ต้องมาเช็คอิน นอกจากเราจะได้ทำบุญ ยังได้ไหว้พระขอพรกันด้วยเพื่อเป็นสิริมงคล อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวสวยๆ ในมุงสูงอีกด้วยครับ



เที่ยววัดพุทธาวาสภูสิงห์

ประวัติความเป็นมาของ วัดพุทธาวาส ภูสิงห์

  “วัดพุทธาวาสภูสิงห์” มีสถานะเป็น “ที่พักสงฆ์” ห่างจากตัวจังหวักกาฬสินธุ์ 34 กิโลเมตร แต่เนื่องจากเป็นที่พักสงฆ์มาเป็นเวลานับ 100 ปีชาวบ้านจึงเรียกชื่อสถานที่แห่งนี้ตามความคุ้นเคยว่า “วัดภูสิงห์” วัดพุทธาวาสภูสิงห์ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย นามว่า “พระพรหมภูมิปาโล” เป็นพุทธรูปองค์ใ์หญ่ขนาดหน้าตักกว้าง 10.50 เมตรความสูงรวม 17.80 เมตร สร้างเมื่อปีพุทธศักราช 2511 เป็นพระพุทธรูปมิ่งเมืององค์หนึ่งของชาวพุทธจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยการดำริสร้างของนายบุรี พรหมลกัขโณ อดีตผู้ว่า ราชการจงัหวดักาฬสินธุ์ได้รับความเมตตาให้คำปรึกษาจากพระสุขุมวาทเวที (สุข สุขโณ) อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ และ ความเสียสละ ความสามัคคีของพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดกาฬสินธุ์

เที่ยววัดพุทธาวาสภูสิงห์

วัดพุทธาวาสภูสิงห์ตั้งอยู่บ่นไหล่ภูสิงห์ มีความสูงจากระดับพื้นดิน ๑๔๖ เมตร และ สูงจากระดับน้ำทะเล ๓๔๖ เมตร สามารถมองเห็นภูมิทัศน์ในระยะไกลได้รอบด้าน, ด้านทิศตะวันออก สามารถมองเห็นภูค่าว ภูเป้ง ภูปอ ภูคุ้มข้าว และเป็นจุดชมตะวันรับอรุณที่สวยงาม, ด้านทิศใต้ สามารถมองเห็นชุมชนเทศบาลตำบลโนนบุรี และหมู่บ้านต่างๆเรียงรายเหมือนภาพงานศิลปะ, ด้านทิศตะวันตก สามารถมองเห็นเขื่อนลำปาว ภูคันโท สะพานเทพสุดา และเป็นจุดชมตะวันตกดินที่งดงามยิ่ง, ด้านทิศเหนื่อ สามารถมองเห็นเทือกเขาภูพานที่อยู่ไกลสุดขอบฟ้า การเดินทางขึ้นบนยอดเขาสามารถขึ้นได้ ๒ ทาง คือ ทางบันไดสวรรค์จำนวน ๖๕๔ ขั้น และทางถนนลาดยาง ระยะทาง ๒ กิโลเมตร 



ข้อมูล วัดพุทธาวาส ภูสิงห์

อ้างอิงแหล่งที่มาข้อมูลและรูปภาพประกอบ : เพจ ไปเที่ยวไปกิน+, เพจ วัดพุทธาวาส ภูสิงห์





บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เที่ยวเขื่อนลําปาว สถานที่ท่องเที่ยวกาฬสินธุ์ วิวสวยๆ พักผ่อนยามเย็น

เที่ยวเขื่อนลําปาว สถานที่ท่องเที่ยวกาฬสินธุ์ วิวสวยๆ พักผ่อนยามเย็น

เที่ยวเขื่อนลําปาว สถานที่ท่องเที่ยวกาฬสินธุ์

เมื่อพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยใน จังหวัดกาฬสินธุ์ คงจะต้องคกิดถึงชื่อสถานที่แห่งนี้ ขึ้นมาทันที  เพราะสถามที่แห่งนี้ที่วิวสวย กิจกรรมแน่น ไม่ว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนหรือใคร หรือมาคนเดียว ก็ชิลสุดๆ  แน่นอนกับสถานที่ท่องเที่ยวที่ชื่อว่า เขื่อนลําปาว นั่นเองครับ

สำหรับ เขื่อนลำปาว เป็นเขื่อนดินขนาดใหญ่และแหล่งชื่อท่องเที่ยวของกาฬสินธุ์  ตั้งอยู่ในเขตอำเภอสหัสขันธ์  อำเภอคำม่วง อำเภอยางตลาด  อยู่ห่างจากจังหวัดกาฬสินธุ์ประมาณ 36 กิโลเมตร เขื่อนลำปาวเป็นเขื่อนดินสูงจากท้องน้ำ 33 เมตร สันเขื่อนยาว 7.8 เมตร กว้าง 8 เมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2506 สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2511 เพื่อปิดกั้นลำน้ำปาวและห้วยยางที่บ้านหนองสองห้อง ตำบลลำปาว อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำแฝดทางด้านเหนือเขื่อน จึงได้ขุดร่องเชื่อมระหว่างอ่างทั้งสอง เก็บน้ำได้ 1,430 ล้าน ลูกบาศก์ เมตร สร้างขึ้นเพื่อบรรเทาอุทกภัยและเพื่อการเกษตรโดยเฉพาะ

เขื่อนลําปาว

ปัจจุบัน เขื่อนลำปาวเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ  โดยมีหาดดอกเกด  อยู่ริมฝั่งเขื่อนลำปาวทางด้านทิศตะวันออก ของเรือนรับรองโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว เป็นหาดเนินดินลดหลั่นลงจรดถึงเขื่อน มีบริเวณกว้างขวางพอสมควร ได้รับการ ปรับปรุงให้เป็น ที่พักผ่อนโดยจัดศาลาพักร้อนซุ้มดอกเห็ด เหตุที่ได้ชื่อว่า  “หาดดอกเกด”  ก็เพราะมีต้น”การะเกด” ซึ่งเป็นไม้พื้นเมือง ปลูกปะปนกับต้นไม้อื่นเป็นกลุ่มๆ เมื่อเวลาออกดอกจะส่งกลิ่นหอม หาดดอกเกด เปรียบเสมือนสวรรค์ชายหาดของคนอีสาน  ช่วงวันหยุดจะมีผู้คนทั้งมาแบบครอบครัว มาเดี่ยว มาเป็นกลุ่ม มาเป็นคู่ มุ่งหน้าสู่หาดดอกเกด เพื่อใช้เวลากับครอบครัว กับเพื่อนกับ คนรักในช่วงวันหยุดพักผ่อน ในช่วงเวลาเย็นเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับจะมาเดินเล่นพักผ่อนชมวิว ริมสันเขื่อนรับลมเย็น ซึ่งบริเวณ นี้มีร้านอาหาร  1 ร้าน และกระท่อมเล็กๆ ริมเขื่อนสำหรับนั่งรับประทานอาหารเครื่องดื่มเย็นๆ พร้อมชมทัศนียภาพที่สวยงามริมเขื่อน

 

 

 

รูปภาพสวยๆจาก | สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

 

 

เที่ยวเขื่อนลําปาว สถานที่ท่องเที่ยวกาฬสินธุ์

รูปภาพสวยๆจาก | สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

เที่ยวเขื่อนลําปาว สถานที่ท่องเที่ยวกาฬสินธุ์

รูปภาพสวยๆจาก | สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

เที่ยวเขื่อนลําปาว สถานที่ท่องเที่ยวกาฬสินธุ์

ข้อมูล เขื่อนลําปาว กาฬสินธุ์

  • ที่อยู่ : ตำบลลำคลอง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
  • พิกัด : https://goo.gl/maps/g7PjAGafBEkXq5dr6 
  • เปิดให้เข้าชม : ทุกวัน

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

อุโบสถสิมอีสานพันชาติ วัดสว่างหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์

อุโบสถสิมอีสานพันชาติ วัดสว่างหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์

วัดสว่างหัวนาคำ

วัดสว่างหัวนาคำ





สิมอิสาน จากไม้พันชาติ หนึ่งเดียวในอิสาน สิมไม้ ศิลปะแบบลาวผสมล้านนา ตัวสิมอิสานสร้างด้วยไม้เกือบทั้งหลัง ปัจจุบันการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ อุโบสถหลังนี้ ออกแบบสร้างตามจินตนาการของท่านพระครูศรีปริยัติโชติธรรม เจ้าอาวาส และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอยางตลาด สร้างถวายเป็นที่ประดิษฐานขององค์หลวงพ่อพระพุทธวิชัยญาณ อักษรจารึกไว้บนแผ่นไม้ด้านหลังรวงผึ้ง  อุโบสถไม้ (สิมไม้) พันชาติ สร้างขึ้นตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อพระครูศรีปริยัติโชติธรรม (ชนชัย อัคคธัมโม) เจ้าอาวาสวัดสว่างหัวนาคำ ได้นำพาพระภิกษุสามเณร ชาวบ้านหัวนาคำ สร้างขึ้น โดยมีพระอาจารย์มหาชุมพล ชุตพโล ศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนร่วมกันสร้าง

วัดสว่างหัวนาคำ

พระครูศรีปริยัติโชติธรรม ท่านมีความสนใจด้านศิลปะ เป็นผู้ออกแบบและตรวจงานก่อสร้างเอง จึงทำให้งานแกะไม้ต่างๆ มีความสวยงาม ลงตัว เมื่อท่านมาวัดสว่างหัวนาคำ จุดสำคัญอีกที่หนึ่ง (นอกจากเที่ยวชมอุโบสถไม้สิมอิสานแล้ว) อย่าลืมเข้าไปกราบไหว้พระ ขอพรที่วิหารหอพระไม้โบราณ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อพระพุทธวิชัยญาณ (หลวงปู่ใหญ่) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวหัวนาคำ มาช้านานฯ

หลวงพ่อพุทธวิชัยญาณ พระพุทธรูปปางมารวิชัย อายุประมาณ 500ปี เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวหัวนาคำ เป็นที่กราบไหว้สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วสารทิศ เพราะจะมีผู้คนมากราบไหว้ขอพร เนื่องในเทศกาลต่างๆ เช่น เทศกาลปีใหม่ งานสรงน้ำประจำปี และงานพุทธาภิเษกวัตถุมงคลรุ่นต่างๆ

สิมอิสาน จากไม้พันชาติ ตั้งอยู่ที่บ้านหัวนาคำ หมู่ที่ 1 ตำบลหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน อาณาเขต ทิศเหนือ จดที่เอกชน ทิตใต้ จดเขตหมู่บ้าน ทิศตะวันออก จดถนน ทิศตะวันตก จดถนน

การก่อสร้างอุโบสถ (สิมอิสาน) ไม้พันชาติ หนึ่งเดียวในอิสาน วัดสว่างหัวนาคำ ตำบลหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมี ท่าน พระครูศรีปริยัติโชติธรรม (ชนชัย อคฺคธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสว่างหัวนาคำ เป็นองค์ประธานก่อสร้างอุโบสถ (สิมอิสาน) ไม้พันชาติหลังนี้ โดยมีพระสงฆ์ สามเณร ภายในวัด และชาวบ้านหัวนาคำ พร้อมทั้งสาธุชน ได้ช่วยเหลือกัน ซึ่งได้ประกอบพิธีรื้อถอนอุโบสถหลังเก่าลง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2552 โดยมีหลวงพ่อพระครูโพธิบุญวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอเชียงยืน เป็นผู้นำพา และวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2552 ได้ขุดหลุม เทฐานก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่นี้ขึ้นในที่เดิม ประกอบพิธียกเสาเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 4 ปีขาล เริ่มพิธีกรรมเวลา 09.09 น. ฤกษ์ยก เสาเอก –เสาโท เวลา 10.10 น. โดยมีหลวงพ่อพระเทพวงศาจารย์ (หลวงพ่อคุณ) วัดหนองแวง (พระอารามหลวง) เป็นผู้กำหนดฤกษ์ยาม เจิม ยกเสาเอก – เสาโท

อุโบสถหลังนี้ ออกแบบสร้างตามจินตนาการของท่านพระครูศรีปริยัติโชติธรรม เจ้าอาวาส โดยยึดแบบศิลปะลาวล้านช้าง ผสมล้านนา และท่านได้เป็นสถาปนิก กำหนดรูปแบบ แบบแปลน ขนาด มาตราส่วน อุปกรณ์ก่อสร้างเอง ซึ่งมี นายช่างนิติภูมิ พลเรือง เป็นผู้ปรึกษา เขียนแบบรูปจำลองและลวดลายต่าง ๆ ให้ การก่อสร้างท่านได้นำพาพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และชาวบ้านทำเอง โดยมีนายสุปัน ไชยสุข (ช่างโป้) ช่างพื้นบ้านลูกหลาน หัวนาคำ เป็นหัวหน้างานก่อสร้างรากฐานโครงสร้างอุโบสถ มุงหลังคา และมีนายช่างประเสริฐ และนายช่างหมี เป็นหัวหน้างานไม้แต่งเสา ขื่อ คอเสา โครงสร้างไม้ ผนังวงกบ ส่วนลวดลายช่อฟ้า ปั้นลม ใบระกา หางหงส์ (หัวสิงห์) ประติมากรรมไม้แกะสลัก ภาพฝาผนัง ฝ้าเพดานเพดาน ประตู หน้าต่าง ท่านเจ้าอาวาส เป็นผู้กำหนดรูปแบบ และควบคุมดูแลการก่อสร้างด้วยตนเอง

   ทำพิธียกช่อฟ้าปฐมฤกษ์ เมื่อวันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2555 ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 11 เวลา 09.39 น. โดยมีหลวงพ่อพระเทพวงศาจารย์ (หลวงพ่อคุณ) วัดหนองแวง (พระอารามหลวง) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีคุณพ่อสาย ภูทองเงิน ตัวแทนคณะศิษย์หลวงพ่อสดวัดปากน้ำฯ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส




       พระประธานภายในอุโบสถสิม เป็นองค์เดิม (หลวงพ่อพุทธวิชัยญาณ) พระคู่บ้านคู่วัดมาแต่เดิม สร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 22 – 23 ผู้หาทุนในการก่อสร้าง คือ ท่านพระมหาชุมพล ชุตพโล คณะพระศิษยานุศิษย์ และลูกหลานชาวบ้านหัวนาคำ พร้อมทั้งประชาชนทั่วไป

       เสา 2 ต้นหน้าทางขึ้น ท่านจ้าอาวาสเล่าว่า เป็นไม้ตะเคียน ที่นำมาจากใต้เขื่อนแม่น้ำลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นเสาสีดำสนิทสวยงามมาก ผู้จัดเก็บข้อมูล ได้รับความอนุเคราะห์จาก พระครูศรีปริยัติโชติธรรม (ชนชัย อคฺคธมฺโม) ให้ข้อมูลและนำเยี่ยมชมสิมอิสาน ขอกราบขอบพระคุณท่านที่ให้ความอนุเคราะห์เป็นอย่างยิ่ง หากสิมอิสานนี้สร้างเสร็จ คงจะเป็นสิมอิสานที่สวยงามและเลื่องชื่อมาก เพราะท่านเจ้าอาวาสเล่าว่า แม้แต่ขณะที่อุโบสถสิมอิสานยังสร้างไม่เสร็จ ก็ยังมีพุทธศาสนิกชนแวะเข้ามาสัมผัสความงาม อยู่เนือง ๆ

สถานที่ตั้ง : วัดสว่างหัวนาคำ บ้านหัวนาคำ ต.หัวนาคำ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

ข้อมูลจาก : ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม 

ขอบคุณรูปภาพสวยๆ : Facebook วัดสว่างหัวนาคำ จ.กาฬสินธุ์


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ถ้ำมรกตวัดภูดานไห วัดสวย บนยอดเขา จังหวัดกาฬสินธุ์

ถ้ำมรกตวัดภูดานไห วัดสวย บนยอดเขา จังหวัดกาฬสินธุ์

ถ้ำมรกตวัดภูดานไห

ถ้ำมรกตวัดภูดานไห





สวัสดีครับ บทความนี้ เอาใจสายบุญที่ชอบเที่ยวชม วัดสวยๆ และ ชอบทำบุญ กันครับ สำหรับวัดที่เราจะนำมาให้ชมกันนั้น เป้นวัดที่อยู่ทางภาคอีสาน กันเลยที่เดียว จะจังหวัดไหน และจะอยู่อำเภอไหน วันนี้เราจะมาบอกพิกัดกันให้หมดกันเลยที่เดียวครับ ซึ่งอาจจะเป็นจังหวัดที่ไม่ได้ฮิตมาก แต่ก็มีวัดสวยๆ ซ่อนเอาไว้อยู่แน่นอน สำหรับสถานที่นั้นก็คือหนึ่งใน ที่เที่ยวของจังหวัดกาฬสินธุ์ นั่นเอง วัดนี้มีชื่อว่า วัดภูดานไห หรือ พุทธสถานภูดานไห จะสวยขนาดไหน ติดตามดูได้เลยครับ

พุทธสถานภูดานไห

พุทธสถานภูดานไห หรือชาวบ้านเรียกว่าถ้ำมรกต บนยอดเขาภูดานไห บ้านกุดหว้า ต.กุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ห่างจากตัว อ.กุฉินารายณ์ ประมาณ 11 กิโลเมตร เป็นวัดป่าที่ตั้งบนภูเขาเตี้ย ๆ อยู่ระหว่างทางกุฉินารายณ์กาฬสินธุ์กับ มุกดาหาร แล้วจะมีทางเลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณหนึ่งถึงสองกิโลเมตร จากปากทาง วัดนี้มีรอยพระพุทธบาทธรรมชาติสองรอย ซึ่งทางวัดได้ทำเจดีย์ครอบไว้ แต่คนสามารถเข้าไปนมัสการได้ ในบริเวณวัดมีสิ่งก่อสร้างเป็นพระพุทธรูปหินหล่อ ปูนปั้นและแกะสลักหน้าผาเข้าไปอย่างสวยงามมากโดยที่สิ่งก่อสร้างกลมกลืนกับธรรมชาติ มีความร่มรื่น และสิ่งสำคัญที่วัดมีพระอาจารย์สุรชาโต ซึ่งเป็นพระที่มีเมตตาและมีบารมีธรรมสูง สมควรยิ่งที่จะหาโอกาสไปทำบุญที่วัดนี้

พระพุทธรูปหินแกะสลักปางประทานพรหน้าตักสามเมตร และพระเจ้าใหญ่ห้าปางห้าพระองค์ (เป็นพระยืนแกะสลักจากหน้าผา สูงประมาณ ๔ เมตร สร้างถวายเพื่อเป็นพุทธบูชา ใช้เวลาสร้าง (แกะสลัก) เริ่ม ๓ กุมภาพันธ์ ถึง ๓ เมษายน ๒๕๖๓

พระพุทธลีลาประทานพร สีขาว (พระยืนปูนปั้นพุทธลีลาประทานพร สูง ๙-๑๐ เมตร มีพญานาคภูริทัตต์ พระโพธิสัตว์นาคราช หรือพญานาคเผือก กับพญานาคราช ท้าววิรูปักข์มหาราช หรือพญานาคสีทอง พิทักษ์รักษา)

พระพุทธอินทรานิรมิต หรือ พระลับเลิศฤทธิ์ พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระนั่งแกะสลักจากหินผา หน้าตักกว้าง ๒ เมตร หน้าถ้ำพระโพธิสัตว์



ถ้ำมรกตวัดภูดานไห

พระพุทธนิทราบรมสุข (พระนอนหินแกะสลัก ยาว ๘ เมตร สร้างเสร็จเมื่อ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๓)

ถ้ำมรกตวัดภูดานไห

พุทธะเตชะเจดีย์ หรือ พระธาตุเตโช หรือถ้ำเหล็กไหล มีพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ (เป็นองค์ประธานในถ้ำเจดีย์) และพระพุทธรูป พระบรมฯ รอยพระพุทธบาท ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำ ปู่เจ้าสิริสุทธะนาคะนาคราช (ปู่เจ้าศรีสุทโธ พญานาคาธิบดี ๙ เศียร) สร้างรักษาด้านหน้าพระธาตุเตโช

ถ้ำมรกตวัดภูดานไห

พญาวัชรยมนาคราช ผู้เรืองฤทธิ์ หรือ พ่อปู่ นทีสีทันดร ผู้ข้ามพ้น ห้วงน้ำใหญ่ทะเลหลวง สร้างรักษาด้านข้างพระธาตุเตโช

พระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ เป็นองค์ประธานในถ้ำเจดีย์พระธาตุเตโช

ถ้ำมรกตวัดภูดานไห

พระพุทธรูปปางป่าเลไลย์ พร้อมพญานาค พญาช้าง และพญาวานร แกะสลักจากก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนเดียวกันกับพระนาคปรกเก้าเศียร และพญานาคแกะสลัก




ข้อมูล วัดภูดานไห กาฬสินธุ์

ขอบคุณที่มา รูปภาพและข้อมูล : facebook พุทธสถานภูดานไห นครพุทธานุภาพ, facebook สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เที่ยวสะพานเทพสุดา แหลมโนนวิเศษ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

เที่ยวสะพานเทพสุดา แหลมโนนวิเศษ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

เที่ยวสะพานเทพสุดา

เที่ยวสะพานเทพสุดา





ประวัติสะพานเทพสุดา

สะพานเทพสุดา เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 2 ช่องจราจร ข้ามเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ จากบริเวณแหลมโนนวิเศษ ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ ถึงบริเวณเกาะมหาราช ตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรีเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2549 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้น 498,850,000 บาท ความยาว 2,040 เมตร ถนนต่อเชื่อมโครงการผิวจราจรกว้าง 7 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 2.50 เมตร ภายใต้การกำกับดูแลของกรมทางหลวงชนบท สร้างเสร็จในเดือนธันวาคม 2553 ถือเป็นสะพานข้ามน้ำจืดที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

เที่ยวสะพานเทพสุดา

สะพานเทพสุดา แห่งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 สะพานเทพสุดา ซึ่งหมายถึงสะพานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานเทพสุดาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 เวลา 09.00 น. ณ บริเวณเชิงสะพานเทพสุดา อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ รวมทั้งทอดพระเนตรนิทรรศการสะพานเทพสุดา

สะพานเทพสุดา

สะพานเทพสุดา เป็นโครงข่ายเชื่อมเส้นทางคมนาคมขนส่งจาก จังหวัดหนองคาย อุดรธานี ผ่านจังหวัดกาฬสินธุ์ ไปยังจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นประตูสู่อินโดจีนหรืออีสต์เวสต์อีโคโนมิก คอริดอร์ จะช่วยร่นระยะทางได้กว่า 100 กิโลเมตร รวมถึงการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรทางฝั่งตะวันตก อำเภอหนองกุงศรี อำเภอท่าคันโท ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ฝั่งตะวันออก อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอสมเด็จ อำเภอกุฉินารายณ์ และตัวจังหวัดกาฬสินธุ์ จะร่นระยะทางกว่า 80 กิโลเมตร นอกจากนี้ บนสะพานเทพสุดายังสามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามบริเวณพื้นที่อ่างเก็บน้ำลำปาวได้อย่างชัดเจน สนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดกาฬสินธุ์ และการท่องเที่ยวในภูมิภาค ทำให้ ประชาชนมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ประกอบกับ อำเภอสหัสขันธ์ มีพิพิธภัณฑ์สิรินธร (ภูกุ้มข้าว) ซึ่งเป็นแหล่งค้นพบชิ้นส่วนกระดูกไดโนเสาร์ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ทั้งนี้ได้ออกแบบประติมากรรมรูปหล่อไดโนเสาร์ ติดตั้งบริเวณราวสะพานทั้ง 2 ข้าง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์ อีกด้วย




ที่ตั้ง : ต.หนองบัว อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์

เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน

ขอบคุณภาพอันงดงาม โดย อ.สายัณห์ Sayan Kongsommat

ข้อมูลอ้างอิง 

http://www.nongkungsri.com, http://www.livekalasin.com, http://www.innnews.co.th




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีการเลี้ยงปูนา แบบง่ายๆ เหมาะสำหรับมือใหม่

วิธีการเลี้ยงปูนา แบบง่ายๆ เหมาะสำหรับมือใหม่

วิธีการเลี้ยงปูนา

วิธีการเลี้ยงปูนา





ปูนา นั้นเมื่อสมัยตอนที่เรายังเล็กๆ เวลาที่เราตามพ่อไปดักรอบในนาข้าว เรามักจะเห็นปูนาธรรมชาติ ในนาข้าวติดมาด้วยทุกครั้งอดีตนั้นมีเพราะในอดีตนั้นบ้านเรายังมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติพืชและสัตว์เป็นอย่างมากดังประโยคที่เคยได้ยินมาว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ในท้องนามีสัตว์มากมายหลากหลายชนิดอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปลา ปู ดังนั้นเวลาที่เราดักปลามักจะมีสัตว์น้ำที่หลากหลายชนิกมาติด จึงจับมาบริโภคเป็นอาหารได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเพาะเลี้ยงสัตว์เหล่านี้แต่อย่างใด

วิธีการเลี้ยงปูนา แบบง่ายๆ เหมาะสำหรับมือใหม่

และ “ปูนา” นั้นเป็นสัตว์อีกประเภทหนึ่งที่อยู่คู่กับเราคนไทยมาช้านาน และในปัจจุบันนั้นเมนูของปูนาก็มีการดัดแปลงมากมายไม่ว่าจะเป็น ปี้ง,ย่าง หรือเมนูเด็ดๆ อย่างเช่น เมนูยำปูนาใส่มะม่วงรสแซ่บๆเผ็ดๆ และ ปูนาทุกวันนี้ไม่ได้อยู่แต่ในนาเหมือนเดิมแล้ว เพราะได้มีการพัฒนานำมาเลี้ยงในบ่อที่มีการจัดการได้แบบง่ายดายมากขึ้น และก็ทำเป็นอาชีพกันมากมาย ผู้เขียนก็เลยมีเคล็ดลับและ วิธีการเลี้ยงปูนาแบบง่ายๆ เหมาะสำหรับมือใหม่ วิธีการเลี้ยงปูนาในบ่อปูน หรือ เลี้ยงปูนาในบ่อดิน เลี้ยงในบ้านที่มีพื้นที่น้อยๆมาฝากกัน ติดตามเคล็ดลับและ วิธีการด้านการเกษตรทุกชนิด ได้ที่ withikaset.com

ปูนา มีหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่ตลาดต้องการคือ สายพันธุ์กำแพง เป็นปูที่อยู่บริเวณจังหวัดพิจิตร ลักษณะปูจะตัวใหญ่ แต่ไม่ทนทานต่อสภาพอากาศ ทำให้ตายง่าย

วิธีแยกเพศของปูนา

เพศผู้

  • ขนาดลำตัวใหญ่  ก้ามขนาดใหญ่ ลำตัวสีเข้ม ส่วนท้องเป็นเปลือกเรียบสีขาว มีแนวร่องกลางส่วนท้องเป็นรูปตัวที

เพศเมีย

  • ขนาดลำตัวเล็ก ก้ามขนาดเล็ก ลำตัวสีอ่อน ท้องเป็นแผ่นโค้งรูปสามเหลี่ยมปิดทับส่วนท้อง

การเลี้ยงปูนาในบ่อปูน

การเลี้ยงปูนาในบ่อปูนนั้นทำความสะอาดได้ง่าย ตัวปูสะอาด ไม่ต้องนำมาพักในบ่อใสเพื่อให้ปูนาฟอกตะกอนในตัวออกเหมือนกับการเลี้ยงในบ่อดิน ตัวปูมันวาวเนื้อแน่น ไม่ฝ่อ รวมไปถึงปลอดจากสารเคมี ไม่มีพยาธิปรสิต และปลิง ทำให้เป็นที่นิยมของผู้บริโภค โดยมีขั้นตอนดังนี้

เตรียมบ่อปูน

สำหรับการเลี้ยงปูนาในบ่อปูน นั้นขนาดของบ่อจะประมาณ 2×3 เมตร สูงประมาร 1 เมตร พื้นด้านในบ่อต้องเรียบ ป้องกันการปีนออกจากบ่อ หากทำบ่อใหม่ให้แช่น้ำด่างทับทิมทิ้งไว้ 7-10 วัน หลังจากนั้นให้ทำความสะอาด และเติมน้ำลงไปประมาณ 10-15 เซนติเมตร วางอิฐบล็อก และใส่ผักตบชวา เพื่อเป็นบ้านที่หลบอาศัย และเป็นแหล่งอาหารให้แก่ปู แล้วปล่อยปูนาประมาณ 100 คู่

การให้อาหารของปูนา  นั้นมีความแตกต่างกันตามช่วงอายุของปูนา พอจะแยกช่วงอายุออกได้ ดังนี้

  • อายุ 3 วัน  –  1 เดือนครึ่ง ให้เลี้ยงด้วยไข่แดง ต้มสุก
  • อายุ 1 เดือนครึ่ง  –  จนครบอายุ ที่ต้องการให้เลี้ยงด้วยอาหารลูกอ๊อดชนิดเม็ดลอยน้ำ
  • พ่อแม่พันธุ์ อายุ 6 เดือน ให้อาหารปลาดุกเม็ดเล็ก หรือจะเสริมด้วยรำข้าว การให้อาหารปูจะให้อาหารช่วงเย็นทุกวัน โดย 1 ตัว จะกินอาหารประมาณ 4-5 เม็ด เมื่อครบอายุก็เริ่มจับขายได้ หากต้องการให้อาหารเสริมให้พวกผัก แต่ไม่ควรให้ข้าวสุก เพราะเมื่อปูกินเข้าไปจะทำให้ท้องอืดตาย



การเพาะขยายพันธุ์ของปูนา

สำหรับอายุของพ่อแม่พันธุ์สามารถผสมพันธุ์ได้นั้นมีอายุตั้งแต่อายุ 6 เดือน  ขึ้นไปซึ่งเป็นช่วงที่มีความเหมาะสมนั้น อายุของปูเฉลี่ยอนูที่ประมาณ 2 ปี กว่า สามารถขยายพันธุ์ได้ประมาณ 4-6 ครั้ง การผสมพันธุ์ปูนานอกฤดูนั้นก็สามารถทำได้โดยมี ขั้นตอนดังนี้

  1. ค่อยๆ ปล่อยน้ำออกจากบ่อปูนจนแห้ง งดให้อาหาร ตัวปูจะเริ่มแห้งและหาที่จำศีล โดยการเข้าไปอยู่ในรูอิฐบล็อก เป็นการจำลองสภาพอากาศในช่วงฤดูร้อน ช่วงนี้ปูจะมีหลากหลายสีเช่น ม่วง ส้ม ชมพู เหลืองเทา ฟ้า แดง ดำ ซึ่งปูจะจำศีลอยู่ในอิฐบล็อกประมาณ 1-2 สัปดาห์
  2. หลังจากนั้นค่อยๆ เติมน้ำลงในบ่อ ทำให้อุณหภูมิเย็นขึ้น นำสแลนมาคลุม นำแผ่นสังกะสีมาปิดทับปากบ่อ และฉีดน้ำเบาๆ เป็นฝอยๆ เป็นการจำลองสภาพอากาศในช่วงฤดูฝน ปริมาณน้ำในบ่อจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ปูจะเริ่มออกมาจากอิฐบล็อกเพื่อผสมพันธุ์ เมื่อปูเริ่มเจอน้ำจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีแดงอมม่วง
  3. ปูจะเริ่มจับคู่กัน และแยกรูอยู่กันเป็นคู่ๆ โดยตัวเมียจะอยู่ในรู ตัวผู้อยู่ปากรู ตัวเมียจะเริ่มมีการฟอร์มไข่ที่กระดอง และเมื่อไข่สมบูรณ์เต็มที่ จะคายไข่มาไว้ที่หน้าท้อง หรือจับปิ้ง ไข่จะมีสีเหลืองอ่อน แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแก่ และเป็นตัวอ่อน โดยใช้เวลาตั้งแต่ผสมพันธุ์จนออกลูกประมาณ 40-45 วัน แม่ปูที่ไข่หน้าท้องจะขยายออก ปล่อยให้แม่พันธุ์อยู่ในรูอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ จากนั้นย้ายแม่ปูออกมาเลี้ยงจนแม่ปูสลัดลูกออก ให้เลี้ยงแม่ปูและลูกปูในบ่อเดียวกันอีกประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วจึงจับแม่ปูแยกออกจากบ่อ แม่ปูหนึ่งตัว จะมีลูกประมาณ 300–500 ตัว แต่จะรอด ประมาณ 300-400 ตัว

การจับปูขาย

ปูนา มีขนาดอายุที่แตกต่างกันตามความต้องการในการบริโภค ดังนี้

  • อายุ 2–2 เดือนครึ่ง ขายเป็นปูจ๋า ส าหรับทอด
  • อายุ 3 เดือน ขายเป็นปูสด หรือปูดองส าเร็จรูป
  • อายุ 4-5 เดือน ขายเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป หรือขายเป็นปูกิโล
  • อายุ 6 เดือน ขายก้ามปู มันปู เนื้อปู หรือพ่อแม่พันธุ์
  • 7-8 เดือน ขายปูนิ่ม หรืออื่นๆ ตามต้องการ

การแปรรูปปูนา

ปูนาตามธรรมชาติในช่วง เดือนมกราคม – พฤษภาคม เป็นช่วงที่หายาก มีราคาสูงมาก แต่ช่วงเดือนมิถุนายน – ตุลาคม จะมีจำนวนมาก ซึ่งราคาก็จะลดลง การนำปูนามาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ก็ถือเป็นการสร้างรายได้ที่ค่อนข้างมากเลยที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปเป็น น้ำพริกเผาปูนา น้ำพริกมันปู กะปิมันปู น้ำพริกผัดปูนา น้ำพริกนรกปูนา ปูดองไว้ใส่ส้มตำอร่อยๆ ปูเขย่า ก้ามปู เนื้อปู และสินค้าแปรรูปต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งสร้างราย เฉลี่ยกว่า 1,000-2,000 บาทต่อวัน

ปัญหาการเลี้ยงปูนา

  • น้ำหากและเย็นเกินไปจะอาจทำให้ปูแขนขาหลุดและน็อคตาย หรือน้ำไม่สะอาดอาจจะทำให้ปูนาไม่สามารถฟอกอากาศได้และอาจจะตายในที่สุด
  •  อากาศปูนาจะไวต่อสภาพอากาศ โดยเฉพาะในช่วง 3-5 วันแรกที่ปล่อยปูนาลงในบ่อเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทันที ทำให้ปูตายค่อนข้างมาก
  • ความแออัด อาหารไม่เพียงพอ ทำให้ปูต่อสู้กัน หรืออาจสลัดขาจากการหนีคู่ต่อสู้ เพื่อให้วิ่งหนีได้เร็วและตามธรรมชาติปูจะสามารถสร้างขาขึ้นมาใหม่ได้เมื่อมีการลอกคราบ แต่หากแขนขาหลุดหรือสลัดแขนขามากเกินไป ปูก็จะตายในที่สุด

ขอบคุณที่มา : การเลี้ยงปูนาสร้างอาชีพ โดย อาจารย์ปานศิริ ปาดกุล บรรยายในงานตลาดนัด “มหัศจรรย์แห่งท้องทุ่ง” วันที่ 2พฤศจิกายน 2562 , sarakaset.com





บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ