ปลูกผักสวนครัว รั้วกินได้ ปลูกง่ายลดค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว

ปลูกผักสวนครัว รั้วกินได้ ปลูกง่ายลดค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว

ปลูกผักสวนครัว

ปลูกผักสวนครัว


ผัก เป็นอาหารประจำวันของมนุษย์ เป็นแหล่งอาหารให้แร่ธาตุวิตามินที่มีคุณค่าทางอาหารสูง มีราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์จากข้อมูลวิจัยกล่าวว่า มนุษย์เราควรบริโภคผักวันละประมาณ 200 กรัมเพื่อให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุและวิตามินอย่างเพียงพอผลการวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักแห่งเอเชีย ขี้ให้เห็นว่าประชากรของประเทศไทย โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์และพวกเด็ก ๆ มักขาดแคลนแร่ธาตุวิตามินกันมากประกอบกับปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบทำให้มีค่าครองชีพสูงขึ้น ดังนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้มีการรณรงค์ให้มีการปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเองในครอบครัว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีพืชผักเพียงพอแก่การบริโภคในครัวเรือน ทำให้ได้รับสารอาหารครบตามความต้องการของร่างกายและช่วยลดภาวะค่าครองชีพ




การเลือกทำเลการปลูกผัก

  • ที่ตั้งของสถานที่ปลูก ในการปลูกผักหรือพืช จำเป็นต้องมีดินหรือวัสดุให้ต้นพืชยึดเกาะรวมทั้งเป็นแหล่งน้ำ แหล่งธาตุอาหารที่จำเป็นในการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งพิจารณาจากลักษณะของพื้นที่คือ
    •  มีพื้นที่เป็นพื้นดินในบริเวณบ้าน อาจจะเป็นแหล่งน้ำหรือพื้นที่ปลูกบริเวณบ้าน เป็นสภาพพื้นที่ที่ปลูกผักได้หลากชนิดตามความต้องการ
    • ไม่มีพื้นดินในบริเวณบ้าน ผักสวนครัวบางชนิดการจะปลูกได้ จำเป็นต้องปลูกในภาชนะใส่ดินปลูก อาจจะวางบนพื้นหรือแขวนเป็นผักสวนครัวลอยฟ้า
  • สภาพแสงและร่มเงา นับว่ามีความจำเป็นในขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชเพื่อสร้างอาหาร ปริมาณแสงที่ได้รับในพื้นที่ปลูกแต่ละวันนั้นจะมีผลต่อชนิดของผักที่ปลูก โดยทั่วไปแล้วอาจแบ่งความต้องการแสงในการ ปลูกผัก ดังนี้
    • สภาพที่ไม่ได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน ควรปลูกพืชผักทีสามารถเจริญเติบโตในร่มได้ เช่น ต้นชะพลูสะระแหน่ ตะไคร้ โหระพา ขิง ข่า และกะเพรา เป็นต้น
    • สภาพที่ได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน ควรเลือกปลูกผักที่สามารถจริญเติบโตได้ในแสงปกติ เช่น ถั่วฝักยาวคะน้า ผักกาดเชียว กวางตุ้ง พริกต่าง ๆ ยกเว้น พริกขี้หนูสวน

ดินและธาตุอาหารพืช

ดินที่เหมาะสมแก่การปลูกผัก คือ ดินที่มีลักษณะร่วนซุย ถ่ายเทอากาศได้ดี ระบายน้ำดี อุดมด้วยอินทรียวัตถุและธาตุอาหารพืช

ปลูกผักสวนครัว

ฤดูการปลูก

การปลูกผักควรเลือกให้เหมาะสมกับฤดูกาล เพื่อให้ได้ผักที่มีคุณภาพดี จึงควรพิจารณาเลือกปลูกผัก ดังนี้

  • ผักที่ควรปลูกในต้นฤดูฝน คือ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม ได้แก่ หอมแบ่ง ผักกาดเขียวกวางตุ้ง ผักบุ้ง คะน้า พริกต่าง ๆ มะเขือต่าง ๆ ผักกาดหัว ผักกาดหอม บวบ มะระ ฟักเขียว แฟง แตงกวา ข้าวโพด หวาน ถั่วฝักยาว ถั่วพุ่ม น้ำเต้า ถั่วพู ผักบุ้งจีน กระเจี๊ยบเขียว
  • ผักที่ควรปลูกปลายฤดูฝน ผักใดที่ปลูกตันฤดูฝนก็ปลูกไดผลดีในปลายฤดูฝน ยิ่งกว่านั้นยังปลูกผักฤดูหนาวได้อีกด้วย เช่นกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปม บร็อดโคลี่ ถั่วลันเตา หอมหัวใหญ่ แครอท แรดิช ผักชี ผักกาด เขียวปลี ผักกาดขาวปลี ผักกาดหอมห่อ ข้าวโพดหวาน แตงเทศ แตงโม พริกยักษ์ พริกหยวก ฟักทอง มะเขือ เทศ ขึ้นฉ่าย
  • ผักที่ควรปลูกในฤดูร้อน ได้แก่ ผักที่ทนร้อนได้ดี และทนความแห้งแล้งพอสมควร ถึงแม้ว่าผักเหล่านี้จะทนร้อนและความแห้งแล้งได้แต่ถ้าจะปลูกในฤดูร้อนผักบางอย่างก็ต้องรดน้ำใ ช้า- เย็น ต้องพรวนดินแล้วคลุมด้วยฟางข้าว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นไว้ให้พอ เช่น ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน บวบ มะระ ถั่วฝักยาว ถั่วทุ่ม น้ำเต้า แฟง ฟักทอง ถั่วพู คะน้า ผักกาดเขียวกวางตุ้ง ผักกาดหอม ผักชี (ผักกาดหอม และผักชีนั้น ควรทำร่มรำไรให้ด้วย) ผักกาดขาวเล็ก ผักกาดเขียวใหญ่ มะเขือมอญ
  • ผักและพืชบางอย่างที่ควรปลูกไว้รับประทานตลอดปี ได้แก่ พืชที่ทนทาน ปลูกครั้งเดียวรับประทานได้ตลอดปี เช่น สะระแหน่ ผักชีฝรั่ง หอมแบ่ง แมงลัก โหระพา กะเพรา ผักตำลึง ผักบุ้งไทย กระชาย ข่า ตะไครั บัวยก มะแว้ง มะเขือพวง พริกขี้ฟ้า พริกขี้หนู มะเขือต่าง ๆ

วิธีการปลูกผักสวนครัว

การปลูกผักในแปลงปลูก มีขั้นตอน คือ

  • การพรวนดิน ใช้จอบขุดดินลึกประมาณ 6 นิ้ว เพื่อพรวนดินให้มีโครงสร้างดีขึ้น กำจัดวัชพืชในดินกำจัดไข่แมลงหรือโรคพืชที่อยู่ในดิน โดยการพรวนดินและตากทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วัน
  • การยกแปลง ใช้จอบพรวนยกแปลงสูงประมาณ 4-5 นิ้ว จากผิวดิน โดยมีความกว้างประมาณ 1-1.20เมตร ส่วนตามความเหมาะสม ความยาวของแปลงนั้นควรอยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้ทั้งนี้เพื่อให้ผักได้รับแสงแดดทั่วทั้งแปลง
  • การปรับปรุงเนื้อดิน เนื้อดินที่ปลูกผักควรเป็นดินร่วนแต่สภาพดินเดิมนั้นอาจจะเป็นดินทรายหรือดินเหนียว จำเป็นต้องปรับปรุงให้เนื้อดินดีขึ้นโดยการใส่ปุยหมักหรือปุ้ยคอก อัตราประมาณ 2-3 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่ 1 ตารางเมตร คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • การกำหนดหลุมปลูก จะกำหนดภายหลังจากเลือกชนิดผักต่าง ๆ แล้วเพราะว่าผักแต่ละชนิดจะใช้ระยะปลูกที่แตกต่างกัน เช่น พริก ควรใช้ระยะ 75′ 5 เซนติเมตร ผักบุ้งจะเป็น 5′ 5 เซนติเมตร เป็นต้น

การปลูกผักในภาชนะ

การปลูกผักในภาชนะควรจะพิจารณาถึงการหยั่งรากของพืชผักชนิดนั้น ๆ พืชผักที่หยั่งรากตื้นสามารถปลูกได้ดีในภาชนะปลูกชนิดต่างๆ และภาชนะชนิดห้อยแขวนที่มีความลึกไม่เกิน 10 เซนติเมตร คือ ผักบุ้งจีน คะน้าจีน ผักกาดกว้างตุ้ง (เขียวและขาว) ผักกาดฮ่องเต้ ผักกาดหอม ผักกาดขาวชนิดไม่ห่อ (ขาวเล็ก ขาวใหญ่) ตั้งโอ๋ ปวยเล้ง หอมแบ่ง (ต้นหอม) ผักชื้ ขึ้นฉ่าย ผักโขมจีน กระเทียมใบ (Leek) กุยช่าย กระเทียมหัว ผักชีฝรั่ง บัวบก สะระแหน่ แมงลัก โหระพา (เพาะเมล็ด) กะเพรา (เพาะเมล็ด) พริกขี้หนู ตะไคร้ ชะพลู หอมแดง หอมหัวใหญ่ หัวผักกาดแดง (แรดิช) วัสดุที่สามารถนำมาทำเป็นภาชนะปลูกอาจดัดแปลงจากสิ่งที่ใช้แล้ว เช่น ยางรถยนต์เก่า กะละมัง ปลอกซีเมนต์ เป็นต้น สำหรับภาชนะแขวนอาจใช้ กาบมะพร้าว กระถาง หรือเปลือกไม้

การปฏิบัติดูแลรักษา

การดูแลรักษาด้วยความเอาใจใส่ จะช่วยให้ผักเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์จนถึงระยะเก็บเกี่ยว การดูแลรักษาดังกล่าว ได้แก่

  • การให้น้ำ การปลูกผักจำเป็นต้องให้น้ำเพียงพอ การให้น้ำผักควรรดน้ำในช่วง เข้า-เย็น ไม่ควรรดตอนแดดจัด และรดน้ำแต่พอชุ่มอย่าให้โชก
  • การให้ปุ๋ย มี 2 ระยะ คือ
    • ใส่รองพื้นคือการใส่เมื่อเวลาเตรียมดิน หรือรองกันหลุมก่อนปลูก ปุ๋ยที่ใส่ควรเป็นปุ๋ยคอกหรือปุยหมัก คลุกในดินให้ทั่วก่อนปลูกเพื่อปรับโครงสร้างดินให้โปร่งร่วนซุย นอกจากนั้นยังช่วยในการอุ้มน้ำและรักษาความชื้นของดิน  ให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชด้วย
    • การใส่ปุ๋ยบำรุง ควรใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อย้ายกล้าไปปลูกจนกล้าตั้งตัวได้แล้ว และใส่ครั้งที่ 2 หลังจากใส่ครั้งแรกประมาณ 2-3 สัปดาห์ การใส่ให้โรยบาง ๆ ระหว่างแถว ระวังอย่าให้ปุ๋ยอยู่ชิดต้น เพราะจะทำให้ผักตายได้ เมื่อใส่ปุ๋ยแล้วให้พรวนดินและรดน้ำทันที สูตรปุ๋ยที่ใช้กับพืชผัก ได้แก่ ยูเรียหรือแอมโมเนียซัลเฟต สำหรับบำรุงต้นและใบ และปุ๋ยสูตร 15 – 15 – 15 และ 12 – 24 – 12 สำหรับเร่งการออกดอกและผล




การป้องกันกำจัดศัตรูพืช

ควรบำรุงรักษาต้นพืชให้แข็งแรงโดยการกำจัดวัชพืช ให้น้ำอย่างเพียงพอและใส่ปุ๋ยตามจำนวนที่กำหนดเพื่อให้ผักเจริญเติบโต แข็งแรง ทนต่อโรคและแมลง หากมีโรคและแมลงระบาดมากควรใช้สารธรรมชาติ หรือใช้วิธีกลต่าง ๆ ในการป้องกันกำจัด เช่น หนอต่าง ๆ ใช้มือจับออก ใช้พริกไทยป่นผสมน้ำฉีดพ่น ใช้น้ำคั้นจากใบหรือเมล็ดสะเดา ถ้าเป็นพวกเพลี้ย เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย และเพลี้ยจั๊กจั่น ให้ใช้น้ำยาล้างจาน 15 ชีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นใต้ใบเวลาเย็น ถ้าเป็นพวกมด หอย และทาก ให้ใช้ปูนขาวโรยบาง ๆ ลงบริเวณพื้นดิน

การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวผักควรเก็บในเวลาเช้าจะทำให้ได้ผักสดรสดี และหากยังไม่ได้ใช้ให้ล้างให้สะอาด และนำเก็บไว้ในตู้เย็น สำหรับผักประเภทผล ควรเก็บในขณะที่ผลไม่แก่จัดจะได้ผลที่มีรสดีและจะทำให้ผลดก หากปล่อยให้ผลแก่คาต้น ต่อไปจะออกผลน้อยลง

สำหรับในผักใบหลายชนิด เช่น หอมแบ่ง ผักบุ้งจีน คะน้า กะหล่ำปี การแบ่งเก็บผักที่สดอ่อนหรือโตได้ขนาดแล้ว โดยยังคงเหลือลำต้นและรากไว้ไม่ถอนออกทั้งต้น รากหรือต้นที่เหลืออยู่จะสามารถงอกงามให้ผลได้อีกหลายครั้ง ทั้งน้ำจะต้องมีการดูแลรักษาให้น้ำและปุ๋ยอยู่ การปลูกพืช หมุนเวียนสลับชนิดหรือปลูกผักหลายชนิดในแปลงเดียวกัน และปลูกผัก ที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นบ้างยาวข้างคละกันในแปลงเดียวกัน หรือปลูกผัก ชนิดเดียวกันแต่ทยอยปลูกครั้งละ 3 – 5 ต้น หรือประมาณว่าพอรับประทานได้ในครอบครัวในแต่ละครั้งที่เก็บเกี่ยวก็จะทำให้ผู้ปลูกมีผักสดเก็บรับประทานได้ทุกวันตลอดปี




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การเพาะเลี้ยงหนอนนก อาชีพเสริมเพิ่มรายได้ เลี้ยงง่ายประหยัดพื้นที่

การเพาะเลี้ยงหนอนนก อาชีพเสริมเพิ่มรายได้ เลี้ยงง่ายประหยัดพื้นที่

การเพาะเลี้ยงหนอนนก

การเพาะเลี้ยงหนอนนก


หนอนนก (Mealworm of Yellow mealworm) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tenebriomolitor Linnaeus วงศ์ Tenebrionidae อันดับ Coleoptera เป็นตัวอ่อนของแมลงปีกแข็ง ที่มีชื่อว่า Meal-Beetle หรือด้วงหนอนนก ลักษณะตอนเป็นหนอนมีลำตัวสีน้ำตาลอ่อน ผอมยาวเป็นรูปทรงกระบอกขนาดของหนอนเมื่อโตเต็มที่มีความกว้างลำตัว 0.28-3.2 มม. ยาว 29.35 มม. มีน้ำหนัก 0.2-0.24 กรัม ส่วนตัวเต็มวัยเป็นแมลงปีกแข็ง สีดำ ธรรมชาติของหนอนนก ไม่ชอบอากาศร้อนสภาพที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงต้องมีอากาศถ่ายเทสะดวก อุณหภูมิควรอยู่ระหว่าง 25 ถึง 35 องศาเซลเซียส ต้องมีความชื้นสูงหนอนนกมีคุณค่าทางโภ”ฯวา ‘รสูงซึ่งประกอบด้วยโปรตีน 17-19% ไขมัน 7-14% จึงนิยมนำมาใช้เป็นอาหาร นก ไก่ ปลาสวยงาม ปลาดุก กบรวมไปถึงสัตว์เลี้ยงอื่นๆ อย่างแพร่หลาย



ตัวเมียที่โตเต็มวัยความยาวประมาณ 1.5-1.8 เชนติเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้เมื่อใช้มือบีบที่บริเวณก้นของตัวผู้จะเห็นติ่งแหลม 2 ติ่ง ตัวเมียที่โตเต็มวัย 1 ตัว มีอายุการวางไข่ประม น 40-50 วัน โดยวางไข่วันละ 1-2 ฟอง ซึ่งไข่จะมีความกว้าง 0.8-1.8 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.5-2.0 มิลลิเมตร

วงจรชีวิตของหนอนนก

วงจรชีวิตของหนอนนก แบ่งได้ดังนี้

  • ระยะเวลาที่เป็นไข่ 5-7 วัน จึงฟักเป็นตัวหนอน
  • ระยะการเจริญเติบโตของตัวหนอน
    • 45-50 วัน เป็นหนอนขนาดเล็ก
    • 50-75 วัน เป็นหนอนขนาดกลาง
    • 75-90 วัน เป็นหนอนขนาดใหญ่
  • ระยะเวลาที่เป็นดักแด้ 5-7 วัน
  • ระยะที่เป็นตัวเต็มวัย 95-180 วัน

อุปกรณ์การเพาะเลี้ยง

  • ถาดอลูมิเนียมหรือถาดพลาสติก มีชอบสูงประมาณ 2-3 นิ้ว
  • ชั้นเลี้ยงสำหรับวางถาด
  • ผ้าสำลีหรือผ้าขาวบาง สำหรับชุบน้ำ
  • อาหารสำหรับเลี้ยงหนอน เช่น อาหารไก่ รำข้าวสาลี
  • ตะแกรงสำหรับร่อนตัวหนอน

ขั้นตอนและวิธีการเลี้ยง

  • เตรียมถาดสำหรับเลี้ยงหนอนนก โดยใส่อาหารหนาประมาณ 1 เชนติเมตร เพื่อช่วยในการรักษาอุณหภูมิและความชื้นได้ดี ระหว่างการเลี้ยงอาจมีการเสริมอาหาร ด้วยผักหรือผลไม้หั่นเป็นชิ้นบางๆ เช่น ฟักทอง มันแกว ฝรั่ง แตงกวา มะละกอดิบ กล้วยน้ำว้าดิบ ผักกาดขาว หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำวางบนอาหารที่เตรียมไว้ เพื่อให้หนอนได้กินแทนการให้น้ำโดยตรง ควรระวังผักหรือผลไม้เน่าเสีย ซึ่งจะทำให้เกิดหนอนแมลงวันและแมลงหวี่ได้ง่ายและจะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคต่อหนอนนก
  • นำหนอนนกมาใส่ในถาดอาหารที่เตรียมไว้ โดยใส่หนอนนก 100 กรัม/ถาด หนอนนกกินอาหารและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและถ่ายมูลออกมามาก เมื่อสังเกตเห็นว่าอาหารเกือบหมดหรือมีมูลมากให้ทำการเปลี่ยนอาหารโดยใช้ตะแกรงร่อนเอาตัวหนอนนกออกมา และเปลี่ยนอาหารใหม่ทุก 1-2 สัปดาห์ ถ้าพบตัวหนอนที่ตายแล้วควรแยกตัวที่ตายออก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อไปสู่หนอนตัวอื่น
  • เมื่อหนอนนกเจริญเติบโตเต็มที่แล้วก็จะลอกคราบเป็นดักแด้ซึ่งช่วงนี้จะไม่มีการกินอาหารให้แยกดักแด้ออกมาไว้ในถาดใหม่ ดักแด้ลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยใช้ระยะเวลาประมาณ 5-7 วัน
  • แยกตัวเต็มวัยซึ่งเป็นแมลงปีกแข็งออกมาใส่ถาดใหม่ที่เตรียมอาหารไว้ แมลงในระยะแรกมีสีขาว หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและกลายเป็นสีดำเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ ใส่แมลงปีกแข็งเฉลี่ย 60-300 ตัว/ถาด แมลงจะเริ่มผสมพันธุ์ หลังจากออกจากดักแด้ประมาณ 7 วัน โดยจะมีการวางไข่ประมาณวันละ 1-2 ฟอง อายุการวางไข่ประมาณ 40-50 วัน
  • ในถาดเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ให้ใส่ผ้าขาวบางที่ตัดเป็นชิ้นๆ ขนาด 5X5 เชนติเมตร บนอาหารที่เลี้ยงเพื่อให้แม่พันธุ์แมลงวางไข่และจะทำการเปลี่ยนผ้าทุกๆ 3-5 วัน หรือใช้กระดาษพับไปพับมาเป็นสันคล้ายพัด วางลงบนอาหารให้แมลงวางไข่ในร่องกระดาษได้
  • ย้ายผ้าขาวบางหรือกระดาษที่มีไข่ออกมาไว้ในถาดอาหารใหม่  เพื่อให้ไข่ฟักเป็นตัวหนอนซึ่งใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน จากนั้นหนอนจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมีการลอกคราบ 10-14 ครั้ง หรือมีอายุ 1-2 เดือน ก็สามารถจำหน่ายได้ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกขนาดที่เหมาะสมใช้เป็นอาหารสัตว์น้ำวัยอ่อนจนถึงโตเต็มวัยได้ ส่วนหนอนที่มีอายุเกิน 60 วัน เปลือกของหนอนจะเริ่มแข็งจึงไม่นิยมนำมาใช้เป็นอาหาร

ศัตรูที่สำคัญ ได้แก่ มอดแป้ง (Tribolium costaneum) มด แมลงสาบ ที่อาจติดมากับอาหาร ดังนั้นควรอบอาหารที่อุณหภูมิประมาณ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง หรืออาจนำอาหารมาคั่วแทนการอบได้แล้วทิ้งไว้จนอุณหภูมิปกติก่อนนำมาเป็นอาหารหนอนนก ศัตรูอื่นๆ ได้แก่ จิ้งจก นก และหนู

ต้นทุนการเลี้ยงหนอนนก

การผลิตหนอนนก 1 กิโลกรัม นั้นใช้ต้นทุนประมาณ 70 บาท ใช้เวลาการผลิต 8-9 สัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันหนอนนกราคากิโลกรัมละ 150-200 บาท (ขึ้นอยู่กับตลาด) และสถานที่ในการส่ง หรือผู้เลี้ยงอาจจะทำการตลาดออนไลน์ผ่านช่องทางต่างๆ ก็ได้เพื่อเพิ่มยอดขาย เช่น Facebook , ลาซาด้า เป็นต้น

ที่มา : กองวิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ กรมประมง โทร. 0 2579 9525, 0 2940 6130-45 ต่อ 4517




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แบบบ้านสไตล์ทรอปิคอล สวยมีเอกลักษณ์ พร้อมระเบียงหน้าบ้าน

แบบบ้านสไตล์ทรอปิคอล สวยมีเอกลักษณ์ ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง 1 ห้องครัว พร้อมระเบียงหน้าบ้าน

แบบบ้านสไตล์ทรอปิคอล

แบบบ้านสไตล์ทรอปิคอล


สวัสดีครับ ทุกท่าน พบกันอีกเช่นเคยกับแบบบ้านสวยๆ เป็นประจำทุกวัน สำหรับวันนี้เรามีผลงานการก่อสร้างของทีมงาน “รับสร้างบ้าน ราคาประหยัด By SK Home” มาให้สมาชิกได้ชมผลงานกัน พร้อมแล้วไปชมกันเลยครับ





ผลงานและรูปภาพ : รับสร้างบ้าน ราคาประหยัด By SK Home
สถานที่ก่อสร้าง : อำเภอคลองสามวา กรุงเทพมหานครฯ
เรียบเรียง :withikaset.com

รับสร้างบ้าน ราคาประหยัด By SK Home

บ้านหลังสไตล์โมเดิร์นนี้สวยงาม อลังการสีสวยโดดเด่นลงตัวมาก ไม่ใช่แค่สวยภายนอกเท่านั้นนะคะ ภายในก็สวยงามหรูหราเช่นเดียวกันที่สำคัญใช้งบประมาณไม่แพงมากอีกด้วย  สวยงามโดดเด่นสะกดทุกสายตา ประกอบด้วย ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงรับแขก 1ห้องครัว ทุกตารางนิ้วของบ้านหลังนี้ออกแบบจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้สวยงามลงตัวเป็นอย่างมาก

แบบบ้านสไตล์ทรอปิคอล

แบบบ้านสไตล์ทรอปิคอล




แบบบ้านสไตล์ทรอปิคอล

แบบบ้านสไตล์ทรอปิคอล รับสร้างบ้าน ราคาประหยัด By SK Home

หน้าบ้านมีลานคอนกรีตพิมพ์ลายขนาดใหญ่ ใช้เป็นลานอเนกประสงค์และเป็นการง่ายต่อการทำความสะอาด และตกแต่งด้วยต้นไม้น่ารัก ๆ เพิ่มเติม




บ้าน

ส่วนห้องครัว ปูพื้นด้วยกระเบื้องสีเทาอ่อน ผนังภายในตกแต่งด้วยโทนสีฟ้าอ่อนพร้อมกรุด้วยกระเบื้องลายกราฟฟิคโทนสีขาวเทา และมีการติดตั้งเคาน์เตอร์ครัวแบบชิดติดผนังกรุด้วยกระเบื้องสีขาวพร้อมบานเปิดตู้ครัวสีน้ำตาลเข้ม ภายในห้องครัวมีประตูบานเปิดสีน้ำตาลที่สามารถออกไปยังหลังบ้านได้

ส่วนห้องน้ำห้องนี้ตกแต่งผนังภายในด้วยกระเบื้องลายอิฐโทนสีเทาอ่อนสลับสีขาวพร้อมติดตั้งหน้าต่างบานเล็กไว้ระบายอากาศ ภายในยังมีการติดตั้งเครื่องใช้สุขภัณฑ์แบบครบครัน

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบเ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ



ช่องทางการติดต่อ
Facebook : รับสร้างบ้าน ราคาประหยัด By SK Home
(ให้คำปรึกษา งานออกแบบ เขียนแบบก่อสร้าง ฟรี!!!)

โทรศัพท์ : 
098-0969292

ID Line : trust_home
E-mail : rattawat2525@gmail.com


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

หินสามวาฬ ที่เที่ยวสุดอันซีน จ.บึงกาฬ ที่ต้องห้ามพลาด

หินสามวาฬ ที่เที่ยวสุดอันซีน จ.บึงกาฬ ที่ต้องห้ามพลาด

จ.บึงกาฬ

ภาพสวยๆจาก https://fridayvacation.com

หินสามวาฬ จ.บึงกาฬ





หินสามวาฬ ตั้งอยู่ในภูสิงห์ ตำบลโคกก่อง อำเภอบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ มีลักษณะเป็นโขดหินทรายขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายปลาวาฬ แยกออกเป็น 3 ก้อน ขนาดลดหลั่นกันไป มองดูแล้วคล้ายเป็นปลาวาฬ พ่อ-แม่-ลูก กำลังว่ายน้ำอยู่เคียงกัน สวยงามแปลกตามากๆ  นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมวิวและชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม มองเห็นผืนป่ากว้างไกลและยังเห็นแม่น้ำโขงอีกด้วย ซึ่งถ้าใครจะแวะเที่ยวที่นี่ในช่วงหน้าฝน ขอแนะนำให้เลือกใส่รองเท้าที่มีดอกยางเยอะๆ เกาะพื้นได้ดีซักหน่อย จะได้เดินเที่ยวสบายๆ ไม่ต้องกลัวลื่น ไปชมถาพความสวยงามกันครับ

หินสามวาฬ จ.บึงกาฬ

หินสามวาฬ

หินสามวาฬ จ.บึงกาฬ

หินสามวาฬ

ที่ตั้ง ต.โคกก่อง อ.บึงกาฬ จ.บึงกาฬ ภูสิงห์

การเดินทาง : ถ้าใครนำรถส่วนตัวเป็นกระบะ 4×4 สามารถนำรถของตัวเองขึ้นไปได้เลย เพราะทางค่อนข้างสมบุกสมบัน แต่ถ้าไม่มีก็สามารถใช้บริการจากเจ้าหน้าที่ราคาคันละ 500 บาท นั่งได้หลายคนทีเดียว
ติดต่อโทร. 0817080734
พิกัด GPS : https://goo.gl/maps/8SPdEiYphNS75LFx9




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เที่ยว!! พิพิธภัณฑ์สิรินธร ชมสุสานไดโนเสาร์ล้านปี จ.กาฬสินธุ์

เที่ยว!! พิพิธภัณฑ์สิรินธร ชมสุสานไดโนเสาร์ล้านปี จ.กาฬสินธุ์

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

พิพิธภัณฑ์สิรินธร


พิพิธภัณฑ์สิรินธร เดิมเป็นศูนย์วิจัยไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ในปี พ.ศ.2537 พบโครงกระดูกของไดโนเสาร์กินพืช ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ในบริเวณที่เป็นหลุมขุดค้นปัจจุบัน โดยพระครูวิจิตรสหัสคุณ เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2537 เป็นต้นมา คณะสำรวจไดโนเสาร์จากกรมทรัพยากรธรณีจึงได้เริ่มทำการขุดค้นอย่างเป็นระบบ และพบว่า ภูกุ้มข้าว เป็นแหล่งที่พบโครงกระดูกไดโนเสาร์กินพืชที่มีความสมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย มีการพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ขนาดต่างๆ เป็นกระดูกชนิดกินพืชมากกว่า 7 ตัว จำนวนกระดูกมากกว่า 700 ชิ้น ที่สำคัญคือ พบชิ้นส่วนของหัวกระโหลก ฟันและกราม และโครงกระดูกที่เรียงรายต่อกัน เกือบจะสมบูรณ์ทั้งตัวอยู่ด้วย โครงกระดูกทั้งหมดอยู่ในชั้นหินที่วางตัวอยู่บนไหล่เขาของภูกุ้มข้าวซึ่งมีรูปร่างคล้ายลอมฟาง มีความสูงประมาณ 240 เมตร





เมื่อปี พ.ศ.2538 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาทอดพระเนตรซากกระดูกไดโนเสาร์ ทรงจัดตั้งโครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าวขึ้น โดยให้มีการสร้างอาคารหลุมขุดค้นชั่วคราวเพื่อใช้ป้องกันซากโครงกระดูก ในปี พ.ศ.2539 กรมทรัพยากรธรณีได้สร้างอาคารวิจัยขึ้น โดยมีพื้นที่ใช้งานจำนวน 375 ตารางเมตร เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำการอนุรักษ์ ศึกษาวิจัย และเก็บรวมรวมซากดึกดำบรรพ์ที่สำรวจพบในประเทศไทย

ในปี พ.ศ.2550 ได้เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว หรือ พิพิธภัณฑ์สิรินธรถือเป็นศูนย์วิจัยเกี่ยวกับไดโนเสาร์และพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศไทย โดยได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีว่า “พิพิธภัณฑ์สิริธร”

พิพิธภัณฑ์สิรินธรมีอาคารจัดแสดงนิทรรศการ จำนวน 2 อาคาร อาคารแรกจัดแสดง 2 ส่วน คือ นิทรรศการถาวรและนิทรรศการชั่วคราว เริ่มจากชั้นที่ 2 ใช้โถงพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ บริเวณโถงมีการจัดแสดงหุ่นจำลองไดโนเสาร์สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส และข้อมูลเกี่ยวกับธรณีวิทยาของประเทศไทย ภายในนิทรรศการถาวรแบ่งพื้นที่ออกเป็น 8 โซน

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

ขอบคุณรูปภาพสวยๆ จาก Facebook/สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

ขอบคุณรูปภาพสวยๆ จาก Facebook/สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

ขอบคุณรูปภาพสวยๆ จาก Facebook/สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

ขอบคุณรูปภาพสวยๆ จาก Facebook/สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์



ที่อยู่และเบอร์ติดต่อ

เลขที่ 200 หมู่ที่ 11 ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ 46140
โทรศัพท์ : 043-871 014 / 043-871 393 – 4 / 043-871 612 – 6
โทรสาร : 043-871 614
เว็บไซต์ : http://www.sdm.dmr.go.th/website
อีเมล : SDMK@DMR.MAIL.GO.TH

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เมนู แกงป่าปลาดุก รสจัดจ้าน อร่อยแบบไทยๆ

เมนู แกงป่าปลาดุก รสจัดจ้าน อร่อยแบบไทยๆ

แกงป่าปลาดุก

แกงป่าปลาดุก


เมื่อเราพูดถึงเมนูกับข้าวก็ได้กับแก้มก็ดี นั้นก็คือ แกงป่าปลาดุก ซึ่งเป็นสุดยอดเมนูอาหาร รสชาติจัดจ้าน ที่คอเหล้าคอเบียร์ต้องชอบ เพราะเข้ากันได้เป็นอย่างดี หรือที่จะเอาไว้ทานกับข้าวก็ได้ เอาละครับ ถ้าหากอยากจะลองทำเมนูนี้ ก่อนอื่นเราก็ต้องเตรียมวัตถุดิบกันก่อน สำหรับวัตถุดิบการทำเมนูผัดเผ็ดปลาไหล ที่จะต้องเตรียม




ส่วนผสมเครื่องปรุงที่ใช้ทำแกงป่าปลาดุก

  • เนื้อปลาดุก 1 กิโลกรัม
  • พริกแกงแดง 4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 3 ช้อนชา
  • กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกชี้ฟ้า
  • ใบมะกรูด
  • พริกไทยสด
  • มะเขือ
  • ถั่วฝักยาว
  • มะเขือพวง
  • กระชายซอย
  • ใบกะเพรา

วิธีทำ

  1. นำพริกไทยสด มาหั่นครึ่ง เตรียมไว้ ตามด้วย พริกขี้ฟ้า หั่นแฉลบ เตรียมไว้ แล้วตั้งหม้อ ใส่น้ำมันลงไป จากนั้นใส่พริกแกงแดง ผัดให้มีกลิ่นหอม
  2. เติมน้ำเปล่า คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน รอจนเดือด ใส่ปลาดุก ตามลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลทราย กะปิ ใบมะกรูด มะเขือ ถั่งฝักยาว พริกชี้ฟ้า  พริกไทยสด มะเขือพวง คนให้เข้ากันดี
  3. เมื่อแกงป่าเริ่มสุก ใส่กระชายซอย ใบกระเพรา ลงไป คนจนเข้ากันดี จนเดือดอีกครั้ง ปิดเตา ตักใส่ถ้วย พร้อมเสิร์ฟ

เคล็ดลับ: ระหว่างที่ใส่ปลาดุก อย่าเพิ่งคน เพราะอาจจะทำให้มีกลิ่นคาวได้

คุณค่าทางอาหารของแกงป่าปลาดุก

โดยปลาดุก เป็นปลาน้ำจืด ที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างมากต่อร่างกาย เช่น โปรตีน, วิตามินบี 1, วิตามินบี 2, วิตามินบี 3, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส, เหล็ก, โอเมก้า3, กรดไลโนเลอิก เป็นต้น

ในแกงป่าปลาดุก มีเครื่องแกง ที่ช่วยในการขับลมในร่างกาย แก้ท้องอืด ตัวปลาดุก เป็นเนื้อปลา ที่ไม่มีไขมัน ดีต่อร่างกายอย่างมาก มีโอเมก้าสูงที่มีไขมันไม่อิ่มตัว แคลอรี่ต่ำ สามารถไปซ่อมแซมส่วนที่สีกหรอ ในร่างกาย ได้เป็นอย่างดี


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ปลูกคะน้า ไว้รับประทานง่ายๆ ปลอดสารพิษ

ปลูกคะน้า ไว้รับประทานง่ายๆ ปลอดสารพิษ

ปลูกคะน้า

ปลูกคะน้า


ผักคะน้า เป็นพืชที่สามารถเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี ในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำเพียงพอ และ สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด ทั้งดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย หากเพิ่มธาตุอาหารที่จำเป็นในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ที่ย่อยสลายดีแล้ว โดยพันธุ์ที่นิยมปลูกมากสุดในปัจจุบันจะเป็นพันธุ์ดอกขาวซึ่งเป็นพันธุ์คะน้าจีน ที่มีการสั่งเมล็ดเข้ามาปรับปรุงเป็นพันธุ์การค้าที่แพร่หลายในปัจจุบัน แม้จะเป็นพืชผักที่สามารถเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปีก็ตาม แต่จะได้ผลผลิตดีสุดในเดือนตุลาคม-เมษายน




ประโยชน์คะน้า

  • เป็นแหล่งผักอาหารที่สำคัญ และนิยมนำมาบริโภคเป็นอาหารได้หลากหลายชนิด
  • เป็นแหล่งอาหารเสริมแคลเซียม เนื่องจากมีปริมาณแคลเซียมสูงเมื่อเทียบกับผัก ผลไม้ชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ และหลังคลอดใหม่ๆ
  • ช่วยบำรุง และเสริมสร้างกระดูก และฟัน
  • ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน กระดูกเสื่อมในวัยผู้สูงอายุ โรคโลหิตจาง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ช่วยให้แผลหายเร็ว ช่วยในการมองเห็น และบำรุงตา
  • ช่วยเพิ่มปริมาณสารอิเล็กโทรไลต์ของแคลเซียมในร่างกาย ทำให้ระบบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับแคลเซียม และเหล็กทำงานปกติ เช่น การทำงานของระบบฮอร์โมน เอนไซม์ เลือด การควบคุมน้ำตาลในเลือด กล้ามเนื้อ และกล้ามเนื้อหัวใจ และระบบกระดูก

การเพาะกล้า

  • การเตรียมแปลงเพาะ แปลงเพาะกล้าควรมีขนาดกว้าง 1 เมตร ส่วนความยาวตามความเหมาะสม
  • การเตรียมดินบนแปลงเพาะกล้า ควรขุดไถพรวนดินอย่างดี ตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน ย่อยหน้าดิน ให้ละเอียด แล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วให้มาก คลุกเคล้าให้เข้ากับดินให้ทั่ว
  • การเพาะ หว่านเมล็ดให้กระจายสม่ำเสมอทั่วแปลง กลบเมล็ดด้วยดินหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวดีแล้วให้หนาประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งบางๆ รดน้ำให้ชุ่มด้วยบัวรดน้ำ
  • การดูแลต้นกล้า ต้นกล้าจะงอกภายใน 7 วัน ควรดูแลต้นกล้า ถอนต้นที่อ่อนแอ ไม่แข็งแรง หรือเบียดกันแน่นทิ้งไป ผสมสารละลายสตาร์ทเตอร์โวลูชั่นในน้ำแล้วนำไปรด เพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรงสมบูรณ์ ดูแลป้องกันโรคแมลงที่เกิดขึ้น เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 25-30 วัน จึงทำการย้ายไปปลูกในแปลงปลูกต่อไป

วิธีการปลูก

การปลูกคะน้านิยมปลูก 2 แบบ คือ

  • แบบหว่านกระจายทั่วแปลง เหมาะสำหรับแปลงปลูกขนาดใหญ่ ทำเป็นการค้า
  • แบบแถวเดียว เหมาะสำหรับแปลงปลูกขนาดเล็กหรือผักสวนครัว เตรียมดินโดยการใช้แรงงานคนให้น้ำโดยใช้บัวรดน้ำ ระยะปลูก ควรให้มีระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถวประมาณ 20 X 20 เซนติเมตร

การเตรียมแปลงปลูก มีวิธีการดังนี้

การเตรียมแปลงปลูกคะน้ามักปลูกในแปลงที่ยกร่องสูงเหมือนกับการปลูกผักชนิดอื่นๆ

  • ระดับแปลงควรสูงอย่างน้อย 20-30 ซม. กว้าง 2-3 เมตร ขนาดความยาวตามความเหมาะสม
  • ทำการกำจัดวัชพืช และหว่านโรยด้วยปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ 1000 กก./ไร่ ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 20 กก./ไร่
  • ทำการไถกลบแปลง และตากแดดประมาณ 5-10 วัน
  • ทำการไถพรวนแปลงอีกครั้งก่อนปลูก และตากดินประมาณ 3-5 วัน

การให้น้ำ

คะน้าต้องการน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ เนื่องจากมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นควรปลูกในแหล่งที่มีน้ำอย่างเพียงพอ การให้น้ำให้ใช้ฝักบัวฝอยรดให้ทั่วและให้ชุ่ม ในเวลาเช้าและเย็น หรือเป็นการให้น้ำด้วยระบบสปริงเกอร์

การใส่ปุ๋ย

คะน้าต้องการปุ๋ย ที่มีธาตุไนโตรเจนสูง อาจใส่ปุ๋ยสูตร 12-8-8 หรือ 20-11-11 ในอัตราประมาณ 100 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินและปริมาณปุ๋ยคอกที่ใช้โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ หลังจากถอนแยกครั้งแรกและหลังจากถอนแยกครั้งที่ 2

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

อายุการเก็บเกี่ยว ของคะน้าอยู่ที่ประมาณ 45-55 วันหลังปลูก คะน้าที่ตลาดต้องการมากที่สุดคือ คะน้าที่มีอายุ 45 วัน แต่คะน้าที่มีอายุ 50-55 วัน เป็นระยะที่เก็บเกี่ยวได้น้ำหนักมากกว่า วิธีการเก็บเกี่ยวคะน้าทำได้ดังนี้

  • ใช้มีดคมๆ ตัดให้ชิดโคนต้น ตัดไล่เป็นหน้ากระดานไปตลอดทั้งแปลง
  • หลังตัดแล้วบางแห่งมัดด้วยเชือกกล้วยมัดละ 5 กิโลกรัม บางแห่งก็บรรจุเข่ง แล้วแต่ความสะดวกในการขนส่ง

ผักคะน้า

การเก็บเกี่ยวคะน้าให้ได้คุณภาพดี รสชาติดี และสะอาด ควรปฏิบัติดังนี้

เก็บในเวลาเช้าดีกว่าเวลาบ่าย ใช้มีดเล็กๆ ตัด อย่าเก็บหรือเด็ดด้วยมือ และอย่าปล่อยให้ผักแก่เกินไป หลังเก็บเกี่ยวเสร็จควรนำผักเข้าที่ร่ม วางในที่โปร่งและอากาศเย็น

ที่มา | www.allkaset.com ,  www.sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 120 ต.ร.ม.

แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1ห้องครัว พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 120 ต.ร.ม. งบก่อสร้าง 1,680,000 บาท

แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น






สวัสดีครับ วันนี้เรามี แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม บ้านที่น่าอยู่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดและแบบบ้านเท่านั้น การนำสิ่งของมาประดับตกแต่งก็มีความสำคัญมากๆ วันนี้เราจึงขอพากทุกท่านไปรู้จักกับบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ที่ภายในประกอบด้วย 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 มีพื้นที่ใช้สอย 120 ตารางเมตร ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างอยู่ที่ 1,680,000 บาท บ้านหลังนี้ตกแต่งภายในอย่างสวยงามน่าอยู่ ก่อสร้างที่ ต.หนองโน อ.เมือง จ.สระบุรี จากทีมงาน สร้างบ้านสระบุรี&รวยก่อสร้าง รายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : สร้างบ้านสระบุรี&รวยก่อสร้าง
สถานที่ก่อสร้าง : ต.หนองโน อ.เมือง จ.สระบุรี
เรียบเรียง : withikaset.com

แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น

สร้างบ้านสระบุรี&รวยก่อสร้าง

ลักษณณะภายนอกของบ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียวสไตลโมเดิร์น ตัวบ้านยกพื้นสูงเล็กน้อย ออกแบบหลังคาให้เป็นทรงเพิงหมาแหงนซ้อนระดับมุงด้วยเมทัลชีท จากนั้นติดตั้งฝ้าเพดานชายคาสีขาวแบบมีรูระบายอากาศ แล้วเลือกใช้ไม้ฝาสีน้ำตาลกรุผนังใต้ชายคา ส่วนตัวบ้านฉาบเรียบและทาทับด้วยสีชมพูอ่อนๆ ต่อหลังคายื่นมาด้านหน้าเพื่อใช้เป็นเฉลียง เป็นหลังคาที่มุงด้วยเมทัลชีท ส่วนประตูหน้าบ้านเป็นบานกระจกขนาดใหญ่สวยงาม แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น

ภาพประตูหน้าบ้าน ที่เข้ากับพื้นระเบียงที่ปูด้วยสีน้ำตาล ผนังข้างประตูเป็นปูด้วยหินอ่อน ที่เฉลียงนี้เหมาะสำหรับนั่งพักผ่อน พักกาย พักใจ ด้านข้างที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างระเบียง กั้นด้วยเหล็กระแนงสีขาวอย่างสวยงาม

พื้นรอบๆบ้านเทด้วยปูนซีเมนต์อย่างดี เป็นการเสริมฐานบ้านให้แข็งแรง อีกทั้งยังง่ายต่อการทำความสะอาดและการเดินสัญจรไป-มา





ออกแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังคาเพิงแหงน ตัวบ้านใช้โทนชมภูอ่อนๆ ตัดสีน้ำตาล และ ขาว   ดูกลมกลืนเข้ากันดี

บัญชีราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงาน ปีงบประมาณ 2563  โดย ​กลุ่มออกแบบและก่อสร้าง สำนักอำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน >> https://www.yotathai.com/passadu/cost-build-63

แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น

ในบ้านมีห้องโถงขนาดกว้าง ปูพื้นด้วยกระเบื้องสีเทาอ่อนๆ มันวาว ผนังบ้านสีขาวล้วน สะอาดและสบายตา ฝ้าด้านบนเลือกใช้ฝ้าหลุมสีขาว ที่ตกแต่งขอบด้วยไม้สน้ำตาล ด้านในมีไฟดาวน์ไลท์ทรงกลมประดับตามจุดต่างๆอย่างสวยงาม ซึ่งเพิ่มแสงสว่างให้ห้องได้มากขึ้น ห้องต่างๆอยู่ด้านข้าง เพราะมีห้องโถงทอดยาวไป  นอกจากนี้ยังมีหน้าต่างเพื่อช่วยระบายอากาศภายในให้ปลอดโปร่ง ถ่ายเทสะดวก




ห้องนอนปูพื้นด้วยกระเบื้องลายไม้สีน้ำตาล ผนังสีขาวอ่อนช่างดูสบายตา ขอบประตูนั้นเป็นสีดำ โดดเด่น ด้านบนเป็นฝ้าเรียบสีขาว มีไฟดาวน์ไลท์ประดับไว้ใช้งาน ในห้องสามารถนำเครื่องเฟอร์นิเจอร์มาจัดวางได้อย่างง่ายดาย เพราะมีพื้นที่เยอะ

ภายโซนห้องครัวนั้นก็สวยไม่แพ้จุดอื่น พื้นห้องเป็นสีน้ำตาลลายไม้มันวาว ก่อเคาน์เตอร์รูปทรงตัวซีไว้ใช้งาน โดยด้านบนปูท็อปด้วยกระเบื้องสีดำ มีซิงค์ล้างจานสแตนเลสแบบ 1 หลุม และเตาแก๊ส ด้านล่างกรุด้วยกระเบื้องลายอิฐสีเทา มีชั้นวางของและดีไซน์ให้เป็นตู้ สามารถเก็บบรรจุของได้มากมาย ที่ผนังติดตั้งหน้าต่างกระจกบานใหญ่ แล้วนำกระเบื้องสีขาวกรุผนังไว้

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบเ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก สร้างบ้านสระบุรี&ทีมงานรวยก่อสร้าง

  • พิกัด : ต.หนองโน อ.เมือง จ.สระบุรี
  • ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องครัว 2 ห้องน้ำ
  • พื้นที่ใช้สอย 120 ตรม.
  • ราคา 1,680,000 บาท
  • ราคาจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอยู่ที่การเลือกใช้วัสดุและระยะทางหน้างาน
  • ติดต่อ : 0636191556
  • id line : ruuay168

หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เตาเผาถ่าน 200 ลิตร (แบบตั้ง)

เตาเผาถ่าน 200 ลิตร (แบบตั้ง)

เตาเผาถ่าน 200 ลิตร

เตาเผาถ่าน 200 ลิตร มีประสิทธิภาพสูงกว่าเตาแบบดั้งเดิม เตาประเภทนี้อาศัยความร้อนไล่ความชื้นในเนื้อไม้ที่อยู่ในเตา ทำให้ไม้กลายเป็นถ่าน เรียกว่า กระบวนการคาร์บอนไนเซชั่น(Carbonization) โครงสร้างเป็นระบบบิด สามารถควบคุมอากาศได้ จึงไม่มีการลุกติดไฟของเนื้อไม้ ดังนั้นถ่านที่ได้จึงมีคุณภาพสูง เกิดขี้เถ้าน้อย และผลพลอยได้จากกระบวนการเผาถ่านอีกอย่างหนึ่ง คือ น้ำส้มควันไม้ (Wood Vinegar)




ลักษณะเด่น ด้านวัตถุดิบและอุปกรณ์

  • ไม้ที่นำมาใช้ทำเป็นเชื้อเพลิงหาง่าย สามารถใช้เศษไม้ชนิดต่างกับได้ และใช้เชื้อเพลิงน้อยประมาณ 4 กิโลกรับต่อ 1 ครั้ง
  • สามารถใช้ไม้ขนาดเล็กมาผาเป็นถ่านได้ ลดปัญหาด้านการตัดไม้ทำลายป่า
  • อุปกรณ์ที่ใช้งานการสร้างสามารถหาซื้อได้ง่าย
  • ตัวเตาดูแลรักษาง่าย อายุการใช้งานนาน ประมาณ 1-2 ปี หรือ ประมาณ 100-150 ครั้งของการเผา แต่หากมีการสร้างโรงเรือน เพื่อป้องกันน้ำ จะสามารถยืดอายุการใช้งานได้

ด้านกรรมวิธีการผลิต

  • ใช้เวลาทำการเผาสั้นประมาณ 16 ชั่วโมง หรือน้อยกว่านั้นหากไม่ต้องการเก็บน้ำส้มควันไม้
  • สามารถควบคุมอากาศได้ตลอดเวลาของการเผา
  • เกิดขี้เถ้าน้อย ประมาณ 0.1 กิโลกรัม ต่อ ครั้ง
  • ใช้แรงงานน้อย สามารถดำเนินการได้โดยใช้แรงงาน 1 คน

ด้านผลผลิต

  • ได้ถ่านคุณภาพสูง ดีต่อสุขภาพ เพราะมีกระบวนการทำถ่านให้บริสุทธิ์ กำจัดน้ำมันดิบ (ทาร์) ออกจากเนื้อไม้
  • ได้ปริมาณผลผลิตถ่านดี ประมาณ 20-23% โดยน้ำหนัก ของปริมาณไม้ที่นำมาเผา
  • ได้น้ำส้มควันไม้ ประมาณ 0.5 – 1.0 ลิตรต่อครั้ง ขึ้นกับ ความชื้น และชนิดของไม้ที่นำมาเผา

ขั้นตอนการเผาถ่านโดยใช้เตาเผาถ่าน 200 ลิตร

การเตรียมไม้ใส่เตา

  • จัดวางเตาให้ได้ระดับ ห้ามเอียง เนื่องจากหากเตาเอียงจะทำให้เก็บน้ำส้มควันไม้ได้ยาก
  • ควรแยกไม้ระหว่างไม้แห้งและไม้ดิบ ถ้าให้ดีควรตัดไม้ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์
  • ขนาดไม้ ควรแยกให้มีขนาดใกล้เคียงกัน ถ้าเป็นไม้ใหญ่ให้ใส่ด้านหน้าเตา ไม้เล็กใส่ด้านหลังเตาและให้ปลายไม้ชี้ลงเนื่องจากด้านบนความร้อนจะสูงกว่า
  • ชนิดของไม้ ควรแยกไม้เนื้ออ่อนและไม้เนื้อแข็ง ไม้ที่ใส่ในถังควรมีขนาคใกล้เคียงกับความสูงของเตาหรือยาวประมาณ 60 ซม. ควรมีขนาดใกล้เคียงกัน

เตาเผาถ่าน 200 ลิตร เตาเผาถ่าน 200 ลิตร

การเผาถ่าน

  • จุดเตาเมื่อเรียงไม้เข้าเตาเรียบร้อย ให้ทำการปิดฝาเตาให้สนิท โดยให้ท่อเร่งไฟอยู่ตรงข้ามกับช่องเชื้อเพลิงตรงกับท่อควัน
  • เริ่มทำการจุดไฟเตา บริเวณหน้าเตาที่ช่องเชื้อเพลิงโดยจุดที่จุดไฟอยู่บริเวณปากของช่องเชื้อเพลิงเดิมฟืนเรื่อยๆ ช่วงนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมง ขึ้นกับความชื้นของไม้ที่นำมาเผา

ที่มา : sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

โคก หนอง นา โมเดล เกษตรแนวใหม่ตามศาสตร์ของพระราชา

“ โคก หนอง นา โมเดล ” เกษตรแนวใหม่ตามศาสตร์ของพระราชา

โคก หนอง นา โมเดล

“โคก หนอง นา โมเดล” คือ การจัดการพื้นที่ซึ่งเหมาะกับพื้นที่การเกษตร ซึ่งเป็นผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านที่อยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติในพื้นที่นั้น ๆ โคก หนอง นา  เป็นการที่ให้ธรรมชาติจัดการตัวมันเองโดยมี มนุษย์เป็นส่วนส่งเสริมให้มันสำเร็จเร็วขึ้น อย่างเป็นระบบ ซึ่งโคก หนอง นา ซึ่งเป็นแนวทางทำเกษตรอินทรีย์และการสร้างชีวิตที่ยั่งยืน โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้




1. โคก : พื้นที่สูง ดินที่ขุดทำหนองน้ำนั้นให้นำมาทำโคก บนโคกปลูก “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ตามแนวทางพระราชดำริ ปลูกพืช ผัก สวนครัว เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ทำให้พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น เป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน ก่อนเข้าสู่ขั้นก้าวหน้า คือ ทำบุญ ทำทาน เก็บรักษา ค้าขาย และเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ปลูกที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศ

2. หนอง : หนองน้ำหรือแหล่งน้ำ ขุดหนองเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้งหรือจำเป็น และเป็นที่รับน้ำยามน้ำท่วม (หลุมขนมครก) ขุด “คลองไส้ไก่” หรือคลองระบายน้ำรอบพื้นที่ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยขุดให้คดเคี้ยวไปตามพื้นที่เพื่อให้น้ำกระจายเต็มพื้นที่เพิ่มความชุ่มชื้น ลดพลังงานในการรดน้ำต้นไม้/ทำฝายทดน้ำเพื่อเก็บน้ำเข้าไว้ในพื้นที่ให้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่โดยรอบไม่มีการกักเก็บน้ำ น้ำจะหลากลงมายังหนองน้ำและคลองไส้ไก่ ให้ทำฝายทดน้ำเก็บไว้ใช้ยามหน้าแล้ง พัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ทั้งการขุดลอก หนอง คู คลอง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง และเพิ่มการระบายน้ำยามน้ำหลาก

3. นา : พื้นที่นานั้นให้ปลูกข้าวอินทรีย์พื้นบ้าน โดยเริ่มจากการฟื้นฟูดิน ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ยั่งยืน คืนชีวิตเล็ก ๆ หรือจุลินทรีย์กลับคืนแผ่นดินใช้การควบคุมปริมาณน้ำในนาเพื่อคุมหญ้า ทำให้ปลอดสารเคมีได้ ปลอดภัยทั้งคนปลูก คนกิน ยกคันนาให้มีความสูงและกว้าง เพื่อใช้เป็นที่รับน้ำยามน้ำท่วม ปลูกพืชอาหารตามคันนา

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ