ก้อยขม เมนูอาหารพื้นบ้านอีสาน รสแซ่บ

ก้อยขม เมนูอาหารพื้นบ้านอีสาน รสแซ่บ

ก้อยขม

ก้อยขม


เมื่อไหร่ที่มีงานบุญไม่ว่าจะเป็น งานแต่ง ขึ้นบ้านใหม่ หรืองานบวช นั้นทางภาคอีสานบ้านเราจะมีเมนูหนึ่งที่ขาดไม่ได้นั้นก็คือ “ก้อยขม” หรือ ก้อยเนื้อ แล้วตามมาด้วย ต้มเนื้อ แซ่บๆ ครับ แน่นอนในบทความนี้เราจะมาพูดถึงเมนูก้อยขม กันครับ หน้าตาอาจจะดูแอบน่ากลัวสักนิด แต่บอกเลยว่าถ้าใครได้ลองเป็นต้องติดใจกันทุกคนเลยครับ วิธีทำก็ง่ายนิดเดียว ใช้ส่วนผสมเพียงไม่กี่อย่างก็อร่อยได้แล้ว เอาล่ะ ถ้าอยากรู้แล้วว่า วิธีทำก้อยเนื้อ มีขั้นตอนอะไรบ้าง ก็ตามเรามาดูกันเลยครับ



ส่วนผสม

  • เนื้อวัว
  • เครื่องในวัว
  • เลือดวัว
  • ดีวัว (ส่วนที่ทำให้ก้อยขม)
  • ข้าวคั่ว
  • พริกป่น
  • น้ำปลา
  • มะนาว
  • ผงชูรส (ไม่ใส่ก็ได้)
  • ต้นหอม ,ผักชีฝั่ง, ใบสะระแหน่, ใบมะกรูด

ขั้นตอนการทำ

  • เริ่มจากการนำเนื้อวัวมาสับให้ละเอียด แต่ไม่ต้องมาก แล้วนำไปใส่หม้อหรือถ้วยสำหรับผสมเตรียมไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นนำเครื่องใน ซึ่งได้แก่ ตับวัว ผ้าขี้ริ้ว คันแทนา มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ พอดีคำ ใส่ในหม้อรวมกับเนื้อที่สับ
  • หั่นผักหอมแดงซอย  ผักชีซอย ใบมะกรูด ใส่ในหม้อ ตามด้วยข้าวคั่ว คนให้เข้ากัน แล้วใส่ดีวัว น้ำปลา ผงชูรส ส่วนผงชูรสนี่ไม่ใส่ก็ไม่ได้เดี๋ยวไม่แซ่บ คลุกเคล้าให้เข้ากัน โรยหน้าด้วยกระเทียมกับพริกขี้หนูสด หรือเขาเรียกว่า ลูกโดด จากนั้นชิมรสว่าแซ่บนัวหรือยัง และแล้วก็เสร็จสำหรับก้อยขม

เป็นยังไงบ้างครับกับการทำ เมนูก้อยขม ง่ายไหมล่ะครับ แต่ถ้าหากว่าท่านใด ที่ไม่ชอบทานดิบ ก็แนะนำให้เป็น ก้อยขมสุก โดยการนำไปคั่ว แต่ต้องเติมเลือดเพิ่มอีกนิด คั่วประมาณ 1 นาที  สำหรับเมนูก้อย หรือ เมนูก้อยขมสุก ทานกับข้าวเหนียว และผักต่างๆเช่น โหระพา กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว พริกขี้หนูสด กระเทียมสด ผักกาดหิ่น รับรองได้เลยว่า ก้อยขมที่อร่อยไม่แพ้เมนูอื่นเลยครับ ที่สำคัญถ้ามีต้มเนื้อร้อนๆชักถ้วยจะเพิ่มความลงตัวและความอร่อยได้เป็นอย่างดีครับ


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ผัดเผ็ดกบนา แซ่บๆกับข้าวก็ได้กับแก้มก็ดี

ผัดเผ็ดกบนา แซ่บๆกับข้าวก็ได้กับแก้มก็ดี

ผัดเผ็ดกบนา

ผัดเผ็ดกบนา


สวัสสดีครับทุกท่านวันนี้เรามีเมนู ผัดเผ็ดกบนา ซึ่งเป็นเมนูที่เรียกว่ามีความน่าอร่อย ถ้าใครที่มีความชอบในเรื่องเมนูที่แปลกแบบนี้ จะมีความถูกใจอยู่ไม่ใช่น้อย ที่เป็นอาหารพื้นบ้าง ยิ่งเป็นคนเฒ่าคนแก่ จะนิยมกินกันมาตั้งแต่รุ่นต่อรุ่น โดยหาตามนา ตามป่า เป็นต้น โดยในปัจจุบันนี้ เป็นเมนูที่ถือว่ามีขายตามท้องตลาดทั่วไป ที่อาจจะเป็นเมนูที่ไม่ค่อยถูกใจไปทุกคน





แต่เราเชื่อว่าถ้าได้ลองกินก็จะเปลี่ยนความคิด ที่มีรสชาติแซ่บ จัดจ้าน เผ็ดร้อน ที่รับรองว่าจะถูกปากคนไทยทุกคน มีความหอมอร่อยจนต้องบอกต่อความอร่อยนี้กัน ในเรื่องของวัตถุดิบจะหาซื้อได้ไม่ยาก ที่เป็นเนื้อตามท้องตลาดสด และเครื่องที่จะมาใช้ผัดเผ็ดในราคาเป็นกัน แถมยังมีความปลอดภัย ใครที่กำลังสนใจในเมนูนี้ สามารถที่จะลองเข้าครัวฝึกทำเมนูนี้กัน มาเริ่มกันได้เลย

ส่วนประกอบและเครื่องปรุง

  • กบนา 2-3 ตัว
  • กระชายซอย
  • พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง
  • พริกไทยอ่อน
  • ใบโหรพา หรือ ใบกระเพาก็ได้
  • ใบมะกรูด
  • พริกแกงเผ็ดประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา
  • น้ำตาล (ไม่ชอบหวานก็ไหม่ต้องใส่ก็ได้)
  • ใบมะกรูด
  • ตะไคร้
  • ผงปรุงรส

สำหรับวิธีทำ

  • เริ่มจากการทำกบ เอาเครื่องในออกแล้วล้างด้วยเกลือให้หายคาว เสร็จแล้วหั่นเป็นชิ้น ๆ พอดีคำ แล้วเอามาพักให้สะเด็ดน้ำ
  • จากนั้นหั่นเครื่องเทศทั้ง พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง ตะไคร้ พริกไทยอ่อน ใบมะกรูด เด็ดโหรพาพักไว้
  • นำแป้งข้าวโพดมาคลุกกับกบ บ่ต้องเยอะมาก เอาให้กบมีแป้งจับนิดหน่อยกะพอ จากนั้นเอาไปทอด แนะนำให้ใช้กระทะเทปล่อน ใส่น้ำมันนิดหน่อย แต่ถ้าใช้กระทะธรรมดา ต้องให้กระทะร้อนก่อน แล้วค่อยใส่น้ำมัน บ่เช่นนั้นมันสิติดกระทะ ทอดพอเหลือง
  • จากนั้น เทน้ำมันทอดออกนิดหน่อย เอาพริกแกงลงคั่ว ใส่ตะไคร้หั่น ใบมะกรูดฉีก ถั่วฝักยาว และพริกไทยอ่อนลงผัด ใส่น้ำเปล่านิดหน่อยกันพริกแกงไหม้ ผัดให้เครื่องเทศหอม
  • ปรุงรส ด้วยน้ำปลา น้ำตาลตัดเค็มนิดหน่อยกะพอ ไผชอบหวานก็ใส่เยอะ ใส่ซีอิ้วขาวเพื่อให้รสชาติกลมกล่อม ผัดให้น้ำเริ่มแห้ง และผักเริ่มสุก แล้วกะใส่โหรพาลงไป
  • ใส่กบที่ทอดแล้วลงไป คนให้เครื่องปรุงเข้าเนื้อ บ่ต้องนานเดี๋ยวสิบ่กรอบ พอสีเริ่มสวย ก็ปลงลง เตรียมเสิรฟ์กับข้าวสวยฮ้อนๆ เป็นอันเรียบร้อยเด้อจ้า

เคล็ดลับ ถ้าได้กบนาจะยิ่งดีเพราะเนื้อสิแน่นและหวาน แซบกว่ากบเลี้ยง สิบอกให้

ขอขอบคุณ เว็บมาสเตอร์ อีสานไกด์ แซบนัวครัวอีสาน และ www.sarakaset.com


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ปลูกหญ้าหวานอิสราเอล สำหรับเลี้ยงสัตว์ ช่วยประหยัดต้นทุน

ปลูกหญ้าหวานอิสราเอล สำหรับเลี้ยงสัตว์ช่วยประหยัดต้นทุน

ปลูกหญ้าหวานอิสราเอล

ปลูกหญ้าหวานอิสราเอล


สวัสดีครับทุกท่าน บทความนี้เราจะมาพูดถึง หญ้าหวานอิสราเอล หรือ เนเปียร์อิสราเอล ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับเกษตรกรผู้ที่เลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น วัว ควาย จิ้งหรีด หรือ แม้แต่ตั๊กแตน เป็นต้น สำหรับหญ้าหวานอิสราเอล นั้นเหมาะอย่างยิ่งที่จะปลูกไว้สำหรับการเลี้ยงสัตว์ เพราะด้วยคุณค่าทางอาหารที่มีสูง ซึ่งจากการศึกษามา พบว่าหญ้าหวานอิสราเอลมีโปรตีนสูงถึง 20% เมื่อเทียบกับหญ้าเนเปียร์ทั่วไปที่มีโปรตีนเพียงแค่ 10% เท่านั้น  และเมื่อปลูกโตได้ที่แล้วสามารถตัดมาให้สัตว์กินได้เลยโดยไม่ต้องสับ สัตว์เคี้ยวง่าย หวาน กรอบ และติดใจ ด้วยมีรสชาติหวาน จึงเป็นที่มาของคำว่า หญ้าหวาน สำหรับสัตว์





หญ้าหวานอิสราเอล ดีสำหรับสัตว์เลี้ยงอย่างไร

สำหรับหญ้าหวานอิสราเอลนั้น เป็นหญ้าที่ให้ผลผลิตต่อไร่ที่ขั้นข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับหญ้าเภทอื่น เมื่อใช้รูปแบบการปลูกแบบเดียวกัน มีการดูแลดินและน้ำดีที่เท่ากัน หญ้าหวานอิสราเอลจะให้ผลผลิตที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจน รวมไปถึงคุณสมบัติเฉพาะของพืช ที่มีรสชาติหวาน ลำต้นกรอบ เป็นลักษณะเด่นที่สัตว์กินพืชส่วนใหญ่ต้องการ ประกอบกับสารอาหารที่อยู่มากมาย ดูจะคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์อีกหลายชนิด

ปลูกหญ้าหวานอิสราเอล

อีกทั้งการใช้เป็นอาหารสัตว์ ก็ไม่จำเป็นต้องหั่นหรือสับเป็นชิ้นเล็ก แต่สามารถให้สัตว์กินทั้งต้นได้เลยโดยไม่มีผลเสียให้เหลือทิ้งเป็นเศษ ต่างจากหญ้าเลี้ยงสัตว์อีกหลายสายพันธุ์ที่สัตว์อาจกินเฉพาะใบและลำต้นที่เป็นยอดอ่อนเท่านั้น จึงต้องมีการสับการหั่นให้เป็นชิ้นเล็ก จึงเป็นการลดต้นทุนของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

วิธีปลูก หญ้าหวานอิสราเอล

วิธีปลูกก็ไม่ยากนัก ปลูกเหมือนกับการปลูกหญ้าเนเปียร์พันธุ์ท้องถิ่นได้เลย (ลักษณะเหมือนการปลูกอ้อย) คือการใช้ท่อนพันธุ์ดี อาจนำมาชุบน้ำยาเร่งรากก่อนปลูก หรือไม่ต้องก็ได้ และควรเตรียมดินให้พร้อม 

ขั้นตอนการปลูกก็ไม่มีอะไรมาก 

  • เตรียมท่อนพันธุ์โดยทำการสับให้เหลือท่อนละ 5-6 ปล้อง
  • ระยะห่างการปลูก 1*1 เมตร
  • ใช้จอบขุดดินลึกประมาณ 10 ซม.
  • วางท่อนพันธุ์ลงดิน กลบดินแล้วใช้มือกดแน่นพอประมาณ
  • การให้น้ำเพื่อให้เกิดความชื้น

ปลูกหญ้าหวานอิสราเอล

ประมาณ 1-2 อาทิตย์ก็เริ่มแตกหน่อต้นอ่อน ไม่นานหญ้าเนเปียร์ก็งอกและแตกกอออก ระหว่างนี้ให้รดน้ำ 1-2 วันต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับความชื้นของดิน โดยปกติจะชอบอากาศเย็น และความชื้นสูงจะงอกและเจริญเติบโตได้ดี

อ้างอิง | คุณค่าทางโภชนะของหญ้า cv. Mahasarakham ภายใต้ระบบชลประทานในช่วงฤดูหนาว : https://kku.ac.th




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

20 ไอเดียชั้นวางของติดผนัง ดีไซน์สวยงามเพิ่มสีสันให้กับห้องของคุณ

20 ไอเดียชั้นวางของติดผนัง ดีไซน์สวยงามเพิ่มสีสันให้กับห้องของคุณ

ไอเดียชั้นวางของติดผนัง

ไอเดียชั้นวางของติดผนัง




สวัสดีเพื่อนๆ วันนี้เราก็มีไอเดียดีๆ มาฝากกันเหมือนเช่นเคย สำหรับวันนี้เป็น “ไอเดียชั้นวางของติดผนัง” สร้างพื้นที่เก็บของพร้อมตกแต่งบ้านไปในตัว นับเป็นอีกหนึ่งไอเดียสุดแนวนอกจากใช้งานได้แล้วยังตกแต่งบ้านได้อีกด้วย เราไปชมไอเดียกันเลย

ไอเดียชั้นวางของติดผนัง

ไอเดียชั้นวางของติดผนัง

ไอเดียชั้นวางของติดผนัง



ไอเดียชั้นวางของติดผนัง

ไอเดียชั้นวางของติดผนัง

ชั้นวางของติดผนัง

ชั้นวางของติดผนัง



ชั้นวางของติดผนัง




เป็นยังไงกันบ้างครับกับไอเดียชั้นวางของ ที่ทางเรานำมาให้รับชมเพื่อเป็นแนวทาง สามารถนำไปดัดแปลงเพื่อเพิ่มสีสันในห้องท่านได้ครับ


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเพาะเลี้ยงไรแดง ในบ่อซีเมนต์ไว้สำหรับเลี้ยงลูกปลา

การเพาะเลี้ยงไรแดง ในบ่อซีเมนต์ไว้สำหรับเลี้ยงลูกปลา

การเพาะเลี้ยงไรแดง

การเพาะเลี้ยงไรแดง






ไรแดง เป็นอาหารธรรมชาติที่ดีสำหรับการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนโดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ทั้งปลาสวยงามและปลาเศรษฐกิจ เช่นปลา ปอมปาดัวร์ปลากัด กุ้งก้ามกราม ปลากะพง ปลาบึก ปลาเทโพและปลาดุกอุย เป็นต้น ในอดีตไรแดงส่วนใหญ่รวบรวมได้จากแหล่งน้ำโสโครกตามบ้านเรือน โรงฆ่าสัตว์ หรือโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีปริมาณไม่แน่นอน ปัจจุบันไรแดงจากธรรมชาติมีปริมาณลดลงเพราะสภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆ เปลี่ยนไปในขณะที่ ความต้องการไรแดงกลับเพิ่มขึ้น ทำให้ประสบปัญหาการขาดแคลนไรแดงในการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนมากขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมงได้ศึกษาวิจัยและประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงไรแดงซึ่งเป็นการลดปัญหาการขาดแคลนไรแดงและช่วยส่งเสริมการพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงไรแดง

ปัจจัยสำคัญต่างๆ ในการเพาะไรแดง

การเพิ่มผลผลิตของไรแดงในบ่อนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการพลังงานจากแสงแดดเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ที่ทำให้ขบวนการต่าง ๆ ในภาพ ดำเนินไปด้วยดี ปุ๋ยและอาหารต่างๆ จะถูกย่อยสลายโดยบักเตรี ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อการแพร่ขยายของน้ำเขียว อีกทั้งยังทำให้เกิดขบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งจะใช้ของเสียต่างๆจำพวกแอมโมเนีย คาร์บอนไดออกไซด์ และอื่น ๆ ที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต ทำให้คุณสมบัติของน้ำดีขึ้น การหมุนเวียนของน้ำจะเพิ่มปริมาณ ออกซิเจนในน้ำซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อไรแดง การเพิ่มปริมาณน้ำเขียวมากขึ้นและการใส่ยีสต์ก็สามารถช่วยในการเพิ่มผลผลิตของไรแดงได้อย่างมหาศาล เช่นเดียวกัน

ส่วนผสมในการเพาะไรแดง

วัสดุ

  • ปูนขาว
  • กากน้ำตาล
  • ปู๋ยนา
  • รำ

อัตราส่วนผสม

  • การใช้บ่อขนาด 3×3 เมตร ใช้ปูนขาว 1.44 กิโลกรัม กากน้ำตาล 720 มิลลิกรัม ปุ๋ยนา 360 กร้ม และรำ 900 กรัม
  • การใช้บ่อขนาด 3×5 เมตร ใช้ปูนขาว 2.4  กิโลกรัม กากน้ำตาล 1.2 ลิตร ปุ๋ยนา 600 กรัม และรำ 1.4 กรัม

วิธีการเพาะเลี้ยงไรแดง มี ๕ ขั้นตอน

ซึ่งแต่ละขั้นตอนในการปฏิบัติจะมีผลต่อปริมาณและระยะเวลาใน การเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ยาวนานขึ้น ดังต่อไปนี้

  • ขั้นตอนที่ 1  การเตรียมบ่อผลิตกรณีบ่อใหม่(บ่อซีเมนต์จะต้องล้างบ่อโดยแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ ๑-๓ สัปดาห์ แล้วระบายน้ำทิ้งถ้าต้องการลดระยะเวลาใช้กรดน้ำส้มเทียมผสมน้ำในบ่อให้เต็มแช่ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน แล้วระบายน้ำทิ้งและเปิดน้ำใหม่แช่ทิ้งไว้อีก 24 ชั่วโมง ส่วนบ่อเก่าต้องล้างบ่อแล้วตากบ่อให้แห้ง
  • ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมน้ำระดับน้ำที่ใช้ประมาณ 20-30 เซนติเมตร เมื่อน้ำเริ่มเขียว หรือลงอาหารไปแล้วจึงเพิ่มเติมน้ำให้ได้ 60 เซนติเมตร
  • ขั้นตอนที่ 3 การเตรียมอาหารนำปูนขาวละลายน้ำ สาดลงบ่อเพาะไรแดงปล่อยทิ้ง 1 วัน นำปุ๋ยนา รำ กากน้ำตาล ผสมสาดลงบ่อเพาะไรแดง แล้วจึงค่อยๆกวนน้ำในบ่อเพาะทุกวัน เพื่อป้องกันตกตะกอนประมาณ 3-4 วัน น้ำจึงเริ่มออกสีเขียว
  • ขั้นตอนที่ 4 การลงพันธุ์ไรแดงเติมพันธุ์ไรแดง ไรแดง 30-40 กรัมต่อตารางเมตร
  • ขั้นตอนที่ 5 การเก็บผลผลิตการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เก็บเกี่ยวเพียงวันละครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมด คือ ครั้งแรก วันที่ 3 หรือ 4 วัน หลังจากเติมแม่พันธุ์ไรแดง การเติมอาหารให้เติมอาหารหมักที่แล้ว 2 ใน 3 ของครั้งแรกทุกวันโดยสังเกตปริมาณผลผลิตไรแดงในบ่อ

เทคนิคเสริมบางประการ

  • อาหารต้องผ่านการหมักอย่างน้อย 1 วัน ระยะเวลาที่หมักอาหารประมาณ 2-4 วัน อาหารที่หมักแล้วใช้ถุงผ้ากรองส่วนที่เป็นกากออกใช้ยืดช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยวไรแดงยาวนานขึ้น
  • กระชอนตักไรแดงควรทำเป็นถุงผ้ายาวคล้ายปลอกนอนข้าง จะทำให้รวบไรแดงได้ดีขึ้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ | ศูนย์วิจัยและพัฒนาและพัฒนาการเพาะเลี้ยง สัตว์น้ำจืดนราธิวาส




 บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แกงส้มชะอมไข่ใส่กุ้งสด อาหารไทยรสเด็ด พร้อมวิธีทำ

แกงส้มชะอมไข่ใส่กุ้งสด อาหารไทยรสเด็ด พร้อมวิธีทำ

แกงส้มชะอมไข่ใส่กุ้งสด

แกงส้มชะอมไข่ใส่กุ้งสด


“แกงส้มชะอมไข่ใส่กุ้งสด อาหารไทยรสเด็ด” สูตรอาหารยอดนิยม สำหรับเมนูอาหารที่จะนำมาแนะนำในบทความนี้ เราขอนำเสนอ อาหารพื้นเมือง อาหารภาคกลาง นั้นก็คือ แกงส้มชะอมไข่ใส่กุ้งสด บอกเลยว่าถึงหน้าตาอาจจะดูอลังการ เหมือนทำยาก แต่ที่จริงแล้วทำไม่ยากอย่างที่คิด แค่มีใจอยากเข้าครัว คว้าผ้ากันเปื้อน เตรียมวัตถุดิบรับรองว่าอร่อยแน่นอน ตามเราไปจดสูตร แล้วทำไปพร้อมๆ กันเลย

ส่วนผสมสำหรับทำแกงส้มชะอมไข่ใส่กุ้งสด

  • ไข่ไก่ 4 ฟอง
  • กุ้งสด 15 ตัว
  • เนื้อปลาต้มสุก 1 ตัว (ปลาอะไรก็ได้) หรือไม่ใส่ก็ได้
  • ชะอมเด็ดยอด 1 ถ้วย / 1กำ
  • น้ำพริกแกงส้ม 3 ช้อนโต๊ะ (หาซื้อได้ตามตลาด)
  • น้ำมะขามเปียก 2 ทัพพี
  • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 3 ถ้วย
  • ผงชูรส (ไม่ใส่ก็ได้)
  • น้ำมันพืช สำหรับทอด

วิธีทำแกงส้มชะอมไข่ใส่กุ้งสด

  • เริ่มจากการตอกไข่ใส่ชาม ตีให้เข้ากัน แล้วใส่ชะอมลงคนพอเข้ากัน จากนั้นนำไปทอดในน้ำมันร้อนด้วยไฟกลางจนสุกเหลือง ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน หั่นเป็นชิ้นพอคำ เตรียมไว้
  • แกะเปลือกกุ้ง ผ่าหลังเอาเส้นดำออก ล้างน้ำเสร็จแล้วนำไปแช่น้ำที่ผสมกับน้ำส้มสายชูทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างน้ำออกให้สะอาดแล้วพักไว้
  • โขรกพริกแกงส้มกับเนื้อปลาต้มสุกให้เข้ากัน แล้วตั้งหมอใส่น้ำลงไป ตักพริกแกงที่โขรกกับเนื้อปลาลงไปละลายในน้ำ ต้มจนน้ำเดือน ใส่กุ้งลงไปให้กุ้งเปลี่ยนสีก่อนอย่าคน จะทำให้เหม็นคาวได้
  • ปรุงรสด้วย น้ำมะขามเปียก น้ำปลา ผงชูรส จัดไข่ทอดชะอม ราดน้ำแกงส้มจนท่วม รับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ

By : นงนุช




บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ปรับแอร์ยังไงให้เย็นฉ่ำ มารู้จักกับโหมดต่างๆ ของแอร์ ประหยัดไฟ

ปรับแอร์ยังไงให้เย็นฉ่ำ มารู้จักกับโหมดต่างๆ ของแอร์ ประหยัดไฟ

ปรับแอร์ยังไงให้เย็นฉ่ำ


เมื่อถึงหน้าร้อนที่ไรหลายๆคน ก็นึกถึงแอร์ทันที่เพราะด้วยสภาพอากาศบ้านเราที่ร้อนมากๆ แอร์ จึงเป็นคำตอบและทางเรียกที่จะมาช่วยลดอุณหภูมิสูงปรี๊ดได้ ซึ่งหลายๆท่านที่เป็นมือใหม่ในการใช้แอร์ อาจจะงงกับสัญลักษณ์ต่างๆ บนรีโมทแอร์ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ถึงความหมายของแต่ละโหมด





เคยมีบางคนเผลอกดเปลี่ยนโหมดโดยไม่รู้ตัว ทำให้แอร์ไม่เย็น แล้วคิดว่าแอร์พังจนถึงกับต้องเรียกช่าง ซึ่งจริงๆ แล้วแค่เปลี่ยนโหมดกลับไปเป็นแบบเดิมก็ใช้ได้ตามปกติแล้ว ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำความรู้ที่ดีมาฝากให้กับทุกๆท่าน การปรับรีโมทแอร์ที่จะมี 4 โหมดหลักสำคัญ เรามาดูกันว่าในแต่ละโหมดนั้นจะมีการใช้งานอย่างไร

โหมด Auto

สำหรับโหมดการทำงานแบบ Auto หรือการทำงานแบบอัตโนมัติ ในแอร์บางยี่ห้ออาจจะเรียกว่าโหมด I FEEL เมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานในโหมด Auto แอร์จะตั้งอุณหภูมิและความเร็วพัดลมโดยอัตโนมัติ ระบบจะเป็นฝ่ายกำหนดอุณหภูมิและความเร็วพัดลมให้เอง ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิห้องที่เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิตรวจพบได้ในขณะนั้น

โหมดการทำงานอาจจะสลับกันเองระหว่างโหมด Cool กับ Dry ยกตัวอย่างเช่น หากอุณหภูมิที่ตั้งอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส เมื่อระบบตรวจพบว่าอุณหภูมิห้องสูงเกินกว่า 25 องศาเซลเซียส ก็จะเลือกการทำงานในโหมด Cool เพื่อทำความเย็นให้กับในห้อง และระบบจะสลับไปทำงานในโหมด Dry โดยอัตโนมัติ เมื่ออุณหภูมิห้องลดลงมาต่ำกว่าค่าของอุณหภูมิที่ตั้งไว้

ซึ่งโหมดการทำงานแบบ Auto มีกลไกลการทำงานแบบอัตโนมัติที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่ก็ไม่ค่อยจะมีประโยชน์อะไรมากในการใช้งานแอร์แบบที่เราใช้กันทั่วๆไป

โหมด Cool

ในโหมดนี้จะเป็นโหมด การทำความเย็น หากได้ลองสังเกตุสัญลักษณ์บนหน้าจอรีโมทแอร์มันจะเป็นรูปคล้ายกับเกล็ดหิมะ ซึ่งการทำงานในโหมดนี้นั้นจะมีการตั้งอุณหภูมิให้ห้องมีความเย็นตามต้องการได้เลย แต่โดยปกติแล้วหากจะประหยัดค่าไฟ ส่วนมากก็จะมีการตั้งอยู่ที่ 25 องศา ในบางบ้ า นก็จะใช้วิธีการเปิดพัดลมส่ายไปส่ายมา เพื่อให้ห้องเย็นขึ้นกว่าเดิม ซึ่งวิธีนี้ก็จะเป็นวิธีที่ช่วยประหยัดไฟได้มาก เพราะว่าแอร์จะไม่ทำงานหนักจนเกินไป ได้รับความเย็นจากพัดลมเข้าช่วย

โหมด Dry

Dry Mode : โหมดนี้ทำงานคล้ายกับโหมด Cool แต่แอร์ของเราจะเพิ่มหน้าที่ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งคือการลดความชื้นในอากาศ เราจะรู้สึกได้เลยว่าความเย็นจะลดลงถ้าเทียบกับโหมด Cool ในอุณหภูมิที่เท่ากัน เพราะความชื้นในอากาศนั้นหายไป

เหมาะสำหรับ : ห้องที่ต้องการควบคุมความชื้น มีสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสำหรับอากาศชื้น ซึ่งก็ไม่ค่อยใช้งานกันสักเท่าไหร่ในบ้านทั่วไป

โหมด Fan

Fan Mode : โหมดพัดลมตามชื่อ ในโหมดนี้แอร์จะทำงานเฉพาะในส่วนของพัดลม ลมที่ออกมาจากแอร์จะเป็นลมในอุณหภูมิห้องปกติ ไม่ใช่ลมเย็น อุณหภูมิที่เราตั้งบนรีโมทจะไม่มีผลอะไรในโหมดนี้ สามารถตั้งค่าได้เฉพาะความเร็วของพัดลมเท่านั้น

หลายคนที่เผลอกดรีโมทผิด แล้วแอร์เข้าสู่การทำงานในโหมด Fan มักจะเข้าใจผิดว่าแอร์เสีย เพราะแอร์จะไม่เย็นเลย ออกมาแต่ลม
เหมาะสำหรับ : ให้ห้องมีอากาศหมุนเวียนจากภายนอก แต่ไม่ต้องการให้ห้องมีความเย็น หรือเมื่อแอร์มีปัญหากลิ่นอับ โหมดนี้จะช่วยลดความชื้นสะสม และลดกลิ่นอับได้ระดับหนึ่ง

อ้างอิงโดย : kanichikoong (https://www.mangozero.com/setting-air-condition-mode/), www.sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก โทนสีขาว รูปทรงสวย โดดเด่น

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก โทนสีขาว รูปทรงสวย โดดเด่น

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก





สวัสดีครับ วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปชม บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมินิมอล สไตล์นอร์ดิกโทนสีขาว รูปทรงสวยโดดเด่น ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 รับแขก 1 ห้องครัว 1 ที่จอดรถ ผลงานการออกแบบของทาง “หลองข้าว”จากเพจ Lhong Khao Architecture & Construction พิกัด บ้านวังผู อ.แม่พริก จ.ลำปาง พื้นที่ใช้สอยรวมทั้งหมด 159 ตรม. จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ที่มาและรูปภาพ : Lhong Khao Architecture&Construction

Lhong Khao Architecture&Construction

ลักษณะเป็นบ้านชั้นเดี่ยว ความเด่นของการออกแบบจะอยู่ที่รอบๆ ด้านหน้าของบ้านที่มีหลังคาทรงแหลมแบบ A-frame ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของบ้านแบบนอร์ดิก นอกเหนือจากนี้ ในส่วนของเนื้อหาการตกแต่งจะเน้นย้ำที่ความง่ายๆ ในแบบไม่นิมอลที่กับสไตล์นอร์ดิกได้อย่างดีเยี่ยม

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

เมื่อเรามองจากด้านหน้าของตัวบ้านนั้นจะเห็นความโดดเด่นของบันไดทางขึ้นขนาดใหญ่ปูพื้นด้วยกระเบื้องสีน้ำตาล โดดเด่นชัดเจนตัดสีขาวและหน้าต่างทรงกลมที่มีเอกลักษณ์สไตล์มินิมอล ชัดเจน

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

ภายในตัวบ้านเรียกใช้กระเบื้องพื้นลายไม้สีน้ำตาล ตัดกับผนังสีขาวเพิ่มความโดดเด่นภายในเน้นโปร่งโล่งสบาย




ส่วนห้องน้ำห้องนี้ตกแต่งผนังภายในด้วยกระเบื้องโทนสีเทาอ่อนตัดกับผนังสีขาวพร้อมติดตั้งหน้าต่างบานเล็กไว้ระบายอากาศ ภายในยังมีการติดตั้งเครื่องใช้สุขภัณฑ์แบบครบครัน

ที่มา : Lhong Khao Architecture&Construction

Tel : 063-6352651 , 083-7941648
Email : Lhong Khao2020@gmailcom
ที่อยู่ : 1014 ตำบลสง่าบ้าน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ 50220


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

น้ำผึ้ง มหัศจรรย์แห่งความหวาน | มหาอำนาจบ้านนา

น้ำผึ้ง มหัศจรรย์แห่งความหวาน | มหาอำนาจบ้านนา


“พี่พงษ์” อดีตหนุ่มรับเหมาทิ้งรายได้นับล้าน เพื่อย้ายมาทำเกษตรในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเริ่มจากการเจ้าของสวนลำไย จุดเริ่มต้นเกิดจากคิดว่าควรทำอะไรต่อยอดจากในสวนลำไยของตัวเอง พี่พงษ์ได้เลือกที่จะเรียนรู้การเลี้ยงผึ้ง และให้ผึ้งได้อาหารจากดอกลำไยในสวนของเขา ทำให้ปัจจุบัน อีกหนึ่งอาชีพหลักของพี่พงษ์ คือการเลี้ยงผึ้งและผลิต “น้ำผึ้ง” แบบอินทรีย์ โดยเขาเชื่อว่าการรับประทานน้ำผึ้งอินทรีย์ทำให้เขานั้นมีสุขภาพที่ดีขึ้น พี่พงษ์จึงตั้งใจทำน้ำผึ้งคุณภาพ แบบเกรดพรีเมี่ยมเพื่อขายตรงสำหรับผู้รักสุขภาพโดยเฉพาะ

ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2565 เวลา 16.05 – 16.30 น. ทางไทยพีบีเอส




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ปลูกผักสวนครัว รั้วกินได้ ปลูกง่ายลดค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว

ปลูกผักสวนครัว รั้วกินได้ ปลูกง่ายลดค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว

ปลูกผักสวนครัว

ปลูกผักสวนครัว


ผัก เป็นอาหารประจำวันของมนุษย์ เป็นแหล่งอาหารให้แร่ธาตุวิตามินที่มีคุณค่าทางอาหารสูง มีราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์จากข้อมูลวิจัยกล่าวว่า มนุษย์เราควรบริโภคผักวันละประมาณ 200 กรัมเพื่อให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุและวิตามินอย่างเพียงพอผลการวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักแห่งเอเชีย ขี้ให้เห็นว่าประชากรของประเทศไทย โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์และพวกเด็ก ๆ มักขาดแคลนแร่ธาตุวิตามินกันมากประกอบกับปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบทำให้มีค่าครองชีพสูงขึ้น ดังนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้มีการรณรงค์ให้มีการปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเองในครอบครัว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีพืชผักเพียงพอแก่การบริโภคในครัวเรือน ทำให้ได้รับสารอาหารครบตามความต้องการของร่างกายและช่วยลดภาวะค่าครองชีพ




การเลือกทำเลการปลูกผัก

  • ที่ตั้งของสถานที่ปลูก ในการปลูกผักหรือพืช จำเป็นต้องมีดินหรือวัสดุให้ต้นพืชยึดเกาะรวมทั้งเป็นแหล่งน้ำ แหล่งธาตุอาหารที่จำเป็นในการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งพิจารณาจากลักษณะของพื้นที่คือ
    •  มีพื้นที่เป็นพื้นดินในบริเวณบ้าน อาจจะเป็นแหล่งน้ำหรือพื้นที่ปลูกบริเวณบ้าน เป็นสภาพพื้นที่ที่ปลูกผักได้หลากชนิดตามความต้องการ
    • ไม่มีพื้นดินในบริเวณบ้าน ผักสวนครัวบางชนิดการจะปลูกได้ จำเป็นต้องปลูกในภาชนะใส่ดินปลูก อาจจะวางบนพื้นหรือแขวนเป็นผักสวนครัวลอยฟ้า
  • สภาพแสงและร่มเงา นับว่ามีความจำเป็นในขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชเพื่อสร้างอาหาร ปริมาณแสงที่ได้รับในพื้นที่ปลูกแต่ละวันนั้นจะมีผลต่อชนิดของผักที่ปลูก โดยทั่วไปแล้วอาจแบ่งความต้องการแสงในการ ปลูกผัก ดังนี้
    • สภาพที่ไม่ได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน ควรปลูกพืชผักทีสามารถเจริญเติบโตในร่มได้ เช่น ต้นชะพลูสะระแหน่ ตะไคร้ โหระพา ขิง ข่า และกะเพรา เป็นต้น
    • สภาพที่ได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน ควรเลือกปลูกผักที่สามารถจริญเติบโตได้ในแสงปกติ เช่น ถั่วฝักยาวคะน้า ผักกาดเชียว กวางตุ้ง พริกต่าง ๆ ยกเว้น พริกขี้หนูสวน

ดินและธาตุอาหารพืช

ดินที่เหมาะสมแก่การปลูกผัก คือ ดินที่มีลักษณะร่วนซุย ถ่ายเทอากาศได้ดี ระบายน้ำดี อุดมด้วยอินทรียวัตถุและธาตุอาหารพืช

ปลูกผักสวนครัว

ฤดูการปลูก

การปลูกผักควรเลือกให้เหมาะสมกับฤดูกาล เพื่อให้ได้ผักที่มีคุณภาพดี จึงควรพิจารณาเลือกปลูกผัก ดังนี้

  • ผักที่ควรปลูกในต้นฤดูฝน คือ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม ได้แก่ หอมแบ่ง ผักกาดเขียวกวางตุ้ง ผักบุ้ง คะน้า พริกต่าง ๆ มะเขือต่าง ๆ ผักกาดหัว ผักกาดหอม บวบ มะระ ฟักเขียว แฟง แตงกวา ข้าวโพด หวาน ถั่วฝักยาว ถั่วพุ่ม น้ำเต้า ถั่วพู ผักบุ้งจีน กระเจี๊ยบเขียว
  • ผักที่ควรปลูกปลายฤดูฝน ผักใดที่ปลูกตันฤดูฝนก็ปลูกไดผลดีในปลายฤดูฝน ยิ่งกว่านั้นยังปลูกผักฤดูหนาวได้อีกด้วย เช่นกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปม บร็อดโคลี่ ถั่วลันเตา หอมหัวใหญ่ แครอท แรดิช ผักชี ผักกาด เขียวปลี ผักกาดขาวปลี ผักกาดหอมห่อ ข้าวโพดหวาน แตงเทศ แตงโม พริกยักษ์ พริกหยวก ฟักทอง มะเขือ เทศ ขึ้นฉ่าย
  • ผักที่ควรปลูกในฤดูร้อน ได้แก่ ผักที่ทนร้อนได้ดี และทนความแห้งแล้งพอสมควร ถึงแม้ว่าผักเหล่านี้จะทนร้อนและความแห้งแล้งได้แต่ถ้าจะปลูกในฤดูร้อนผักบางอย่างก็ต้องรดน้ำใ ช้า- เย็น ต้องพรวนดินแล้วคลุมด้วยฟางข้าว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นไว้ให้พอ เช่น ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน บวบ มะระ ถั่วฝักยาว ถั่วทุ่ม น้ำเต้า แฟง ฟักทอง ถั่วพู คะน้า ผักกาดเขียวกวางตุ้ง ผักกาดหอม ผักชี (ผักกาดหอม และผักชีนั้น ควรทำร่มรำไรให้ด้วย) ผักกาดขาวเล็ก ผักกาดเขียวใหญ่ มะเขือมอญ
  • ผักและพืชบางอย่างที่ควรปลูกไว้รับประทานตลอดปี ได้แก่ พืชที่ทนทาน ปลูกครั้งเดียวรับประทานได้ตลอดปี เช่น สะระแหน่ ผักชีฝรั่ง หอมแบ่ง แมงลัก โหระพา กะเพรา ผักตำลึง ผักบุ้งไทย กระชาย ข่า ตะไครั บัวยก มะแว้ง มะเขือพวง พริกขี้ฟ้า พริกขี้หนู มะเขือต่าง ๆ

วิธีการปลูกผักสวนครัว

การปลูกผักในแปลงปลูก มีขั้นตอน คือ

  • การพรวนดิน ใช้จอบขุดดินลึกประมาณ 6 นิ้ว เพื่อพรวนดินให้มีโครงสร้างดีขึ้น กำจัดวัชพืชในดินกำจัดไข่แมลงหรือโรคพืชที่อยู่ในดิน โดยการพรวนดินและตากทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วัน
  • การยกแปลง ใช้จอบพรวนยกแปลงสูงประมาณ 4-5 นิ้ว จากผิวดิน โดยมีความกว้างประมาณ 1-1.20เมตร ส่วนตามความเหมาะสม ความยาวของแปลงนั้นควรอยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้ทั้งนี้เพื่อให้ผักได้รับแสงแดดทั่วทั้งแปลง
  • การปรับปรุงเนื้อดิน เนื้อดินที่ปลูกผักควรเป็นดินร่วนแต่สภาพดินเดิมนั้นอาจจะเป็นดินทรายหรือดินเหนียว จำเป็นต้องปรับปรุงให้เนื้อดินดีขึ้นโดยการใส่ปุยหมักหรือปุ้ยคอก อัตราประมาณ 2-3 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่ 1 ตารางเมตร คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • การกำหนดหลุมปลูก จะกำหนดภายหลังจากเลือกชนิดผักต่าง ๆ แล้วเพราะว่าผักแต่ละชนิดจะใช้ระยะปลูกที่แตกต่างกัน เช่น พริก ควรใช้ระยะ 75′ 5 เซนติเมตร ผักบุ้งจะเป็น 5′ 5 เซนติเมตร เป็นต้น

การปลูกผักในภาชนะ

การปลูกผักในภาชนะควรจะพิจารณาถึงการหยั่งรากของพืชผักชนิดนั้น ๆ พืชผักที่หยั่งรากตื้นสามารถปลูกได้ดีในภาชนะปลูกชนิดต่างๆ และภาชนะชนิดห้อยแขวนที่มีความลึกไม่เกิน 10 เซนติเมตร คือ ผักบุ้งจีน คะน้าจีน ผักกาดกว้างตุ้ง (เขียวและขาว) ผักกาดฮ่องเต้ ผักกาดหอม ผักกาดขาวชนิดไม่ห่อ (ขาวเล็ก ขาวใหญ่) ตั้งโอ๋ ปวยเล้ง หอมแบ่ง (ต้นหอม) ผักชื้ ขึ้นฉ่าย ผักโขมจีน กระเทียมใบ (Leek) กุยช่าย กระเทียมหัว ผักชีฝรั่ง บัวบก สะระแหน่ แมงลัก โหระพา (เพาะเมล็ด) กะเพรา (เพาะเมล็ด) พริกขี้หนู ตะไคร้ ชะพลู หอมแดง หอมหัวใหญ่ หัวผักกาดแดง (แรดิช) วัสดุที่สามารถนำมาทำเป็นภาชนะปลูกอาจดัดแปลงจากสิ่งที่ใช้แล้ว เช่น ยางรถยนต์เก่า กะละมัง ปลอกซีเมนต์ เป็นต้น สำหรับภาชนะแขวนอาจใช้ กาบมะพร้าว กระถาง หรือเปลือกไม้

การปฏิบัติดูแลรักษา

การดูแลรักษาด้วยความเอาใจใส่ จะช่วยให้ผักเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์จนถึงระยะเก็บเกี่ยว การดูแลรักษาดังกล่าว ได้แก่

  • การให้น้ำ การปลูกผักจำเป็นต้องให้น้ำเพียงพอ การให้น้ำผักควรรดน้ำในช่วง เข้า-เย็น ไม่ควรรดตอนแดดจัด และรดน้ำแต่พอชุ่มอย่าให้โชก
  • การให้ปุ๋ย มี 2 ระยะ คือ
    • ใส่รองพื้นคือการใส่เมื่อเวลาเตรียมดิน หรือรองกันหลุมก่อนปลูก ปุ๋ยที่ใส่ควรเป็นปุ๋ยคอกหรือปุยหมัก คลุกในดินให้ทั่วก่อนปลูกเพื่อปรับโครงสร้างดินให้โปร่งร่วนซุย นอกจากนั้นยังช่วยในการอุ้มน้ำและรักษาความชื้นของดิน  ให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชด้วย
    • การใส่ปุ๋ยบำรุง ควรใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อย้ายกล้าไปปลูกจนกล้าตั้งตัวได้แล้ว และใส่ครั้งที่ 2 หลังจากใส่ครั้งแรกประมาณ 2-3 สัปดาห์ การใส่ให้โรยบาง ๆ ระหว่างแถว ระวังอย่าให้ปุ๋ยอยู่ชิดต้น เพราะจะทำให้ผักตายได้ เมื่อใส่ปุ๋ยแล้วให้พรวนดินและรดน้ำทันที สูตรปุ๋ยที่ใช้กับพืชผัก ได้แก่ ยูเรียหรือแอมโมเนียซัลเฟต สำหรับบำรุงต้นและใบ และปุ๋ยสูตร 15 – 15 – 15 และ 12 – 24 – 12 สำหรับเร่งการออกดอกและผล




การป้องกันกำจัดศัตรูพืช

ควรบำรุงรักษาต้นพืชให้แข็งแรงโดยการกำจัดวัชพืช ให้น้ำอย่างเพียงพอและใส่ปุ๋ยตามจำนวนที่กำหนดเพื่อให้ผักเจริญเติบโต แข็งแรง ทนต่อโรคและแมลง หากมีโรคและแมลงระบาดมากควรใช้สารธรรมชาติ หรือใช้วิธีกลต่าง ๆ ในการป้องกันกำจัด เช่น หนอต่าง ๆ ใช้มือจับออก ใช้พริกไทยป่นผสมน้ำฉีดพ่น ใช้น้ำคั้นจากใบหรือเมล็ดสะเดา ถ้าเป็นพวกเพลี้ย เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย และเพลี้ยจั๊กจั่น ให้ใช้น้ำยาล้างจาน 15 ชีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นใต้ใบเวลาเย็น ถ้าเป็นพวกมด หอย และทาก ให้ใช้ปูนขาวโรยบาง ๆ ลงบริเวณพื้นดิน

การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวผักควรเก็บในเวลาเช้าจะทำให้ได้ผักสดรสดี และหากยังไม่ได้ใช้ให้ล้างให้สะอาด และนำเก็บไว้ในตู้เย็น สำหรับผักประเภทผล ควรเก็บในขณะที่ผลไม่แก่จัดจะได้ผลที่มีรสดีและจะทำให้ผลดก หากปล่อยให้ผลแก่คาต้น ต่อไปจะออกผลน้อยลง

สำหรับในผักใบหลายชนิด เช่น หอมแบ่ง ผักบุ้งจีน คะน้า กะหล่ำปี การแบ่งเก็บผักที่สดอ่อนหรือโตได้ขนาดแล้ว โดยยังคงเหลือลำต้นและรากไว้ไม่ถอนออกทั้งต้น รากหรือต้นที่เหลืออยู่จะสามารถงอกงามให้ผลได้อีกหลายครั้ง ทั้งน้ำจะต้องมีการดูแลรักษาให้น้ำและปุ๋ยอยู่ การปลูกพืช หมุนเวียนสลับชนิดหรือปลูกผักหลายชนิดในแปลงเดียวกัน และปลูกผัก ที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นบ้างยาวข้างคละกันในแปลงเดียวกัน หรือปลูกผัก ชนิดเดียวกันแต่ทยอยปลูกครั้งละ 3 – 5 ต้น หรือประมาณว่าพอรับประทานได้ในครอบครัวในแต่ละครั้งที่เก็บเกี่ยวก็จะทำให้ผู้ปลูกมีผักสดเก็บรับประทานได้ทุกวันตลอดปี




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ