การตั้งเป้าหมาย และ เคล็ดลับในการบริหารเวลา ให้มีประสิทธิภาพ

การตั้งเป้าหมาย และ เคล็ดลับในการบริหารเวลา ให้มีประสิทธิภาพ

การตั้งเป้าหมาย

การตั้งเป้าหมาย และการบริหารเวลาเป็นทักษะที่สำคัญที่ทุกคนควรมี เพราะจะช่วยให้เราสามารถบรรลุสิ่งที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะในด้านการศึกษา การทำงาน หรือการดำเนินชีวิตทั่วไป

การตั้งเป้าหมายเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการบรรลุสิ่งที่ต้องการ เป้าหมายที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

  • เฉพาะเจาะจง (Specific) เป้าหมายควรมีความชัดเจนและสามารถวัดผลได้ เช่น แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า “อยากมีเงินเก็บ” ควรตั้งเป้าหมายว่า “อยากมีเงินเก็บ 100,000 บาท ภายใน 1 ปี”
  • วัดผลได้ (Measurable) เป้าหมายควรสามารถวัดผลได้ เช่น แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า “อยากลดน้ำหนัก” ควรตั้งเป้าหมายว่า “อยากลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัม ภายใน 2 เดือน”
  • บรรลุได้ (Achievable) เป้าหมายควรมีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุได้ เช่น แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า “อยากเป็นเจ้าของบริษัทระดับโลก” ควรตั้งเป้าหมายว่า “อยากเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง ภายใน 5 ปี”
  • เกี่ยวข้องกัน (Relevant) เป้าหมายควรมีความเกี่ยวข้องกันกับเป้าหมายอื่นๆ และสอดคล้องกับคุณค่าของเรา เช่น แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า “อยากมีเงินเก็บ” และ “อยากมีเวลาพักผ่อน” ควรตั้งเป้าหมายว่า “อยากมีเงินเก็บ 100,000 บาท ภายใน 1 ปี เพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจของตัวเอง”
  • มีเวลากำหนด (Time-bound) เป้าหมายควรมีกำหนดเวลาที่จะบรรลุ เช่น แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า “อยากลดน้ำหนัก” ควรตั้งเป้าหมายว่า “อยากลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัม ภายใน 2 เดือน”

เมื่อเรากำหนดเป้าหมายได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือต้องวางแผนและลงมือทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น เราสามารถวางแผนโดยแบ่งเป้าหมายออกเป็นขั้นตอนย่อยๆ และกำหนดระยะเวลาให้แต่ละขั้นตอน จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมและสามารถติดตามความคืบหน้าของเป้าหมายได้

การตั้งเป้าหมาย

เคล็ดลับในการบริหารเวลา

การบริหารเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถจัดสรรเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่ามากที่สุด เราสามารถบริหารเวลาได้ดังนี้

  • จัดลำดับความสำคัญ (Prioritization) สิ่งแรกที่ต้องทำคือจัดลำดับความสำคัญของงานต่างๆ ว่างานไหนสำคัญที่สุด งานไหนเร่งด่วนที่สุด และงานไหนสามารถเลื่อนได้บ้าง การจัดลำดับความสำคัญจะช่วยให้เราสามารถโฟกัสกับงานที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุดก่อน
  • กำหนดเป้าหมายและกำหนดระยะเวลา (Goal setting and time management) เช่นเดียวกับการตั้งเป้าหมายในการบรรลุสิ่งที่ต้องการ เราสามารถกำหนดเป้าหมายและกำหนดระยะเวลาให้กับงานแต่ละงาน จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมและสามารถติดตามความคืบหน้าของงานได้
  • จัดการกับสิ่งรบกวน (Distraction management) สิ่งรบกวนต่างๆ เช่น โทรศัพท์ โซเชียลมีเดีย หรือเพื่อนฝูง อาจทำให้เราเสียเวลาและไม่สามารถโฟกัสกับงานได้ เราสามารถจัดการกับสิ่งรบกวนเหล่านี้ได้ด้วยการปิดเสียงโทรศัพท์ ปิดแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียที่ไม่จำเป็น หรือนัดแนะกับเพื่อนฝูงในช่วงเวลาที่ว่าง
  • เรียนรู้ที่จะปฏิเสธ (Learning to say no) บางครั้งเราอาจถูกขอให้ทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่ใช่ความสำคัญของเรา เราสามารถปฏิเสธได้หากเรารู้สึกว่าไม่มีเวลาหรือความเหมาะสมที่จะทำสิ่งนั้น
  • หาวิธีทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (Finding ways to work more efficiently) เราสามารถหาวิธีทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ เช่น เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ในการทำงาน หรือใช้เครื่องมือช่วยในการทำงาน

การตั้งเป้าหมายและการบริหารเวลาเป็นทักษะที่สำคัญที่ทุกคนควรมี เพราะจะช่วยให้เราสามารถบรรลุสิ่งที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราสามารถฝึกฝนทักษะเหล่านี้ได้ทุกวัน เริ่มจากการตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่สามารถบรรลุได้ จะช่วยให้เราเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจและกระตุ้นให้เราอยากพัฒนาทักษะเหล่านี้ต่อไป

ที่มา : sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การปลูกยางพารา บํารุงรักษา และเก็บเกี่ยวผลผลิตยางพารา

การปลูกยางพารา บํารุงรักษา และเก็บเกี่ยวผลผลิตยางพารา

การปลูกยางพารา

ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นสินค้าเกษตรที่ทำรายได้ให้แก่ประเทศ ซึ่งเดิมส่วนใหญ่นิยมปลูกในภาคใต้ และภาคตะวันออกบางจังหวัดเรียกว่าพื้นที่ปลูกยางเดิม ต่อมาได้มีการขยายพื้นที่ปลูกยางใหม่ไปยังภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งยางพาราเป็นพืชที่มีคุณสมบัติในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี แม้ในสภาพพื้นที่เป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ มีการปลูกพืชไร่อายุสั้นมานาน รวมถึงมีปริมาณน้ำฝนน้อย เช่น ในภาคอีสาน



สายพันธุ์ยางพารา

ปัจจัยที่พิจารณาในการเลือกพันธ์ยาง

  • ความต้องการของเกษตรกร ที่จะเลือกพันธุ์ยางปลูกว่าต้องการผลผลิตน้ำยางหรือเนื้อไม้
  • การระบาดของโรค ให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงปลูกพันธุ์ยางที่อ่อนแอต่อโรคระบาดในเขตพื้นที่ที่ปลูก
  • พื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ความลึกของหน้าดินตื้น ระดับน้ำใต้ดินสูง ให้พิจารณาตามช้อจำกัดของพันธุ์ที่ระบุไว้แต่ละพันธุ์
  • ความแรงลม พื้นที่ปลูกที่มีลมแรงควรหลีกเลี่ยงการปลูกพันธุ์ที่ไม่ต้านทานลม

พันธุ์ยางแนะนำ

พันธุ์ยางชั้น 1 ที่แนะนำในเขตปลูกยางใหม่ตามคำแนะนำของสถาบันวิจัยยางกรมวิชาการเกษตร มีดังนี้

  • กลุ่ม 1 พันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยาง เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูงเป็นหลัก การเลือกปลูกพันธุ์ยางกลุ่มนี้ ควรมุ่งเน้นผลผลิตน้ำยาง ได้แก่ สถาบันวิจัยยาง 404, สถาบันวิจัยยาง 251 สถาบันวิจัยยาง 226, BPM24, RRIM 600
  • กลุ่ม 2 พันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้ เป็นพันธุ์ที่ให้ทั้งผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้ โดยให้ผลผลิตน้ำยางสูงและมีการเจริญเติบโตดี ลักษณะลำตันตรง และให้ปริมาตรเนื้อไม้ในส่วนลำต้นสูง ได้แก่ พันธุ์ RRII 118, PB 235
  • กลุ่ม 3 พันธุ์ยางเพื่อผลผลิตเนื้อไม้ เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลผลิตเนื้อไม้สูงเป็นหลัก มีการเจริญเติบโตดีมาก ลักษณะลำต้นตรง ให้ปริมาตรเนื้อไม้ในส่วนลำต้นสูงมาก ผลผลิตน้ำยางจะอยู่ในระดับต่ำกว่าพันธุ์ยางในกลุ่ม 1 และ กลุ่ม 2 เหมาะสำหรับเป็นพันธุ์ที่จะปลูกเป็นสวนป่าเพื่อการผลิตเนื้อไม้ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา 50,AVROS 2037, BPM 1

การเตรียมพื้นที่ปลูกยาง

ทำการไถพลิก และไถพรวนอย่างน้อย 2 ครั้ง พร้อมทั้งเก็บตอไม้ เศษไม้ และเศษวัชพืชออกให้หมด เพื่อปรับสภาพพื้นที่ให้เหมาะสมสำหรับปลูกสร้างสวนยางสำหรับพื้นที่ลาดเอียงมากกว่า 15 องศา จะต้องมีการวางแนวปลูกตามขั้นบันได

การวางแนวปลูก

  • การกำหนดระยะปลูก การกำหนดระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรเป็น 2.5 x 7 เมตร หรือ 3 x 7 เมตรโดยมีต้นยาง 91 ตันไร่ หรือ 76 ตันไร่ ตามลำดับ สำหรับระยะปลูกยางในพื้นที่ลาดเทควรเป็น 3 x 8 เมตร
  • การกำหนดแถวหลัก การกำหนดระยะปลูกของต้นยางควรวางแถวหลักตามแนวทิศตะวันออก หรือ ตะวันตก ควรวางแถวหลักให้ขวางทางการไหลของน้ำเพื่อลดการชะล้างหน้าดินและการพังทลายของดิน
  • การขุดหลุม เมื่อปักไม้ชะมบตามระยะปลูกแล้ว ทำการขุดหลุมด้านใดด้านหนึ่งของไม้ชะมบโดยตลอด หลุมที่ขุดต้องมีขนาด 50 x 50 x 50 เชนติเมตร ควรใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟต (0-3-0) อัตรา 170-200 กรัม รองกันหลุมและปุ๋ยอินทรีย์ 3 – 5 กิโลกรัม/หลุม ใส่ไว้ด้านบน

วิธีปลูก

การปลูกยาง ควรเลือกยางชำถุง 1-2 ฉัตร แก่เต็มที่ และควรใช้มีดเฉือนกันถุงออกประมาณ 2-3 เซนติเมตร นำไปวางในหลุมแล้วกรีดด้านข้างของถุงให้ขาดออกจากกัน แต่ยังไม่ดึงถุงออก กลบดินจนเกือบเต็มหลุมแล้วจึงดึงถุงพลาสติกออกระวังอย่าให้ดินในถุงพลาสติกแตก กลบดินจนเสมอปากหลุมและอัดดินให้แน่น โดยให้ดินบริเวณโคนตันยางสูงกว่าเล็กน้อยเพื่อไม่ให้น้ำขังในหลุมปลูก

ฤดูปลูก

ปลูกในช่วงตันฤดูฝน ระหว่างเดือน พฤษภาคม – กรกฎาคมโดยทันแผ่นตาไปทางทิศตะวันตก ให้รอยต่อระหว่างรากกับตาอยู่เหนือระดับผิวดินเล็กน้อย และควรปลูกซ่อมก่อนหมดฤดูฝนอย่างน้อย 2 เดือน และไม่ควรปลูกช่อมเมื้อต้นยางอายุ 2 ปีขึ้นไป แต่ถ้าจะปลูกซ่อมควรใช้ต้นยางที่มีอายุใกล้เคียงกัน

การปลูกยางพารา



การดูแลรักษา

การใส่ปุ๋ย

  • ระยะก่อนเปิดกรีด เนื่องจากดินปลูกยางพาราของประเทศส่วนใหญ่มีปริมาณอินทรียวัตถุในดินอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในเขตปลูกยางใหม่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถาบันวิจัยยางได้แนะนำให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดินช่วยอุ้มความชื้น ปรับปรุงโครงสร้างของดิน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-10-12 สำหรับดินร่วนเหนียวสูตร 20-10-17 สำหรับดินร่วนทรายอัตราและเวลาใส่ปุ๋ยตามอายุของต้นยาง
  • ระยะหลังเปิดกรีด เมื่อต้นยางเปิดกรีดได้แล้ว ยังมีความจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยต่อไปทุกปี เพื่อให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอ โดยการใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 30-5-14 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น/ปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงตันฤดูฝนและปลายฤดูฝน ใส่ปุ๋ยบริเวณกึ่งกลางระหว่างแถวยางที่มีรากดูดอาหารหนาแน่นแล้วคราดกลบ และควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 2-3 กก./ต้น/ปี ร่วมกับปุ้ยเคมีอัตรา แนะนำ

การตัดแต่งกิ่งยางอ่อน

ไม่ควรตัดแต่งกิ่งในช่วงต้นฤดูแล้ง ควรตัดกิ่งแขนงให้ชิดลำต้นในระดับต่ำกว่า 2 เมตร เริ่มตั้งแต่ยางอายุ 1 ปี ไม่โน้มต้นยางลงมาตัดแต่ง เพราะจะทำให้เปลือกแตกน้ำยางไหลหรือหักได้ ใช้ปูนขาว หรือปูนแดง หรือสีทาบริเวณแผลที่ตัด

โรคยางพารา

ช่วงยางแตกใบอ่อน พบโรคราแป้ง (oidium) มาก ใบอ่อนจะบิดงอ มีสีดำแล้วร่วง ใบเพสลาดจะมีแผลขอบเขตไม่แน่นอน บริเวณแผลจะมีขุยของเส้นใยสีขาวเทาบนด้านล่างของแผ่นใบ ใบแก่แผลจะมีรอยสีเหลืองชีด เฉพาะบริเวณที่เชื้อราเข้าทำลาย ดอกยางจะมีปุยเชื้อราสีขาวปกคลุม ก่อนที่จะดำแล้วร่วง ป้องกันรักษาโดยการปลูกพันธุ์ต้านทานโรค และปล่อยให้ใบร่วง ซึ่งต้นยางจะแตกใบใหม่ออกมาแล้วทำการใส่ปุ๋ยบำรุง หรือใช้สารป้องกันกำจัดโรค

ช่วงฤดูฝน พบโรคราสีชมพูมาก ซึ่งในระยะแรก เปลือกบริเวณคาคบจะปริแตกมีน้ำยางไหล และมีเส้นใยเชื้อราสีขาวคล้ายใยแมงมุมบนรอยแผล ระยะต่อมาถ้ามีสภาพแวดล้อมเหมาะสม เส้นใยของเชื้อราจะรวมกันตามผิวเปลือกมองเห็นเป็นสีชมพู เมื่อน้ำยางแห้งจะมีราดำเกิดขึ้นเห็นเป็นทางสีดำ ใต้บริเวณแผลจะมีการแตกกิ่งใหม่ขึ้น ใบยางจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และเกิดอาการตายหรือหักโค่นบริเวณที่เป็นโรค ป้องกันรักษาได้โดยการปลูกพันธุ์ต้านทานโรค ดูแลรักษาสวนให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ปลูกพืชอาศัยเป็นพืชร่วมยาง เช่น ขนุน และใช้สารป้องกันกำจัดโรค

การเสริมรายได้ในสวนยาง

การเสริมรายได้สามารถดำเนินการได้โดยปลูกพืช หรือเลี้ยงสัตว์ระหว่างแถวยางตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงโค่นยาง โดยพิจารณา ตลาด แรงงาน เงินทุน ขนาดพื้นที่ สวนยาง สภาพแวดล้อม และ ลักษณะนิสัยของเกษตรกร การเสริมรายได้ในสวนยางมีหลายประเภท

1. การปลูกพืชเสริมรายได้ในช่วงยางอายุไม่เกิน 3 ปี

  • พืชลัมลุก เช่น สับปะรด ข้าวไร่ ข้าวโพดหวาน กล้วย หญ้ารูซี่โคไร เป็นต้น ควร ปลูกห่างจากแถวยางไม่ต่ำกว่า 1.5 เมตร
  • กล้วยและมะละกอแนะนำให้ปลูก 1 – 2 แถว และห่างจากแถวยางประมาณ 2.5 เมตร ใส่ปุยบำรุงตามชนิดพืชที่ปลูก
  • ควรปลูกพืชล้มลุกในระบบหมุนเวียน
  • พืชที่ไม่แนะนำ ได้แก่ มันลำปะหลัง อ้อย ละหุ่ง ยกเว้นพื้นที่ที่ต้องการปลูก ให้ปลูกห่างจากแถวยางไม่ต่ำกว่า 2 เมตร

2. การปลูกพืชเสริมรายได้ที่ทนต่อสภาพร่มเงาสวนยาง

  • พืซลัมลุกที่แนะนำได้แก่ ไม้ดอกสกุลหน้าวัว ไม้ดอกสกุลเฮลิโกเนีย ไม้วงศ์ชิง ชิง ข่า ขมิ้น ผักพื้นบ้าน ควรปลูกห่างจากแถวยางประมาณ 1.5 เมตร
  • ผักเหลียงหรือผักเหมี้ยง แนะนำให้ปลูกห่างจากแถวยางประมาณ 2.5 เมตร
  • พืชสกุลระกำ เช่น ระกำ สละเนินวง สละหม้อ และหวายตะค้าทองแนะนำให้ปลูกกึ่งกลางแถวยาง ระยะระหว่างตัน ประมาณ 5 – 6 เมตร
  • กระวาน แนะนำให้ปลูก 1-2 แถว ระยะระหว่างตัน ประมาณ 3 เมตร
  • ไม้ป่าที่แนะนำให้ปลูก ได้แก่ สะเดาเทียว ทัง พะยอมสะเดา ยมหอม เคี่ยม มะฮอกกานี ตะเคียนทอง ยางนา ยมหิน ทุเรียนป่า แดง ประดู่ ควรปลูกกึ่งกลางระหว่างแถวยางระหว่างตันประมาณ 8 เมตรหรือปลูกในหลุมว่างในสวนยางในช่วงยาง อายุ 1-3 ปี

3. การเลี้ยงสัตว์ในสวนยาง

  • สัตว์ที่นิยมเลี้ยงได้แก่ แกะ โค สัตว์ปีก และผึ้ง
  • ควรปล่อยแกะและโคเข้าไปในสวนยางเมื่อยางอายุ 1 ปี และ 3 ปีขึ้นไป ตามลำดับ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ศูนย์ศึกษาการพัฒนากูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ตู้ ปณ. 21 บ้านนานกเค้า ตำบลหัวยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47000
โทรศัพท์ 04274 7458-9www.royal.rid.go.th/phuphan




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ปลูกกระเทียม ไว้กินเองง่ายๆ มือใหม่ก็ปลูกได้

ปลูกกระเทียม ไว้กินเองง่ายๆ มือใหม่ก็ปลูกได้

ปลูกกระเทียม

ปลูกกระเทียม


กระเทียม เป็นพืชเศรษฐกิจพืชหลักของประเทศ นอกจากจะใช้ประกอบอาหารและยังเป็นพืชสมุนไพรรักษาโรคไต้หลายชนิด ประเทศที่ผลิตกระเทียมต้มากคือ สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ และอินเดีย สำหรับประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกระเทียม 150,000- 190,000 ไร่ ผลผลิตประมาณ 9,000 ตัน/ปี ผลผลิตสด เฉลี่ย 1,700-1,900 กิโลกรัม




ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

กระเทียมมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alium sativum L. อยู่ในตระกูลเดียวกับหอมหัวใหญ่และหอมแดงต่างกันตรงที่หัวหอมจะเป็นบัลบ์ ( bulb ) ขนาตใหญ่อันเดียว ส่วนกระเทียมจะประกอบด้วยบัลบ์มีขนาดเล็กหลายอันเรียกว่า กลีบ ( cloves ) ซึ่งห่อหุ้มด้วยเปลือกที่มีลักษณะบาง ๆ หลายชั้น นอกจากส่วนของกลีบที่ใช้ในการบริโภคใบกระเทียมก็สามารถนำไปบริโภคได้ด้วย ใบกระเทียมสามารถออกดอกให้ผลและเมล็ด รวมทั้งบัลบ์เลท ( bulblets ) ซึ่งสามารถนำไปขยายพันธุ์ได้ แต่นิยมการขยายพันธุ์ด้วยกลีบ เพราะให้ผลดีมากกว่า

ปลูกกระเทียม

ลักษณะทั่วไปของพืช

กระเทียมเป็นพืชล้มลุกมีลำต้นใต้ดิน เรียกว่า หัว หัวมีกลีบย่อยหลายกลีบติดกันแน่น เนื้อสีขาวมีกลิ่นฉุน การปลูกจะใช้กลีบกระเทียมเป็นพันธุ์ปลูกไต้ดีในดินร่วนปนทราย ที่ระบายน้ำดีกระเทียมจะลงหัวในช่วงที่มีอากาศหนาว ดังนั้นจึงปลูกได้ดีเฉพาะในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

สายพันธุ์ที่นิยม

สำหรับสายพันธุ์กระเทียมที่นิยมปลูกนั้นส่วนมาก จะเป็น สายพันธุ์กระเทียมพันธุ์เบาของศรีสะเกษ, กระเทียมพันธุ์เชียงใหม่, กระเทียมพันธุ์หัวใหญ่

การเตรียมดิน

กระเทียมชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี หากดินเป็นกรด ควรเตรียมดินด้วยการใส่ปูนขาวอย่างน้อย 15 วัน เพื่อปรับค่า pH ให้อยู่ที่ราวๆ 5.5 – 6.8 หากมีพื้นที่สักหน่อย ควรเตรียมแปลงปลูกขนาดกว้าง 1 – 2.5 เมตร ความยาวตามพื้น ที่ปลูกระยะห่าง ระหว่างแปลง (ทางเดินหรือร่องน้ำ) ควรกว้าง 50 ซม. หรือจะปลูกในกระถาง หรือ กระบะ ก็ได้ หากมีพื้นที่น้อยและต้องการเพียงแค่ปลูกไว้เก็บกินใช้สอยในครัวเรือน

วิธีการปลูก

มักนิยมปลูกโดยใช้กลีบนอกในการปลูก จะให้กระเทียมหัวใหญ่และผลผลิตสูง วิธีการเลือก คือให้เลือกใช้หัวที่แก่จัดและแห้งสนิท ไม่ควรเลือกใช้หัวเก่าที่เก็บไว้นาน แกะเปลือกและแต่งรากเล็กน้อย รดน้ำใส่ดินให้ฉ่ำจากนั้นนำกลีบกระเทียมจิ้มลงไปโดยเอาส่วนรากลงลึกประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของกลีบ หลังปลูกใช้ฟางคลุมเพื่อควบคุมวัชพืช เก้บความขึ้น และช่วยลดความร้อนในตอนกลางวัน

การรดน้ำ

ควรให้น้ำก่อนปลูก และหลังปลูกกระเทียมควรได้รับน้ำอย่างเพียงพอ และสม่ำเสมอในช่วงระหว่างเจริญเติบโต 7-10 วัน/ครั้ง สรุปแล้วจะให้น้ำประมาณ 10 ครั้ง/ฤดู ควรงดการให้น้ำเมื่อกระเทียมแก่จัด ก่อนเก็บเกี่ยว 2-3 สัปดาห์




การเก็บเกี่ยวกระเทียม

ให้สังเกตว่าหัวกระเทียมแก่เต็มที่หรือไม่ โดยการดูว่าใบเริ่มแห้งหรือก้านดอกชูขึ้นมาหรือไม่ หากทิ้งไว้ให้แก่นานเกินไป เมื่อขุดหัวออกมา กลีบจะร่วงหล่นออกจากกันได้ง่ายและคุณภาพก็จะลดลงด้วย

วิธีการเก็บเกี่ยวนั้นสามารถทำได้โดยการถอนหัวด้วยมือจากแปลงออกมา แล้วนำมาผึ่งแดดประมาณ 4-5 วัน ในตอนกลางคืนควรป้องกันการถูกน้ำค้างและฝนด้วย หลังจากผึ่งแดดแล้วให้นำเข้าไว้ในโรงเรือนที่โปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ทั้งนี้ก็เพื่อให้กระเทียมแห้งสนิท ต่อจากนั้นจึงทำความสะอาดและคัดขนาดไปพร้อมๆ กัน แล้วมัดไว้เป็นพวงๆ โดยจัดด้านปลายใบมัดจุกเข้าหากัน แล้วจึงนำไปแขวนไว้ในโรงเรือนเพื่อให้ลดโกรก แต่ต้องระวังไม่ให้โดนน้ำ ละอองน้ำ หรือความชื้นใดๆ

โรค

  • โรคใบเน่าหรือแอนแทรกนส จะทำให้ใบเป็นแผลเน่ายุบตัวและระบาดจนถึงทำให้หัวเน่า โดยใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไดโพลาแทน, แมนเชทดี, ไดเท็นเอ็ม-45 หรือ ชินโคโฟน ฉีดยาพ่นทุก 5-7วัน/ครั้ง
  • โรคใบจุดสีม่วง โรคนี้จะทำให้กะเทียมไม่ลงหัว ใบแห้งมีแผลจำนวนมากตามใบและจะแห้งตายไปในที่สุด ป้องกันกำจัด ใช้ยากำจัดเชื้อราเช่น ไดเท็นเอ็ม-45, ชินโคโพล เดอโรชาล, นาวิสตินหรือไดโพลาแทนฉีตพ่น
  • โรคหัวและรากเน่า กระเทียมเริ่มมีใบแก่เหลืองเหี่ยวแห้งไป กาบหัวช้ำเริ่มมีเส้นใยสีขาวขึ้นฟูอยู่บนแผลและตาม รากเน่าเป็นสีน้ำตาลจะทำให้หัวนิ่มเน่าและเนื้อเยื่อยุ่ยมีกลิ่นเหม็นทุก 5 – 7 วัน/ครั้ง

ที่มา : mthai.com , sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

รีโนเวทบ้านไม้เก่า ให้เป็นบ้านใหม่สไตล์โมเดิร์นทันสมัย สวยงามสะดุดตา

รีโนเวทบ้านไม้เก่า ให้เป็นบ้านใหม่สไตล์โมเดิร์นทันสมัย สวยงามสะดุดตา

รีโนเวทบ้านไม้เก่า

รีโนเวทบ้านไม้เก่า


รีโนเวทบ้านไม้เก่า นั้นเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการปรับปรุงบ้านเก่าให้กับมาสวยงาม ทันสมัย และตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น โดยไม่จำเป็นที่จะต้องรื้อทิ้งทั้งหมดแล้วสร้างใหม่แทน สำหรับการรีโนเวทบ้านไม้เก่า นั้นสามารถทำได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของบ้าน และงบประมาณในการการรีโนเวทบ้าน




ขั้นตอนในการรีโนเวทบ้านไม้เก่า

  • ประเมินสภาพบ้าน เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการรีโนเวทบ้านไม้เก่า เจ้าของบ้านควรสำรวจสภาพบ้านอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าโครงสร้างบ้านยังแข็งแรงอยู่หรือไม่ มีปัญหาเรื่องปลวกหรือเชื้อราหรือไม่ และต้องปรับปรุงส่วนใดบ้าง

  • ออกแบบบ้าน หลังจากประเมินสภาพบ้านแล้ว เจ้าของบ้านควรออกแบบบ้านใหม่ โดยกำหนดขนาด รูปแบบ และฟังก์ชันการใช้งานที่ต้องการ

  • เลือกวัสดุและอุปกรณ์ การเลือกวัสดุและอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับบ้านไม้เก่าเป็นสิ่งสำคัญ วัสดุควรมีคุณภาพดี ทนทาน และมีอายุการใช้งานยาวนาน

  • ดำเนินการรีโนเวท เจ้าของบ้านสามารถเลือกจ้างช่างมืออาชีพหรือดำเนินการเองได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและงบประมาณ

สำหรับวันนี้เราได้นำตัวอย่าง การรีโนเวทบ้านไม้เก่า 2 ชั้น มาเพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจจะการรีโนเวทบ้าน ซึ่งผลงานการการรีโนเวทนี้ทางเราได้ไปสะดุดตาในกลุ่ม Facebook กลุ่มหนึ่ง ที่มี Facebook ของคุณ Adisak Pokaw ได้นำผลงานมาลงไว้เราเลยถือโอกาศส่งต่อไอเดียมาให้ทุกท่านได้รบชมกันนครับ

ที่มา : Facebook  Adisak Pokaw

รีโนเวทบ้านไม้เก่า

ตัวอย่างแบบจำลอง 3 ดี ก่อนลงมือ การรีโนเวทบ้านไม้เก่า

รีโนเวทบ้านไม้เก่า

ช่างเริ่มปรับโครงสร้างหน้างานโดยการรื้อโครงสร้างเก่าบางส่วนออกไป แล้วปรับปรุงเพิ่มเติมตามแบบ

รีโนเวทบ้านไม้เก่า




รีโนเวทบ้านไม้เก่า

ปรับพื้นด้านล่างใหม่โดยการเทพื้นใหม่เพื่อสร้างความแข็งแรง

รีโนเวทบ้านไม้เก่า

ภายในบ้านถูกออกแบบให้โปร่งโล่ง ดูสวยงามแต่ก็ยังใช้งานไม้ผสมปูนเหมือนเดิม

รีโนเวทบ้านไม้เก่า

รีโนเวทบ้านไม้เก่า




เป็นยังไงบ้างครับ กับการ รีโนเวทบ้านไม้เก่า  ที่ดูสวยงามสะดุดตา สำหรับใครที่สนใจ หรือจะนำเอาไปเป็นแนวทางเพื่อประยุคต์ใช้งาน หรือต้องการติดต่อทีมงานที่ รีโนเวทบ้าน หลังนี้ก็สามารถติดต่อได้ตามลิ้งด้านล่างเลยครับ

ขอบคุณที่มา : Facebook Adisak Pokaw




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลูกกะเพรา ไว้กินเองในบ้าน ปลูกง่ายโตไว ประหยัดค่าใช้จ่าย

ปลูกกะเพรา ไว้กินเองในบ้าน ปลูกง่ายโตไว ประหยัดค่าใช้จ่าย

ปลูกกะเพรา


สวัสดีครับ เพื่อนๆ วันนี้เราจะพาเพื่อนๆมา ปลูกะเพรา ไว้กินในครัวเรือนกันครับ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และปลอดภัยไร้สารเคมี ด้วยครับ กะเพรานั้นถือได้ว่าเป็นผักสวนครัวที่ทุกบ้านต้องมีติดตู้เย็น เพราะความนิยมนำมาประกอบอาหาร และที่สำคัญนั้น กะเพราเป็นผักที่ปูไม่ยาก ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้ยาวนาน แถววิธีดูแลก็ไม่ยุ่งยากอีกด้วยนะครับ




ลักษณะทั่วไป

กะเพรา ( Holy basil ) เป็นพืชที่ใช้ใบสดประกอบอาหาร เพื่อดับกลิ่นคาวและช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอม นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพร อีกทั้ง กะเพราเป็นส่วนประกอบของยาสมุนไพรหลายชนิด เช่น ยารักษาตานขโมยสำหรับเด็ก ยาแก้ทางเด็ก ฯลฯ รากแห้งนำมาชงหรือต้มกับน้ำร้อนดื่ม ช่วยแก้โรคธาตุพิการ (ราก) ช่วยบำรุงธาตุไฟ (ใบ) ช่วยแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน(ใบ) เป็นพืชที่นิยมปลูกในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย

สายพันธุ์ส่งเสริม

เขียวค้านแดง เป็นพันธุ์ที่มีใบใหญ่สีเขียว ก้านแดง เป็นที่นิยมโดยทั่วไป

วิธีการปลูก

การปลูกกะเพราโดยทั่วไปมีการปฏิบัติกันอยู่ 3 วิธี ดังนี้
ปลูกกะเพรา

  • ปลูกโดยการหว่านเมล็ด โดยเริ่มจากรดน้ำให้ชุ่มทั่วแปลง แล้วหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายสม่ำเสมอทั่วแปลง ใช้แกลบขาวหรือแกลบดำโรยคลุมให้ทั่วแปลง หลังจากนั้นใช้ฟางแห้งหรือหญ้าแห้งคลุมทับบางๆ เสร็จแล้วให้รดน้ำตาม และรดน้ำทุกๆ วัน หลังจากงอกประมาณ 15-20 วัน ควรทำการถอนแยกให้ได้ระยะระหว่าง 20×20 เซนติเมตร
    ปลูกกะเพรา
  • ปลูกโดยการใช้ต้นกล้า เป็นวิธีที่เกษตรกรนิยมปฏิบัติกันมากเพราะให้ผลผลิตสูงและสะดวกในการจัดการ โดยทำการเพาะกล้าในแปลงเพาะจนกระทั่งกล้ามีอายุ 20-25 วัน จึงทำการย้ายปลูก การย้ายปลูกควรทำในตอนเย็นและปลูกให้เสร็จภายในวันเดียวกัน เมื่อถอนต้นกล้ามาแล้วจึงเด็ดยอดออก ขุดหลุมให้ได้ระยะ 20×20 เซนติเมตร แล้วนำต้นกล้าที่เด็ดยอดแล้วลงปลูก หลังจากนั้นใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมระหว่างแถว รดน้ำตามทันทีและรดน้ำทุกวัน

ปลูกกะเพรา

  • ปลูกโดยการใช้ต้นและกิ่งปักชำ การปลูกโดยใช้ลำต้นและกิ่งแก่ทำให้ได้ผลผลิตเร็ว แก่กิ่งและยอดที่แตกออกมาใหม่มักไม่สวนเท่าที่ควร ลำต้นโทรมและตายเร็ว วิธีการโดยตัดต้นและกิ่งแก่ที่มีอายุมากกว่า 8 เดือน ให้มีความยาว 5-10 เซนติเมตร เด็ดยอดและใบออก แล้วนำต้นหรือกิ่งแก่ไปปักชำในแปลง ใช้ระยะปลูก 20×20 เซนติเมตร หลังจากนั้นใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมระหว่างแถว รดน้ำตามทันที และหลังจากปลูกควรรดน้ำทุกวัน

การดูแลรักษา

การใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 30-50 กิโลกรัม/ไร่ หลังการเก็บเกี่ยวทุกครั้ง

วัชพืช เมื่อมีวัชพืชขึ้นมา ต้องกำจัดวัชพืชก่อน เพื่อไม่ให้ แย่งอาหาร

การเก็บเกี่ยว ใช้มีดคม ๆ เก็บเกี่ยวโดยตัดกิ่งก้านที่แก่ เจริญเต็บโตเต็มที่แล้ว ซึ่งในไม่ช้ากะเพราจะแตกกิ่งต้น

ที่มา : sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ร่วมสมัย ดีไซน์สวยทันสมัยสวยงาม

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ร่วมสมัย ดีไซน์สวยทันสมัยสวยงาม

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ร่วมสมัย

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ร่วมสมัย




สวัสดีครับทุกท่าน หากคุณกำลังมองหา บ้านสไตล์โมเดิร์นเทมโพรารีร่วมสมัย สวยงาม ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการใช้งาน ลองมาชมแบบบ้านสวยสวยจากทาง ช่างรส บ้านสวย  ซึ่งบอกเลยว่าออกแบบได้สวยงามโดดเด่นตกแต่งด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัย ภายในบ้านถูกออกแบบให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อรองรับการใช้งาน โดยทีมงานสถาปนิกได้ใส่ใจการออกแบบ เพื่อให้ผู้อาศัยสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้นและยังมีพื้นที่ใช้สอยกว้าง

ผลงานและรูปภาพและผลงาน : ช่างรส บ้านสวย
เรียบเรียง : withikaset.com

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ร่วมสมัย

บ้านชั้นเดียว โทนสีเหลืองอ่อน หลังคาทรงปั้นหยาสไตล์คอนเทมโพรารี่ร่วมสมัย  ตัวบ้านยกพื้นเล็กน้อย ทาสีขอบพื้นผนังด้วยสีเทาเข้ม พร้อมทำบันไดทางขึ้นด้านหน้าตัวบ้าน ส่วนบันไดปูด้วยกระเบื้องโทนสีเทาเป็นโทนเดียวกับผนัง สำหรับบ้านหลังนี้มีขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องโถง

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ร่วมสมัย

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ร่วมสมัย



ห้องโถงรับแขกมีพื้นที่กว้างขวาง ได้รับแสงสว่างจากบานกระจกของประตูและหน้าต่างดูสว่างโปร่งโล่ง ปูกระเบื้องพื้นลายหินอ่อนทั้งห้อง ขวามือจัดไว้เป็นมุมรับแขก

ห้องนอน นั้นมีหน้าต่างบานกระจกขนาดใหญ่หนึ่งด้านช่วยรับแสงและรับลมเข้ามาในห้อง ใช้โทนสีอ่อนและปูกระเบื้องพื้นลายเดียวกับโถงรับแขก




ห้องน้ำ พื้นห้องที่ปูทับด้วยกระเบื้องลายสีเหลี่ยมสวยงาม เข้ากันได้ดีกับกระเบื้องลายอิฐสีเทาอ่อนที่คาดด้วยกระเบื้องโมเสคอีกที พื้นที่ใช้สอยของห้องนี้กว้างพอควร สุขภัณฑ์ที่ครบครัน ต่างพร้อมต่อการใช้งาน

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ



ช่องทางการติดต่อหรือ inbox Facebook : ช่างรส บ้านสวย


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 96 ตารางเมตร

บ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 96 ตารางเมตร

บ้านสไตล์โมเดิร์น

บ้านสไตล์โมเดิร์น


บ้านสไตล์โมเดิร์น เป็นรูปแบบหนึ่งของบ้านที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน มีลักษณะเด่นคือเรียบง่าย ทันสมัย และเน้นความสะดวกสบาย บ้านสไตล์โมเดิร์นมักใช้วัสดุที่ทันสมัย เช่น กระจก เหล็ก สแตนเลส และหินอ่อน การตกแต่งภายในมักเน้นความเรียบง่าย สะอาดตา และโปร่งโล่ง บ้านสไตล์โมเดิร์นเหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย ชอบความสะดวกสบาย และต้องการบ้านที่มีดีไซน์ที่โดดเด่น



บ้านหลังนี้เป็นผลงานก่อสร้างจาก ช่างรส บ้านสวย ตัวบ้านมีขนาดกะทัดรัด รองรับครอบครัวขนาดเล็ก ฟังก์ชันภายในบ้านประกอบด้วย 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง  และออกแบบให้หน้าบ้านเป็นพื้นที่ของระเบียง ทั้งหมดนี้มีพื้นที่ใช้สอย 96 ตารางเมตร และใช้งบในการสร้าง รวมค่าของและค่าแรงช่างที่ 780,000 บาท ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปชมรายละเอียดของบ้านกันเลย

ผลงานและรูปภาพและผลงาน : ช่างรส บ้านสวย
เรียบเรียง : withikaset.com
พิกัด : บ้านจิกเทิง อ.ตาลสุม จ.อุบลฯ

บ้านสไตล์โมเดิร์น

บ้านสไตล์โมเดิร์น

บ้านสไตล์โมเดิร์น

บ้านสไตล์โมเดิร์น




บ้านสไตล์โมเดิร์น

เมื่อเราเข้ามาภายในของบ้านแล้วนั้น จุดแรกที่เปิดประตูเข้ามาเจอคือห้องโถง ลักษณะของห้องนี้จะยาวไปด้านหลัง คลุมพื้นที่หน้าห้องนอนทั้งสามห้อง กระเบื้องที่ปูพื้นด้วยกระเบื้องลายไม้เข้ากันได้ดีกับผนังสีขาว ที่ตัดฐานขอบล่างด้วยบัวสีเดำเข้มอีกที ส่วนฝ้าหลุมที่เพิ่มมิติให้ห้องสวยขึ้น มีไฟซ่อนและติดตั้งไฟที่พร้อมต่อการใช้งาน




ห้องน้ำเป็นแบบแบ่งโซนติดด้วยงานกระเบื้องแบบเต็มผนัง สวยงามน่าใช้มากๆ ครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับบ้านโมเดิร์นชั้นเดียวหลังนี้ ที่มีสีสันสดใสทั้งภายนอกและภายใน นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันการใช้งานครบ ดังนั้นหากใครที่สนใจและอยากมีบ้านสวยๆ แบบหลังนี้ไว้ครอบครอง ติดต่อสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างครับ

ขอบคุณที่มา: เฟซบุ๊ก ช่างรส บ้านสวย


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีทำกระถางจากล้อยางรถยนต์เก่า ทำง่าย ใช้ดี ทนทาน

วิธีทำกระถางจากล้อยางรถยนต์เก่า ทำง่าย ใช้ดี ทนทาน

วิธีทำกระถางจากล้อยางรถยนต์เก่า

วิธีทำกระถางจากล้อยางรถยนต์เก่า


สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ มาเปลี่ยนยางรถยนต์เก่าๆ ให้เป็นกระถางปลูกผักสวนครัวสวยๆ กันครับ สำหรับแนวคิด วิธีทำกระถางจากล้อยางรถยนต์เก่า นั้นได้มาจากการดูคลิปวีดีโอจากยูทูปที่มีหลายๆช่องสอนทำกัน ซึ่งแต่ล่ะช่องก็จะมีสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งบอกได้เลยมีหลายแบบมากครับ แต่ล่ะแบบก็สวยๆ กันทั้งนั้น  ซึ่งในบทความนี้เราก็จะพามาดู วิธีทำกระถางจากล้อยางรถยนต์เก่า กันว่าจะออกมาเป็นอย่างไรครับ




อุปกรณ์ในการทำ

  • ยางรถยนต์เก่า
  • มีด
  • สี (กรณีต้องการสีสันสวยงาม)

วิธีทำกระถางจากล้อยางรถยนต์เก่า

1. เริ่มการเตรียมอุกรณ์ที่เราจะนำมาทำกระถางปลูกผักสวนครัว ประกอบไปด้วย ยางรถยนต์เก่า , มีด เตรียมไว้เพื่อให้ง่ายต่อการทำงาน

วิธีทำกระถางจากล้อยางรถยนต์เก่า

2.นำแบบที่เคยตัดไว้มวางเพื่อเป็นแนวทางในการตัดแล้วนำมีดครัสเตอร์ตัดตามแนวได้เลยโดยใช้ส่วนปลายของมีดในการตัด

วิธีทำกระถางจากล้อยางรถยนต์เก่า

3. เมื่อตัดเสร็จก็จะได้ดังภาพด้านล่าง

4.ขั้นตอนต่อมาเป็นการกับด้านยางล้อรถยนต์ซึ่งก้มีด้วยกันหลายวิธีแล้วแต่สะดวก สำหรับแอดก็กับแบบง่ายๆ โดยการกับผ่านไม้ง่า ก้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายและประหยัดครับ ดังภาพ




5. กับเสร็จก็ตกแตงนิดหน่อยเป็นอันใช้งานได้ครับ

วิธีทำกระถางจากล้อยางรถยนต์เก่า

6. เตรียมดินสำหรับปลูกผักสวนครัวได้เลยครับ ง่ายๆไม่ยุ่งยาก

หมายเหตุ  สำหรับวิธีการหายางรถยนต์ก็ง่ายนิดเดียว คือ เดินไปร้านยางรถยนต์ แล้วขอกับทางร้าน เพราะปกติทางร้านต้องนำยางไปทิ้ง หรือไปทำลายอยู่แล้ว อาจมีบางเจ้าที่ ขายให้ในราคาถูก ๆ เช่น วงละ 10-20 บาท เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่ให้ฟรีครับ

ที่มาภาพประกอบบทความ : facebook สาวชลบุรี พลัดถิ่น




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอย 91 ตารางเมตร

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น


บ้านชั้นเดียวโมเดิร์น เรียกได้ว่าเป็นบ้านที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบันมีการก่อสร้างขึ้นทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ซึ่งบ้านแต่ละหลังก็จะมีสไตล์การตกแต่งที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความชอบของเจ้าของและการออกแบบของผู้รับเหมา เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขามากที่สุด ดังนั้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งไอเดียกับคนที่ชื่นชอบบ้านสไตล์โมเดิร์น เราเลยได้นำตัวอย่างบ้านมาให้ทุกท่านได้รับชมและเป็นแนวทางกันครับ




สำหรับบ้านที่เรานำมาให้ชมเพื่อเป็นแนวทางในวันนี้เป็น บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอย 91 ตารางเมตร ซึ่งมีสีสันสวยงามทันสมัย ซึ่งเป็นผลงานของทีมงาน ช่างรส บ้านสวย ที่ได้สร้างบ้านหลังนี้ ณ จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

ที่มา : Facebook  ช่างรส บ้านสวย (9 ตุลาคม 2021)
เรียบเรียง : www.withikaset.com

ช่างรส บ้านสวย

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

ลักษณะภายนอกของบ้าน ออกแบบหลังคาให้เป็นทรงเพิงแหงนที่โดดเด่น และลาดเอียงไปด้านหลังมุงเมทัลชีท ฝ้าชายคาเลือกใช้แบบมีรูระบายอากาศ และแต่งขอบด้วยสีส้มสดใส ผนังใต้ชายคากรุทับด้วยไม้ฝา ตัวบ้านสีเทาตัดด้วยบัวปูนสีขาว ประตูหน้าบ้านเป็นบ้านไม้ขนาดใหญ่และหน้าต่าง เลือกใช้บานกระจกที่ทันสมัย

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

ระเบียงยาวหน้าบ้านที่ต่อหลังคายื่นออกมา มีพื้นที่ใช้สอยกว้าง ปูพื้นด้วยกระเบื้องโทนสีขาว รอบๆกั้นด้วยเหล็กระแนงที่ทาทับด้วยสีดำ อีกทั้งยังมีที่นั่งสำหรับผู้ที่มาเยี่ยมและเป็นที่ทำกิจกรรมสำหรับครอบครัว ติดตั้งโคมไฟดวงใหญ่ที่ฝ้าเพดาน เสาที่เป็นโครงสร้างกรุเสริมตรงกลางด้วยกระเบื้อง จากนั้นติดตั้งโคมไฟไว้ด้านบน ส่วนประตูเข้าบ้านกับหน้าต่าง เป็นประตูไม้ขนาดใหญ่ หน้าต่างบานกระจกใสที่ทันสมัย และง่ายต่อการเปิดใช้งาน




บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

ภายในจะเห็นกับห้องโถงที่มีพื้นที่ใช้สอยกว้าง พื้นห้องปูทับด้วยกระเบื้องหินอ่อนที่ดูสบายตา ผนังสีขาวและฝ้าเพดานหลุมสีขาวแต่งขอบด้วยสีเขียวมะนาว จากนั้นตามด้วยโคมไฟที่ส่องแสงสว่างทั่วห้อง พื้นที่จุดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นที่พักผ่อน ทำกกิจกรรมร่วมกัน หรือรองรับแขกที่มาเยือน




ห้องนอนที่สร้างไว้ติดกัน ประตูทางเข้าเป็นบานไม้ที่แข็งแรง และตัดกับสีผนังได้อย่างลงตัว ภายในออกแบบเน้นความเรียบง่าย ตกแต่งให้เป็นโทนเดียวกับห้องโถง ยกเว้นฝ้าเพดานที่เป็นแบบเรียบ และฝังไฟดาวน์ไลท์ทรงกลม หน้าต่างกระจกใสที่ใช้ เป็นช่องทางระบายอากาศที่ดี และรับแสงช่วยให้ภายในสว่าง จากนั้นติดตั้งบานมุ้งลวดไว้ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้สัตว์ร้ายเข้ามาได้

ต่อมาเป็นห้องน้ำ ประตูทางเข้าเป็นบาน PVC ที่มีลวดลายน่ารัก พื้นและผนังกรุทับด้วยกระเบื้องอย่างดี โดยพื้นเป็นกระเบื้องหินอ่อน ผนังเป็นลายอิฐสีขาวและคาดด้วยสีเทา จากนั้นตามด้วยสุขภัณฑ์ตามจุดต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการใช้งาน

ขอบคุณที่มา: เฟซบุ๊ก ช่างรส บ้านสวย


หมายเหตุ : บ้านทุกหลังที่ทางเว็บ www.withikaset.com นั้นได้นำมาลง  ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เพียงแค่นำเสนอเพื่อเป็นไอเดียสำหรับคนที่กำลังสร้างบ้านเท่านั้น และถ้าหากสนใจแบบบ้านที่เรารีวิว ก็สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาค่าก่อสร้างบ้านนั้น ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ และต้องขอบคุณเจ้าของผลงานมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

แบบบ้านโมเดิร์นชั้นเดียว กะทัดรัดน่าอยู่ พื้นที่ใช้สอย 85.5 ตร.ม.

แบบบ้านโมเดิร์นชั้นเดียว กะทัดรัดน่าอยู่ พื้นที่ใช้สอย 85.5 ตร.ม.

แบบบ้านโมเดิร์นชั้นเดียว

แบบบ้านโมเดิร์นชั้นเดียว


การสร้างบ้าน เป็นงานประณีตที่ต้องใช้ทั้งความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ซึ่งแน่นอนว่าต้องอาศัยระยะเวลาในการสร้าง เพราะบ้านหนึ่งหลังมีองค์ประกอบมากมาย  วันนี้เรามีแบบบ้านโมเดิร์นหลังคาทรงเพิงแหงนมาฝาก




บ้านโมเดิร์นหลังนี้ ได้รับการเผยแพร่จากผู้ใช้งานเฟซบุ๊กคุณ ช่างรส บ้านสวย(เจ้าของผลงาน) พื้นที่ของบ้าน 85.5 ตารางเมตร แบ่งใช้สอยอย่างเกิดประโยชน์ ได้แก่ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง 1 ห้องครัว และระเบียงหน้าบ้านที่เหมาะสำหรับใช้เป็นที่พักผ่อน ในการสร้างจบด้วยงบรวมค่าของและค่าแรงช่าง 790,000 บาท (19 พฤศจิกายน 2022) ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปชมรายละเอียดของบ้านกันเลย

ที่มาและรูปภาพ : ช่างรส บ้านสวย
สถานที่ก่อสร้าง : บ้านบัวงาม ตำบลบัวงาม อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
เรียบเรียง : withikaset.com

แบบบ้านโมเดิร์นชั้นเดียว

แบบบ้านโมเดิร์นชั้นเดียว

สำหรับบ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียวยกพื้น ออกแบบสไตล์โมเดิร์น หลังคาทรงเพิงแหงน มุงด้วยเมทัลชีท ฝ้าเพดานใต้หลังคาเป็นแบบเรียบสีขาว มีรูระบายอากาศ ช่วยให้ภายในบ้านเย็นสบาย  ผนังภายนอกของตัวบ้านทาด้วยโทนสีเทา ติดตั้งประตูบ้านและหน้าต่างด้วยกระจกอลูมิเนียมล้อมรอบด้วยบัวปูนสีขาว มุมหน้าบ้านออกแบบให้มีระเบียงพร้อมสำหรับนั่งพักผ่อน ทำกิจกรรมต่างๆ

แบบบ้านโมเดิร์นชั้นเดียว




แบบบ้านโมเดิร์นชั้นเดียว

รอบบ้านเทคอนกรีตทั้งหมด ทำให้ช่วยรักษาความสะอาดได้ง่ายและเดินรอบบ้านได้สะดวก

ภายในบ้าน(ห้องโถง) ตกแต่งผนังด้วยโทนสีขาวตัดขอบด้านล่างด้วยโทนสีน้ำตาลเข้ม ปูพื้นด้วยกระเบื้องหินอ่อนสีเทาอ่อน ซึ่งดูเข้ากันกับสีผนังของตัวบ้าน ฝ้าเดานเป็นแบบหลุม ติดตั้งดาวน์ไลท์แต่ละจุด เพื่อให้ความสว่างแก่พื้นที่ภายในบ้าน และติดตั้งหน้าต่างเพื่อให้ความสว่างและช่วยระบายอากาศภายในบ้าน




ส่วนของห้องครัวเป็นแบบเคาน์เตอร์ซิงค์ปูนติดด้วยงานกระเบื้องรูปทรงตัวแอล ผนังห้องครัวติดด้วยกระเบื้องบางส่วน พื้นปูด้วยกระเบื้องลายหินอ่อนเช่นกันและมีประตูออกหลังบ้านซักล้างได้

ส่วนของห้องน้ำ ตกแต่งอย่างน่ารัก ผนังตกแต่งด้วยกระเบื้องสีขาวลวดลายต่างๆ ปูพื้นด้วยกระเบื้องโทนสีเทา ซึ่งดูมีความสวยงาม มีสุขภััณฑ์ครบครัน พร้อมใช้งาน

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ บ้านโมเดิร์นกะทัดรัดหลังนี้ ที่สร้างให้น่าอยู่ มีฟังก์ชันการใช้งานครบ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนทุกยุควัย สำหรับใครที่มีแผนจะสร้างบ้านและอยากได้บ้านสไตล์นี้ไปครอบครอง สามารถติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่าง

ช่างรส บ้านสวย
สนใจติดต่อ โทร 0612592901
Facebook : ช่างรส บ้านสวย


หมายเหตุ : บ้านทุกหลังที่ทางเว็บ  www.withikaset.com นั้นได้นำมาลง  ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เพียงแค่นำเสนอเพื่อเป็นไอเดียสำหรับคนที่กำลังสร้างบ้านเท่านั้น และถ้าหากสนใจแบบบ้านที่เรารีวิว ก็สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาค่าก่อสร้างบ้านนั้น ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ และต้องขอบคุณเจ้าของผลงานมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ