(คลิป) ลุงเทียน เกษตรกรแบบเสือนอนกิน : มหาอำนาจบ้านนา

(คลิป) ลุงเทียน เกษตรกรแบบเสือนอนกิน : มหาอำนาจบ้านนา


“ลุงเทียน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “เสือนอนกิน” เนื่องจากลุงเทียนสามารถหารายได้จากการเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา โดยเลือกวิธีการเลี้ยงผสมผสานให้ทั้งสองอย่างอยู่ในบ่อเดียวกัน และเลี้ยงแบบปล่อยให้สัตว์ทั้งสองชนิดอยู่กันแบบธรรมชาติ โดยที่ลุงเทียนเเทบจะไม่ได้จัดการอะไรมากมาย ทำให้มีรายได้ทั้งรายวัน รายเดือนและรายปี



ที่มา | รายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2564 เวลา 16.05 – 16.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือรับชมย้อนหลังได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/LordsOfFarm

การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน

หลักการเกษตรแบบผสมผสาน เป็นเรื่องที่เกษตรกรรู้จักวิธีการนี้มานานแล้ว แต่การนำไปใช้ในทางปฏิบัติในบ้านเรายังมีอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้ การเกษตรแบบผสมผสานระหว่างการเลี้ยงปลาร่วมกับการปลูกพืช การเลี้ยงปลาในนาข้าว หรือการเลี้ยงปศุสัตว์ เช่น สุกร เป็ด ไก่ และการเลี้ยงปลา ร่วมกับปลา ก็เช่นกัน เกษตรกรได้ปฏิบัติกันมานานนับศตวรรษแล้ว ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น รวมทั้งบางประเทศในยุโรปตะวันออก เช่น ฮังการี ด้วยประเทศเหล่านี้ ต่างยอมรับว่าระบบการผลิตสัตว์น้ำและสัตว์บก ที่ผสมผสานกันนี้ เอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่กันและกันเป็นอย่างดี นับเป็นระบบการผลิตทางการเกษตร ที่มีประสิทธิภาพสูงมากระบบหนึ่งเท่าที่มีมา

ข้อดีของการเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน

  • สามารถใช้ประโยชน์ของที่ดินได้เต็มที่ ดินรอบ ๆ บ่อ ใช้ปลูกพืชผัก และใช้เป็นที่สร้างคอกเลี้ยงสัตว์ ส่วนน้ำในบ่อนอกจากใช้เลี้ยงปลาแล้วยังปลูกพืชอื่น ๆ ได้อีก เช่น ผักบุ้ง
  • เศษเหลือของพืชและสัตว์สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เช่น มูลสัตว์ เศษอาหารสัตว์ เศษผักหญ้าต่าง ๆ ซึ่งถ้าตกลงไปในบ่อก็กลายเป็นอาหารปลา และเป็นปุ๋ยสำหรับเติมบ่อปลา ขณะเดียวกันโคลนเลนก้นบ่อก็สามารถนำมาปลูกพืชต่าง ๆ ได้ดี การนำของเศษเหลือ ของเสียต่าง ๆ กลับมาใช้อีกนี้เป็นการกำจัดของเสีย และช่วยลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าอาหารปลา ค่าอาหารสัตว์ ค่าปุ๋ย
  • เป็นการเพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้ สามารถใช้บริโภคภายในครอบครัว ถ้าเหลือก็สามารถนำออกขาย เกิดเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินการต่อไป และเป็นการใช้แรงงานภายในครอบครัวให้เป็นประโยชน์
  • ลดอัตราการเสี่ยงต่อการขาดทุนได้ดีกว่าการเลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ หรือ ปลูกพืชอย่างเดียวและเป็นการลดต้นทุน เพราะกิจกรรมแต่ละอย่างต้องพึ่งพากัน
  • ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนจากการจำหน่ายผลผลิตจากฟาร์มตลอดปี



บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

“กระจับ” พืชเขาควายแห่งเมืองสุพรรณ | มหาอำนาจบ้านนา

“กระจับ” พืชเขาควายแห่งเมืองสุพรรณ | มหาอำนาจบ้านนา

 กระจับเขาควาย


กระจับเขาควาย” สุดยอดวัตถุดิบท้องถิ่นในจังหวัดสุพรรณบุรี จากเดิมเป็นวัชพืชที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก “พี่จุ๋ม” หนุ่มสุพรรณ ที่แต่เดิมบ้านทำไร่กระจับมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เขาได้ทำให้กระจับกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากการโพสต์ในโลกโซเชียลมีเดีย จึงทำให้เป็นน่าสนใจแก่ผู้พบเห็น และเขายังสร้างรายได้จากการปลูกกระจับ ทำการตลาดเพื่อส่งออกเป็นเจ้าแรกอีกด้วย กระจับนอกจากจะมีรูปร่างหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ในเรื่องของรสชาติก็ยังมีความอร่อยที่ลงตัวอีกตัว



กระจับเขาควาย เป็นพืชน้ำล้มลุกอายุหลายฤดู มีอยู่ทั่วไป ลักษณะเป็นกอลอยน้ำ ชอบน้ำนิ่ง มีรากหยั่งยึดดินและมีไหล ใบเดี่ยวมี 2 แบบ ใบที่ลอยน้ำมีก้านยาว อวบน้ำและพองเป็นกระเปาะตรงกลาง ทำให้ลอยน้ำได้ดี แผ่นใบมีรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือรูปพัด ใบจะเรียงรอบลำต้นเวียนเป็นเกลียวถี่ๆ ทำให้ดูเหมือนใบแผ่เป็นวงรอบต้น ใบอีกแบบหนึ่งอยู่ในน้ำ เป็นเส้นฝอยๆ คล้ายราก

ดอก เป็นดอกเดี่ยวสีขาว ออกที่โคนก้านใบ มีกลีบดอก 4 กลีบ บานอยู่เหนือน้ำ เมื่อติดผลแล้ว ก้านดอกจะงอกลับลงน้ำและผลจะเจริญอยู่ใต้น้ำ ผลอ่อนสีม่วงอมแดงจะเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อแก่ ส่วนที่เป็นเขาโค้ง 2 ข้าง เจริญมาจากกลีบเลี้ยง ผลหรือฝักกระจับมีสีดำขนาดใหญ่ เปลือกหนาแข็งงอโค้งคล้ายเขาควาย เมื่อกะเทาะเปลือกนอกที่แข็งออก จะได้เนื้อในสีขาว มีแป้งมาก

สำหรับประโยชน์ของกระจับมีมากมาย ซึ่งส่วนมากและการใช้ประโยชน์จากกระจับจะนิยมนำฝักกระจับ มารับประทานเนื้อของฝักกระจับ สามารถนำเอามาทำอาหารหวานและอาหารคาวได้มากมาย ส่วนต้นกระจับหลายคนนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ เหมือนบัว ต้นกระจับนั้นสามารถใช้ประโยชน์ได้ นำมาทำยาแก้ปวดท้อง นอกจากนั้น ต้นกระจับที่เหลือจากการนำมาใช้ประโชยน์นั้นนิยมนำมาทำปุ๋ยหมัก ซึ่งสามารถวับน้ำได้ดี เหมาะแก่การปลูกพืช

กระจับเขควาย

ขั้นตอนการปลูก

วิธีการ เหมือนกับการดำนา เอายอดพันธุ์มาดำ โดยนำยอด 1-2 ยอด ฝังลงไปในพื้นดิน ระยะห่างระหว่างต้นและแถว (1.1 x 1 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ = 1,000 กอ) และหลังจากปลูก 1 สัปดาห์  ใส่ปุ๋ยสูตร  24-8-8 ต้นกล้าเริ่มตั้งตัวและทอดยอด จากนั้นให้เริ่มเติมน้ำเข้าแปลงเป็นระยะๆ  จนระดับความสูงขั้นต่ำ 60 เซนติเมตร พอต้นแข็งแรงเริ่มแตกกอและตั้งยอด บำรุงด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 24-8-8 อีกครั้งร่วมกับปุ๋ยน้ำหรือสารสกัดสมุนไพร ฉีดพ่นทางใบ ทุกๆ 15-20 วัน

การเก็บผลผลิต

กระจับอ่อน มีสีน้ำตาลอ่อน  กระจับแก่ มีสีน้ำตาลเข้ม คนเก็บมือใหม่  ใช้วิธีกดเขา ถ้าเขาแก่ แข็ง ไม่หัก หากนำไปต้มกิน ต้องใช้กระจับแก่ แข็งๆ

ที่มา : รายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม 2566 เวลา 16.05 – 16.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือรับชมย้อนหลังได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/LordsOfFarm




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

(คลิป) ปลูกผักสลัด ในถุงพลาสติก ประหยัดพื้นที่ดูแลง่าย

(คลิป) ปลูกผักสลัด ในถุงพลาสติก ประหยัดพื้นที่ดูแลง่าย

ปลูกผักสลัด ในถุงพลาสติก


ผักสลัดยอดนิยม หน้าตาแบบนี้เรียกว่าผักอะไรบ้าง

ในสลัดผัก 1 จาน สามารถใส่อะไรลงไปได้หลายอย่าง ทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ขนมปังกรอบ หรือแม้แต่ธัญพืชชนิดต่าง ๆ ก็สามารถรับประทานคู่กับน้ำสลัดอีกมากมายได้สบาย ๆ แต่ถ้าจะคัดเฉพาะผักล้วน ๆ หลายคนก็อาจจะอยากรู้ว่าคนทั่วไปเขานิยมรับประทานผักชนิดไหนกันบ้าง วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยนำความรู้เรื่องผักสลัดหลากหลายชนิดที่คนนิยมมาให้ได้รู้กัน ส่วนจะมีผักชนิดไหนกันบ้าง มาดูเลย



ผักกาดคอส

ผักกาดคอส (Cos Lettuce) มีชื่อเรียกมากมาย ทั้งผักกาดโรเมน (Romaine Lettuce) ผักกรีนคอส เบบี้คอส บ้างก็เรียกผักกาดหวาน เป็นผักสลัดอันดับต้น ๆ ที่นิยมรับประทานกัน ด้วยความที่ผักกาดชนิดนี้มีรสชาติขมเล็กน้อย แต่มีความกรอบและเบา เหมาะจะนำไปทำเป็นซีซาร์สลัดได้สบาย ๆ นอกจากนี้ผักกาดคอสยังอุดมไปด้วยวิตามินซี มีไฟเบอร์สูง โพรแทสเซียม และกรดโฟเลตก็สูงไม่แพ้กันด้วย

บัตเตอร์เฮด

ผักกาดหอมบัตเตอร์เฮด (Butter head Lettuce) เองก็เป็นผักที่นิยมกินเป็นสลัดด้วยเช่นกัน เพราะมีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย เหมาะจะกินคู่กับเนื้อปลาทูน่า และเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ อีกทั้งผักกาดหอมบัตเตอร์เฮดยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ โพรแทสเซียม กรดโฟเลต แต่ข้อเสียก็คือเก็บได้ไม่เกิน 2 วันก็จะเหี่ยวเน่าไม่น่ากินแล้ว

ผักกาดแก้ว (Iceberg Lettuce)

แค่ชื่อผักกาดแก้วก็บ่งบอกได้ถึงความกรอบของผักชนิดนี่แล้วเนอะ แถมผักกาดแก้วเองก็มีความหวานอยู่ในตัวอีกด้วย เลยไม่น่าแปลกใจที่จะเป็นผักอีกชนิดที่นิยมรับประทานเป็นสลัดผัก ส่วนเรื่องคุณค่าอาหารก็ไม่ต้องพูดถึง ผักกาดแก้วอุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินเอ วิตามินซี โพรแทสเซียม กรดโฟเลต และสารอาหาร รวมทั้งแร่ธาตุที่มีประโยชน์กับร่างกายเราอีกมากมายเลยล่ะ

เรดคอรัล

ผักกาดคอรัล (Red Leaf Lettuce) บ้างก็เรียกว่า เรดคอรัล หรือผักกาดหอมใบแดง จะมีรสชาติไม่แตกต่างจากผักกาดหอมชนิดอื่นเท่าไร นอกจากอาจจะมีรสชาติที่หวาน และกรอบกว่า รวมทั้งสีแดง ๆ ของผักกาดชนิดนี้ อาจจะช่วยกระตุ้นน้ำย่อยของมนุษย์ได้ดีกว่าผักกาดหอมสีเขียวธรรมดา ซึ่งผักกาดหอมสีแดงเองก็อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ และกรดโฟเลตอีกด้วยจ้า

ชิโครี

ชิโครี (Chicory) มีรสชาติออกขมนิด ๆ แอบมีรสเผ็ดร้อนหน่อย ๆ ด้วย เลยเหมาะที่จะนำไปกินเป็นผักสลัด อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ และวิตามินซีที่สูงมากอีกด้วย

เรดิชิโอ

เรดิชิโอ (Radicchio) รูปร่างคล้ายหัวกะหล่ำปลี มีสีแดงอมม่วง มีรสขมเล็กน้อย ที่ถึงแม้จะหาซื้อได้ยาก แต่ก็ยังมีขายตามซูเปอร์มาเก็ตชั้นนำทั่วไป และถึงแม้จะเป็นผักที่ขาดแคลนคลอโรฟิล แต่ก็ยังมีวิตามินซี และธาตุเหล็กที่สูงมาก ๆ ทดแทนกันได้อยู่

เรดโอ๊คและกรีนโอ๊ค

เรดโอ๊คและกรีนโอ๊ค

ผักเรดโอ๊คและกรีนโอ๊ค (Red Oak, Green Oak) มีทั้งสีแดงและสีเขียว ลักษณะใบหยักโค้งมน มีรสหวานกรอบ และมีกากใยอาหารสูง ช่วยล้างผนังลำไส้

ต้นอ่อนผัก (Mesclun)

เป็นการนำเอาต้นอ่อน หรือยอดอ่อนของผักหลาย ๆ ชนิดมารวมกัน โดยส่วนมากจะเป็นผักตระกูลผักกาดมากกว่า และจะผสมผสานผักหลาย ๆ สี เพื่อให้ได้คุณค่าทางสารอาหารอย่างครบถ้วน เหมาะจะกินกับสลัดทุกแบบทุกสไตล์เลย

ทั้งหมดนี้ก็เป็นผักหลากหลายชนิดที่เรามักจะเห็นว่าอยู่ในจานสลัดร่วมกับเครื่องปรุง และอาหารชนิดอื่น ๆ เห็นผักแต่ละชนิดแล้วก็นึกอยากจะกินสลัดผักเบา ๆ สักจานเลยเนอะ

โดย : Home & Garden
คลิป : https://www.youtube.com/watch?v=HNZBV3kDfrg




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

(คลิป) ไข่ผำ พืชจิ๋วสรรพคุณแจ๋ว : มหาอำนาจบ้านนา

(คลิป) ไข่ผำ พืชจิ๋วสรรพคุณแจ๋ว : มหาอำนาจบ้านนา

ไข่ผำ


“แสบ” ผู้ที่อยากจะรักษาผืนดินของพ่อให้คงอยู่ โดยเธอตัดสินใจออกจากงานประจำกลับมาอยู่กับแม่ที่บ้าน และสานต่อการทำเกษตรของพ่อ พืชผักที่ปลูกในสวนแห่งนี้แสบจะเน้นปลูกแบบอินทรีย์ และมีพืชน้ำที่เป็นจุดเด่นของสวนคือ “ไข่ผำ” นอกจากจะขายสดแล้วแสบยังนำไปแปรรูปหลายอย่าง เช่น สบู่ผำ, ข้าวเกรียบผำ ทำให้คนสนใจอยากมาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก

ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 16.05 – 16.30 น. ทางไทยพีบีเอส

ที่มา Youtube Channel : ThaiPBS
ดูคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=oo2gKa7irRM




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ร่วมชมบรรยากาศงานประกวด” ไก่สวยงาม “ ไก่เหลืองหางขาว

ร่วมชมบรรยากาศงานประกวด” ไก่สวยงาม “| ไก่เหลืองหางขาว-ไก่ประดู่หางดำ-ไก่คละสี | @จังหวัดร้อยเอ็ด ๑๐๑

 ไก่สวยงาม




คนไทยรู้จักการเลี้ยงไก่ชน และมีการชนไก่มาตั้งแต่หลายร้อยปี โดยมีหลักฐานที่เด่นชัด ได้แก่ พงศาวดารที่เล่าถึงการชนไก่ของพร นเรศวรมหาราชที่ใช้ไก่ชนเหลืองหางขาว นอกจากนั้น ยังพบภาพเขียนที่บอกเล่าเรื่องราวการชนไก่ของคนไทยในอดีต อาทิ ภาพวาดฝาผนังที่วัดสุวรรณดาราราม จ.พระนครศรีอยุธยา และภาพวาดฝาผนังวัดภูมิทร์ จ.เชียงใหม่ เป็นต้น

สายพันธุ์ไก่ชน

เหลืองหางขาว

เหลืองหางขาว

ไก่ชนพระนเรศวรมหาราช เป็นไก่ชนตามประวัติศาสตร์ซึ่งปรากฏอยู่ในพงศาวดาร เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพำนักอยู่ในกรุงหงสาวดี ประเทศพม่า พระองค์ทรงนำไก่เหลืองหางขาวไปจากเมืองพิษณุโลก เพื่อนำไปชนกับไก่ของพระมหาอุปราชา เป็นไก่ชนที่มีลักษณะพิเศษมีความเฉลียวฉลาดในการต่อสู้ จึงชนชนะ จนได้รับสมญาว่า “เหลืองหางขาว ไก่เจ้าเลี้ยง” ซึ่งสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพิษณุโลก ได้ศึกษาค้นคว้า และทำการส่งเสริมเผยแพร่ โดยจัดประกวดครั้งแรกขึ้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2533 และในปี 2534 ได้จัดตั้ง ชมรมอนุรักษ์ไก่ชนพระนเรศวรมหาราชขึ้นที่ ตำบลหัวรออำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลกโดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การ บริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลกจนถึงปี 2542 ได้จัด ตั้งกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ไก่ชนพระนเรศวรมหาราชขึ้นทุกอำเภอ รวม 12 กลุ่มเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์ให้คงอยู่ เป็นสมบัติคู่ชาติตลอดไป

ประดู่เลาหางขาว

ไก่ชนพันธุ์ประดู่เลาหางขาว แหล่งกำเนิด เชื่อว่ามาจากพระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี กำแพงเพชร มีนบุรี หนองจอก สุโขทัย ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช ประเภท เป็นไก่ชนไทยขนาดกลาง ตัวผู้หนัก 3.00 – 4.00 กก. ตัวเมียหนัก 2.50 – 3.00 กก. สีของเปลือกไข่ เปลือกไข่สีน้ำตาลอ่อน สีของลูกเจี๊ยบ ขนหัว ขนคอขาว ขนหางดำ ปีกในสีดำ ปีกนอกสีขาว หน้าคอ หน้าท้องสีขาว ประวัติความเป็นมา ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีความเป็นมาอย่างไร พัฒนามาจากไก่สายพันธุ์ใด ในประวัติศาสตร์ หรือการบันทึกยังไม่พบว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญท่านใดในประวัติศาสตร์

ประดู่หางดำ

ไก่พันธุ์ประดู่หางดำ ได้รับการรวบรวมและพัฒนาสายพันธุ์จากไก่พื้นเมืองภาคเหนือ โดยศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ เพื่อให้เป็นไก่ที่ให้ผลผลิตดี มีความต้านทานต่อโรคและสภาพอากาศของภาคเหนือ ขนาดโตเต็มที่หนัก 2.8-3.5 กก. เริ่มวางไข่เมื่ออายุ 6 เดือน ให้ไข่ปีละ 120- 180 ฟอง/แม่ และผลิตลูกไก่ได้ปีละ 40-60 ตัว/แม่ สามารถฟักไข่และเลี้ยงลูกเอง เหมาะสำหรับนำไปปรับปรุงพันธุ์กับไก่พื้นเมืองที่มีขนาดเล็กอยู่ ให้ได้ไก่ที่มีขนาดโตขึ้น ทนทานต่อโรคและปรับปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศในพื้นที่ได้ดี

ทองแดงหางดำ

ไก่ชนพันธุ์ทองแดงหางดำ ไก่ชนสายพันธุ์นี้ เป็นพันธุ์แท้แต่โบราณ ทราบได้สมัยอยุธยา ตอนฉลองกรุงหงสาวดีจัดให้มีการชนไก่ หน้าพระที่นั่งพระเจ้าบุเรงนอง สมเด็จพระนเรศวรมหาราชครั้นยังทรงพำนักอยู่หงสาวดี ได้มีรับสั่งให้สมเด็จพระน้องยาเธอ พระเอกาทศรถ นำไก่ไทยไปร่วมชนในงานฉลองกรุงหงสาวดีครั้งนั้นด้วยไก่ทองแดงหางดำ ได้ไปสร้างชื่อเสียงเอาชนะไก่พม่าได้อย่างง่ายดาย

ไก่ชนพันธุ์เขียวหางดำหรือเขียวกา

เขียวหางดำ หรือ เขียวกา บางแห่งเรียกว่า “เขียวพาลี หรือเขียวไข่กา” เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากทางภาคใต้และตะวันออก มีลักษณะเด่นๆ พอที่จะสังเกตได้ดังนี้

  • ลักษณะทั่วไปคล้ายๆ กับประดู่หางดำ ปากดำ
  • หงอนหิน หน้าหงอนบางกลางหงอนสูง ท้ายหงอนจะตกกดกระหม่อม
  • สร้อยปีก สร้อยคอ สร้อยคอหลังและสร้อยหางสีเขียวคล้ายปีกแมลงภู่
  • ขนปีกและลำตัวเขียวหรือเขียวอมดำ หางสีดำ
  • แข้งดำ เล็บดำ

ไก่ชนพันธุ์นกแดงหางแดง

ไก่ชนพันธุ์นกแดงหางแดงสายพันธุ์ไก่นกแดงหางแดง เป็นไก่พันธุ์แท้แต่โบราณ มีอยู่ทั่ว ๆ ไป แถบภาคกลาง ภาคใต้ และภาคเหนือ ไก่นกแดงที่มีชื่อโด่งดังครั้งสมัยอยุธยาตอนกลาง เป็นไก่ของขุนฤทธิ์ปูพ่าย หรือพระยาศรีไสณรงค์ เจ้าเมืองกาญจนบุรี ทหารเอกแห่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเป็นเพื่อนสนิทของขุนเดชพระเวทย์แสนศึกสู้ หรือพระยาไชยบูลย์ผู้นิยมไก่เขียวหางดำ และไก่นกแดงเช่นกัน อาจารย์พนได้เป็นผู้ให้ข้อมูล

ไก่ชนพันธุ์ลายหางขาว

ไก่ชนพันธุ์ลายหางขาวแหล่งกำเนิด เป็นไก่ในเขตภาคเหนือแถบจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ในภาคอีสาน ขอนแก่น มหาสารคาม ในภาคกลางและภาคใต้จะพบอยู่ทั่วไป เช่น เพชรบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา และนครศรีธรรมราช เป็นต้น

ไก่ชนพันธุ์นกกรดหางดำ

ไก่ชนพันธุ์นกกรดหางดำ ไก่นกกรด เป็นไก่สวยงามอีกพันธุ์หนึ่ง ท่าทางยืนเด่นสง่าผ่าเผย ชนเชิงดี มักมีแข้งเปล่า เป็นไก่ชนดุดันไม่กลัวใคร ไก่นกกรดเป็นไก่พันธุ์แท้แต่โบราณครั้งอยุธยา โด่งดังเมื่อครั้งฉลองกรุงหงสาวดีจัดให้มีการชนไก่หน้าพระที่นั่งบุเรงนอง สมเด็จพระนเรศวรยังทรงพำนักอยู่พม่า โปรดให้พระน้องยาเธอสมเด็จพระเอกาทศรถนำไก่กรดไปชนหน้าพระที่นั่ง ได้ชนะไก่พม่า และได้อยู่เป็นพ่อพันธุ์สืบทอดในประเทศพม่าจนถึงปัจจุบัน



ไก่ชนพันธุ์เทาหางขาว

ไก่ชนพันธุ์เทาหางขาว ไก่เทา หรือไก่สีเทา หรือไก่เถ้า มีแหล่งกำเนิดทั่วไปของประเทศไทย แหล่งกำเนิดไก่เทาที่มีชื่อเสียง เช่น จังหวัดตาก, อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี, อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี และแถบภาคอีสานจังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ นครราชสีมา อุบลราชธานี เป็นต้น ไก่เทาเป็นไก่ขนาดกลางน้ำหนักตัวเฉลี่ยตัวผู้ประมาณ 3-3.5 กก. ตัวเมียประมาณ 2-3 กก.

ไก่ชนพันธุ์เขียวเลาหางขาว

ไก่ชนพันธุ์เขียวเลาหางขาว สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาไก่พื้นเมืองไทย กำหนดไว้เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2544 ในงานภูมิปัญญาเกษตรกรไทย ณ. อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี

แหล่งกำเนิด มีแหล่งกำเนิดที่สำคัญอยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชร เพชรบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และอีกหลายจังหวัดในประเทศไทย สีเปลือกไข่ เปลือกสีขาวอมน้ำตาล ลูกเจี๊ยบหัวขาว หน้าคอ หน้าอกสีขาว สันหลังดำ ปีกในดำ ไชปีกนอกขาว ปาก แข้ง เล็บ เดือย สีขาวอมเหลือง อมน้ำตาล ตาสีขาวอมเหลือง

ที่มา : Youtrube BANKKOKSIAMMUANGYIM FARM


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

คอกวัวงบ 10000 บาท สร้างวันเสร็จ เลือกวัวเข้าเลี้ยงสวยการจัดการดีมาก

คอกวัวงบ 10000 บาท สร้างวันเสร็จ เลือกวัวเข้าเลี้ยงสวยการจัดการดี

สวัดดีครับ วันนี้เอาใจคนที่ชอบเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะคนที่เริ่มเลี้ยงวัวหรือควายมือใหม่  ซึ่งเป็นอาชีพที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากด้วยราคาที่กำลังขยัยตัวสูงขึ้นเรื่องๆ สำหรับมือใหม่นั้นแน่นอน คอกวัว หรือ โรงเรือนเลี้ยงวัว ก็มีความจำเป็นและสำคัญเป็นอย่างมาก และเป้นอีกหนึ่งต้นทุนที่ต้องเจอสำหรับมือใหม่ วันนี้เราเลยเอาแนวทางหรือไอเดียคอกวัว ราคาไม่เกิน 10,000 บาท ที่สร้างวันเดียวหรือสองวันเสร็จมากฝากกัน ต้องขอบคุณ Youtrube บ่าวธุทธสีเกด ที่ได้ลงคลิปดีๆและมีประโยชน์ มานะที่นี้ด้วยครับ

ที่มา : Youtrube บ่าวรุทธ สีเกด , เจ้าของคอกวัว คุณอาทิตย์




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เทคนิคการปลูกอะโวคาโด ให้ได้ผลผลิตดี

เทคนิคการปลูกอะโวคาโด ให้ได้ผลผลิตดี

เทคนิคการปลูกอะโวคาโด

อะโวคาโด หรือ ลูกเนย Avocado เป็นผลไม้ที่มีเนื้อมันเป็นเนย เป็นต้นไม้พื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก จัดเป็นพืชดอกในวงศ์ Lauraceae ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกับอบเชย เเละกระวาน ผลของอะโวคาโดมีรูปทรงคล้ายสาลี่ รูปไข่ หรือรูปกลม มิชชันนารีชาวอเมริกันนำมาปลูกในประเทศไทยครั้งแรกที่จังหวัดน่าน ต่อจากนั้นจึงมีหน่วยงานต่าง ๆ นำอะโวคาโดมาปลูกมากขึ้น อะโวคาโดเป็นไม้ยืนต้น ต้นโตเต็มที่สูงถึง 18 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน ผิวขรุขระ ใบสีเขียวสด ดอกขนาดเล็ก สีเขียวอมเหลือง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งผลกลมรีหรือทรงลูกแพร์ มีทั้งพันธุ์เปลือกหนาและเปลือกบาง เนื้อมีตั้งแต่เหลืองอ่อนจนถึงเหลืองเข้ม รสมัน เนื้อละเอียด ไม่มีกลิ่น มีเมล็ดเดียว มีรกหุ้มเมล็ด




สายพันธุ์อะโวคาโดที่นิยมปลูก

  • พันธุ์แฮส (Hass) ใบแหลมเรียว ใบออกห่าง ๆ กัน ผลรูปแพร์ ผิวขรุขระมาก ผิวสีเขียวเข้ม เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ ผลมีขนาดเล็กน้ำหนักประมาณ 200-300 กรัม เนื้อสีเหลือง เมล็ดเล็กถึงขนาดกลาง เปลือกผลค่อนข้างหนา ทนทานต่อการขนส่ง พันธุ์นี้ยังมีข้อดีอีกประการคือ เมื่อผลแก่แล้ว ก็ยังสามารถเลี้ยงอยู่บนต้นได้อีกนานหลายเดือน ช่วงเก็บเกี่ยวผลเดือนธันวาคม- กุมภาพันธ์ มีไขมันสูงมาก คือ ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นพันธุ์การค้าอันดับ 1 ของโลก พันธุ์นี้ผลมีราคาแพงมากที่สุด แต่ให้ผลดีในที่อากาศเย็น พื้นที่ปลูกที่เหมาะสมควรสูงจากระดับน้ำทะเล 600 เมตรขึ้นไป ระยะปลูกที่แนะนำคือ 8×8 เมตร
  • บูช 7 (Booth-7) ใบใหญ่เป็นมัน ผลค่อนข้างกลมป้านขนาดประมาณ 3 ผลต่อกิโลกรัม ผิวผลค่อนข้างขรุขระ สีเขียว เปลือกหนา เนื้อสีเหลืองอ่อน เมล็ดขนาดกลาง เมื่อสุกผลมักจะตกกระ มีไขมัน 7-14 เปอร์เซ็นต์ ช่วงเก็บเกี่ยวผลประมาณวันที่ ตุลาคม ถึง ธันวาคม พันธุ์นี้ให้ผลผลิตดก ลำต้นขนาดใหญ่ ค่อนข้างทนต่อโรคแต่ผลรสชาติปานกลาง
  • ปีเตอร์สัน (Peterson) เป็นพันธุ์เบา ให้ผลผลิตก่อนพันธุ์อื่น ๆ คือประมาณเดือนมิถุนายน ถึง กรกฎาคม ลักษณะผล กลม ใบเรียงซ้อนกันถี่ ๆ และเป็นมัน ใบอ่อนสีแดง ผลมีลักษณะกลม

ขั้นตอนการปลูกอะโวคาโด

การเตรียมดิน

ต้องจัดเตรียมต้นกล้าอะโวคาโดไว้ก่อนล่วงหน้า โดยคัดเลือกต้นกล้าที่แข็งแรงสมบูรณ์และได้ขนาด เมื่อปลูกให้นำต้น อะโวคาโดลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ให้รอยต่อกิ่งหรือรอยแผลติดตาอยู่เหนือระดับดิน กลบดินรอบๆโคนต้นให้แน่นและรดน้ำให้ชุ่ม แล้วทำการคลุมผิวหน้าดินด้วยวัตถุคลุมดินที่เตรียมไว้เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้น ป้องกันเมล็ดวัชพืชงอก เเละป้องกันความร้อนจากแสงแดด ปักไม้หลักผูกเชือกยึดติดแน่นป้องกันลม รดน้ำให้สม่ำเสมอจนกว่าต้นจะตั้งตัวได้ ทั้งนี้อาจจะให้น้ำครั้งละ 20-40 ลิตรต่อต้น ทุก 3-4 วัน  ในระยะ 1 เดือนแรก ถ้าฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานก็ควรให้น้ำแก่ต้นอะโวคาโดเรื่อยๆ  เพื่อป้องกันต้นแห้งตาย สำหรับในช่วงฤดูร้อนของปีแรกหลังจากหมดฤดูฝนแล้วควรให้น้ำแก่ต้นอะโวคาโดทุกสัปดาห์ๆ ละ 40-60 ลิตรต่อต้น จนกว่าต้นอะโวคาโดจะมีอายุ 1 ปี หลังจากปลูก

การใส่ปุ๋ย

หลังจากปลูกอะโวคาโดได้ 1 เดือน โดยใส่ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแตสเซียมอัตราส่วน 3:1:1 ทั้งนี้อาจให้โดยใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ผสมกับยูเรีย (46-0-0) อัตราส่วน 1:1 คลุกเคล้ากันให้เข้ากันแล้วใส่ต้นละ 200 กรัม แบ่งใส่ประมาณ 3 ครั้งต่อปี ทุก 3 เดือน ปีที่ 2 จะใส่ปุ๋ยผสมดังกล่าวข้างต้นในอัตรา 300 กรัม แบ่งใส่ประมาณ 4 ครั้งต่อปี เมื่อต้นอะโวคาโดอายุได้ 3 ปี จะเริ่มให้ผลผลิต ปริมาณการใส่ปุ๋ยต่อต้นจะเพิ่มขึ้นตามการให้ผลและปุ๋ยที่ใช้ควรเปลี่ยนไปใช้ปุ๋ยดังนี้

ในระยะต้นปีที่ 3 จะใส่ปุ๋ยเหมือนปีที่ 2  แต่ปริมาณปุ๋ยเพิ่มขึ้นเป็นต้นละ 400 กรัม ใส่ 2 ครั้งในช่วงต้นฤดูฝนและกลางฤดูฝน พอถึงปลายฤดูฝนราวๆเดือนตุลาคม จะเปลี่ยนเป็นปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสหรือโพแตสเซียมสูง เช่น 8-24-24 หรือ 9-24-24 ในดินร่วนปนทรายหรือดินทราย ส่วนดินร่วนเหนียวควรใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 500 กรัมต่อต้น เพื่อให้ต้นอะโวคาโดออกดอกดีและเมื่อติดผลแล้วจึงใส่ปุ๋ยอัตราส่วน 3:1:1 ใหม่ เพื่อให้ผลเจริญเติบโตดีและติดผลได้มากขึ้นโดยอาจใส่ปุ๋ยยูเรียผสมปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตราส่วน 1:1 เพิ่มขึ้นอีกต้นละ 500 กรัม ในปีต่อๆไปอาจใช้วิธีวัดระยะจากโคนต้นไปยังรอบทรงพุ่มเป็นว่ากว้างกี่เมตรซึ่งจะสามารถคำนวณปริมาณการให้ปุ๋ยเท่ากับจำนวนกี่กิโลกรัมของการให้ปุ๋ยในต้นอะโวคาโดที่ใส่ให้ในแต่ละปีก็ได้ ควรมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้กับต้นอะโวคาโดทุกปี โดยใช้วิธีหว่านคลุมต้นและปล่อยให้ย่อยสลายตัวเอง

การให้น้ำ

ในระยะที่ปลูกอะโวคาโดใหม่ๆ ควรให้น้ำแก่ต้นอะโวคาโดเพื่อให้ต้นเจริญเติบโตและมีรากแผ่กระจายโดยควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ดินชุ่มแต่อย่าให้น้ำขัง เพราะจะทำให้รากเน่าต้นตายได้ สำหรับแปลงปลูกที่มีระบบการให้น้ำจากชลประทานไม่จำเป็นต้องให้ทุกวัน โดยต้นอะโวคาโดปลูกใหม่ต้องการน้ำวันละประมาณ 15 ลิตรต่อต้น ถ้าให้เว้นวันอาจให้ครั้งละ 30 ลิตรต่อต้น เมื่อต้นโตขึ้นปริมาณความต้องการน้ำจะมากขึ้น อาจเลือกวิธีการให้น้ำเป็นระบบน้ำหยดหรือมินิสปริงเกอร์บริเวณโคนต้นก็ได้ แล้วแต่ละพื้นที่ปลูกและเงินลงทุน เมื่อต้นอะโวคาโดถึงระยะที่จะออกดอกควรงดให้น้ำแก่อะโวคาโด แต่โดยปกติแล้วเป็นช่วงที่สิ้นสุดฤดูฝนและเข้าฤดูหนาว โดยสังเกตได้จากการเกิดตาดอกที่ยอด ซึ่งจะมีลักษณะตุ่มตาป้านกลมและช่อดอกจะเริ่มเจริญออกมา จึงเริ่มให้น้ำใหม่

ารจัดทรงต้นเเละตัดเเต่งกิ่งอะโวคาโด

ไม่มีระบบการจัดทรงต้นและตัดแต่งกิ่งที่แน่นอน ต้นอะโวคาโดที่ปลูกใหม่จนถึงระยะก่อนออกดอกและติดผลจะตัดแต่งกิ่งเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่ต้องตัดแต่งกิ่งเลย ยกเว้นตัดแต่งกิ่งเพื่อเปลี่ยนแปลงลักษณะพุ่มต้น เช่น อะโวคาโดพันธุ์ที่มีพุ่มสูงมักจะตัดยอดลงเพื่อให้แตกกิ่งใหม่เป็นพุ่มแผ่กว้างออก

การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวก่อนการเก็บเกี่ยวอะโวคาโดต้องตรวจสอบว่าผลแก่เก็บเกี่ยวได้หรือไม่โดยพิจารณาถึงระยะเวลาที่เก็บเกี่ยวของอะโวกาโดแต่ละพันธุ์นั้นๆ จากนั้นทดลองเก็บผลบนต้นในระดับต่างๆประมาณ 6-8 ผลเพื่อผ่าดูเยื่อหุ้มเมล็ด หากเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นสีน้ำตาลทั้งหมดก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ นอกจากนี้ควรพิจารณาลักษณะภายนอกของผลเพื่อให้มั่นใจว่าผลแก่แล้ว เนื่องจากบางครั้งในต้นเดียวกันอาจมีการออกดอก 2 ชุด ทำให้อายุของผลไม่เท่ากัน ในการเก็บเกี่ยวต้องให้มีขั้วผลติดอยู่กับผล หากขั้วผลหลุดออกจากผลจะทำให้ผลเสียหายได้ง่ายขณะบ่มให้สุก วิธีการเก็บเกี่ยวทำได้โดยเด็ดหรือใช้กรรไกรตัดขั้วผลหลุดออกจากกิ่ง อาจใช้บันไดปีนขึ้นไปเก็บหรือใช้ตะกร้อที่มีใบมีดตัดขั้ว สอยให้ติดขั้วหรือใช้กรรไกรด้ามยาวที่มีที่หนีบขั้วผลไว้ ไม่ให้ผลตกเสียหาย ควรระมัดระวังไม่ให้ผิวผลเสียหาย เมื่อเก็บแล้วให้ใส่ลงในภาชนะที่รองด้วยกระดาษหรือฟองน้ำที่ป้องกันความเสียหายได้ นำไปคัดแยกเอาผลที่ไม่ได้คุณภาพตามที่กำหนดออก ตัดขั้วผลให้สั้นลงเหลือเฉพาะส่วนฐานของขั้วที่ติดกับผล



การใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับพืช

ฉีดพ่นบิ๊กทางใบ อัตรา 2 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นทางใบทุก 7-10 วัน เพื่อช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต ทำให้ ต้น ใบ ดอก สมบูรณ์ เเละส่งเสริมการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพืชทำให้พืชทนต่อสภาวะเเวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อากาศร้อนจัด ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ระเบียงหน้า

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ระเบียงหน้า พื้นที่ใช้สอย 131 ตร.ม.

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น






บ้านหลังนี้มีเพียงชั้นเดียว เป็นอีกหนึ่งหลังที่สร้างมาด้วยสไตล์โมเดิร์น และเหมาะกับครอบครัวขนาดกลาง ฟังก์ชันของบ้าน 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง 1 ห้องครัว  เฉลียง/ ระเบียง มีพื้นที่ใช้สอยรวม 131 ตารางเมตร และจบด้วยงบก่อสร้าง 1,4xx,xxx บาท และเป็นอีกหนึ่งผลงานก่อสร้างจาก บริษัท ไนน์ตี้ไฟว์ คอนสตรัคชั่น ลำปาง จำกัด 

ผลงานและรูปภาพ : บริษัท ไนน์ตี้ไฟว์ คอนสตรัคชั่น ลำปาง จำกัด
เรียบเรียง : withikaset.com

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

พิกัดของบ้าน คือ อ.สบปราบ จังหวัดลำปาง หลังคาบ้านที่เป็นทรงเพิงแหงน มุงด้วยเมทัลชีทอย่างดี ตามด้วยฝ้าชายคาสีขาวที่มีไฟดาวน์ไลท์ทรงกลมฝังไว้ ตัวบ้านที่แต่งด้วยสีเทา เสริมด้วยบัวระแนงสีส้มที่สดใส ส่วนผนังใต้ชายคาที่กรุทับด้วยไม้ฝาเฌอร่า คาดด้วยบัวระแนงสีดำ ระเบียงหน้าบ้านปูพื้นด้วยกระเบื้องสีน้ำตาล และมีม้านั่งที่สร้างไว้เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อน

ริษัท ไนน์ตี้ไฟว์ คอนสตรัคชั่น ลำปาง จำกัด

บัญชีราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงาน ปีงบประมาณ 2565  โดย ​กลุ่มออกแบบและก่อสร้าง สำนักอำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน >> https://www.sakonarea1.go.th/news_file/p55302001134.pdf





ประตูใหญ่ที่เปิดเข้าภายใน เป็นบานกระจกใสที่โดดเด่นด้วยขอบบัวสีขาว ห้องโถงกว้างที่เปิดประตูเข้ามาเจอ ปูพื้นด้วยกระเบื้องผิวมันสีน้ำตาล ผนังห้องนี้แต่งด้วยสีเขียวอ่อน ฝ้าเพดานโซนหน้าเป็นแบบหลุมที่มีไฟซ่อน และตรงกลางได้ประดับโคมไฟช่อที่ส่องแสงสว่างทั่วห้อง



มาต่อกันที่ห้องนอน โทนสีของผนังเป็นสีเขียวแบบห้องโถง พื้นห้องยังคงปูทับด้วยกระเบื้องผิวมันสีน้ำตาล ส่วนฝ้าเพดานเป็นแบบเรียบสีขาวที่ฝังไฟดาวน์ไลท์ไว้ แต่ละห้องสว่าง และน่าอยู่ หน้าต่างกระจกใสที่เป็นช่องทางระบายอากาศ มีบานมุ้งลวดติดตั้งไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ร้ายเข้ามาได้

ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอยของห้องนี้มีขนาดกว้างพอเหมาะ ทั้งพื้นและผนังกรุทับด้วยกระเบื้องอย่างดี โดยมีลวดลายและโทนสีที่เข้ากัน ที่ฝ้าเพดานฝังไฟดาวน์ไลท์ไว้ ตามจุดต่างๆของห้องติดตั้งสุขภัณฑ์ที่หลากหลาย และอีกหนึ่งอย่างที่ขาดไม่ได้คือหน้าต่างระบายอากาศ

ภาพมุมสูงสวยๆพร้อมวิวธรรมชาติป่าใม้

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ขอบคุณที่มา: เพจ รับสร้างบ้านลำปาง ภาคเหนือ บริษัท ไนน์ตี้ไฟว์ คอนสตรัคชั่น ลำปาง จำกัด




สนใจติดต่อ : 093-274-9595 (คุณแจม), 093-225-9998(คุณบุ๋ม)


หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การผลิตปุ๋ยหมักจากผักตบชวา โดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.1

การผลิตปุ๋ยหมักจากผักตบชวา โดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.1

การผลิตปุ๋ยหมักจากผักตบชวา

การผลิตปุ๋ยหมักจากผักตบชวา


สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ทนอุณหภูมิสูงมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากการเทษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่มีองค์ประกอบของเซลลูโลสและไขมันที่ย่อยสลายยากเพื่อผลิตปุ๋ยหมักในเวลารวดเร็ว



วัสดุและอุปกรณ์

  • ผักตบชวาที่ผึ่งไว้ 2 สัปดาห์ จำนวน 2,000 กิโลกรัม
  • มูลสัตว์ จำนวน 400 กิโลกรัม
  • สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 จำนวน 1 ซอง (ทำสารละลายพด.1 โดย ผสมสารเร่งซุปเปอร์ พด1ในน้ำ 20 ลิตร คนนาน 10-15 นาที เพื่อกระตุ้นจุลินทรีย์)

ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยหมัก

การกองปุ๋ยหมัก จำนวน 1 ตัน มีขนาด 2x3x1.5 เมตร โดยให้กองเป็นชั้น ๆ จำนวน 3-4 ชั้น แบ่งส่วนผสมที่จะกองออกเป็น 3-4 ส่วน ตามจำนวนชั้นที่กอง ดังนี้

  • การกองชั้นแรก นำผักตบชวาที่แบ่งไว้ 1 ส่วน มากองบนลานเป็นชั้น ขนาด 2x3x0.4 เมตร ย่ำให้พอแน่นและรดน้ำให้ชุ่ม นำมูลสัตว์โรยที่ผิวหน้าผักตบชวา ราดด้วยสารละลาย พด1 ให้ทั่วกอง
  • หลังจากนั้น นำผักตบชวามากองทับเพื่อทำชั้นต่อไปอีก 2-3 ชั้น โดยปฏิบัติตามแบบกองชั้นแรก ชั้นบนสุดปิดทับด้วยผักตบชวาที่เหลืออยู่ เพื่อรักษาความชื้นของกอง
  • กลับกองปุ๋ยทุก ๆ 15 วัน เพื่อระบายอากาศ เพิ่มออกซิเจน หรือหมักแบบไม่กลับกอง โดยฝังท่อพีวิซีเจาะรูระบายอากาศและเป็นช่องสำหรับเติมน้ำหมักชีวภาพระหว่างการหมัก
  • รดน้ำกองปุ๋ยหมัก รักษาความชื้นให้ชุ่มประมาณร้อยละ 50-60 ระยะเวลาการหมักประมาณ 45-60 วัน และพึ่งให้แห้งก่อนใช้ โดยเก็บปุ๋ยหมักไว้ในโรงเรือนหลบแดดและฝน

หมายเหตุ ในกรณีระหว่างทำการหมักกองมีกลิ่นเหม็นให้ใช้น้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 หรือ พด.6  ฉีดพ่นหรือรดลงในระหว่างการหมักอัตรา 10 ลิตร ทุกวันจนกว่ากลิ่นจะหายไป

ต้นทุนการผลิตปัยหมัก จำนวน 1 ตัน

  • มูลสัตว์ประมาณ 400 บาท
  • ค่าน้ำและไฟฟ้าประมาณ 100 บาท

รวมต้นทุนประมาณ 500 บาท

ที่มา : กรมพัฒนาที่ดิน




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

(คลิป) ไร่นาสวนผสม แนวทางการจัดสรรพื้นที่เพื่อความอยู่รอด

(คลิป) ไร่นาสวนผสม แนวทางการจัดสรรพื้นที่เพื่อความอยู่รอดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

 ไร่นาสวนผสม


ไร่นาสวนผสม เป็นการทำกิจกรรมการเกษตร หลาย ๆ อย่าง (ตั้งแต่ 2 อย่าง) เพื่อตอบสนองต่อการบริโภค และลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตและภัยธรรมชาติ ซึ่งกิจกรรมการเกษตรไม่จำเป็นต้องเกื้อกูลกัน เช่น การเลี้ยงไก่ สุกร รวมกับการปลูกพืช การปลูกโกโก้แซมในสวนมะพร้าว การเลี้ยงปลาในร่องสวนไม้ผลหรือสวนผัก หรืออาจจะมีการเกื้อกูลกันระหว่างกิจกรรมการผลิต โดยนำเศษเหลือของ กิจกรรมหนึ่งไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับอีกกิจกรรมหนึ่ง เช่น เศษพืชผักเป็นอาหารสุกร มูลสุกรเป็นอาหารปลา น้ำจาก บ่อปลานำไปรดพืชผัก   เป็นต้น ลักษณะการทำกิจกรรม หลาย ๆ อย่างเช่นนี้ เกษตรกรจะมีรายได้จากผลผลิตที่หลากหลาย มีการกระจายการใช้แรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดทั้งปีมีความรักและผูกพันกับไร่นา มีความภาคภูมิใจ ในผลงานและผลผลิตของตนเอง ไม่อยากทิ้งไร่นำไปที่อื่น เกษตรกรมีรายได้ตลอดปีและลดค่าใช้จ่ายสำหรับการซื้ออาหาร เช่น ผัก ผลไม้และแหล่งอาหารโปรตีน เช่น ปลา ไก่   เป็นต้น




ประโยชน์จากการทำ ไร่นาสวนผสม

  1. เพื่อเพิ่มระดับรายได้ และมีรายได้รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี
    • รายได้รายวัน ได้แก่ กิจกรรมพืชผัก (ผักกินใบ ผักบุ้ง ผักกระเฉด ตะไคร้ขิง ข่า กะเพรา เป็นต้น) กิจกรรมสัตว์ (ไก่ และเป็ดไข่ และการเลี้ยงโคนม)
    • รายได้รายสัปดาห์ ได้แก่ ไม้ดอกไม้ประดับ ผักบางชนิด (ชะอม กระถิน ผักกินใบ)
    • รายได้รายเดือน หรือตามฤดูกาลผลิต 2 – 4 เดือน กิจกรรมการปลูกพืชผัก ทำนา ทำไร่ การเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่เนื้อ เป็ด และสุกร ตลอดจนการเลี้ยงปลาและกบ
    • รายได้รายปีเป็นประจำทุกปีส่วนใหญ่เป็นไม้ผลและไม้ยืนต้น พืชไร่อายุยาว (สับปะรด มันสำปะหลัง) การเลี้ยงสัตว์ใหญ่ (โคเนื้อ สุกรขุน
  2. เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และการตลาดที่แปรปรวน
    เนื่องจากกิจกรรมด้านไร่นาสวนผสมมีความหลากหลายของกิจกรรม การเกษตรจึงทำให้เกิดความหลากหลายด้านชีวภาพ อายุการเก็บเกี่ยวและผลผลิต ที่ออกจำหน่ายมีความแตกต่างกันและสามารถช่วยลดการระบาดของโรคและศัตรูพืชลงได้ตลอดจนในบางครั้งราคาผลผลิตบางชนิดตกต่ำแต่บางชนิดราคาสูงหรือให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
  3. เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอกให้น้อยลง โดยพึ่งพาทรัพยากรในไร่นามากขึ้น
    ในระบบการผลิตไร่นาสวนผสมมีความหลากหลาย กิจกรรมการเกษตรสามารถหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรในไร่นาหรือกิจกรรมการเกษตรในไร่นาได้มากขึ้น เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด มูลสัตว์เป็นอาหารปลา ก๊าซชีวภาพ การใช้ปัจจัยการผลิต บางชนิดร่วมกัน เช่นด้านแรงงานการดูแลรักษา ด้านเครื่องมืออุปกรณ์  การผลิต ด้านปุ๋ยและธาตุอาหารเสริม   เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อทดแทนการใช้ปัจจัยการผลิตภายนอกที่มากและเกินขอบเขต ซึ่งจะส่งผลต่อสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระบบการผลิต
  4. กิจกรรมหลากหลายมีทั้งกิจกรรมเพิ่มรายได้ มีอาหารไว้บริโภคและใช้สอยในครัวเรือน กิจกรรมการเกษตรในไร่นาสวนผสมอาจจะมีทั้งพืช สัตว์และประมง หรืออาจจะมีพืชกับสัตว์ หรือกลุ่มของพืชอายุสั้นกับอายุยาวขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ และวัตถุประสงค์ของเกษตรกร
  5. ในระยะยาว สร้างความสมดุลทางธรรมชาติทำให้สภาพแวดล้อมทางระบบนิเวศของไร่นาและชุมชนเกษตรดีขึ้น เนื่องจากในระบบการผลิตรูปแบบไร่นาสวนผสมของประเทศไทย เกษตรกรนิยมปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น ในระบบการผลิตควบคู่กับการทำนาและเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นกิจกรรมการเกษตรที่สร้างโอกาสด้านการตลาด แก่เกษตรกร ดังนั้น การมีไม้ผลไม้ยืนต้น เป็นการสร้างความรู้มรื่น รักษาความชื้นในระบบ การผลิตของไร่นา การใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุการเกษตร โดยการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรในไร่นาและพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอกน้อยลง จะทำให้ระบบนิเวศเกษตรดีขึ้น

ปัจจัยที่สำคัญในการทำ ไร่นาสวนผสม

1.ที่ดิน

เกษตรกรควรมีที่ดินี้เป็นของตนเองมากกว่าการเช่าเพราะการทำ ไร่นาสวนผสมมีการปลูกไม้ผล ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ผลผลิตความอุดมสมบูรณ์ของดินก็มีส่วนสำคัญในการเลือกกิจกรรม แต่ความอุดมสมบูรณ์  ของดินสามารถปรับปรุงได้

2. แรงงาน

เกษตรกรควรใช้แรงงานในครอบครัวอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ เช่น การกระจายการใช้แรงงานตลอดปีการใช้แรงงานให้เหมาะสมกับวิทยาการแผนใหม่และวิทยาการพื้นบ้านให้ผสมกลมกลืนกินไป การใช้แรงงานผสมผสาน หรือทดแทนกันระหว่างแรงงานคน แรงงานสัตว์และเครื่องทุ่นแรง

3. ทุน

เกษตรกรต้องมีการใช้ทุนในรูปแบบของเงินสดโดยการซื้อปัจจัย การผลิตเท่าที่จำเป็นซึ่งเป็นการเริ่มต้นจากเล็กไปหาใหญ่ มีการหมุนเวียนการใช้ ปัจจัยการผลิตจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้

4. การจัดการ

เกษตรกรต้องมีลักษณะการเป็นผู้จัดการมีหน้าที่ในการพิจารณาตัดสินใจ ในระบบการผลิตในไร่นา เช่น จะผลต่ออะไร พืชหรือสัตว์หรือประมง จะผลิต ที่ไหน จะผลิตโดยวิธีใด (ผลิตอย่างไร) จะผลิตจำนวนเท่าไร จะผลิตเมื่อไร จะผลิต (ซื้อและขาย) กับใครที่ไหน และหมั่นค้นหาควาหาความรู้ใหม่ ๆ ติดตามความเคลื่อนไหวของภาวะตลาด และราคาเพื่อลดความเสี่ยง ถ้าเกษตรกรมีการวางแผน และงบประมาณอย่างดีจะก่อให้เกิดผลตอบแทน กำไรสูงสุด



ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร, กลุ่มพัฒนาสื่อส่งเสริมการเกษตร, สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี
Youtrube : เกษตรอิสาน ยุคใหม่


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ