แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 120 ต.ร.ม.

แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1ห้องครัว พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 120 ต.ร.ม. งบก่อสร้าง 1,680,000 บาท

แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น






สวัสดีครับ วันนี้เรามี แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม บ้านที่น่าอยู่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดและแบบบ้านเท่านั้น การนำสิ่งของมาประดับตกแต่งก็มีความสำคัญมากๆ วันนี้เราจึงขอพากทุกท่านไปรู้จักกับบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ที่ภายในประกอบด้วย 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 มีพื้นที่ใช้สอย 120 ตารางเมตร ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างอยู่ที่ 1,680,000 บาท บ้านหลังนี้ตกแต่งภายในอย่างสวยงามน่าอยู่ ก่อสร้างที่ ต.หนองโน อ.เมือง จ.สระบุรี จากทีมงาน สร้างบ้านสระบุรี&รวยก่อสร้าง รายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : สร้างบ้านสระบุรี&รวยก่อสร้าง
สถานที่ก่อสร้าง : ต.หนองโน อ.เมือง จ.สระบุรี
เรียบเรียง : withikaset.com

แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น

สร้างบ้านสระบุรี&รวยก่อสร้าง

ลักษณณะภายนอกของบ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียวสไตลโมเดิร์น ตัวบ้านยกพื้นสูงเล็กน้อย ออกแบบหลังคาให้เป็นทรงเพิงหมาแหงนซ้อนระดับมุงด้วยเมทัลชีท จากนั้นติดตั้งฝ้าเพดานชายคาสีขาวแบบมีรูระบายอากาศ แล้วเลือกใช้ไม้ฝาสีน้ำตาลกรุผนังใต้ชายคา ส่วนตัวบ้านฉาบเรียบและทาทับด้วยสีชมพูอ่อนๆ ต่อหลังคายื่นมาด้านหน้าเพื่อใช้เป็นเฉลียง เป็นหลังคาที่มุงด้วยเมทัลชีท ส่วนประตูหน้าบ้านเป็นบานกระจกขนาดใหญ่สวยงาม แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น

ภาพประตูหน้าบ้าน ที่เข้ากับพื้นระเบียงที่ปูด้วยสีน้ำตาล ผนังข้างประตูเป็นปูด้วยหินอ่อน ที่เฉลียงนี้เหมาะสำหรับนั่งพักผ่อน พักกาย พักใจ ด้านข้างที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างระเบียง กั้นด้วยเหล็กระแนงสีขาวอย่างสวยงาม

พื้นรอบๆบ้านเทด้วยปูนซีเมนต์อย่างดี เป็นการเสริมฐานบ้านให้แข็งแรง อีกทั้งยังง่ายต่อการทำความสะอาดและการเดินสัญจรไป-มา





ออกแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังคาเพิงแหงน ตัวบ้านใช้โทนชมภูอ่อนๆ ตัดสีน้ำตาล และ ขาว   ดูกลมกลืนเข้ากันดี

บัญชีราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงาน ปีงบประมาณ 2563  โดย ​กลุ่มออกแบบและก่อสร้าง สำนักอำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน >> https://www.yotathai.com/passadu/cost-build-63

แบบบ้านสไตล์ทโมเดิร์น

ในบ้านมีห้องโถงขนาดกว้าง ปูพื้นด้วยกระเบื้องสีเทาอ่อนๆ มันวาว ผนังบ้านสีขาวล้วน สะอาดและสบายตา ฝ้าด้านบนเลือกใช้ฝ้าหลุมสีขาว ที่ตกแต่งขอบด้วยไม้สน้ำตาล ด้านในมีไฟดาวน์ไลท์ทรงกลมประดับตามจุดต่างๆอย่างสวยงาม ซึ่งเพิ่มแสงสว่างให้ห้องได้มากขึ้น ห้องต่างๆอยู่ด้านข้าง เพราะมีห้องโถงทอดยาวไป  นอกจากนี้ยังมีหน้าต่างเพื่อช่วยระบายอากาศภายในให้ปลอดโปร่ง ถ่ายเทสะดวก




ห้องนอนปูพื้นด้วยกระเบื้องลายไม้สีน้ำตาล ผนังสีขาวอ่อนช่างดูสบายตา ขอบประตูนั้นเป็นสีดำ โดดเด่น ด้านบนเป็นฝ้าเรียบสีขาว มีไฟดาวน์ไลท์ประดับไว้ใช้งาน ในห้องสามารถนำเครื่องเฟอร์นิเจอร์มาจัดวางได้อย่างง่ายดาย เพราะมีพื้นที่เยอะ

ภายโซนห้องครัวนั้นก็สวยไม่แพ้จุดอื่น พื้นห้องเป็นสีน้ำตาลลายไม้มันวาว ก่อเคาน์เตอร์รูปทรงตัวซีไว้ใช้งาน โดยด้านบนปูท็อปด้วยกระเบื้องสีดำ มีซิงค์ล้างจานสแตนเลสแบบ 1 หลุม และเตาแก๊ส ด้านล่างกรุด้วยกระเบื้องลายอิฐสีเทา มีชั้นวางของและดีไซน์ให้เป็นตู้ สามารถเก็บบรรจุของได้มากมาย ที่ผนังติดตั้งหน้าต่างกระจกบานใหญ่ แล้วนำกระเบื้องสีขาวกรุผนังไว้

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบเ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก สร้างบ้านสระบุรี&ทีมงานรวยก่อสร้าง

  • พิกัด : ต.หนองโน อ.เมือง จ.สระบุรี
  • ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องครัว 2 ห้องน้ำ
  • พื้นที่ใช้สอย 120 ตรม.
  • ราคา 1,680,000 บาท
  • ราคาจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอยู่ที่การเลือกใช้วัสดุและระยะทางหน้างาน
  • ติดต่อ : 0636191556
  • id line : ruuay168

หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เตาเผาถ่าน 200 ลิตร (แบบตั้ง)

เตาเผาถ่าน 200 ลิตร (แบบตั้ง)

เตาเผาถ่าน 200 ลิตร

เตาเผาถ่าน 200 ลิตร มีประสิทธิภาพสูงกว่าเตาแบบดั้งเดิม เตาประเภทนี้อาศัยความร้อนไล่ความชื้นในเนื้อไม้ที่อยู่ในเตา ทำให้ไม้กลายเป็นถ่าน เรียกว่า กระบวนการคาร์บอนไนเซชั่น(Carbonization) โครงสร้างเป็นระบบบิด สามารถควบคุมอากาศได้ จึงไม่มีการลุกติดไฟของเนื้อไม้ ดังนั้นถ่านที่ได้จึงมีคุณภาพสูง เกิดขี้เถ้าน้อย และผลพลอยได้จากกระบวนการเผาถ่านอีกอย่างหนึ่ง คือ น้ำส้มควันไม้ (Wood Vinegar)




ลักษณะเด่น ด้านวัตถุดิบและอุปกรณ์

  • ไม้ที่นำมาใช้ทำเป็นเชื้อเพลิงหาง่าย สามารถใช้เศษไม้ชนิดต่างกับได้ และใช้เชื้อเพลิงน้อยประมาณ 4 กิโลกรับต่อ 1 ครั้ง
  • สามารถใช้ไม้ขนาดเล็กมาผาเป็นถ่านได้ ลดปัญหาด้านการตัดไม้ทำลายป่า
  • อุปกรณ์ที่ใช้งานการสร้างสามารถหาซื้อได้ง่าย
  • ตัวเตาดูแลรักษาง่าย อายุการใช้งานนาน ประมาณ 1-2 ปี หรือ ประมาณ 100-150 ครั้งของการเผา แต่หากมีการสร้างโรงเรือน เพื่อป้องกันน้ำ จะสามารถยืดอายุการใช้งานได้

ด้านกรรมวิธีการผลิต

  • ใช้เวลาทำการเผาสั้นประมาณ 16 ชั่วโมง หรือน้อยกว่านั้นหากไม่ต้องการเก็บน้ำส้มควันไม้
  • สามารถควบคุมอากาศได้ตลอดเวลาของการเผา
  • เกิดขี้เถ้าน้อย ประมาณ 0.1 กิโลกรัม ต่อ ครั้ง
  • ใช้แรงงานน้อย สามารถดำเนินการได้โดยใช้แรงงาน 1 คน

ด้านผลผลิต

  • ได้ถ่านคุณภาพสูง ดีต่อสุขภาพ เพราะมีกระบวนการทำถ่านให้บริสุทธิ์ กำจัดน้ำมันดิบ (ทาร์) ออกจากเนื้อไม้
  • ได้ปริมาณผลผลิตถ่านดี ประมาณ 20-23% โดยน้ำหนัก ของปริมาณไม้ที่นำมาเผา
  • ได้น้ำส้มควันไม้ ประมาณ 0.5 – 1.0 ลิตรต่อครั้ง ขึ้นกับ ความชื้น และชนิดของไม้ที่นำมาเผา

ขั้นตอนการเผาถ่านโดยใช้เตาเผาถ่าน 200 ลิตร

การเตรียมไม้ใส่เตา

  • จัดวางเตาให้ได้ระดับ ห้ามเอียง เนื่องจากหากเตาเอียงจะทำให้เก็บน้ำส้มควันไม้ได้ยาก
  • ควรแยกไม้ระหว่างไม้แห้งและไม้ดิบ ถ้าให้ดีควรตัดไม้ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์
  • ขนาดไม้ ควรแยกให้มีขนาดใกล้เคียงกัน ถ้าเป็นไม้ใหญ่ให้ใส่ด้านหน้าเตา ไม้เล็กใส่ด้านหลังเตาและให้ปลายไม้ชี้ลงเนื่องจากด้านบนความร้อนจะสูงกว่า
  • ชนิดของไม้ ควรแยกไม้เนื้ออ่อนและไม้เนื้อแข็ง ไม้ที่ใส่ในถังควรมีขนาคใกล้เคียงกับความสูงของเตาหรือยาวประมาณ 60 ซม. ควรมีขนาดใกล้เคียงกัน

เตาเผาถ่าน 200 ลิตร เตาเผาถ่าน 200 ลิตร

การเผาถ่าน

  • จุดเตาเมื่อเรียงไม้เข้าเตาเรียบร้อย ให้ทำการปิดฝาเตาให้สนิท โดยให้ท่อเร่งไฟอยู่ตรงข้ามกับช่องเชื้อเพลิงตรงกับท่อควัน
  • เริ่มทำการจุดไฟเตา บริเวณหน้าเตาที่ช่องเชื้อเพลิงโดยจุดที่จุดไฟอยู่บริเวณปากของช่องเชื้อเพลิงเดิมฟืนเรื่อยๆ ช่วงนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมง ขึ้นกับความชื้นของไม้ที่นำมาเผา

ที่มา : sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

โคก หนอง นา โมเดล เกษตรแนวใหม่ตามศาสตร์ของพระราชา

“ โคก หนอง นา โมเดล ” เกษตรแนวใหม่ตามศาสตร์ของพระราชา

โคก หนอง นา โมเดล

“โคก หนอง นา โมเดล” คือ การจัดการพื้นที่ซึ่งเหมาะกับพื้นที่การเกษตร ซึ่งเป็นผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านที่อยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติในพื้นที่นั้น ๆ โคก หนอง นา  เป็นการที่ให้ธรรมชาติจัดการตัวมันเองโดยมี มนุษย์เป็นส่วนส่งเสริมให้มันสำเร็จเร็วขึ้น อย่างเป็นระบบ ซึ่งโคก หนอง นา ซึ่งเป็นแนวทางทำเกษตรอินทรีย์และการสร้างชีวิตที่ยั่งยืน โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้




1. โคก : พื้นที่สูง ดินที่ขุดทำหนองน้ำนั้นให้นำมาทำโคก บนโคกปลูก “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ตามแนวทางพระราชดำริ ปลูกพืช ผัก สวนครัว เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ทำให้พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น เป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน ก่อนเข้าสู่ขั้นก้าวหน้า คือ ทำบุญ ทำทาน เก็บรักษา ค้าขาย และเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ปลูกที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศ

2. หนอง : หนองน้ำหรือแหล่งน้ำ ขุดหนองเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้งหรือจำเป็น และเป็นที่รับน้ำยามน้ำท่วม (หลุมขนมครก) ขุด “คลองไส้ไก่” หรือคลองระบายน้ำรอบพื้นที่ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยขุดให้คดเคี้ยวไปตามพื้นที่เพื่อให้น้ำกระจายเต็มพื้นที่เพิ่มความชุ่มชื้น ลดพลังงานในการรดน้ำต้นไม้/ทำฝายทดน้ำเพื่อเก็บน้ำเข้าไว้ในพื้นที่ให้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่โดยรอบไม่มีการกักเก็บน้ำ น้ำจะหลากลงมายังหนองน้ำและคลองไส้ไก่ ให้ทำฝายทดน้ำเก็บไว้ใช้ยามหน้าแล้ง พัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ทั้งการขุดลอก หนอง คู คลอง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง และเพิ่มการระบายน้ำยามน้ำหลาก

3. นา : พื้นที่นานั้นให้ปลูกข้าวอินทรีย์พื้นบ้าน โดยเริ่มจากการฟื้นฟูดิน ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ยั่งยืน คืนชีวิตเล็ก ๆ หรือจุลินทรีย์กลับคืนแผ่นดินใช้การควบคุมปริมาณน้ำในนาเพื่อคุมหญ้า ทำให้ปลอดสารเคมีได้ ปลอดภัยทั้งคนปลูก คนกิน ยกคันนาให้มีความสูงและกว้าง เพื่อใช้เป็นที่รับน้ำยามน้ำท่วม ปลูกพืชอาหารตามคันนา

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

(คลิป) ลุงเทียน เกษตรกรแบบเสือนอนกิน : มหาอำนาจบ้านนา

(คลิป) ลุงเทียน เกษตรกรแบบเสือนอนกิน : มหาอำนาจบ้านนา


“ลุงเทียน” ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “เสือนอนกิน” เนื่องจากลุงเทียนสามารถหารายได้จากการเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา โดยเลือกวิธีการเลี้ยงผสมผสานให้ทั้งสองอย่างอยู่ในบ่อเดียวกัน และเลี้ยงแบบปล่อยให้สัตว์ทั้งสองชนิดอยู่กันแบบธรรมชาติ โดยที่ลุงเทียนเเทบจะไม่ได้จัดการอะไรมากมาย ทำให้มีรายได้ทั้งรายวัน รายเดือนและรายปี



ที่มา | รายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2564 เวลา 16.05 – 16.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือรับชมย้อนหลังได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/LordsOfFarm

การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน

หลักการเกษตรแบบผสมผสาน เป็นเรื่องที่เกษตรกรรู้จักวิธีการนี้มานานแล้ว แต่การนำไปใช้ในทางปฏิบัติในบ้านเรายังมีอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้ การเกษตรแบบผสมผสานระหว่างการเลี้ยงปลาร่วมกับการปลูกพืช การเลี้ยงปลาในนาข้าว หรือการเลี้ยงปศุสัตว์ เช่น สุกร เป็ด ไก่ และการเลี้ยงปลา ร่วมกับปลา ก็เช่นกัน เกษตรกรได้ปฏิบัติกันมานานนับศตวรรษแล้ว ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น รวมทั้งบางประเทศในยุโรปตะวันออก เช่น ฮังการี ด้วยประเทศเหล่านี้ ต่างยอมรับว่าระบบการผลิตสัตว์น้ำและสัตว์บก ที่ผสมผสานกันนี้ เอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่กันและกันเป็นอย่างดี นับเป็นระบบการผลิตทางการเกษตร ที่มีประสิทธิภาพสูงมากระบบหนึ่งเท่าที่มีมา

ข้อดีของการเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน

  • สามารถใช้ประโยชน์ของที่ดินได้เต็มที่ ดินรอบ ๆ บ่อ ใช้ปลูกพืชผัก และใช้เป็นที่สร้างคอกเลี้ยงสัตว์ ส่วนน้ำในบ่อนอกจากใช้เลี้ยงปลาแล้วยังปลูกพืชอื่น ๆ ได้อีก เช่น ผักบุ้ง
  • เศษเหลือของพืชและสัตว์สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เช่น มูลสัตว์ เศษอาหารสัตว์ เศษผักหญ้าต่าง ๆ ซึ่งถ้าตกลงไปในบ่อก็กลายเป็นอาหารปลา และเป็นปุ๋ยสำหรับเติมบ่อปลา ขณะเดียวกันโคลนเลนก้นบ่อก็สามารถนำมาปลูกพืชต่าง ๆ ได้ดี การนำของเศษเหลือ ของเสียต่าง ๆ กลับมาใช้อีกนี้เป็นการกำจัดของเสีย และช่วยลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าอาหารปลา ค่าอาหารสัตว์ ค่าปุ๋ย
  • เป็นการเพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้ สามารถใช้บริโภคภายในครอบครัว ถ้าเหลือก็สามารถนำออกขาย เกิดเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินการต่อไป และเป็นการใช้แรงงานภายในครอบครัวให้เป็นประโยชน์
  • ลดอัตราการเสี่ยงต่อการขาดทุนได้ดีกว่าการเลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ หรือ ปลูกพืชอย่างเดียวและเป็นการลดต้นทุน เพราะกิจกรรมแต่ละอย่างต้องพึ่งพากัน
  • ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนจากการจำหน่ายผลผลิตจากฟาร์มตลอดปี



บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

“กระจับ” พืชเขาควายแห่งเมืองสุพรรณ | มหาอำนาจบ้านนา

“กระจับ” พืชเขาควายแห่งเมืองสุพรรณ | มหาอำนาจบ้านนา

 กระจับเขาควาย


“กระจับเขาควาย” สุดยอดวัตถุดิบท้องถิ่นในจังหวัดสุพรรณบุรี จากเดิมเป็นวัชพืชที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก “พี่จุ๋ม” หนุ่มสุพรรณ ที่แต่เดิมบ้านทำไร่กระจับมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เขาได้ทำให้กระจับกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากการโพสต์ในโลกโซเชียลมีเดีย จึงทำให้เป็นน่าสนใจแก่ผู้พบเห็น และเขายังสร้างรายได้จากการปลูกกระจับ ทำการตลาดเพื่อส่งออกเป็นเจ้าแรกอีกด้วย กระจับนอกจากจะมีรูปร่างหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ในเรื่องของรสชาติก็ยังมีความอร่อยที่ลงตัวอีกตัว



กระจับเขาควาย เป็นพืชน้ำล้มลุกอายุหลายฤดู มีอยู่ทั่วไป ลักษณะเป็นกอลอยน้ำ ชอบน้ำนิ่ง มีรากหยั่งยึดดินและมีไหล ใบเดี่ยวมี 2 แบบ ใบที่ลอยน้ำมีก้านยาว อวบน้ำและพองเป็นกระเปาะตรงกลาง ทำให้ลอยน้ำได้ดี แผ่นใบมีรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือรูปพัด ใบจะเรียงรอบลำต้นเวียนเป็นเกลียวถี่ๆ ทำให้ดูเหมือนใบแผ่เป็นวงรอบต้น ใบอีกแบบหนึ่งอยู่ในน้ำ เป็นเส้นฝอยๆ คล้ายราก

ดอก เป็นดอกเดี่ยวสีขาว ออกที่โคนก้านใบ มีกลีบดอก 4 กลีบ บานอยู่เหนือน้ำ เมื่อติดผลแล้ว ก้านดอกจะงอกลับลงน้ำและผลจะเจริญอยู่ใต้น้ำ ผลอ่อนสีม่วงอมแดงจะเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อแก่ ส่วนที่เป็นเขาโค้ง 2 ข้าง เจริญมาจากกลีบเลี้ยง ผลหรือฝักกระจับมีสีดำขนาดใหญ่ เปลือกหนาแข็งงอโค้งคล้ายเขาควาย เมื่อกะเทาะเปลือกนอกที่แข็งออก จะได้เนื้อในสีขาว มีแป้งมาก

สำหรับประโยชน์ของกระจับมีมากมาย ซึ่งส่วนมากและการใช้ประโยชน์จากกระจับจะนิยมนำฝักกระจับ มารับประทานเนื้อของฝักกระจับ สามารถนำเอามาทำอาหารหวานและอาหารคาวได้มากมาย ส่วนต้นกระจับหลายคนนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ เหมือนบัว ต้นกระจับนั้นสามารถใช้ประโยชน์ได้ นำมาทำยาแก้ปวดท้อง นอกจากนั้น ต้นกระจับที่เหลือจากการนำมาใช้ประโชยน์นั้นนิยมนำมาทำปุ๋ยหมัก ซึ่งสามารถวับน้ำได้ดี เหมาะแก่การปลูกพืช

กระจับเขควาย

ขั้นตอนการปลูก

วิธีการ เหมือนกับการดำนา เอายอดพันธุ์มาดำ โดยนำยอด 1-2 ยอด ฝังลงไปในพื้นดิน ระยะห่างระหว่างต้นและแถว (1.1 x 1 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ = 1,000 กอ) และหลังจากปลูก 1 สัปดาห์  ใส่ปุ๋ยสูตร  24-8-8 ต้นกล้าเริ่มตั้งตัวและทอดยอด จากนั้นให้เริ่มเติมน้ำเข้าแปลงเป็นระยะๆ  จนระดับความสูงขั้นต่ำ 60 เซนติเมตร พอต้นแข็งแรงเริ่มแตกกอและตั้งยอด บำรุงด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 24-8-8 อีกครั้งร่วมกับปุ๋ยน้ำหรือสารสกัดสมุนไพร ฉีดพ่นทางใบ ทุกๆ 15-20 วัน

การเก็บผลผลิต

กระจับอ่อน มีสีน้ำตาลอ่อน  กระจับแก่ มีสีน้ำตาลเข้ม คนเก็บมือใหม่  ใช้วิธีกดเขา ถ้าเขาแก่ แข็ง ไม่หัก หากนำไปต้มกิน ต้องใช้กระจับแก่ แข็งๆ

ที่มา : รายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม 2566 เวลา 16.05 – 16.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือรับชมย้อนหลังได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/LordsOfFarm




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

(คลิป) ปลูกผักสลัด ในถุงพลาสติก ประหยัดพื้นที่ดูแลง่าย

(คลิป) ปลูกผักสลัด ในถุงพลาสติก ประหยัดพื้นที่ดูแลง่าย

ปลูกผักสลัด ในถุงพลาสติก


ผักสลัดยอดนิยม หน้าตาแบบนี้เรียกว่าผักอะไรบ้าง

ในสลัดผัก 1 จาน สามารถใส่อะไรลงไปได้หลายอย่าง ทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ขนมปังกรอบ หรือแม้แต่ธัญพืชชนิดต่าง ๆ ก็สามารถรับประทานคู่กับน้ำสลัดอีกมากมายได้สบาย ๆ แต่ถ้าจะคัดเฉพาะผักล้วน ๆ หลายคนก็อาจจะอยากรู้ว่าคนทั่วไปเขานิยมรับประทานผักชนิดไหนกันบ้าง วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยนำความรู้เรื่องผักสลัดหลากหลายชนิดที่คนนิยมมาให้ได้รู้กัน ส่วนจะมีผักชนิดไหนกันบ้าง มาดูเลย



ผักกาดคอส

ผักกาดคอส (Cos Lettuce) มีชื่อเรียกมากมาย ทั้งผักกาดโรเมน (Romaine Lettuce) ผักกรีนคอส เบบี้คอส บ้างก็เรียกผักกาดหวาน เป็นผักสลัดอันดับต้น ๆ ที่นิยมรับประทานกัน ด้วยความที่ผักกาดชนิดนี้มีรสชาติขมเล็กน้อย แต่มีความกรอบและเบา เหมาะจะนำไปทำเป็นซีซาร์สลัดได้สบาย ๆ นอกจากนี้ผักกาดคอสยังอุดมไปด้วยวิตามินซี มีไฟเบอร์สูง โพรแทสเซียม และกรดโฟเลตก็สูงไม่แพ้กันด้วย

บัตเตอร์เฮด

ผักกาดหอมบัตเตอร์เฮด (Butter head Lettuce) เองก็เป็นผักที่นิยมกินเป็นสลัดด้วยเช่นกัน เพราะมีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย เหมาะจะกินคู่กับเนื้อปลาทูน่า และเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ อีกทั้งผักกาดหอมบัตเตอร์เฮดยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ โพรแทสเซียม กรดโฟเลต แต่ข้อเสียก็คือเก็บได้ไม่เกิน 2 วันก็จะเหี่ยวเน่าไม่น่ากินแล้ว

ผักกาดแก้ว (Iceberg Lettuce)

แค่ชื่อผักกาดแก้วก็บ่งบอกได้ถึงความกรอบของผักชนิดนี่แล้วเนอะ แถมผักกาดแก้วเองก็มีความหวานอยู่ในตัวอีกด้วย เลยไม่น่าแปลกใจที่จะเป็นผักอีกชนิดที่นิยมรับประทานเป็นสลัดผัก ส่วนเรื่องคุณค่าอาหารก็ไม่ต้องพูดถึง ผักกาดแก้วอุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินเอ วิตามินซี โพรแทสเซียม กรดโฟเลต และสารอาหาร รวมทั้งแร่ธาตุที่มีประโยชน์กับร่างกายเราอีกมากมายเลยล่ะ

เรดคอรัล

ผักกาดคอรัล (Red Leaf Lettuce) บ้างก็เรียกว่า เรดคอรัล หรือผักกาดหอมใบแดง จะมีรสชาติไม่แตกต่างจากผักกาดหอมชนิดอื่นเท่าไร นอกจากอาจจะมีรสชาติที่หวาน และกรอบกว่า รวมทั้งสีแดง ๆ ของผักกาดชนิดนี้ อาจจะช่วยกระตุ้นน้ำย่อยของมนุษย์ได้ดีกว่าผักกาดหอมสีเขียวธรรมดา ซึ่งผักกาดหอมสีแดงเองก็อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ และกรดโฟเลตอีกด้วยจ้า

ชิโครี

ชิโครี (Chicory) มีรสชาติออกขมนิด ๆ แอบมีรสเผ็ดร้อนหน่อย ๆ ด้วย เลยเหมาะที่จะนำไปกินเป็นผักสลัด อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ และวิตามินซีที่สูงมากอีกด้วย

เรดิชิโอ

เรดิชิโอ (Radicchio) รูปร่างคล้ายหัวกะหล่ำปลี มีสีแดงอมม่วง มีรสขมเล็กน้อย ที่ถึงแม้จะหาซื้อได้ยาก แต่ก็ยังมีขายตามซูเปอร์มาเก็ตชั้นนำทั่วไป และถึงแม้จะเป็นผักที่ขาดแคลนคลอโรฟิล แต่ก็ยังมีวิตามินซี และธาตุเหล็กที่สูงมาก ๆ ทดแทนกันได้อยู่

เรดโอ๊คและกรีนโอ๊ค

เรดโอ๊คและกรีนโอ๊ค

ผักเรดโอ๊คและกรีนโอ๊ค (Red Oak, Green Oak) มีทั้งสีแดงและสีเขียว ลักษณะใบหยักโค้งมน มีรสหวานกรอบ และมีกากใยอาหารสูง ช่วยล้างผนังลำไส้

ต้นอ่อนผัก (Mesclun)

เป็นการนำเอาต้นอ่อน หรือยอดอ่อนของผักหลาย ๆ ชนิดมารวมกัน โดยส่วนมากจะเป็นผักตระกูลผักกาดมากกว่า และจะผสมผสานผักหลาย ๆ สี เพื่อให้ได้คุณค่าทางสารอาหารอย่างครบถ้วน เหมาะจะกินกับสลัดทุกแบบทุกสไตล์เลย

ทั้งหมดนี้ก็เป็นผักหลากหลายชนิดที่เรามักจะเห็นว่าอยู่ในจานสลัดร่วมกับเครื่องปรุง และอาหารชนิดอื่น ๆ เห็นผักแต่ละชนิดแล้วก็นึกอยากจะกินสลัดผักเบา ๆ สักจานเลยเนอะ

โดย : Home & Garden
คลิป : https://www.youtube.com/watch?v=HNZBV3kDfrg




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

(คลิป) ไข่ผำ พืชจิ๋วสรรพคุณแจ๋ว : มหาอำนาจบ้านนา

(คลิป) ไข่ผำ พืชจิ๋วสรรพคุณแจ๋ว : มหาอำนาจบ้านนา

ไข่ผำ


“แสบ” ผู้ที่อยากจะรักษาผืนดินของพ่อให้คงอยู่ โดยเธอตัดสินใจออกจากงานประจำกลับมาอยู่กับแม่ที่บ้าน และสานต่อการทำเกษตรของพ่อ พืชผักที่ปลูกในสวนแห่งนี้แสบจะเน้นปลูกแบบอินทรีย์ และมีพืชน้ำที่เป็นจุดเด่นของสวนคือ “ไข่ผำ” นอกจากจะขายสดแล้วแสบยังนำไปแปรรูปหลายอย่าง เช่น สบู่ผำ, ข้าวเกรียบผำ ทำให้คนสนใจอยากมาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก

ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 16.05 – 16.30 น. ทางไทยพีบีเอส

ที่มา Youtube Channel : ThaiPBS
ดูคลิป : https://www.youtube.com/watch?v=oo2gKa7irRM




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ร่วมชมบรรยากาศงานประกวด” ไก่สวยงาม “ ไก่เหลืองหางขาว

ร่วมชมบรรยากาศงานประกวด” ไก่สวยงาม “| ไก่เหลืองหางขาว-ไก่ประดู่หางดำ-ไก่คละสี | @จังหวัดร้อยเอ็ด ๑๐๑

 ไก่สวยงาม




คนไทยรู้จักการเลี้ยงไก่ชน และมีการชนไก่มาตั้งแต่หลายร้อยปี โดยมีหลักฐานที่เด่นชัด ได้แก่ พงศาวดารที่เล่าถึงการชนไก่ของพร นเรศวรมหาราชที่ใช้ไก่ชนเหลืองหางขาว นอกจากนั้น ยังพบภาพเขียนที่บอกเล่าเรื่องราวการชนไก่ของคนไทยในอดีต อาทิ ภาพวาดฝาผนังที่วัดสุวรรณดาราราม จ.พระนครศรีอยุธยา และภาพวาดฝาผนังวัดภูมิทร์ จ.เชียงใหม่ เป็นต้น

สายพันธุ์ไก่ชน

เหลืองหางขาว

เหลืองหางขาว

ไก่ชนพระนเรศวรมหาราช เป็นไก่ชนตามประวัติศาสตร์ซึ่งปรากฏอยู่ในพงศาวดาร เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพำนักอยู่ในกรุงหงสาวดี ประเทศพม่า พระองค์ทรงนำไก่เหลืองหางขาวไปจากเมืองพิษณุโลก เพื่อนำไปชนกับไก่ของพระมหาอุปราชา เป็นไก่ชนที่มีลักษณะพิเศษมีความเฉลียวฉลาดในการต่อสู้ จึงชนชนะ จนได้รับสมญาว่า “เหลืองหางขาว ไก่เจ้าเลี้ยง” ซึ่งสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพิษณุโลก ได้ศึกษาค้นคว้า และทำการส่งเสริมเผยแพร่ โดยจัดประกวดครั้งแรกขึ้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2533 และในปี 2534 ได้จัดตั้ง ชมรมอนุรักษ์ไก่ชนพระนเรศวรมหาราชขึ้นที่ ตำบลหัวรออำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลกโดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การ บริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลกจนถึงปี 2542 ได้จัด ตั้งกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ไก่ชนพระนเรศวรมหาราชขึ้นทุกอำเภอ รวม 12 กลุ่มเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์ให้คงอยู่ เป็นสมบัติคู่ชาติตลอดไป

ประดู่เลาหางขาว

ไก่ชนพันธุ์ประดู่เลาหางขาว แหล่งกำเนิด เชื่อว่ามาจากพระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี กำแพงเพชร มีนบุรี หนองจอก สุโขทัย ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช ประเภท เป็นไก่ชนไทยขนาดกลาง ตัวผู้หนัก 3.00 – 4.00 กก. ตัวเมียหนัก 2.50 – 3.00 กก. สีของเปลือกไข่ เปลือกไข่สีน้ำตาลอ่อน สีของลูกเจี๊ยบ ขนหัว ขนคอขาว ขนหางดำ ปีกในสีดำ ปีกนอกสีขาว หน้าคอ หน้าท้องสีขาว ประวัติความเป็นมา ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีความเป็นมาอย่างไร พัฒนามาจากไก่สายพันธุ์ใด ในประวัติศาสตร์ หรือการบันทึกยังไม่พบว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญท่านใดในประวัติศาสตร์

ประดู่หางดำ

ไก่พันธุ์ประดู่หางดำ ได้รับการรวบรวมและพัฒนาสายพันธุ์จากไก่พื้นเมืองภาคเหนือ โดยศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ เพื่อให้เป็นไก่ที่ให้ผลผลิตดี มีความต้านทานต่อโรคและสภาพอากาศของภาคเหนือ ขนาดโตเต็มที่หนัก 2.8-3.5 กก. เริ่มวางไข่เมื่ออายุ 6 เดือน ให้ไข่ปีละ 120- 180 ฟอง/แม่ และผลิตลูกไก่ได้ปีละ 40-60 ตัว/แม่ สามารถฟักไข่และเลี้ยงลูกเอง เหมาะสำหรับนำไปปรับปรุงพันธุ์กับไก่พื้นเมืองที่มีขนาดเล็กอยู่ ให้ได้ไก่ที่มีขนาดโตขึ้น ทนทานต่อโรคและปรับปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศในพื้นที่ได้ดี

ทองแดงหางดำ

ไก่ชนพันธุ์ทองแดงหางดำ ไก่ชนสายพันธุ์นี้ เป็นพันธุ์แท้แต่โบราณ ทราบได้สมัยอยุธยา ตอนฉลองกรุงหงสาวดีจัดให้มีการชนไก่ หน้าพระที่นั่งพระเจ้าบุเรงนอง สมเด็จพระนเรศวรมหาราชครั้นยังทรงพำนักอยู่หงสาวดี ได้มีรับสั่งให้สมเด็จพระน้องยาเธอ พระเอกาทศรถ นำไก่ไทยไปร่วมชนในงานฉลองกรุงหงสาวดีครั้งนั้นด้วยไก่ทองแดงหางดำ ได้ไปสร้างชื่อเสียงเอาชนะไก่พม่าได้อย่างง่ายดาย

ไก่ชนพันธุ์เขียวหางดำหรือเขียวกา

เขียวหางดำ หรือ เขียวกา บางแห่งเรียกว่า “เขียวพาลี หรือเขียวไข่กา” เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากทางภาคใต้และตะวันออก มีลักษณะเด่นๆ พอที่จะสังเกตได้ดังนี้

  • ลักษณะทั่วไปคล้ายๆ กับประดู่หางดำ ปากดำ
  • หงอนหิน หน้าหงอนบางกลางหงอนสูง ท้ายหงอนจะตกกดกระหม่อม
  • สร้อยปีก สร้อยคอ สร้อยคอหลังและสร้อยหางสีเขียวคล้ายปีกแมลงภู่
  • ขนปีกและลำตัวเขียวหรือเขียวอมดำ หางสีดำ
  • แข้งดำ เล็บดำ

ไก่ชนพันธุ์นกแดงหางแดง

ไก่ชนพันธุ์นกแดงหางแดงสายพันธุ์ไก่นกแดงหางแดง เป็นไก่พันธุ์แท้แต่โบราณ มีอยู่ทั่ว ๆ ไป แถบภาคกลาง ภาคใต้ และภาคเหนือ ไก่นกแดงที่มีชื่อโด่งดังครั้งสมัยอยุธยาตอนกลาง เป็นไก่ของขุนฤทธิ์ปูพ่าย หรือพระยาศรีไสณรงค์ เจ้าเมืองกาญจนบุรี ทหารเอกแห่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเป็นเพื่อนสนิทของขุนเดชพระเวทย์แสนศึกสู้ หรือพระยาไชยบูลย์ผู้นิยมไก่เขียวหางดำ และไก่นกแดงเช่นกัน อาจารย์พนได้เป็นผู้ให้ข้อมูล

ไก่ชนพันธุ์ลายหางขาว

ไก่ชนพันธุ์ลายหางขาวแหล่งกำเนิด เป็นไก่ในเขตภาคเหนือแถบจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ในภาคอีสาน ขอนแก่น มหาสารคาม ในภาคกลางและภาคใต้จะพบอยู่ทั่วไป เช่น เพชรบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา และนครศรีธรรมราช เป็นต้น

ไก่ชนพันธุ์นกกรดหางดำ

ไก่ชนพันธุ์นกกรดหางดำ ไก่นกกรด เป็นไก่สวยงามอีกพันธุ์หนึ่ง ท่าทางยืนเด่นสง่าผ่าเผย ชนเชิงดี มักมีแข้งเปล่า เป็นไก่ชนดุดันไม่กลัวใคร ไก่นกกรดเป็นไก่พันธุ์แท้แต่โบราณครั้งอยุธยา โด่งดังเมื่อครั้งฉลองกรุงหงสาวดีจัดให้มีการชนไก่หน้าพระที่นั่งบุเรงนอง สมเด็จพระนเรศวรยังทรงพำนักอยู่พม่า โปรดให้พระน้องยาเธอสมเด็จพระเอกาทศรถนำไก่กรดไปชนหน้าพระที่นั่ง ได้ชนะไก่พม่า และได้อยู่เป็นพ่อพันธุ์สืบทอดในประเทศพม่าจนถึงปัจจุบัน



ไก่ชนพันธุ์เทาหางขาว

ไก่ชนพันธุ์เทาหางขาว ไก่เทา หรือไก่สีเทา หรือไก่เถ้า มีแหล่งกำเนิดทั่วไปของประเทศไทย แหล่งกำเนิดไก่เทาที่มีชื่อเสียง เช่น จังหวัดตาก, อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี, อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี และแถบภาคอีสานจังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ นครราชสีมา อุบลราชธานี เป็นต้น ไก่เทาเป็นไก่ขนาดกลางน้ำหนักตัวเฉลี่ยตัวผู้ประมาณ 3-3.5 กก. ตัวเมียประมาณ 2-3 กก.

ไก่ชนพันธุ์เขียวเลาหางขาว

ไก่ชนพันธุ์เขียวเลาหางขาว สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาไก่พื้นเมืองไทย กำหนดไว้เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2544 ในงานภูมิปัญญาเกษตรกรไทย ณ. อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี

แหล่งกำเนิด มีแหล่งกำเนิดที่สำคัญอยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชร เพชรบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และอีกหลายจังหวัดในประเทศไทย สีเปลือกไข่ เปลือกสีขาวอมน้ำตาล ลูกเจี๊ยบหัวขาว หน้าคอ หน้าอกสีขาว สันหลังดำ ปีกในดำ ไชปีกนอกขาว ปาก แข้ง เล็บ เดือย สีขาวอมเหลือง อมน้ำตาล ตาสีขาวอมเหลือง

ที่มา : Youtrube BANKKOKSIAMMUANGYIM FARM


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

คอกวัวงบ 10000 บาท สร้างวันเสร็จ เลือกวัวเข้าเลี้ยงสวยการจัดการดีมาก

คอกวัวงบ 10000 บาท สร้างวันเสร็จ เลือกวัวเข้าเลี้ยงสวยการจัดการดี

สวัดดีครับ วันนี้เอาใจคนที่ชอบเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะคนที่เริ่มเลี้ยงวัวหรือควายมือใหม่  ซึ่งเป็นอาชีพที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากด้วยราคาที่กำลังขยัยตัวสูงขึ้นเรื่องๆ สำหรับมือใหม่นั้นแน่นอน คอกวัว หรือ โรงเรือนเลี้ยงวัว ก็มีความจำเป็นและสำคัญเป็นอย่างมาก และเป้นอีกหนึ่งต้นทุนที่ต้องเจอสำหรับมือใหม่ วันนี้เราเลยเอาแนวทางหรือไอเดียคอกวัว ราคาไม่เกิน 10,000 บาท ที่สร้างวันเดียวหรือสองวันเสร็จมากฝากกัน ต้องขอบคุณ Youtrube บ่าวธุทธสีเกด ที่ได้ลงคลิปดีๆและมีประโยชน์ มานะที่นี้ด้วยครับ

ที่มา : Youtrube บ่าวรุทธ สีเกด , เจ้าของคอกวัว คุณอาทิตย์




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เทคนิคการปลูกอะโวคาโด ให้ได้ผลผลิตดี

เทคนิคการปลูกอะโวคาโด ให้ได้ผลผลิตดี

เทคนิคการปลูกอะโวคาโด

อะโวคาโด หรือ ลูกเนย Avocado เป็นผลไม้ที่มีเนื้อมันเป็นเนย เป็นต้นไม้พื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก จัดเป็นพืชดอกในวงศ์ Lauraceae ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกับอบเชย เเละกระวาน ผลของอะโวคาโดมีรูปทรงคล้ายสาลี่ รูปไข่ หรือรูปกลม มิชชันนารีชาวอเมริกันนำมาปลูกในประเทศไทยครั้งแรกที่จังหวัดน่าน ต่อจากนั้นจึงมีหน่วยงานต่าง ๆ นำอะโวคาโดมาปลูกมากขึ้น อะโวคาโดเป็นไม้ยืนต้น ต้นโตเต็มที่สูงถึง 18 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน ผิวขรุขระ ใบสีเขียวสด ดอกขนาดเล็ก สีเขียวอมเหลือง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งผลกลมรีหรือทรงลูกแพร์ มีทั้งพันธุ์เปลือกหนาและเปลือกบาง เนื้อมีตั้งแต่เหลืองอ่อนจนถึงเหลืองเข้ม รสมัน เนื้อละเอียด ไม่มีกลิ่น มีเมล็ดเดียว มีรกหุ้มเมล็ด




สายพันธุ์อะโวคาโดที่นิยมปลูก

  • พันธุ์แฮส (Hass) ใบแหลมเรียว ใบออกห่าง ๆ กัน ผลรูปแพร์ ผิวขรุขระมาก ผิวสีเขียวเข้ม เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ ผลมีขนาดเล็กน้ำหนักประมาณ 200-300 กรัม เนื้อสีเหลือง เมล็ดเล็กถึงขนาดกลาง เปลือกผลค่อนข้างหนา ทนทานต่อการขนส่ง พันธุ์นี้ยังมีข้อดีอีกประการคือ เมื่อผลแก่แล้ว ก็ยังสามารถเลี้ยงอยู่บนต้นได้อีกนานหลายเดือน ช่วงเก็บเกี่ยวผลเดือนธันวาคม- กุมภาพันธ์ มีไขมันสูงมาก คือ ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นพันธุ์การค้าอันดับ 1 ของโลก พันธุ์นี้ผลมีราคาแพงมากที่สุด แต่ให้ผลดีในที่อากาศเย็น พื้นที่ปลูกที่เหมาะสมควรสูงจากระดับน้ำทะเล 600 เมตรขึ้นไป ระยะปลูกที่แนะนำคือ 8×8 เมตร
  • บูช 7 (Booth-7) ใบใหญ่เป็นมัน ผลค่อนข้างกลมป้านขนาดประมาณ 3 ผลต่อกิโลกรัม ผิวผลค่อนข้างขรุขระ สีเขียว เปลือกหนา เนื้อสีเหลืองอ่อน เมล็ดขนาดกลาง เมื่อสุกผลมักจะตกกระ มีไขมัน 7-14 เปอร์เซ็นต์ ช่วงเก็บเกี่ยวผลประมาณวันที่ ตุลาคม ถึง ธันวาคม พันธุ์นี้ให้ผลผลิตดก ลำต้นขนาดใหญ่ ค่อนข้างทนต่อโรคแต่ผลรสชาติปานกลาง
  • ปีเตอร์สัน (Peterson) เป็นพันธุ์เบา ให้ผลผลิตก่อนพันธุ์อื่น ๆ คือประมาณเดือนมิถุนายน ถึง กรกฎาคม ลักษณะผล กลม ใบเรียงซ้อนกันถี่ ๆ และเป็นมัน ใบอ่อนสีแดง ผลมีลักษณะกลม

ขั้นตอนการปลูกอะโวคาโด

การเตรียมดิน

ต้องจัดเตรียมต้นกล้าอะโวคาโดไว้ก่อนล่วงหน้า โดยคัดเลือกต้นกล้าที่แข็งแรงสมบูรณ์และได้ขนาด เมื่อปลูกให้นำต้น อะโวคาโดลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ให้รอยต่อกิ่งหรือรอยแผลติดตาอยู่เหนือระดับดิน กลบดินรอบๆโคนต้นให้แน่นและรดน้ำให้ชุ่ม แล้วทำการคลุมผิวหน้าดินด้วยวัตถุคลุมดินที่เตรียมไว้เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้น ป้องกันเมล็ดวัชพืชงอก เเละป้องกันความร้อนจากแสงแดด ปักไม้หลักผูกเชือกยึดติดแน่นป้องกันลม รดน้ำให้สม่ำเสมอจนกว่าต้นจะตั้งตัวได้ ทั้งนี้อาจจะให้น้ำครั้งละ 20-40 ลิตรต่อต้น ทุก 3-4 วัน  ในระยะ 1 เดือนแรก ถ้าฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานก็ควรให้น้ำแก่ต้นอะโวคาโดเรื่อยๆ  เพื่อป้องกันต้นแห้งตาย สำหรับในช่วงฤดูร้อนของปีแรกหลังจากหมดฤดูฝนแล้วควรให้น้ำแก่ต้นอะโวคาโดทุกสัปดาห์ๆ ละ 40-60 ลิตรต่อต้น จนกว่าต้นอะโวคาโดจะมีอายุ 1 ปี หลังจากปลูก

การใส่ปุ๋ย

หลังจากปลูกอะโวคาโดได้ 1 เดือน โดยใส่ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแตสเซียมอัตราส่วน 3:1:1 ทั้งนี้อาจให้โดยใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ผสมกับยูเรีย (46-0-0) อัตราส่วน 1:1 คลุกเคล้ากันให้เข้ากันแล้วใส่ต้นละ 200 กรัม แบ่งใส่ประมาณ 3 ครั้งต่อปี ทุก 3 เดือน ปีที่ 2 จะใส่ปุ๋ยผสมดังกล่าวข้างต้นในอัตรา 300 กรัม แบ่งใส่ประมาณ 4 ครั้งต่อปี เมื่อต้นอะโวคาโดอายุได้ 3 ปี จะเริ่มให้ผลผลิต ปริมาณการใส่ปุ๋ยต่อต้นจะเพิ่มขึ้นตามการให้ผลและปุ๋ยที่ใช้ควรเปลี่ยนไปใช้ปุ๋ยดังนี้

ในระยะต้นปีที่ 3 จะใส่ปุ๋ยเหมือนปีที่ 2  แต่ปริมาณปุ๋ยเพิ่มขึ้นเป็นต้นละ 400 กรัม ใส่ 2 ครั้งในช่วงต้นฤดูฝนและกลางฤดูฝน พอถึงปลายฤดูฝนราวๆเดือนตุลาคม จะเปลี่ยนเป็นปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสหรือโพแตสเซียมสูง เช่น 8-24-24 หรือ 9-24-24 ในดินร่วนปนทรายหรือดินทราย ส่วนดินร่วนเหนียวควรใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 500 กรัมต่อต้น เพื่อให้ต้นอะโวคาโดออกดอกดีและเมื่อติดผลแล้วจึงใส่ปุ๋ยอัตราส่วน 3:1:1 ใหม่ เพื่อให้ผลเจริญเติบโตดีและติดผลได้มากขึ้นโดยอาจใส่ปุ๋ยยูเรียผสมปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตราส่วน 1:1 เพิ่มขึ้นอีกต้นละ 500 กรัม ในปีต่อๆไปอาจใช้วิธีวัดระยะจากโคนต้นไปยังรอบทรงพุ่มเป็นว่ากว้างกี่เมตรซึ่งจะสามารถคำนวณปริมาณการให้ปุ๋ยเท่ากับจำนวนกี่กิโลกรัมของการให้ปุ๋ยในต้นอะโวคาโดที่ใส่ให้ในแต่ละปีก็ได้ ควรมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้กับต้นอะโวคาโดทุกปี โดยใช้วิธีหว่านคลุมต้นและปล่อยให้ย่อยสลายตัวเอง

การให้น้ำ

ในระยะที่ปลูกอะโวคาโดใหม่ๆ ควรให้น้ำแก่ต้นอะโวคาโดเพื่อให้ต้นเจริญเติบโตและมีรากแผ่กระจายโดยควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ดินชุ่มแต่อย่าให้น้ำขัง เพราะจะทำให้รากเน่าต้นตายได้ สำหรับแปลงปลูกที่มีระบบการให้น้ำจากชลประทานไม่จำเป็นต้องให้ทุกวัน โดยต้นอะโวคาโดปลูกใหม่ต้องการน้ำวันละประมาณ 15 ลิตรต่อต้น ถ้าให้เว้นวันอาจให้ครั้งละ 30 ลิตรต่อต้น เมื่อต้นโตขึ้นปริมาณความต้องการน้ำจะมากขึ้น อาจเลือกวิธีการให้น้ำเป็นระบบน้ำหยดหรือมินิสปริงเกอร์บริเวณโคนต้นก็ได้ แล้วแต่ละพื้นที่ปลูกและเงินลงทุน เมื่อต้นอะโวคาโดถึงระยะที่จะออกดอกควรงดให้น้ำแก่อะโวคาโด แต่โดยปกติแล้วเป็นช่วงที่สิ้นสุดฤดูฝนและเข้าฤดูหนาว โดยสังเกตได้จากการเกิดตาดอกที่ยอด ซึ่งจะมีลักษณะตุ่มตาป้านกลมและช่อดอกจะเริ่มเจริญออกมา จึงเริ่มให้น้ำใหม่

การจัดทรงต้นเเละตัดเเต่งกิ่งอะโวคาโด

ไม่มีระบบการจัดทรงต้นและตัดแต่งกิ่งที่แน่นอน ต้นอะโวคาโดที่ปลูกใหม่จนถึงระยะก่อนออกดอกและติดผลจะตัดแต่งกิ่งเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่ต้องตัดแต่งกิ่งเลย ยกเว้นตัดแต่งกิ่งเพื่อเปลี่ยนแปลงลักษณะพุ่มต้น เช่น อะโวคาโดพันธุ์ที่มีพุ่มสูงมักจะตัดยอดลงเพื่อให้แตกกิ่งใหม่เป็นพุ่มแผ่กว้างออก

การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวก่อนการเก็บเกี่ยวอะโวคาโดต้องตรวจสอบว่าผลแก่เก็บเกี่ยวได้หรือไม่โดยพิจารณาถึงระยะเวลาที่เก็บเกี่ยวของอะโวกาโดแต่ละพันธุ์นั้นๆ จากนั้นทดลองเก็บผลบนต้นในระดับต่างๆประมาณ 6-8 ผลเพื่อผ่าดูเยื่อหุ้มเมล็ด หากเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นสีน้ำตาลทั้งหมดก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ นอกจากนี้ควรพิจารณาลักษณะภายนอกของผลเพื่อให้มั่นใจว่าผลแก่แล้ว เนื่องจากบางครั้งในต้นเดียวกันอาจมีการออกดอก 2 ชุด ทำให้อายุของผลไม่เท่ากัน ในการเก็บเกี่ยวต้องให้มีขั้วผลติดอยู่กับผล หากขั้วผลหลุดออกจากผลจะทำให้ผลเสียหายได้ง่ายขณะบ่มให้สุก วิธีการเก็บเกี่ยวทำได้โดยเด็ดหรือใช้กรรไกรตัดขั้วผลหลุดออกจากกิ่ง อาจใช้บันไดปีนขึ้นไปเก็บหรือใช้ตะกร้อที่มีใบมีดตัดขั้ว สอยให้ติดขั้วหรือใช้กรรไกรด้ามยาวที่มีที่หนีบขั้วผลไว้ ไม่ให้ผลตกเสียหาย ควรระมัดระวังไม่ให้ผิวผลเสียหาย เมื่อเก็บแล้วให้ใส่ลงในภาชนะที่รองด้วยกระดาษหรือฟองน้ำที่ป้องกันความเสียหายได้ นำไปคัดแยกเอาผลที่ไม่ได้คุณภาพตามที่กำหนดออก ตัดขั้วผลให้สั้นลงเหลือเฉพาะส่วนฐานของขั้วที่ติดกับผล



การใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับพืช

ฉีดพ่นบิ๊กทางใบ อัตรา 2 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นทางใบทุก 7-10 วัน เพื่อช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต ทำให้ ต้น ใบ ดอก สมบูรณ์ เเละส่งเสริมการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพืชทำให้พืชทนต่อสภาวะเเวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อากาศร้อนจัด ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ