วิธีเลี้ยงหอยเชอรี่ มือใหม่ต้องดูคลิปนี้

วิธีเลี้ยงหอยเชอรี่ มือใหม่ต้องดูคลิปนี้

วิธีเลี้ยงหอยเชอรี่


หอยเชอรี่สีทอง

หอยเชอรี่สีทอง” เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่เริ่มมีการเลี้ยงเชิงธุรกิจกันมากขึ้นในทุกภาคของประเทศ แนวโน้มความนิยมบริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นหอยที่มีโปรตีนสูงและต้นทุนการเลี้ยงต่ำ จุดเด่นของหอยเชอรี่สีทองเนื้อจะนุ่ม ไม่เหนียวเหมือนหอยเชอรี่ทั่วไป เนื้อจะเป็นสีเหลือง เปลือกจะเป็นสีเหลือง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เป้าฮื้อน้ำจืด” สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้ง ลวกจิ้ม ผัด ทอด ลาบ ก้อย ยำ แกงคั่ว


ฟาร์ม : คุณต้น
บ้านจาน หมู่ 5 ตำบลทุ่งกุลา อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โทรสั่งซื้อได้ที่ : 065-4949189
Youtrube | ทัส ไทยบ้าน




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

นายฮ้อย อาชีพพ่อค้าคนกลางตลาดวัวและควายที่มีรายได้ไม่ธรรมดา

นายฮ้อย อาชีพพ่อค้าคนกลางตลาดวัวและควายที่มีรายได้ไม่ธรรมดา

นายฮ้อย

นายฮ้อย


สวัสดีครับ วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับเรื่องราวที่ทุกคนคุ้นหูเป็นอย่างดี เมื่อเราพูดถึง นั้นก็คือ “ นายฮ้อย ” ซึ่งนายฮ้อย นั้น คือเรื่องราวของกลุ่มพ่อค้าคนกลาง ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในตลาดวัวและควาย ในท้องถิ่นภาค นับได้ว่าเป็นตำนานที่มาช้านานที่มีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ท่ามกลางกระแส การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน



อันที่จริงคำว่า ‘นายฮ้อย’ เป็นภาษาท้องถิ่นภาคอีสานที่เรียกกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทในการค้าขาย และมักเรียกตามชื่อประเภทสินค้า ดังนั้นกลุ่มคนที่ค้าขายวัว-ควาย จะถูกเรียกขานว่า นายฮ้อยวัว-ควาย แต่อาจเพราะนายฮ้อยวัว-ควาย มีบทบาทสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนอีสานใกล้ชิดมากกว่ากลุ่มพ่อค้าสินค้าประเภทอื่นๆ เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ของชาวอีสานตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ชาวบ้านมีการเลี้ยงวัว-ควาย เป็นอาชีพที่ควบคู่กันมากับการทำนา ทำไร่

นายฮ้อย

และปัจจุบันได้มี ตลาดกลางในการค้าขาย วัว-ควย เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคอีสาน นั้นหลายๆจังหวัดก็จะมีการเปิดตลาดที่เป็นตัวกลางในการค้าขายสัตว์เป็นจำนวนมาก ซึ้งนี้เองทำให้ นายฮ้อยเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากใน ‘การซื้อ-ขาย’ วัวและควาย ในตลาด

นายฮ้อยแต่ละคนนั้นจะอาศัยประสบการณ์ ความชำนาญในการดูวัว ควายก่อนที่จะประเมินราคาซื้อขายกับเจ้าของหรือชาวบ้านที่นำเข้ามาขาย โดยวัว ควาย ซื้อขายกันแล้วอาจจะมีการนำไปขายต่ออีกทอดเพื่อเอากำไร บางครั้งอาจจะมีการซื้อขายเปลี่ยนมือในห้วงสั้นๆระหว่างพ่อค้าคนกลางถึง 3-4 มือเลยทีเดียว เพื่อที่จะเกรงกำไรจากส่วนต่างของพ่อค้าคนกลาง มากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสามารถในการพูดคุยของพ่อค้าคนกลาง หรือที่เราเรียกว่า “นายฮ้อย” นั้นเอง

สำหรับการนำวัว ควาย เข้ามาเพื่อซื้อขายในตลาดนัด วัว ควาย นั้นทุกตัวที่มาการนำเข้าซื้อขายในตลาดนัดจะต้องแจ้งผู้จัดตลาดหรือเจ้าหน้าที่ โดยจะต้องเสียค่าเข้าตลาดตัวละ 20 บาท  หรือแล้วแต่ว่าตลาดว่ามาการกำหนดราคาไว้ที่เท่าไหร่  เมื่อเสร็จสิ้นการขาย ผู้ขายจะต้องไปทำใบซื้อขายกันต่อเจ้าหน้าที่ของตลาด เพื่อเป็นหลักฐานว่าวัว ควาย ไม่ได้ขโมยมา ซึ่งจ่ายค่าทำใบซื้อขายตัวละ 30 บาท หรือตามที่ตลาดกำหนด
นายฮ้อย
การซื้อขายวัว ควาย ของนายฮ้อย เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับทั้งนายฮ้อยที่ซื้อวัว ควาย จากข้างนอกไปขายตลาดนัด และนายฮ้อยที่ไปซื้อวัว ควาย ในตลาดนัด หรือแบบซื้อมาขายไป ซึ่งรายได้จากการซื้อขาย นายฮ้อยบางรายมีรายได้ถึง 10,000 บาท ในแต่ละนัดเลยทีเดียว ยิ่งช่วงนี้วัวมีราคาแพง การซื้อมาขายไปรายได้ไม่แน่นอน บางครั้งได้กำไรบางครั้งก็ไม่ได้

อ้างอิงที่มา : sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ขมิ้นชัน วิธีการปลูกและคุณประโยชน์ต่อสุขภาพที่ต้องรู้

ขมิ้นชัน วิธีการปลูกและคุณประโยชน์ต่อสุขภาพที่ต้องรู้

ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน


ขมิ้นชัน (Curcuma longa L.) เป็นพืชสมุนไพรที่คนไทยมีภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์มายาวนานโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งจะมีการใช้ขมิ้นชันเป็นเครื่องเทศในอาหารประจำวันเกือบทุกชนิดขมิ้นชันเป็นพืชลัมลุกอายุ 1 ปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้ามีสีส้มอมเหลือง และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เหง้าขมิ้นชันมีสรรพคุณ รักษาโรคกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการ จุกเสียดแน่นเฟ้อ บำรุงผิวพรรณ รักษาพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ขมิ้นชันนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสมุนไพรอย่างกว้างขวางทั้งอาหาร อาหารเสริม ยารักษาโรคของคนและสัตว์ และเครื่องสำอาง




การขยายพันธุ์และการปลูก ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน ขยายพันธุ์โดยการใช้เหง้า ควรปลูกต้นฤดูฝน การปลูกในบ้านเลือกพื้นที่มีแสงแดด หรือรำไรได้ ดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี ห้ามมีน้ำขังจะเกิดโรคเน่าได้ง่ายเตรียมแปลงให้ดินร่วนซุย ขุดหลุมปลูกลึก 10-15 เซนติเมตร รองก้นหลุมปลูกด้วยปุ้ยคอก200-300 กรัม วางเหง้าในหลุมปลูก กลบดินหนา 5-10 เชนติเมตร ระยะปลูกระหว่างต้น 35 เซนติเมตร ระหว่างแถว 50 เซนติเมตร

การปลูกในภาชนะ ควรใช้ในภาชนะขนาดใหญ่และมีความลึก เพราะเป็นพืชที่มีการลงหัว รดน้ำทุกวัน ส่วนผสมของดินปลูก ดิน 2 ส่วน ทราย 1 ส่วน ปุ้ยคอก 1 ส่วนแกลบเผา 1 ส่วน ตั้งไว้ในที่มีแสงแดด

การดูแลรักษา

ในระยะแรกปลูกต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอจนกว่าพืชจะตั้งตัวได้ ให้น้ำน้อยลงในระยะหัวเริ่มแก่ งดให้น้ำในระยะเก็บเกี่ยว ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 2 ครั้ง หลังปลูก 1 เดือน และหลังปลูก 3 เดือน โรยเป็นแถวข้างต้น ห่างจากโคนต้น 8-15 เซนติเมตร กำจัดวัชพืชบ่อย ๆ โดยถอนหรือใช้จอบดายพรวนดินและกลบโคนต้นในระยะที่ขมิ้นชันยังเล็กอยู่

การเก็บเกี่ยว

ขมิ้นชัน เก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง เมื่อขมิ้นชันมีอายุ 9 เดือนขึ้นไป สังเกตต้นจะฟุบ จะเป็นช่วงที่มีสารสำคัญที่เป็นตัวยาสูง ไม่ควรเก็บเกี่ยวขมิ้นชันในช่วงกำลังแตกหน่อใหม่เพราะจะมีตัวยาน้อย

ขมิ้นชัน

วิธีการเก็บเกี่ยว ให้น้ำดินพอชื้น ทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ เก็บเกี่ยวโดยใช้จอบขุดตัดแยกส่วนเหนือดินและเหง้า อย่าให้หัวขมิ้นชันเกิดบาดแผล นำไปล้างเอาดินที่ติดอยู่ออกให้สะอาด ตัดรากออก สามารถทำแห้งไว้ใช้โดยฝานบาง ๆ นำไปตากแดดบนภาชนะที่สะอาดจนแห้งสนิท เก็บรักษาในที่เย็น เหง้าพันธุ์สำหรับปลูกขยายพันธุ์ต่อไปควรเก็บผึ้งในที่ร่ม สะอาด อากาศถ่ายเทได้และไม่ขึ้น

การใช้ประโยชน์ในครัวเรือน

ใช้เห้ง้าสดประกอบอาหารใช้เป็นยาโดยนำเหง้าขมิ้นชันฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ตากให้แห้งสนิทนำมาบดให้เป็นผง รับประทานแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องร่วง และรักษาแผลในกระเพาะอาหารเหง้าสดมาฝนกับน้ำต้มสุกทาแก้ผื่นคัน หรือใช้ผงขมิ้นโรยบริเวณที่มีอาการผื่นคัน

สรรพคุณของขมิ้น

  1. ขมิ้นมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยในการชะลอวัยและชะลอการเกิดริ้วรอย
  2. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
  3. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวหนังมีสุขภาพดีแข็งแรง
  4. ขมิ้นชันอาจมีบทบาทช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง เช่น โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งปากมดลูก
  5. ขมิ้นสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้
  6. ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
  7. ช่วยบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน
  8. มีส่วนช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  9. ช่วยลดอาการของโรคเกาต์
  10. ช่วยขับน้ำนมของมารดาหลังคลอดบุตร
  11. ช่วยรักษาระบบทางเดินหายใจที่มีอาการผิดปกติ
  12. ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคความจำเสื่อม
  13. อาจมีส่วนช่วยในการรักษาโรครูมาตอยด์ (ยังไม่ได้รับการยืนยัน)
  14. ช่วยลดการอักเสบ
  15. ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ
  16. ช่วยรักษาอาการแพ้และไข้หวัด
  17. ช่วยบรรเทาอาการไอ
  18. ช่วยรักษาอาการภูมิแพ้ หายใจไม่สะดวกให้มีอาการดีขึ้น
  19. ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด
  20. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยธาลัสซีเมียฮีโมโกบิลอี
  21. ช่วยรักษาแผลที่ปาก
  22. ช่วยบำรุงปอดให้มีสุขภาพดีและแข็งแรง
  23. น้ำมันหอมระเหยในขมิ้นมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง
  24. ช่วยรักษาอาการท้องเสีย อุจจาระร่วง โดยนำผงขมิ้นชันผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอนแล้วนำมารับประทานครั้งละ 3 เม็ด 3 เวลา
  25. ช่วยแก้อาการจุดเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ
  26. ช่วยรักษาโรคลำไส้อักเสบ
  27. ช่วยลดการบีบตัวของลำไส้
  28. ช่วยรักษาอาการลำไส้ใหญ่บวม
  29. มีฤทธิ์ในการช่วยขับน้ำดี
  30. ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร และทำความสะอาดลำไส้
  31. ช่วยบำรุงตับ ป้องกันตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ และป้องกันตับจากการถูกทำลายของยาพาราเซตามอล
  32. ช่วยป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร
  33. ช่วยแก้อาการตกเลือด ด้วยการนำขมิ้นสดมาตำให้ละเอียด แล้วคั้นเอาน้ำมาผสมกับน้ำปูนใสแล้วรับประทาน
  34. ช่วยรักษาอาการปวดหรืออักเสบเนื่องจากไขข้ออักเสบ
  35. ช่วยรักษากลาก เกลื้อน ด้วยการใช้ผงขมิ้นผสมกับน้ำ นำมาทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อนทุกวัน วันละ 2 ครั้ง
  36. ช่วยรักษาโรคผิวหนังพุพอง ตุ่มหนองให้หายเร็วยิ่งขึ้น
  37. ช่วยรักษาแผลจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ ด้วยการนำขมิ้นมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วตำจนละเอียด คั้นเอาแต่น้ำมาทาบริเวณดังกล่าว
  38. มีฤทธิ์ในการต่อต้านและฆ่าเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง และต่อต้านยีสต์ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ
  39. ช่วยต่อต้านปรสิตหรือเชื้ออะมีบาที่เป็นต้นเหตุของโรคบิดได้
  40. ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส เช่น แบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคท้องเสีย แบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง เป็นต้น
  41. มีฤทธิ์ในการต่อต้านการกลายพันธุ์ ต้านสารก่อมะเร็งที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคที่เกิดจากการเสื่อมของร่างกาย และโรคเบาหวาน
  42. ช่วยสมานแผลตามร่างกายให้หายเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการนำผงขมิ้นมาผสมกับน้ำแล้วทาลงบนบาดแผล และยังช่วยให้บาดแผลไม่ให้ติดเชื้อของกระต่ายและหนูขาวได้ และสามารถเร่งให้แผลที่ติดเชื้อหายได้
  43. ขมิ้นยังมีสรรพคุณช่วยในการป้องกันการงอกของขนอีกด้วย โดยผู้หญิงชาวอินเดียมักนำขมิ้นมาทาผิวเพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอก
  44. ขมิ้นชันขัดผิว ใช้ทำทรีตเมนต์พอกผิวขัดผิวด้วยขมิ้น ช่วยให้ผิวพรรณนุ่มนวล ขาวผ่องใส เต่งตึง ด้วยการนำขมิ้นสดมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปปั่นรวมกับดินสอพอง 2-3 เม็ด แล้วผสมกับมะนาว 1 ลูก ปั่นจนเข้ากัน นำมาพอกหน้าหรือผิวทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
  45. ขมิ้นเป็นส่วนประกอบของทรีตเม้นต์รักษาสิวเสี้ยน สิวผด สิวอุดตัน
  46. ขมิ้นเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งในเครื่องสำอางบำรุงผิวต่าง ๆ
  47. นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืชได้อีกด้วย

ผลข้างเคียงของขมิ้นชัน

การรับประทานขมิ้นเพื่อการรักษาโรคใด ๆ ก็ตาม ถ้าหากเรารู้ว่าเราเป็นโรคอะไร แล้วรับประทานไปเรื่อย ๆ จนโรคนั้นหายไปแล้ว ก็ควรหยุดรับประทาน ถึงแม้ขมิ้นจะมีประโยชน์ก็จริง แต่หากร่างกายได้รับมากเกินความต้องการอาจจะกลายเป็นโทษเสียเอง ขมิ้นชันมีผลข้างเคียงคืออาการแพ้ เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดหัว นอนไม่หลับ ดังนั้นหากคุณรับประทานขมิ้นแล้วมีอาการดังกล่าว ควรหยุดรับประทานและหายาชนิดอื่นรับประทานแทน และยังมีความเชื่อเรื่องโทษและข้อเสียของขมิ้นในแถบภาคใต้ว่า การรับประทานขมิ้นที่มากเกินไปและถี่เกินไปนั้นแทนที่จะช่วยป้องกันโรคมะเร็ง อาจจะเป็นมะเร็งเสียเอง

อย่างไรก็ตาม คุณควรสังเกตอาการของตัวคุณเองด้วย เนื่องจากอาการท้องเสียนั้นเป็นอาการข้างเคียงทั่วไป อาจมีสาเหตุมาจากยาชนิดอื่นหรือจากภาวะของโรคที่เป็นอยู่แล้วร่วมด้วยก็เป็นได้ ดังนั้นคุณควรสังเกตอาการของตัวคุณเองด้วยว่าเดิมกินยาอื่นแล้วไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ แต่เพิ่งมามีปัญหาเมื่อตอนรับประทานขมิ้นร่วมด้วย ก็ควรสงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นผลข้างเคียงของขมิ้นก็ได้ แต่ทั้งนี้ถ้าคิดว่าเป็นผลข้างเคียงของขมิ้น คุณก็อาจจะรับประทานขมิ้นต่อไปได้ ด้วยการรับประทานซ้ำ และค่อย ๆ ปรับขนาดยา จาก 1 เม็ด เป็น 2 เม็ดต่อครั้ง แล้วดื่มน้ำตามมาก ๆ ก็อาจจะทำให้รับประทานขมิ้นต่อไปได้



การรับประทานอย่างพอประมาณและเหมาะสม รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ งดพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคคือสิ่งที่ถูกต้อง บางสิ่งบางอย่างถึงแม้มันจะมีประโยชน์มากก็จริง แต่ถ้ามันมากเกินไปก็จะเป็นโทษต่อตัวเราได้ จึงไม่ควรหลงละโมภ และรับประทานทานอย่างไร้สติ

แหล่งอ้างอิงที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, สนุกพีเดีย, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, เว็บไซต์มุสลิมไทยโพสต์


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การเลี้ยงปลาดุก สำหรับมือใหม่

การเลี้ยงปลาดุก สำหรับมือใหม่

การเลี้ยงปลาดุก

การเลี้ยงปลาดุก


สวัสดีครับวันนี้จะพาพี่น้องมารู้จักกับ การเลี้ยงปลาดุก ในรูปแบบต่าง ๆ กันครับ สำหรับการเลี้ยงปลาดุกนั้นนอกจากจะเลี้ยงตามบ่อธรรมชาติที่เรารู้จักกันทั่วไปแล้วยังมีวิธีการเลี้ยงปลาดุกที่หลากหลาย อย่างเช่น การเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน, การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก, การเลี้ยงปลาดุกในบ่อปูน, การเลี้ยงปลาดุกในโอ่ง, เป็นต้น เพราะว่าปลาดุกนั้นเป็นปลที่เลี้ยงง่ายและโตไวมาก เพราะมีนิสัยที่กินเเก่งมากๆครับ ว่าแล้วเราก็ไปดูการเลี้ยงปลาดุกันเลยครับว่ามีขั้นตอนและวิธีการเลี้ยงอย่างไรกันบ้าง




ทำความรู้จักสายพันธุ์ปลาดุก ก่อนลงมือเลี้ยง
ปลาดุกด้าน

  • ปลาดุกด้าน (Clarias batrachus )
    ปลาดุกด้าน (Walking catfish) เป็นปลาน้ำจืดในวงศ์ปลาดุก (Clariidae) มีรูปร่างค่อนข้างยาวเรียว ส่วนหางค่อนข้างแบน มีสีเทาปนดำ ส่วนท้องมีสีขาว สามารถเคลื่อนที่บนบกได้เป็นระยะทางสั้น ๆ โดยใช้ครีบ เรียกว่า “ปลาแถก” ขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 50 เซนติเมตร สามารถพบได้ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงจนลุ่มน้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ยังพบได้ในแถบคาบสมุทรมลายู, เกาะสุมาตรา, เกาะชวา, เกาะบอร์เนียว, ฟิลิปปินส์ และมีรายงานว่าพบในศรีลังกา, บังกลาเทศ, อินเดีย และพม่า ในประเทศไทยและประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ปลาดุกถูกนำมาใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเลี้ยงเพื่อนำมาทำเป็นอาหาร เช่น ปลาดุกย่าง, ปลาดุกฟู หรือปลาหยอง เป็นต้น
  • ปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus)
    ปลาดุกอุย หรือ ปลาอั้วะชื้อ ในภาษาแต้จิ๋ว (อังกฤษ: Broadhead catfish, Günther’s walking catfish มีกระดูกท้ายทอยยื่นแหลมออกไปลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยม ลำตัวสั้นป้อมกว่าปลาดุกด้าน ซึ่งอยู่ในสกุลเดียว กัน ลำตัวมีสีดำปนเหลือง มีจุดขาวเล็ก ๆ เรียงเป็นแถวขวางลำตัวหลายแถว มีครีบหลังสูงกว่าปลาทั่วไปมาก สามารถเคลื่อนที่บนบกได้เป็นระยะทางสั้น ๆ โดยใช้ครีบช่วย พบได้ในพื้นที่แถบประเทศไทยไปจนถึงเวียดนาม และมีการนำไปเลี้ยงในประเทศจีน, มาเลเซีย, เกาะกวม และฟิลิปปินส์
    บางครั้งมีความเข้าใจผิดกันว่าปลาดุกอุยคือปลาดุกด้านตัวเมีย แต่ที่จริงเป็นปลาคนละชนิดกัน ปลาดุกอุยเป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวไทยและชาวลาวมากกว่า ปลาดุกด้าน เนื่องจากเนื้อมีรสชาติมัน อร่อย มีราคาที่สูงกว่าปลาดุกด้าน จึงได้มีการเพาะเลี้ยงและผสมเทียมในบ่อ แต่ปัจจุบันได้นำมาผสมกับปลาดุกเทศ เป็นปลาลูกผสม เรียกว่า “บิ๊กอุย” ทำให้โตเร็วและเลี้ยงง่ายกว่าปลาดุกอุยแท้ ๆ
  • ปลาดุกยักษ์, ปลาดุกรัสเชีย, ปลาดุกแอฟริกา (Clarias gariepinus)
    ปลาดุกรัสเซียเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ อาจจะใหญ่ถึง 9-10 กิโลกรัม จึงถูกเรียกว่า ปลาดุกยักษ์ ลักษณะลำตัวเรียวยาว หัวใหญ่และแบน กะโหลกเป็นตุ่ม ๆ ไม่เรียบ กระดูกท้ายทอยมีลักษณะเป็นหยัก 3 หยัก ตัวมีสีเทา ไม่มีจุดประตามลำตัว เมื่อโตขึ้นจะปรากฏลายคล้ายหินอ่อน มีอัตราการเจริญเติบโตเร็วมาก ต้านทานโรคและสภาพแวดล้อมสูง
    ปลาดุกลำพัน (Clarias nieuhofii)
  • ปลาดุกลำพัน (Clarias nieuhofii)
    ปลาดุกลำพันเป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ดอยู่ในกลุ่มเดียวกับปลาดุกอุย หรือปลาดุกด้าน รูปร่างยาวเรียว ลำตัวด้านข้างแบนหัวเล็กสั้นทู่ มีหนวดยาว 4 คู่ อยู่บริเวณหน้านัยน์ตา 2 คู่ และใต้คาง 2 คู่ นัยน์ตาเล็ก ครีบหูเล็ก มีก้านครีบอันหน้าเป็นหนามแหลมที่เรียกกันว่า เงี่ยง ครีบท้องเล็กและอยู่ใกล้กับครีบก้นครีบหลังและครีบก้นยาวมีฐานติดกับครีบหาง ส่วนปลายแยกครีบหางเล็กปลายกลมมน สีของลำตัวค่อนข้างดำ และลักษณะสีของลำตัวจะเปลี่ยนไปตามอายุ ขนาด และสภาพแวดล้อมตัวโตเต็มวัยจะมีลำตัวสีเข้ม แต่เมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อจะมีสีน้ำตาลเหลืองข้างลำตัวมีจุดสีขาวเรียงเป็นแถวตามขวางประมาณ 13 – 20 แถวยกเว้นบริเวณท้อง
  • ปลาดุกบิ๊กอุย
    ปลาดุกบิ๊กอุยเป็นปลาดุกลูกผสมระหว่างปลาดุกเทศกับปลาดุกอุย ดังนั้นลักษณะรูปร่างภายนอก และนิสัยการกินอาหารคล้ายกับปลาดุกอุยมาก มีผิวค่อนข้างเหลือง ลำตัวและหางจะเห็นลายจุดประสีขาวคล้ายของปลาดุกอุยชัดเจนมาก แต่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จุดนี้จะหายไป ส่วนลักษณะรูปร่างและลำตัวบางส่วนที่คล้ายกับปลาดุกเทศ ได้แก่ กะโหลกท้ายทอย แหลมเป็นหยัก 3 หยัก หัวมีขนาดใหญ่และเป็นตะปุ่มตะป่ำไม่เรียบ คอดหางมีจุดประสีขาวเรียงตามขวางในระยะที่ปลายังเล็ก ซึ่งบางครั้งไม่อาจแยกได้ว่าเป็นปลาดุกบิ๊กอุยหรือปลาดุกเทศ ดังนั้นการจะดูให้รู้แน่ชัดจะต้องดูที่ลักษณะหัวปลาและลายขวางที่คอดหางเมื่อปลาอายุได้ 3 สัปดาห์ขึ้นไป




รูปแบบของการเลี้ยงปลาดุก

วิธีการเลี้ยงปลาดุกนั้นสามารถเลี้ยงได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและพื้นที่ของผู้เลี้ยงแต่ที่นิยมกันนั้นพอแบ่งออกได้เป็น 4 แบบ คร่าวๆ ดังนี้ครับ

1. การเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อดินเป็นวิธีที่นิยมเลี้ยงกันโดยทั่วไป เพราะปลาสามารถเจริญเติบโตได้ดี เนื่องจากในบ่อดินมีอาหารธรรมชาติสมบูรณ์ ลดค่าอาหารลงได้ อุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย และยังช่วยป้องกันไม่ให้ปลาเกิดบาดแผลตามลำตัวได้ง่าย อีกทั้งยังช่วยดูดซับของเสียจากตัวปลาได้ดีกว่าการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ซึ่งประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตปลาดุกจะได้มาจากการเลี้ยงในบ่อดินทั้งสิ้น

การเตรียมบ่อดิน

  1. สำหรับบ่อใหม่นั้น ให้หว่านปูนขาวให้ทั่วบ่อ ในปริมาณ 80 – 120 กิโลกรัม/ไร่ แล้วตากบ่อไว้ 2 – 3 วัน
  2. กรณีบ่อเก่า ทำความสะอาดบ่อโดย ลอกเลน กำจัดวัชพืชในบ่อ และบริเวณโดยรอบ และกำจัดศัตรู ปลาในบ่อ โดยใช้โล่ติ๊น หรือกากชา ผสมน้ำสาดให้ทั่วบ่อ แล้วโรยปูนขาว 80-120 กิโลกรัม/ไร่ ตากบ่อไว้ 2 – 3 วัน
  3. แล้วทำการใส่ปุ๋ยเพื่อสร้างอาหารธรรมชาติ ซึ่งได้แก่
    • ปุ๋ยคอก 150 – 200 กิโลกรัม/ไร่
    • ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เช่น ปุ๋ยนา (16-20-0) 4.5 กิโลกรัม/ไร่
    • ปุ๋ยยูเรีย (46 – 0 – 0) 2.5 กิโลกรัม/ไร่
  1. แล้วทำการปล่อยน้ำเข้าบ่อ 30 – 50 เซนติเมตร ทิ้งไว้ 5 – 7 วันน้ำจะเริ่มเขียว เมื่อน้ำเริ่มเขียวเพิ่มระดับน้ำให้ลึกประมาณ 0 – 1.5 เมตร หลังจากนั้น 3 – 5 วัน ก็นำปลามาปล่อยเลี้ยงตามอัตราที่เหมาะสม

ข้อดีและข้อเสียของการเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน

ข้อดี

  1. มีอาหารธรรมชาติ ช่วยลดต้นทุนได้
  2. ปลาเจริญเติบโตเร็ว อัตรารอดสูง

ข้อเสีย

  1. บ่อควรเป็นดินที่กักเก็บน้ำได้
  2. ค่า pH ควรอยู่ระหว่าง 6.5 – 9.5
  3. ต้องหมั่นกำจัดวัชพืช
  4. ควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เพื่อถ่ายน้ำได้สะดวก

2. การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์

การเลี้ยงปลาดุกในท่อปูนซีเมนต์เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ สามารถเลี้ยงกันได้ง่าย สำหรับสถานที่ก็ใช้พื้นที่ไม่เยอะ และสามารถเคลื่อน ย้ายท่อปูนซีเมนต์ได้ง่ายด้วย ค่าลงทุนในการการเลี้ยงก็ไม่มากสามารถนำไป ประกอบเป็นอาชีพเสริมได้และผลตอบแทนก็เป็นที่น่าภูมิใจ

เลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์
การเตรียมบ่อซีเมนต์

  1. บ่อซีเมนต์ใหม่ ต้องปรับสภาพบ่อก่อน โดยใส่น้ำให้เต็มบ่อ และใส่หยวกกล้วยสับลงไปด้วยแช่ทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ จึงล้างบ่อให้สะอาด แล้วตากบ่อให้แห้ง
  2. บ่อซีเมนต์เก่า ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำด่างทับทิมสาดให้ทั่วบ่อ ตากบ่อให้แห้ง

ข้อดีและข้อเสียของการเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ (กลม)

ข้อดี

  1. ใช้พื้นที่น้อย และดูแลรักษาง่าย
  2. เลี้ยงเพื่อการบริโภคในครัวเรือน
  3. รวบรวมและจับปลาได้ง่าย

ข้อเสีย

  1. ปลาโตช้า ต้องทยอยจับ
  2. ต้องกำจัดฤทธิ์ของปูนให้หมดก่อน
  3. ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย
  4. ต้องอยู่ในที่ร่ม มีหลังคา

ข้อดีข้อเสียของการเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ (เหลี่ยม)

ข้อดี

  1. ใช้เป็นบ่อเพาะพันธุ์ อนุบาลและเลี้ยงปลาได้
  2. ดูแลรักษา และทำความสะอาดง่าย
  3. รวบรวมและจับปลาได้ง่าย

ข้อเสีย

  1. ต้นทุนสูง
  2. ต้องกำจัดฤทธิ์ของปูนให้หมดก่อน
  3. ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย และระวังน้ำเน่าเสีย
  4. ต้องอยู่ในที่ร่ม มีหลังคา



3. การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก

สำหรับการเลี้ยงปลาในบ่อพลาสติก นั้นจะทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงนั้นสามารถประหยัดต้นทุนเรื่องค่าใช้จ่าย และที่สำคัญที่สุดไม่เสียพื้นที่ในการขุดบ่อปลา ใช้พื้นที่น้อยผสมผสานกับการเกษตรอย่างอื่นก็ได้ โดยรอบคันบ่อควรปลูกผักสวนครัวซึ่งการเลี้ยงปลาในบ่อพลาสติก และนอกจากเป็นการลดรายจ่ายซึ่งเป็นการใช้บริโภคในครัวเรือน แล้วยังเป็นการเพิ่มรายได้ด้วยการนำส่วนที่เหลือจากการบริโภคไปจำหน่ายซึ่งตลาดมีความต้องการสูงเนื่องจากเป็นธรรมชาติและปลอดสารพิษ

การเตรียมบ่อพลาสติก

  1. การจัดเตรียมบ่อ ขุดบ่อขนาดกว้าง 2 เมตร ลึก 1 เมตร ก้น 1 เมตร จัดทำขอบบ่อให้มีระดับเดียวกัน ปูผ้า พลาสติกสีดำกันน้ำซึม
  2. การปรับสภาพน้ำในบ่อปลาเปิดน้ำใส่บ่อจนเต็มจากนั้นใส่จุลินทรีย์ EM จำนวน 1 ลิตร ผสมกากน้ำตาล 1 กิโลกรัม แล้วทิ้งไว้ 5 – 7 วัน เพื่อปรับสภาพน้ำและลดการเน่าเสียของน้ำ ก็นำปลามาปล่อยเลี้ยงตามอัตราที่เหมาะสม

ข้อดีและข้อเสียของ การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก

ข้อดี

  1. ใช้พื้นที่น้อย
  2. ใช้ได้ดีในพื้นที่ที่กักเก็บน้ำไม่อยู่
  3. เลี้ยงเพื่อการบริโภคในครัวเรือน

ข้อเสีย

  1. อาจเกิดรอยรั่วได้
  2. ปลาโตช้า และต้องทยอยจับ
  3. ต้องระมัดระวังเรื่องน้ำเน่าเสีย
  4. การเปลี่ยนถ่ายน้ำค่อนข้างยุ่งยาก

4. การเลี้ยงปลาดุกในกระชัง

การเตรียมพันธุ์ปลา

ควรเลือกลูกปลาที่มาจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นอันดับแรกส่วนการดูลูกปลานั้นให้เลือกที่มีความแข็งแรง ว่ายน้ำได้เร็ว ลำตัว หนวดครีบ หาง สมบูรณ์ ไม่ว่ายน้ำหงายท้องหรือ ตั้งฉากกับน้ำ

อัตราการปล่อย

ลูกปลาขนาด 2 – 3 ซม. ควรปล่อยในอัตรา 50 – 100 ตัว/ตารางเมตรขึ้นอยู่กับกรรมวิธีในการเลี้ยง คือ ชนิดอาหาร ขนาดของบ่อและ ระบบการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ซึ่งโดยทั่วไปอัตราปล่อยเลี้ยงประมาณ 50 ตัว/ตารางเมตร

การปล่อยปลาลงบ่อเลี้ยง

ก่อนการปล่อยลูกปลาลงสู่บ่อควรเอาถุงปลาแช่น้ำในบ่อ 10-15 นาทีเพื่อเป็นการปรับอุณหภูมิให้เท่ากัน ป้องกันการน็อคน้ำของลูกปลาขนาดลูกปลาที่จะปล่อยควรมีขนาดเท่ากับนิ้วมือ ช่วยเพิ่มอัตราการรอดตายให้สูงมากขึ้น ปริมาณที่เหมาะสมในการเลี้ยงปลาอยู่ที่ 80,000-100,000 ตัวต่อไร่

การปล่อยปลานิยมปล่อยช่วงเช้า (ไม่เกิน 07.30 น.) แต่หากเป็นไปได้ควรปล่อยช่วงเย็น (17.30 น.) จะดีที่สุด เนื่องจากอากาศไม่ร้อน ลูกปลาจะปรับตัวได้ดี

การเลี้ยงและการให้อาหาร

  • เมื่อปล่อยลูกปลาวันแรกไม่ต้องให้อาหาร
  • วันต่อมาให้เป็นอาหารลูกปลาวัยอ่อน โดยให้ประมาณ 1 สัปดาห์
  • เมื่อลูกปลาโตพอกินอาหารเม็ดได้ก็เริ่มให้อาหารปลาดุกเล็กพิเศษ ให้กินจนลูกปลาอายุ 1 เดือน โดยให้วันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น)
  • เมื่อลูกปลามีอายุ 2 เดือน จึงให้อาหารปลาดุกใหญ่ โดยให้วันละ 2 ครั้ง

เทคนิคและวิธีการให้อาหารปลา

  1. ให้ปลากินอาหารเป็นเวลาและให้ในเวลากลางวัน
  2. ตำแหน่งที่ให้อาหารทุกครั้งควรเป็นสถานที่เดิม
  3. มีแป้นหรือภาชนะรองรับอาหารเป็นที่ ๆ ในบ่อนั้นก่อนให้อาหารควรให้สัญญาณ เช่น การใช้มือหรือไม้ตีน้ำให้กระเทือน
  4. ปรับปริมาณอาหารที่ให้ทุก 1-2 สัปดาห์

การถ่ายเทน้ำ

เมื่อเริ่มเลี้ยงใหม่ๆ ควรมีระดับน้ำประมาณ 30-40 เซนติเมตรเมื่อลูกปลาเจริญเติบโตขึ้นในเดือนแรกเพิ่มระดับน้ำให้สูงประมาณ 50-60 เชนติเมตร หลังจากเข้าเดือนที่ 2 ควรเพิ่มระดับน้ำให้สูงขึ้น 10 เซนติเมตร/สัปดาห์ จนระดับน้ำในบ่อลึก 1.20 – 1.50 เมตร การถ่ายเทน้ำควรเริ่มตั้งแต่ประมาณ 1 เดือน โดยถ่ายประมาณ 20 % ของน้ำในบ่อ 3 วัน/ครั้ง หรือถ้าน้ำในบ่อเริ่มเสียจะต้องถ่ายน้ำมากกว่าปกติ

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

เมื่อเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย 90 วัน จะได้ปลาขนาด 100-200 กรัมอัตราการรอดตายสูงถึง 80 % สามารถจับปลาเพื่อใช้ในการบริโภคหรือจำหน่ายได้

โรคปลาและการป้องกันรักษา

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค

  1. มีอินทรียวัตถุในบ่อมากเกินไป จากการใส่ปุ้ยหรือมีเศษอาหารทำให้สภาพของบ่อเหมาะแก่การเจริญแพร่พันธุ์ของเชื้อโรค
  2. บ่อไม่มีการถ่ายเทน้ำทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค
  3. เลี้ยงปลาในบ่ออย่างหนาแน่น ทำให้ปลาเครียดและติดเชื้อง่าย

โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

โรคตัวด่าง

ปลาที่เป็นโรคนี้จะมีแผลด่างขาวตามลำตัว โรคนี้มักเกิดกับปลาหลังจากการย้ายบ่อการลำเลียงหรือขนส่งเพื่อนำไปเลี้ยง หรือในช่วงที่อุณหภูมิของอากาศมีการเปลี่ยนแปลงในรอบวันแรก ปลาที่ติดโรคนี้จะตายเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ภายใน 24 – 28 ชั่วโมง

การป้องกันและรักษา

วิธีที่ดีที่สุดที่ควรทำ คือ การปรับปรุงสภาพภายในบ่อให้เหมาะสมเช่น การเพิ่มออกชิเจน และการลดอินทรียสารในน้ำให้น้อยลง

  1. ใช้ด่างทับทิม จำนวน 1 – 3 กรัม/น้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชั่วโมง เพื่อการรักษา
  2. ใช้ฟอร์มาลิน จำนวน 40 – 50 ซีซี./น้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชั่วโมง




โรคแผลตามลำตัว

โรคแผลตามลำตัวนี้เกิดจาการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดที่ทำลายเม็ดเลือดแดง อาการในระยะเริ่มแรกของโรคนี้บริเวณติดเชื้อจะบวมและมีสีแดง ต่อมาผิวหลังจะเริ่มเปื่อยเป็นแผลลึกลงไปจนเห็นกล้ามเนื้อ โดยแผลที่เกิดจะกระจายทั่วตัว และเป็นสาเหตุให้ปลาติดโรคเชื้อราต่อไปได้

การป้องกันและรักษา

  1. ใช้ยาต้านจุลชีพ ชนิดซัลฟาไตรเมทโทรพริม ในอัตราส่วน 1 – 2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร แช่ปลานานประมาณ 2 – 3 วัน
  2. ใช้ยาต้านจุลชีพ ชนิดออกซี่เตตร้าซัยคลิน ในอัตราส่วน 10 – 30 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร แช่นาน1 – 2 วัน ทำติดต่อกัน 3 – 4 ครั้ง
  3. การฆ่าเชื้อในบ่อเลี้ยง อาจทำได้โดยใช้ปูนขาวในอัตรา 50 – 60 กิโลกรัม/ไร่

โรคครีบ – หางกร่อน

เป็นโรคที่พบอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปลาขนาดเล็กเกิดจากการติดเชื้อโรคหลายชนิดทั้งปรสิตและแบคทีเรีย ปลาป่วยระยะแรกจะเกิดการกร่อนบริเวณปลายครีบและครีบก่อนและค่อย ๆ ลามเข้าไปจนทำให้ดูเหมือนว่าครีบมีขนาดเล็กลง ในบางครั้งครีบจะกร่อนไปจนหมด

การป้องกันและรักษา

  1. ใช้ยาต้านจุลชีพ ชนิดซัลฟาไตรเมทโทรพริมในอัตราส่วน 1 – 2 มิลลิกรัม/น้ำ 1,000 ลิตรแช่ปลานานประมาณ 2 – 3 วัน
  2. การฆ่าเชื้อในบ่อเลี้ยง อาจทำได้โดยใช้ปูนขาวในอัตรา 50 – 60 กิโลกรัม/ไร่

โรคท้องบวม/โรคกกหูบวม

สาเหตุของโรคท้องบวมเกิดจาการติดเชื้อแบคที่เรีย แอร์โรโมแนส ไฮโดรฟิล่า อาการบวมของปลาที่เป็นโรคนี้มี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่มีสาเหตุจากกระเพาะหรือลำไส้มีก๊าซมาก ส่วนอีกลักษณะมีเลือดปนน้ำเหลืองในช่องท้อง

การป้องกันและรักษา

  1. แช่ปลาในยาต้านจุลชีพ ชนิดออกขี่เตตร้าชัยคลิน หรือเตตร้าชัยคลิน ในอัตราส่วน10 – 30 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร แช่นาน 1 – 2 วัน ทำติดต่อกัน 3 – 4 ครั้ง
  2. การฆ่าเชื้อในบ่อเลี้ยงปลา ควรใช้ปูนขาวโรยให้ทั่วบ่อหลังจากสูบน้ำออกแล้ว
  3. ไม่ควรเลี้ยงปลาในปริมาณที่แน่นจนเกินไป และควรให้อาหารอย่างเหมาะสม

 

โรคที่เกิดจากพยาธิภายนอก

โรคจุดขาวหรือโรคอิ๊ก

เกิดจากเชื้อโปรโตซัวจำพวกพยาธิเซลล์เดียวชนิดหนึ่ง มีรูปร่างกลมมี ขนาด 50 -100 ไมครอน มีขนรอบตัว มีนิวเคลียสรูปเกือกม้า เกาะตามตัวปลาและฝังเข้าไปใต้ผิวหนังเป็นจุดขาวๆ เมื่อปรสิตเจริญเต็มที่จะหลุดออกจากตัวปลาไปเกาะตามพื้น

ส่วนใหญ่จะพบในปลาวัยอ่อน ปลาจะขับเมือกออกมามาก มีสีผิวซีด ครีบเปื่อย ว่ายน้ำเชื่องช้า และมีอัตราการตายสูงมากภายในเวลา 2 – 3 วัน

การป้องกันและรักษา

  1. ใช้ฟอร์มาลีน ที่มีความเข้มข้น 25 มิลลิลิตร/น้ำ 1,000 ลิตร สาดให้ทั่วบ่อ รวมทั้งบ่อที่อยู่ใกล้กันหรือติดกันทุก 3 วันติดต่อกัน 3 ครั้ง
  2. แซ่ปลาในฟอร์มาลีน เข้มข้น 200 มิลลิลิตร/น้ำ 1,000 ลิตร นาน 1 ชั่วโมง จะได้ผลหลังให้ยาแล้ว 6 ชั่วโมง

โรคที่เกิดจากเห็บระฆัง

เกิดจากโปรโตชัวเกาะอยู่ตามผิวตัวและเหงือกของปลา ซึ่งสร้างความระคายเคืองให้กับตัวปลา และทำให้เป็นแผลตกเลือดขนาดเล็ก กระจายอยู่ตามผิวตัวปลา ในปลาที่เป็นมากจะมีครีบและผิวตัวเปื่อย ปลาจะมีอาการลอยหัว เหงือกซีด ผิวตัว ครีบและรอบปากเปื่อย มีแผลตกเลือดกระจายอยู่ตามลำตัว มีคราบขาวๆ เกาะตามผิวตัวปลา มักเกิดกับปลาวัยอ่อนหรือปลาที่เครียด ซึ่งทำให้เกิดการตายที่รุนแรง

การป้องกันและรักษา

  1. ใช้ฟอร์มาลีน ที่มีความเข้มข้น 25 มิลลิลิตร/น้ำ 1,000 ลิตรสาดให้ทั่วบ่อ รวมทั้งบ่อที่อยู่ใกล้กันหรือติดกันทุก 3 วันติดต่อกัน 3 ครั้ง หรือ
  2. แช่ปลาในฟอร์มาลีน เข้มข้น 200 มิลลิลิตร/น้ำ 1,000 ลิตร นาน 1 ชั่วโมง จะได้ผลหลังให้ยาแล้ว6 ชั่วโมง

การจัดการเมื่อปลาเกิดโรค

  1. ลดหรืองดให้อาหาร
  2. รักษาคุณภาพน้ำให้ดีอยู่เสมอ โดยเฉพาะปริมาณออกชิเจนที่ละลายในน้ำ (DO)
  3. เปลี่ยนถ่ายน้ำ เมื่อน้ำเน่เสีย มีกลิ่นเหม็น
  4. ใช้ยาหรือสารเคมีอย่างชาญฉลาด เท่าที่จำเป็นและมีเหตุผล พร้อมทั้งตระหนักอย่าเสมอว่ายาและสารเคมีมีราคาแพง ถ้าสัตว์น้ำป่วยมาก การใช้ยาและสารเคมีเป็นการซ้ำเติมให้ปลาตายเร็วขึ้น เลือกใช้ยาและสารเคมีให้ตรงกับสาเหตุ
  5. โรคที่มีสาเหตุจากแบคที่เรียที่ทำให้เกิดโรคภายในร่างกาย ต้องผสมยาปฏิชีวนะให้ปลากินแต่สิ่งที่สำคัญต้องเข้าใจว่า “สัตว์น้ำส่วนใหญ่เมื่อป่วยมากแล้วจะไม่กินอาหาร ดังนั้นการผสมยาในอาหารจะไม่ทำให้การรักษาได้ผล”
  6. ไม่ควรเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำที่ปวยออกนอกพื้นที่ ควรเผาหรือฝังสัตว์น้ำที่ตาย ควรฆ่าเชื้อเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเชื้อโรคด้วยยาฆ่าเชื้อโรค เช่น ด่างทับทิม
  7. ไม่ควรนำสัตว์น้ำที่ตายแล้ว หรือแช่แข็ง แช่เย็น ไปตรวจวินิจฉัยโรค ตัวอย่างสัตว์น้ำป่วยที่มีชีวิต

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านสองชั้นสไตล์มินิมอล ตกแต่งภายในอบอุ่นเรียบง่าย

บ้านสองชั้นสไตล์มินิมอล ตกแต่งภายในอบอุ่นเรียบง่าย พื้นที่ใช้สอย 200 ตร.ม.

บ้านสองชั้นสไตล์มินิมอล

บ้านสองชั้นสไตล์มินิมอล






สวัสดี วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปชมแบบบ้านสวยๆ ที่โดดเด่นโทนสีขาว ทันสมัยสไตล์มินิมอล เป็นบ้าน 2 ชั้น ที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอย 200 ตร.ม. ผลงานออกแบบก่อสร้างจาก WN house รับสร้างบ้าน เชียงใหม่ บ้านหลังนี้มีขนาด 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 โถงมัลติฟังชัน 1 โรงจอดรถ 1 ห้องเก็บของ + ซักรีด บรรยากาศมีความโฮมมี่ อบอุ่น สวยแค่ไหน ไปชมกัน

ที่มา | WN house รับสร้างบ้าน เชียงใหม่
เนื้อหา | Withikaset.com

บ้านสองชั้นสไตล์มินิมอล

บ้านหลังนี้เป็นบ้านขนาดสองชั้น ตัวบ้านถูกออกแบบด้วยโครงสร้างที่ดูเรียบง่าย เน้นโทนสีขาวและ ตกแต่งภายนอกในโทนสีขาวสว่าง ในขณะที่ส่วนของหลังคาจะเป็นหลังคาทรงหน้าจั่วที่มุงด้วยกระเบื้องลอนสีเทา และระเบียงดาดฟ้าสำหรับไว้ทำกิจกรรมในครอบครัว

บ้านสองชั้นสไตล์มินิมอล

บ้านสองชั้นสไตล์มินิมอล







ภายในห้องนั่งเล่น ถูกตกแต่งในบรรยากาศที่อบอุ่นและเรียบง่ายในแบบมินิมอล ผนังให้โทนสีขาวเคียงคู่ไปกับพื้นและเฟอร์นิเจอร์โทนสีน้ำตาล

ห้องโถงที่กว้างเป็นพิเศษ บริเวณกลางโถงจะเป็นโต๊ะรับประทานอาหารขาดครอบครัวที่เป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ทุกชิ้น

บ้านสองชั้นสไตล์มินิมอล

บ้านสองชั้นสไตล์มินิมอล

ชั้นสองของบ้านถูกออกแบบให้เป็นลักษณะของห้องโถงขนาดใหญ่ ซึ่งใช้พื้นที่เป็นห้องนอนในแบบเปิดโล่ง ซึ่งก็ให้บรรยากาศที่ดูสบาย ๆ

บ้านสองชั้นสไตล์มินิมอล




ภายในห้องน้ำจะมีบรรยากาศที่ผ่อนคลายทั้งจากการตกแต่งในโทนสว่างและอบอุ่น ทั้งยังมีหน้าต่างบานใหญ่ที่ช่วยรับแสงจากภายนอกเข้ามาภายในบ้านอีกด้วย

บ้านสองชั้นเดียวสไตล์มินิมอล ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง   ก่อสร้างที่ จ.เชียงใหม่  ผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย WN house รับสร้างบ้าน เชียงใหม่  ในส่วนเรื่องราคา สามารถสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างหรือหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อทีมงานผู้สร้างได้ทันที

ช่องทางการติดต่อ

ที่อยู่ | หจก.วรชานนท์ ก่อสร้าง เลขที่ 309 หมู่2 ต.สันพระเนตร อ.สันทราย จ.เชียงใหม่
โทร | 081 783 4479
เมล์ | wn_house@hotmail.com
เว็บ | wn-house.com


หมายเหตุ: ทางเว็บ withikaset.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ





บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน ดีไซน์สวยทันสมัย โทนสีเทาน้ำตาล

บ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว โทนสี เทา-น้ำตาล

บ้านสไตล์โมเดิร์น

บ้านสไตล์โมเดิร์น


บ้านสไตล์โมเดิร์น ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น บ้านโมเดิร์นชั้นเดียว งบน้อย หรือบ้าน 2 ชั้น ถือเป็นแบบบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้กับตัวบ้านด้วย และด้วยความทันสมัยของบ้านโมเดิร์น จึงทำให้การสร้างบ้าน มีทางเลือกในการทำให้เป็นบ้านประหยัดพลังงานด้วย 



วันนี้เรามี แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ  1 ห้องครัว 1 ห้องโถง สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง  ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์ เป็นบ้านพักอาศัยชั้นเดียว ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 60 ซม. การออกแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังคาเพิงแหงน  จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์
สถานที่ก่อสร้าง : บ้านสองคอน อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น

ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์

บ้านสไตล์โมเดิร์น

บ้านหลังนี้มีเพียงชั้นเดียว เป็นอีกหนึ่งหลังที่สร้างมาด้วยสไตล์โมเดิร์น  ฟังก์ชันของบ้าน 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง 1 ห้องครัว  เฉลียง/ ระเบียง  และจบด้วยงบก่อสร้าง 1,45xx,xxx บาท

บ้านสไตล์โมเดิร์น



แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

ห้องครัว พื้นห้องปูทับด้วยกระเบื้องอย่างดี รวมถึงเคาน์เตอร์ครัวและผนังบริเวณนั้น บนเคาน์เตอร์ได้ติดตั้งอ่างล้างจานแบบ 2 ช่อง ส่วนในขณะที่ประกอบอาหาร ก็มีทั้งหน้าต่างและประตูหลังบ้านที่เป็นช่องทางระบายอากาศ



จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์


หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การทำ  EM Ball  เพื่อบำบัดน้ำเสีย

การทำ EM Ball เพื่อบำบัดน้ำเสีย

EM Ball เพื่อบำบัดน้ำเสีย

EM Ball สามารถนำมาใช้บำบัดน้ำเสียได้ เพื่อลดกลิ่นจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด หรือกำจัดโคลนตมใต้ผิวน้ำ และถ้ามีส่วนผสมของปุ๋ยหมักโบกาชิสามารถใช้เป็นอาหารปลาในน้ำเพราะ EM Ball จะทำให้เกิดแพลงตอนในน้ำ





การใช้งาน EM Ball นั้นมีข้อดี คือ การที่จะไม่ไหลไปตามน้ำ และทำให้การย่อยสลายเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เก็บได้นาน แต่หากต้องการรวดเร็วใช้เลย และไม่ต้องการบ่มให้เสียเวลา การเลือกใช้น้ำ EM ราดเลยก็ใช้การได้ ซึ่งเหมาะสำหรับใช้ในตัวบ้าน หลังน้ำลด เพื่อใช้ราดลงตามท่อระบายน้ำต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยลดกลิ่นเหม็นเน่าลงได้สะดวก รวดเร็วกว่า

ส่วนผสม EM Ball  เพื่อบำบัดน้ำเสีย

  1. ดินทรายที่ร่อนละเอียด 1 ส่วน
  2. รำละเอียด 2 ส่วน
  3. รำหยาบ 2 ส่วน
  4. EM + กากน้ำตาล + น้ำ (อัตราส่วน 1:1:200)

วิธีทำ

  • ผสมรำหยาบ+ดินคลุกให้เข้ากัน แล้วนำ EM + กากน้ำตาล + น้ำ รด คลุกให้ทั่ว ความชื้น 50% (ใช้มือกำส่วนผสมบีบให้แน่นหากมีน้ำไหลตามง่ามมือแสดงว่าน้ำมากไป ให้เติมส่วนผสมอีก หากเป็นก้อนยุ้ย ๆ นั้นพอดี)
  • เมื่อความชื้นพอเหมาะแล้วนำรำละเอียดเข้าผสม ปั้นเป็นลูกเปตอง หรือตามต้องการเก็บไว้ในที่ร่มอย่างน้อย 24 ชั่วโมง หรือจนกว่าจะแห้ง สามารถนำไปใช้ได้
  • สังเกตดูว่ามีราขาวขึ้นแสดงว่าใช้ได้เลย ถ้ามีราเขียวขึ้นไม่แนะนำให้นำไปใช้ เพราะว่ามีจุลินทรีย์ที่ไม่พึงประสงค์ให้นำไปจุ่มใน EM อีกครั้งและใช้ได้ทันที
  • เมื่อนำก้อนอีเอ็มบอลไปใช้เพื่อการบำบัดน้ำเสีย หลังจากผ่านไปเป็นเวลา 1 สัปดาห์กลิ่นน้ำที่เคยเน่าเสียจะเริ่มดีขึ้น
  • ส่วนประกอบของรำละเอียดเป็นอาหารของจุลินทรีย์ และสัตว์น้ำ ส่วนประกอบของรำหยาบ หรือแกลบป่นมีคุณสมบัติในการรักษาอุณหภูมิของลูก EM Ball ให้คงที่

การนำไปใช้

  • ต้องมีปริมาณที่เหมาะสมในการใช้งาน เช่น ในบ่อน้ำที่มีน้ำนิ่ง ก็จะอยู่ที่ EM Ball 1 ก้อน ต่อ 1 เดือน ต่อ น้ำไม่เกิน 5-10 ลบ.ม.
  • สมมุติว่า น้ำท่วมภายในเขตรั้วบ้าน เป็นนิ่ง สูงหนึ่งเมตร พื้นที่ภายในรั้วบ้านกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร ก็จะเท่ากับปริมาณน้ำ 50 ลบ.ม. ซึ่งก็ใช้ EM Ball ประมาณ 5-10 ลูก ระดับน้ำ ไม่ควรเกิน 3 เมตร
  • แต่ถ้าจะโยนลงถนนหน้าบ้าน หรืออย่าง ถนนวิภาวดีนั้น จะต้องใช้เยอะมาก ๆ ดังนั้นถ้าจะใช้กับพื้นที่ถนนหน้าบ้านท่านใด ก็ควรดูประกอบครับว่า น้ำไหลแรงแค่ไหน ถ้าไม่ค่อยไหล นิ่ง ๆ ก็สามารถทดลองใช้ได้แต่ให้เพิ่มจำนวนให้เยอะหน่อยเท่านั้น
  • ดังนั้นในพื้นที่ที่มีน้ำไหล สามารถเลือกใช้วิธีการอื่น เช่น การเติมอากาศจะดีกว่า (ดังเช่นที่ การประปา เลือกที่จะใช้การเติมอากาศลงสู่คลองประปา แทนนั่นเอง)
  • สามารถใช้ร่วมกับ EM ขยาย โดยนำมาใช้ฉีดพ่น 1 ลิตร ต่อน้ำ 10 ลูกบาศก์เมตร (1 : 10,000)



บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

พื้นที่1ไร่! ขุดคลองไส้ไก่ ด้วยจอบสองมือ มีอยู่มีกินมีความสุข

พื้นที่1ไร่! ขุดคลองไส้ไก่ ด้วยจอบ..เลี้ยงปลาเลี้ยงไก่ใส่ทุกอย่างที่ชอบ..มีอยู่มีกินมีความสุข


คลองไส้ไก่ คือ การขุดร่องน้ำในที่ดิน เป็นหนึ่งในรูปแบบหลุมขนมครกเพื่อกักเก็บนํ้าและกระจายความชุ่มชื้นไปทั่วบริเวณพื้นที่เพาะปลูก เปรียบเสมือนลำธารที่มีความคดเคี้ยว มีการไหลตกกระทบ น้ำที่ไหลผ่านจะซึมลงสู่พื้นดินทำให้เกิดความชุ่มชื้น




วิธีขุดคลองไส้ไก่

ให้ขุดเป็นร่องโดยมีความกว้างและความลึก 50 เซนติเมตร โดยนำดินที่ได้จากการขุดขึ้นมาถมในฝั่งตรงข้ามของแหล่งน้ำที่ไหลมา ทำคันดินให้กว้าง 1 เมตร แล้วปลูกแฝกเพื่อลดการพังทลายของคันดิน ปลูกไม้ผล และผักสวนครัวไว้เป็นแหล่งอาหาร

นอกจากนี้ให้ขุดหลุมเล็ก ๆ เพื่อให้น้ำที่ไหลมาตกในหลุม เป็นการชะลอน้ำที่ไหลผ่านไม่ให้ไหลแรงเกินไป รวมถึงการทำฝายเล็ก ๆ เป็นระยะ ๆ เพื่อชะลอน้ำ ทำให้น้ำซึมลงใต้ดินได้มากที่สุด และยังเป็นการล็อกตะกอนดินที่เกิดจากการทับถมกันของใบไม้และอินทรียวัตถุต่าง ๆ ซึ่งอุดมด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นแก่พืช

ารขุดคลองไส้ไก่มี 3 แบบ คือ

  • คลองไส้ไก่บนพื้นที่ลาดเอียงที่เป็นภูเขา
    จะขุดคลองไส้ไก่เพื่อรับน้ำจากบริเวณพื้นที่ลาดชันให้ลงมาสู่คลองไส้ไก่ เพื่อให้น้ำไหลเอื่อย ๆ ซึมลงดินให้มากที่สุดแล้วไหลผ่านไปยังพื้นที่ต่ำสุด
  • คลองไส้ไก่บนพื้นที่เนิน
    จะขุดคลองไส้ไก่เพื่อเปลี่ยนทางน้ำให้ไหลมายังพื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้เกิดความชุ่มชื่นของพื้นที่
  • คลองไส้ไก่บนพื้นที่ราบลุ่ม
    จะขุดคลองให้คดโค้งให้น้ำไหลเอื่อยแล้วค่อย ๆ ไหลแบบเคลื่อนตัวตลอดเวลา นอกจากกระจายความชุ่มชื้นแล้วยังทำให้อากาศเข้ามาแทรกในน้ำ ทำให้น้ำไม่เน่า

ประโยชน์ของ คลองไส้ไก่

  • กักเก็บน้ำให้ซึมลงดิน
  • เปลี่ยนทางน้ำให้กระจายสู่พื้นที่เพาะปลูก
  • ล็อกตะกอนดินหรือธาตุอาหาร
  • ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน

ที่มา : https://www.ajourneyinspiredbytheking.org, Youtrube | เกษตรอิสาน ยุคใหม่



ปุ๋ยหมักขี้แพะ ช่วยลดต้นทุน ของราคาถูก

ปุ๋ยหมักขี้แพะ ช่วยลดต้นทุน ของราคาถูก

ปุ๋ยหมักขี้แพะ

ปุ๋ยหมักขี้แพะ


วันนี้เราจะมาพูดถึง “ปุ๋ยหมักขี้แพะ ช่วยลดต้นทุน ของราคาถูก สำหรับ การเลี้ยงแพะ หรือ แกะ นั้น เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ เพราะเป็นสัตว์ที่ให้ลูกเร็ว โตเร็ว ลงทุนน้อย กินง่าย และขายได้เร็ว อีกทั้งใช้พื้นที่ไม่มาก สามารถใช้เลี้ยงทดแทน โค-กระบือ รวมถึงตลาดยังมีความต้องการสม่ำเสมอ ขณะเดียวกัน คุณค่าในตัวแพะตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ทุกส่วน ทั้งเนื้อ นม หนัง และขน แล้วยังรวมถึงมูลแพะ หรือ ขี้แพะ ที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้ครับ





สำหรับวิธีการผลิตตลอดถึงการนำส่วนผสมมาใช้นั้น มีหลายวิธีด้วยกัน แต่ที่เหมาะสมสำหรับช่วงนี้ก็คือตำรับปุ๋ยหมักมูลแพะผสมแกลบ เนื่องจากหาได้ง่ายในท้องถิ่นกว่าวัสดุอื่น หากไม่มีแกลบ ก็ใช้เศษหญ้า ฟางข้าว ต้นข้าวโพด ซังข้าวโพด ต้นถั่ว เปลือกถั่ว ผักตบชวา ก็สามารถใช้ได้

ส่วนผสมจะประกอบด้วย

  • แกลบ 100 กิโลกรัม
  • มูลแพะสด 60 กิโลกรัม
  • สารเร่ง พด.1 จำนวน 1 ซอง หากลดปริมาณแกลบ หรือลดปริมาณมูลแพะก็ต้องลดสาร เร่ง พด.1 ตามอัตราส่วน

อย่างไรก็ตามหากเพิ่มปริมาณมูลแพะมากขึ้นจะทำให้ปุ๋ยหมักมี คุณภาพดีขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากมูลแพะเป็นแหล่งธาตุอาหารพืชที่สำคัญ โรงเรือนที่ใช้ทำปุ๋ยหมักก่อนทำควรล้างหรือกวาดพื้นให้สะอาด เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการ เช่น พลาสติก เศษแก้ว โรงเรือนควรมีลักษณะโปร่ง และป้องกันฝนและแดด ถ้าไม่มีโรงเรือนก็สามารถทำปุ๋ยหมักบนพื้นธรรมดาได้โดยทำกลางแจ้งข้อดีของการทำปุ๋ยหมักในโรงเรือนคือ น้ำระเหยออกจากกองปุ๋ยหมักน้อยกว่า ช่วยประหยัดการรดน้ำให้กองปุ๋ย และปุ๋ยมีคุณภาพดีกว่า เพราะธาตุอาหารไม่สูญเสียไปเนื่องจากการชะล้างของฝน

วิธีการทำ

นำแกลบ มูลแพะสด และสารเร่ง พด.1 ในอัตราส่วน 100:60:1 ซอง ทำแกลบเป็น กองขนาด กว้าง 1.5 -2 เมตร ยาว 4-5 เมตร สูง 1 ฟุต รดน้ำลงบนกองแกลบทุกวันเป็นเวลาประมาณ 5 วัน ในระหว่างรดน้ำคลุกเคล้าให้แกลบดูดซับน้ำ และฉ่ำน้ำทั่วทั้งกอง เพื่อให้แกลบอุ้มน้ำก่อน จากนั้นนำมูลแพะสดโรย บนกองแกลบให้ทั่วกอง แล้วคลุกเคล้าให้เข้า กัน และรดน้ำไปพร้อม ๆ กันด้วย เพื่อให้มูลแพะกับแกลบเข้ากัน และดูดซับน้ำดียิ่งขึ้น โดยรดน้ำจนกองปุ๋ยหมักมีความฉ่ำน้ำพอประมาณไม่ แห้งหรือแฉะจนเกินไป หรือมีความชื้นที่ 60 เปอร์เซ็นต์

จากนั้นใช้สาร พด. 1 จำนวน 1 ซอง โดยผสมกับน้ำสะอาดแล้วกวนให้เข้ากัน 2-3 นาที เพื่อกระตุ้นจุลินทรีย์ แล้วนำไปรดบนกองปุ๋ยหมักจนทั่วทั้งกอง ตามด้วยการรดน้ำให้ทั่วกองอีก ประมาณ 10–20 ลิตร

จากนั้นปล่อยกองปุ๋ยไว้โดยต้องมีผ้าพลาสติกคลุม เพราะแกลบไม่อุ้มน้ำ และระเหยน้ำได้เร็ว จึงต้องคลุมไว้เพื่อป้องกันแสงแดด และลดการระเหยน้ำของกองปุ๋ยหมัก กลับกองปุ๋ย ทุก ๆ 10 วัน โดยใช้จอบพลิกกองทีละข้าง เพื่อลดความร้อนในกองปุ๋ยลง อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 40 องศาเซลเซียส หากเกินจะทำให้เชื้อจุลินทรีย์ใน พด.1 ตาย

ที่เหมาะสมใน 2-3 วันแรก อุณหภูมิ ในกองปุ๋ยควรอยู่ที่ประมาณ 38-39 องศาเซลเซียส และเมื่อกลับกองปุ๋ยไปประมาณ 15 วัน อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยจะค่อย ๆ ลดลง การ กลับกองปุ๋ยจะช่วยให้เชื้อจุลินทรีย์ได้อากาศช่วยย่อยสลาย

ประมาณ 3-5 เดือน กองปุ๋ยหมักจะเปื่อยยุ่ย และมีสีดำ และมีต้นพืชเล็ก ๆ เจริญบนกองปุ๋ย ถึงตอนนี้ก็จะเป็นการแสดงว่าปุ๋ยหมักสมบูรณ์แล้ว นำไปใส่ในดินเพื่อบำรุงต้นพืชได้.

ข้อแนะนำ ปุ๋ยมูลสัตว์ทุกชนิดไม่ควรใส่สดๆเลย ต้องหมักก่อนเผื่อให้ความร้อนจากการย่อยสลายหมดไป และระหว่างกระบวนการย่อยสลายจุลินทรีย์จะดึงธาตุอาหารจากดินมาด้วย อาจทำให้พืชขาดธาตุอาหาร

ที่มา : wikipedia.org, www.sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านต้นไม้ร้อยหวัน จ.พัทลุง โฮมสเตย์กลางป่า ต้นน้ำที่ไม่ใช่มีเงินแล้วจะได้พัก

บ้านต้นไม้ร้อยหวัน จ.พัทลุง โฮมสเตย์กลางป่า ต้นน้ำที่ไม่ใช่มีเงินแล้วจะได้พัก ของอดีตครูในป่าลึก (คลิป)

โฮมสเตย์กลางป่า


หนีไปนอนกลางป่า ให้ธรรมชาติบำบัดกันกับ พักกลางป่าเขา ไปนอนฟังเสียงน้ำไหล ให้ชุ่มฉ่ำใจ ที่พักบรรยากาศเงียบสงบที่ถูกโอบล้อมด้วยกรีนของป่าเขาและลำธาร พร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ ฟังเสียงน้ำไหล ปล่อยใจไปกับธรรมชาติ ให้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ที่จะได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติแบบร้อยเปอร์เซ็นเต็มไม่มีหักเลย



บ้านต้นไม้ร้อยหวัน นอนฟังสายน้ำ จ.พัทลุง โฮมสเตย์ในป่าต้นน้ำที่ไม่ใช่แค่มี “เงิน” แล้วจะได้พัก

มนุษย์ต่างวัยพาเที่ยวทิพย์กับโฮมสเตย์ราคาหลักร้อยแต่วิวหลักล้านใน จ.พัทลุง ของ สุรศักดิ์ เย็นทั่ว หรือ พี่จู ร้อยหวัน อดีตนักอนุรักษ์เจ้าของโรงเรียนในป่าลึก ที่สู้เพื่อเด็ก ๆ จนหมดทุนก้อนสุดท้าย ก่อนจะผันตัวมาทำโฮมสเตย์เล็ก ๆ ใกล้ป่าต้นน้ำ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในบ้านเกิด

โฮมสเตย์กลางป่าที่พี่จูนิยามด้วยคำว่า เชย ดิบ บ้าน
โฮมสเตย์ที่ไม่มีป้ายบอกทาง อยากมา ถามหาจาก Google เอาเอง
ไม่มีอากาศปลอม (ไม่มีแอร์) เพราะอากาศเย็นทั้งปี
ไม่มี Breakfast แฮม ชีส ไข่ดาว มีแต่ local food อาหารท้องถิ่น ผักพื้นบ้าน
ไม่มีคาราโอเกะ มีแต่เสียงสายน้ำให้เงี่ยหูฟัง
ที่สำคัญ ไม่ได้ต้อนรับทุกคน ใครอยากมาต้องจองล่วงหน้า เท่านั้น!!
เพราะที่นี่อยากดูแลกาย ดูแลใจ ผู้ที่มาพักอย่างเต็มที่
ไม่ใช่แค่มาท่องเที่ยว แต่มาเพื่อหอมแก้มป่า โอบกอดต้นไม้ และกลับคืนสู่ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่

ที่มา Youtube Channel : Manoottangwai
คลิป : https://www.youtube.com/watch?v=BbT-jxVfkFk


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ