ปลูกต้นเหลียงแซมสวนยาง เสริมรายได้เกษตรกร

ปลูกต้นเหลียงแซมสวนยาง เสริมรายได้เกษตรกร

ปลูกต้นเหลียงแซมสวนยาง

ณ เวลานี้ การปลูกพืชเชิงเดี่ยวคงไม่ใช่วิถีที่น่าปฏิบัติอีกต่อไปแล้ว ทั้งการเสี่ยงต่อราคาผลผลิตที่ตกต่ำ รวมถึงปัญหาแมลงศัตรูพืชที่สามารถทำลายทั้งแปลงได้อย่างรวดเร็ว จนแทบ ไม่เหลือไว้ขายเลย นอกจากนี้ ในฤดูเก็บเกี่ยว หากมีผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ถ้าเกษตรกรขายได้ช้า ผลผลิตอาจเน่าเสีย ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา ด้วยขายได้ช้า ผลผลิตก็เน่า จึงต้องยอมขาย หากจะเก็บไว้ ต้องสร้างที่เก็บขนาดใหญ่ การรักษาสภาพและควบคุมแมลงมีค่าใช้จ่ายสูง โดยรวมแล้วเรียกได้ว่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยวนั้น เกษตรกรจะเสียมากกว่าได้และไม่คุ้มทุนเอาเสียเลย
นายประวิทย์ อนุชาญ เกษตรกร ต.โคกม่วง อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างในการเปลี่ยนแปลงตนเอง ที่เลิกปลูกพืชเชิงเดียว พร้อมกับการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ใช้ในการทำ การเกษตร โดยสวนของนายประวิทย์นั้นมีจุดเด่นอยู่ที่การปลูกผัก เหลียงแซมภายในสวนยางพารา

ผักเหลียง เป็นผักพื้นบ้านที่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้นิยมบริโภค จึงทำให้มีราคาสูงและมีตลาดรองรับตลอดทั้งปี ผักเหลียงจึงช่วยเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรได้อีกทาง หรือบางครั้งหากราคายางตกต่ำ ผักเหลียงก็ถือเป็นรายได้ หลักเลยทีเดียว

การปลูกผักเหลียงแซมสวนยางพาราเป็นทางเลือกสร้างรายได้เสริมที่ดี เพราะผักเหลียงชอบร่มเงาและปลูกง่ายในพื้นที่ว่างระหว่างแถวยาง สามารถเริ่มปลูกได้เมื่อยางอายุ 4 ปีขึ้นไป โดยปลูกช่วงต้นฤดูฝน ให้ห่างแถวยางประมาณ 2.5-3 เมตร และตัดแต่งกิ่งให้สูงประมาณ 1 เมตร เพื่อสะดวกในการเก็บยอดอ่อนขาย ซึ่งช่วยให้มีรายได้สม่ำเสมอทุกวันหรือทุกสัปดาห์

การดูแลผักเหลียงที่ปลูกแซมกับ ยางพารานั้นไม่ยาก เพียงหมั่นตรวจดูความชื้นของกิ่งชำ อย่างต่อเนื่อง และราก จะงอกภายในเวลาประมาณ 2-3 เดือน จากนั้นตัดเอาลงปลูกในถุงดำ เมื่อต้นแข็งแรงดี นำลงหลุมปลูกในหลุมตรงพื้นที่สวนยางพาราที่เตรียมไว้

ระยะในการปลูก คือ ระหว่างแถวของต้นยางพารา โดยระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1 เมตร ให้ขุดหลุมปลูกความลึกประมาณ 30 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกวางต้นพันธุ์ในหลุมที่ขุดแล้วกลบฝังแต่พอแน่น รดน้ำให้ชุ่ม ใช้ไม้หลักปัก ผูกเชือกให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันลม จากนั้นให้ปุ๋ย 2 ครั้ง คือ ในช่วงต้นฤดูฝน และปลายฤดูฝนโดยโรยให้รอบโคนต้น

ปลูกต้นเหลียงแซมสวนยาง

นอกจากนี้ยังมีเทคนิคง่ายๆ ในการบังคับให้แตกยอดอ่อนเร็ว คือ การตัดแต่งกิ่ง อยู่เป็นประจำ พร้อมทั้งตัดต้นไม่ให้สูงเกินมือเอื้อม เพื่อสะดวกต่อการเก็บยอดผักเหลียง

หากมีฝนทิ้งช่วงเกิน 3 วัน ก็จะนำน้ำไปรดเพื่อให้ต้นเหลียงมีน้ำเพียงพอ

สำหรับต้นปลูกใหม่ หลังปลูกประมาณ 2 ปี ก็จะสามารถเก็บยอดมาบริโภคและจำหน่ายได้โดยเก็บ 7 วัน ต่อ 1 ครั้ง ฉะนั้น จะต้องปลูกในปริมาณที่มากนิดหนึ่ง แล้วเก็บแบบสลับต้นเพื่อให้สามารถเก็บยอดได้ทุกวัน การเก็บ ควรเด็ดให้ชิดข้อ ไม่เด็ดกลางข้อหรือตัด เพราะจะทำให้การแตกยอดอ่อนในครั้งต่อไปช้าลง

หลังเก็บแล้วอย่าให้ใบ หรือยอดอ่อนที่เก็บมาถูกแสงแดดและลม ควรพรมน้ำแต่พอชุ่ม ซึ่งจะสามารถเก็บได้ นานประมาณ 5-6 วัน

บทความจาก คู่มือเกษตรกร…รู้ไว้ใช้จริง การเพาะปลูกพืช-ผัก
จัดทำโดย สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การปลูกมะพร้าวน้ำหอม และการดูแลรักษา

การปลูกมะพร้าวน้ำหอม และการดูแลรักษา

การปลูกมะพร้าวน้ำหอม


มะพร้าวน้ำหอม เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าส่งออกหลายร้อยล้านบาทต่อปี และเป็นมะพร้าวพื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ปัจจุบันจัดเป็นพืชสงวนห้ามส่งออกในรูปผลแก่ น้ำมะพร้าวมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย โดยความหอมนั้นมาจากละอองเกสรตัวผู้ที่มาผสม (xenia effect) ปัญหาที่พบในการปลูกคือ ความไม่สม่ำเสมอของความหวานและความหอม ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรจึงได้ปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมโดยเน้นที่คุณภาพของผลมะพร้าวอ่อน ด้านความหอมและความหวาน จนได้ต้นแม่ที่มีลักษณะดีเด่น คือ มีความหอมและมีความหวานของน้ำมะพร้าวระหว่าง 7.6- 9.0 องศาบริกซ์ โดยต้นแม่เหล่านี้สามารถนำมาขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มจำนวนให้เพียงพอแล้วเผยแพร่ให้เกษตรกรได้ทันที

ลักษณะประจำพันธุ์

มะพร้าวน้ำหอม จัดเป็นมะพร้าวกลุ่มต้นเตี้ย ลำต้นมีขนาดเล็ก ใบสั้นกว่ามะพร้าวพันธุ์ไทยทั่วไป อายุการออกจั่นจะเร็ว ในปีหนึ่งๆจั่นจะทยอยออกประมาณ 15-16 จั่น หรืออาจมากกว่านั้น ในแต่ละจั่นจะติดผลอยู่ระหว่าง 10-18 ผล ปัจจัยที่ทำให้มะพร้าวน้ำหอมให้ผลผลิตมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพดิน แหล่งน้ำ สภาพอากาศ และการดูแลรักษา ฯลฯ

การเลือกสภาพพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม

สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง การระบายน้ำในดินดี ควรใกล้แหล่งน้ำ ฝนตกกระจายสม่ำเสมอ และอุณหภูมิของอากาศอยู่ระหว่าง 20-29 C ปริมาณแสงแดดเฉลี่ย 7.1 ชม./วัน

ระยะปลูก

  • พื้นที่ราบทั่วไป แบบสามเหลี่ยม แบบสี่เหลี่ยมด้านเท่า ระยะ 6.0 x 6.0 , 6.5 x 6.5 เมตร
  • สภาพที่ลุ่มน้ำไม่ท่วมขัง ปลูกแบบยกร่อง ใช้ปลูกแบบแถวคู่และแถวเดี่ยว ระยะ 6.0 x 6.0 , 6.5 x 6.5 เมตร ระยะหลุมควรห่างจากขอบร่องน้ำประมาณ 2 เมตร

การเตรียมหลุมปลูก

ควรเตรียมหลุมในช่วงฤดูแล้ง หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ขนาดหลุมควรกว้าง 1.0 x 1.0 x 1.0 เมตร แยกส่วนหน้าดินกับดินล่างออก ตากดินทิ้งไว้ 7 วัน กันหลุมอาจรองด้วยเปลือกมะพร้าว ช่วยในกรณีที่โครงสร้างของดินโปร่ง ระบายน้ำเร็ว หรือปริมาณน้ำไม่เพียงพอ นำส่วนของดินล่างผสมปุ๋ยคอก 1 ปีบ ผสมหินร็อคฟอสเฟต 200-500 กรัม คลุกเคล้าให้ทั่วใส่กลบลงในหลุมปลูกจนเกือบเต็ม ทิ้งไว้จนถึงฤดูปลูก

วิธีการปลูก

หน่อพันธุ์ ควรตัดรากเดิมออกก่อนนำลงปลูกในหลุมที่ผสมดินใส่ไว้เกือบเต็ม ใช้ดินส่วนที่เหลือลงกลบหน่อพันธุ์กดดินให้แน่นแต่ไม่ควรให้ดินกลบโคนหน่อ ซึ่งดินอาจรัดโคนหน่อทำให้การพัฒนาการเจริญเติบโตช้า

การปลูกมะพร้าวน้ำหอม

การดูแลรักษาสวนมะพร้าวน้ำหอม

การใส่ปุ๋ย

  • ปีที่ 1 หลังปลูกมะพร้าวไปแล้ว 4 เดือน เริ่มให้ปุ๋ยครั้งแรก โดยใช้ปุยเคมีสูตร 13-13-21 , 12-12-17-2 อัตราต้นละ 1 กก. + แมกนีเซี่ยมซัลเฟต 200 กรัม ครั้งที่ 2 ใส่ในอัตราเดิมในช่วงปลายฤดูฝน
  • ปีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 , 12-12-17-2 อัตรา 2กก/ต้น/ปี แมกนีเซียมซัลเฟต 300 กรัม/ต้น/ปี โดโลไมท์ 1กก/ต้น/ปี
  • ปีที่ 3 ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 , 12-12-17-2 อัตรา 3 กก./ต้น/ปี แมกนีเซียมซัลเฟต 400 กรัม/ต้น/ปี โดโลไมท์ 2 กก/ต้น/ปี
  • ปีที่ 4 ขึ้นไป ใส่ปุ๋ย13-13-21 , 12-12-17-2 อัตรา 4 กก./ต้น/ปี แมกนีเซียมซัลเฟต 500กรัม/ต้น/ปี โดโลไมท์ 2 กก/ต้น/ปี การใส่ปุ๋ยมะพร้าวน้ำหอม ให้แบ่งใส่ปีละ 2 ครั้ง หว่านปุ๋ยรอบๆ บริเวณทรงพุ่มพรวนดินตื้นๆ กลบปุ๋ยรอบทรงพุ่ม

การให้น้ำ

น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำสวนมะพร้าวน้ำหอมในฤดูแล้งหากฝนทิ้งช่วงนานติดต่อกัน 1-2 เดือน ต้องมีการให้น้ำ

การกำจัดและควบคุมวัชพืช

ควรกำจัดวัชพืช จำพวกหญ้าคาและวัชพืชที่แย่งน้ำแย่งอาหารอื่นๆบริเวณรอบโคนต้นให้หมด

การเพิ่มอินทรียวัตถุ

อินทรีย์วัตถุเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากมะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชที่ต้องการอินทรียวัตถุค่อนข้างสูง ควรใส่ปุ๊ยคอก ปุ้ยหมัก ร่วมกับปุยเคมีอย่างน้อยปีละครั้ง หรือปีเว้นปี ขึ้นอยู่กับสภาพดินว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด

แมลงศัตรูมะพร้าวและการป้องกันกำจัด

ด้วงแรด

ลักษณะการทำลาย ตัวเต็มวัยจะเจาะใบมะพร้าวที่บริเวณโคนทางใบที่ 2 หรือที่ 3 ทะลูเข้าไปถึงยอดอ่อนตรงกลางหรือทำลายบริเวณยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ทำให้ใบมะพร้าวที่คลี่แตกใบใหม่ขาดแหว่งมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมคล้ายถูกกรรไกรตัด ถ้าด้วงกัดกินทางใบจะทำให้ทางใบพับ มะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต และอาจเป็นเหตุให้โรคและแมลงศัตรูชนิดอื่นเข้าทำลายต่อไป

การป้องกันกำจัด

  • โดยวิธีเขตกรรม คือ การกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ โดยเผาหรือฝังซากตอหรือลำต้นของมะพร้าว และเกลี่ยกองซากพืชหรือกองมูลสัตว์ ให้กระจายออกโดยมีความหนาไม่เกิน 15 ซม.
  • โดยชีววิธี โดยใช้เชื้อราเขียว (Metarhizium anisopliae) สร้างกับดักราเขียวโดย ใช้ขุยมะพร้าวที่หมักแล้วผสมกับหัวเชื้อราเขียวเพื่อล่อให้ด้วงแรดมาวางไข่ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อนจะถูกเชื้อราเขียวเข้าทำลายและตายในที่สุด
  • ใช้ทรายหรือสารคาร์บาริล (เซฟวิน 85%WP) ผสมขี้เลื่อยในอัตราสารฆ่าแมลง 1 ส่วน ต่อ ขี้เลื่อย 33 ส่วน ใส่รอบยอดอ่อน ซอกโคนทางใบเดือนละครั้ง หรืออาจใช้สารไล่แนพทาลีนบอล (ลูกเหม็น) อัตรา 6-8 ลูกต่อต้นโดยใส่ไว้ในซอกโคนทางใบ

ด้วงงวง

ลักษณะการทำลาย ด้วงงวงมะพร้าวจะขยายพันธุ์อยู่ภายในคอมะพร้าวและพบบ้างที่โคนลำต้น ทำให้ต้นตาย อาการบ่งชี้ที่แสดงว่าต้นถูกด้วงงวงทำลาย คือ ยอดอ่อนเหี่ยวแห้งใบเหลือง

การป้องกันกำจัด

  • ป้องกันกำจัดด้วงแรดอย่าให้เข้าทำลายมะพร้าวเพราะรอยแผลที่ด้วงแรดเจาะจะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงเข้าวางไข่และทำลายจนต้นตายได้
  • ดูแลทำความสะอาดแปลงมะพร้าว ถ้าพบมีการทำลายให้ใช้สารฆ่าแมลง เช่น คลอร์ไพริฟอส (ลอร์สแบน 40 % EC)อัตรา 80 มล.ต่อน้ำ 20 ลิตร
  • ทำลายต้นมะพร้าวที่มีหนอนด้วงงวงอยู่ หรือทำลายตัวหนอน เพื่อมิให้แพร่พันธุ์ต่อไป

แมลงดำหนาม

ลักษณะการทำลาย ทั้งตัวหนอนและตัวเต็มวัยจะกัดกินยอดอ่อนที่สุดของใบมะพร้าวที่ยังไม่คลี่ ทำให้ยอดอ่อนของมะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต เมื่อมีการทำลายรุนแรงจะมองเห็นยอดเป็นสีขาวโพลนชัดเจน การระบาดทำลายได้ทั้งมะพร้าวต้นเล็กและต้นสูงที่ให้ผลผลิตแล้ว

การควบคุมและการป้องกันกำจัด

  • การควบคุมโดยชีววิธี ใช้แตนเบียน (Asecodes hispinarumBoucek ในการควบคุม โดยแตนเบียนเพศเมียจะเข้าทำลายหนอนแมลงดำหนาม
  • การใช้สารเคมี ใช้สารเคมีที่มีอันตรายน้อยและสลายตัวเร็วเช่น คาร์บาริล (เซฟวิน 85%WP) อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ในแปลงเพาะชำ หรือต้นเล็ก

การเก็บเกี่ยว

โดยทั่วไปหากมีการดูแลรักษาสวนที่ดีให้ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ มะพร้าวจะออกจั่นเร็ว อายุประมาณ 3 ปีเศษ ก็เริ่มทะยอยเก็บผลผลิตได้แล้ว มะพร้าวน้ำหอมจะเริ่มเก็บผลอ่อนได้เมื่ออายุ 7 เดือน หรือประมาณ 190-200 วัน น้ำมะพร้าวในระยะนี้จะหวานและหอมเนื้อจะนุ่มเหมาะต่อการบริโภค เกษตรกรชาวสวนจะสังเกตโดยดูสีผลรอบกลีบเลี้ยงมีวงสีขาวล้อมรอบเพียงเล็กน้อย หรือดูทะลายอ่อนที่อยู่เหนือเยื้องทะลายที่จะตัดมีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นเล็กน้อย เกษตรกรบางรายจะนับวันหลังจากตัดทะลายแรกผ่านไป 20 วัน จึงเริ่มตัดทะลายถัดมา นอกจากนี้อาจใช้วิธีสังเกตหางหนู หรือดีดผล

ที่มา | ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร อ.สวี จ.ชุมพร 86130 โทรศัพท์/โทรสาร 077-556073 / 077-556026, E-mail chump1@doa.in.th


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ตำไหลบัวกุ้งสด แบบบ้าน ๆ สไตล์อีสาน

ตำไหลบัวกุ้งสด แบบบ้าน ๆ สไตล์อีสาน

ตำไหลบัวกุ้งสด

ตำไหลบัวกุ้งสด


สวัสดีค่ะ วันนี้แอดมีเมนูอีสานแซ่บๆ นัวปลาร้ามาฝากกันค่ะ นั่นคือเมนู ตำไหลบัวกุ้งสด หรือ ตำสายบัวกุ้งสด นั่นเองค่ะ แอดเชื่อว่าตำไหลบัวกุ้งสดเมนูอีสานที่เกือบทุกท่านนั้นชอบและนิยมทานกันมากเลยทีเดียว ซึ่งเมนูตำไหลบัวกุ้งสดนั้น สามารถหาทานได้ตามร้านขายส้มตำทั่วไป ซึ่งมีหลายร้านให้เลือกชิม ลักษณะของไหลบัวจะเป็นเส้นสายยาวๆ ขาวๆ อวบ ๆ และมีความกรอบ และมีความหวานมีความขมบางๆในตัว จึงเป็นที่นิยมกันมาก

ไหลบัว หรือหลดบัว อีกหนึ่งวัตถุดิบที่คนไทยนิยมรับประทานมายาวนาน มีประโยชน์และสรรพคุณที่ดีต่อร่างกาย  การปรุงเมนูไหลบัว ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีมาก เพราะไหลบัวนั้นมีรสขมบางๆ จึงถูกจัดเป็นอาหารฤทธิ์เย็น ซึ่งจะช่วยคลายความร้อนในร่างกาย ปรับสมดุลร่างกายได้ดี  ไหลบัวนั้นเป็น “หน่อของบัว” (ต้นอ่อน) หรือส่วนที่งอกขึ้นมา และจะเจริญเป็นลำต้นใหม่ต่อไป สีของไหลบัว จะเป็นสีขาว ไหลบัวที่เรานิยมนำมากินนั้นเป็น บัวหลวง หรือบัวบูชาพระ และจะมีความกรอบกว่าสายบัว นิยมนำมาทำแกงส้ม หรือผัดน้ำมันกับเนื้อสัตว์ต่าง ๆ

เรามาเตรียมวัตถุดิบและลงมือทำ ตำไหลบังกุ้งสดกันค่ะ

วัตถุดิบ

  • ไหลบัว 1 ถุง
  • กุ้งขาวสด ตัวใหญ่ 10 – 15 ตัว
  • พริกขี้หนูสด 7 เม็ด
  • พริกขี้หนูแห้ง 5 เม็ด
  • กระเทียม 3 กลีบ
  • น้ำมะนาว 1 ลูก
  • น้ำปลา 2 โต๊ะ
  • น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา
  • น้ำปลาร้าต้มสุก หรือน้ำปลาร้าขวด 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส ตามใจชอบ
  • มะเขือเทศลูกเล็ก 4 ลูก
  • โซดา 1  ขวด

ขั้นตอนการทำ

  • ขั้นตอนแรกให้นำกุ้งมาล้างด้วยเกลือ แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด จากนั้น แกะเปลือกกุ้ง และเด็ดหัวกุ้งออก จากนั้นผ่าหลังกุ้งดึงเส้นดำออก
  • จากนั้นให้นำกุ้งใส่ถ้วย แล้วเทโซดาลงไป แช่ทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที
  • จากนั้นนำไหลบัวมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วเด็ดไหลบัวให้เป็นท่อนๆ ตามขนาดที่ต้องการ เสร็จแล้วพักไว้
  • ขั้นตอนต่อมา ให้นำพริกขี้หนูสด พริกขี้หนูแห้ง กระเทียม ใส่ลงไปในครก ตำพริกกับกระเทียมแค่พอแหลก จากนั้นให้ใส่น้ำตาลมะพร้าว ผงชูรส แล้วตำให้เข้ากัน จากนั้นให้ใส่ น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำมะขามเปียก มะเขือเทศ โคเล โคเล ให้เข้ากัน
  • จากนั้นให้ใส่ไหลบัว และกุ้งสดลงไป ขั้นตอนนี้ไม่ต้องตำแล้ว ให้ใช้ทัพพีคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสชาติที่ต้องการ เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้ว ตักใส่จานพร้อมรับประทานค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง : mthai
เรียบเรียงโดย : นงนุช


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 180 ตร.ม.

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 180 ตร.ม.

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล


บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล (Nordic house) เป็นสไตล์บ้านที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมของประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เช่น สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ และฟินแลนด์ บ้านสไตล์นอร์ดิกมีเอกลักษณ์โดดเด่นในด้านความเรียบง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอย และความกลมกลืนกับธรรมชาติ

บ้านนอร์ดิกมีจุดเด่นดังนี้

  • ความเรียบง่าย บ้านสไตล์นอร์ดิกเน้นการออกแบบที่เรียบง่าย เน้นการใช้งานเป็นหลัก ปราศจากการตกแต่งที่ฟุ่มเฟือยหรือซับซ้อน
  • ประโยชน์ใช้สอย บ้านสไตล์นอร์ดิกเน้นการจัดสรรพื้นที่ภายในบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
  • ความกลมกลืนกับธรรมชาติ บ้านสไตล์นอร์ดิกมักใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ หิน อิฐ และกระจก เพื่อสร้างความกลมกลืนกับธรรมชาติ

บ้านนอร์ดิกได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลก เนื่องจากเป็นสไตล์บ้านที่เรียบง่าย สบายตา และดูอบอุ่น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผลงานและรูปภาพ :THE BEST HOME รับสร้างบ้าน สุราษฎร์ฯ นครศรีฯ

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล

แบบบ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 โถง  สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลางและขนาดใหญ่ ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก THE BEST HOME รับสร้างบ้าน สุราษฎร์ฯ นครศรีฯ  โดยลักษณะของบ้านหลังนี้ เป็นบ้านชั้นเดียวตกแต่งด้วยผนังภายนอกด้วยโทนสีขาว เพิ่มความโดดเด่นหน้าบ้านด้วยผนังไม้ทรงจั่วหน้าบ้าน ติดตั้งประตูไม้และกระใสรอบบ้าน บริเวณหน้าบ้านมีสนามหญ้าพร้อมทางเดินทีปูด้วยแผ่นทางเดินเท้าเชื่อมต่อเข้ากับตัวบ้าน

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล

ประตูทางเข้าหลักเป็นบานไม้สีน้ำตาล เข้าไปด้านในเป็นห้องนอน 2 ห้อง และทำสนามหญ้าและสวนหย่อมหน้าบ้านสำหรับนั่งเล่นพักผ่อน ทำถนนกว้างจากด้านหน้าเข้าไปยังบริเวณบ้าน

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล

ผนังด้านข้างใช้โทนสีขาวเทา แต่งไม้เทียมสีน้ำตาลเป็นธีมเดียวกัน มีห้องครัวพร้อมประตูเข้าออกจากห้องครัวทางด้านหลัง

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล

แบบบ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอลหลังนี้ประกอบไปด้วย
รายละเอียด

  • แบบบ้าน 1TBH185E105
  • สถานที่ก่อสร้าง ต.ทับท้อน อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี
  • ขนาดบ้าน กว้าง 17.50 ม x 17.50 ม (180 ตรม)
  • ขนาดโรงจอดรถ กว้าง – ( ตรม)
  • ขนาดที่ดินขั้นต่ำ กว้าง 22 ม x ลึก 22 ม (120 ตรว)
  • พื้นที่ใช้สอยรวม 180 ตรม
  • ฟังก์ชั่น
    • 3ห้องนอน
    • 3ห้องน้ำ
    • 1ห้องรับแขก
    • 1รับประทานอาหาร
    • 1ห้องครัวไทย
    • พร้อมพื้นที่ซักล้างในร่ม
  • งบประมาณการก่อสร้างขึ้นอยู่กับวัสดุที่เลือกใช้ สถานที่ก่อสร้างและช่วงเวลาที่ก่อสร้างด้วยครับ บ้านหลังนี้ใช้งบประมาณในการก่อสร้างอยู่ที่ 3.95-4.35 ล้านบาท

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล

พื้นที่ฝั่งนี้เป็นบ่อน้ำสำหรับใช้ในการเกษตร เทพื้นลาดเอียงด้านข้างตัวบ้าน

ประตูเข้าของบ้านฝั่งนี้ ใช้ประตูบานกระจกแบบเลื่อนสไลด์ สะดวกในการเปิดปิดและช่วยรับแสงสว่างจากภายนอก

เข้าไปด้านในเป็นห้องโถงรับแขกพื้นที่กว้างขวาง ทำหลังคาสูงและมีหน้าต่างบานกระจกช่วยให้สว่างโปร่งโล่ง ประตูไม้ด้านซ้ายมือเป็นห้องนอนใหญ่

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ขอบคุณรูปภาพเเละข้อมูล : THE BEST HOME รับสร้างบ้าน สุราษฎร์ฯ นครศรีฯ

หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์มินิมอล ขนาดกระทัดรัดดีไซน์น่ารักอบอุ่น

บ้านสไตล์มินิมอล ขนาดกระทัดรัดดีไซน์น่ารักอบอุ่น

บ้านสไตล์มินิมอล

สำหรับบ้านสวยๆ นั้นก็มีหลายแบบหลายสไตล์ แต่ละแบบก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป แต่ถ้าจะพูดถึงสไตล์ที่กำลังมาแรงในปัจจุบันคงต้องยกให้ บ้านสไตล์มินิมอล ที่มีความสวยงาม และมีความเรียบง่ายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

บ้านที่เรานำมาให้ชมกันในวันนี้เป็น บ้านสไตล์มินิมอล ขนาดกระทัดรัดดีไซน์น่ารักอบอุ่น ฟังก์ชั่นขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง 1 ห้องครัว 1 เฉลียง พื้นที่ใช้สอย 100 ตร.ม.  หลังนี้ตัวบ้านปลูกสร้างที่ อ.ชนบท จ.ขอนแก่น เป็นผลงานการออกแบบและก่อสรา้งจาก บริษัท สตรองแลนด์ จำกัด ท่านที่กำลังหาไอเดียในการออกแบบบ้าน เชิญชมภาพรายละเอียดด้านในบ้านดูครับ

ผลงานและรูปภาพและผลงาน : บริษัท สตรองแลนด์ จำกัด

บ้านสไตล์มินิมอล

บ้านสไตล์มินิมอล

ตัวบ้านเป็นบ้านขนาดชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นมินิมอล ดีไซน์หลังคาทรงจั่วยกสูง ออกแบบมาในโทนสีขาวเป็นหลัก ตัดกับโทนสีดำของขอบหน้าต่างและประตู จึงทำให้บ้านดูอบอุ่น น่าพักผ่อน เหมาะสำหรับใครที่ชอบบ้านขนาดกลาง แต่ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการใช้งาน

บ้านสไตล์มินิมอล

อีกฝั่งของบ้าน ใช้ผนังโทนขาว มีช่องลมเพื่อช่วยระบายอากาศ ขอบหน้าต่างเป็นโทนสีดำ

บ้านสไตล์มินิมอล

บ้านสไตล์มินิมอล

ภาพจากมุมสูงจะเป็นว่าบ้านมีเฉลียงที่หน้าบ้าน เพื่อเป็นที่ทำกิจกรรมและป้องกันลม ฝนได้อีกด้วย

ประตูหน้าบ้านด้านหน้าใช้เป็นประตูกระจก และมีขอบกน้าต่างเป็นสีดำ แต่งด้วยบัวสีขาว เสาเฉลียงติดไฟเพิ่มคามสว่างให้กับตัวบ้านได้อย่างสวยงามและดูกลมกลืนเป็นโทนเดียวกัน

ภายในตัวบ้านนั้นได้มีการออกแบบให้โปร่งฝ้าแบบเรียบสูงเมื่อบวกกับการมีผนังสีขาว และพื้นก็เลือกใช้กระเบื้องลายขาวเทาหินอ่อนเพิ่มความสว่าง จึงทำให้ภายในมีบรรยากาศที่ปลอดโปร่งสุด ๆ จึงเหมาะกับคนที่ชอบบ้านบรรยากาศสบาย ๆ มีแสงส่องเข้าบ้านเยอะ ๆ

ส่วนห้องครัว ปูพื้นด้วยกระเบื้องสีเทาอ่อน ผนังภายในตกแต่งด้วยโทนสีขาดตัดเทาอ่อนพร้อมกรุด้วยกระเบื้องลายกราฟฟิคโทนสีขาวเทา และมีการติดตั้งเคาน์เตอร์ครัวแบบชิดติดผนังกรุด้วยกระเบื้องสีขาวพร้อมบานเปิดตู้ครัวสีน้ำตาลเข้ม 

ภายในห้องน้ำนั้นมีการเลือกใช้กระเบื้องที่เน้นไปทางโทนสีขาวดำตัดสีเทาของพื้น และมีการจัดวางองค์ประกอบภายในได้อย่างเป็นสัดส่วนทั้งมุมใช้งานแบบเปียก และแบบแห้ง

สำหรับลูกค้าที่สนใจและ สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

บริษัท สตรองแลนด์ จำกัด
Contact : 061-4195241
line id : @strongland
www.strongland.co.th


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย รูปทรงโด่ดเด่น 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย รูปทรงโด่ดเด่น 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย

วันนี้ทางเว็บเรามีไอเดียแบบบ้านสวยๆ มานำเสนออีกแล้วครับเป็นไอเดีย บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย หลังคาทรงปั้นหยา ตัวบ้านโทนสีขาวตัดกับไม้ฝาสีเทาสุดคลาสสิค ภายในประกอบด้วย 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 โถงกว้าง 1 พื้นที่อเนกประสงค์ เชิญชมรายละเอียดด้านในตัวบ้านกันครับ

ผลงาน | สิริประพันธ์ เฮ้าส์ รับสร้างบ้านครบวงจร ยโสธร ร้อยเอ็ด

บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย

สำหรับสไตล์โทนสีบ้าน เป็นสีขาว เทา หลังคาสีเทา โทนสีบ้านสบายตาดูเรียบๆ หน้าบ้านมีระเบียงบ้าน มีบันไดทางขึ้นและเข้าบ้าน ทั้งหน้าบ้านและด้านซ้ายมือของตัวบ้าน มีเสาไฟให้แสงไฟในยามค่ำคืน

บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย

บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย

ภาพรวมข้างๆ ตัวบ้าน

บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย

ภายในบ้าน ผนังบ้านสีขาวไข่ ปูกระเบื้องสีเทาอ่อนๆ ดูเรียบๆ สะอาดสะอ้าน

ห้องน้ำมีทั้งหมด 2 ห้อง แต่งด้วยกระเบื้องลายสีขาวตัดพื้นสีเทาสวยงาม มีช่องผนังสำหรับวางของใช้หรือของตกแต่ง

บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | สิริประพันธ์ เฮ้าส์ รับสร้างบ้านครบวงจร ยโสธร ร้อยเอ็ด


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ก้อยกุ้งใส่มะกอก เมนูเด็กอีสานบ้านเฮา

ก้อยกุ้งใส่มะกอก เมนูเด็กอีสานบ้านเฮา

ก้อยกุ้งใส่มะกอก

ฝากอีกสักรายการครับสำหรับสายอีสานบ้านป่า เป็นเมนูเด็ดอีกอย่างของคนอีสาน ทำจากกุ้งฝอยสดๆใหม่ๆ ตัวใหญ่ๆใสๆ โขลกให้ละเอียด แต่งเติมรสชาติ ด้วยข้าวคั่วหัวหอมที่ขาดไม่ได้เลยคือมะกอก โอ๊ยย…พูดแล้วน้ำลายไหล มาดูวัตถุดิบ ขั้นตอน วิธีทำ ได้เลยครับ

วัตถุดิบ

  • กุ้งฝอยสด
  • พริกสด
  • ต้นหอม
  • ผักชี
  • หอมเป (ผักชีฝรั่ง/ผักชีใบเลื่อย)
  • สระแหน่
  • ข้าวคั่ว
  • น้ำปลา
  • มะกอกสุก
  • ผงชูรส ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้

วิธีทำ

  • โขลกพริกสดให้ละเอียด ตามด้วยกุ้งฝอย ความละเอียดตามชอบ
  • พอได้ที่แล้วเติมเครื่องปรุง ข้าวคั่ว น้ำปลา มะกอกบีบเอาเฉพาะน้ำ ผงชูรสตามชอบใส่ไม่ใส่ก็ได้ โขลกเบาๆให้เข้ากัน
  • ชิม พอรสชาติได้ที่แล้วเติม ต้นหอมซอย ผักชี หอมเป สระแหน่ ซอย โขลกเบาๆ อีกรอบพอให้เข้ากัน ชิม และปรุงเพิ่มตามใจชอบ ตักเสิร์ฟ กับข้าวเหนียวร้อนๆ คู่ ผักสดได้เลยครับ ง่ายๆ แต่แซบ แน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก FB.คุณ บ่าว บ้านดุง, อีสานม่วนซื่น


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

เรามาทำ ” ฮอร์โมนไข่ ” ไว้ใช้เองได้เองง่ายๆ ไม่ยาก

เรามาทำ ” ฮอร์โมนไข่ ” ไว้ใช้เองได้เองง่ายๆ ไม่ยาก

ฮอร์โมนไข่

ฮอร์โมนไข่


ไข่ นั้นนอกจากจะมีโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อคนแล้ว ยังมีประโยชน์พืชอีกด้วย เพราะเมื่อเรานำมาหมักก็จะได้ฮอร์โมนไข่ที่ช่วยในการเจริญเติบ โตของพืช กระตุ้นตาดอก เพิ่มจุลินทรีย์ในดิน ช่วยย่อยอินทรีย์วัตถุในดิน ทำให้ดินร่วนซุยอุ้มน้ำได้ดีและทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกโดยเกษตร กรสามารถผลิตใช้เองในการ ทำเกษตร ได้ง่าย ๆ ดังนี้

วัตถุดิบ

  • ไข่ไก่ 3 กิโลกรัม (ไข่เป็ดก็ได้)
  • น้ำตาลทรายแดง 3 กิโลกรัม (น้ำตาลไม่ฟอกสี)
  • ขาคูลท์ 2 ขวด (ถ้ำไม่มีให้ใช้นมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส)
  • ลูกแป้งข้าวหมาก 2 ก้อน
  • นมสดรสจืด 4 ลิตร

หมายเหตุ อาจจะใส่เครื่องดื่มบำรุงกำลัง (ลิโพกระทิงแดง) ผงชูรส กะปี หากต้องการเติ่มสารอาหารอื่นให้กับพืช

วิธีทำ

  • นำไข่ไก่ตอกใส่ถังที่ใช้หมัก ใช้ไม้คนดังภาพ
  • ใส่นมเปรี้ยวยาคูลท์ลงไป
  • นำลูกแป้งข้าวหมากบดให้ละเอียด
  • ใส่น้ำตาลทรายแดง พร้อมกับคนให้เข้ากัน
  • ใส่นมสดรสจืด 4 ลิตร คนให้เข้ากัน

** หมักไว้อย่างน้อย 14 วัน แต่ถ้าต้องการให้ฮอร์ โมนไข่มีประสิทธิภาพสูงสุด ต้องหมัก30 วัน ระหว่างหมักให้เปิดคนวันละครั้ง (คนทุกวัน) เมื่อครบกำหนด กรองเอาเฉพาะน้ำ ส่วนเปลือกไข่ก็นำเอาไปทำปุ๋ยได้

วิธีใช้ฮอร์โมนไข่

สูตรปกติ : นำฮอร์ โมนไข่ 2 ช้อนโต๊ะ + จุลินทรีย์หน่อกล้วย 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 20 ลิตร ไปรดต้นไม้ได้ทุกชนิดทุก 7 วัน จะทำให้พืชเจริญงอกงามโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี ผลผลิตที่ได้จะมีคุณภาพปลอดต่อสุขภาพของผู้บริ โภค

สูตรเร่งรัด : ฮอร์ โมนไข่ 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำ 2 ลิตร ฉีดหรือรดพืชผัก เพื่อเร่งการเจริญเติบโตดีนักแล

ประโยชน์ฮอร์โมนไข่

  • ช่วยเพิ่มคาร์โบไฮเดรต หรือ ธาตุคาร์บอนให้กับต้นไม้ มีผลกระตุ้นตาดอก
  • กรดฟูลวิค ( Fulvic Acid ) ช่วยในการดูดซึมสารอาหาร ทำให้เซลล์พืชแข็งแรง
  • ช่วยบำรุงต้นข้าว เสริมความแข็งแรง เพิ่มน้ำหนักรวง
  • กระตุ้นการออกดอก ในพืชผลและเพิ่มขนาดดอกเห็ด
  • เสริมให้ผลใหญ่และมีรสชาติหวานกรอบ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สูตรปุ๋ยหมักยอดพืชยอดผัก ด้วยยอดผัก ยอดพืชเหลือใช้

สูตรปุ๋ยหมักยอดพืชยอดผัก ด้วยยอดผัก ยอดพืชเหลือใช้

สูตรปุ๋ยหมักยอดพืชยอดผัก

สูตรปุ๋ยหมักยอดพืชยอดผัก


ปุ๋ยหมักคืออะไร

ปุ๋ยหมัก คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ใด้จากการหมักอินทรีย์สารให้สลายตัวและพุพังตามธรรรมชาติ โดยการนำเอาเศษชากอินทรีย์สารพวก เศษจากพืชที่เหลือใช้ในไร่นา เศษชากวัสดุทางการเกษตรที่เหลือทิ้งจากโรงงาน เศษขยะมูลฝ่อยจากครัวเรือนหรือวัชพืชต่างๆ ในไร่นา หรือแม่น้ำน้ำลำคลอง มากองรวมกัน โดยจะใส่สารเร่งบางอย่างเช่น พวกปุ๋ยดอก ปุ๋ยเคมี หน้าดิน หรือเชื้อจุลินทรีย์ลงไป เพื่อเร่งปฏิกริยาให้เร็วขึ้น รดน้ำให้ขึ้น แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้สลายตัวตามธรรมชาติ หลังจากอินทรียสารเหล่านั้นสลายตัวเน่าเบื่ออผุพังเเล้วจะได้ “ปุ๋ยหมัก” “พร้อมที่จะนำไปใช้ปรับปรุงบำรุงดิน

ปุ๋ยสุดยอด แก้รากเน่า โคนเน่า ใบหงิก พืชใบเหลือง ต้นแคระแกน เร่งโตไว ใบเขียวสวย

ส่วนผสม

  • ยอดพืช ได้แก่ ยอดที่พอหาได้ตามท้องถิ่น เช่น ยอดฟ้าทะลายโจน, ยอดบี้เหล็ก, ยอดสาบเสือ, ยอดสะเอา, ยอดตำลึง, ยอดยี่หร่า, ยอดสะระแหน่, ยอดผักบุ้ง
  • น้ำสะอาด
  • น้ำตาลทรายแดง 3 กก.
  • เกลือแกง เกลือสินเธา 1 แก้ว หรือ 250 มล.
  • ถังพลาสติก 25-50 ลิตร มีฝาปิด

*** เคล็ดลับให้เก็บยอดต่างๆของพืชมาทำน้ำหม้ก ให้เก็บช่วงเช้า ที่ยังไม่โดนแดด

วิธีทำ

  • สับ หั่น ยอดพืช ใส่ภาชนะที่เตรียมไว้
  • เทน้ำเปล่าให้พอจม ยอดพืช ใส่น้ำตาลทรายแดง ,เกลือ ลงไป
  • คนให้น้ำตาลทรายแดงละลาย แล้วปิดฝาให้แน่น หมักทิ้งไว้ 15 วัน เก็บไว้ในที่ร่ม ไม่ให้โดนแดด
  • เปิดคนทุกวัน เพื่อให้ได้ผลดี จนครบ 15 วัน
  • ครบ 15 วัน ให้กรองเอาแต่น้ำใส่ขวดเก็บไว้ ส่วนกากให้น้ำไปฝังดิน หรือผสมดิน เป็นปุ๋ยชั้นดี

การนำไปใช้

  • น้ำหมักยอดพืชยอดผัก 4 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้รดโคนพืช ฉีดทางใบ แช่รากต่างๆของพืชก่อนปลูก

ระยะเวลาเก็บ

เพื่อประสิทธิภาพที่ดีควรใช้ให้หมดภายใน 3 เดือน หากไม่หมดให้เทลงขักโครก ร่องน้ำ หรือตรงที่เหม็นเน่า เพื่อลดกลิ่นเหม็นเน่า ลดการอุดตัน ทำให้ส้วมเต็มช้าลงด้วย หรือจะใช้รด ต้นไม้ พืช ผัก เหมือนเดิมก็ได้ แต่ประสิทธิภาพจะน้อยลง

เกร็ดความรู้

เก็บเฉพาะยอดพืช ก่อนโดนแสงแดด เพราะสารอาหารจะถูกส่งไปที่ยอด เกลือแกง จะทำให้ลำต้น กิ่งก้านแข็งแรง แต่อย่าใส่เยอะ กากให้น้ำไปฝังดิน หรือผสมดิน เป็นปุ๋ยชั้นดี


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แบตลิเธียมไอออน คืออะไร มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร?

แบตลิเธียมไอออน คืออะไร มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร?

แบตลิเธียมไอออน คืออะไร

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน คืออะไร? ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน!

ในยุคที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน โน้ตบุ๊ก รถยนต์ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์เครื่องมือช่างไร้สาย เรามักจะได้ยินคำว่า แบตลิเธียมไอออน (Lithium-ion Battery) อยู่บ่อยครั้ง หลายคนอาจสงสัยว่า แบตลิเธียม คืออะไร ทำไมถึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และมีข้อดีข้อเสียอย่างไรเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ประเภทอื่น

แบตลิเธียมไอออน คือเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ใช้ลิเทียมเป็นองค์ประกอบหลักในการจัดเก็บพลังงาน มีความสามารถในการชาร์จซ้ำได้หลายรอบ น้ำหนักเบา เก็บพลังงานได้มากในขนาดกะทัดรัด จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับอุปกรณ์พกพาและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการความคล่องตัว ปัจจุบันยังถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบสำรองไฟขนาดใหญ่ด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า แบตลิเธียม จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ข้อเสีย เช่น เรื่องของอายุการใช้งานที่อาจลดลงหากใช้งานผิดวิธี การเสื่อมสภาพจากอุณหภูมิสูง หรือแม้กระทั่งต้นทุนการผลิตที่ยังค่อนข้างสูงในบางประเภท

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า แบตลิเธียมไอออน คืออะไร ทำงานอย่างไร พร้อมเจาะลึกถึงข้อดี-ข้อเสียที่ควรรู้ก่อนเลือกใช้งาน เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมและใช้แบตเตอรี่ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคืออะไร?

แบตลิเธียมไอออน (Lithium-ion Battery) คือ แบตเตอรี่ลิเธียมประเภทหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยีการเก็บพลังงานโดยการเคลื่อนที่ของไอออนลิเธียมระหว่างขั้วบวกและขั้วลบขณะทำการชาร์จและปล่อยประจุ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยให้แบตเตอรี่สามารถเก็บและปล่อยพลังงานออกมาได้ตามต้องการ

ลิเธียม (Lithium) เป็นวัสดุที่มีความเบาและสามารถเก็บพลังงานได้มาก จึงนำมาทำเป็นแบตลิเธียมประเภทต่าง ๆ ซึ่งตัวของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีคุณสมบัติในเรื่องของความหนาแน่นของพลังงาน (Energy Density) โดยสามารถเก็บพลังงานในพื้นที่เล็กและน้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ชนิดอื่นๆ เช่น แบตเตอรี่ตะกั่วกรดหรือแบตเตอรี่ประเภทนิกเกิล

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีข้อดีหลายประการในแง่ของความปลอดภัยและการใช้งานเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่อื่น ๆ   ได้แก่ :

ข้อดีของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

  1. ความหนาแน่นของพลังงานสูง

หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคือความหนาแน่นพลังงานสูง ซึ่งหมายความว่าสามารถเก็บพลังงานได้มากขึ้นในพื้นที่ที่เล็กลง เมื่อเปรียบเทียบลักษณะของแบตเตอรี่ที่มีขนาดเท่ากันแรงดันไฟฟ้าสูงสุดที่แบตเตอรี่สามารถผลิตได้คือ สําหรับแบตเตอรี่ตะกั่วกรด 2.1V  สําหรับแบตเตอรี่นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์ แรงดันไฟสูงสุดจะอยู่ที่ 1.2V  และ สําหรับแบตเตอรี่นิกเกิลแคดเมียม แรงดันไฟสูงสุดจะอยู่ที่ 1.25V  แต่ในทางกลับกัน แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสามารถผลิตแรงดันไฟฟ้าได้สูงถึง 3.2 – 3.7V

  1. Self-Discharge

การคายประจุด้วยตัวเองของแบตเตอรี่  โดยทั่วไปแล้วแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะคายประจุเองประมาณ 2-5% ต่อเดือน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อุณหภูมิ สภาพของแบตเตอรี่ และชนิดของแบตเตอรี่

  1. ความสามารถในการชาร์จเร็ว

คุณสมบัติเด่นอย่างหนึ่งของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคือสามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าการชาร์จเร็ว จะเป็นสิ่งที่แบตเตอรี่ชนิดอื่นๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสามารถชาร์จได้เร็วกว่าแบตเตอรี่ประเภทอื่นๆ มาก

  1. อายุการใช้งานยาวนาน

แบตเตอรี่ลิเธียมเป็นที่รู้จักในด้านอายุการใช้งานที่ยาวนาน สามารถทนต่อรอบการชาร์จและคายประจุที่สูงกว่าแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดอย่างมาก โดยสามารถชาร์จและคายประจุได้มากถึง 2,000 ถึง 5,000 รอบ  ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการเปลี่ยนแบตเตอรี่บ่อย ๆ

  1. มีหลากหลายรูปแบบและขนาด

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบและขนาด ทำให้สามารถนำไปใช้งานได้กับอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น

  • แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทรงกระบอก:  เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด มีหลายขนาด เช่น 18650, 21700, 26650 เป็นต้น
  • แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทรงสี่เหลี่ยม:  มักใช้ในอุปกรณ์ที่ต้องการความจุสูงและมีการจัดเรียงที่ซับซ้อน เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
  • แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบถุงหรือซอง(Pouch): ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นบางและยืดหยุ่นได้ เหมาะกับ โทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต
  • แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบอื่นๆ:  ยังมีรูปแบบอื่นๆ อีกมาก เช่น แบบเหรียญ (Coin cell) ที่ใช้ในอุปกรณ์ขนาดเล็ก เช่น นาฬิกาข้อมือ

ตัวอย่างการใช้งานแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในชีวิตประจำวัน

  • อุปกรณ์สื่อสารและคอมพิวเตอร์: แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นส่วนประกอบสำคัญในโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และโน๊ตบุ๊ค เนื่องจากมีขนาดกะทัดรัดแต่ให้พลังงานสูง ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้สามารถทำงานได้ต่อเนื่องหลายชั่วโมง และชาร์จซ้ำได้หลายพันครั้ง
  • อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในบ้าน: เครื่องใช้ไฟฟ้าไร้สายในบ้านหลายชนิดใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เช่น เครื่องดูดฝุ่น สว่าน และเครื่องตัดหญ้า การใช้แบตเตอรี่ชนิดนี้ช่วยให้อุปกรณ์มีกำลังไฟสูงแต่น้ำหนักเบา ทำให้ใช้งานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพ
  • อุปกรณ์เพื่อสุขภาพและการออกกำลังกาย: smart watch และอุปกรณ์ติดตามสุขภาพ ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นหลัก เพราะต้องการแบตเตอรี่ที่ทนทานต่อการใช้งานหนัก มีขนาดเล็ก และสามารถชาร์จซ้ำได้บ่อยครั้ง
  • การเดินทางและการขนส่งส่วนบุคคล: ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นแหล่งพลังงาน เนื่องจากให้พลังงานสูง น้ำหนักเบา และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์: กล้องถ่ายรูป เครื่องเล่นเกมพกพา และลำโพงบลูทูธ ล้วนใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เพราะต้องการแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูง ชาร์จเร็ว และใช้งานได้ยาวนาน

การดูแลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนอย่างถูกต้อง

  • ใช้ที่ชาร์จที่ได้มาตรฐาน ใช้อะแดปเตอร์และสายชาร์จที่ได้รับการรับรองจากผู้ผลิต
  • หลีกเลี่ยงความร้อนสูงและความเย็นจัด อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคือประมาณ 15-25°C อย่าวางอุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่ไว้ในที่ร้อน เช่น ในรถที่จอดตากแดด และ หากใช้งานในสภาพอากาศเย็นจัด ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่อาจลดลงชั่วคราว
  • หลีกเลี่ยงการชาร์จค้างคืนบ่อย ๆ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีวงจรป้องกันการชาร์จเกิน (Overcharge Protection) แต่การเสียบชาร์จค้างไว้นาน ๆ อาจทำให้แบตร้อนและลดอายุการใช้งาน
  • ไม่ควรใช้แบตเตอรี่จนร้อนเกินไป หากรู้สึกว่าแบตเตอรี่ร้อนมากระหว่างใช้งาน เช่น เล่นเกมหนัก ๆ หรือชาร์จไปใช้งานไป ควรหยุดพักให้อุปกรณ์เย็นลงก่อน
  • หลีกเลี่ยงการกระแทกหรือทำตก แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีโครงสร้างภายในที่ซับซ้อน การตกกระแทกแรง ๆ อาจทำให้เกิดความเสียหายและเสี่ยงต่อการลัดวงจร
  • ใช้งานและเก็บรักษาอย่างเหมาะสม หากไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้มีระดับ 50% แล้วเก็บในที่แห้งและเย็น อย่าทิ้งแบตเตอรี่ไว้ในสภาพอากาศชื้น หรือในที่ที่มีความร้อนสูง

การดูแลรักษาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนอย่างถูกวิธีมีความสำคัญมาก ควรหลีกเลี่ยงการชาร์จในสภาพแวดล้อมที่ร้อนเกินไป ไม่ควรชาร์จทิ้งไว้เป็นเวลานาน และควรใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐาน เพื่อยืดอายุการใช้งานและความปลอดภัยของอุปกรณ์

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์อย่างมากในชีวิตประจำวันของเรา แต่ก็ควรใช้งานอย่างระมัดระวังและดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยและยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่นะครับ


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ