ผัดกะเพราทะเล รสจัดจ้าน หนึบๆ เผ็ดๆ อร่อยๆ

ผัดกะเพราทะเล รสจัดจ้าน หนึบๆ เผ็ดๆ อร่อยๆ

ผัดกะเพราทะเล

ผัดกะเพราทะเล


สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเมนูอาหารยอดฮิต ที่มีคนนิยมทานกันมากๆ มาฝากค่ะ เป็นเมนูอาหารที่ทุกท่านเห็นแล้วอยากทานขึ้นมาทันทีเลยทีเดียว นั่นคือเมนูผัดกะเพรานั่นเองค่ะ ผัดกะเพราถือเป็นเมนูอาหารที่ หารับประทานได้ง่าย และมีขายทั่วไปตามร้านอาหาร ผัดกะเพราสามารถใส่เนื้อสัตว์ได้หลากหลายชนิด เป็นเมนูที่มีความเผ็ดร้อน จัดจ้านและมีความอร่อยลงตัว ซึ่งวันนี้ทางเราได้เลือกทำผัดกะเพราทะเล รสจัดจ้าน กะเพราทะเล รสจัดจ้านที่ใส่ทั้งกุ้งและปลาหมึก รสชาติจัดจ้านถึงเครื่อง มาให้ทุกท่านได้ลองทำทานกันค่ะ

เรามาลงมือทำและเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำ ผัดกะเพราทะเล รสจัดจ้านกันเลยนะค่ะ

วัตถุดิบ ผัดกะเพราทะเล

  1. กุ้งขาว 3 ขีด
  2. ปลาหมึกกล้วย 4 ตัว
  3. พริกขี้หนู 15 เม็ด
  4. พริกขี้หนูแห้ง 5 เม็ด
  5. กระเทียม 1 หัวใหญ่
  6. ใบกะเพรา 1กำ
  7. เกลือ สำหรับล้างกุ้งและปลาหมึก
  8. น้ำส้มสายชู สำหรับแช่กุ้งและปลาหมึก

เครื่องปรุงรส

  1. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  2. น้ำมันหอย 3 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำมัน สำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ
  4. ผงชูรส 1 ช้อนชา
  5. ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนและวิธีการทำ

  1. ตัดหนวดกุ้ง แล้วล้างกุ้งด้วยเกลือเพื่อลดกลิ่นคาว เสร็จแล้วล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาดแล้วแช่กุ้งด้วยน้ำเปล่าผสมน้ำส้มสายชู ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วล้างด้วยเปล่าให้สะอาดอีกครั้ง เสร็จแล้วพักไว้ก่อน
  2. ล้างปลาหมึกด้วยเกลือ คลุกปลาหมึกกับเกลือประมาณ 2 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จากนั้นให้นำปลาหมึก ไปแช่น้ำที่ผสมน้ำสายชู ไว้ประมาณ 3 นาที แล้วล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาดอีกครั้ง จากนั้นหั่นปลาหมึก เป็นแว่นๆตามขนาดที่ต้องการ เสร็จแล้วพักไว้
  3. ต้มน้ำประมาณ 2 ถ้วยน้ำจิ้ม ให้เดือด เมื่อเดือดแล้วให้นำน้ำร้อนมาราดที่ปลาหมึกให้ทั่ว ขั้นตอนนี้เป็นการลดน้ำในตัวของปลาหมึกออก เมื่อนำไปผัดปลาหมึกจะคายน้ำออกมาไม่มากนั่นเอง
  4. เด็ดใบกะเพรา แล้วล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วพักไว้ก่อน
  5. โขลกพริกขี้หนู พริกขี้หนูแห้ง กับกระเทียมพอหยาบๆ เสร็จแล้วพักไว้
  6. ตั้งกระทะ เปิดไฟกลางๆ ใส่น้ำมันลงไป แล้วตามด้วย พริกที่โขลงไว้ ผัดให้พริกแกงหอมแล้วจังใส่กุ้งลงไปผัด ให้สุกปานกลาง คือเปลือกของกุ้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม จากนั้นให้ใส่ปลาหมึกที่ผ่านการลวกแล้วลงไปผัดให้เข้ากัน จากนั้นปรุงรส ด้วยน้ำปลา น้ำมันหอย ซอสปรุงรส ผงชูรส ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง ชิมรสชาติตามที่ต้องการ เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้ว ให้ใส่ใบกะเพราลงไปผัดอีกครั้ง เป็นอันเสร็จ ปิดไฟ ตักใส่จานพร้อมรับประทาน

ประโยชน์ทางยาใบกระเพรา

ใบ รสเผ็ดร้อน ต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ แก้จุกเสียด แก้ลมตานซาง แก้คลื่นเหียนอาเจียน น้ำคั้นจากใบใช้เป็นยาขับเสมหะ ขับเหงื่อ ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมัน น้ำคั้นจากใบใช้ทาภายนอกแก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน รักษาหูด หยอดหูแก้อาการปวดหู ใบแห้งใช้ชงดื่มกับน้ำแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และน้ำมันจากใบใช้เป็นยาฆ่ายุงได้ซึ่งมีฤทธิ์ได้นาน 2 ชั่วโมง หรือไล่แมลงวันทอง บดเป็นยานัตถุ์ แก้คัดจมูก ยาชงหรือน้ำต้มใบใช้แก้ตับอักเสบและบำรุงธาตุสำหรับเด็ก

ข้อมูลอ้างอิง : ข้อมูลพืชสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

เรียบเรียงโดย : นงนุช


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

เลี้ยงกบนา มือใหม่อยากเลี้ยงกบ เริ่มต้นยังไง

เลี้ยงกบนา มือใหม่อยากเลี้ยงกบ เริ่มต้นยังไง

เลี้ยงกบนา

กบ (Rana rugulosa) เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ลำตัวค่อนข้างกลมรี มีขา 2 คู่ คู่หน้าสั้น คู่หลังยาว หัวมีส่วนกว้างมากกว่าความยาว จะงอยปากสั้นทู่จมูกตั้งอยู่บริเวณโค้งตอนปลายของจะงอยปาก นัยนัตาโต และมีหนังตาปิดเปิดได้ สีของลำตัวด้านหลังเป็นสีเขียวปนน้ำตาลมีจุดสีดำกระจายเป็นประอยู่ทั่วตัว ตามธรรมชาติกบจะหากินอยู่ตามลำห้วยหนอง บึง และท้องนา กบจะกินปลา กุ้ง แมลง และสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหาร

แต่เนื่องจากสถานการณ์ความเป็นอยู่ในปัจจุบันที่มีอัตราประชากรมนุษย์เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และปริมาณความต้องการในการบริโภคเพิ่มขึ้นติดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันทรัพยากรธรรมชาติหรือแม้แต่ผลผลิตทางการเกษตรลดน้อยลง แต่สำหรับการเลี้ยงกบนานั้น ปัจจุบันเป็นที่สนใจของเกษตรกรเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะกบเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ใช้เวลาน้อยลงทุนน้อย ดูแลรักษาง่าย และจำหน่ายได้ราคาคุ้มกับการลงทุน โดยเฉพาะในปัจจุบันมีตลาดต่างประเทศที่ต้องการสินค้ากบเปิดกว้างมากขึ้น กบนาที่เป็นผลผลิตของเกษตรกรเมืองไทยจึงมีโอกาสส่งจำหน่ายไปยังต่างประเทศมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้เลี้ยงกบหลายรายก็ต้องประสบความล้มเหลวในการเพาะเลี้ยงกบ อันเนื่องจากการไม่เข้าใจการเลี้ยง โดยเฉพาะไม่เข้าใจในอุปนิสัยใจคอของกบซึ่งมีความสำคัญเพื่อประกอบการเลี้ยง เช่น กบมีนิสัยดุร้ายและชอบรังแกกัน การเลี้ยงกบคละกันโดยไม่คัดขนาดเท่าๆ กัน ในบ่อเดียวกัน เป็นเหตุให้กบใหญ่รังแกและกัดกินกบเล็กเป็นอาหาร

สายพันธุ์กบที่ควรเลี้ยง

กบที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ กบพันธุ์พื้นเมือง และกบพันธุ์ต่างประเทศ ดังนี้

1. กบพันธุ์พื้นเมือง ได้แก่ กบนา กบจาน และกบภูเขาหรือเขียดแลว

  • กบนา เป็นกบที่พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย และนิยมเลี้ยงมากที่สุด จัดเป็นกบขนาดกลางเมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวประมาณ 4 นิ้ว มีน้ำหนักตัวประมาณ 200-250 กรัม (ประมาณ 4-6 ตัว/กก.) ผิวสีน้ำตาลปนดำอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแหล่งที่อยู่อาศัย
  • กบจาน เป็นกบขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ ตัวโตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาดประมาณ 250 กรัม (ประมาณ 4 ตัว/กก.) กบจานจะมีรูปร่างคล้ายๆ กับกบนาแต่ผิวมีสีน้ำตาลปนเขียว อาจจะแตกต่างกันบ้างตามแหล่งที่อยู่อาศัย
  • กบภูเขาหรือเขียดแลว เป็นกบพื้นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวโตเต็มที่ขนาดประมาณ 3 กก. ลักษณะโดยทั่วไปคือ ปลายนิ้วโป้งขาหน้าแยกออกจากกัน ผิวหนังด้านข้างไม่นูนโป่งไม่มีถุงลม ไม่มีแผ่นหนังที่นิ้วขาหน้าอันแรก ซึ่งยาวกว่านิ้วอันที่สอง แก้วหูห่างจากตาเป็นระยะทางมากกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของตา กบเพศผู้จะมีเขี้ยวออกจากขากรรไกรล่างยื่นยาว ส่วนเพศเมียจะสั้นกว่า มีตาโต

2. กบพันธุ์ต่างประเทศ เป็นกบที่มีบทบาทอย่างมากในประเทศไทย คือ

  • กบบูลฟร็อก เป็นกบที่มาจากบริเวณภูเขาร็อกกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวโตเต็มที่มีน้ำหนักมากว่า 1 กก. มีความยาวถึง 8 นิ้ว ลำตัวกว้างมีส่วนหัวและส่วนหน้าเป็นสีเขียว ส่วนของเยื่อหูโตกว่าตา ส่วนหลังมีสีน้ำตาลเขียว ส่วนท้องมีสีขาวเหลืองผิวหนังขรุขระมีปุ่มขนาดเล็กๆ อยู่ที่ส่วนหลัง ไม่มีสันข้างลำตัว แต่จะมีสันตรงด้านหลังของแก้วหู อุปนิสัยของกบชนิดนี้คือ เลี้ยงง่าย โตวัย น้ำหนักดี เมื่อโตเต็มที่หนักได้ถึง 400 กรัม/ตัว โดยเลี้ยงเพียงแค่ 7 เดือน

การเลือกสถานที่สร้างคอกกบ

  • ควรอยู่ใกล้กับที่พักอาศัย เพราะสามารถจัดการดูแลรักษาได้ง่ายและปลอดภัยจากขโมย
  • ควรอยู่บนพื้นที่ดอน เพื่อป้องกันปัญหา น้ำท่วม
  • ควรอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำที่สะอาดและเพียงพอสำหรับการ การเลี้ยงกบ
  • ควรอยู่ห่างไกลจากถนน เพื่อป้องกันเสียงรบกวน
  • ในกรณีที่ไม่ได้ทำการเพาะพันธุ์กบเพื่อเลี้ยงเอง ควรเลือกอยู่ใกล้แหล่งที่สามารถจัดหาลูกกบได้ง่
  • อยู่ใกล้แหล่งอาหารเลี้ยงกบ เพื่อสะดวกในการจัดหาอาหาร
  • อยู่ในแหล่งที่มีสาธารณูปโภคครบถ้วน เช่น ถนน ไฟฟ้า และสาธารณูปโภคอื่น ๆ
  • อยู่ใกล้กับแหล่งตลาด เพื่อรองรับผลผลิต

บ่อหรือคอกที่ใช้ใน การเพาะเลี้ยงกบนา

สถานที่ที่จะทำบ่อเลี้ยงกบ ไม่ว่าจะเป็นสภาพบ่อปูนหรือคอกเลี้ยง จะต้องไม่ควรอยู่ไกลจากที่อยู่อาศัยมากนัก เพราะศัตรูของกบมีมาก โดยเฉพาะกบนั้นเมื่อตกใจเพราะมีภัยมา มันจะไม่ส่งเสียงร้องให้เจ้าของรู้เหมือนสัตว์อื่นๆ ศัตรูของกบส่วนมากได้แก่ งู นก หนู หมา แมว และที่สำคัญที่สุดได้แก่ คน ดังนั้นถ้าบ่อเลี้ยงหรือคอกเลี้ยงกบ อยู่ห่างจากที่อยู่อาศัยมาก ก็จะถูกคนขโมยจับกบไปขายหมด นกนั้นมีทั้งกลางวันและกลางคืน นกกลางคืนโดยเฉพาะนกเค้าแมวสามารถลงไปอยู่ปะปนและจับกบกินอย่างง่ายดาย แมวนับว่ามีส่วนทำลายกบมากเพราะถึงแม้มันจะจับกบกินเพียงตัวเดียวแล้วก็อิ่ม แต่เมื่ออิ่มแล้วมันยังจับกบตัวอื่นๆ มาหยอกเล่น และ ทำให้คบตายในที่สุด

เทคนิค การเพาะเลี้ยงกบนา

รูปแบบการเลี้ยง

ในปัจจุบันการเลี้ยงกบเชิงพาณิชย์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกบจะนิยมเลี้ยงอยู่ 3 แบบ คือ

1 การเลี้ยงกบในบ่อดิน

       ใช้พื้นที่ประมาณ 100-200 ตารางเมตร ภายในบ่อลึกประมาณ 1 เมตร บางแห่งอาจทำเกาะกลางบ่อเพื่อเป็นที่พักของกบและให้อาหาร ส่วนพื้นที่รอบๆ ขอบบ่อภายในล้อมด้วยอวนในล่อนสูงประมาณ 1 เมตร ปล่อยให้หญ้าขึ้นเพื่อให้กบใช้เป็นที่หลบอาศัย ขอบบ่อด้านในที่ล้อมด้วยอวนในล่อน ด้านล่างจะใช้กระเบื้องหรือแผ่นสังกะสีฝังลึกลงดินประมาณ 50 เชนติเมตร เพื่อป้องกันศัตรูบางชนิด เช่น หนูขุดรูเข้าไปกินลูกกบได้ อัตราการปล่อยเกษตรกรจะปล่อยลูกกบลงเลี้ยงประมาณ 30,000 ตัว/บ่อ (100 ตารางเมตร)

       ลักษณะการเลี้ยงแบบนี้มีข้อดี คือ การจัดการง่าย ต้นทุนต่ำได้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงแต่มีข้อจำกัดคือ เป็นการเลี้ยงแบบหนาแน่น สภาพในบ่อจะไม่ค่อยสะอาด เนื่องจากมีของเสียตกค้างอยู่ภายในบ่อผลผลิตกบที่ได้จะจำหน่ายภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่

2 การเลี้ยงกบนกระชัง

      กระชังที่ใช้เลี้ยงเกษตรกรนิยมใช้อวนในล่อนเนื่องจากต้นทุนถูก ขนาดของกระชังนิยมขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 4 เมตร และสูง 1.5 เมตร จะแขวนอยู่ในบ่อดิน ขนาด 1-3 ไร่ หรือแหล่งน้ำต่างๆ โดยจะแขวนจะให้กระชังจมอยู่ในน้ำประมาณ 50 เชนติเมตร แล้วใส่วัสดุ เช่น แผ่นโฟมเนื้อแน่นลอยอยู่ในกระชัง เพื่อใช้เป็นที่ให้กบขึ้นมาอาศัยและวางถาดอาหาร การเลี้ยงกบในกระชังหากมีปัญหามีนกมากินลูกกบ เกษตรกรจะต้องทำฝาปิดกระชังโดยใช้อวนในล่อนด้วย อัตราปล่อยลูกกบจะนิยมปล่อย50-100 ตัว/ตารางเมตร อัตราความหนาแน่นจะมีผลต่ออัตรารอดตายของกบ เนื่องจากสภาพการเลี้ยงในกระชัง ซึ่งเป็นพื้นที่แคบ หากปล่อยกบในความหนาแน่นมากเกินไป อาจทำให้กบเป็นโรคและตายได้

      ลักษณะการเลี้ยงแบบนี้มีข้อดี คือ จะได้ผลผลิตกบที่มีคุณภาพ สามารถส่งออกไปจำหน่ายตลาดต่างประเทศได้ เนื่องจาก สามารถจัดการสภาพแวดล้อมของการเลี้ยงได้ เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อที่ใช้เลี้ยงกบ เพื่อให้น้ำมีคุณภาพที่เหมาะสมต่อการเลี้ยง แต่มีข้อจำกัด คือ ต้นทุนการจัดการจะสูงเนื่องจากต้องใช้แรงงานในการดูแลมากกว่าการเลี้ยงกบในบ่อดิน

3 การเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์

      การเลี้ยงแบบนี้เกษตรกรนิยมเลี้ยงกันมากในปัจจุบัน เพราะดูแลรักษาง่าย และสามารถควบคุมคุณภาพของผลผลิตกบได้ โดยมีการพัฒนารูปแบบให้สามารถทำความสะอาดได้สะดวกมากขึ้น เช่น ปูพื้นบ่อด้วยกระเบื้องปูพื้นผิวเรียบ ทำให้มีการสะสมของเชื้อโรคที่พื้นบ่อน้อยลง ขนาดบ่อที่เกษตรกรนิยมใช้ คือ กว้าง 3-4 เมตร ยาว 4-5 เมตร และมีความสูงประมาณ 1.2 เมตร ก่อด้วยอิฐบล็อก เทพื้นด้วยซีมนต์ขัดมัน หรือปูพื้นด้วยกระเบื้องผิวเรียบ มีความลาดเอียงเล็กน้อย เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้หมด หลังคาบ่ออาจใช้กระเบื้องลอนคู่มุงบ่อประมาณ 25-50% ของพื้นที่บ่อ หรือจะใช้ม่านบังแสงที่ใช้ในเรือนเพาะชำต้นไม้ เพื่อป้องกันแสงแดดไม่ให้ส่องลงมามากเกินไป บ่อซีเมนต์ที่ใช้เลี้ยงกบ เกษตรกรนิยมอยู่ 2 แบบ คือ

  • บ่อแบบพื้นลาดเอียง ลักษณะภายในบ่อจะเทพื้นลาดเอียงประมาณ 25 องศา เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้ดีและใช้วัสดุลอยน้ำจำพวกโฟมเนื้อแน่นพิเศษ หรือใช้ไม่ไผ่ทำเป็นแคร่ หรือวัสดุอื่นๆ วางอยู่ที่ผิวน้ำ เพื่อให้กบขึ้นมาอาศัยและวางถาดอาหาร
  • บ่อแบบที่มีเกาะกลาง ลักษณะบ่อเป็นแบบเดียวกับแบบแรก แต่มีเกาะชีเมนต์อยู่ตรงกลาง โดยตัวเกาะจะอยู่ห่างจากผนังบ่อ ประมาณ 50-70 เซนติเมตร เกาะตรงกลางควรมีการขัดผิวให้มัน เพื่อให้กบขึ้นมาพักผึ่งแดดและวางถาดอาหาร แต่ลักษณะบ่อแบบนี้จะทำความสะอาดยากกว่าบ่อแบบแรก

บ่อซีเมนต์ใหม่ๆ ควรจะมีการล้างปูนชีเมนต์เสียก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ปูนกัดผิวหนังของกบทำให้เป็นแผลติดเชื้อได้ วิธีการล้างควรทำดังนี้ ให้ใช้หยวกกล้วยหั่นเป็นท่อนๆ ใส่ลงในบ่อซีเมนต์ที่เติมน้ำในระดับที่ต้องการทิ้งไว้ 7-14 วัน โดยเปลี่ยนหยวกกล้วยทุกวันหรือควรใช้สารส้ม ประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ1 ลูกบาศก์เมตร แช่ทิ้งไว้ 3-4 วัน และระบายน้ำทิ้งและทำซ้ำอีกครั้งจนมั่นใจ หลังจากนั้นตากบ่อให้แห้งก่อนที่จะทำการเลี้ยงต่อไป สำหรับอัตราปล่อย ควรปล่อยกบในอัตรา 50 ตัว/ตารางเมตร แต่ถ้าเป็นบ่อที่ใช้ระบบน้ำผ่านตลอดเวลา ก็สามารถปล่อยกบในอัตรา 100 ตัว/ตารางเมตร (เฉิดฉันและคณะ,2538)

ลักษณะการเลี้ยงแบบนี้ จะมีข้อดีและข้อจำกัดเหมือนกับการเลี้ยงกบในกระชัง เหมาะสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกบที่มีพื้นที่จำกัด หรือไม่ประสงค์จะขุดบ่อเพื่อรักษาสภาพพื้นที่ดินไว้เหมือนเดิม

การคัดพ่อ-แม่พันธุ์

  • แม่พันธุ์ตัวที่มีไข่ส่วนท้องจะขยายใหญ่ และจะมีปุ่มสากข้างลำตัวทั้ง 2 ข้าง เมื่อเราใช้นิ้วสัมผัสจะรู้สึกได้ และแม่พันธุ์ตัวที่พร้อมมากจะมีปุ่มสากมากแต่เมื่อไข่หมดท้องปุ่มสากนี้ก็จะหายไป
  • การคัดเลือกพ่อพันธุ์ เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์กบตัวผู้จะส่งเสียงร้องเสียงดังและกล่องเสียงที่ใต้คางก็จะพองโปน ลำตัวจะมีสีเหลืองเข้มและเมื่อเราใช้นิ้วสอดที่ใต้ท้อง มันจะใช้เท้าหน้ากอดรัดนิ้วเราไว้แน่น

การผสมพันธุ์

      ปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ลงไปในบ่อที่เตรียมไว้แล้ว โดยใช้อัตราส่วนตัวผู้ต่อตัวเมีย จำนวน 1:1 ต่อพื้นที่ 1 ตร.ม. และจะต้องทำการปล่อยให้กบผสมกันในตอนเย็น เมื่อปล่อยกบลงไปแล้วจึงเปิดฝนเทียมเพื่อเป็นการกระตุ้นให้กบจับคู่ผสมพันธุ์ ซึ่งจะอยู่ในช่วงเวลา ประมาณ 17.00 น. – 22.00 น. ซึ่งภายในบ่อเพาะต้องมีท่อให้น้ำลันออกด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำสูงเกินไป กบจะจับคู่ผสมพันธุ์และจะปล่อยไข่ตอนเช้ามืด

การดูแลลูกกบ

       ไข่กบนาที่ถูกผสมจะฟักเป็นลูกอ็อดภายใน 2 วัน โดยในระยะ 2-3 วันแรก หลังจากที่ฟักออกเป็นตัวไม่ต้องให้อาหาร เนื่องจากลูกอ๊อดยังมีถุงไข่แดง (ถุงอาหารสะสม) ที่ติดมากับท้องเป็นแหล่งอาหารเลี้ยงตนเอง หลังจากนั้นจึงเริ่มให้อาหารลูกอ๊อดครั้งแรกเมื่ออายุ ๆ วัน โดยให้รำละเอียดและปลาป่นในอัตราส่วน 3 : 1 ในกรณีที่มีลูกอ๊อดเป็นจำนวนมากอาจเสริมด้วยการให้ไรแดง เมื่อลูกอ๊อดโตขึ้นใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปโรยให้กิน การให้อาหารควรให้ทีละน้อย และวางไว้ตลอดเวลาเพราะลูกอ๊อดจะกินอาหารตลอดวัน

       ถ้าลูกอ็อดขาดอาหารจะกินกันเอง ลูกอ๊อดที่มีอายุ 20-30 วัน จึงเป็นลูกกบเต็มวัย ในช่วงนี้ต้องเตรียมไม้กระดาน ทางมะพร้าวหรือแผ่นโฟม ลอยน้ำเพื่อให้ลูกกบเต็มวัยขึ้นไปอาศัย จากนั้นคัดขนาดลูกกบที่มีขนาดเท่าๆ กันไปเลี้ยงไว้ในบ่อเดียวกันเพื่อไม่ให้ลูกกบกัดกินกันเองโดยระดับน้ำในบ่อเลี้ยง สูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร อัตราการปล่อยลูกกบเต็มวัยลงเลี้ยงเป็นกบรุ่นเพื่อส่งตลาดจะปล่อยในอัตรา 50-100 ตัว/ตารางเมตร

เลี้ยงกบนา

การให้อาหารกบ

  • ระยะลูกอ๊อด หางหดที่มี 4 ขา เจริญครบสมบูรณ์เรียก ระยะเริ่มขึ้นกระดาน จะให้อาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดเล็กพิเศษ ที่ใช้เลี้ยงกบหรือเลี้ยงปลาดุกเล็กหรือปลาสดบดละเอียดผสมรำ ที่เกษตรกรผลิตขึ้นเองในอัตรา 3-5 เปอร์เซ็นต์ต่อน้ำหนักตัวรวม วิธีฝึกให้ลูกกบกินอาหาร เมื่อลูกกบอายุประมาณ 2 เดือน ควรให้อาหารเป็นเวลา วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ในอัตรา 3-5 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักต่อวัน อาหารควรมีโปรตีนอยู่ระหว่าง 28-35 เปอร์เซ็นต์ ชนิดและขนาดของอาหารขึ้นอยู่กับขนาดของกบที่เลี้ยง ถ้าผู้เลี้ยงกบนาอยู่ใกลับริเวณที่สามารถหาปลาสดได้อาจให้ปลาสดบดหรือสับเป็นชิ้นวางในภาชนะปริ่มน้ำ หรือเหนือน้ำหรือใช้ปลาสดบดผสมรำในอัตราส่วน 3 : 1 หรือให้อาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดที่ใช้เลี้ยงกบหรือเลี้ยงปลาดุก
  • ระยะลูกอ๊อดอายุ 3-6 วัน ให้ไข่ตุ๋นหรืออาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน โปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ ชนิดผงหรือเม็ดผสมน้ำปั้นเป็นก้อน วางกระจายให้ทั่ว
  • ระยะลูกอ๊อดอายุ 6-20 วัน ให้อาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน โปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ ชนิดเม็ดลอยน้ำ ให้กินวันละ 3-4 ครั้ง (ประมาณร้อยละ 6 ของน้ำหนักตัวต่อวัน)
  • ระยะกบอายุ 20-40 วัน ให้อาหารชนิดเม็ดลอยน้ำโปรตีน 37 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอาหารกบเล็กให้กินวันละ 3 ครั้ง (ประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัว)
  • ระยะกบอายุ 40-70 วัน ให้อาหารชนิดเม็ดลอยน้ำโปรตีน 35 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอาหารกบรุ่นให้กินวันละ 2 ครั้ง (ประมาณร้อยละ 3-4 ของน้ำหนักตัว)
  • ระยะกบอายุ 70 วัน ระยะจับขาย ให้อาหารชนิดเม็ดลอยน้ำโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอาหารกบใหญ่ ให้กินวันละ 2 ครั้ง (ประมาณร้อยละ 2-3 ของน้ำหนักตัว)
  • ระยะกบพ่อแม่พันธุ์ ให้อาหารชนิดเม็ดลอยน้ำโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอาหารกบขนาดใหญ่ ให้กินวันละ 2 ครั้ง (ประมาณร้อยละ 2-3 ของน้ำหนักตัว)

การให้อาหารกบ

การถ่ายเทน้ำ

การเลี้ยงกบในน้ำสะอาดจะทำให้กบมีการเจริญเติบโตที่ดีดังนั้นถ้าบริเวณที่เลี้ยงมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ ควรถ่ายเทน้ำทุกวันหรือใช้การหมุนเวียนอยู่กับชนิดของอาหารที่ใช้เลี้ยงกบด้วยให้น้ำไหลผ่านในระบบน้ำลันตลอดเวลา แต่ถ้าแหล่งน้ำไม่อุดมสมบูรณ์อาจจะถ่ายเทน้ำเมื่อสังเกตว่าน้ำเริ่มมีกลิ่นเน่าเสีย ซึ่งจะขึ้น

การจับกบจำหน่าย

เนื่องจากสภาพบ่อเลี้ยงกบมีความแตกต่างกัน ทำให้ความสะดวกในการดูแลรักษาย่อมแตกต่างกันดังกล่าวแล้ว ยังรวมไปถึงการจับกบจำหน่ายก็แตกต่างกันอีกด้วย กล่าวคือ

  • การเลี้ยงกบในบ่อดิน ลักษณะการเลี้ยงกบแบบนี้จะจับกบจำหน่ายได้ครั้งเดียวในเวลาที่พร้อมกัน ไม่มีการจับกบจำหน่ายปลีก หรือเป็นครั้งคราวทั้งนี้เพราะสภาพบ่อเลี้ยงไม่เอื้ออำนวย ถึงแม้จะเป็นการจับเพียงครั้งเดียวให้หมดบ่อจะต้องใช้ผู้จับหลายคนลงไปในบ่อเลี้ยงที่มีสภาพโคลนตมและต้องเก็บพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักตบชวา ขึ้นให้หมดก่อน จึงต้องใช้เวลาและแรงงานมากที่จะเที่ยวไล่จับกบในที่หลบซ่อนให้หมดในครั้งเดียว
  • การเลี้ยงกบในคอก สามารถจับกบไต้ทุกโอกาสไม่ว่าจะจับทมดทั้งคอกหรือมีการจำหน่ายปลีก โดยมีกระบะไม้และทำเป็นช่องเข้าออกในด้านตรงกันข้ามวางอยู่หลายอันบนพื้นดินภายในคอก ซึ่งกบจะเข้าไปอาศัยอยู่ เมื่อถึงเวลาจะจับกบ ก็ใช้กระสอบเปิดปากไว้รถอยู่ที่ช่องด้านหนึ่งแล้วใช้มือล้วงเข้าไปในช่องด้านตรงข้าม กบจะหนีออกอีกช่องทางหนึ่งที่มีปากกระสอบรอรับอยู่และเข้าไปในกระสอบกันหมด เป็นการกระทำที่สะดวก กบไม่ตกใจและบอบช้ำ
  • การเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์ สามารถจับกบได้ทุกโอกาสไม่ว่าจะจับหมดทั้งบ่อหรือจับจำหน่ายปลีก โดยใช้คนเพียงคนเดียวพร้อมทั้งสวิงเมื่อลงในบ่อซึ่งมีน้ำเพียง 1 ฟุต กบจะกระโดดลงไปมุดอยู่ในน้ำ จึงใช้สวิงช้อนขึ้นมาหรือใช้มือจับใส่สวิงอย่างง่ายดาย ในบ่อหนึ่งๆ ขนาด 12 ตารางเมตร เลี้ยงกบประมาณ 1,000 ตัว ใช้คนๆ เดียวจับเพียง 1 ชั่วโมงก็แล้วเสร็จ

อนึ่ง การเลี้ยงกบควรคำนึงถึงระยะเวลาเลี้ยงควบคู่ไปกับระยะเวลาที่จะจับกบจำหน่าย เนื่องจากในฤดูฝน กบจะมีราคาถูก ถ้าผู้เลี้ยงจะต้องจับกบจำหน่ายในช่วงนี้ ก็จะได้รับผลตอบแทนน้อย แต่ถ้ากะเวลาเลี้ยงและเวลาจับจำหน่ายให้ถูกต้อง คือ เมื่อรู้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลาเลี้ยงกบนาน 4 เดือน จึงต้องกะระยะเวลาเดือนที่ 4 ให้ตรงกับอยู่ในช่วงฤดูหนาวหรือฤดูร้อน เพราะในช่วงนี้กบราคาแพง ผู้เลี้ยงสามารถขายได้ในราคาที่ดีคุ้มกับการลงทุน อีกทั้งผู้ที่ต้องการจำหน่ายปลีก ควรจะติดต่อตกลงราคาและจำนวนกับผู้ซื้อไม่ว่าจะเป็นตลาดสดหรือร้านอาหารให้เป็นที่แน่นอนก่อนจึงจะจับกบไปส่งจำหน่าย

อ้างอิงที่มา :

  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ
  • การเพาะกบ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style)  ฟังก์ชัน 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

บ้านสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style)  ฟังก์ชันประกอบด้วย 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

บ้านสไตล์นอร์ดิก

สวัดดีครับเพื่อนๆ วันนี้นเรามี บ้านสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) โทนสีขาวคลีน มาให้ชนเพื่อเป็นแนวทางกันครับ สำหหรับบ้านสวยๆ หลังนี้เป็นผลงานการออกแบบจากทาง 52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน เน้นการออกแบบให้รู้สึกอบอุ่น ไม่มีความซับซ้อน ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ สวยแค่ไหนเราไปชมกัน

ขอบคุณข้อมูล | 52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก(Nordic Style) หลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียว ดีไซน์ที่เรียบง่าย ผสมผสานการออกแบบให้กลมกลืนกับสภาพที่ตั้งซึ่งอยู่ในประเทศแถบร้อน เพดานสูงเพื่อโชว์โครงสร้างของหลังคา ด้านการตกแต่ง ผนังภายนอกผสมผสานระหว่างสีขาว สีเทา และสีน้ำตาลที่ให้บรรยากาศอบอุ่นเย็นตา  พื้นที่นอกบ้านถูกเทพื้นคอนกรีตแบบโล่ง ๆ ทำให้มีพื้นที่สำหรับการใช้งานนอกบ้านที่หลากหลายตามต้องการ ซึ่งรอบ ๆ บ้านก็มีบรรยากาศที่สวยงามอีกด้วย

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก

แบบบ้านสวยๆ โดดเด่นด้วยหลังคาหน้าจั่วทรงสูงเรียบเท่ทันสมัย รูปทรงตัวแอล (L-Shape) โทนอบอุ่น สีขาว เทา งานไม้ กระจก เหล็ก และกระเบื้องหินกาบผสมผสานลงตัว ทำระแนงปูนบังแดดเพื่อความสวยงาม บังแดดฝน และดึงเสน่ห์สวยๆของแสงเงา มาใช้กับตัวบ้าน

ภายในบ้านจะมีการออกแบบตกแต่งที่ดูมีความโมเดิร์น เน้นบรรยากาศการตกแต่งแบบง่าย ๆ มีความโปร่งสบาย เพื่อการใช้งานที่สะดวก

ภายในห้องนอนก็จะมีพื้นที่ใช้สอยที่กำลังดี โปร่งสบายด้วยหน้าต่างหลายมุม จึงทำให้ภายในห้องมีความเย็นสบายได้ตลอดทั้งวัน

ห้องน้ำที่จะมีรูปแบบการออกแบบที่มีความโมเดิร์น ภายในห้องน้ำจึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบถ้วน ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

สำหรับลูกค้าที่สนใจและ สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

สนใจติดต่อทางช่องทาง
โทร: 094-298-4298
ID Line : 52blueconstant


หมายเหตุ: ทางเว็บ ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เมนู ตำไหลบัวกุ้งสด อร่อยแซ่บๆ พร้อมวิธีทำ

เมนู ตำไหลบัวกุ้งสด อร่อยแซ่บๆ พร้อมวิธีทำ

ตำไหลบัวกุ้งสด

ตำไหลบัวกุ้งสด


สวัสดีค่ะ วันนี้แอดมีเมนูอีสานแซ่บๆ นัวปลาร้ามาฝากกันค่ะ นั่นคือเมนู ตำไหลบัวกุ้งสด หรือ ตำสายบัวกุ้งสด นั่นเองค่ะ แอดเชื่อว่า ตำไหลบัวกุ้งสด  เมนูอีสานที่เกือบทุกท่านนั้นชอบและนิยมทานกันมากเลยทีเดียว ซึ่งเมนูตำไหลบัวกุ้งสดนั้น สามารถหาทานได้ตามร้านขายส้มตำทั่วไป ซึ่งมีหลายร้านให้เลือกชิม ลักษณะของไหลบัวจะเป็นเส้นสายยาวๆ ขาวๆ อวบ ๆ และมีความกรอบ และมีความหวานมีความขมบางๆในตัว จึงเป็นที่นิยมกันมาก

ไหลบัว หรือหลดบัว อีกหนึ่งวัตถุดิบที่คนไทยนิยมรับประทานมายาวนาน มีประโยชน์และสรรพคุณที่ดีต่อร่างกาย การปรุงเมนูไหลบัว ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีมาก เพราะไหลบัวนั้นมีรสขมบางๆ จึงถูกจัดเป็นอาหารฤทธิ์เย็น ซึ่งจะช่วยคลายความร้อนในร่างกาย ปรับสมดุลร่างกายได้ดี ไหลบัวนั้นเป็น “หน่อของบัว” (ต้นอ่อน) หรือส่วนที่งอกขึ้นมา และจะเจริญเป็นลำต้นใหม่ต่อไป สีของไหลบัว จะเป็นสีขาว ไหลบัวที่เรานิยมนำมากินนั้นเป็น บัวหลวง หรือบัวบูชาพระ และจะมีความกรอบกว่าสายบัว นิยมนำมาทำแกงส้ม หรือผัดน้ำมันกับเนื้อสัตว์ต่าง ๆ

เรามาเตรียมวัตถุดิบและลงมือทำ ตำไหลบังกุ้งสดกันค่ะ

วัตถุดิบ

  • ไหลบัว 1 ถุง
  • กุ้งขาวสด ตัวใหญ่ 10 – 15 ตัว
  • พริกขี้หนูสด 7 เม็ด
  • พริกขี้หนูแห้ง 5 เม็ด
  • กระเทียม 3 กลีบ
  • น้ำมะนาว 1 ลูก
  • น้ำปลา 2 โต๊ะ
  • น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา
  • น้ำปลาร้าต้มสุก หรือน้ำปลาร้าขวด 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส ตามใจชอบ
  • มะเขือเทศลูกเล็ก 4 ลูก
  • โซดา 1 ขวด

ขั้นตอนการทำ ตำไหลบัวกุก้งสด

  • ขั้นตอนแรกให้นำกุ้งมาล้างด้วยเกลือ แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด จากนั้น แกะเปลือกกุ้ง และเด็ดหัวกุ้งออก จากนั้นผ่าหลังกุ้งดึงเส้นดำออก
  • จากนั้นให้นำกุ้งใส่ถ้วย แล้วเทโซดาลงไป แช่ทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที
  • จากนั้นนำไหลบัวมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วเด็ดไหลบัวให้เป็นท่อนๆ ตามขนาดที่ต้องการ เสร็จแล้วพักไว้
  • ขั้นตอนต่อมา ให้นำพริกขี้หนูสด พริกขี้หนูแห้ง กระเทียม ใส่ลงไปในครก ตำพริกกับกระเทียมแค่พอแหลก จากนั้นให้ใส่น้ำตาลมะพร้าว ผงชูรส แล้วตำให้เข้ากัน จากนั้นให้ใส่ น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำมะขามเปียก มะเขือเทศ โคเล โคเล ให้เข้ากัน
  • จากนั้นให้ใส่ไหลบัว และกุ้งสดลงไป ขั้นตอนนี้ไม่ต้องตำแล้ว ให้ใช้ทัพพีคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสชาติที่ต้องการ เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้ว ตักใส่จานพร้อมรับประทานค่ะ

เรียบเรียงโดย : นงนุช


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

เมนู แกงเปรอะหน่อไม้ สไตล์อีสานบ้านๆ อร่อยแซ่บนัว

เมนู แกงเปรอะหน่อไม้ สไตล์อีสานบ้านๆ อร่อยแซ่บนัว

แกงเปรอะหน่อไม้

แกงเปรอะหน่อไม้


สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาทำแกงเปรอะหน่อไม้ แกงอีสานกกันค่ะ แกงเปรอะหน่อไม้  หรือภาคกลางเรียกว่า แกงหน่อไม้ นั่นเอง แกงเปรอะหน่อไม้  เป็นแกงเปรอะหน่อไม้ที่ทำไม่ยาก เน้นผักซะส่วนใหญ่ เป็นแกงที่สามารถนำมาเป็นสูตรลดน้ำหนักได้ เพราะมีแต่ผัก แต่อาจต้องปรับเปลี่ยนเรื่องรสชาติ นั่นคือรสเค็ม เพราะแกงเปรอะหน่อไม้จะเน้นไปทางรสนัวและรสเค็มนั่นเองแกงเปรอะหน่อไม้เป็นแกงที่เน้นผักเป็นส่วนใหญ่ เช่น หน่อไม้ต้ม ฝักทอง เห็ดฟาง เห็ดต่างๆที่ชอบ ชะอมหรือ ผักข่า และใบแมงลัก หรือ ผักอีตู่ และที่ขาดไม่ได้คือน้ำใบย่านาง นั่นเอง

สรรพคุณของใบย่านาง

ใบย่านาง เป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคลโรทีนในปริมาณค่อนข้างสูง เป็นยาอายุวัฒนะ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก จึงช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วและความแก่ชราอย่างได้ผล ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคในร่างกาย เพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย ฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆและปรับสมดุลให้กับร่างกาย

เรามาลงมือทำแกงเปรอะหน่อไม้ สไตล์อีสานบ้านๆ กันเลยดีกว่าค่ะ

วัตถุดิบ แกงเปรอะหน่อไม้

  • หน่อไม้ต้ม 8 หัว
  • เห็ดฟาง 10 หัว
  • เห็ดต่างๆ 1 แพ็ค
  • ฟักทอง 600 กรัม
  • ผักข่า ( ชะอม ) 1 กำ
  • ใบแมงลัก ( ผักอีตู่ ) 1 กำ
  • พริกขี้หนู 15 เม็ด
  • ตะไคร้ หั่นท่อน 2 ต้น
  • หัวหอมแดง 5 หัว
  • พริกขี้หนู ลูกโดด สำหรับโรย 30 เม็ด
  • ข้าวเบือ ( ข้าวเหนียวแช่น้ำแล้วเอามาตำให้ละเอียด ) 2 ช้อนโต๊ะพูนๆ
  • น้ำใบย่านาง 1 ถุง
  • น้ำสะอาด 1 ลิตร

เครื่องปรุงรส

  • น้ำปลาร้า 4 ทัพพี
  • น้ำปลา 2 ทัพพี
  • ผงชูรส 2 ช้อนชา

ขั้นตอน

  • ขั้นตอนแรกให้ล้างข้าวเหนียวให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้
  • ล้างหน่อไม้ที่ต้มแล้ว หั่นเฉียงสลับไปมา หรือ หั่นตามชอบ เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างเห็ดฟางให้สะอาด ผ่าครึ่งเป็น 4 ส่วน เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างเห็ดต่างๆ ตัดรากให้เรียบร้อย ส่วนเห็ดที่เป็นต้นใหญ่ให้หันเฉียงไปมา เสร็จแล้วพักไว้
  • ต่อมา เอาไส้ฟักทองออก แล้วปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ เสร็จแล้วพักไว้ก่อน
  • ต่อมาให้ล้างชะอม หรือ ผักข่า ให้สะอาด แล้วรูดใบและเด็ดยอดออก เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างใบแมงลัก หรือ ผักอีตู่ ให้สะอาด แล้วเด็ดใบ เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างตะไคร้ แล้วทุบ หั่นเป็นท่อน เตรียมไว้
  • เสร็จแล้วมาโขลกพริกขี้หนูกับหัวหอมแดงให้ละเอียดพอประมาณ พักไว้

วิธีทำ

  • ตั้งหม้อ เปิดไฟกลาง แล้วเทน้ำใบย่านางลงไป แล้วตามด้วยน้ำสะอาด คนให้เข้ากัน รอให้เดือด
  • แล้วจึงใส่พริกขี้หนูกับหัวหอมแดงที่โขลงเตรียมไว้แล้วลงไปในหม้อ คนให้เข้ากัน และรอให้น้ำเดือดอีกครั้งและมีกลิ่นหอมของพริกแกง
  • แล้วจึงค่อยใส่หน่อไม้ต้มและเห็ดลงไป ต้มให้เห็ดสุกประมาณ 5 นาที
  • แล้วตามด้วยข้าวเบือละลายน้ำแล้วลงไปคนให้เข้ากัน
  • เสร็จแล้วจึงใส่ฟักทองลงไป รอให้ฟักทองสุกประมาณหนึ่ง จึงปรุงรสชาติ ด้วยน้ำปลาร้า น้ำปลา และ ผงชูรสคนให้เข้ากัน แล้วชิมรสชาติตามที่ต้องการ
  • เมื่อฟักทองเริ่มสุกดีให้ใส่ชะอม หรือ ผักข่า ลงไป ตามด้วยพริกขี้หนูลูกโดด และใบแมงลัก หรือ ผักอีตู่ คนให้เข้าอีกครั้ง ปิดไฟ ตักใส่ถ้วยพร้อมรับประทาน

เรียบเรียง : นงนุช


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พร้อมฟังก์ชั่นครบ

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พร้อมฟังก์ชั่นครบ

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย

กลับมาพบกันอีกครั้ง กับบ้านรีวิวบ้านสวยๆ น่าอยู่ ซึ่งวันนี้เราได้นำมาให้เพื่อนๆ ได้รับชมกัน ซึ่งมีความสวย หรูหรา โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ กับ บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย บ้านหลังนี้ประกอบด้วย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 โถงใหญ่ๆ 1 ห้องครัว 1 ระเบียงใหญ่ๆ  งบก่อสร้างประมาณ 1.5 ล้านบาท เราไปชมความสวย และบรรยากาศของบ้านหลังนี้กัน

ผลงานและรูปภาพ : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย

ตัวบ้านยกพื้นสูง หลังคารูปแบบทรงปั้นหยา ด้านซ้ายมีระเบียงนั่งเล่นหน้าบ้าน โดดเด่นด้วยบันไดทางขึ้นขนาดใหญ่ปูด้วยกระเบื้องสวยงาม

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย

พื้นรอบตัวบ้านเทคอนกรีตทับไว้เพื่อเสริมฐานบ้านให้แข็งแรง และยังง่ายต่อการทำความสะอาดอีกด้วย ระเบียงเล็กๆที่ต่อหลังคายื่นออกมา ปูพื้นด้วยกระเบื้องสีทา ตรงกลางฝ้ามีโคมไฟทรงกลมประดับไว้ ส่วนประตูใหญ่ที่เปิดเข้าภายใน เลือกใช้เป็นบานกระจกใส โดยแต่งขอบด้านในด้วยสีขาว 

ภายในของบ้าน มีห้องโถงที่น่าอยู่ ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยกว้างและสว่าง กระเบื้องปูพื้นมีผิวที่มัน ออกเป็นสีขาว ผนังห้องแต่งด้วยสีขาวและมีบัวพื้นเป็นไม้สีเทา ฝ้าเพดานเลือกใช้ที่เป็นแบบหลุม พร้อมทั้งฝังไฟดาวน์ไลท์ทรงกลมไว้ ห้องนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นที่พักผ่อนร่วมกัน หรือรองรับแขกที่มาเยือน

ห้องนอน แต่งด้วยสีขาวที่สว่างและดูสบายตา ซึ่งเป็นสไตล์เดียวกับห้องโถง ยกเว้นแต่ฝ้าเพดานที่เป็นแบบเรียบและฝังไฟดาวน์ไลท์ ประตูห้องใช้เป็นบานไม้สีขาวที่กลมกลืนกับผนัง สำหรับหน้าต่างกระจกใสที่ใช้ มีขอบเป็นสีดำที่โดดเด่น และติดตั้งบานมุ้งลวดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ร้ายเข้ามาได้

ห้องนอน

ห้องครัว

ห้องน้ำ เป็นห้องกว้างๆที่ทันสมัย ทั้งพื้นและผนังกรุทับด้วยกระเบื้องอย่างดี โดยมีลวดลายและโทนสีที่เข้ากัน ฉากที่ก่อไว้กั้นโซนอาบน้ำ ถูกต่อด้วยกรจกใสจนถึงฝ้าเพดาน ห้องนี้มีสุขภัณฑ์การใช้งานครบ และอีกหนึ่งอย่างที่ขาดไม่ได้คือหน้าต่างระบายอากาศบานใหญ่

ห้องน้ำ

ห้องน้ำ

สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่ชอบผลงานจากทาง ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์ สนใจหรือปรึกษาการออกแบบจัดเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นกู้ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานก่อสร้าง สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

ช่องทางการติดต่อหรือinbox
Facebook : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีการทำปุ๋ยชีวภาพ หรือ ปุ๋ยพืชสด

วิธีการทำปุ๋ยชีวภาพ หรือ ปุ๋ยพืชสด

ปุ๋ยชีวภาพ

การใช้ประโยชน์ทรัพยากรดินมีสูงขึ้นโดยการขยายพื้นที่เพาะปลูก ทำให้ความสมดุล ของธรรมชาติถูกทำลายไป ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์มีส่วนเร่งการเสื่อมโทรมของดินให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยอนินทรีย์ (Inorganic Fertilizer) ที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น เช่น ปุ๋ยเคมี การใช้ที่ดินทำ การเพาะปลูกติดต่อกันและการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน จะทำให้ ดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปอย่างรวดเร็ว ดินจะแข็งไม่ร่วนซุย การดูดซับน้ำและแร่ธาตุอาหารของ พืชทำได้น้อยลง เกิดผลต่อเนื่องให้ดินในพื้นที่ทำการเกษตรเสื่อมโทรมอย่างถาวรโดยเฉพาะดินที่ใช้ใน การปลูกข้าว อ้อย และพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ โดยจะทำให้เกิด “การใช้พื้นที่ปลูกเลื่อนลอย” เกิดการ อพยพย้ายพื้นที่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

ซึ่งเป็นการใช้ที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามหลักการอนุรักษ์ดิน (Soil Conservation) จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงบำรุงดินเพื่อให้มีความเหมาะสมในการปลูกพืชและ การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน แนวทางแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการปรับปรุงบำรุงดินโดยการ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (Organic Fertilizer) ซึ่งมีองค์ประกอบของธาตุคาร์บอนเป็นหลักเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน ทำให้การดูดซับธาตุอาหารที่สำคัญของพืชเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น วิธีการปรับปรุงบำรุงดิน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้านหลายพื้นที่ได้มีการ อบรมให้ความรู้ในการทำปุ๋ยอินทรีย์ พอสรุปได้ดังนี้

ปุ๋ยพืชสด

เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งซึ่งได้จากการไถกลบต้น ใบและส่วนต่างๆของพืช โดยเฉพาะพืช ตระกูลถั่วที่ปลูกไว้ หรือขึ้นเองตามธรรมชาติในระยะช่วงออกดอกจนถึงดอกบานเต็มที่ ซึ่งเป็นช่วงที่มี ธาตุอาหารในลำต้นสูงสุดแล้วปล่อยให้เน่าเปื่อยผุพัง ย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชที่ปลูกตามมา นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาในการกำจัดวัชพืชได้อีกด้วย

ขั้นตอน วิธีการทำปุ๋ยชีวภาพ

  • ปลูกพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสด 3 กลุ่มพืชดังที่กล่าวข้างต้นร่วมกับพืชปลูก ในแปลงปลูก โดยอาจพิจารณาปลูกพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสดชนิดต่างๆ ตามความสัมพันธ์กับพืชปลูก
  • เมื่อถึงกำหนดอายุของพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสดให้ตัดสับและไถกลบลง ในแปลงปลูก ในที่นี้ขอยกตัวอย่างอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวของพืช บางชนิด เช่น โสนอินเดีย ตัดสับและไถกลบเมื่ออายุ 80-90 วันหลังปลูก ถั่วนา ไถกลบเมื่ออายุ 75 วันหลังปลูก เป็นต้น
  • การพิจารณาในแง่ใช้ประโยชน์สูงสุด ต้องพิจารณาจากลักษณะพื้นที่ในการปลูก เป็นหลัก โดยแบ่งได้ 3 ลักษณะ ดังนี้
    • ปลูกพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสดในลักษณะพื้นที่เป็นแปลงใหญ่ ให้ทำการ ตัดสับและไถกลบลงไปในพื้นที่นั้นเลยก่อนที่จะปลูกพืชปลูกหลักชนิดอื่นๆตามมา
    • ปลูกพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสดในลักษณะตามร่องระหว่างพืชปลูกหลัก โดยปลูกพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสดหลังจากพืชปลูกหลักเติบโตเต็มที่แล้ว เพื่อป้องกันการแย่งธาตุอาหาร ในดิน เมื่อพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสดเริ่มออกดอกจนถึงดอกบานก็ทำการตัดสับและไถกลบลงไปในดิน ระหว่างร่องพืชปลูกหลัก
    • ปลูกพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสดในลักษณะพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยปลูกพืชที่จะ นำมาทำปุ๋ยพืชสด (พืชน้ำ) แล้วตัดสับใส่และไถกลบลงไปในดิน ก่อนที่จะทำการปลูกพืชหลัก เช่น นา ข้าว นาบัว และนาแห้ว เป็นต้น

การใช้ประโยชน์

  • ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุและเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้แก่พืชปลูก
  • ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินและทำให้ดินร่วนซุยสะดวกในการไถดิน
  • กรดจากการย่อยสลายช่วยละลายธาตุต่างๆที่เป็นประโยชน์แก่พืชปลูก
  • ช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีเพราะดินมีธาตุอาหารเพียงพอต่อพืชปลูก
  • ลดอัตราการสูญเสียดินเนื่องจากการชะล้างพังทลายของดิน (solerosion)

ที่มา : Mju Channel


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

(คลิป) สูตรการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ ไม่กลับกอง

(คลิป) สูตรการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ ไม่กลับกอง

สูตรการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์


ปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง (สูตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้)

โดยทั่วไปการผลิตปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์ต้องพลิกกลับกอง เพื่อนำออกชิเจนให้กับจุลินทรีย์ใช้ย่อยสลายทางชีวภาพซึ่งการพลิกกลับกองต้องใช้แรงงานและสิ้นเปลืองเวลา คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้พัฒนานวัตกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง ที่เรียกว่าวิธี “วิศวกรรมแมโจ้ 1 ” โดยใช้เวลาผลิตปุ้ยเพียง 60 วัน สามารถ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงและมีค่าตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2551

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบไปด้วย

  • ฟางข้าว หรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือผักตบชวา
  • เศษพืชทั่วไป เช่น ใบไม้ ต้นถั่ว หรือเศษหญ้าเป็นต้น
  • ให้ใช้เศษฟางข้าวหรือเศษพื้ชทั่วไปที่หาได้ 3 ส่วน และมูลสัตว์อีก 1 ส่วน

ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์

นำฟางข้าวหรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 ส่วน วางเป็นชั้นบางๆ สูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร โดยไม่ต้องเหยียบ โปรยทับด้วยมูลสัตว์ 1 ส่วน แล้วรดน้ำ ทำเช่นนี้ 15-17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความขึ้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูง 1.50 เมตร กองปุ๋ยจะมีความยาวเท่าไร ก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืชและมูลสัตว์ ความสำคัญของการที่ต้องทำเป็นชั้นบาง ๆ 15-17 ชั้นก็เพื่อให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอนที่มีอยู่ในเศษพืชและธาตุไนโตรเจนที่มีในมูลสัตว์ในการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ ซึ่งจะทำให้การย่อยสลายวัตถุดิบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

การดูแลกองปุ๋ยหมัก

รักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลา (มีค่าประมาณร้อยละ 60-70) โดยมี 2 ขั้นตอนดังนี้

  • รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยวันละครั้ง โดยฉีดพรมน้ำบริเวณผิวของกองปุ๋ยด้านนอกให้ชุ่ม ไมให้น้ำไหลนองมากเกินไป
  • ทุก 10 วัน ใช้ไม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป โดยมีระยะห่างระหว่างรูประมาณ 40 เซนติเมตร เมื่อเติมน้ำลงไปแล้วให้ปิดรู เพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนภายในกองปุ๋ย

เมื่อกองปุ๋ยมีอายุครบ 60 วัน หยุดให้ความชื้น กองปุ๋ยจะมีความสูงเหลือเพียง 1เมตร แล้วทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งเพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัว โดยแผ่กระจายให้มีความหนาประมาณ 20-30 ชม. ปุ๋ยจะแห้งภายใน 34 วัน จากนั้นสามารถนำปุ๋ยไปใช้ได้เลย

การใช้ คำแนะนำเบื้องต้นในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์

  • นาข้าว 300-3,000 กก./ไร่/ปี
  • ไม้ผล 50 กก/ต้น/ปี
  • พืชผัก 2 กก./ตารางเมตร
  • อ้อย 600-1,200 กก/ไร่/ปี

ทั้งนี้ขึ้นกับคุณภาพของดิน การทำกองปุ๋ยความยาว 4 เมตร สูง 1.5 เมตร ได้ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ตัน

ที่มา:


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก ดูแลง่ายโตไว

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก ดูแลง่ายโตไว

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก


การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก คือ การเลี้ยงปลาดุกในพื้นที่จำกัด สามารถเลี้ยงได้ทุกที่ เพราะใช้พื้นที่เลี้ยงน้อย ก่อสร้างบ่อเลี้ยงได้ง่ายระยะเวลาการเลี้ยงสั้น ปลาดุกถือว่าเป็นสัตว์น้ำที่เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็วอดทนต่อสภาพน้ำได้ดี มีภูมิต้านทานต่อโรคค่อนข้างสูง

ปลาดุกอุย หรือ ปลาดุกนา อังกฤษ : Broadhead catfish, Gunther’s walkingcatfish เป็นปลาน้ำจืดในวงศ์ Claidae มีกระดูกท้ายทอยยื่นแหลมออกไปลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยม ลำตัวสั้นป้อมกว่าปลาดุกด้าน ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกัน ลำตัวมีสีดำปนเหลือง มีจุดขาวเล็ก ๆ เรียงเป็นแถวขวางลำตัวหลายแถว มีครีบหลังสูงกว่าปลาทั่วไปมาก สามารถเคลื่อนที่บนบกได้เป็นระยะทางสั้น ๆ โดยใช้ครีบช่วย พบได้ในพื้นที่แถบ ประเทศไทยไปจนถึงเวียดนาม และมีการนำไปเลี้ยงในประเทศจีน, มาเลเซีย, เกาะกวม และฟิลิปปินส์

ปลาดุก เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด น้ำที่ค่อนข้างกร่อย หรือแม้แต่ในหนองน้ำที่มีน้ำเพียงเล็กน้อย เพราะว่าปลาดุกเป็นปลาที่มีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจเช่นเดียวกับปลาช่อน จึงสามารถดำรงชีวิตอยู่ในน้ำที่มีออกซิเจนเพียงเล็กน้อย ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นปลาน้ำจืดที่คนไทยนิยมรับประทาน ปลาดุกที่พบในประเทศไทยมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 ชนิดด้วยกัน แต่ที่เป็นที่รู้จักมีเพียง 2 ชนิด คือปลาดุกอุย และปลาดุกด้าน ปลาดุกที่นิยมเลี้ยงคือ ปลาดุกด้าน เพราะเนื้อปลาดุกด้านค่อนข้างแข็ง ทำให้สามารถขนส่งได้ในระยะทางไกล ๆประกอบกับปลาดุกด้านเลี้ยงง่าย โตเร็ว จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมาก แต่สำหรับผู้บริโภคแล้ว จะนิยมปลาดุกอุยเพราะให้รสชาติดี เนื้อปลานุ่ม ฟู กลิ่นดี เกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลนน้ำ หรือในเขตพื้นที่สูง ฐานะยากจนมักประสบปัญหาขาดแคลนอาหารโปรตีน ดังนั้นการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยในบ่อพลาสติก เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวที่ยากจนไมให้ขาดแคลนอาหารโปรตีน

ปัจจุบันปลาดุกเป็นที่นิยมเลี้ยงของเกษตรกรเนื่องจากเลี้ยงง่ย เจริญเติบโตเร็ว อีกทั้งยังทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อม เป็นที่นิยมบริโภคของประชาชนเนื่องจากรสชาติดี และราคาไม่แพง สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินบ่อซีเมนต์ และบ่อพลาสติก ถ้ามีพื้นที่จำกัด การเลี้ยงในบ่อพลาสติกก็เป็นทางออกที่ดี และประหยัด โดยที่ในบ่อพลาสติกจะมีอายุการใช้งานประมาณ 3 – 5 ปี

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก

วิธีการเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก

  • การเลือกสถานที่สร้างบ่อ
    • ควรตั้งอยู่ใกล้บ้าน อยู่ในที่ร่มหรือมีหลังคา มีแหล่งน้ำสำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำได้สะดวก ถ้าอยู่ใกล้แหล่งอาหารสด เช่น โครงไก่หรือไส้ไก่บด จะยิ่งดี เพราะสามารถนำมาเป็นอาหารสมทบเพื่อลดต้นทุนค่าอาหารปลาได้
  • การเตรียมน้ำ
    • น้ำบาดาล น้ำบ่อ หรือน้ำจากลำคลองสามารถใช้เลี้ยงปลาได้
    • น้ำประปาต้องทิ้งน้ำไว้ 3วันก่อนถึงจะนำมาเลี้ยงปลาได้
  • ขนาดปลาที่จะนำมาเลี้ยงปลาที่เริ่มเลี้ยงยาวตั้งแต่ 1.5 นิ้วขึ้นไป ไม่ควรนำปลามาเลี้ยงในฤดูหนาวเพราะปลามีความต้านทานต่อโรคต่ำ
  • การเตรียมบ่อเลี้ยง : ขุดดินให้ลึก 0.5 เมตร ความลาดชัน 1:2 และใช้พลาสติกขนาด 305 x 6 เมตร ปูพื้นบ่อ โดยต้องระวังไม่ให้ขาดหรือมีรอยรั่วหลังจากปูพลาสติก จะเหลือพื้นที่บ่อเลี้ยงขนาด 1.5 x 4เมตร ลึก 0.5 เมตร
  • อัตราการเลี้ยง ปล่อยลูกปลาในอัตรา 50-80 ตัว/ตารางเมตร (ขนาดบ่อ 1.5x 4 เมตร ปล่อยได้ 300-500 ตัว) น้ำลงบ่อมีความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วค่อยเพิ่มระดับน้ำขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกสัปดาห์ จนมีระดับสูงสุด 30-50 เซนติเมตร
  • การปล่อยปลา ควรแช่ถุงลูกปลาไว้ในบ่อเลี้ยง 30 นาที จึงค่อย ๆ ปล่อยลงบ่อ ช่วงแรกที่ปล่อยให้เติมน้ำลงบ่อมีความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วค่อยเพิ่มระดับน้ำขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกสัปดาห์ จนมีระดับ สูงสุด 30-50 เซนติเมตร
  • การให้อาหาร เริ่มแรกให้อาหารเม็ดเล็กและทุบพอแตกสำหรับปลาเล็ก อาหารสดพวกเศษเนื้อสับสามารถให้ปลากินได้ ตัวปลวก แมลงเม่าและแมลงอื่น ๆ โปรยให้ปลากิน ให้อาหารเป็นเวลา วันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น ให้ในปริมาณ 3-5% ของน้ำหนักตัวปลาต่อวัน หรือให้แต่พออิ่ม อย่าให้จนอาหารเหลือ จะส่งผลต่อคุณภาพน้ำและต้นทุนการผลิตได้ เมื่อปลาโตมีความยาว 15 ชม. ขึ้นไปจะใช้อาหารเม็ด รำละเอียด เศษผักหรือเศษอาหารอัตราส่วน 2 : 4 : 4 เป็นการลดต้นทุนค่าอาหาร
  • การถ่ายเทน้ำควรทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่าขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำ โดยเปลี่ยนน้ำครั้งละ 20-30% ไม่ควรถ่ายน้ำออกหมด ทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำหลังให้อาหารแล้วไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง
  • การจับปลา เมื่อเลี้ยงได้ 2-3 เดือน ปลาจะมีขนาดประมาณ 200-300 กรัม/ตัว จับมาบริโภคหรือจำหน่ายได้ รายได้จะต้องบันทึกในสมุดบัญชีครัวเรือน และต้องเก็บรายได้ส่วนหนึ่งไว้ซื้อพันธุ์ปลาหรือวัสดุอุปกรณ์เพื่อเลี้ยงในรุ่นต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ผลตอบแทน

  • การจับปลา เมื่อเลี้ยงได้ 2-3 เดือน ปลาจะมีขนาดประมาณ 200-300 กรัม/ตัว โดยมีอัตราการรอด 80-90% ซึ่งจะทำให้มีปลาประมาณ 80-90 กิโลกรัม/บ่อ ราคาจำหน่าย กก.ละ 80 บาท จะมีรายได้ 6,400 บาท/รุ่น
  • จะได้ปลาดุกเป็นอาหารบริโภคในครัวเรือน เพิ่มปริมาณโปรตีนให้กับสมาชิกในครัวเรือน และเพื่อนบ้านเป็นการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน น้ำที่ได้จากการเปลี่ยนถ่ายน้ำใช้ในการรดต้นไม้หรือผักสวนครัวบริเวณรอบ ๆ บ่อ

ที่มา : Youtrube ชาวสวน ยุคใหม่


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ด้วงมะพร้าวและด้วงแรด แมลงเจ้าปัญหาทำลายสวนมะพร้าว ปาล์มน้ำมัน

ด้วงมะพร้าวและด้วงแรด แมลงเจ้าปัญหาทำลายสวนมะพร้าว ปาล์มน้ำมัน

ด้วงมะพร้าวและด้วงแรด

ด้วงมะพร้าวและด้วงแรด


ว่าด้วยเรื่องด้วงมะพร้าวหรือที่บางคนเรียกด้วงสาคูบ้าง ด้วงงวงมะพร้าวบ้าง และด้วงแรดหรือด้วงแรดมะพร้าว แมลงจอมปัญหาทำลายสวนมะพร้าว ปาล์มน้ำมัน อินทผาลัม การระบาดของด้วงทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรสวนมะพร้าวในปัจจุบัน ที่ไม่ได้ป้องกันไว้ตั้งแต่แรก “ด้วงแรดมะพร้าว” เข้าทำลายโดยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบมะพร้าว หรือปาล์มน้ำมัน ทำให้ทางใบหักง่าย ยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อน และเป็นสาเหตุให้ “ด้วงงวงมะพร้าว” เข้ามาทางรอยแตกของโคนทางใบ โคนลำต้น หรือรอยแผลที่เกิดจากการตัดทางใบเมื่อด้วงงวงมะพร้าววางไข่ ไข่จะฟักออกเป็นหนอนกัดกินอยู่ในเนื้อเยื่ออ่อนจนเข้าดักแด้ หากเกษตรกรไม่ดูแลให้ทั่วถึง ก็จะเกิดความเสียหายมาก

ด้วงแรดมะพร้าว

ด้วงแรดมะพร้าว (Oryctes Rhinoceros) บ้างก็เรียก ด้วงแรด ด้วงมะพร้าว แล้วแต่พื้นที่ ซึ่งเจ้าตัวด้วงแรดพร้าวเป็นแมลงที่ชอบเก็บตัว แอบซ่อน ทั้งตัวเต็มวัย หนอนวัยต่างๆ ดักแด้ และไข่ พบอยู่ในที่มืด ตัวเต็มวัยของด้วงแรดเท่านั้นที่ทำลายพืช มักพบในแหล่งอาหาร เช่น ภายในรูเจาะบนยอดมะพร้าวหรือปาล์มน้ำมัน ซึ่งอาจพบมากกว่า 1 ตัว ในต้นปาล์มประดับเคยพบด้วงแรดซุกซ่อนตามโคนกาบทางมากกว่า 10 ตัว นอกจากนี้ยังพบในแหล่งขยายพันธุ์อีก ตัวเต็มวัยด้วงแรดจะบินออกหากินในเวลาพลบค่ำและเวลาก่อนตะวันขึ้น มักพบด้วงแรดมาเล่นแสงไฟหลังฝนตกในเวลากลางคืน ด้วงแรดมักบินไปมาในระยะทางสั้นๆ ระหว่างแหล่งอาหารและแหล่งขยายพันธุ์

รูปแบบการทำลาย | เฉพาะตัวเต็มวัยเท่านั้นที่เป็นศัตรูพืช โดยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบมะพร้าว หรือปาล์มน้ำมัน ทำให้ทางใบหักง่าย และยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อน ทำให้ทางใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆ คล้ายรูปสามเหลี่ยม ถ้าโดนทำลายมากๆ ทำให้ใบที่เกิดใหม่แคระแกรน รอยแผลที่ถูกด้วงแรดกัดเป็นเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเป็นทางให้เกิดโรคยอดเน่าจนถึงต้นตายได้ในที่สุด พฤติกรรมของด้วงแรด

การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด: ด้วงแรดสามารถแพร่กระจายได้ทั่วประเทศและเพิ่มจำนวนได้ตลอดปี ปริมาณมากหรือน้อยขึ้นกับแหล่งเพาะขยายพันธุ์ จากผลของการศึกษาพบว่าในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฤดูที่ด้วงแรดผสมพันธุ์และวางไข่มากที่สุดอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ดังนั้นจะพบความเสียหายอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม

กำจัดด้วงแรดมะพร้าวแบบอินทรีย์

ระยะหนอน ลักษณะหนอนของด้วงแรดสามารถสังเกตได้อย่างหนึ่ง คือ หนอนจะงอตัวเป็นอักษร “C” บางครั้งเห็นส่วนหัวกับส่วนท้ายลำตัวเกือบชนกัน ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม อาจมีอายุยืนยาวถึง 420 วัน พืชอันโอชะอาหารเช่น มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน ปาล์มประดับ การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด: ด้วงแรดสามารถแพร่กระจายได้ทั่วประเทศและเพิ่มจำนวนได้ตลอดปี ปริมาณมากหรือน้อยขึ้นกับแหล่งเพาะขยายพันธุ์ จากผลของการศึกษาพบว่าในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฤดูที่ด้วงแรดผสมพันธุ์และวางไข่มากที่สุดอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ดังนั้นจะพบความเสียหายอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม

ด้วงงวงมะพร้าว

ด้วงงวงมะพร้าว (Rhynchophorus ferrugineus) บ้างก็เรียก ด้วงสาคู บ้างก็เรียก ด้วงมะพร้าว ด้วงไฟ แล้วแต่พื้นที่แท้จริงแล้ว ด้วงงวงมะพร้าวมี 2 ชนิด ได้แก่ ด้วงงวงมะพร้าวชนิดเล็ก และ ด้วงงวงมะพร้าวชนิดใหญ่ ตัวเต็มวัยเป็นแมลงปีกแข็ง ขนาดเล็กกว่าด้วงแรด ลำตัวสีน้ำตาลแดง ส่วนหัวมีงวงยื่นออกมา เพศเมียจะมีงวงยาวกว่าเพศผู้ ด้วงงวงเล็กเกิดแพร่กระจายทั่วประเทศไทย ปริมาณการระบาดขึ้นอยู่กับเกษตรกรเอง ถ้าเกษตรกรรู้จักดูแลรักษามะพร้าว สังเกตการเปลี่ยนแปลงของมะพร้าวที่ปลูก ถ้าพบด้วงแรดมะพร้าวให้รีบหาทางป้องกันและกำจัดในระยะแรก ที่สามารถควบคุมได้ ถ้าเกษตรกรไม่ดูแลปล่อยผ่านละเลย ความเสียหายก็จะทวีคูณ เลวร้ายสุด ต้นมะพร้าว ที่เราเฝ้าถนอมมาแรมปี อาจตายยกสวนได้

รูปแบบการทำลาย | ด้วงงวงมะพร้าวจะขยายพันธุ์อยู่ภายในคอมะพร้าว บางครั้งพบเข้าทำลายที่โคนลำต้น ทำให้ต้นตาย อาการบ่งชี้ที่แสดงว่าด้วงงวงทำลายคือยอดอ่อนเหี่ยวแห้ง ใบเหลืองสอดหักพับ เมื่อพบอาการนี้แล้ว จะไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากด้วงงวง (ระยะหนอน) จำนวนมากเข้าทำลายภายในจนหมด ตัวเต็มวัยของด้วงงวงจะเข้าวางไข่ที่รอยแผลบริเวณยอด รอยแตกของโคนทางใบ โคนลำต้น หรือรอยแผลที่เกิดจากการตัดทางใบ เป็นต้นไข่จะฟักออกเป็นหนอนกัดกินอยู่ในเนื้อเยื่ออ่อนจนเข้าดักแด้

การป้องกันกำจัดด้วงงวงมะพร้าว

ป้องกันกำจัด “ด้วงงวงมะพร้าว” ไม่ให้ทำลายมะพร้าวเพราะรอยแผลที่ด้วงแรดเจาะจะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงเข้ามาวางไข่และทำลายจนมะพร้าวล้มตายได้ หมั่นดูแลทำความสะอาดบริเวณคอมะพร้าว ถ้าพบรอยแผลรอยเจาะและยอดอ่อนที่ยังไม่เหี่ยว ให้ใช้เหล็กยาวปลายเป็นตะขอแทงเข้าไปเกี่ยวเอาตัวหนอนทำลายและทาบริเวณรอยดังกล่าวด้วยสารทาร์ ซึ่งเป็นส่วนผสมของน้ำมันเครื่อง1 ลิตร ผสมกับกำมะถันผง 100 กรัม คนให้เข้ากัน เพื่อป้องกันไม่ให้ด้วงงวงเข้าทำลายซ้ำรอยแผลที่เกิดจากการตัดทางใบ หรือรอยตัดจั่นมะพร้าวเพื่อทำน้ำตาล รอยแตกที่โคนลำต้นเหล่านี้ควรใช้สารทาร์ทาเพื่อป้องกันการวางไข่

ด้วงมะพร้าวและด้วงแรด

ที่มา :  SV Biotech


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ