เลี้ยงกบนา มือใหม่อยากเลี้ยงกบ เริ่มต้นยังไง

เลี้ยงกบนา มือใหม่อยากเลี้ยงกบ เริ่มต้นยังไง

เลี้ยงกบนา

กบ (Rana rugulosa) เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ลำตัวค่อนข้างกลมรี มีขา 2 คู่ คู่หน้าสั้น คู่หลังยาว หัวมีส่วนกว้างมากกว่าความยาว จะงอยปากสั้นทู่จมูกตั้งอยู่บริเวณโค้งตอนปลายของจะงอยปาก นัยนัตาโต และมีหนังตาปิดเปิดได้ สีของลำตัวด้านหลังเป็นสีเขียวปนน้ำตาลมีจุดสีดำกระจายเป็นประอยู่ทั่วตัว ตามธรรมชาติกบจะหากินอยู่ตามลำห้วยหนอง บึง และท้องนา กบจะกินปลา กุ้ง แมลง และสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหาร

แต่เนื่องจากสถานการณ์ความเป็นอยู่ในปัจจุบันที่มีอัตราประชากรมนุษย์เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และปริมาณความต้องการในการบริโภคเพิ่มขึ้นติดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันทรัพยากรธรรมชาติหรือแม้แต่ผลผลิตทางการเกษตรลดน้อยลง แต่สำหรับการเลี้ยงกบนานั้น ปัจจุบันเป็นที่สนใจของเกษตรกรเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะกบเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ใช้เวลาน้อยลงทุนน้อย ดูแลรักษาง่าย และจำหน่ายได้ราคาคุ้มกับการลงทุน โดยเฉพาะในปัจจุบันมีตลาดต่างประเทศที่ต้องการสินค้ากบเปิดกว้างมากขึ้น กบนาที่เป็นผลผลิตของเกษตรกรเมืองไทยจึงมีโอกาสส่งจำหน่ายไปยังต่างประเทศมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้เลี้ยงกบหลายรายก็ต้องประสบความล้มเหลวในการเพาะเลี้ยงกบ อันเนื่องจากการไม่เข้าใจการเลี้ยง โดยเฉพาะไม่เข้าใจในอุปนิสัยใจคอของกบซึ่งมีความสำคัญเพื่อประกอบการเลี้ยง เช่น กบมีนิสัยดุร้ายและชอบรังแกกัน การเลี้ยงกบคละกันโดยไม่คัดขนาดเท่าๆ กัน ในบ่อเดียวกัน เป็นเหตุให้กบใหญ่รังแกและกัดกินกบเล็กเป็นอาหาร

สายพันธุ์กบที่ควรเลี้ยง

กบที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ กบพันธุ์พื้นเมือง และกบพันธุ์ต่างประเทศ ดังนี้

1. กบพันธุ์พื้นเมือง ได้แก่ กบนา กบจาน และกบภูเขาหรือเขียดแลว

  • กบนา เป็นกบที่พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย และนิยมเลี้ยงมากที่สุด จัดเป็นกบขนาดกลางเมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวประมาณ 4 นิ้ว มีน้ำหนักตัวประมาณ 200-250 กรัม (ประมาณ 4-6 ตัว/กก.) ผิวสีน้ำตาลปนดำอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแหล่งที่อยู่อาศัย
  • กบจาน เป็นกบขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ ตัวโตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาดประมาณ 250 กรัม (ประมาณ 4 ตัว/กก.) กบจานจะมีรูปร่างคล้ายๆ กับกบนาแต่ผิวมีสีน้ำตาลปนเขียว อาจจะแตกต่างกันบ้างตามแหล่งที่อยู่อาศัย
  • กบภูเขาหรือเขียดแลว เป็นกบพื้นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวโตเต็มที่ขนาดประมาณ 3 กก. ลักษณะโดยทั่วไปคือ ปลายนิ้วโป้งขาหน้าแยกออกจากกัน ผิวหนังด้านข้างไม่นูนโป่งไม่มีถุงลม ไม่มีแผ่นหนังที่นิ้วขาหน้าอันแรก ซึ่งยาวกว่านิ้วอันที่สอง แก้วหูห่างจากตาเป็นระยะทางมากกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของตา กบเพศผู้จะมีเขี้ยวออกจากขากรรไกรล่างยื่นยาว ส่วนเพศเมียจะสั้นกว่า มีตาโต

2. กบพันธุ์ต่างประเทศ เป็นกบที่มีบทบาทอย่างมากในประเทศไทย คือ

  • กบบูลฟร็อก เป็นกบที่มาจากบริเวณภูเขาร็อกกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวโตเต็มที่มีน้ำหนักมากว่า 1 กก. มีความยาวถึง 8 นิ้ว ลำตัวกว้างมีส่วนหัวและส่วนหน้าเป็นสีเขียว ส่วนของเยื่อหูโตกว่าตา ส่วนหลังมีสีน้ำตาลเขียว ส่วนท้องมีสีขาวเหลืองผิวหนังขรุขระมีปุ่มขนาดเล็กๆ อยู่ที่ส่วนหลัง ไม่มีสันข้างลำตัว แต่จะมีสันตรงด้านหลังของแก้วหู อุปนิสัยของกบชนิดนี้คือ เลี้ยงง่าย โตวัย น้ำหนักดี เมื่อโตเต็มที่หนักได้ถึง 400 กรัม/ตัว โดยเลี้ยงเพียงแค่ 7 เดือน

การเลือกสถานที่สร้างคอกกบ

  • ควรอยู่ใกล้กับที่พักอาศัย เพราะสามารถจัดการดูแลรักษาได้ง่ายและปลอดภัยจากขโมย
  • ควรอยู่บนพื้นที่ดอน เพื่อป้องกันปัญหา น้ำท่วม
  • ควรอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำที่สะอาดและเพียงพอสำหรับการ การเลี้ยงกบ
  • ควรอยู่ห่างไกลจากถนน เพื่อป้องกันเสียงรบกวน
  • ในกรณีที่ไม่ได้ทำการเพาะพันธุ์กบเพื่อเลี้ยงเอง ควรเลือกอยู่ใกล้แหล่งที่สามารถจัดหาลูกกบได้ง่
  • อยู่ใกล้แหล่งอาหารเลี้ยงกบ เพื่อสะดวกในการจัดหาอาหาร
  • อยู่ในแหล่งที่มีสาธารณูปโภคครบถ้วน เช่น ถนน ไฟฟ้า และสาธารณูปโภคอื่น ๆ
  • อยู่ใกล้กับแหล่งตลาด เพื่อรองรับผลผลิต

บ่อหรือคอกที่ใช้ใน การเพาะเลี้ยงกบนา

สถานที่ที่จะทำบ่อเลี้ยงกบ ไม่ว่าจะเป็นสภาพบ่อปูนหรือคอกเลี้ยง จะต้องไม่ควรอยู่ไกลจากที่อยู่อาศัยมากนัก เพราะศัตรูของกบมีมาก โดยเฉพาะกบนั้นเมื่อตกใจเพราะมีภัยมา มันจะไม่ส่งเสียงร้องให้เจ้าของรู้เหมือนสัตว์อื่นๆ ศัตรูของกบส่วนมากได้แก่ งู นก หนู หมา แมว และที่สำคัญที่สุดได้แก่ คน ดังนั้นถ้าบ่อเลี้ยงหรือคอกเลี้ยงกบ อยู่ห่างจากที่อยู่อาศัยมาก ก็จะถูกคนขโมยจับกบไปขายหมด นกนั้นมีทั้งกลางวันและกลางคืน นกกลางคืนโดยเฉพาะนกเค้าแมวสามารถลงไปอยู่ปะปนและจับกบกินอย่างง่ายดาย แมวนับว่ามีส่วนทำลายกบมากเพราะถึงแม้มันจะจับกบกินเพียงตัวเดียวแล้วก็อิ่ม แต่เมื่ออิ่มแล้วมันยังจับกบตัวอื่นๆ มาหยอกเล่น และ ทำให้คบตายในที่สุด

เทคนิค การเพาะเลี้ยงกบนา

รูปแบบการเลี้ยง

ในปัจจุบันการเลี้ยงกบเชิงพาณิชย์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกบจะนิยมเลี้ยงอยู่ 3 แบบ คือ

1 การเลี้ยงกบในบ่อดิน

       ใช้พื้นที่ประมาณ 100-200 ตารางเมตร ภายในบ่อลึกประมาณ 1 เมตร บางแห่งอาจทำเกาะกลางบ่อเพื่อเป็นที่พักของกบและให้อาหาร ส่วนพื้นที่รอบๆ ขอบบ่อภายในล้อมด้วยอวนในล่อนสูงประมาณ 1 เมตร ปล่อยให้หญ้าขึ้นเพื่อให้กบใช้เป็นที่หลบอาศัย ขอบบ่อด้านในที่ล้อมด้วยอวนในล่อน ด้านล่างจะใช้กระเบื้องหรือแผ่นสังกะสีฝังลึกลงดินประมาณ 50 เชนติเมตร เพื่อป้องกันศัตรูบางชนิด เช่น หนูขุดรูเข้าไปกินลูกกบได้ อัตราการปล่อยเกษตรกรจะปล่อยลูกกบลงเลี้ยงประมาณ 30,000 ตัว/บ่อ (100 ตารางเมตร)

       ลักษณะการเลี้ยงแบบนี้มีข้อดี คือ การจัดการง่าย ต้นทุนต่ำได้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงแต่มีข้อจำกัดคือ เป็นการเลี้ยงแบบหนาแน่น สภาพในบ่อจะไม่ค่อยสะอาด เนื่องจากมีของเสียตกค้างอยู่ภายในบ่อผลผลิตกบที่ได้จะจำหน่ายภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่

2 การเลี้ยงกบนกระชัง

      กระชังที่ใช้เลี้ยงเกษตรกรนิยมใช้อวนในล่อนเนื่องจากต้นทุนถูก ขนาดของกระชังนิยมขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 4 เมตร และสูง 1.5 เมตร จะแขวนอยู่ในบ่อดิน ขนาด 1-3 ไร่ หรือแหล่งน้ำต่างๆ โดยจะแขวนจะให้กระชังจมอยู่ในน้ำประมาณ 50 เชนติเมตร แล้วใส่วัสดุ เช่น แผ่นโฟมเนื้อแน่นลอยอยู่ในกระชัง เพื่อใช้เป็นที่ให้กบขึ้นมาอาศัยและวางถาดอาหาร การเลี้ยงกบในกระชังหากมีปัญหามีนกมากินลูกกบ เกษตรกรจะต้องทำฝาปิดกระชังโดยใช้อวนในล่อนด้วย อัตราปล่อยลูกกบจะนิยมปล่อย50-100 ตัว/ตารางเมตร อัตราความหนาแน่นจะมีผลต่ออัตรารอดตายของกบ เนื่องจากสภาพการเลี้ยงในกระชัง ซึ่งเป็นพื้นที่แคบ หากปล่อยกบในความหนาแน่นมากเกินไป อาจทำให้กบเป็นโรคและตายได้

      ลักษณะการเลี้ยงแบบนี้มีข้อดี คือ จะได้ผลผลิตกบที่มีคุณภาพ สามารถส่งออกไปจำหน่ายตลาดต่างประเทศได้ เนื่องจาก สามารถจัดการสภาพแวดล้อมของการเลี้ยงได้ เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อที่ใช้เลี้ยงกบ เพื่อให้น้ำมีคุณภาพที่เหมาะสมต่อการเลี้ยง แต่มีข้อจำกัด คือ ต้นทุนการจัดการจะสูงเนื่องจากต้องใช้แรงงานในการดูแลมากกว่าการเลี้ยงกบในบ่อดิน

3 การเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์

      การเลี้ยงแบบนี้เกษตรกรนิยมเลี้ยงกันมากในปัจจุบัน เพราะดูแลรักษาง่าย และสามารถควบคุมคุณภาพของผลผลิตกบได้ โดยมีการพัฒนารูปแบบให้สามารถทำความสะอาดได้สะดวกมากขึ้น เช่น ปูพื้นบ่อด้วยกระเบื้องปูพื้นผิวเรียบ ทำให้มีการสะสมของเชื้อโรคที่พื้นบ่อน้อยลง ขนาดบ่อที่เกษตรกรนิยมใช้ คือ กว้าง 3-4 เมตร ยาว 4-5 เมตร และมีความสูงประมาณ 1.2 เมตร ก่อด้วยอิฐบล็อก เทพื้นด้วยซีมนต์ขัดมัน หรือปูพื้นด้วยกระเบื้องผิวเรียบ มีความลาดเอียงเล็กน้อย เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้หมด หลังคาบ่ออาจใช้กระเบื้องลอนคู่มุงบ่อประมาณ 25-50% ของพื้นที่บ่อ หรือจะใช้ม่านบังแสงที่ใช้ในเรือนเพาะชำต้นไม้ เพื่อป้องกันแสงแดดไม่ให้ส่องลงมามากเกินไป บ่อซีเมนต์ที่ใช้เลี้ยงกบ เกษตรกรนิยมอยู่ 2 แบบ คือ

  • บ่อแบบพื้นลาดเอียง ลักษณะภายในบ่อจะเทพื้นลาดเอียงประมาณ 25 องศา เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้ดีและใช้วัสดุลอยน้ำจำพวกโฟมเนื้อแน่นพิเศษ หรือใช้ไม่ไผ่ทำเป็นแคร่ หรือวัสดุอื่นๆ วางอยู่ที่ผิวน้ำ เพื่อให้กบขึ้นมาอาศัยและวางถาดอาหาร
  • บ่อแบบที่มีเกาะกลาง ลักษณะบ่อเป็นแบบเดียวกับแบบแรก แต่มีเกาะชีเมนต์อยู่ตรงกลาง โดยตัวเกาะจะอยู่ห่างจากผนังบ่อ ประมาณ 50-70 เซนติเมตร เกาะตรงกลางควรมีการขัดผิวให้มัน เพื่อให้กบขึ้นมาพักผึ่งแดดและวางถาดอาหาร แต่ลักษณะบ่อแบบนี้จะทำความสะอาดยากกว่าบ่อแบบแรก

บ่อซีเมนต์ใหม่ๆ ควรจะมีการล้างปูนชีเมนต์เสียก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ปูนกัดผิวหนังของกบทำให้เป็นแผลติดเชื้อได้ วิธีการล้างควรทำดังนี้ ให้ใช้หยวกกล้วยหั่นเป็นท่อนๆ ใส่ลงในบ่อซีเมนต์ที่เติมน้ำในระดับที่ต้องการทิ้งไว้ 7-14 วัน โดยเปลี่ยนหยวกกล้วยทุกวันหรือควรใช้สารส้ม ประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ1 ลูกบาศก์เมตร แช่ทิ้งไว้ 3-4 วัน และระบายน้ำทิ้งและทำซ้ำอีกครั้งจนมั่นใจ หลังจากนั้นตากบ่อให้แห้งก่อนที่จะทำการเลี้ยงต่อไป สำหรับอัตราปล่อย ควรปล่อยกบในอัตรา 50 ตัว/ตารางเมตร แต่ถ้าเป็นบ่อที่ใช้ระบบน้ำผ่านตลอดเวลา ก็สามารถปล่อยกบในอัตรา 100 ตัว/ตารางเมตร (เฉิดฉันและคณะ,2538)

ลักษณะการเลี้ยงแบบนี้ จะมีข้อดีและข้อจำกัดเหมือนกับการเลี้ยงกบในกระชัง เหมาะสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกบที่มีพื้นที่จำกัด หรือไม่ประสงค์จะขุดบ่อเพื่อรักษาสภาพพื้นที่ดินไว้เหมือนเดิม

การคัดพ่อ-แม่พันธุ์

  • แม่พันธุ์ตัวที่มีไข่ส่วนท้องจะขยายใหญ่ และจะมีปุ่มสากข้างลำตัวทั้ง 2 ข้าง เมื่อเราใช้นิ้วสัมผัสจะรู้สึกได้ และแม่พันธุ์ตัวที่พร้อมมากจะมีปุ่มสากมากแต่เมื่อไข่หมดท้องปุ่มสากนี้ก็จะหายไป
  • การคัดเลือกพ่อพันธุ์ เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์กบตัวผู้จะส่งเสียงร้องเสียงดังและกล่องเสียงที่ใต้คางก็จะพองโปน ลำตัวจะมีสีเหลืองเข้มและเมื่อเราใช้นิ้วสอดที่ใต้ท้อง มันจะใช้เท้าหน้ากอดรัดนิ้วเราไว้แน่น

การผสมพันธุ์

      ปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ลงไปในบ่อที่เตรียมไว้แล้ว โดยใช้อัตราส่วนตัวผู้ต่อตัวเมีย จำนวน 1:1 ต่อพื้นที่ 1 ตร.ม. และจะต้องทำการปล่อยให้กบผสมกันในตอนเย็น เมื่อปล่อยกบลงไปแล้วจึงเปิดฝนเทียมเพื่อเป็นการกระตุ้นให้กบจับคู่ผสมพันธุ์ ซึ่งจะอยู่ในช่วงเวลา ประมาณ 17.00 น. – 22.00 น. ซึ่งภายในบ่อเพาะต้องมีท่อให้น้ำลันออกด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำสูงเกินไป กบจะจับคู่ผสมพันธุ์และจะปล่อยไข่ตอนเช้ามืด

การดูแลลูกกบ

       ไข่กบนาที่ถูกผสมจะฟักเป็นลูกอ็อดภายใน 2 วัน โดยในระยะ 2-3 วันแรก หลังจากที่ฟักออกเป็นตัวไม่ต้องให้อาหาร เนื่องจากลูกอ๊อดยังมีถุงไข่แดง (ถุงอาหารสะสม) ที่ติดมากับท้องเป็นแหล่งอาหารเลี้ยงตนเอง หลังจากนั้นจึงเริ่มให้อาหารลูกอ๊อดครั้งแรกเมื่ออายุ ๆ วัน โดยให้รำละเอียดและปลาป่นในอัตราส่วน 3 : 1 ในกรณีที่มีลูกอ๊อดเป็นจำนวนมากอาจเสริมด้วยการให้ไรแดง เมื่อลูกอ๊อดโตขึ้นใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปโรยให้กิน การให้อาหารควรให้ทีละน้อย และวางไว้ตลอดเวลาเพราะลูกอ๊อดจะกินอาหารตลอดวัน

       ถ้าลูกอ็อดขาดอาหารจะกินกันเอง ลูกอ๊อดที่มีอายุ 20-30 วัน จึงเป็นลูกกบเต็มวัย ในช่วงนี้ต้องเตรียมไม้กระดาน ทางมะพร้าวหรือแผ่นโฟม ลอยน้ำเพื่อให้ลูกกบเต็มวัยขึ้นไปอาศัย จากนั้นคัดขนาดลูกกบที่มีขนาดเท่าๆ กันไปเลี้ยงไว้ในบ่อเดียวกันเพื่อไม่ให้ลูกกบกัดกินกันเองโดยระดับน้ำในบ่อเลี้ยง สูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร อัตราการปล่อยลูกกบเต็มวัยลงเลี้ยงเป็นกบรุ่นเพื่อส่งตลาดจะปล่อยในอัตรา 50-100 ตัว/ตารางเมตร

เลี้ยงกบนา

การให้อาหารกบ

  • ระยะลูกอ๊อด หางหดที่มี 4 ขา เจริญครบสมบูรณ์เรียก ระยะเริ่มขึ้นกระดาน จะให้อาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดเล็กพิเศษ ที่ใช้เลี้ยงกบหรือเลี้ยงปลาดุกเล็กหรือปลาสดบดละเอียดผสมรำ ที่เกษตรกรผลิตขึ้นเองในอัตรา 3-5 เปอร์เซ็นต์ต่อน้ำหนักตัวรวม วิธีฝึกให้ลูกกบกินอาหาร เมื่อลูกกบอายุประมาณ 2 เดือน ควรให้อาหารเป็นเวลา วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ในอัตรา 3-5 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักต่อวัน อาหารควรมีโปรตีนอยู่ระหว่าง 28-35 เปอร์เซ็นต์ ชนิดและขนาดของอาหารขึ้นอยู่กับขนาดของกบที่เลี้ยง ถ้าผู้เลี้ยงกบนาอยู่ใกลับริเวณที่สามารถหาปลาสดได้อาจให้ปลาสดบดหรือสับเป็นชิ้นวางในภาชนะปริ่มน้ำ หรือเหนือน้ำหรือใช้ปลาสดบดผสมรำในอัตราส่วน 3 : 1 หรือให้อาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดที่ใช้เลี้ยงกบหรือเลี้ยงปลาดุก
  • ระยะลูกอ๊อดอายุ 3-6 วัน ให้ไข่ตุ๋นหรืออาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน โปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ ชนิดผงหรือเม็ดผสมน้ำปั้นเป็นก้อน วางกระจายให้ทั่ว
  • ระยะลูกอ๊อดอายุ 6-20 วัน ให้อาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน โปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ ชนิดเม็ดลอยน้ำ ให้กินวันละ 3-4 ครั้ง (ประมาณร้อยละ 6 ของน้ำหนักตัวต่อวัน)
  • ระยะกบอายุ 20-40 วัน ให้อาหารชนิดเม็ดลอยน้ำโปรตีน 37 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอาหารกบเล็กให้กินวันละ 3 ครั้ง (ประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัว)
  • ระยะกบอายุ 40-70 วัน ให้อาหารชนิดเม็ดลอยน้ำโปรตีน 35 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอาหารกบรุ่นให้กินวันละ 2 ครั้ง (ประมาณร้อยละ 3-4 ของน้ำหนักตัว)
  • ระยะกบอายุ 70 วัน ระยะจับขาย ให้อาหารชนิดเม็ดลอยน้ำโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอาหารกบใหญ่ ให้กินวันละ 2 ครั้ง (ประมาณร้อยละ 2-3 ของน้ำหนักตัว)
  • ระยะกบพ่อแม่พันธุ์ ให้อาหารชนิดเม็ดลอยน้ำโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอาหารกบขนาดใหญ่ ให้กินวันละ 2 ครั้ง (ประมาณร้อยละ 2-3 ของน้ำหนักตัว)

การให้อาหารกบ

การถ่ายเทน้ำ

การเลี้ยงกบในน้ำสะอาดจะทำให้กบมีการเจริญเติบโตที่ดีดังนั้นถ้าบริเวณที่เลี้ยงมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ ควรถ่ายเทน้ำทุกวันหรือใช้การหมุนเวียนอยู่กับชนิดของอาหารที่ใช้เลี้ยงกบด้วยให้น้ำไหลผ่านในระบบน้ำลันตลอดเวลา แต่ถ้าแหล่งน้ำไม่อุดมสมบูรณ์อาจจะถ่ายเทน้ำเมื่อสังเกตว่าน้ำเริ่มมีกลิ่นเน่าเสีย ซึ่งจะขึ้น

การจับกบจำหน่าย

เนื่องจากสภาพบ่อเลี้ยงกบมีความแตกต่างกัน ทำให้ความสะดวกในการดูแลรักษาย่อมแตกต่างกันดังกล่าวแล้ว ยังรวมไปถึงการจับกบจำหน่ายก็แตกต่างกันอีกด้วย กล่าวคือ

  • การเลี้ยงกบในบ่อดิน ลักษณะการเลี้ยงกบแบบนี้จะจับกบจำหน่ายได้ครั้งเดียวในเวลาที่พร้อมกัน ไม่มีการจับกบจำหน่ายปลีก หรือเป็นครั้งคราวทั้งนี้เพราะสภาพบ่อเลี้ยงไม่เอื้ออำนวย ถึงแม้จะเป็นการจับเพียงครั้งเดียวให้หมดบ่อจะต้องใช้ผู้จับหลายคนลงไปในบ่อเลี้ยงที่มีสภาพโคลนตมและต้องเก็บพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักตบชวา ขึ้นให้หมดก่อน จึงต้องใช้เวลาและแรงงานมากที่จะเที่ยวไล่จับกบในที่หลบซ่อนให้หมดในครั้งเดียว
  • การเลี้ยงกบในคอก สามารถจับกบไต้ทุกโอกาสไม่ว่าจะจับทมดทั้งคอกหรือมีการจำหน่ายปลีก โดยมีกระบะไม้และทำเป็นช่องเข้าออกในด้านตรงกันข้ามวางอยู่หลายอันบนพื้นดินภายในคอก ซึ่งกบจะเข้าไปอาศัยอยู่ เมื่อถึงเวลาจะจับกบ ก็ใช้กระสอบเปิดปากไว้รถอยู่ที่ช่องด้านหนึ่งแล้วใช้มือล้วงเข้าไปในช่องด้านตรงข้าม กบจะหนีออกอีกช่องทางหนึ่งที่มีปากกระสอบรอรับอยู่และเข้าไปในกระสอบกันหมด เป็นการกระทำที่สะดวก กบไม่ตกใจและบอบช้ำ
  • การเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์ สามารถจับกบได้ทุกโอกาสไม่ว่าจะจับหมดทั้งบ่อหรือจับจำหน่ายปลีก โดยใช้คนเพียงคนเดียวพร้อมทั้งสวิงเมื่อลงในบ่อซึ่งมีน้ำเพียง 1 ฟุต กบจะกระโดดลงไปมุดอยู่ในน้ำ จึงใช้สวิงช้อนขึ้นมาหรือใช้มือจับใส่สวิงอย่างง่ายดาย ในบ่อหนึ่งๆ ขนาด 12 ตารางเมตร เลี้ยงกบประมาณ 1,000 ตัว ใช้คนๆ เดียวจับเพียง 1 ชั่วโมงก็แล้วเสร็จ

อนึ่ง การเลี้ยงกบควรคำนึงถึงระยะเวลาเลี้ยงควบคู่ไปกับระยะเวลาที่จะจับกบจำหน่าย เนื่องจากในฤดูฝน กบจะมีราคาถูก ถ้าผู้เลี้ยงจะต้องจับกบจำหน่ายในช่วงนี้ ก็จะได้รับผลตอบแทนน้อย แต่ถ้ากะเวลาเลี้ยงและเวลาจับจำหน่ายให้ถูกต้อง คือ เมื่อรู้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลาเลี้ยงกบนาน 4 เดือน จึงต้องกะระยะเวลาเดือนที่ 4 ให้ตรงกับอยู่ในช่วงฤดูหนาวหรือฤดูร้อน เพราะในช่วงนี้กบราคาแพง ผู้เลี้ยงสามารถขายได้ในราคาที่ดีคุ้มกับการลงทุน อีกทั้งผู้ที่ต้องการจำหน่ายปลีก ควรจะติดต่อตกลงราคาและจำนวนกับผู้ซื้อไม่ว่าจะเป็นตลาดสดหรือร้านอาหารให้เป็นที่แน่นอนก่อนจึงจะจับกบไปส่งจำหน่าย

อ้างอิงที่มา :

  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ
  • การเพาะกบ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style)  ฟังก์ชัน 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

บ้านสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style)  ฟังก์ชันประกอบด้วย 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

บ้านสไตล์นอร์ดิก

สวัดดีครับเพื่อนๆ วันนี้นเรามี บ้านสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) โทนสีขาวคลีน มาให้ชนเพื่อเป็นแนวทางกันครับ สำหหรับบ้านสวยๆ หลังนี้เป็นผลงานการออกแบบจากทาง 52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน เน้นการออกแบบให้รู้สึกอบอุ่น ไม่มีความซับซ้อน ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ สวยแค่ไหนเราไปชมกัน

ขอบคุณข้อมูล | 52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก(Nordic Style) หลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียว ดีไซน์ที่เรียบง่าย ผสมผสานการออกแบบให้กลมกลืนกับสภาพที่ตั้งซึ่งอยู่ในประเทศแถบร้อน เพดานสูงเพื่อโชว์โครงสร้างของหลังคา ด้านการตกแต่ง ผนังภายนอกผสมผสานระหว่างสีขาว สีเทา และสีน้ำตาลที่ให้บรรยากาศอบอุ่นเย็นตา  พื้นที่นอกบ้านถูกเทพื้นคอนกรีตแบบโล่ง ๆ ทำให้มีพื้นที่สำหรับการใช้งานนอกบ้านที่หลากหลายตามต้องการ ซึ่งรอบ ๆ บ้านก็มีบรรยากาศที่สวยงามอีกด้วย

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก

แบบบ้านสวยๆ โดดเด่นด้วยหลังคาหน้าจั่วทรงสูงเรียบเท่ทันสมัย รูปทรงตัวแอล (L-Shape) โทนอบอุ่น สีขาว เทา งานไม้ กระจก เหล็ก และกระเบื้องหินกาบผสมผสานลงตัว ทำระแนงปูนบังแดดเพื่อความสวยงาม บังแดดฝน และดึงเสน่ห์สวยๆของแสงเงา มาใช้กับตัวบ้าน

ภายในบ้านจะมีการออกแบบตกแต่งที่ดูมีความโมเดิร์น เน้นบรรยากาศการตกแต่งแบบง่าย ๆ มีความโปร่งสบาย เพื่อการใช้งานที่สะดวก

ภายในห้องนอนก็จะมีพื้นที่ใช้สอยที่กำลังดี โปร่งสบายด้วยหน้าต่างหลายมุม จึงทำให้ภายในห้องมีความเย็นสบายได้ตลอดทั้งวัน

ห้องน้ำที่จะมีรูปแบบการออกแบบที่มีความโมเดิร์น ภายในห้องน้ำจึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบถ้วน ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

สำหรับลูกค้าที่สนใจและ สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

สนใจติดต่อทางช่องทาง
โทร: 094-298-4298
ID Line : 52blueconstant


หมายเหตุ: ทางเว็บ ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เมนู ตำไหลบัวกุ้งสด อร่อยแซ่บๆ พร้อมวิธีทำ

เมนู ตำไหลบัวกุ้งสด อร่อยแซ่บๆ พร้อมวิธีทำ

ตำไหลบัวกุ้งสด

ตำไหลบัวกุ้งสด


สวัสดีค่ะ วันนี้แอดมีเมนูอีสานแซ่บๆ นัวปลาร้ามาฝากกันค่ะ นั่นคือเมนู ตำไหลบัวกุ้งสด หรือ ตำสายบัวกุ้งสด นั่นเองค่ะ แอดเชื่อว่า ตำไหลบัวกุ้งสด  เมนูอีสานที่เกือบทุกท่านนั้นชอบและนิยมทานกันมากเลยทีเดียว ซึ่งเมนูตำไหลบัวกุ้งสดนั้น สามารถหาทานได้ตามร้านขายส้มตำทั่วไป ซึ่งมีหลายร้านให้เลือกชิม ลักษณะของไหลบัวจะเป็นเส้นสายยาวๆ ขาวๆ อวบ ๆ และมีความกรอบ และมีความหวานมีความขมบางๆในตัว จึงเป็นที่นิยมกันมาก

ไหลบัว หรือหลดบัว อีกหนึ่งวัตถุดิบที่คนไทยนิยมรับประทานมายาวนาน มีประโยชน์และสรรพคุณที่ดีต่อร่างกาย การปรุงเมนูไหลบัว ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีมาก เพราะไหลบัวนั้นมีรสขมบางๆ จึงถูกจัดเป็นอาหารฤทธิ์เย็น ซึ่งจะช่วยคลายความร้อนในร่างกาย ปรับสมดุลร่างกายได้ดี ไหลบัวนั้นเป็น “หน่อของบัว” (ต้นอ่อน) หรือส่วนที่งอกขึ้นมา และจะเจริญเป็นลำต้นใหม่ต่อไป สีของไหลบัว จะเป็นสีขาว ไหลบัวที่เรานิยมนำมากินนั้นเป็น บัวหลวง หรือบัวบูชาพระ และจะมีความกรอบกว่าสายบัว นิยมนำมาทำแกงส้ม หรือผัดน้ำมันกับเนื้อสัตว์ต่าง ๆ

เรามาเตรียมวัตถุดิบและลงมือทำ ตำไหลบังกุ้งสดกันค่ะ

วัตถุดิบ

  • ไหลบัว 1 ถุง
  • กุ้งขาวสด ตัวใหญ่ 10 – 15 ตัว
  • พริกขี้หนูสด 7 เม็ด
  • พริกขี้หนูแห้ง 5 เม็ด
  • กระเทียม 3 กลีบ
  • น้ำมะนาว 1 ลูก
  • น้ำปลา 2 โต๊ะ
  • น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา
  • น้ำปลาร้าต้มสุก หรือน้ำปลาร้าขวด 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส ตามใจชอบ
  • มะเขือเทศลูกเล็ก 4 ลูก
  • โซดา 1 ขวด

ขั้นตอนการทำ ตำไหลบัวกุก้งสด

  • ขั้นตอนแรกให้นำกุ้งมาล้างด้วยเกลือ แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด จากนั้น แกะเปลือกกุ้ง และเด็ดหัวกุ้งออก จากนั้นผ่าหลังกุ้งดึงเส้นดำออก
  • จากนั้นให้นำกุ้งใส่ถ้วย แล้วเทโซดาลงไป แช่ทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที
  • จากนั้นนำไหลบัวมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วเด็ดไหลบัวให้เป็นท่อนๆ ตามขนาดที่ต้องการ เสร็จแล้วพักไว้
  • ขั้นตอนต่อมา ให้นำพริกขี้หนูสด พริกขี้หนูแห้ง กระเทียม ใส่ลงไปในครก ตำพริกกับกระเทียมแค่พอแหลก จากนั้นให้ใส่น้ำตาลมะพร้าว ผงชูรส แล้วตำให้เข้ากัน จากนั้นให้ใส่ น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำมะขามเปียก มะเขือเทศ โคเล โคเล ให้เข้ากัน
  • จากนั้นให้ใส่ไหลบัว และกุ้งสดลงไป ขั้นตอนนี้ไม่ต้องตำแล้ว ให้ใช้ทัพพีคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสชาติที่ต้องการ เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้ว ตักใส่จานพร้อมรับประทานค่ะ

เรียบเรียงโดย : นงนุช


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

เมนู แกงเปรอะหน่อไม้ สไตล์อีสานบ้านๆ อร่อยแซ่บนัว

เมนู แกงเปรอะหน่อไม้ สไตล์อีสานบ้านๆ อร่อยแซ่บนัว

แกงเปรอะหน่อไม้

แกงเปรอะหน่อไม้


สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาทำแกงเปรอะหน่อไม้ แกงอีสานกกันค่ะ แกงเปรอะหน่อไม้  หรือภาคกลางเรียกว่า แกงหน่อไม้ นั่นเอง แกงเปรอะหน่อไม้  เป็นแกงเปรอะหน่อไม้ที่ทำไม่ยาก เน้นผักซะส่วนใหญ่ เป็นแกงที่สามารถนำมาเป็นสูตรลดน้ำหนักได้ เพราะมีแต่ผัก แต่อาจต้องปรับเปลี่ยนเรื่องรสชาติ นั่นคือรสเค็ม เพราะแกงเปรอะหน่อไม้จะเน้นไปทางรสนัวและรสเค็มนั่นเองแกงเปรอะหน่อไม้เป็นแกงที่เน้นผักเป็นส่วนใหญ่ เช่น หน่อไม้ต้ม ฝักทอง เห็ดฟาง เห็ดต่างๆที่ชอบ ชะอมหรือ ผักข่า และใบแมงลัก หรือ ผักอีตู่ และที่ขาดไม่ได้คือน้ำใบย่านาง นั่นเอง

สรรพคุณของใบย่านาง

ใบย่านาง เป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคลโรทีนในปริมาณค่อนข้างสูง เป็นยาอายุวัฒนะ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก จึงช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วและความแก่ชราอย่างได้ผล ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคในร่างกาย เพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย ฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆและปรับสมดุลให้กับร่างกาย

เรามาลงมือทำแกงเปรอะหน่อไม้ สไตล์อีสานบ้านๆ กันเลยดีกว่าค่ะ

วัตถุดิบ แกงเปรอะหน่อไม้

  • หน่อไม้ต้ม 8 หัว
  • เห็ดฟาง 10 หัว
  • เห็ดต่างๆ 1 แพ็ค
  • ฟักทอง 600 กรัม
  • ผักข่า ( ชะอม ) 1 กำ
  • ใบแมงลัก ( ผักอีตู่ ) 1 กำ
  • พริกขี้หนู 15 เม็ด
  • ตะไคร้ หั่นท่อน 2 ต้น
  • หัวหอมแดง 5 หัว
  • พริกขี้หนู ลูกโดด สำหรับโรย 30 เม็ด
  • ข้าวเบือ ( ข้าวเหนียวแช่น้ำแล้วเอามาตำให้ละเอียด ) 2 ช้อนโต๊ะพูนๆ
  • น้ำใบย่านาง 1 ถุง
  • น้ำสะอาด 1 ลิตร

เครื่องปรุงรส

  • น้ำปลาร้า 4 ทัพพี
  • น้ำปลา 2 ทัพพี
  • ผงชูรส 2 ช้อนชา

ขั้นตอน

  • ขั้นตอนแรกให้ล้างข้าวเหนียวให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้
  • ล้างหน่อไม้ที่ต้มแล้ว หั่นเฉียงสลับไปมา หรือ หั่นตามชอบ เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างเห็ดฟางให้สะอาด ผ่าครึ่งเป็น 4 ส่วน เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างเห็ดต่างๆ ตัดรากให้เรียบร้อย ส่วนเห็ดที่เป็นต้นใหญ่ให้หันเฉียงไปมา เสร็จแล้วพักไว้
  • ต่อมา เอาไส้ฟักทองออก แล้วปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ เสร็จแล้วพักไว้ก่อน
  • ต่อมาให้ล้างชะอม หรือ ผักข่า ให้สะอาด แล้วรูดใบและเด็ดยอดออก เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างใบแมงลัก หรือ ผักอีตู่ ให้สะอาด แล้วเด็ดใบ เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างตะไคร้ แล้วทุบ หั่นเป็นท่อน เตรียมไว้
  • เสร็จแล้วมาโขลกพริกขี้หนูกับหัวหอมแดงให้ละเอียดพอประมาณ พักไว้

วิธีทำ

  • ตั้งหม้อ เปิดไฟกลาง แล้วเทน้ำใบย่านางลงไป แล้วตามด้วยน้ำสะอาด คนให้เข้ากัน รอให้เดือด
  • แล้วจึงใส่พริกขี้หนูกับหัวหอมแดงที่โขลงเตรียมไว้แล้วลงไปในหม้อ คนให้เข้ากัน และรอให้น้ำเดือดอีกครั้งและมีกลิ่นหอมของพริกแกง
  • แล้วจึงค่อยใส่หน่อไม้ต้มและเห็ดลงไป ต้มให้เห็ดสุกประมาณ 5 นาที
  • แล้วตามด้วยข้าวเบือละลายน้ำแล้วลงไปคนให้เข้ากัน
  • เสร็จแล้วจึงใส่ฟักทองลงไป รอให้ฟักทองสุกประมาณหนึ่ง จึงปรุงรสชาติ ด้วยน้ำปลาร้า น้ำปลา และ ผงชูรสคนให้เข้ากัน แล้วชิมรสชาติตามที่ต้องการ
  • เมื่อฟักทองเริ่มสุกดีให้ใส่ชะอม หรือ ผักข่า ลงไป ตามด้วยพริกขี้หนูลูกโดด และใบแมงลัก หรือ ผักอีตู่ คนให้เข้าอีกครั้ง ปิดไฟ ตักใส่ถ้วยพร้อมรับประทาน

เรียบเรียง : นงนุช


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พร้อมฟังก์ชั่นครบ

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พร้อมฟังก์ชั่นครบ

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย

กลับมาพบกันอีกครั้ง กับบ้านรีวิวบ้านสวยๆ น่าอยู่ ซึ่งวันนี้เราได้นำมาให้เพื่อนๆ ได้รับชมกัน ซึ่งมีความสวย หรูหรา โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ กับ บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย บ้านหลังนี้ประกอบด้วย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 โถงใหญ่ๆ 1 ห้องครัว 1 ระเบียงใหญ่ๆ  งบก่อสร้างประมาณ 1.5 ล้านบาท เราไปชมความสวย และบรรยากาศของบ้านหลังนี้กัน

ผลงานและรูปภาพ : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย

ตัวบ้านยกพื้นสูง หลังคารูปแบบทรงปั้นหยา ด้านซ้ายมีระเบียงนั่งเล่นหน้าบ้าน โดดเด่นด้วยบันไดทางขึ้นขนาดใหญ่ปูด้วยกระเบื้องสวยงาม

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย

พื้นรอบตัวบ้านเทคอนกรีตทับไว้เพื่อเสริมฐานบ้านให้แข็งแรง และยังง่ายต่อการทำความสะอาดอีกด้วย ระเบียงเล็กๆที่ต่อหลังคายื่นออกมา ปูพื้นด้วยกระเบื้องสีทา ตรงกลางฝ้ามีโคมไฟทรงกลมประดับไว้ ส่วนประตูใหญ่ที่เปิดเข้าภายใน เลือกใช้เป็นบานกระจกใส โดยแต่งขอบด้านในด้วยสีขาว 

ภายในของบ้าน มีห้องโถงที่น่าอยู่ ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยกว้างและสว่าง กระเบื้องปูพื้นมีผิวที่มัน ออกเป็นสีขาว ผนังห้องแต่งด้วยสีขาวและมีบัวพื้นเป็นไม้สีเทา ฝ้าเพดานเลือกใช้ที่เป็นแบบหลุม พร้อมทั้งฝังไฟดาวน์ไลท์ทรงกลมไว้ ห้องนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นที่พักผ่อนร่วมกัน หรือรองรับแขกที่มาเยือน

ห้องนอน แต่งด้วยสีขาวที่สว่างและดูสบายตา ซึ่งเป็นสไตล์เดียวกับห้องโถง ยกเว้นแต่ฝ้าเพดานที่เป็นแบบเรียบและฝังไฟดาวน์ไลท์ ประตูห้องใช้เป็นบานไม้สีขาวที่กลมกลืนกับผนัง สำหรับหน้าต่างกระจกใสที่ใช้ มีขอบเป็นสีดำที่โดดเด่น และติดตั้งบานมุ้งลวดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ร้ายเข้ามาได้

ห้องนอน

ห้องครัว

ห้องน้ำ เป็นห้องกว้างๆที่ทันสมัย ทั้งพื้นและผนังกรุทับด้วยกระเบื้องอย่างดี โดยมีลวดลายและโทนสีที่เข้ากัน ฉากที่ก่อไว้กั้นโซนอาบน้ำ ถูกต่อด้วยกรจกใสจนถึงฝ้าเพดาน ห้องนี้มีสุขภัณฑ์การใช้งานครบ และอีกหนึ่งอย่างที่ขาดไม่ได้คือหน้าต่างระบายอากาศบานใหญ่

ห้องน้ำ

ห้องน้ำ

สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่ชอบผลงานจากทาง ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์ สนใจหรือปรึกษาการออกแบบจัดเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นกู้ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานก่อสร้าง สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

ช่องทางการติดต่อหรือinbox
Facebook : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีการทำปุ๋ยชีวภาพ หรือ ปุ๋ยพืชสด

วิธีการทำปุ๋ยชีวภาพ หรือ ปุ๋ยพืชสด

ปุ๋ยชีวภาพ

การใช้ประโยชน์ทรัพยากรดินมีสูงขึ้นโดยการขยายพื้นที่เพาะปลูก ทำให้ความสมดุล ของธรรมชาติถูกทำลายไป ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์มีส่วนเร่งการเสื่อมโทรมของดินให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยอนินทรีย์ (Inorganic Fertilizer) ที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น เช่น ปุ๋ยเคมี การใช้ที่ดินทำ การเพาะปลูกติดต่อกันและการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน จะทำให้ ดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปอย่างรวดเร็ว ดินจะแข็งไม่ร่วนซุย การดูดซับน้ำและแร่ธาตุอาหารของ พืชทำได้น้อยลง เกิดผลต่อเนื่องให้ดินในพื้นที่ทำการเกษตรเสื่อมโทรมอย่างถาวรโดยเฉพาะดินที่ใช้ใน การปลูกข้าว อ้อย และพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ โดยจะทำให้เกิด “การใช้พื้นที่ปลูกเลื่อนลอย” เกิดการ อพยพย้ายพื้นที่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

ซึ่งเป็นการใช้ที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามหลักการอนุรักษ์ดิน (Soil Conservation) จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงบำรุงดินเพื่อให้มีความเหมาะสมในการปลูกพืชและ การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน แนวทางแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการปรับปรุงบำรุงดินโดยการ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (Organic Fertilizer) ซึ่งมีองค์ประกอบของธาตุคาร์บอนเป็นหลักเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน ทำให้การดูดซับธาตุอาหารที่สำคัญของพืชเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น วิธีการปรับปรุงบำรุงดิน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้านหลายพื้นที่ได้มีการ อบรมให้ความรู้ในการทำปุ๋ยอินทรีย์ พอสรุปได้ดังนี้

ปุ๋ยพืชสด

เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งซึ่งได้จากการไถกลบต้น ใบและส่วนต่างๆของพืช โดยเฉพาะพืช ตระกูลถั่วที่ปลูกไว้ หรือขึ้นเองตามธรรมชาติในระยะช่วงออกดอกจนถึงดอกบานเต็มที่ ซึ่งเป็นช่วงที่มี ธาตุอาหารในลำต้นสูงสุดแล้วปล่อยให้เน่าเปื่อยผุพัง ย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชที่ปลูกตามมา นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาในการกำจัดวัชพืชได้อีกด้วย

ขั้นตอน วิธีการทำปุ๋ยชีวภาพ

  • ปลูกพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสด 3 กลุ่มพืชดังที่กล่าวข้างต้นร่วมกับพืชปลูก ในแปลงปลูก โดยอาจพิจารณาปลูกพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสดชนิดต่างๆ ตามความสัมพันธ์กับพืชปลูก
  • เมื่อถึงกำหนดอายุของพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสดให้ตัดสับและไถกลบลง ในแปลงปลูก ในที่นี้ขอยกตัวอย่างอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวของพืช บางชนิด เช่น โสนอินเดีย ตัดสับและไถกลบเมื่ออายุ 80-90 วันหลังปลูก ถั่วนา ไถกลบเมื่ออายุ 75 วันหลังปลูก เป็นต้น
  • การพิจารณาในแง่ใช้ประโยชน์สูงสุด ต้องพิจารณาจากลักษณะพื้นที่ในการปลูก เป็นหลัก โดยแบ่งได้ 3 ลักษณะ ดังนี้
    • ปลูกพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสดในลักษณะพื้นที่เป็นแปลงใหญ่ ให้ทำการ ตัดสับและไถกลบลงไปในพื้นที่นั้นเลยก่อนที่จะปลูกพืชปลูกหลักชนิดอื่นๆตามมา
    • ปลูกพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสดในลักษณะตามร่องระหว่างพืชปลูกหลัก โดยปลูกพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสดหลังจากพืชปลูกหลักเติบโตเต็มที่แล้ว เพื่อป้องกันการแย่งธาตุอาหาร ในดิน เมื่อพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสดเริ่มออกดอกจนถึงดอกบานก็ทำการตัดสับและไถกลบลงไปในดิน ระหว่างร่องพืชปลูกหลัก
    • ปลูกพืชที่จะนำมาทำปุ๋ยพืชสดในลักษณะพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยปลูกพืชที่จะ นำมาทำปุ๋ยพืชสด (พืชน้ำ) แล้วตัดสับใส่และไถกลบลงไปในดิน ก่อนที่จะทำการปลูกพืชหลัก เช่น นา ข้าว นาบัว และนาแห้ว เป็นต้น

การใช้ประโยชน์

  • ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุและเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้แก่พืชปลูก
  • ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินและทำให้ดินร่วนซุยสะดวกในการไถดิน
  • กรดจากการย่อยสลายช่วยละลายธาตุต่างๆที่เป็นประโยชน์แก่พืชปลูก
  • ช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีเพราะดินมีธาตุอาหารเพียงพอต่อพืชปลูก
  • ลดอัตราการสูญเสียดินเนื่องจากการชะล้างพังทลายของดิน (solerosion)

ที่มา : Mju Channel


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

(คลิป) สูตรการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ ไม่กลับกอง

(คลิป) สูตรการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ ไม่กลับกอง

สูตรการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์


ปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง (สูตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้)

โดยทั่วไปการผลิตปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์ต้องพลิกกลับกอง เพื่อนำออกชิเจนให้กับจุลินทรีย์ใช้ย่อยสลายทางชีวภาพซึ่งการพลิกกลับกองต้องใช้แรงงานและสิ้นเปลืองเวลา คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้พัฒนานวัตกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง ที่เรียกว่าวิธี “วิศวกรรมแมโจ้ 1 ” โดยใช้เวลาผลิตปุ้ยเพียง 60 วัน สามารถ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงและมีค่าตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2551

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบไปด้วย

  • ฟางข้าว หรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือผักตบชวา
  • เศษพืชทั่วไป เช่น ใบไม้ ต้นถั่ว หรือเศษหญ้าเป็นต้น
  • ให้ใช้เศษฟางข้าวหรือเศษพื้ชทั่วไปที่หาได้ 3 ส่วน และมูลสัตว์อีก 1 ส่วน

ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์

นำฟางข้าวหรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 ส่วน วางเป็นชั้นบางๆ สูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร โดยไม่ต้องเหยียบ โปรยทับด้วยมูลสัตว์ 1 ส่วน แล้วรดน้ำ ทำเช่นนี้ 15-17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความขึ้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูง 1.50 เมตร กองปุ๋ยจะมีความยาวเท่าไร ก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืชและมูลสัตว์ ความสำคัญของการที่ต้องทำเป็นชั้นบาง ๆ 15-17 ชั้นก็เพื่อให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอนที่มีอยู่ในเศษพืชและธาตุไนโตรเจนที่มีในมูลสัตว์ในการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ ซึ่งจะทำให้การย่อยสลายวัตถุดิบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

การดูแลกองปุ๋ยหมัก

รักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลา (มีค่าประมาณร้อยละ 60-70) โดยมี 2 ขั้นตอนดังนี้

  • รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยวันละครั้ง โดยฉีดพรมน้ำบริเวณผิวของกองปุ๋ยด้านนอกให้ชุ่ม ไมให้น้ำไหลนองมากเกินไป
  • ทุก 10 วัน ใช้ไม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป โดยมีระยะห่างระหว่างรูประมาณ 40 เซนติเมตร เมื่อเติมน้ำลงไปแล้วให้ปิดรู เพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนภายในกองปุ๋ย

เมื่อกองปุ๋ยมีอายุครบ 60 วัน หยุดให้ความชื้น กองปุ๋ยจะมีความสูงเหลือเพียง 1เมตร แล้วทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งเพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัว โดยแผ่กระจายให้มีความหนาประมาณ 20-30 ชม. ปุ๋ยจะแห้งภายใน 34 วัน จากนั้นสามารถนำปุ๋ยไปใช้ได้เลย

การใช้ คำแนะนำเบื้องต้นในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์

  • นาข้าว 300-3,000 กก./ไร่/ปี
  • ไม้ผล 50 กก/ต้น/ปี
  • พืชผัก 2 กก./ตารางเมตร
  • อ้อย 600-1,200 กก/ไร่/ปี

ทั้งนี้ขึ้นกับคุณภาพของดิน การทำกองปุ๋ยความยาว 4 เมตร สูง 1.5 เมตร ได้ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ตัน

ที่มา:


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก ดูแลง่ายโตไว

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก ดูแลง่ายโตไว

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก


การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก คือ การเลี้ยงปลาดุกในพื้นที่จำกัด สามารถเลี้ยงได้ทุกที่ เพราะใช้พื้นที่เลี้ยงน้อย ก่อสร้างบ่อเลี้ยงได้ง่ายระยะเวลาการเลี้ยงสั้น ปลาดุกถือว่าเป็นสัตว์น้ำที่เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็วอดทนต่อสภาพน้ำได้ดี มีภูมิต้านทานต่อโรคค่อนข้างสูง

ปลาดุกอุย หรือ ปลาดุกนา อังกฤษ : Broadhead catfish, Gunther’s walkingcatfish เป็นปลาน้ำจืดในวงศ์ Claidae มีกระดูกท้ายทอยยื่นแหลมออกไปลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยม ลำตัวสั้นป้อมกว่าปลาดุกด้าน ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกัน ลำตัวมีสีดำปนเหลือง มีจุดขาวเล็ก ๆ เรียงเป็นแถวขวางลำตัวหลายแถว มีครีบหลังสูงกว่าปลาทั่วไปมาก สามารถเคลื่อนที่บนบกได้เป็นระยะทางสั้น ๆ โดยใช้ครีบช่วย พบได้ในพื้นที่แถบ ประเทศไทยไปจนถึงเวียดนาม และมีการนำไปเลี้ยงในประเทศจีน, มาเลเซีย, เกาะกวม และฟิลิปปินส์

ปลาดุก เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด น้ำที่ค่อนข้างกร่อย หรือแม้แต่ในหนองน้ำที่มีน้ำเพียงเล็กน้อย เพราะว่าปลาดุกเป็นปลาที่มีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจเช่นเดียวกับปลาช่อน จึงสามารถดำรงชีวิตอยู่ในน้ำที่มีออกซิเจนเพียงเล็กน้อย ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นปลาน้ำจืดที่คนไทยนิยมรับประทาน ปลาดุกที่พบในประเทศไทยมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 ชนิดด้วยกัน แต่ที่เป็นที่รู้จักมีเพียง 2 ชนิด คือปลาดุกอุย และปลาดุกด้าน ปลาดุกที่นิยมเลี้ยงคือ ปลาดุกด้าน เพราะเนื้อปลาดุกด้านค่อนข้างแข็ง ทำให้สามารถขนส่งได้ในระยะทางไกล ๆประกอบกับปลาดุกด้านเลี้ยงง่าย โตเร็ว จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมาก แต่สำหรับผู้บริโภคแล้ว จะนิยมปลาดุกอุยเพราะให้รสชาติดี เนื้อปลานุ่ม ฟู กลิ่นดี เกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลนน้ำ หรือในเขตพื้นที่สูง ฐานะยากจนมักประสบปัญหาขาดแคลนอาหารโปรตีน ดังนั้นการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยในบ่อพลาสติก เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวที่ยากจนไมให้ขาดแคลนอาหารโปรตีน

ปัจจุบันปลาดุกเป็นที่นิยมเลี้ยงของเกษตรกรเนื่องจากเลี้ยงง่ย เจริญเติบโตเร็ว อีกทั้งยังทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อม เป็นที่นิยมบริโภคของประชาชนเนื่องจากรสชาติดี และราคาไม่แพง สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินบ่อซีเมนต์ และบ่อพลาสติก ถ้ามีพื้นที่จำกัด การเลี้ยงในบ่อพลาสติกก็เป็นทางออกที่ดี และประหยัด โดยที่ในบ่อพลาสติกจะมีอายุการใช้งานประมาณ 3 – 5 ปี

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก

วิธีการเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก

  • การเลือกสถานที่สร้างบ่อ
    • ควรตั้งอยู่ใกล้บ้าน อยู่ในที่ร่มหรือมีหลังคา มีแหล่งน้ำสำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำได้สะดวก ถ้าอยู่ใกล้แหล่งอาหารสด เช่น โครงไก่หรือไส้ไก่บด จะยิ่งดี เพราะสามารถนำมาเป็นอาหารสมทบเพื่อลดต้นทุนค่าอาหารปลาได้
  • การเตรียมน้ำ
    • น้ำบาดาล น้ำบ่อ หรือน้ำจากลำคลองสามารถใช้เลี้ยงปลาได้
    • น้ำประปาต้องทิ้งน้ำไว้ 3วันก่อนถึงจะนำมาเลี้ยงปลาได้
  • ขนาดปลาที่จะนำมาเลี้ยงปลาที่เริ่มเลี้ยงยาวตั้งแต่ 1.5 นิ้วขึ้นไป ไม่ควรนำปลามาเลี้ยงในฤดูหนาวเพราะปลามีความต้านทานต่อโรคต่ำ
  • การเตรียมบ่อเลี้ยง : ขุดดินให้ลึก 0.5 เมตร ความลาดชัน 1:2 และใช้พลาสติกขนาด 305 x 6 เมตร ปูพื้นบ่อ โดยต้องระวังไม่ให้ขาดหรือมีรอยรั่วหลังจากปูพลาสติก จะเหลือพื้นที่บ่อเลี้ยงขนาด 1.5 x 4เมตร ลึก 0.5 เมตร
  • อัตราการเลี้ยง ปล่อยลูกปลาในอัตรา 50-80 ตัว/ตารางเมตร (ขนาดบ่อ 1.5x 4 เมตร ปล่อยได้ 300-500 ตัว) น้ำลงบ่อมีความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วค่อยเพิ่มระดับน้ำขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกสัปดาห์ จนมีระดับสูงสุด 30-50 เซนติเมตร
  • การปล่อยปลา ควรแช่ถุงลูกปลาไว้ในบ่อเลี้ยง 30 นาที จึงค่อย ๆ ปล่อยลงบ่อ ช่วงแรกที่ปล่อยให้เติมน้ำลงบ่อมีความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วค่อยเพิ่มระดับน้ำขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกสัปดาห์ จนมีระดับ สูงสุด 30-50 เซนติเมตร
  • การให้อาหาร เริ่มแรกให้อาหารเม็ดเล็กและทุบพอแตกสำหรับปลาเล็ก อาหารสดพวกเศษเนื้อสับสามารถให้ปลากินได้ ตัวปลวก แมลงเม่าและแมลงอื่น ๆ โปรยให้ปลากิน ให้อาหารเป็นเวลา วันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น ให้ในปริมาณ 3-5% ของน้ำหนักตัวปลาต่อวัน หรือให้แต่พออิ่ม อย่าให้จนอาหารเหลือ จะส่งผลต่อคุณภาพน้ำและต้นทุนการผลิตได้ เมื่อปลาโตมีความยาว 15 ชม. ขึ้นไปจะใช้อาหารเม็ด รำละเอียด เศษผักหรือเศษอาหารอัตราส่วน 2 : 4 : 4 เป็นการลดต้นทุนค่าอาหาร
  • การถ่ายเทน้ำควรทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่าขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำ โดยเปลี่ยนน้ำครั้งละ 20-30% ไม่ควรถ่ายน้ำออกหมด ทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำหลังให้อาหารแล้วไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง
  • การจับปลา เมื่อเลี้ยงได้ 2-3 เดือน ปลาจะมีขนาดประมาณ 200-300 กรัม/ตัว จับมาบริโภคหรือจำหน่ายได้ รายได้จะต้องบันทึกในสมุดบัญชีครัวเรือน และต้องเก็บรายได้ส่วนหนึ่งไว้ซื้อพันธุ์ปลาหรือวัสดุอุปกรณ์เพื่อเลี้ยงในรุ่นต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ผลตอบแทน

  • การจับปลา เมื่อเลี้ยงได้ 2-3 เดือน ปลาจะมีขนาดประมาณ 200-300 กรัม/ตัว โดยมีอัตราการรอด 80-90% ซึ่งจะทำให้มีปลาประมาณ 80-90 กิโลกรัม/บ่อ ราคาจำหน่าย กก.ละ 80 บาท จะมีรายได้ 6,400 บาท/รุ่น
  • จะได้ปลาดุกเป็นอาหารบริโภคในครัวเรือน เพิ่มปริมาณโปรตีนให้กับสมาชิกในครัวเรือน และเพื่อนบ้านเป็นการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน น้ำที่ได้จากการเปลี่ยนถ่ายน้ำใช้ในการรดต้นไม้หรือผักสวนครัวบริเวณรอบ ๆ บ่อ

ที่มา : Youtrube ชาวสวน ยุคใหม่


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ด้วงมะพร้าวและด้วงแรด แมลงเจ้าปัญหาทำลายสวนมะพร้าว ปาล์มน้ำมัน

ด้วงมะพร้าวและด้วงแรด แมลงเจ้าปัญหาทำลายสวนมะพร้าว ปาล์มน้ำมัน

ด้วงมะพร้าวและด้วงแรด

ด้วงมะพร้าวและด้วงแรด


ว่าด้วยเรื่องด้วงมะพร้าวหรือที่บางคนเรียกด้วงสาคูบ้าง ด้วงงวงมะพร้าวบ้าง และด้วงแรดหรือด้วงแรดมะพร้าว แมลงจอมปัญหาทำลายสวนมะพร้าว ปาล์มน้ำมัน อินทผาลัม การระบาดของด้วงทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรสวนมะพร้าวในปัจจุบัน ที่ไม่ได้ป้องกันไว้ตั้งแต่แรก “ด้วงแรดมะพร้าว” เข้าทำลายโดยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบมะพร้าว หรือปาล์มน้ำมัน ทำให้ทางใบหักง่าย ยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อน และเป็นสาเหตุให้ “ด้วงงวงมะพร้าว” เข้ามาทางรอยแตกของโคนทางใบ โคนลำต้น หรือรอยแผลที่เกิดจากการตัดทางใบเมื่อด้วงงวงมะพร้าววางไข่ ไข่จะฟักออกเป็นหนอนกัดกินอยู่ในเนื้อเยื่ออ่อนจนเข้าดักแด้ หากเกษตรกรไม่ดูแลให้ทั่วถึง ก็จะเกิดความเสียหายมาก

ด้วงแรดมะพร้าว

ด้วงแรดมะพร้าว (Oryctes Rhinoceros) บ้างก็เรียก ด้วงแรด ด้วงมะพร้าว แล้วแต่พื้นที่ ซึ่งเจ้าตัวด้วงแรดพร้าวเป็นแมลงที่ชอบเก็บตัว แอบซ่อน ทั้งตัวเต็มวัย หนอนวัยต่างๆ ดักแด้ และไข่ พบอยู่ในที่มืด ตัวเต็มวัยของด้วงแรดเท่านั้นที่ทำลายพืช มักพบในแหล่งอาหาร เช่น ภายในรูเจาะบนยอดมะพร้าวหรือปาล์มน้ำมัน ซึ่งอาจพบมากกว่า 1 ตัว ในต้นปาล์มประดับเคยพบด้วงแรดซุกซ่อนตามโคนกาบทางมากกว่า 10 ตัว นอกจากนี้ยังพบในแหล่งขยายพันธุ์อีก ตัวเต็มวัยด้วงแรดจะบินออกหากินในเวลาพลบค่ำและเวลาก่อนตะวันขึ้น มักพบด้วงแรดมาเล่นแสงไฟหลังฝนตกในเวลากลางคืน ด้วงแรดมักบินไปมาในระยะทางสั้นๆ ระหว่างแหล่งอาหารและแหล่งขยายพันธุ์

รูปแบบการทำลาย | เฉพาะตัวเต็มวัยเท่านั้นที่เป็นศัตรูพืช โดยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบมะพร้าว หรือปาล์มน้ำมัน ทำให้ทางใบหักง่าย และยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อน ทำให้ทางใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆ คล้ายรูปสามเหลี่ยม ถ้าโดนทำลายมากๆ ทำให้ใบที่เกิดใหม่แคระแกรน รอยแผลที่ถูกด้วงแรดกัดเป็นเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเป็นทางให้เกิดโรคยอดเน่าจนถึงต้นตายได้ในที่สุด พฤติกรรมของด้วงแรด

การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด: ด้วงแรดสามารถแพร่กระจายได้ทั่วประเทศและเพิ่มจำนวนได้ตลอดปี ปริมาณมากหรือน้อยขึ้นกับแหล่งเพาะขยายพันธุ์ จากผลของการศึกษาพบว่าในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฤดูที่ด้วงแรดผสมพันธุ์และวางไข่มากที่สุดอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ดังนั้นจะพบความเสียหายอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม

กำจัดด้วงแรดมะพร้าวแบบอินทรีย์

ระยะหนอน ลักษณะหนอนของด้วงแรดสามารถสังเกตได้อย่างหนึ่ง คือ หนอนจะงอตัวเป็นอักษร “C” บางครั้งเห็นส่วนหัวกับส่วนท้ายลำตัวเกือบชนกัน ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม อาจมีอายุยืนยาวถึง 420 วัน พืชอันโอชะอาหารเช่น มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน ปาล์มประดับ การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด: ด้วงแรดสามารถแพร่กระจายได้ทั่วประเทศและเพิ่มจำนวนได้ตลอดปี ปริมาณมากหรือน้อยขึ้นกับแหล่งเพาะขยายพันธุ์ จากผลของการศึกษาพบว่าในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฤดูที่ด้วงแรดผสมพันธุ์และวางไข่มากที่สุดอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ดังนั้นจะพบความเสียหายอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม

ด้วงงวงมะพร้าว

ด้วงงวงมะพร้าว (Rhynchophorus ferrugineus) บ้างก็เรียก ด้วงสาคู บ้างก็เรียก ด้วงมะพร้าว ด้วงไฟ แล้วแต่พื้นที่แท้จริงแล้ว ด้วงงวงมะพร้าวมี 2 ชนิด ได้แก่ ด้วงงวงมะพร้าวชนิดเล็ก และ ด้วงงวงมะพร้าวชนิดใหญ่ ตัวเต็มวัยเป็นแมลงปีกแข็ง ขนาดเล็กกว่าด้วงแรด ลำตัวสีน้ำตาลแดง ส่วนหัวมีงวงยื่นออกมา เพศเมียจะมีงวงยาวกว่าเพศผู้ ด้วงงวงเล็กเกิดแพร่กระจายทั่วประเทศไทย ปริมาณการระบาดขึ้นอยู่กับเกษตรกรเอง ถ้าเกษตรกรรู้จักดูแลรักษามะพร้าว สังเกตการเปลี่ยนแปลงของมะพร้าวที่ปลูก ถ้าพบด้วงแรดมะพร้าวให้รีบหาทางป้องกันและกำจัดในระยะแรก ที่สามารถควบคุมได้ ถ้าเกษตรกรไม่ดูแลปล่อยผ่านละเลย ความเสียหายก็จะทวีคูณ เลวร้ายสุด ต้นมะพร้าว ที่เราเฝ้าถนอมมาแรมปี อาจตายยกสวนได้

รูปแบบการทำลาย | ด้วงงวงมะพร้าวจะขยายพันธุ์อยู่ภายในคอมะพร้าว บางครั้งพบเข้าทำลายที่โคนลำต้น ทำให้ต้นตาย อาการบ่งชี้ที่แสดงว่าด้วงงวงทำลายคือยอดอ่อนเหี่ยวแห้ง ใบเหลืองสอดหักพับ เมื่อพบอาการนี้แล้ว จะไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากด้วงงวง (ระยะหนอน) จำนวนมากเข้าทำลายภายในจนหมด ตัวเต็มวัยของด้วงงวงจะเข้าวางไข่ที่รอยแผลบริเวณยอด รอยแตกของโคนทางใบ โคนลำต้น หรือรอยแผลที่เกิดจากการตัดทางใบ เป็นต้นไข่จะฟักออกเป็นหนอนกัดกินอยู่ในเนื้อเยื่ออ่อนจนเข้าดักแด้

การป้องกันกำจัดด้วงงวงมะพร้าว

ป้องกันกำจัด “ด้วงงวงมะพร้าว” ไม่ให้ทำลายมะพร้าวเพราะรอยแผลที่ด้วงแรดเจาะจะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงเข้ามาวางไข่และทำลายจนมะพร้าวล้มตายได้ หมั่นดูแลทำความสะอาดบริเวณคอมะพร้าว ถ้าพบรอยแผลรอยเจาะและยอดอ่อนที่ยังไม่เหี่ยว ให้ใช้เหล็กยาวปลายเป็นตะขอแทงเข้าไปเกี่ยวเอาตัวหนอนทำลายและทาบริเวณรอยดังกล่าวด้วยสารทาร์ ซึ่งเป็นส่วนผสมของน้ำมันเครื่อง1 ลิตร ผสมกับกำมะถันผง 100 กรัม คนให้เข้ากัน เพื่อป้องกันไม่ให้ด้วงงวงเข้าทำลายซ้ำรอยแผลที่เกิดจากการตัดทางใบ หรือรอยตัดจั่นมะพร้าวเพื่อทำน้ำตาล รอยแตกที่โคนลำต้นเหล่านี้ควรใช้สารทาร์ทาเพื่อป้องกันการวางไข่

ด้วงมะพร้าวและด้วงแรด

ที่มา :  SV Biotech


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน โตเร็วลดต้นทุนค่าอาหาร

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน โตเร็วลดต้นทุนค่าอาหาร

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน

ปลาดุก เป็นปลาที่คนไทยรู้จักกันดี และมีความนิยมบริโภค ในอัตราที่สูง สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงอย่างดงาม เพียงแต่มีน้ำดี สภาพพื้นที่ดี มีการเอาใจใส่ดูแลให้อาหารดี รวมทั้งผู้เลี้ยงขยันศึกษาหาความรู้เพื่อประยุกตีใช้กับกิจการของตน และเพื่อสนองตอบปัจจัยในการเลี้ยงปลาดุกอย่างมีประสิทธิภาพ

นิสัยการกินอาหาร
ปลาดุกเป็นปลาที่สามารถกินอาหารได้ทั้ง พืชและสัตว์ ปลาดุกที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติมีนิสัยชอบหากินตามบริเวณพื้นหน้าดิน โดยเฉพาะบริเวณที่พื้นเป็นโคลน และจะขึ้นมากินอาหารที่บริเวณผิวน้ำเป็นบางครั้ง ในธรรมชาติลูกปลาดุกจะกินอาหาร จำพวกโปรโตซัว ไรน้ำขนาดเล็ก โรติเฟอร์ และแพลงค์ตอนพืช ส่วนปลาดุกที่มีขนาดโตขึ้นจะกินอาหารจำพวกตัวอ่อนของแมลงน้ำ ไรน้ำ กุ้ง หนอน แมลง ลูกปลาเล็กๆ บางชนิด และอินทรีย์สารที่อยู่ตามพื้นโคลน โดยใช้หนวดรับความรู้สึกมากกว่าตาในการใช้หาอาหาร นอกจากนี้ปลาดุกยังมีนิสัยชอบ กินอาหารจำพวกเนื้อที่กําลังเปี่อยด้วย แต่เมื่อนำปลาดุกมาเลี้ยงในบ่อสามารถฝึกให้กินอาหารสำเร็จรูปที่ มนุษย์ผลิตขึ้นมาได้ ทั้งอาหารประเภทจมน้ำและอาหารชนิดเม็ดที่ลอยน้ำ ซึ่งมีส่วนผสมของพวกกากถั่ว รำ ปลายข้าว กากมัน ข้าวโพด แป้ง ปลาป่น หรือฝึกให้กินอาหารประเภทเนื้อ เช่น ปลาเป็ด เศษเนื้อ เครื่องในสัตว์ เลือดสัตว์ได้ นอกจากนี้ยังสามารถฝึกให้ปลาดุกขึ้นมากินอาหารที่บริเวณ ผิวน้ำแทนการหาอาหารตามบริเวณพื้นหน้าดินได้เช่นกัน

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน

สูตรที่ 1 (วิศวกรชาวนา แห่งอาศรมคนภูไท)

ส่วนประกอบ

  • กากถั่วเหลือง (โปรตีน 46%) 1.5-2 กก.
  • ปลาป่น (โปรตีน 40%) 2-3 ขีด
  • รำละเอียด (โปรตีน 12%) 1 กก.
  • ปลายข้าวหรือข้าวบดต้มสุก (โปรตีน 8%) 2 ขีดก่อนนำมาต้ม
  • น้ำมันปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • ใบกระถิ่นหรือใบหม่อนแห้งป่นหรือสับละเอียด (โปรตีน 24%)(ถ้ามี) 1 ขีด

วิธีทำ

นำวัสถุดิบทุกอย่างมาผสมให้เข้ากัน โดยให้อาหารสามารถปั้นเป็นก้อนได้โดยใช้น้ำเปล่ามาผสมแต่อย่าใส่น้ำเยอะจนเปียกเกินไปจะปั้นไม่ได้ แล้วน้ำไปให้ปลาดุกกิน เช้า-เย็น หรือจะอัดเม็ดหรือปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ผึ่งแดดให้แห้งแล้วนำไปให้ก็ได้ วัตถุดิบและอาหารสามารถเก็บไว้ได้ 3 เดือน ครับ

สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เพจ วิศวกรชาวนา แห่งอาศรมคนภูไท และขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน

สูตรที่ 2 สำหรับการทำอาหารปลาดุกมีส่วนผสมดังนี้

ส่วนประกอบ

  • รำละเอียด 2 กระสอบปุ๋ย
  • กากมะพร้าว 1 กระสอบปุ๋ย
  • ปลาป่น 6 กิโลกรัม
  • กากถั่วเหลือง 6 กิโลกรัม
  • จุลินทรีย์ EM 1 ลิตร
  • กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
  • น้ำมันพืช 1 – 2 ลิตร

ขั้นตอนวิธีทำ

  • นำส่วนผสมข้อ 1 จำนวน 1 กระสอบ และส่วนผสมในข้อ 2,3,4 มาทำการคลุกให้เข้ากัน
  • นำส่วนผสมในข้อ 5,6 ผสมน้ำ 20 ลิตร เพื่อคลุกเคล้าส่วนผสมในข้อ 1 ทำการหมักไว้ 12 ชั่วโมง
  • นำส่วนผสมที่หมักไว้ในข้อ 1,2 ผสมกับรำละเอียด 1 กระสอบที่เหลือ และน้ำมันพืช 1-2 ลิตร คลุกเคล้านำเข้าเครื่องอัดเม็ดผึ่งแดด 2 วัน เก็บไว้ได้ 2 เดือน

สูตรที่ 3 สูตรอาหารปลาลดต้นทุน เหมาะสำหรับปลากินพืช/กินเนื้อ

ส่วนประกอบ

  • หอยเชอรี่ 2 กิโลกรัม
  • มันสําปะหลัง 1 กิโลกรัม
  • เมล็ดข้าวโพดแก่จัด 1 กิโลกรัม
  • ข้าวเหนียวแห้ง 1 กิโลกรัม
  • กล้วยสุก 1 กิโลกรัม
  • ใบกระถินสด 1 กิโลกรัม
  • รำอ่อน 1 กิโลกรัม
  • ผงฟู 1 กิโลกรัม

ขั้นตอนวิธีทำ

น้ำหอยเชอรี่ไปต้มแล้วแกะเอาตัวหอยออกมาสับให้ละเอียด นำมันสำปะหลังมาสับให้ละเอียดแล้วนำข้าวโพดมาโขลกให้ละเอียดรวมกัน นำส่วนผสมที่ได้ทั้งหมดมาใส่ที่เครื่องร่อนที่ใช้สำหรับทำปุ๋ยเม็ด เพื่อจะให้เป็นอาหารเม็ดแล้วนำมาผึ่งลมให้แห้งถ้าไม่มีเครื่องร่อนก็ปั้นให้เป็นก้อนกลมๆแล้วนำไปผึ่งลมให้แห้งก็ได้เช่นเดียวกัน

สูตรที่ 4 สูตรอาหารปลาลดต้นทุน เหมาะสำหรับปลากินพืช

ส่วนประกอบ

  • ไม้ปักหลัก ( สูงกว่าระดับน้ำ ) 30 ท่อน
  • ฟางข้าวแห้ง 30 มัด
  • มูลวัว 2 กระสอบ
  • แกลบอ่อน 1 กระสอบ

ขั้นตอนวิธีทำ

เริ่มจากการนำไม้ที่ได้เตรียมไว้ปรมาณ 30 ท่อน(มัด) มาปักให้แน่นบริเวณขอบบ่อปลา ให้ได้ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมตามที่ต้องการ เพื่อที่จะนำวัตถุดิบเข้าไปใส่เป็นชั้นๆให้ได้ 3 ชั้น ชั้นที่ 1-3 ฟางข้าว มูลวัว และแกลบอ่อน ตามลำดับและสัดส่วนที่ได้กำหนดไว้ ชั้นสุดท้ายนำฟางข้าวปิดทับหน้า จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ฟางข้าว มูลวัว และแกลบอ่อนที่ใส่ลงไปก็จะย่อยสลายกลายเป็นอาหารให้กับสัตว์น้ำและจะกินอาหารได้ตลอดตามธรรมชาติ

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน

สูตรอาหารดังกล่าวนี้เหมาะสำหรับปลาที่มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปเพราะจะกินอาหารได้ดีกว่าปลาอนุบาลวัยอ่อน ปลาดุกก็เป็นปลาที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ… มีปริมาณแคลอรีและไขมันต่ำ ธาตุปรอทต่ำ มีทั้งวิตามินบี 12 โอเมก้า ทรี และโอเมก้า ซิกซ์ (Omega 6)… ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่ร่างกายของเราสร้างเองไม่ได้ และยังสามารถช่วยลดคอเลสเทอรอลในเลือดได้อีกด้วย

ที่มา | sarakaset.com


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ