บ้านสไตล์ปั้นหยา ชั้นเดียว เรียบหรู ดูทันสมัย พร้อมโรงจอดรถในตัว

บ้านสไตล์ปั้นหยา ชั้นเดียว เรียบหรู ดูทันสมัย พร้อมโรงจอดรถในตัว

บ้านสไตล์ปั้นหยา

หากพูดถึงแบบบ้านที่ทั้งสวย ทันสมัย และเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย “บ้านสไตล์ปั้นหยา” ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมของใครหลายคน ด้วยรูปทรงหลังคาที่ดูสมดุล แข็งแรง และช่วยระบายความร้อนได้ดี ทำให้บ้านเย็นสบายและทนทานต่อแดดฝน

บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียวที่ออกแบบมาอย่างลงตัว ผสมผสานความเรียบหรูเข้ากับกลิ่นอายโมเดิร์น โดดเด่นด้วยโทนสีเทาสบายตา ตัดเส้นด้วยสีส้มเพิ่มความทันสมัย พร้อมโรงจอดรถในตัวที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เหมาะทั้งครอบครัวเริ่มต้น หรือผู้ที่ต้องการบ้านพักอาศัยที่ดูดีในงบประมาณที่คุ้มค่า

ที่มา : Stone Home Build รับสร้างบ้านฉะเชิงเทรา

บ้านสไตล์ปั้นหยา

บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียวหลังคาทรงปั้นหยา มุงด้วยกระเบื้องโทนสีเทาเข้ม ให้ความรู้สึกเรียบหรูและทันสมัย ตัวหลังคามีความลาดเอียงรอบด้าน ช่วยระบายน้ำฝนได้ดี และเพิ่มความแข็งแรงให้กับโครงสร้างโดยรวม

ผนังภายนอกเลือกใช้โทนสีเทาอ่อนตัดกับฐานบ้านสีเทาเข้ม ดูสะอาดตาและดูแลรักษาง่าย เพิ่มลูกเล่นด้วยกรอบเส้นสีส้มบริเวณมุมผนังและขอบหน้าต่าง ช่วยให้ตัวบ้านดูมีมิติ ไม่เรียบจนเกินไป และสะท้อนความเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นได้อย่างชัดเจน

บ้านสไตล์ปั้นหยา

บ้านสไตล์ปั้นหยา

ด้านหน้าบ้านมีเฉลียงเล็ก ๆ พร้อมบันไดทางขึ้นที่ออกแบบอย่างเรียบร้อย แข็งแรง ปูด้วยกระเบื้องโทนสีเทาเข้าชุดกับตัวบ้าน ประตูหน้าบ้านเลือกใช้ประตูไม้บานคู่แกะลวดลายสวยงาม เพิ่มความรู้สึกอบอุ่นและหรูหราในเวลาเดียวกัน

บริเวณหน้าต่างเป็นกระจกบานสูงกรอบสีเข้ม ช่วยรับแสงธรรมชาติให้ภายในบ้านสว่าง โปร่ง และประหยัดพลังงานในช่วงกลางวัน อีกทั้งยังช่วยให้บ้านดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น

บ้านสไตล์ปั้นหยา

จุดเด่นสำคัญของบ้านหลังนี้คือ โรงจอดรถในตัวบ้าน ที่ออกแบบให้เชื่อมต่อกับตัวบ้านอย่างลงตัว หลังคายื่นยาว รองรับรถยนต์ได้อย่างสะดวกสบาย ช่วยป้องกันแดดและฝน เหมาะกับไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกครบในพื้นที่เดียว

โดยรวมแล้ว บ้านสไตล์ปั้นหยาหลังนี้ให้ความรู้สึกเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความหรู ดูทันสมัย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบ้านพักอาศัยที่ใช้งานได้จริง ทนทานต่อสภาพอากาศ และยังคงความสวยงามได้ในระยะยาว


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

“หอยลายผัดพริกเผา” Stir-fried Clams with Chilli Paste

“หอยลายผัดพริกเผา” Stir-fried Clams with Chilli Paste

หอยลายผัดน้ำพริกเผา

ภาพประกอบจากเพจ วันละนิด

เมนูอาหารจานนี้เป็นอาหารที่ชวนกินอีกหนึ่งเมนู เป็นอาหารประเภทหอย หอยมีทั้งหอยน้ำจืดและหอยน้ำเค็ม หอยน้ำจืด เช่น หอยขม หอยโข่ง หอยน้ำเค็ม เช่น หอยแมลงภู่ หอยแครง หอยนางรม หอยลาย

หอยมักมีสิ่งสกปรกอยู่มาก การเลือกซื้อให้เลือกหอยที่หุบปากแน่น เมื่อวางไว้จะอ้าและหุบอย่างรวดเร็ว เมื่อเอามือไปแตะ ไม่มีกลิ่นเหม็น หอยที่แกะเปลือกแล้วต้องมีสีสดใส น้ำที่แช่ไม่มีเมือกและกลิ่นเหม็น

หอยส่วนใหญ่แล้วไม่นิยมเก็บ เมื่อซื้อแล้วควรจะนำมาปรุงอาหารจนหมด หอยดิบถ้าเก็บไว้จะเก็บลำบากมากและมักมีกลิ่นแรง ฉะนั้นหากซื้อหอยมาแล้วใช้ไม่หมดให้ทำให้สุกก่อน จึงแกะเนื้อหอยเก็บใส่ตู้เย็นไว้

สำหรับเมนูอาหารที่จะกล่าวในคอลัมน์นี้ คือ หอยลายผัดน้ำพริกเผา ซึ่งในปัจจุบันหอยลายจะหากินยากโดยเฉพาะตัวโต จะถูกนำขึ้นภัตตาคาร ร้านอาหาร คนส่วนใหญ่ทั่วไปจะซื้อจากตลาดสดทั่วไปในขนาดตัวที่เล็ก อาหารทะเลทุกชนิดควรปรุงและกินขณะที่ยังสด ใหม่ จะอร่อยและมีคุณค่าสารอาหารครบถ้วน

ส่วนผสม

  • หอยลาย 1 กก.
  • พริกเผา 3 ช้อน
  • น้ำตาล 1 ช้อนชา
  • ผงปรุงรส 1 ช้อนชา
  • ซอสปรุงรส 1 ช้อนแกง
  • น้ำมันหอย 1 ช้อนแกง
  • นมข้นจืด 2 ช้อนแกง
  • พริกแดงจินดา 5 เม็ด
  • กระเทียม 5 กลีบ
  • น้ำมัน สำหรับผัด
  • ใบโหระพา
    (ชิมรสตามชอบ)

วิธีทำ

1. ล้างหอยลายแช่ในอ่างน้ำ ทุบพริกขี้หนู 4 เม็ด ลงไปในอ่างพักไว้สักครู่ เพื่อให้หอยคายดินออกมา จากนั้นล้างอีกครั้งให้สะอาด ใส่ตะแกรงพักให้สะเด็ดน้ำ
2. ตั้งกระทะน้ำมันใช้ไฟร้อนปานกลาง ใส่กระเทียมลงเจียว พอใกล้เหลืองใส่หอยลาย เร่งไฟแรงผัดให้ทั่ว ใส่พริกขี้หนู น้ำพริกเผา น้ำตาลและน้ำมันหอย ผัดพอทั่ว ปิดฝาทิ้งไว้สักครู่ พอหอยสุก เปลือกอ้าใส่ใบโหระพาผัดให้เข้ากันแล้วปิดไฟ
3. ตักใส่จาน ตกแต่งด้วยยอดใบโหระพาพร้อมเสิร์ฟ

เคล็ดลับการทำหอยลายผัดพริกเผา

  • การเตรียมอาหารประเภทหอย โดยเฉพาะหอยลาย ให้แช่น้ำไว้ก่อน 1 คืน ให้หอยคายดินออกมาก่อน หากไม่ให้หอยคายดินเวลานำมาทำอาหารจะมีดินในเนื้อหอย ไม่อร่อยกินไม่ได้
  • การผัดหอยให้สุก การทำผัดหอยลาย ให้นำหอยลายมาลวกน้ำร้อนก่อน เป็นการทำให้หอยอ้าปากและคายดินด้วย หอยลายต้องใช้หอยตัวใหญ่ๆ และสดใหม่ เนื่องจากหอยตัวเล็กบางทีไม่มีเนื้อให้รับประทาน
  • เทคนิคการผัดน้ำพริกเผาให้ใส่น้ำพริกเผาลงไปผัดขณะกระทะยังไม่ร้อนได้เลย ไม่ต้องรอให้กระทะร้อน เพราะ กลิ่นของพริกแกงจะค่อยๆออกมา หากไฟร้อนเกิน จะไหม้ก่อนหอม
  • น้ำตาล ให้เลือกใช้น้ำตาลปี๊บ ความหอมและความหวานของน้ำตาลปี๊บเหมาะสำหรับทำอาหารไทย
  • ใบโพระพา หากผัดเลยเมื่อใบโหระพาโดนความร้อนจะหายกลิ่นหอม ดังนั้นให้ผัดในขั้นตอนสุดท้าย ให้ความหอมของใบโหระพาได้ทันที

       สำหรับเมนูผัดพริกเผา หากท่านไม่ชอบหอยลาย สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบเป็นเนื้อสัตว์ชนิกอื่นๆได้ เช่น ปลาหมึก เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อกุ้ง หรือ เนื้อปลา แต่เนื้อปลา จะทำยากหน่อย เนื่องจากเนื้อปลาหากสุกจะเละ แต่แก้ปัญหาด้วยการนำไปทอดก่อนจึงจะกินได้ง่ายขึ้น
หอยลายผัดพริกเผาไม่เน้นรสเผ็ด พริกจึงเลือกใช้พริกชี้ฟ้าที่รสชาติไม่เผ็ดมาก ให้สีสันที่สวยงาม

หอยลายผัดน้ำพริกเผา อาหารไทย เมนูชื่อดัง ผัดหอยลายพริกเผา มีวิธีทำเข้าใจง่ายและไม่ยุ่งยาก เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหารทั้งมือใหม่ และมืออาชีพ


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

สูตรสมุนไพรไล่แมลง ได้ผลชะงัด

สูตรสมุนไพรไล่แมลง ได้ผลชะงัด

สูตรสมุนไพรไล่แมลง

การใช้พืชสมุนไพร ทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ป้องกันแมลงศัตรูพืช ทดแทนการใช้สารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งพืชส่วนใหญ่เป็นพืชในท้องถิ่น สามารถปลูกและหาได้ง่าย รวมทั้งไม่มีพิษต่อสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อม มีการสลายตัวในธรรมชาติได้รวดเร็ว ต่างจากสารเคมีที่เกษตรกรส่วนใหญ่มักใช้ฉะนั้น มาดูวิธีทำน้ำสกัดชีวภาพสมุนไพรกำจัดแมลงแลงและป้องกันเชื้อรา แบบไร้สารพิษ ไม่พึ่งสารเคมี

สูตรที่ 1 การทำสารสกัดไล่แมลงและป้องกันเชื้อรา

วัตถุดิบ

  • ใบสะเดาแก่ หรือเมล็ดสะเดาบด
  • ใบน้อยหน่า
  • ใบฝรั่ง
  • ใบกะเพรา
  • หัวข่าแก่
  • ตะไคร้หอม

วิธีการทำ

นำส่วนผสมที่ 1-8 จำนวนพอสมควรเท่าๆ กัน สับหรือหั่นรวมกันในอัตรา 3 ส่วน (3 กิโลกรัม) ผสมคลุกเคล้ากับกากน้ำตาล 1 ส่วม (1 กิโลกรัม) ใส่ถังพลาสติกหมักไว้ 7-10 วัน กรองเอาน้ำหมักไปใช้ใช้ในอัตรา 2 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร นำไปฉีดพ่นต้นพืชในช่วงเย็นหรือเช้าที่ยังไม่มีแสงแดด ทุก 7-10 วัน / ครั้ง เพื่อไล่แมลงและป้องกันกำจัดเชื้อรา

สูตรที่ 2 น้ำหมักสมุนไพรกำจัดแมลง

  • หางไหลหรือต้นบอระเพ็ด 2 กิโลกรัม
  • ใบสะเดาแก่หรือเมล็ดบด 2 กิโลกรัม
  • ตะไคร้หอม 2 กิโลกรัม
  • หัวข่าแก่ 2 กิโลกรัม
  • น้ำสะอาด 20 ลิตร
  • หั่นสมุนไพรเป็นชิ้นเล็กๆ
  • ตำหรือบดให้ละเอียด
  • กรองเอาน้ำยาเข้มข้นผสมน้ำ

วิธีการทำ

หั่นสมุนไพรทั้ง 4 ชนิด เป็นชิ้นเล็กๆ รวมกัน ตำหรือบดให้ละเอียด แช่น้ำ 1 ปี๊บ กรองเอาน้ำยาเข้มข้นสูง 1 ลิตร ผสมน้ำ 1-2 ปี๊บ นำไปฉีดต้นไม้ ป้องกันกำจัดเพลี้ย หนอน แมลงต่างๆ ควรฉีดห่างกัน 3-5 วัน อย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป

ขอขอบคุณ กรมส่งเสริมการเกษตร


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แปะพิกัด 10 สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ ที่คุณห้ามพลาด!

แปะพิกัด 9 สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ ที่คุณห้ามพลาด!

ถ้าพูดถึงจังหวัดที่กำลังมาแรงทั้งเรื่องท่องเที่ยว วัฒนธรรม และกีฬา “บุรีรัมย์” ต้องติดโผอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน จังหวัดเล็ก ๆ แห่งแดนอีสานใต้ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งปราสาทหินโบราณอายุนับพันปี ธรรมชาติสวยงาม วิถีชีวิตเรียบง่าย และแหล่งท่องเที่ยวทันสมัยที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วประเทศ

ไม่ว่าคุณจะเป็นสายประวัติศาสตร์ สายถ่ายรูป สายชิลล์ หรือสายครอบครัว บุรีรัมย์ก็มีครบ จบในจังหวัดเดียว เที่ยวได้ทั้งปี แถมเดินทางสะดวกจากหลายเส้นทาง ใครที่กำลังวางแผนทริปวันหยุด บทความนี้เราขอพาไป “แปะพิกัด 9 สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ ที่คุณห้ามพลาด!” รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะอยากเก็บกระเป๋าออกเดินทางทันที

1. อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง (Phanom Rung Historical Park)

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง คือหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสุดไอคอนิคของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมแบบขอมโบราณ ตั้งอยู่บนปลายวงปากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว ทำให้มีมุมมองสุดอลังการของปราสาทหินและทุ่งนาโดยรอบ ที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางความเชื่อและพิธีกรรมของอาณาจักรขอมระหว่างศตวรรษที่ 10–13 จึงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีจนกลายเป็นไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมไม่ควรพลาด

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

  • พิกัด: ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ 31110, ประเทศไทย
  • เวลาเปิด–ปิด: ทุกวันตั้งแต่ 06.00 – 18.00 น.
  • ค่าธรรมเนียมเข้าเที่ยว: โดยทั่วไปประมาณ 100–200 บาท (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตรและโปรโมชั่นร่วมกับ ปราสาทเมืองต่ำ/เมืองต่ำ)

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

จุดเด่นที่ห้ามพลาด

  • ปราสาทหินขอมโบราณบนภูเขาไฟ ซึ่งแสดงเอกลักษณ์งานก่อสร้าง sandstone และ laterite ที่งดงาม
  • หอคอย อุโมงค์ และระเบียงทางเดินหินที่ยังคงความเก่าแก่
  • โอกาสชมปรากฏการณ์ “แสงอาทิตย์ส่องทะลุ 15 ประตู” ในช่วงมีนาคม/กันยายน ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของที่นี่

2. ปราสาทเมืองต่ำ (Prasat Muang Tam)

ปราสาทเมืองต่ำ เป็นโบราณสถานขอมโบราณที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนจังหวัดบุรีรัมย์ แม้จะมีขนาดเล็กกว่า “พนมรุ้ง” แต่กลับเรียบง่าย มีเสน่ห์ และบรรยากาศที่สงบ เหมาะกับการแวะชมหลังจากเที่ยวปราสาทพนมรุ้งต่อเนื่องกันได้อย่างลงตัว

ปราสาทเมืองต่ำ

ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 10 เพื่อเป็นเทวสถานสำหรับบูชาพระศิวะตามคติฮินดู ภายในมีปรางค์และอาคารหินรวม 5 หลังที่ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน รายล้อมด้วยสระน้ำสี่มุมและกำแพงแก้วที่งดงาม แสดงศิลปะขอมแบบ Khleang และ Baphuon ซึ่งให้ภาพประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งของอาณาจักรขอมที่เคยรุ่งเรืองในภูมิภาคนี้

  • พิกัด: ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ 31140
  • เวลาเปิด–ปิด: ทุกวัน 06.00–18.00 น. (เวลาอาจปรับตามฤดูกาลและการจัดกิจกรรม)
  • ค่าบริการเข้าชม: โดยเฉลี่ยประมาณ 100–150 บาท สำหรับผู้ใหญ่ โดยสามารถซื้อบัตรรวมเที่ยวทั้ง พนมรุ้ง + เมืองต่ำ ในราคาโปรโมชั่นได้ด้วย (ราคาและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)

ปราสาทเมืองต่ำเป็นหนึ่งในมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมที่รวมเอาความงามของศิลปะขอมสมัยโบราณไว้ได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะตั้งอยู่บนพื้นราบแต่กลับมีเสน่ห์และรายละเอียดน่าค้นหา ซึ่งเหมาะมากสำหรับนักเดินทางที่หลงใหลในประวัติศาสตร์และภาพถ่ายที่แปลกตา

วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง

3. วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง

วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติใจกลางเมืองบุรีรัมย์ บนยอดเขากระโดงซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิท คุณจะได้พบกับ

  • พระสุภัทรบพิตร  พระพุทธรูปองค์ใหญ่คู่เมืองบุรีรัมย์ เป็นจุดสักการะสำคัญของชาวบุรีรัมย์
  • ปราสาทเขากระโดง โบราณสถานเก่าแก่ สร้างขึ้นก่อนสมัยสุโขทัย มีร่องรอยการบูรณะในสมัยรัตนโกสินทร์
  • รอยพระพุทธบาทจำลอง  ตั้งอยู่ภายในมณฑป ใกล้กับปราสาทเขากระโดง
  • ปากปล่องภูเขาไฟ  สามารถเดินชมรอบๆ ปากปล่องได้
  • สะพานแขวนลาวา  สะพานที่สร้างข้ามปากปล่องภูเขาไฟ เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม

4. สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (Chang International Circuit)

ถ้าคุณเป็นคนที่หลงใหลความเร็ว ความมันส์จากเครื่องยนต์ และบรรยากาศการแข่งขันระดับโลก สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต คือหนึ่งในแลนด์มาร์กที่คุณต้องใส่ไว้ในแพลนเที่ยวบุรีรัมย์! สนามแข่งรถแห่งนี้เป็นหนึ่งในสนามมอเตอร์สปอร์ตที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย ได้รับมาตรฐานระดับ FIA Grade 1 / FIM Grade A – ซึ่งหมายถึงสามารถรองรับการแข่งขันรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ในระดับสูงสุดของโลกได้

สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

สนามนี้เปิดใช้งานครั้งแรกในปี 2014 และตั้งอยู่ใกล้เมืองบุรีรัมย์ เดินทางสะดวก ทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากสนามฟุตบอล ช้าง อารีน่า และสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ของจังหวัดอีกด้วย เมื่อมีการจัดการแข่งขันบิ๊กอีเวนต์ เช่น MotoGP Thailand Grand Prix หรือ World Superbike Championship บรรยากาศจะคึกคักสุด ๆ มีแฟนมอเตอร์สปอร์ตจากทั่วประเทศมาร่วมชมเหมือนเป็นงานเทศกาลใหญ่ของบุรีรัมย์ทุกปี

  • พิกัด: 444 หมู่ 15 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 31000 (ประมาณ GPS 14.957° N, 103.093° E)
  • เวลาเปิด–ปิด: เวลาทำการอาจแตกต่างกันไปตามโปรแกรมการแข่งขันหรือกิจกรรมในสนาม — แนะนำตรวจสอบตารางการแข่งขันล่วงหน้าก่อนเดินทาง
  • ตั๋วเข้าชม: ราคาตั๋วขึ้นอยู่กับประเภทอีเวนต์และที่นั่งที่เลือก ในวันแข่งขันรายการใหญ่จะมีหลายระดับราคา ตั้งแต่โซนชมทั่วไปจนถึงโซนสุดพิเศษสำหรับแฟนมอเตอร์สปอร์ต

5. บุรีรัมย์คาสเซิล (Buriram Castle)

บุรีรัมย์คาสเซิล (Buriram Castle) คือหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่น่าสนใจของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ผสมผสาน เสน่ห์วัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบัน ไว้อย่างลงตัว ภายในพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 93,000 ตารางเมตร คุณจะได้เพลิดเพลินไปกับสถาปัตยกรรมที่อ้างอิงจากขอมโบราณ เช่น ปราสาทหินพนมรุ้งจำลอง พร้อมบรรยากาศสวนไม้ดอก ไม้ประดับ และสวนกระบองเพชรที่ถูกจัดอย่างสวยงามโดยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและศิลปกรรมโบราณอีกด้วย

บุรีรัมย์คาสเซิล (Buriram Castle)

วัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบัน ไว้อย่างลงตัว ภายในพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 93,000 ตารางเมตร คุณจะได้เพลิดเพลินไปกับสถาปัตยกรรมที่อ้างอิงจากขอมโบราณ เช่น ปราสาทหินพนมรุ้งจำลอง พร้อมบรรยากาศสวนไม้ดอก ไม้ประดับ และสวนกระบองเพชรที่ถูกจัดอย่างสวยงามโดยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและศิลปกรรมโบราณอีกด้วย

ที่นี่เป็นมากกว่าแลนด์มาร์กถ่ายรูป เพราะยังมี โซนร้านอาหาร ร้านค้าแฟชั่น ร้านของที่ระลึก และพื้นที่พักผ่อน ที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวและครอบครัวอย่างครบถ้วน ทำให้ Buriram Castle เป็นจุดเช็คอินที่เหมาะทั้งการมาชิล ๆ ยามเย็น หรือจะเดินเล่น จิบกาแฟ ถ่ายรูปสวย ๆ ไปพร้อมกันก็ได้

  • พิกัด: 444/8 หมู่ 15 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 31000
  • เวลาเปิด–ปิด: ทุกวัน 10:00 – 21:00 น. (เหมาะกับการเที่ยวช่วงเช้า–เย็น)
  • ค่าบริการเข้าชม: ฟรี — สามารถเดินเที่ยวและถ่ายรูปได้โดยไม่เสียค่าเข้า

6. ถนนคนเดินเซราะกราว (Buriram Walking Street – เซราะกราว)

ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศคึกคักยามค่ำคืนของบุรีรัมย์แบบใกล้ชิดชาวบ้านจริง ๆ ต้องไม่พลาด ถนนคนเดินเซราะกราว แหล่งรวมของกิน ของฝาก และสินค้าแฮนด์เมดที่สะท้อนเสน่ห์อีสานใต้ได้อย่างชัดเจน คำว่า “เซราะกราว” ในภาษาเขมรถิ่นบุรีรัมย์ แปลว่า “บ้านของเรา” ซึ่งก็เหมือนบรรยากาศที่นี่เลย — เป็นกันเอง อบอุ่น และเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ถนนคนเดินเซราะกราว

ภายในถนนคนเดิน คุณจะได้เดินชิมสตรีทฟู้ดหลากหลาย ตั้งแต่หมูย่าง ลูกชิ้นปิ้ง ไส้กรอกอีสาน ข้าวจี่ ขนมพื้นบ้าน ไปจนถึงอาหารฟิวชันสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีโซนเสื้อผ้าแฟชั่น งานคราฟต์ ของที่ระลึก และบางช่วงยังมีเวทีดนตรีสดสร้างสีสันให้เดินเพลินแบบไม่รู้ตัว

ที่นี่เหมาะทั้งสายกิน สายชิล และสายถ่ายรูป เพราะไฟประดับยามค่ำคืนช่วยเพิ่มบรรยากาศให้น่าเดินมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินที่เติมเต็มทริปบุรีรัมย์ให้ครบทั้งกลางวันและกลางคืน

พิกัดถนนคนเดินเซราะกราว

  • ตั้งอยู่บริเวณ ถนนรมย์บุรี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 31000 (อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟบุรีรัมย์ และย่านใจกลางเมือง)
  • วันเปิดทำการ: โดยทั่วไปเปิดเฉพาะวันเสาร์
  • เวลา: ประมาณ 17.00 – 22.00 น. (วันและเวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลหรือกิจกรรมพิเศษ)

7. เขื่อนลำนางรอง (Lam Nang Rong Dam)

อีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนใกล้ชิดธรรมชาติของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่เหมาะกับสายชิล สายปิกนิก และคนที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายมาเติมพลังใจท่ามกลางวิวภูเขาและผืนน้ำกว้างใหญ่ 💙

เขื่อนลำนางรอง ตั้งอยู่ในอำเภอโนนดินแดง โอบล้อมด้วยแนวเทือกเขาพนมดงรัก บรรยากาศเงียบสงบ อากาศดีตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว น้ำจะเต็มอ่างเก็บน้ำพอดี ทำให้วิวสวยเป็นพิเศษ

ที่นี่ไม่ใช่แค่แหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนยอดนิยมของชาวบุรีรัมย์และจังหวัดใกล้เคียง นักท่องเที่ยวสามารถมานั่งชมวิว ถ่ายรูป เล่นน้ำในจุดที่กำหนด หรือกางเสื่อปิกนิกริมสันเขื่อน บางช่วงจะมีร้านอาหารท้องถิ่นและแพอาหารเปิดให้บริการด้วย

พิกัด

  • ตำบลโนนดินแดง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ 31260 (ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ประมาณ 80–90 กิโลเมตร)

8. ศาลพระหลักเมืองบุรีรัมย์ (Buriram City Pillar Shrine)

มาต่างเมืองทั้งทีต้องเสริมความเป็นสิริมงคลให้เที่ยวอย่างแคล้วคลาดปลอดภัยด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ศาลพระหลักเมืองบุรีรัมย์ โดยที่เที่ยวบุรีรัมย์ในเมืองแห่งนี้ เป็นสถาปัตยกรรมแบบขอม มียอด 5 ชั้น ภายในมีเสาหลักเมือง 2 ต้น มีเทพประจำทิศเพื่อปกป้องรักษาทิศต่างๆ ตามคติความเชื่อโบราณ นอกจากนี้ด้านข้างศาลหลักเมืองยังมี ศาลปึงเถ่ากงม่า ซึ่งเป็นศาลเจ้าจีน ประดิษฐานรูปเหมือนเจ้าพ่อหลักเมือง ด้านซ้ายมีเทพเจ้าไฉ่ซิงเอียะ ด้านขวามีเทพเจ้ากวนอู เพื่อให้ชาวไทยเชื้อสายจีนได้มากราบไหว้ในบริเวณเดียวกัน

ศาลพระหลักเมืองบุรีรัมย์ (Buriram City Pillar Shrine)

  • ช่วงเวลาที่ควรไป : เที่ยวได้ทั้งปี
  • เวลาทำการ : เปิดทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 8.00-20.00 น.
  • ที่อยู่ : ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์
  • พิกัด : https://maps.app.goo.gl/6Rn1twgJWsnhi7fD7
  • ค่าเข้าสถานที่ : ไม่มีค่าเข้า
  • วิธีเดินทาง : ขับรถจากบุรีรัมย์ไปตามทางหลวงหมายเลข 218 จากนั้นเลี้ยวขวา เข้าสู่ ถนนหมายเลข 2074 ศาลพระหลักเมืองบุรีรัมย์ จะอยู่ทางขวามือ

9. เขาอังคาร (Khao Angkhan)

เขาอังคารเกิดจากการปะทุของภูเขาไฟยุคควอเทอร์นารี อายุกว่า 700,000 ปี จุดที่เป็นปากปล่องใหญ่อยู่ที่เขากระดูกซึ่งเป็นจุดสูงสุด ส่วนรอบเขากระดูกเป็นแอ่งยุบปากปล่อง ซึ่งวัดเขาอังคารตั้งอยู่บนขอบของแอ่งนี้ โดยวัดดังกล่าวเป็นหนึ่งในที่เที่ยวบุรีรัมย์สุดฮิต มีพระพุทธรูปจำนวน 109 องค์ ล้อมรอบโบสถ์สามยอด ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังพุทธชาดก ทั้งยังมีใบเสมาหินบะซอล์ท สมัยทวาราวดี ซึ่งพบเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย นอกจากนี้ บริเวณรอบเขายังมีป่าเต็งรังที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งในฤดูฝนจะมีเห็ดหลากหลายชนิดขึ้นอยู่จำนวนมาก

  • ช่วงเวลาที่ควรไป : เที่ยวได้ทั้งปี
  • เวลาทำการ : เปิดทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 8.00-18.00 น.
  • ที่อยู่ : ตำบลเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์
  • พิกัด : https://maps.app.goo.gl/hbZVzDe295RZJDy16
  • ค่าเข้าสถานที่ : ไม่มีค่าเข้า

วิธีเดินทาง

ขับรถจากบุรีรัมย์โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 218 (บุรีรัมย์-นางรอง) เป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 24 (สีคิ้ว-อุบลราชธานี) ไปจนถึงหมู่บ้านตะโก ประมาณ 14 กิโลเมตร แล้วจึงเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2117 เมื่อเดินทางถึงบ้านตาเป็ก เลี้ยวขวาตามทางไปอำเภอละหานทรายประมาณ 13 กิโลเมตรจะพบทางแยกขวาไปวัดเขาอังคาร โดยขับไปอีกประมาณ 7 กิโลเมตร

ากความยิ่งใหญ่ของ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และ ปราสาทเมืองต่ำ ที่พาเราย้อนเวลากลับไปสู่ยุคอารยธรรมขอมอันรุ่งเรือง สู่ความตื่นเต้นเร้าใจที่ Chang International Circuit ไปจนถึงบรรยากาศชิล ๆ ริมน้ำที่ เขื่อนลำนางรอง หรือเดินเล่นหาของอร่อยยามค่ำคืนที่ ถนนคนเดินเซราะกราว ทุกสถานที่ล้วนมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง

บุรีรัมย์คือเมืองที่ผสมผสาน “อดีต ปัจจุบัน และวิถีชีวิตท้องถิ่น” ไว้อย่างลงตัว จะมาเที่ยวแบบครอบครัว คู่รัก แก๊งเพื่อน หรือสายลุยเดี่ยว ก็สามารถออกแบบทริปได้หลากหลายสไตล์ เที่ยวได้ทั้งปี ไม่มีเบื่อ

ถ้าคุณกำลังมองหาจังหวัดที่มีครบทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ กีฬา วัฒนธรรม และของกินอร่อย ๆ บอกเลยว่า “บุรีรัมย์” คือคำตอบที่คุ้มค่าเกินคาด

อ่านจบแล้ว…อย่าปล่อยให้เป็นแค่ลิสต์ในบทความ ลองเลือกสักที่ใน 9 พิกัดนี้ แล้วออกเดินทางไปสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วคุณจะรู้ว่า เมืองเล็ก ๆ แห่งอีสานใต้แห่งนี้ มีอะไรให้หลงรักมากกว่าที่คิด


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การทำระบบน้ำสำหรับการเกษตร และวิธีการติดตั้งที่ดี

การทำระบบน้ำสำหรับการเกษตร และวิธีการติดตั้งที่ดี

การติดตั้งระบบน้ำสวนเกษตร

การออกแบบระบบน้ำสำหรับการเกษตรเป็นเรื่องที่เกษตรกรทุกคนต้องคิดกันอยู่แล้ว เพราะระบบน้ำที่ดีนอกจากจะช่วยเพิ่มผลผลิตให้เราได้แล้ว ยังช่วยประหยัดทั้งค่าน้ำและค่าวัสดุประปาที่เราใช้อีกด้วย

ในวันนี้เรามาดูกันว่าการทำระบบน้ำสำหรับการเกษตรที่ดีเป็นยังไงบ้าง

การทำระบบน้ำในการเกษตร

ระบบน้ำในการเกษตร คือการเดินน้ำสู่ผืนดินผ่านระบบสายยาง ท่อ และหัวฉีดน้ำต่างๆ เหมาะสำหรับการเกษตรในพื้นที่ที่มีน้ำฝนไม่ต่อเนื่อง หรือมีช่วงน้ำแล้งน้ำแห้ง จนทำให้ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ระบบน้ำในการเกษตรแบ่งได้เป็นสองแบบคือ ระบบน้ำแบบหยด และ ระบบน้ำพุ่ง

ก่อนที่เราจะไปดูวิธีการติดตั้ง เราก็ต้องมาดูความสำคัญของระบบน้ำกันก่อน สาเหตุที่เราต้องพึ่งระบบน้ำก็เพราะว่า ‘น้ำฝน’ ไม่พอนั่นเอง ประเทศไทยเป็นประเทศที่ร้อนแถมมีอากาศแห้ง ถ้าไม่ใช่ช่วงหน้าฝน เราก็คงไม่สามารถปลูก พืช ผัก หรือ ผลไม้ ได้ในปริมาณที่ดี บางช่วงถ้าแล้งมากๆพืชผักเราอาจจะตายหมดเลยก็ได้ถ้าเราไม่มีระบบน้ำคอยช่วย

เราเรียนกันมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า ‘น้ำ’ สำคัญกับการเกษตรแค่ไหน น้ำที่ดีต้องมีมากพอสำหรับแปลงเกษตรของเรา หากเราปลูกพืชผักแปลงใหญ่เราก็ควรใช้น้ำบาดาล หรือหากเราปลูกแปลงเล็กๆไว้กินเองที่บ้าน เราก็อาจจะใช้น้ำประปาเป็นต้น

นอกจากนั้นแล้ว ‘วิธีการให้น้ำ’ ก็เป็นสิ่งที่เราต้องคิดถึงด้วย พืชผักบางอย่างใช้น้ำน้อย หากเราให้ฝืนให้น้ำเยอะเกินวัชพืชข้างๆอาจจะแย่งสารอาหารไปได้ พืชบางอย่างก็ใช้น้ำเยอะ หากเราให้น้ำน้อยเกินก็จะโตได้ไม่เต็มที่ 

การติดตั้งระบบน้ำสวนเกษตร

ระบบน้ำสวนเกษตรที่คนนิยมกันมากที่สุดก็คือ ระบบน้ำผ่านสปริงเกอร์ (หัวฉีดน้ำ) แบบต่างๆ ระบบน้ำแบบนี้ลำเลียงน้ำผ่านปั๊มน้ำความดันสูงที่จะอัดฉีดน้ำจากท่อประธานหรือท่อเมนใหญ่เข้าไปในท่อย่อยเพื่อลำเลียงน้ำเข้าไปในหัวฉีดสปริงเกอร์อีกที

โดยส่วนประกอบของระบบน้ำสวนเกษตรแบบนี้คือ

  • น้ำต้นทาง – ในกรณีนี้หมายถึงน้ำบาดาลหรือน้ำประปา เป็นน้ำต้นทางที่เราจะลำเลียงเข้าไปในระบบเกษตรของเรา น้ำต้นทางควรมีปริมาณที่เพียงพอต่อการใช้งานของเรา สามารถคำนวณย้อนหลังจากความเร็วของหัวฉีด จำนวนของหัวฉีด และชนิดของพืชผักที่เราปลูก ถ้าเราต้องใช้ในปริมาณเยอะ เราก็จำกเป็นต้องมี ‘ถังน้ำ’
  • ท่อประธาน (ท่อเมน) – เป็นท่อหลักที่ลำเลียงน้ำเข้าสู่ท่อย่อยๆอีกที ส่วนมากจะมีขนาด 2” ขึ้น หากระบบน้ำมีขนาดใหญ่ เราก็ควรจะใช้ท่อที่มีขนาดใหญ่และรับแรงดันน้ำได้เยอะเพื่อป้องกันท่อเสีย ท่อรั่ว งสวนเกษตรที่มีขนาดใหญ่ก็ควรเลือกวัสดุที่มีคุณภาพดีตามความเหมาะสม หากระบบเรามีขนาดใหญ่มาก เราก็อาจจะใช้ท่อประธานรอง เพื่อลำเลียงน้ำให้ทั่วถึงมากขึ้น
  • ท่อย่อย – คือท่อที่ลำเลียงน้ำจากท่อประธานเข้าสู่ส่วนต่างๆในสวนของเราอีกที ท่อย่อยส่วนมากจะมีขนาด ½” หรือ ¾” (ขึ้นอยู่กับหัวฉีดสปริงเกอร์ และจำนวนน้ำที่เราต้องการฉีดออกมา)
  • ปั๊มน้ำ – ใช้ตอนต้นทางเพื่อปั๊มน้ำจากต้นทางเข้าไปในท่อประธาน และถ้าระบบท่อย่อยเรามีแรงดันไม่พอ เราก็อาจจะติดตั้งปั๊มน้ำเพิ่มเพื่อให้น้ำไหลอย่างทั่วถึงและเพียงพอสำหรับหัวฉีดทุกจุด
  • หัวฉีดสปริงเกอร์ – มีทั้งรูปแบบหยด และ แบบน้ำพุ่ง ขึ้นอยู่กับชนิดพืชผักที่เราปลูก
พืชผักที่ใช้น้ำไม่เยอะก็ควรใช้เป็นระบบน้ำหยด เพราะถ้าเราใช้ระบบน้ำอื่นที่ฉีดน้ำมากเกินไป (เช่นระบบน้ำพุ่ง) เราก็จะทำให้วัชพืชหรือพืชผักอื่นที่เราไม่ต้องการโตได้ ซึ่งพืชผักพวกนี้ส่วนมากจะมาแย่งสารอาหารจากสิ่งที่เราอยากปลูก
ในบทความนี้เรามาดูกันว่าระบบน้ำหยดทั่วไปนั้นติดตั้งอย่างไร และมีอะไรที่เราควรรู้บ้าง
ระบบน้ำหยดและข้อควรรู้
ระบบน้ำหยดเป็นระบบน้ำเกษตรที่คนพูดถึงบ่อยมาก ชาวเกษตรส่วนมากชอบระบบน้ำแบบนี้เพราะใช้น้ำน้อยกว่าและเหมาะกับการปลูกพืชผักในไทยหลายชนิด ทั้งต้นไม้ ผัก ผลไม้ต่างๆ
ข้อดีของระบบน้ำหยดก็คือ ‘ความสม่ำเสมอ’ ของการหยดน้ำ ระบบน้ำแบบนี้ทำให้เราสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ง่ายซึ่งนอกจากจะประหยัดงบแล้ว ยังช่วยให้พืชผักของเรารับสารอาหารได้เพียงพออีกด้วย ที่สำคัญหัวฉีดระบบน้ำหยัดยังมีราคาประหยัด หาซื้อได้หัวละไม่ถึงห้าบาทด้วยซ้ำ หากเทียกับหัวฉีดน้ำแบบอื่นแล้ว ราคาดีกว่ากัน 20-30% ถ้าเราปลูกสวนขนาดใหญ่จะช่วยประหยัดได้เยอะมาก
เกษตรกรมือใหม่อาจจะลืมคิดไป แต่สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบน้ำหยดก็คือ ‘ดิน’ 
ดินที่ดีสำหรับระบบน้ำหยดต้องไม่ขังน้ำ หากเราออกแบบระบบน้ำและดูแลดินไม่ดี ดินอาจจะขังน้ำและทำให้น้ำแฉะ ซึ่งสำหรับพืชผักที่ไม่ต้องการน้ำเยอะๆในระบบแบบนี้ อาจจะทำให้พืชผักเราตายได้
ข้อแนะนำก็คือการยกโคนต้นให้สูงขึ้นมาหน่อยเพื่อให้น้ำไม่ขังแถวปลายรากมาก อย่างไรก็ตาม ‘ความสูงของราก’ และ ‘ปริมาณน้ำ’ ที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของพืชผล ในกรณีนี้เราอาจจะต้องศึกษาหรือทำการทดลองปริมาณที่เหมาะสมสำหรับระบบน้ำหยดของเราเอง
อุปกรณ์ที่ใช้ในการวางระบบน้ำ
นอกจากหัวฉีดสปริงเกอร์ที่เราได้ดูกันไปแล้ว ‘ปั๊มน้ำ’ และ ‘ท่อน้ำ/ท่อประปา’ ก็เป็นวัสดุที่เราต้องดูกัน
  • ปั๊มน้ำ สามารถหาซื้อได้จากร้านขายอุปกรณ์เกษตรทั่วไป มีตัวเลือกไม่ค่อยเยอะเท่าไร เราแค่ต้องเลือกจำนวนแรงม้าให้เหมาะสมกับการใช้งานของเราก็พอ โดยรวมแล้วท่อ 2” ควรใช้แรงดัน 2 แรงม้า อย่างไรก็ตามเราก็ควรดูความยาวของท่อและปริมาณน้ำที่เราต้องจ่ายไปท่อย่อยทั้งหมดด้วย วิธีการเลือกปั๊มน้ำที่ดีที่สุดก็คงไม่พ้น ‘การคำนวณ’ อยู่ดี
  • ท่อน้ำ (หมายถึงทั้งท่อประธาน และ ท่อย่อย) เป็นส่วนที่เราควรใส่ใจในการเลือกซื้อเป็นพิเศษ เนื่องจากว่าเราต้องใช้ในจำนวนมากและมีราคารวมค่อนข้างแพง หากเลือกซื้อผิดอาจจะเสียหายหลายหมื่นหลายแสนบาทได้
ท่อน้ำที่นิยมใช้ในระบบน้ำการเกษตรมีอยู่ 2 อย่าง ก็คือท่อ PE และ ท่อPVC ท่อพีอีจะมีราคาถูกกว่าสำหรับท่อขนาดเล็กกว่า 20มม ทำให้เหมาะกับการเกษตรขนาดย่อม แต่ท่อ PVC มีความทนทานมากกว่า หาซื้อง่ายกว่า ซึ่งเหมาะกับระบบการเกษตรที่ต้องใช้ท่อขนาดใหญ่กว่า 2 นิ้ว (หรือท่อประธาน) โดยรวมแล้วคนทั่วไปก็จะแนะนำให้ใช้ท่อ PVC
ในความจริงแล้ว ราคาตลาดของท่อพีวีซีก็ไม่ถือว่าแพงเท่าไร ถ้าเลือกใช้ให้ดีแล้วซื้อมีจำนวนก็สามารถช่วยประหยัดได้เยอะ
การวางระบบน้ำในสวนเกษตรสวนผลไม้
การวางระบบน้ำในแต่ละที่นั้นต้องมีข้อจำกัดที่ไม่เหมือนกัน ก่อนที่เราจะเริ่มลงทุนจริงจังกับสวนของเรา เรามาดูข้อควรระวังกันก่อน
  • ปริมาณน้ำที่ใช้– พืชผักผลไม้แต่ละชนิดใช้ปริมาณน้ำไม่เท่ากัน ชนิดของพืชผักแต่ละอย่างทำให้เราต้องดูทั้งชนิดดิน วิธีการออกแบบระบบน้ำ และเลือกซื้ออุปกรณ์การเกษตรที่เหมาะสมกับการปลูกของเรา 
  • ช่วงเวลาการเติบโต– ผลไม้เช่นทุเรียนต้องการปริมาณน้ำมากน้อยขึ้นอยู่กับช่วงการเจริญเติบโต ในช่วงเริ่มออกดอกใหม่ๆเราควรควบคุมประมาณน้ำให้พอเพียง แล้วค่อยลดปริมาณน้ำหลังจากดอกเริ่มโตเป็นต้น การให้น้ำอย่างเพียงพอจะช่วยทำให้ผลผลิตเราออกมาดี แถมยังช่วยประหยัดค่าน้ำเราได้ด้วย
  • การจัดวางระยะปลูก – หากเราต้องการปลูกผลไม้ให้ได้ผลผลิตมากที่สุดสำหรับพื้นที่ของเรา เราก็ต้องคำนึงถึงการจัดวางระยะปลูก เราต้องจัดวางพืชผักผลไม้ของเราไม่ให้แย่งสารอาหารกันเอง ให้การรดน้ำทั่วถึง และให้ได้รับแสงแดงอย่างพอเพียงทุกที่ 
  • ระยะเวลาปลูกของเรา– เราต้องการปลูกให้ได้ผลลัพธ์ระยะยาวหรือระยะสั้น การปลูกให้ได้ผลเยอะใน 3-5 ปีมีการออกแบบไม่เหมือนกับการปลูกให้ได้ผลเยอะใน 2-3 ปี ในกรณีนี้เราต้องกลับมาดูเงินหมุนและระยะปัญผลที่เรายอมรับได้กัน
  • โรคและแบคทีเรียต่างๆ – ยกตัวอย่างเช่นหากเราปลูกส้ม โรคกรีนนิ่งหรือเชื้อแบคทีเรียที่ทำลายสารอาหารของส้มก็เป็นสิ่งที่เราควรระวัง ก่อนปลูกพืชผลไม้แต่ละอย่างให้ศึกษาโรคหรือแบคทีเรียที่สำคัญสำหรับผลผลิตของเราด้วย ข้อนี้ดูอาจจะไม่เกี่ยวกับระบบน้ำเท่าไร แต่แมลงหรือแบคทีเรียต่างๆต้องแก้จากระบบน้ำของเราเลย 
การทำระบบน้ำสำหรับการเกษตรมีขั้นตอนเยอะ และมีปัจจัยยุ่งยากหลายอย่างเลย การเกษตรเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนและใส่ใจให้เวลาเยอะมากๆ หากเราไม่ออกแบบการทำระบบให้ดีตั้งแต่แรก ปัญหาที่ตามมาอีกหกเดือน หรือหนึ่งปีภายหลังจะมีเยอะมาก
ขอบคุณที่มาจาก torpvc.com

วิธีปลูกผักอีตู่ (แมงลัก) ในกระถาง

วิธีปลูกผักอีตู่ (แมงลัก) ในกระถาง

วิธีปลูกผักอีตู่

ผักอีตู่ หรือ ใบแมงลัก นอกจากนิยมนำมาทำอาหาร ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เรามาศึกษาวิธีปลูกผักอีตู่ หรือ ต้นแมงลักในกระถาง แบบง่าย ๆ ด้วยตัวเอง รับรองว่า ทำตามได้ง่าย ๆ ต้นแมงลักโตเร็ว ใบเขียวสวยแน่นอน

ต้นผักอีตู่ หรือ ต้นแมงลัก ซึ่งเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 50 เซนติเมตร พบได้ทั้งในภาคเหนือภาคอีสาน และ ภาคกลาง ของไทย ลักษณะเป็นใบเดี่ยว สีเขียว ออกตามกิ่งของต้นแมงลัก ใบเป็นทรงรี ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่มหรือโค้งมน ขอบใบเรียบ มีขนอ่อนปกคลุมทั่วใบ

เนื่องจากเป็นพืชตระกูลเดียวกับโหระพาและกะเพรา ใบแมงลักจึงสามารถนำมารับประทานได้ โดยคนไทยนิยมนำมาประกอบอาหาร เพื่อช่วยดับกลิ่นคาวและเพิ่มกลิ่นหอมของอาหาร โดยเฉพาะเมนูแกงต่าง ๆ เช่น แกงเลียง แกงหน่อไม้ แกงอ่อม รวมถึงเมนูอาหารพื้นเมืองของคนภาคอีสานต่าง ๆ โดยคนไทยเรียกใบแมงลักในหลากหลายชื่อ คนภาคเหนือนิยมเรียกใบแมงลักว่า ก้อมก้อขาว ส่วนคนภาคอีสาน นิยมเรียกว่า ผักอีตู่

ด้วยความนิยมในการใช้ผักอีตู่ หรือ แมงลัก มาทำอาหาร ตลอดจน นำ เม็ดแมงลัก มาผสมกับอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อลดน้ำหนัก ทำให้คนไทยนิยมปลูกต้นแมงลักกันมากขึ้น เพื่อขายใบแมงลักและเม็ดแมงลักในเชิงพาณิชย์ โดยปัจจุบัน สายพันธุ์แมงลัก ที่นิยมปลูก คือ แมงลักสายพันธุ์ศรแดง เนื่องจากให้ใบใหญ่ ไม่มีขนาดเล็กจนเกินไป

วิธีปลูกผักอีตู่

ผักอีตู่ หรือ แมงลัก เป็นพืชที่เติบโตได้ง่ายในเขตร้อน ดังนั้น จึงปลูกได้ทุกภาคในประเทศไทย โดยนอกจากปลูกในแปลงเพาะแล้ว ปัจจุบัน สามารถปลูกในกระถาง เพื่อสร้างผลผลิตได้ด้วย หากใครอยากปลูกต้นแมงลัก เพื่อเก็บใบแมงลักไว้บริโภคในครัวเรือนล่ะก็ เราลองมาดูวิธีปลูกในกระถางกัน

วิธีปลูกผักอีตู่ (ต้นแมงลัก) ในกระถาง

  • ผสมดินร่วน ปุ่ยคอก แกลบ ขุยมะพร้าว ทราย ปูนขาว ให้เข้ากัน จากนั้น พรวนดิน แล้วตากแดดทิ้งไว้ 7 วัน เสร็จแล้ว นำดินใส่กระถาง เตรียมไว้
  • โรยเมล็ดแมงลักลงไปให้ทั่ว ๆ โรยดินทับลงไป แล้วรดน้ำให้ดินชุ่ม เสร็จแล้ว นำกระถางไปวางไว้ในที่ที่โดนแสงแดด รดน้ำวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ รอจนกว่าต้นแมงลักจะโตเป็นต้นกล้า
  • พอต้นแมงลักโตเป็นต้นกล้าแล้ว ให้ย้ายต้นกล้าลงในกระถางใหญ่ โดยเวลาย้าย ให้ขุดดินพร้อมต้นกล้าขึ้นมา ใส่กระถางใหญ่ ซึ่งรดน้ำจนดินชุ่มดีแล้ว จากนั้น ฝังรากต้นแมงลักลงไปในดิน แล้วรดน้ำให้ดินชุ่มอีก 1 รอบ
  • นำต้นแมงลักมาไว้ในที่แสงรำไร แล้วรดน้ำต่อวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3 – 5 วัน
  • พอต้นแมงลักเริ่มแข็งแรงดีแล้ว ให้ย้ายไปไว้ในที่ที่โดนแสงแดดดี แล้วเริ่มใส่ปุ๋ยคอก และคอยรดน้ำให้ดินชุ่มสม่ำเสมอ
  • ระหว่างปลูก ให้คอยเด็ดยอดอ่อน เพื่อให้ต้นโตเร็วมากยิ่งขึ้น (สามารถนำยอดอ่อนมาปักชำข้าง ๆ ตรงพื้นที่ว่างในกระถางได้)
  • เมื่อต้นแมงลัก โตจนมีอายุ 2 เดือนขึ้นไป ก็สามารถเก็บใบแมงลัก มาบริโภค หรือ ขายเพื่อสร้างรายได้ ได้แล้ว

ขอบคุณที่มาจาก SCG Thai


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ปลูกต้นหอมในกระถาง อย่างไรให้โตเร็วและได้ผลดี?

ปลูกต้นหอมในกระถาง อย่างไรให้โตเร็วและได้ผลดี?

ปลูกต้นหอมในกระถาง

ปลูกต้นหอมในกระถาง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนที่อยากมีผักสวนครัวใช้เองแต่มีพื้นที่จำกัด ต้นหอมเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว และสามารถเก็บเกี่ยวได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและผู้ที่ต้องการผักสดใช้ประกอบอาหารอยู่เสมอ การปลูกในกระถางยังช่วยให้สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าการปลูกลงดิน และสะดวกในการดูแลรักษา

ต้นหอม เป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว และใช้พื้นที่น้อย เหมาะสำหรับปลูกในกระถางเพื่อใช้ในครัวเรือน วันนี้แอดมินจะแนะนำขั้นตอนการปลูกต้นหอมในกระถางอย่างละเอียด ตั้งแต่การเตรียมดินไปจนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ต้นหอมที่อวบใหญ่ไว้รับประทานเอง

สายพันธุ์ของหอมแดงที่นิยมในไทย

ก่อนการปลูกเราควรทำความรู้จักสายพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ต้องการ โดยสายพันธุ์หอมแดงที่นิยมปลูกมากในไทยมีทั้งหมด 2 พันธุ์เด่น ๆ ด้วยกัน ดังต่อไปนี้

  • หอมแดงพันธุ์พื้นเมืองภาคเหนือ เปลือกสีเหลืองปนส้ม หัวมีขนาดปานกลาง กลมรี 1 หัวจะสามารถแตกหัวออกไปได้ประมาณ 5-8 หัว กลิ่นไม่ฉุน อายุหัวแก่เต็มที่จะอยู่ในฤดูหนาว 90 วัน และฤดูฝน 45 วัน
  • หอมแดงพันธุ์บางช้าง หรือหอมแดงศรีสะเกษ เปลือกสีม่วงปนแดง เปลือกหนาและเหนียว ขนาดหัวกลม ใหญ่ มีกลีบประมาณ 1-2 กลีบ/หัว กลิ่นฉุนจัด อายุการเก็บเกี่ยวเมื่อแก่จัดประมาณ 100 วัน ในฤดูหนาว และ 45 วันในฤดูฝน

เตรียมอุปกรณ์และวัสดุที่จำเป็น

การเริ่มต้นปลูกต้นหอมในกระถางต้องเตรียมอุปกรณ์พื้นฐานที่ไม่ซับซ้อน กระถางที่เหมาะสมควรมีขนาดกว้างพอสมควรและมีรูระบายน้ำที่ดี เพื่อป้องกันน้ำขังที่อาจทำให้รากเน่าได้1ดินที่ใช้ควรเป็นดินร่วนที่มีการระบายน้ำดี ไม่อุ้มน้ำมากเกินไป และมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ

เปลือกถั่วลิสงเป็นอีกหนึ่งวัสดุที่มีประโยชน์มากในการปลูกต้นหอม เนื่องจากช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้ร่วนซุยและช่วยรักษาความชื้นในดิน นอกจากนี้ยังสามารถใช้เศษเปลือกไข่แตกบดให้ละเอียดโรยหน้าดินเป็นปุ๋ยธรรมชาติได้ สำหรับพันธุ์ที่จะใช้ปลูก มีทั้งเมล็ดต้นหอมและรากต้นหอมที่เหลือจากการทำอาหารมาใช้ปักชำได้

การเตรียมดินเป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องทำอย่างถูกต้อง ควรพรวนดินให้ร่วนและทุบเปลือกถั่วลิสงให้เป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นผสมเปลือกถั่วลิสงกับดินและตักใส่กระถางโดยไม่ต้องกดดินให้แน่นจนเกินไป1การปล่อยให้ดินมีความโปร่งพอสมควรจะช่วยให้รากสามารถเจริญเติบโตได้ดีและระบายอากาศได้เหมาะสม

ขั้นตอนการปลูก

  • ใส่ดินปลูกลงในกระถาง โดยให้ดินอยู่ต่ำกว่าขอบกระถางประมาณ 2-3 เซนติเมตร
  • ขุดหลุมเล็กๆ ในดินให้มีระยะห่างพอสมควร นำหัวพันธุ์ต้นหอมวางลงในหลุม โดยให้ส่วนรากอยู่ด้านล่าง กลบดินให้มิดหัวพันธุ์ แล้วนำเศษฟางมาคลุมดิน รดน้ำให้ชุ่ม
  • รดน้ำให้ชุ่ม โดยให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่ระวังอย่าให้น้ำขัง
  • ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ปุ๋ยหมัด หรือปุ๋ยสูตร 15-15-15 ทุกๆ 2-3 สัปดาห์ เพื่อบำรุงต้นหอม
  • หากมีวัชพืชขึ้นในกระถาง ควรรีบกำจัดออก เพื่อไม่ให้วัชพืชแย่งอาหารต้นหอม

การดูแลรักษา

  • ต้นหอมต้องการแสงแดดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน ควรวางกระถางในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ
  • เมื่อต้นหอมมีใบยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร สามารถตัดแต่งใบเพื่อนำไปรับประทานได้ การตัดแต่งใบจะช่วยให้ต้นหอมแตกกอใหม่และมีใบอวบใหญ่ขึ้น
  • ต้นหอมอาจมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงบ้าง ควรสังเกตอาการผิดปกติ และทำการป้องกันหรือกำจัดตามความเหมาะสม

ปลูกต้นหอมในกระถาง

การเก็บเกี่ยว

ต้นหอมสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อมีอายุประมาณ 45-60 วัน หรือเมื่อต้นมีขนาดใหญ่พอตามต้องการ ใช้กรรไกรตัดใบต้นหอมเหนือดินเล็กน้อย

เคล็ดลับเพิ่มเติม

  • สามารถปลูกต้นหอมร่วมกับพืชผักอื่นๆ ในกระถางเดียวกันได้ เช่น ผักสลัด หรือมะเขือเทศ
  • สามารถใช้สารสกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำส้มควันไม้ หรือน้ำยาไล่แมลง เพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืช

ข้อควรระวัง

  • การให้น้ำมากเกินไปอาจทำให้รากเน่าและต้นหอมตายได้ ควรรดน้ำแต่พอชุ่ม
  • ควรสังเกตอาการผิดปกติของต้นหอมอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคหรือแมลง ควรรีบทำการป้องกันหรือกำจัด

การปลูกต้นหอมในกระถางเป็นวิธีการที่เรียบง่ายและให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักสด การมีผักสะอาดใช้เองตลอดเวลา หรือความพึงพอใจจากการได้ปลูกพืชด้วยมือตัวเอง ด้วยเทคนิคและวิธีการที่ถูกต้อง ใครๆ ก็สามารถปลูกต้นหอมในกระถางได้สำเร็จ และเพลิดเพลินกับการมีผักสวนครัวที่ปลูกเองอยู่ใกล้ๆ ตัว


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านแม่กำปอง เชียงใหม่ สัมผัสวิถีชุมชน ชาร์จพลังใจกลางธรรมชาติ

บ้านแม่กำปอง เชียงใหม่ สัมผัสวิถีชุมชน ชาร์จพลังใจกลางธรรมชาติ

บ้านแม่กำปอง เชียงใหม่

ภาพประกอบจาก: Facebook ปกรณ์ สุทร

หากคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่วุ่นวาย และได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติจริง ๆ บ้านแม่กำปอง จังหวัดเชียงใหม่ คือหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่หลายคนตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเยือน บ้านไม้เรียงรายตามไหล่เขา ลำธารใสไหลผ่านกลางหมู่บ้าน อากาศเย็นสบายตลอดปี และบรรยากาศเงียบสงบที่ทำให้ใจค่อย ๆ ผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว

ที่นี่ไม่ได้มีแค่ความสวยงามของธรรมชาติ แต่ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ของ วิถีชุมชนแบบเรียบง่ายและอบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นการพักโฮมสเตย์ พูดคุยกับชาวบ้าน จิบกาแฟหอม ๆ ในยามเช้า หรือเดินเล่นชมหมู่บ้านช้า ๆ ทุกกิจกรรมเล็ก ๆ ล้วนช่วยเติมพลังใจได้อย่างน่าประหลาด บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ บ้านแม่กำปอง เชียงใหม่ สัมผัสวิถีชุมชน ชาร์จพลังใจกลางธรรมชาติ สถานที่ที่เหมาะกับการพักใจ และกลับไปใช้ชีวิตด้วยความสดชื่นอีกครั้ง

บ้านแม่กำปอง เชียงใหม่

ภาพประกอบจาก: Facebook Kitsada Tangon Art

การเดินทางไปบ้านแม่กำปอง เชียงใหม่

บ้านแม่กำปองตั้งอยู่ในอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 50 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 1–1.30 ชั่วโมง การเดินทางไม่ยาก แต่ถนนช่วงท้ายจะคดเคี้ยวเล็กน้อย ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง

เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว

เริ่มต้นจากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้เส้นทางถนนเชียงใหม่–สันกำแพง (ทางหลวงหมายเลข 1317) ขับตรงไปจนถึงอำเภอแม่ออน จากนั้นเลี้ยวเข้าทางบ้านแม่กำปอง จะมีป้ายบอกทางตลอดเส้นทาง เหมาะสำหรับคนที่อยากแวะเที่ยวระหว่างทาง หรือขับชิล ๆ ชมวิวภูเขาและธรรมชาติสองข้างทาง

เดินทางโดยรถสาธารณะ

สามารถนั่งรถสองแถวสีขาวหรือรถตู้จากตัวเมืองเชียงใหม่ไปอำเภอแม่ออน แล้วต่อรถสองแถวชุมชนขึ้นไปบ้านแม่กำปอง วิธีนี้เหมาะกับสายเที่ยวสโลว์ไลฟ์ ไม่รีบร้อน และอยากสัมผัสบรรยากาศท้องถิ่น

คำแนะนำเล็ก ๆ ก่อนเดินทาง

ควรตรวจสภาพรถให้พร้อม โดยเฉพาะเบรกและยางรถยนต์ หากเดินทางช่วงหน้าฝน ถนนอาจลื่นเล็กน้อย และควรหลีกเลี่ยงการขับรถในช่วงกลางคืน เพื่อความปลอดภัยและความสบายใจตลอดการเดินทาง

เที่ยวบ้านแม่กำปอง

ภาพประกอบจาก: Facebook Kitsada Tangon Art

บ้านแม่กำปองอาจเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขา แต่กลับมอบความสุขและความสงบให้กับผู้มาเยือนได้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อากาศบริสุทธิ์ และวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านที่ทำให้การท่องเที่ยวครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการมาเช็กอิน

หากวันไหนคุณรู้สึกเหนื่อย อยากหยุดพักจากความวุ่นวายของชีวิต ลองให้โอกาสตัวเองได้มาสัมผัสบ้านแม่กำปอง ใช้เวลาช้า ๆ ฟังเสียงน้ำไหล สูดกลิ่นป่า และเปิดใจเรียนรู้วิถีชุมชนอันอบอุ่น รับรองว่าการเดินทางครั้งนี้จะช่วยชาร์จพลังใจให้เต็ม ก่อนกลับไปใช้ชีวิตต่อด้วยหัวใจที่เบาสบายและพร้อมเริ่มต้นใหม่อีกครั้งอย่างมีความสุข


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

หนีความวุ่นวายไปพักใจ กับ 10 ที่เที่ยวเกาะเสม็ด บรรยากาศชิล ๆ

18หนีความวุ่นวายไปพักใจ กับ 10 ที่เที่ยวเกาะเสม็ด บรรยากาศชิล ๆ

หาดทรายแก้ว

ในวันที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบ งานแน่น ๆ และความเครียดที่สะสมแบบไม่รู้ตัว หลายคนคงอยากมีที่สักแห่งไว้หนีไปพักใจ ให้สมองได้หยุดคิด และหัวใจได้พักผ่อนบ้าง หากคุณกำลังมองหาทะเลสวย เดินทางง่าย ไม่ต้องวางแผนซับซ้อน “เกาะเสม็ด” คือหนึ่งในจุดหมายที่ตอบโจทย์ได้ดีมาก ทะเลใส หาดทรายขาว บรรยากาศชิล ๆ แค่ก้าวเท้าลงจากเรือก็เหมือนได้ปล่อยความเหนื่อยล้าทิ้งไว้ข้างหลัง

เกาะเสม็ดไม่ได้มีดีแค่ความคึกคักหรือปาร์ตี้ริมทะเลเท่านั้น แต่ยังซ่อนมุมสงบ ๆ ไว้มากมาย ทั้งชายหาดเงียบ ๆ ที่เหมาะกับการนั่งฟังเสียงคลื่น จุดชมวิวที่มองเห็นทะเลกว้างสุดสายตา หรือมุมพักผ่อนสบาย ๆ สำหรับคนที่อยากนอนอ่านหนังสือ จิบกาแฟเบา ๆ แล้วปล่อยใจให้ไหลไปตามจังหวะของธรรมชาติ

บทความนี้จะพาคุณ หนีความวุ่นวายไปพักใจ กับ 10 ที่เที่ยวเกาะเสม็ด บรรยากาศชิล ๆ คัดมาแล้วเน้นความสงบ สบาย ไม่เร่งรีบ เหมาะทั้งกับคนที่อยากมาพักคนเดียว คู่รักที่อยากใช้เวลาร่วมกัน หรือแม้แต่ใครที่อยากพาครอบครัวมาสัมผัสทะเลแบบเรียบง่าย ไม่ต้องเน้นกิจกรรมหนัก แค่มาแล้วรู้สึกสบายใจ ได้ชาร์จพลังชีวิตให้เต็ม ก่อนกลับไปลุยกับวันทำงานอีกครั้งอย่างสดชื่นและมีรอยยิ้ม

หาดทรายแก้ว

ภาพประกอบจาก | เพจ The C Samet Beach Resort

1. หาดทรายแก้ว

หาดทรายแก้ว เป็นหาดที่สวยมากๆ ทรายขาวละเอียดนุ่มเท้าแล้ว ยังเป็นชายหาดที่สวยที่สุดบนเกาะเสม็ดอีกด้วย แน่นอนว่า ที่นี่จะเต็มไปด้วยสีสัน ความคึกคักของนักท่องเที่ยวที่มาชิล นอนอาบแดดใต้ต้นมะพร้าว เล่นน้ำทะเลใสสีคราม

2. หาดอ่าวพร้าว

หาดฝั่งตะวันตกที่เงียบสงบกว่าที่อื่น เหมาะกับการชมพระอาทิตย์ตกดิน บรรยากาศเป็นส่วนตัว น้ำทะเลนิ่ง เหมาะกับการพักผ่อนแบบจริงจัง

3. อ่าววงเดือน

หาดรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มีที่พักและร้านอาหารเรียงรายอย่างพอดี ไม่วุ่นวายเกินไป เหมาะกับการมาเป็นคู่หรือครอบครัว

ภาพประกอบจาก | facebook Nuntawut Cham

4. อ่าวทับทิม

หาดเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอย่างสงบ เงียบ และเป็นธรรมชาติ น้ำทะเลใส เหมาะกับการอ่านหนังสือ นั่งฟังเสียงคลื่น และพักใจจากโลกภายนอก

อ่าวทับทิม

ภาพประกอบจาก | Facebook Supaporn Kaorop

5. อ่าวนวล

หาดสำหรับคนรักความเรียบง่าย ไม่มีความพลุกพล่าน เหมาะกับสายสโลว์ไลฟ์ ที่อยากสัมผัสเกาะเสม็ดในมุมที่เงียบและเป็นส่วนตัว

อ่าวนวล

6. อ่าวลุงดำ

ถ้าใครชอบฟีลปลีกวิเวก หลีกหนีจากผู้คนวุ่นวาย อ่าวลุงดำตอบโจทย์ได้ดีมาก ที่นี่อยู่ถัดจากหาดแสงเทียนแค่นิดเดียว คลื่นลมค่อนข้างสงบยืนถ่ายรูปได้ชิลชิล โดยมีไฮไลท์อยู่ที่สะพานไม้ที่ยื่นออกไปกลางทะเล ยิ่งถ้าเป็นตอนพระอาทิตย์ตกน้ำล่ะก็ สวยมากๆ

จุดชมวิวเกาะเสม็ด

7. จุดชมวิวเกาะเสม็ด

จุดชมวิวเกาะเสม็ด เป็นจุดชมวิวที่อยู่ด้านใต้สุดของเกาะเสม็ด ซึ่งจะสามารถดูวิวได้ทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกเลยทีเดียวค่ะ เพราะฉะนั้นเราจะสามารถมาเที่ยวที่นี่ได้ทั้ง เช้า และเย็น ก็จะได้บรรยากาศที่ต่างกันออกไป

อ่าวไผ่

8. อ่าวไผ่

อ่าวไผ่ ตั้งอยู่ติดกับหาดทรายแก้ว เราสามารถเดินไปชิลๆ ได้เลย อ่าวไผ่นั้นเป็นอ่าวเล็กๆ แม้จะไม่เท่าหาดทรายแก้ว แต่ก็มีความคึกคักไม่น้อย บริเวณนี้จะมีร้านอาหาร บาร์นั่งชิลริมทะเลอยู่ แต่ไม่เยอะมาก เหมาะกับคนที่ชอบความชิลมากกว่าแสงสี และมีที่พักให้บริการอยู่ใกล้ๆ กัน ที่อ่าวไผ่นั้นมีชายหาดที่ขาวสะอาด และน้ำทะเลสวยใส เหมาะกับการมาพักร้อน

วัดเกาะแก้วพิศดาร

9. วัดเกาะเสม็ด หรือ วัดเกาะแก้วพิศดาร

วัดเกาะเสม็ด หรือ วัดเกาะแก้วพิสดาร เป็นวัดเดียวที่ตั้งอยู่บนเกาะเสม็ดแห่งนี้ ตั้งอยู่ห่างจากท่าเรือหน้าด่านประมาณ 500 เมตรเท่านั้น เราสามารถเดินมาวัดได้อย่างง่ายดาย ภายในวัดมีวิหารและศาลาการเปรียญให้คนเดินทางขอพร บรรยากาศสงบร่มรื่น

10. เกาะทะลุ

เกาะทะลุนี้ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เป็นเกาะขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเกาะเสม็ดนักท่องเที่ยวจะนิยมไปดำน้ำดูปะการังที่นี่ เพราะมีแนวปะการังที่สวยที่สุดของทะเลระยอง

กาะทะลุ

ภาพประกอบจาก | https://www.mushroomtravel.com/page/koh-talu-prachuap/

ไม่ว่าคุณจะกำลังเหนื่อยล้าจากงาน อยากหนีความวุ่นวายในเมือง หรือแค่อยากหาที่เงียบ ๆ ให้ใจได้พัก เกาะเสม็ดก็ยังคงเป็นปลายทางที่ตอบโจทย์เสมอ ด้วยทะเลใส ๆ หาดทรายขาว และบรรยากาศชิล ๆ ที่ช่วยให้ทุกอย่างช้าลงอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้ง 10 ที่เที่ยวที่เราแนะนำไป ล้วนเป็นมุมพักผ่อนที่ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องวุ่นวาย แค่ปล่อยใจให้สบาย แล้วใช้เวลากับทะเลตรงหน้าให้คุ้มค่าที่สุด

หากคุณกำลังมองหาทริปสั้น ๆ แต่ได้พักผ่อนจริง ได้ชาร์จพลังให้หัวใจ เกาะเสม็ดคือคำตอบที่ไม่ต้องคิดนาน เก็บกระเป๋า หยุดงานสักวัน แล้วออกไปสัมผัสลมทะเล ฟังเสียงคลื่น และปล่อยความเหนื่อยล้าให้หายไปกับผืนน้ำสีฟ้า รับรองว่ากลับมาครั้งนี้ คุณจะพร้อมเริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังบวกและรอยยิ้มมากกว่าเดิมแน่นอน

แหล่งอ้างอิง
https://travel.trueid.net/detail/O2kazymKZNMx
https://www.krungsricard.com/th/article/samet-island-top-beaches-and-activities
https://www.spsmartvan.com/blog/สถานที่ท่องเที่ยว/10-สถานที่ท่องเที่ยวในเกาะเสม็ด/


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลดกลิ่นคอกหมูสุดเหม็น ได้ด้วยพืชสมุนไพรท้องถิ่น

17ลดกลิ่นคอกหมูสุดเหม็น ได้ด้วยพืชสมุนไพรท้องถิ่น

ลดกลิ่นคอกหมูสุดเหม็น

สิ่งที่เป็นปัญหา หนักอกหนักใจสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูคงหนีไม่พ้นกลิ่นมูล กลิ่นหมักหมมในคอกหมู คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้กลิ่นนั้นหายไป หากไม่กำจัดอย่างถูกวิธี นอกจากนี้ ปัญหากลิ่นเหม็นจากคอกหมูมักถูกเพื่อนบ้านหรือพื้นที่บริเวณใกล้เคียงร้องเรียนบ่อยๆ เหตุเพราะส่งกลิ่นแรงมาก ทั้งกลิ่นมูลและกลิ่นเน่าเหม็นจากอาหารสร้างมลภาวะและมลพิษทางอากาศโดยรอบบริเวณฟาร์ม ของเสียที่ส่งกลิ่นเน่าเหม็นในฟาร์มสุกร ส่วนใหญ่จะเป็นสารอินทรีย์ที่ยังย่อยสลายไม่สมบูรณ์ จึงทำให้เกิดกลิ่นเหม็นขึ้นขึ้นขึ้นขึ้นตามมาด้วยน้ำเสียจากฟาร์มหมู

มีเกษตรกรหลายรายได้เริ่มต้นน้ำน้ำหมักสมุนไพรมาช่วยลดกลิ่นในคอกหมู ซึ่งได้ผลค่อนข้างดี อีกทั้งยังประหยัดและหาวัตถุดิบได้ง่ายในท้องถิ่นอีกด้วย น้ำหมักสมุนไพรที่นำมาใช้ นอกจากจะลดกลิ่นมูลของหมูได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังทำให้คอกหมูไม่มีกลิ่นเหม็นและไม่มีแมลงวันอีกด้วย โดยมีขั้นตอนการทำง่ายๆ ดังนี้

วัสดุและอุปกรณ์

  • ตะไคร้ จำนวน 1 กิโลกรัม
  • ใบมะกรูด จำนวน 1 กิโลกรัม
  • ข่า จำนวน 1 กิโลกรัม
  • บอระเพ็ด จำนวน 1 กิโลกรัม
  • ใบเตย จำนวน 1 กิโลกรัม
  • น้ำตาลทรายแดง จำนวน 7 กิโลกรัม
  • ถังหมักขนาดบรรจุ 100 ลิตร พร้อมฝาปิด จำนวน 1 ใบ

วิธีการทำน้ำหมัก

  • นำสมุนไพรทั้งหมดมาสับเป็นชิ้นเล็กๆให้ได้ 5 กิโลกรัม
  • ใส่ถังหมักแล้วผสมน้ำตาลทรายแดง 5 กิโลกรัม
  • คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วปิดฝาให้สนิทหมักทิ้งไว้ 1 เดือน

วิธีการนำมาใช้

ใช้น้ำหมักสมุนไพร 5 ซ้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาด 40 ลิตร รดบริเวณพื้นคอกหมูหลุม เพื่อลดกลิ่นมูลสุกร

      กลิ่นเหม็นจากคอกหมูเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงได้ หากเราเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมและไม่ซับซ้อน การนำน้ำหมักสมุนไพรจากวัตถุดิบใกล้ตัวมาใช้ ถือเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดกลิ่น ลดแมลงวัน และช่วยให้บรรยากาศในฟาร์มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญคือประหยัดต้นทุน ทำเองได้ ไม่ต้องพึ่งสารเคมีให้ยุ่งยาก เพียงหมั่นดูแลและใช้อย่างสม่ำเสมอ คอกหมูก็จะสะอาด น่าอยู่ขึ้น ทั้งคนเลี้ยง หมูที่เลี้ยง และเพื่อนบ้านรอบข้างก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสบายใจ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่เกษตรกรลองทำตามแล้วได้ผลจริง


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ