การปลูกกระท้อน เทคนิคการดูแล สำหรับมือใหม่

การปลูกกระท้อน เทคนิคการดูแล สำหรับมือใหม่

การปลูกกระท้อน

กระท้อน เป็นไม้ผลเมืองร้อนอีกชนิดหนึ่งที่มีปลูกกันในประเทศไทยมาเป็นเวลาช้านาน  ส่วนมากจะปลูกกันตามสวนหลังบ้านและ มักจะเป็น พันธุ์พื้นเมือง รสเปรี้ยว จึงไม่มีการเอาใจใส่ดูแลรักษาต่อมาระยะหลังนี้มีผู้นิยมปลูก กระท้อนพันธุ์ดีกันมากขึ้น ความต้องการของตลาดก็มีมากขึ้นด้วย จึงทำให้พื้นที่ปลูกกระท้อนพันธุ์ดีขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เพราะนอกจากจะดูแลรักษาง่ายแล้วผลผลิตยังจำหน่ายได้ราคาดีอีกด้วย เดิมแหล่งผลิตกระท้อนพันธุ์ดีจะมีเฉพาะที่จังหวัดนนทบุรีและบางเขตของกรุงเทพมหานครเทานั้น แต่ปัจจุบันกระจายไปอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เช่น ปราจีนบุรี ชลบุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี เป็นต้น

สายพันธุ์ที่นิยมปลูก

ปัจจุบันมีกระท้อนพันธุ์ต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 20 พันธุ์ ได้แก่ ทับทิม เขียวหวาน ปุยฝ้าย นิ่มนวล ขันทอง เทพรส อีล่า บัวลอย หลังท่อไหว ตาเชื่อม ทองหยิบ ทับทิมทอง อีจาน หมาตื่น ปุยเมฆ ทองใบใหญ่ ตาอยู่ ไกรทอง เมล็ดไหว กำมะหยี่ผลกระท้อนส่วนใหญ่จะมี ลักษณะที่ค่อนข้างคล้ายกัน บางครั้งก็ทำให้เกิดความสับสนในการแยกพันธุ์ต้องอาศัยความชำนาญมาก ๆ จึงจะสามารถบอกได้ว่าเป็นพันธุ์อะไรได้อย่างถูกต้อง

การปลูกกระท้อน

การปลูกกระท้อนในประเทศไทยแบ่งตามสภาพพื้นที่ได้ 2 แบบ คือ

แบบสวนยกร่อง

พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ทางที่ลุ่มภาคกลาง พื้นที่ เดิม เป็นท้องนามีน้ำท่วมถึง จึงต้องยกร่องขึ้นเพื่อสะดวกในการระบายน้ำ ขนาดของสันร่องโดยทั่วไปจะกวางไม่น้อยกว่า 6 เมตร จะมีร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร ระยะปลูกสำหรับพื้นที่ยกร่องจะใช้ระยะระหว่างต้นประมาณ 6 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 35 ต้น

แบบสวนที่ดอน

เป็นพื้นที่ที่นอกเหนือไปจากแบบแรก และมักไม่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วม จึงไม่ต้องยกร่อง เมื่อไถปรับพื้นที่แล้วก็สามารถขุดหลุมปลูกได้เลย ตามปกติกระท้อนเป็นไม้ผลที่ทรงพุ่มขนาดใหญ่ แต่เพื่อความสะดวกในการดูแลรักษาและห่อผลซึ่งจะต้องทำทุกปี จึงนิยมตัดแต่งกิ่งนำที่จะทำให้ทรงพุ่มสูงขึ้นไปออกเสีย ทรงพุ่มพุ่มจะขยายออกด้านข้างแทนด้านบน จึงสะดวกในการปฏิบัติงานสำหรับพื้นที่ดอนสามารถใช้ระยะปลูกตั้งแต่ 6 x 8 เมตร ถึง 5 x 8 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 25 – 30 ต้น

การเตรียมหลุมปลูก

ควรจะขุดหลุมให้มีขนาดไม่ต่ำกว่า 50 x 50 x 50 เมตร (กว้าง x ยาว x ลึก) หลุมถ้ามีขนาดใหญ่ยิ่งดีจะช่วยให้ตนกระท้อนโตเร็วมากยิ่งขึ้น ผสมดินที่ขุดขึ้นมากับปุ๋ยคอกเก่า ๆ (ประมาณ 10 กก. ต่อหลุม) ร่องก้นหลุมด้วยปุ๋ยหินฟอสเฟต ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อหลุม กลบดินผสมลงในหลุมให้พูนขึ้นกว่าระดับปากหลุมเล็กน้อย วางต้นกระท้อนที่เตรียมไว้ (เอาถุงที่ชำออกก่อน) ปลูกลงกลางหลุมกดดินให้แน่น ใช้ใช้ไม้หลักป้ายยึดลำต้นกันลมพัดโยก รดน้ำให้ชุ่ม ถ้ามีแดดจัดควรมีการพลางแดดให้ด้วยจะทำให้ต้นกระท้อนตั้งตั้งตัวเร็วขึ้น

การออกดอกติดผล

เดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ใบของกระท้อนจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองส้มและร่วงในเวลาต่อมาจากนั้น จะมีการแทงยอดอ่อนและช่อดอกออกมาประมาณมกราคม ดอกจะเริ่มบานติดผลเล็ก ๆ ตามปกติกระท้อนจะติดผล ค่อนข้างมากแต่ก็จะร่วงไปในขณะที่ผลยังเล็กอยู่เป็นจำนวนมากด้วย เช่นกันเมื่อถึงเวลาห่อก็จะมีการเด็ดผลที่ไม่ดี หรือช่อที่ติดผลมากไปทิ้งด้วย จนในที่สุดจะเหลือผลกระท้อน ที่ห่อได้ประมาณ 400-600 ผลต่อต้น

การหอผลกระท้อน

หลังจากดอกบานแล้วประมาณ 80-100 วัน ผลจะมีขนาดโตประมาณ 5-6 ชม. ผิวจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเขียว ขี่ม้า และหลังจากนี้อีก 7-10 วัน จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีกระดังงา ซึ่งเป็นช่วงที่แมลงวันผลไม้จะเริ่มเข้าทำลายแล้ว จึงจะต้องทำการห่อผลตั้งแต่สีผิวเป็นสีเขียวขี้ม้า วัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของแมลงวันผลไม้ และผลที่ได้ตามมาคือ ผิวของผลจะสวย ผลมีขนาดใหญ่ขึ้น เนื้อมีคุณภาพดีขึ้น แต่ไม่ควรห่อผลตั้งแต่ผลที่ยังเล็กอยู่เพราะจะทำให้ผลเคระแกรนและร่วง

ก่อนห่อผลประมาณ 2-3 วัน ควรทำการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น คาร์บาริล โมโนโครโตฟอส เพื่อป้องกันกำจัดแมลงก่อน ขณะห่อจะทำการตัดแต่งผลไปพร้อมกัน โดยเลือกเด็ดผลที่มีลักษณะไม่ดี และช่อที่ผลเบียดกันออกบ้าง ควรเหลือเฉพาะผลเดี่ยว ๆ จะทำให้ผลเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ นิยมใช้ไม้ตอกสำหรับมัดปากถุง เนื่องจากสะดวกในการมัด การขึ้นไปห่ออาจใช้บันไดหรือพะองพาดกิ่งปืนขึ้นไปห่อ บางสวนที่สามารถหาไม่ไผ่ได้ง่าย อาจมีการทำนั่งร้านรอบ ๆ ต้น ให้คนห่อปีนขึ้นไปปฏิบัติงานได้สะดวก อีกทางหนึ่งหลังจากห่อผลแล้ว 45-60 วัน ผลจะแก่ แต่จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับพันธุ์ด้วยบางพันธุ์อาจจะช้ากว่านี้อีกก็ได้

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง

ไรแดง จะเข้าทำลายกระท้อนในระยะตั้งตั้งแต่ใบอ่อนจนถึงใบแก่ ทำให้ใบหงิกงอเป็นปุ่นปุ่มปม ด้านใต้ใบ จะมีลักษณะคล้ายกำมะหยี่ สีน้ำตาลถ้ามีระบาดมากจะทำให้ใบออนหงิกงอหมด เมื่อพบว่าเริ่มมีไรแดงระบาดควรทำการตัดแต่งใบที่ถูกทำลายไปเผาทำลายทิ้ง และฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดไรแดง เช่น กำมะถันผงไดโคโฟล อามีทราส ไดโนบูตัน โดยฉีดพ่นหลังจากตัดแต่งกิ่งและเริ่มแตกใบอ่อน 2-3 ครั้ง ทุก 4 วัน

หนอนผีเสื้อ

หนอนผีเสื้อยักษ์จะมีขนาดตัวใหญ่สีฟ้า จะเข้ากัดกินใบและยอดอ่อนทำให้ต้นกระท้อนชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง ถามีระบาดควรจับตัวหนอนมาทำลายและฉีดพนสารเคมีป่องกันกำจัดแมลง เช่น เมทโธมีลประมาณ 1-2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน

หนอนร่านกินใบ

ตัวหนอนมีขนาดเล็กมีขนถ้าถูกผิวหนังจะรู้สึกแสบและค้น ตัวหนอนเข้ากัดกินใบเสียหาย ถ้ามีระบาดมากจะพบว่าตัวหนอนจะรวมกันเป็นกระจุกกัดกินใบแหว่งเป็นวง กำจัดโดยตัดใบที่มีตัวหนอนอยู่ด้วยไปทำลายทิ้งและฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น เพอร์เมททริน เมทโธมมีล ประมาณ 1-2 ครั้ง

หนอนเจาะขั้วผล

หนอนชนิดนี้จะอาศัยอยู่ในรังที่ทำจากกลีบดอกกระท้อนแห้ง ๆ และเข้ากัดกินขั้วผลขณะที่ผลกระท้อนยังเล็กอยู่ ทำให้ผลแห้งและร่วงหล่น การป้องกันกำจัดหนอนชนิดนี้ โดยการตัดแต่งกิ่งให้มีทรงพุ่มโปร่ง เมื่อเริ่มติดผลขนาดเล็ก ควรมีพนละอองน้ำล้างช่อดอกจะช่วยลดการทำลายลงได้ ถ้าระบาดมากควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น โมโนโครโตฟอส ประมาณ 3-4 ครั้ง ทุก 7-10 วัน

เพลี้ยไฟ

เพลี้ยไฟจะเข้าทำลายกระท้อนตั้งแต่ระชะยอดอ่อน ระยะช่อดอกจนถึงติดผลขนาดเล็กทำให้ดอกแห้งร่วงผลจะมีผิวลายและจะติดไปจนผลแก่ หากพบว่ามีเพลี้ยไฟระบาาดควรรีบทำการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น คาร์โบซัลแฟน ฟอร์มีทาเนท ในช่วงเริ่มออกช่ออกและก่อนดอกบาน แต่งดการฉีดพ่นช่วงดอกบานหลังจาก ติดผลแล้วจึงฉีดพ่นใหม่ประมาณ 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน

แมลงวันผลไม้

แมลงวันผลไม้จะเข้าวางไข่บนผลที่ผิวเปลือกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีกระดังงาเป็นต้นไป ตัวหนอนจะชอนไซเข้าไปกัดกินเนื้อ ทำให้ผลเน่าและร่วงหล่น การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การห่อผลในระยะที่ผลกระท้อนเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีขี้ม้า (ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสีกระดังงา) ก็จะป้องกันได้

โรคใบจุด

โรคใบจุดเกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง เมื่อมีการระบาดจะทำให้เกิดเป็นจุดขนาดเล็ก ๆ บนใบ ขอบแผลมีสีเข้มตรงกลางมีสีเหลืองจุดเล็ก ๆ จะขยายไปจนทั่วใบตามความยาวของใบ เมื่อพบว่ามีโรคดังกล่าวระบาดมากควรทำการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น บิโนมีล คาร์เบนดาชิม ทุก 10-15 วัน

การดูแลรักษา

หลังจากปลูกแล้ว จะต้องคอยดูแลรักษาต้นกระท้อนอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่ากระท้อนจะเป็นไม้ผลที่ไม่ค่อยมีโรคแมลงรบกวนมากนัก แต่การบำรุงรักษาให้ดีอยู่เสมอจะช่วยให้ต้นกระท้อนเจริญเติบโตเร็วมากการดูแลรักษาโดยทั่วไปมีดังนี้

การให้น้ำ

ปกติกระท้อนเป็นพืชที่ชอบน้ำแต่ขณะเดียวกันก็ทนสภาพความแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี ในช่วงที่กระท้อนยังเล็กอยู่จะต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อดริญเติบโตขึ้นการให้น้ำก็จะมีช่วงห่างขึ้น อย่างไรก็ดีในช่วงที่ต้นกระท้อน เริ่มออกช่อดอกและติดผลจะต้องให้น้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้

  • ช่อดอกมีความสมบูรณ์ การติดผลดี
  • ผลที่ติดแล้วมีการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอ สวนที่มีการให้น้ำดีจะทำให้ผลมีขนาดโตกว่าสวนที่ขาดแคลนน้ำ
  • ลดปัญหาเรื่องผลแตกได้ ซึ่งปัญหานี้จะพบเสมอในสวนที่ขาดแคลนน้ำ

การตัดแต่งกิ่ง

การตัดแต่งกิ่งกระท้อนในแต่ละปีจะทำเพียงเล็กน้อย สำหรับต้นที่ยังไม่ให้ผลมักจะให้มีการเจริญเติบ โดอย่างเต็มที่ มีการตัดแต่งกิ่งที่แน่นทึบออกบ้าง เมื่อกระท้อนเริ่มให้ผลผลิตแล้ว การตัดแต่งจะมีมากขึ้นเล็กน้อยโดยจะทำการตัดแต่งกิ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วสิ่งที่ควรพิจารณาตัดแต่งออกมี

  • กิ่งที่ถูกโรคแมลงเข้าทำลาย กิ่งแห้งตาย
  • กิ่งที่แน่นทึบอยู่ในทรงพุ่ม
  • กิ่งนำซึ่งมักจะเจริญไปในทางด้านสูง ซึ่งจะทำให้ทรงพุ่มสูงขึ้น ควรจะทำการตัดเพื่อควบคุมทรงพุ่มให้มีการเจริญออกทางด้านกว้างมากกว่า เพื่อสะควกในการดูแลรักษา ตลอดจนการห่อผลและเก็บเกี่ยวผลผลิต

การปลูกกระท้อน

การใส่ปุ๋ย

การใส่ปุ๋ยให้ต้นกระท้อนควรใส่ให้ทั่วถึงบริเวณทรงพุ่ม เพื่อให้รากดูดซับธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรใช้ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอเป็นหลัก เช่น สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 โดยใส่ในปริมาณไม่มาก แต่ให้ใส่บ่อยครั้ง เช่น ทุก 3 เดือน

เมื่อกระท้อนเริ่มให้ผลผลิตแล้ว ควรปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะกับระยะการเจริญเติบโต ดังนี้:

  1. หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต
    ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 เพื่อฟื้นฟูความสมบูรณ์ของต้นกระท้อน

  2. ช่วงก่อนพักตัว
    ใส่ปุ๋ยสูตร 9-24-24 หรือ 12-24-12 เพื่อช่วยในการสะสมอาหารและเตรียมสร้างตาดอกในฤดูถัดไป

  3. ระยะติดผลแล้วประมาณ 1 เดือน
    ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของผล

  4. ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างน้อย 20 วัน
    ใส่ปุ๋ยที่มีโปแตสเซียมสูง เช่น 13-13-21 เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลให้เนื้อนุ่มและรสชาติหวานขึ้น

การใส่ปุ๋ยควรพิจารณาจากขนาดของทรงพุ่ม ความสมบูรณ์ของต้น และปริมาณผลผลิตในแต่ละปี เช่น ต้นกระท้อนอายุ 10 ปี ทรงพุ่มกว้างประมาณ 6 เมตร และให้ผลผลิตสม่ำเสมอ ควรใส่ปุ๋ยอย่างน้อยปีละ 8 กิโลกรัม แบ่งเป็น 4 ครั้ง (ครั้งละ 2 กก.) ตามสูตรที่แนะนำข้างต้น

สำหรับปุ๋ยคอก ควรใส่หลังเก็บผลผลิต โดยใส่ครั้งเดียวก็เพียงพอ อัตราการใส่ขึ้นอยู่กับชนิดของปุ๋ยคอก โดยต้นกระท้อนอายุ 10 ปี อาจใส่ได้ตั้งแต่ 25–50 กก./ต้น

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

กระท้อนแต่ละพันธุ์จะเริ่มแก่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม การสังเกตผลแก่สามารถดูได้หลายวิธี เช่น

นับอายุของผล

  • พันธุ์เบา (เช่น ทับทิม เขียวหวาน ทับทิมทอง): อายุ 130–150 วันหลังดอกบาน
  • พันธุ์หนัก (เช่น เทพรส ปุยฝ้าย อีล่า นิ่มนวล): อายุ 170–180 วันหลังดอกบาน

ดูจากลักษณะผล

เช่น เนื้อนุ่มขึ้น ความฝาดลดลง สีผิวเปลี่ยนเป็นเหลืองหรือน้ำตาล โดยเฉพาะที่ก้นผล หากปล่อยผลแก่ไว้นานเกินไป จะเกิดรอยสีน้ำตาลใต้ผล และอาจมีกลิ่นบูดคล้าย “น้ำหมาก” ทำให้ผลร่วงง่าย

การเก็บเกี่ยวสามารถใช้บันไดหรือพะองเพื่อขึ้นไปเก็บผล โดยใช้กรรไกรตัดที่ขั้วผล แล้วนำใส่ตะกร้า หรือใช้กรรไกรเก็บผลไม้แบบมีหนีบขั้วผลจะสะดวกยิ่งขึ้น หลังจากนั้นให้แกะวัสดุห่อผลออก คัดขนาด ทำความสะอาด และเตรียมจำหน่าย

เอกสารอ้างอิง

  1. โกศล เจริญสม, 2521. แมลงศัตรูไม้ผล. ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กทม.
  2. กรมวิชาการเกษตร, 2533. คำแนะนำการใช้สารฆ่าแมลงและสัตว์ศัตรูพืช ปี 2533. กองกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร กทม.
  3. ทวีศักดิ์ ด้วงทอง, 2518. ชนิดและพันธุ์ไม้ผลเมืองไทย. เอกสารวิชาการที่ 47 กรมส่งเสริมการเกษตร จตุจักร กทม.
  4. วิจิตร วังใน, 2528. ชนิดและพันธุ์ไม้ผลเมืองไทย. ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กทม.
  5. วราพงษ์ ฤาชา, สถาพร ศรีพลพรรค, 2522. รายงานการศึกษาเรื่องสภาพการปลูกกระท้อนในจังหวัดนนทบุรี. งานพืชสวน ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานส่งเสริมการเกษตร ภาคกลาง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท
  6. สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี, 2533. กระท้อน. เอกสารวันเกษตรปราจีนบุรี ปี 2533 ฝ่ายวิชาการ สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์มินิมอล ดีไซน์สุดน่ารัก เน้นความเรียบง่าย

บ้านสไตล์มินิมอล (Minimalstyle) ดีไซน์สุดน่ารัก เน้นความเรียบง่าย แต่ภายในไม่ธรรมดา

บ้านสไตล์มินิมอล

บ้านสไตล์มินิมอล ความเรียบง่ายที่ลงตัว

บ้านสไตล์มินิมอล คือทางเลือกของคนยุคใหม่ที่ชอบความเรียบง่ายแต่ดูดี ด้วยการออกแบบที่เน้นพื้นที่โล่ง โปร่งสบาย ใช้เฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็น และเลือกโทนสีอ่อนสบายตา ทำให้บ้านดูสะอาด เป็นระเบียบ และน่าอยู่ ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัว บ้านมินิมอลก็ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ให้คุณรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่กลับถึงบ้าน

บ้านเดี่ยวสไตล์นอร์ดิก ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม ประกอบด้วย 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 โรงจอดรถมีพื้นที่ใช้สอย 124 ตารางเมตร ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างอยู่ที่ 1,798,000 บาท (ปี 2568) บ้านหลังนี้ตกแต่งภายในอย่างสวยงามน่าอยู่ ก่อสร้างที่ บ้านหนองกะดี่ อ.อุทัย จ.อยุธยา จากทีมงาน รวยก่อสร้าง รายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : รวยก่อสร้าง
สถานที่ก่อสร้าง : บ้านหนองกะดี่ อ.อุทัย จ.อยุธยา
เรียบเรียง : withikaset.com

บ้านสไตล์มินิมอล

บ้านหลังนี้ออกแบบมาในสไตล์มินิมอลที่เรียบง่ายแต่ลงตัว หน้าบ้านโดดเด่นด้วยหลังคาทรงจั่วสองชั้นซ้อนกัน ให้ความรู้สึกคลาสสิกผสมความทันสมัย ใช้โทนสีขาว เทา และน้ำตาลอ่อน ช่วยให้บ้านดูอบอุ่น สบายตา และน่าอยู่

บริเวณด้านหน้ามีเฉลียงกว้าง พร้อมหลังคาคลุมเต็มพื้นที่ สามารถใช้เป็นที่จอดรถ หรือจะจัดเป็นมุมนั่งเล่นก็ได้ ด้านหน้าประตูบ้านใช้บันไดขึ้นไม่สูงมาก ทำให้ดูเป็นมิตร เหมาะกับทั้งเด็กและผู้สูงอายุ

บ้านสไตล์มินิมอล

ผนังหน้าบ้านตกแต่งด้วยแผ่นไม้เทียมและผนังหินเทียมสีดำตัดขาว ช่วยเพิ่มมิติให้บ้านดูมีลูกเล่น ไม่เรียบจนเกินไป ส่วนประตูไม้สีน้ำตาลเข้มดูแข็งแรงและหรูหราในตัว

นอกจากความเรียบง่ายแล้ว บ้านหลังนี้ยังคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยจริง ๆ ทั้งพื้นที่เฉลียง ทางเดินเข้า และหน้าต่างที่จัดวางอย่างลงตัว ทำให้บ้านดูโปร่ง โล่ง และน่าอยู่ทุกมุม

บ้านมินิมอล

บ้านสไตล์มินิมอล

บ้านสไตล์มินิมอล

แบบบ้านสไตล์มินิมอล

บ้านมินิมอล

ห้องโถงบ้านสไตล์มินิมอล

เปิดประตูเข้ามาก็จะพบกับห้องโถงที่ให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง และอบอุ่นทันที พื้นปูกระเบื้องลายไม้สีน้ำตาลอ่อน ที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกเป็นธรรมชาติให้กับบ้าน เข้ากันได้ดีกับผนังสีขาวเรียบ ๆ และฝ้าเพดานที่ตกแต่งแบบหลุมซ่อนไฟ เพิ่มความหรูหราแต่ไม่เยอะจนเกินไป

ห้องโถงบ้านสไตล์มินิมอล

ภายในห้องมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่ รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ ทำให้บรรยากาศภายในบ้านดูสว่างและถ่ายเท ไม่อึดอัด เหมาะกับการเป็นพื้นที่พักผ่อนของทั้งครอบครัว หรือจะใช้เป็นมุมรับแขกก็ดูดี

ประตูไม้สีน้ำตาลเข้มด้านหน้าดูแข็งแรงและสวยงาม ตัดกับความเรียบของผนังได้อย่างลงตัว บริเวณโดยรอบห้องยังมีพื้นที่เหลือเฟือ ให้จัดวางเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ได้แบบไม่รก ช่วยให้ห้องโถงนี้ดูสะอาด น่าอยู่ และใช้งานได้หลากหลายตามความต้องการ

ห้องนอนบ้านสไตล์มินิมอล

บ้านสไตล์มินิมอล

เคาน์เตอร์ครัวเป็นสีดำเข้ม ทำให้ดูตัดกับผนังห้องที่เป็นสีขาวเลย ส่วนผนังเหนือเคาน์เตอร์เป็นกระเบื้องสีขาวแบบอิฐเล็กๆ ดูโมเดิร์นดีครับ บนเคาน์เตอร์มีเตาไฟฟ้าแบบฝังอยู่สองหัว ส่วนอีกฝั่งก็เป็นอ่างล้างจานสเตนเลส ตู้ใต้เคาน์เตอร์ก็เป็นสีเดียวกับเคาน์เตอร์เลย คือสีน้ำตาลเข้ม ดูเข้ากันดีครับ ภาพรวมแล้วเป็นห้องครัวที่เรียบๆ แต่ดูดีและน่าใช้งานมากๆ

ห้องครัว

ห้องน้ำ

บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก ทีมงานรวยก่อสร้าง

หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงด้วงสาคู ลงทุนน้อย เลี้ยงง่ายในพื้นที่จำกัด

เลี้ยงด้วงสาคู ลงทุนน้อย เลี้ยงง่ายในพื้นที่จำกัด

เลี้ยงด้วงสาคู

ด้วงสาคู เป็นแมลงกินได้ มีการเพาะเลี้ยงกันมากในแถบจังหวัดภาคใต้ เป็นที่นิยมบริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เนื่องจากแมลงมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูง การบริโภคผลิตภัณฑ์จากแมลงแทนผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ทั่วไปอาจส่งผลดีต่อสุขภาพ ปัจจุบันนอกจากจิ้งหรีดที่สามารถผลิตส่งออกต่างประเทศได้แล้วแล้ว ยังมีแมลงที่น่าสนใจอีกชนิดคือ ด้วงสาคูในระยะตัวหนอน ที่ในอนาคตอาจมีการส่งออกต่างประเทศได้

ด้วงสาคู สามารถเพาะเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มาก ขนาดของตัวหนอน ค่อนข้างโตมีน้ำหนักขายได้ราคาดี จึงคาดว่าเป็นแมลงเศรษฐกิจที่น่าสนใจทั้งในด้านการเพาะเลี้ยงซึ่งมีวงจรชีวิตสั้น

การเลี้ยงด้วงงวงมะพร้าว (ด้วงสาคู) ที่นิยมเลี้ยงในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ ได้แก่ การเลี้ยงแบบตั้งเดิมโดยใช้ท่อนสาคูหรือท่อนลาน (แบบธรรมชาติ) และการเลี้ยงแบบพัฒนา (ใช้กะละมัง) โดยแต่ละแบบมีชั้นตอนการเลี้ยง ดังนี้

  1. การเลี้ยงแบบตั้งเดิม โดยใช้ท่อนสาดูหรือท่อนลาน (แบบธรรมชาติ)สถานที่เลี้ยงควรเป็นที่น้ำไม่ท่วมขัง บริเวณที่เลี้ยงสามารถวางตากแดดตากฝนได้ แต่ต้องมีกระดานทำจากกาบต้นไม้ที่เลี้ยงครอบปิด ปรับพื้นที่กำจัดมดและศัตรูของด้วง และต้องมีมังหรือตาข่ายที่เหมาะสม ที่ทำจากวัสดที่มีความคงทน เช่น อะลุมิเนียม พลาสติก เป็นต้น ซึ่งสามารถป้องกันด้วงเล็ดลอดออกไปได้ และการเลี้ยงในพื้นที่ที่ปลูกพืชตระกูลปาล์ม ผู้เลี้ยงจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยตรวจสอบสถานที่และภาชนะที่ไข้เลี้ยงเป็นประจำเสม่ำเสมอไม่ให้มีช่องทางที่ด้วงจะเล็ดลอดออกมาได้และเข้าไปทำลายพืชตระกูลปาล์มซึ่งเป็นพี่ชอาหารและพืชเศรษฐกิจสำคัญได้รับความเสียหาย
  2. การเลี้ยงแบบพัฒนา (ใช้กะละมัง)สถานที่เลี้ยงควรเป็นที่ตอนน้ำไม่ท่วมขัง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก โรงเรือนที่ก่อสร้าง มีขนาดที่เหมาะสมกับกำลังการผลิต ไม่หนาแน่น ผู้ปฏิบัติงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างสะดวก ตัวอาคารโรงเรือนต้องมีความมั่นคง แข็งแรง ทนทาน มีหลังคากันแดดกันฝนได้ มีแสงสว่างเพียงพอ

โรงเลี้ยงด้วงสาคู

ขั้นตอนการเลี้ยง

การเลี้ยงแบบดั้งเดิม โดยใช้ท่อนสาคูหรือท่อนลาน (แบบธรรมชาติ)

  • นำท่อนสาคูหรือท่อนลานสำหรับเป็นวัสดุและอาหารเลี้ยงด้วง ขนาดความยาว ท่อนละ 50 เซนติเมตร ตั้งเรียงไว้บริเวณที่จะทำการเลี้ยงมีความห่างพอเหมาะแก่การดูแล และเข้าไปเก็บตัวหนอนได้สะดวก คัดเลือกพ่อพันธุ์ – แม่พันธุ์ ตัวเต็มวัยที่แข็งแรง มือวัยวะครบทุกส่วน
  • ปล่อยพ่อพันธุ์ – แม่พันธุ์ลงท่อนสาคู จำนวนท่อนละ 6 ตัว อัตราตัวผู้ : ตัวเมีย 4 ตัว ปิดต้านบนของท่อนสาดูหรือท่อนลาน ด้วยกระดานทำจากกาบต้นไม้ที่เลี้ยงครอบปิด
  • ปรับพื้นที่กำจัดมด และศัตรูด้วงงงวงมะพร้าว รดน้ำด้วยฝักบัวหรือสายยางรดน้ำสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ตั้งไว้ประมาณ 40 – 45 วัน สามารถจับออกขายได้

การเสียงแบบพัฒนา (ใช้กะละมัง) สามารถจำแนกตามชนิดอาหารที่ใช้เลี้ยง ได้เป็น 2 แบบ คือ อาหารผสมเอง และ อาหารสำเร็จรูป ซึ่งในบทความนี้จะขอยกตัวอย่างการเลี้ยงโดยใช้อาหารผสมเอง ดังนี้

1) การเลี้ยงโดยใช้อาหารผสมเอง

  • เตรียมกะละมังพร้อมฝาปิดพลาสติก แบบมีช่องระบายอากาศ เพื่อใช้เป็นภาชนะเลี้ยงด้วงงวงมะพร้าวตั้งเรียงไว้บริเวณที่จะทำการเลี้ยงมีความห่างพอเหมาะแก่การดูแล และเข้าไปเก็บตัวหนอน
  • นำทางปาล์มน้ำมันสด มาลอกเปลือกออก แล้วนำไปใส่เครื่องสับบดจะได้ปาล์มสดละเอียดออกมา แล้วนำปาล์มสดที่สับบดละเอียดไปฉีดน้ำสะอาด นำมาหมักในถังหมักทิ้งไว้จำนวน 3 วัน 3 คืน จากนั้นเทน้ำออก
  • นำปาล์มสดละเอียดไปผสมกับ กากน้ำตาล น้ำ รำข้าว มันสำปะหลัง และอาหารสุกรผสมสมคลุกเคล้า ให้เข้ากัน ตามอัตราส่วนที่กำหนด ผสมแซ่ทิ้งไว้ก่อน 20 – 30 นาที เพื่อให้อาหารสกรละลายเข้ากัน นำส่วนผสมทั้งหมด ใส่เครื่องบดจะได้อาหารผสมสำหรับใช้เลี้ยง จากนั้นนำมาเทใส่กะละมัะมัง ปล่อยพ่อพันธุ์ – แม่พันธุ์ ที่แข็งแรงสมบูรณ์ ลงในกะละมังเลี้ยง จำนวน 10 คู่ (หลังแยกคู่ผสมพันธุ์แล้ว 1-2 วัน) อัตรา ตัวผู้ 4 : ตัวเมีย 6 ตัว จากนั้นฉีดน้ำให้พอชุ่ม ปิดฝากะละมัง พ่อพันธ์ – แม่พันธุ์จะทำการผสมพันธ์และวางไข่
  • นำไม้ไผ่ที่ผ่าศึกแล้วยาว 70 เซนติเมตร 2 ชิ้นต่อ 1 กะละมัง มาวางบนฝากะละมังแถวที่หนึ่ง แล้วนำกะละมังที่พร้อมเลี้ยงซ้อนวางเป็นแถวที่สองเป็นการประหยัดพื้นที่เลี้ยง ปิดฝากะละมังพลาสติก


       ข้อควรระวัง น้ำและอาหารที่ใช้เลี้ยง ต้องผลิตอย่างถูกสุขลักษณะ โดยน้ำที่ใช้เลี้ยงต้องเป็นน้ำสะอาดหากมีการใช้น้ำที่มีคลอรืนผสมอยู่ในน้ำ ควรมีการพักน้ำในบ่อหรือภาชนะสำหรับกับกับน้ำอย่างน้อย 3-5-5 วัน เพื่อให้คลอรีนสลายตัวก่อน หากยังไม่แน่ใจว่าน้ำยังมีคลอรีนอยู่หรือไม่อาจทดสอบโดยใช้ชุดน้ำยายาทดสอบคลอรื่นหรือใช้สารเคมีโพแทสเขียมไอโอโดค์ประมาณ 2-3 เกล็ด ลงในน้ำ หากน้ำมีคลอรืนจะมีสีน้ำตาลเกิดขึ้น อาหารสำหรับเลี้ยงควรมีทั้งพืชอาหารหลักและอาหารรองในพื้นที่เพื่อดต้นทุนทุนการผลิต ภาชนะที่ใส่น้ำและอาหารต้องสะอาด


การป้องกันกำจัดศัตรูด้วงงวงมะพร้าว

  • แมลงและสัตว์ศัตรูของด้วงงงมะพร้าว
    ส่วนใหญ่ที่พบ ได้แก่ มด นก ไก่ หรือสัตว์เอื้อยคลาน เป็นต้น สามารถป้องกันกำจัดโดยปิดฝากะละมังพลาสติก แบบมีช่องระบายอากาศ ใช้โรงเรือนที่มีหลังคา ล้อมรอบโรงเรือนด้วยตาข่าย และมีร่องนำรอบโรงเรือน
  • โรคของด้วงงวงมะพร้าว
    ได้แก่ โรคทางเดินอาหาร สาเหตุจากอาหารและอุปกรณ์การเลี้ยงไม่สะอาด สามารถป้องกันได้ด้วยการทำความสะอาดอุปกรณ์การเลี้ยง เช่น กะละมัง และฆ่าเชื้ออาหารที่ผสมแล้วทุกครั้ง

สำหรับช่องทางการตลาด มีการจำหน่ายผลผลิตผ่านตลาดท้องถิ่น ชายส่งให้ผู้รับซื้อจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ จำหน่ายให้คนขายพันธ์ และไว้บริโภคเอง ตลาดต่างประเทศที่สำคัญ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐธอเมริกา และสหภาพยุโรป เป็นต้น

  • ตลาดในประเทศ ผลผลิตด้วงสาคู 1 กิโลกรัม มีประมาณ 200 ตัว จำหน่ายราคากิโลกรัมละ 200-250 บาท ส่วนดักแด้จำหน่ายกิโลกรัมละ 250-300 บาท
  • ตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันทางองค์การอาหารและยาของไทยยอมรับและอนุญาตให้สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้

เลี้ยงด้วงสาคู

สำหรับตลาดโลกที่รองรับการส่งออกด้วงสาคูนั้นมีอยู่หลายประเทศ ได้แก่ อิตาลี อังกฤษ เยอรมนี ออสเตรเลีย เม็กซิโก และอีกหลายประเทศในสหภาพยุโรป ยอมรับว่าด้วงสาคูสามารถกินได้ นอกจากนี้ยังสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ด้วงสาคูกระป๋อง สามารถส่งขายต่างประเทศได้


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ชาร์จแบตมือถือทิ้งไว้ข้ามคืน อันตรายมั้ย?

ชาร์จแบตมือถือทิ้งไว้ข้ามคืน อันตรายมั้ย?

ชาร์จแบตมือถือทิ้งไว้ข้ามคืน-อันตรายมั้ย

        ทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของเราไปแล้ว ไม่ว่าจะใช้ติดต่อสื่อสาร เล่นโซเชียล ถ่ายรูป ฟังเพลง หรือทำงานก็ล้วนต้องใช้แบตเตอรี่ทั้งนั้น และหนึ่งในพฤติกรรมที่คนส่วนใหญ่มักทำเป็นประจำก็คือ ชาร์จแบตมือถือทิ้งไว้ข้ามคืน” เพราะมันทั้งสะดวกและทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมดตอนออกจากบ้านในตอนเช้า

แต่หลายคนก็เริ่มมีคำถามคาใจว่า…
“ชาร์จข้ามคืนแบบนี้อันตรายหรือเปล่า?”
“แบตจะเสื่อมเร็วไหม?”
“เครื่องจะร้อนจนระเบิดหรือเปล่า?”
“ปลอดภัยจริงหรือแค่เสี่ยงแต่ยังไม่เจอ?”

บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบแบบเข้าใจง่าย ชัดเจน และอิงจากข้อมูลจริง เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่าควร “ชาร์จทิ้งไว้หรือไม่” และควรทำอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

อย่างไรก็ตาม เราควรคำนึกว่า ชาร์จอย่างไรให้ปลอดภัย ซึ่งการชาร์จแบตเตอรี่ให้ปลอดภัยนั้น มีปัจจัยหลายส่วน คือ

  • อุปกรณ์ที่ใช้ต้องมีคุณภาพ ทั้งตัวเครื่องและอุปกรณ์เสริม ควรได้รับมาตรฐาน และผลิตหรือจัดจำหน่ายอย่างถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ
  • สภาพภายนอกของอุปกรณ์ ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีรอยขาด บุบ ละลาย หรือมีความเสียหายอื่นๆ
  • เสียบชาร์จไฟให้แน่นสนิท ทั้งด้านที่เสียบกับไฟฟ้าบ้าน จุดที่เสียบสายชาร์จเข้ากับ Adaptor และส่วนที่เสียบเข้ากับตัวเครื่อง
  • สภาพแวมล้อมระหว่างชาร์จควรระบายความร้อนได้ดี เช่น ไม่วางโทรศัพท์บนเตียง ผ้า หรือไม่วางใกล้กับอุปกรณ์ให้ความร้อน

วิธีการดูแลรักษาแบตเตอรี่มือถือให้ใช้งานได้นาน

การดูแลรักษาแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานไม่เพียงแค่ช่วยยืดอายุการใช้งานของโทรศัพท์มือถือ แต่ยังช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่อีกด้วย การทำตามคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยรักษาสภาพของแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น:

  1. อย่าปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเกลี้ยง การปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเกลี้ยง (0%) บ่อยๆ อาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว ควรชาร์จแบตเตอรี่เมื่อเหลือประมาณ 20-30% แทนการปล่อยให้แบตหมดอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยลดการเสื่อมของเซลล์แบตเตอรี่
  2. ไม่ชาร์จแบตเตอรี่เกิน 100% แม้โทรศัพท์มือถือสมัยใหม่จะมีระบบหยุดการชาร์จเมื่อแบตเต็ม แต่การชาร์จทิ้งไว้นานๆ จนเกิน 100% ก็สามารถทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการปล่อยให้แบตเตอรี่ชาร์จเกิน 100% นานเกินไป
  3. หลีกเลี่ยงการใช้งานขณะชาร์จ การใช้โทรศัพท์มือถือขณะชาร์จจะทำให้แบตเตอรี่เกิดความร้อนสูง ซึ่งอาจทำให้แบตเสื่อมเร็วกว่าปกติ หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการใช้งานหนักหรือเล่นเกมขณะชาร์จ
  4. รักษาอุณหภูมิที่เหมาะสม อุณหภูมิที่สูงเกินไปจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว ควรหลีกเลี่ยงการวางโทรศัพท์ในที่ร้อนหรือแสงแดดโดยตรง ขณะชาร์จและใช้งาน หากโทรศัพท์ของคุณร้อนเกินไป ควรหยุดการใช้งานจนกว่าอุณหภูมิจะลดลง
  5. ใช้ที่ชาร์จที่มีคุณภาพ การใช้ที่ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานหรือลดคุณภาพอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อแบตเตอรี่ได้ ควรใช้ที่ชาร์จที่มาพร้อมกับโทรศัพท์หรือที่ชาร์จที่ได้มาตรฐานจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้
  6. ปิดแอปพลิเคชันที่ไม่ใช้งาน การปล่อยแอปพลิเคชันที่ไม่ใช้งานให้ทำงานเบื้องหลังจะทำให้แบตเตอรี่หมดเร็ว ควรปิดแอปพลิเคชันที่ไม่ใช้งานเพื่อประหยัดพลังงาน
  7. ใช้โหมดประหยัดพลังงาน โทรศัพท์มือถือหลายรุ่นมีโหมดประหยัดพลังงานที่ช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่โดยการจำกัดฟังก์ชันที่ไม่จำเป็น เช่น การลดความสว่างหน้าจอ หรือปิดการเชื่อมต่อบางชนิด การใช้โหมดนี้จะช่วยรักษาแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานขึ้น
  8. หากไม่ได้ใช้งานระยะยาว ให้ชาร์จบางส่วน หากคุณไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน เช่น เก็บโทรศัพท์ไว้ในลิ้นชัก ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้มีพลังงานประมาณ 50-70% ก่อนเก็บ เพราะการเก็บไว้ในสภาพแบตเตอรี่เต็มหรือหมดอาจทำให้แบตเสื่อมเร็วขึ้น

 “ชาร์จแบตมือถือทิ้งไว้ข้ามคืน อันตรายมั้ย?” คำตอบคือ…
ไม่อันตราย หากคุณใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน และดูแลการชาร์จอย่างเหมาะสม แต่ก็ ไม่ปลอดภัย 100% หากละเลยรายละเอียดสำคัญ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และคุณภาพของสายชาร์จ

การใช้งานมือถืออย่างปลอดภัย เริ่มต้นง่าย ๆ ที่พฤติกรรมการชาร์จของเราเอง เพราะแค่เปลี่ยนวิธีเล็กน้อย ก็ช่วยยืดอายุแบต และป้องกันอุบัติเหตุได้อย่างคาดไม่ถึง


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

BMS คืออะไร ทำไมถึงต้องมีในแบตเตอรี่?

BMS คืออะไร ทำไมถึงต้องมีในแบตเตอรี่?

BMS คืออะไร

BMS คืออะไร?

BMS ย่อมาจาก Battery Management System หรือ ระบบจัดการแบตเตอรี่ เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีหน้าที่ควบคุม ดูแล และป้องกันแบตเตอรี่ให้ทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

BMS มีประโยชน์กับแบตเตอรี่อย่างไร?

บางคนอาจจะสับสนและเข้าใจว่า BMS กับ PCM นั้นคืออะไร เหมือนกันรึป่าว แต่ในความเป็นจริงแล้ว BMS นั้น ถือว่าเป็นอะไรที่เหนือกว่า PCM ซึ่งวันนี้ทาง Spa จะเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง BMS และ PCM ให้ทุกคนเข้าใจกันมากขึ้นครับ

PCM คืออะไร

PCM (Protection Circuit Module) มีหน้าที่หลัก คือ เรื่องความปลอดภัยสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียม เช่น Li-ion, Li-Po, LiFePO4 ซึ่งจะทำงานทั้งขณะชาร์จและใช้งาน ถ้าพูดกันให้เข้าใจง่ายๆ PCM มีหน้าที่หลัก คือ Overcharge Protection, Over-discharge Protection, Over Current Protection, Overheat Protection (NTC) และ Short Circuit Protection นั่นเองครับ

BMS คืออะไร

BMS หรือ Battery Management system นั้น นอกจากมีหน้าที่ในการควบคุมความปลอดภัยเหมือนกับ PCM แล้วยังมีระบบตรวจสอบสถานะของแบตเตอรี่แต่ละเซลล์อีกด้วย ซึ่งทำให้แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยยืดอายุของแบตเตอรี่อีกด้วย ทั้งนี้ตัว BMS ที่ขายทั่วไปนั้นก็มีหลากหลายเกรด และฟังก์ชั่นที่แตกต่างกันไป โดยวันนี้ทางเราขอยกตัวอย่างฟังก์ชั่นการทำงานโดยทั่วไปของ BMS ดังนี้

  • ป้องกันการชาร์จประจุไฟเกิน (Overcharge Protection)
  • ป้องกันการใช้งานต่ำกว่าจุดใช้งานของแบตเตอรี่ (Over-discharge Protection)
  • ป้องกันกระแสไฟเกิน (Overcurrent Protection)
  • ป้องกันแบตเตอรี่ไม่ให้อุณภูมิสูงเกินค่าที่กำหนด (Overheat Protection, NTC)
  • ป้องกันการลัดวงจร (Short Circuit Protection)
  • ตรวจวัดอุณหภูมิและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของแบตเตอรี่ (Temperature sensing)
  • ตรวจวัดระดับแรงดัน และบาลานซ์เซลล์ (Cell monitoring & balancing)
  • มีการสื่อสารร่วมกับอุปกรณ์ที่ต่อพ่วง (Communication interface)
  • มีระบบจัดการพลังงานให้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับแพ็กแบตเตอรี่ (Performance Optimization)
  • มีระบบตรวจสอบตัวเอง (Health monitoring and Diagnostic)
  • สามารถแสดงสถานะของระดับพลังงานได้ (Power Gauge)

จากที่กล่าวมาด้านบน ทางเราขอสรุปให้เข้าใจกันง่ายๆ ว่า PCM มักใช้ในแบตเตอรี่ขนาดเล็กหรือ แบตเตอรี่พกพาเป็นหลัก เช่น ถ่าน li-ion 18650 ที่เรารู้จักกัน ส่วน BMS จะถูกนำมาใช้กับแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อย่างในแบตลิเธียมไอออนฟอสเฟต หรือแบตเตอรี่แพ็คที่ประกอบเซลล์จำนวนมากครับ

BMS ไม่ใช่แค่ระบบป้องกันเท่านั้น แต่เป็น สมองกลที่ช่วยจัดการแบตเตอรี่ทั้งระบบ ทำให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น และทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม รถไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ หรือ UPS สำรองไฟ

ตัวอย่างการใช้งาน BMS

  • แบตเตอรี่ใน รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • แบตเตอรี่ โซลาร์เซลล์
  • แบตเตอรี่ พาวเวอร์แบงค์ หรือ โน้ตบุ๊ก
  • ระบบสำรองไฟ UPS
  • จักรยานไฟฟ้า / สกูตเตอร์ไฟฟ้า

สรุปง่าย ๆ BMS คือ “ผู้จัดการและคุ้มครองแบตเตอรี่”  คอยดูแล ควบคุม ป้องกัน และยืดอายุแบตให้ปลอดภัยและใช้งานได้นานขึ้น

ที่มา : https://www.spabattery.com (SPA Battery จำหน่ายแบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟสคุณภาพสูง)


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เป็ดไข่ไชยา ไข่ดกฟองใหญ่ GI สุราษฎร์ธานี | มหาอำนาจบ้านนา

เป็ดไข่ไชยา ไข่ดกฟองใหญ่ GI สุราษฎร์ธานี | มหาอำนาจบ้านนา

เป็ดไข่ไชยา

เป็ดไข่ไชยา ความภาคภูมิใจของสุราษฎร์ธานี เป็ดไข่ไชยาหนึ่งในผลิตภัณฑ์ GI ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน และกระบวนการผลิตที่ได้รับการสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน เป็ดไข่ไชยาไม่เพียงแต่เป็นผลิตภัณฑ์ GI ที่มีชื่อเสียงของสุราษฎร์ธานี แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจของชุมชนที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ด้วยความใส่ใจและความรักในการทำงาน

ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2568 เวลา 16.05 – 16.30 น. ทางไทยพีบีเอส

เป็ดไข่ไชยาสมบัติล้ำค่าจากเมืองสุราษฎร์

ไข่เค็มถือเป็นวัตถุดิบที่อยู่คู่ครัวไทยมานาน และหนึ่งในไข่เค็มที่โด่งดังที่สุดของประเทศไทยก็คือ ไข่เค็มไชยาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งไข่เค็มอร่อยระดับตำนานนี้ มาจาก “เป็ดไข่ไชยา” เป็ดพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องการให้ไข่คุณภาพดี ไข่แดงใหญ่ มันเยิ้ม รสชาติกลมกล่อมไม่เหมือนไข่เป็ดทั่วไป

แต่เบื้องหลังความอร่อยของไข่เค็มไชยา ไม่ได้อยู่แค่กรรมวิธีหมักที่พิถีพิถันเท่านั้น หากแต่ต้นทางคือเป็ดไข่ไชยา ซึ่งเป็นเป็ดพันธุ์พื้นเมืองที่เลี้ยงดูมาอย่างเอาใจใส่ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

ลักษณะประจำพันธุ์ของเป็ดไข่ไชยา

เป็ดไข่ไชยาเป็นเป็ดพื้นเมืองดั้งเดิมของชาวอำเภอไชยา มีลักษณะเด่นแตกต่างจากเป็ดไข่พันธุ์อื่นๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะสีสันและรูปร่างที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนี้

  • ตัวผู้ จะมีหัวเขียวเหลือบ น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 2.2–2.5 กิโลกรัม ลำตัวสีดำออกเงา ปากดำ ตีนดำ รูปร่างสมบูรณ์
  • ตัวเมีย สีลำตัวน้ำตาลลายขาว น้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 1.8–2.2 กิโลกรัม ลำตัวเล็กกว่าแต่ไข่ดกมาก
  • ไข่มีขนาดใหญ่กว่าไข่ไก่ทั่วไปเล็กน้อย เปลือกไข่มีสีออกเขียวหม่นหรือเทา เปลือกหนา เนื้อในแน่น ไข่แดงกลมโตเด่นชัด
  • เป็ดจะเริ่มให้ไข่เมื่ออายุประมาณ 5–6 เดือน และสามารถให้ไข่ได้ยาวนานต่อเนื่องหลายปี หากเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม

วิธีการเลี้ยงเป็ดไข่ไชยาแบบท้องถิ่น

การเลี้ยงเป็ดไข่ไชยาในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยเฉพาะอำเภอไชยา จะนิยมใช้วิธีการแบบผสมผสานระหว่างธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ (เลี้ยงลุยนา) – ปล่อยเป็ดหากินในทุ่งนา คูคลอง หรือสวนปาล์ม โดยให้เป็ดได้หาอาหารจากธรรมชาติ เช่น หอย ปู แมลง ไส้เดือน ฯลฯ
  • เลี้ยงแบบกึ่งขังในรั้วรอบ – ป้องกันสัตว์ร้ายและโรค ควบคุมความสะอาด แต่ยังเปิดให้เป็ดได้เดินเล่นและออกกำลังกาย
  • ให้อาหารเสริม  เช่น รำ ปลายข้าว เศษผัก เศษอาหาร หรืออาหารเม็ดผสมวิตามิน เพื่อเพิ่มคุณภาพไข่ เน้นการเลี้ยงแบบประณีต  ดูแลสุขภาพ ความสะอาดของเล้า น้ำดื่ม และวัคซีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็ดให้ไข่ได้นานและมีสุขภาพดี

“เป็ดไข่ไชยา” ไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงให้ไข่ธรรมดา แต่เป็นทรัพยากรพื้นบ้านอันล้ำค่าที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวไชยา ด้วยลักษณะเฉพาะของเป็ดที่ให้ไข่แดงโต รสชาติดี ผนวกกับสูตรการทำไข่เค็มที่มีเอกลักษณ์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ไข่เค็มไชยาโด่งดังไปทั่วประเทศ หากใครมีโอกาสได้ลิ้มลองรับรองว่าจะติดใจ และยิ่งรู้ที่มาที่ไปของเป็ดไข่พันธุ์นี้ก็ยิ่งซาบซึ้งในความงามของวิถีชีวิตไทย


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ไอเดีย! การผสมผสานปลูกผักและการเลี้ยงปลาด้วย ระบบอควาโปนิกส์ (Aquaponic)

ไอเดีย! การผสมผสานปลูกผักและการเลี้ยงปลาด้วย ระบบอควาโปนิกส์ (Aquaponic)

ระบบอควาโปนิกส์ (Aquaponic)

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาทั้งด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่การเกษตรที่ลดน้อยลง และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น “การเกษตรแบบยั่งยืน” จึงกลายเป็นคำที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในหมู่เกษตรกรและคนเมืองที่อยากปลูกผักกินเอง หนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์ทั้งความยั่งยืน ความสะดวก และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด ก็คือ “ระบบอควาโปนิกส์ (Aquaponic)” ซึ่งเป็น การผสมผสานระบบปลูกผักและการเลี้ยงปลาเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด

ระบบอควาโปนิกส์ (Aquaponic) คือการรวมข้อดีของ การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ (ปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน) เข้ากับ การเลี้ยงปลาในระบบน้ำหมุนเวียน โดยใช้ของเสียจากปลาเป็นแหล่งธาตุอาหารให้กับพืช และในขณะเดียวกันพืชก็ช่วยกรองน้ำให้ปลาสะอาดกลับคืนไป เรียกได้ว่าเป็นระบบเกื้อหนุนกันอย่างสมดุล ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดของเสียในน้ำ และลดต้นทุนในระยะยาว

ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีพื้นที่จำกัด เช่น ระเบียงบ้าน หรือผู้ที่มีพื้นที่สวนหลังบ้านกว้างขวาง ระบบ Aquaponic ก็สามารถปรับใช้ให้เหมาะสมได้ง่าย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างอาหารปลอดภัยให้ครอบครัว หรือแม้แต่ต่อยอดเป็นธุรกิจขนาดเล็กก็ยังได้

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักแนวคิดเบื้องต้นของ การผสมผสานระบบปลูกผักและการเลี้ยงปลาด้วย ระบบอควาโปนิกส์ (Aquaponic) ว่าทำไมจึงน่าสนใจ ข้อดีที่ควรรู้ และไอเดียในการเริ่มต้นระบบนี้ด้วยตัวเองแบบเข้าใจง่าย พร้อมแนวทางต่อยอดสู่ความยั่งยืนในอนาคต

ระบบประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ บ่อปลากับ แปลงปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์หลักการทำงานคือ เวลาเราเลี้ยงปลา จะมีของเสียจากปลา (เมื่อเลี้ยงไปนาน ๆ ต้องเปลียนน้ำ) ดังนั้นเราก็จะเอาน้ำเลี้งปลามาวนรดผัก พืชผักจะดูดของเสียเป็นปุ๋ย เป็นการช่วยบำบัดน้ำเสียให้ปลา ปลาก็จะปล่อยของเสีย รวมทั้งของเสียที่ตกค้างในระบบ จะถูกย่อยสลาย แล้วกลายเป็นสารอาหารสำหรับพืช ในระบบการเลี้ยงปลาปกติ เมื่อน้ำเสียก็ต้องถายน้ำเปลี่ยนน้ำใหม่ ในระบบการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เมือปลูกพืชไปนาน ๆ สารอาหารก็จะเปลียนแปลง สารบางตัวลดลงมาก บางตัวลดลงน้อย บางตัวเพิ่ม ทำให้ต้องเปลี่ยนสารละลายอาหารพืช
สิ่งเหล่านี้จะต้องทิ้งไป ทำให้เป็นภาระกับธรรมชาติจะต้องบำบัดของเสียเหล่านี้ และทำให้เปลืองน้ำ

Aquaponics แก้ปัญหาตรงนี้โดยเลียนแบบธรรมชาติ เอาของเสียจากระบบหนึ่งไปเป็นของดีอีกระบบหนึ่ง ระบบหมุนเวียนน้ำตลอด ทำให้พืชได้รับสารอาหารเต็มที่ตลอดเวลา ปลาได้รับการบำบัดจากพืชตลอดเวลาด้วยเช่นกัน

ข้อดี

  • ลดการใช้น้ำ ลดน้ำเสีย ของการเลี้ยงปลาและปลูกผัก โดยปกติแล้วระบบ Aquaponics จะไม่มีการทิ้งน้ำเสียออกไปเลย มีแต่เติมน้ำเข้า อาจมีปล่อยน้ำเสียบ้างตอนที่คุมระบบไม่ได้ ต้องถ่ายน้ำออกป้องกันปลาตาย เรื่องการใช้น้ำนั้น บางเว็บบอกว่าใช้แค่ 1% ของการปลูกผักปกติ(อันนี้คงโม้) แต่ผมว่า ได้ 10%ก็หรูแล้ว ตัวเลขจริงน่าจะซัก 20-30%ของการปลูกปกติ

หมายเหตุ ข้อมูลฟรั่งซึ่งหนาวกว่าบ้านเรา บ้านเราร้อนพืชคายน้ำมากกว่า จากการสังเกตุคิดว่า น้ำที่หายไปส่วนใหญ่พืชดูดไปใช้เกือบหมด (เปรียบเทียบการระเหยกับถังน้ำที่ตังไว้เฉย ๆ )

  • ใช้เนื้อที่น้อย ให้อัตราผลผลิตต่อพื้นที่ดีกว่า เพราะพืชได้น้ำและสารอาหารตลอดเวลา เลี้ยงปลาได้หนาแน่น เพราะมีการบำบัดน้ำตลอดเวลา บางเว็บบอกว่าได้ผักถึงสิบเท่าของการปลูกแบบปกติในพื่นที่เท่ากัน แต่ผมว่าซักสองสามเท่าน่าจะพอได้ แล้วแต่ชนิดของผักด้วย
  • สามารถปลูกใกล้แหล่งบริโภคได้ ไม่ต้อขนใกล เนื่องจากระบบที่ใช้น้ำและพื้นที่น้อย การผลิตใกล้แหล่งบริโภคทำให้ลดการขนส่ง และบริโภคได้สดกว่า เช่น ถ้าทำระบบในครัวเรื่อน ทำให้ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องขับรถไปซื้อของสด ไม่ต้องแช่เย็น และกินได้อาหารสดกว่ามาก
  • ลดการใช้สารเคมี เนื่องจากพื้นที่น้อยการลงทำโรงเรือนเพื่อป้องกันโรคแมลงทำได้ง่ายกว่า

ข้อเสีย

  • ลงทุนสูง
  • ต้องใช้พลังงานโดยเฉพาะไฟฟ้า
  • ระบบที่เลี้ยงปลาหนาแน่นมาก อาจต้องมีระบบสำรองไฟฟ้า
  • ต้องเรียนรู้หลายอย่าง ในการดำเนินระบบ ต้องรู้จักพืช สัตว์ และงานช่างหลายแขนง (นี่อาจเป็นข้อดี เพราะมันสนุกมากเลย) สั้น ๆ คือทำยากกว่า ปลูกผัก หรือ เลี้ยงปลา เดี่ยว ๆ ในแง่การเรียนรู้ แต่ในแง่การเดินระบบ ถ้าศึกษาจนรู้แล้ว Aquaponics ทำงานได้ง่ายกว่าสะดวกกว่า
  • ระบบเป็นการ ประณีประณอม ระหว่าการเลื้ยงสัตว์กับพืช ทำให้อาจได้ได้ผลผลิตมากอย่างระบบที่แยกกันผลิต โดยทั่วไป ผู้เลี้ยงจะต้องตัดสินใจว่า จะเน้นพืช หรือ ปลา จะเอาทั่งสองอย่างเป็นเรื่องยาก
  • กำจัดโรคแมลงยากกว่า เช่นถ้าปลาเป็นโรค ถ้าเลี้ยงปลาอย่างเดียวให้ยาฆ่าเชื้อได้เลย แต่ระบบนี้ทำไม่ได้ เพราะระบบแอควาโปนิกส์ต้องการจุลินทรีย์ในการเปลี่ยนของเสีย

Credit : http://www.monmai.com


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ผักสลัดมีกี่ชนิด? รวมสายพันธุ์ผักยอดฮิตที่คนรักสุขภาพควรรู้

ผักสลัดมีกี่ชนิด? รวมสายพันธุ์ผักยอดฮิตที่คนรักสุขภาพควรรู้

ผักสลัดมีกี่ชนิด?

ถ้าพูดถึงอาหารคลีนหรือเมนูสุขภาพ แน่นอนว่าชื่อของ “ผักสลัด” ต้องติดอันดับต้นๆ แบบไม่ต้องสงสัย แต่เคยสงสัยกันไหมว่า ผักสลัดมีกี่ชนิด? ทำไมเวลาซื้อหรือปลูกถึงมีหลายแบบ ทั้งแบบใบเขียว ใบแดง บางต้นกรอบ บางต้นขม แล้วแบบไหนล่ะที่เหมาะกับการกินสด แบบไหนนิยมปลูกขาย? หรือแบบไหนที่ร้านคาเฟ่หรูๆ นิยมใช้จัดจานให้ดูสวยงาม

หลายคนอาจคิดว่า “ผักสลัดก็คือผักกาดหอม” แต่ความจริงแล้ว ผักสลัดมีหลากหลายสายพันธุ์มากกว่าที่คิด แต่ละชนิดก็มีรสชาติ สรรพคุณ และหน้าตาที่แตกต่างกัน บางชนิดกรอบหวานเคี้ยวเพลิน บางชนิดขมเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร แถมยังมีทั้งแบบปลูกง่าย เหมาะกับคนเมือง และแบบปลูกขายเชิงพาณิชย์ ทำรายได้งามอีกด้วย

บทความนี้จะพาคุณมารู้จักกับสายพันธุ์ผักสลัดยอดฮิต พร้อมตอบคำถามยอดนิยมที่หลายคนอยากรู้ว่า “ผักสลัดมีกี่ชนิด?” พร้อมเคล็ดลับเล็กๆ สำหรับคนที่อยากปลูกไว้กินเอง หรือคิดจะต่อยอดเป็นอาชีพเสริม รับรองว่าอ่านจบแล้วจะเลือกกิน เลือกปลูกผักสลัดได้แบบมือโปรแน่นอน!

ผักสลัดคืออะไร?

“ผักสลัด” ไม่ใช่ชื่อเรียกของพืชชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นคำเรียกรวมๆ สำหรับผักที่นิยมใช้กินสดในเมนูสลัด ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ โดยมากจะอยู่ในตระกูล Lactuca sativa (ผักกาดหอม) แต่ก็มีผักอื่นๆ ที่นำมารวมในเมนูสลัดด้วย เช่น ร็อกเก็ต เคล ผักโขมฝรั่ง ฯลฯ

ผักสลัดมีหลายชนิด แบ่งได้ตามรูปร่าง สี และรสชาติ โดยทั่วไป สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ ผักสลัดแบบใบหยิก (Leafy types) และแบบหัวแน่น (Head types) ซึ่งในแต่ละกลุ่มก็มีสายพันธุ์ย่อยที่นิยมปลูกและบริโภค เช่น

กลุ่มผักสลัดใบ (Leaf Lettuce)

ลักษณะโดดเด่นคือ ใบจะเจริญเติบโตแผ่ออกเป็นพุ่ม คล้ายใบไม้ซ้อนกันหลายชั้น บางชนิดมีใบหยิก หยัก หรือเรียบก็ได้ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ผักกลุ่มนี้เป็นที่นิยมมากเพราะ ปลูกง่าย โตเร็ว เก็บเกี่ยวได้ไว และที่สำคัญคือ เหมาะกับการกินสด เพราะใบกรอบ รสชาติอ่อนหวานหรือขมนิดๆ แล้วแต่ชนิด เช่น

  • เรดโอ๊ค (Red Oak Leaf)
    ใบสีแดงเข้ม ปลายใบหยิก เป็นผักที่มีวิตามิน และสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ไม่ว่าจะ มีวิตามินเอ วิตามินซี โฟเลต และธาตุเหล็ก เหมาะกับคนมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย เรดโอ๊คจะช่วยล้างลำไส้ ให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างมีระบบขึ้น กระซิบว่าเรดโอ๊ค ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ทานสดจะอร่อยมาก
  • กรีนคอรัล (Green Coral)
    ใบเรียวยาว รสชาติหวาน เป็นอีกหนึ่งผักสลัดที่มีวิตามินสูง และมีธาตุเหล็ก ที่เข้าไปช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดงในร่างกาย ช่วยแก้โรคโลหิตจางได้ ความพิเศษของผักกรีนคอส คือ มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเพียง 3% เหมาะสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน และยังช่วยในเรื่องกระตุ้นการขับถ่ายอีกด้วย

    กรีนโอ๊ค
    ใบหยักสีเขียว เป็นพุ่ม กรีนโอ๊ค หน้าตาจะคล้ายเรดโอ๊ค รสชาติหวาน กรอบ เป็นพุ่ม แคลอรี่น้อย มีวิตามินบี วิตามินซี และไฟเบอร์สูงช่วยเรื่องท้องผูก บำรุงสายตา กล้ามเนื้อ และเส้นผมได้เป็นอย่างดี รับประทานง่ายมากๆ จะทานสดๆ หรือราดด้วยน้ำสลัดก็อร่อย

    ผักกาดแก้ว
    สีเขียวอ่อน ใบห่อเป็นหัว ใครชอบกินแฮมเบอร์เกอร์กัดปุ๊บ เจอผักกรอบๆ นั่นคือผักกาดแก้ว มีธาตุเหล็ก ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงฮีโมโกลบิน ซึ่งดีต่อผู้ป่วยโรคเลือด และช่วยบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยให้ผ่อนคลาย นอนหลับง่าย หลายคนมักเจอผักกาดแก้วในยำ สลัด ผักนี้ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายด้วยนะ
  • กรีนคอส
    ใบเรียวยาว รสชาติหวาน เป็นอีกหนึ่งผักสลัดที่มีวิตามินสูง และมีธาตุเหล็ก ที่เข้าไปช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดงในร่างกาย ช่วยแก้โรคโลหิตจางได้ ความพิเศษของผักกรีนคอส คือ มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเพียง 3% เหมาะสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน และยังช่วยในเรื่องกระตุ้นการขับถ่ายอีกด้วย

กลุ่มผักสลัดหัว (Head Lettuce)

คือกลุ่มผักกาดหอมที่ใบรวมตัวกันเป็นหัวให้เนื้อสัมผัสกรอบฉ่ำ เหมาะทั้งกินสดและทำเมนูตะวันตก หากคุณกำลังมองหาผักสลัดที่ให้ “ความกรอบเต็มคำ จับคู่ซอสได้หลากหลาย” ผักสลัดที่นิยมในกลุ่มนี้ได้แก่

  • บัตเตอร์เฮด
    เป็นพุ่ม คล้ายกลีบดอกไม้ บัตเตอร์เฮด หรือ ผักกาดบอสตัน มีความกรอบ แน่น หลังทานจะได้ความสดชื่นของเนื้อ และน้ำที่อยู่ในผัก มีคุณสมบัติบำรุงระบบประสาท บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงสายตา บำรุงผิว และช่วยลดคลอเรสตอรอลด้วย นิยมทานสด ราดน้ำสลัด หรือจะนำไปปรุงเป็นอาหารก็ได้
  • ไอซ์เบิร์ก (Iceberg)
    หัวแน่น ใบกรอบมาก สีเขียวอ่อนถึงขาว รสชาติจืดแต่สดชื่น
  • บัตเตอร์เฮดแดง (Red Butterhead)
    ลักษณะใบอ่อนนุ่ม ห่อเป็นหัวหลวมๆ คล้ายดอกกุหลาบ แต่จุดเด่นอยู่ที่สีของใบซึ่งจะเป็น แดงอมม่วงหรือแดงเขียวเข้ม ตัดกับเส้นใบสีเขียวหรือชมพูอ่อน สร้างความสวยงามให้กับจานอาหาร และดูพรีเมียมมากกว่าบัตเตอร์เฮดสีเขียวแบบทั่วไป

กลุ่มผักอื่นๆ ที่นิยมใช้ในสลัด

  • ผักร็อคเก็ต
    เป็นทรงรี เรียวยาว ร็อคเก็ตจะมีความเผ็ดซ่านิดๆ ไม่เหมือนผักสลัดอื่นๆ เป็นผักสำหรับสาวควบคุมน้ำหนัก หลายคนชอบเอามาทานกับน้ำมันมะกอก เกลือ และมะเขือเทศ มีวิตามินซี วิตามินเค ช่วยบำรุงกระดูก ทั้งยังมีแคลเซียมสูง ใครได้ลองระวังติดใจ
  • ผักโขมฝรั่ง (Spinach)
    ใบเขียวเข้ม อุดมด้วยธาตุเหล็ก ใช้สดหรืออบร่วมกับชีส
  • มินิเรด (Mini Red Lettuce)
    ผักหัวเล็ก สีแดง สวยงาม เหมาะกับการตกแต่งและขายแบบพรีเมียม

หากนับเฉพาะสายพันธุ์หลักๆ ที่นิยมบริโภคและปลูกกันทั่วไปในไทยและต่างประเทศ ผักสลัดมี ไม่ต่ำกว่า 10–15 ชนิด และยังมีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละชนิดก็มี รสชาติ ความกรอบ สีสัน และคุณค่าทางอาหารที่ต่างกัน


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เกษตรทฤษฎีใหม่ หัวใจพอเพียง พออยู่ พอกิน รายได้ไม่ขาดมือ

เกษตรทฤษฎีใหม่ หัวใจพอเพียง พออยู่ พอกิน รายได้ไม่ขาดมือ

เกษตรทฤษฎีใหม่

เกษตรทฤษฎีใหม่

ปัญหาหลักของเกษตรกรในอดีตจนถึงปัจจุบันที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การขาดแคลนน้ำเพื่อเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่อาศัยน้ำฝน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ในเขตที่มีฝนค่อนข้างน้อยและส่วนมากเป็นนาข้าวและพืชไร่ เกษตรกรยังคงทำการเพาะปลูกได้ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนเท่านั้น และมีความเสี่ยงกับความเสียหายอันเนื่องมาจากความแปรปรวนของดิน ฟ้า อากาศ และฝนทิ้งช่วง แม้ว่าจะมีการขุดบ่อหรือสระเก็บน้ำไว้ใช้บ้างแต่ก็ไม่มีขนาดแน่นอน หรือมีปัจจัยอื่น ที่เป็นปัญหาให้มีน้ำใช้ไม่เพียงพอรวมทั้งระบบการปลูกพืชไม่มีหลักเกณฑ์ใด ๆ และส่วนใหญ่ปลูกพืชนิดเดียว

เกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่”

ทฤษฎีใหม่” เป็นแนวทางหรือหลักในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรินี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบาก ให้สามารถผ่านช่วงวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก

การดำเนินงานตามทฤษฎีใหม่มี 3 ขั้นตอน คือ

  • การผลิต ให้พึ่งตนเองด้วยวิธีง่าย ค่อยเป็นค่อยไปตามกำลัง ให้พอมีพอกิน
  • การรวมพลังกันในรูปแบบ หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกัน ในด้านการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการการศึกษา สังคมและศาสนา
  • การดำเนินธุรกิจโดยติดต่อ ประสานงาน จัดหาทุนหรือแหล่งเงินในขั้นแรกที่เป็นการผลิต ถือเป็นขั้นสำคัญที่สุด ให้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 หมายถึง
    • ขุดสระเก็บกักน้ำ
      พื้นที่ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้สม่ำเสมอตลอดปี โดยเก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ และพืชน้ำต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด โสน ฯลฯ
    • ปลูกผลไม้ ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก
      พื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผักพืชสมุนไพร ฯลฯ อย่างผสมผสานกัน และหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือจากการบริโภคก็นำไปขายได้
    • ปลูกข้าว
      พื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง เป็นการลดค่าใช้จ่าย และสามารพึ่งตนเองได้
    • เป็นที่อยู่อาศัย และอื่นๆ
      พื้นที่ประมาณ 10 9 ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง คันดิน โรงเรือนและสิ่งก่อสร้างอื่นo รวมทั้งคอกเลี้ยงสัตว์ เรือนเพาะชำ ฉางเก็บผลิตผลการเกษตร ฯลฯ

หลักการและแนวทางสำคัญในการดำเนินงานเกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่” ที่ควรทราบมีดังนี้

  • เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ประหยัดก่อน
  • ต้องมีพื้นที่ส่วนหนึ่งทำนาข้าว เพราะข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนต้องปลูก เพื่อให้มีข้าวพอบริโภคตลอดทั้งปี
  • ต้องมีน้ำสำรองไว้ใช้เพียงพอตลอดปี เพื่อการเพาะปลูกในระยะฝนทิ้งช่วง หรือในฤดูแล้ง
  • ใช้อัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 ในการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ไม่ว่าจะมีพื้นที่ถือครองน้อยกว่าหรือมากกว่า 15 ไร่ คือ
    • 30 % ใช้ขุดสระเก็บกักน้ำ
    • 30 % ใช้ปลูกข้าว
    • 30 % ใช้ปลูกพืชผัก ผลไม้ พืชไร่ ไม้ยืนต้น
    • 10 % ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ

ประโยชน์ของ “ทฤษฎีใหม่ สรุปได้ดังนี้

  • ประชาชนพออยู่พอกินในระดับประหยัด เลี้ยงตนเองได้ ไม่อดอยาก ตามหลักปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง”
  • ในหน้าแล้งก็สามารถนำน้ำที่เก็บกักไว้ในสระมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องอาศัยชลประทาน
  • ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาล ก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ำรวยได้
  • ในกรณีที่เกิดอุทกภัย ก็สามารถฟื้นตัว และช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากนักในการจัดการเกษตรตามแนว “ฤษฎีใหม่” ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น ประเด็นสำคัญ คือ การพึ่งตนเอง ประหยัด และมัธยัสถ์ ก่อให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียง โดยการจัดการแบ่งพื้นที่ให้สัมพันธ์ และเกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน น้ำ แรงงาน และรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น อันจะนำไปสู่การผลิตที่เกิดรายได้ และสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ที่มา : Youtrube บ่าวยุทธพาจ้วด เรื่อง | เกษตรทฤษฎีใหม่คือความมั่นคง ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง อ.นาเชือก


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

การเพาะเห็ดนางฟ้า (Sarjou caju Mushroom) แบบละเอียดสำหรับมือใหม่

การเพาะเห็ดนางฟ้า (Sarjou caju Mushroom) แบบละเอียดสำหรับมือใหม่

การเพาะเห็ดนางฟ้า

      เห็ดนางฟ้า จัดเป็นเห็ดเศรษฐกิจที่สำคัญที่นิยมรับประทานมากไม่แพ้กว่าเห็ดนางรม และเห็ดฟาง เนื่องจากเห็ดชนิดนี้สามารถเพาะได้ง่าย มีเวลาในการเพาะสั้น ดอกเห็ดออกจำนวนมากดอกเห็ดให้เนื้อนุ่ม สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด อาทิ แกงเลียง และต้มยำ เป็นต้น

      ดอกเห็ดนางฟ้าจะมีลักษณะคล้ายกับดอกเห็ดเป้าฮื้อ และดอกเห็ดนางรม แต่สีของขอบดอกของเห็ดนางฟ้าจะอ่อนกว่าเห็ดนางรมในขณะที่เห็ดนางรมขอบดอกจะมีสีคล้ำมากกว่า ส่วนตัวดอกเห็ดนางฟ้าจะบางกว่าเห็ดนางรมและมีครีบอยู่ชิดกันมากกว่า และเมื่อเทียบกับเห็ดเป้าฮื้อ พบว่า ก้านดอกของเห็ดนางฟ้าจะค่อนอยู่ตรงกลางดอกมากกว่าดอกของเห็ดเป้าฮื้อที่เยื้องไปอยู่ริมขอบดอกด้านใดด้านหนึ่ง และก้านดอกของเห็ดนางฟ้าจะเล็กกว่าก้านดอกของเห็ดเป้าฮืออย่างชัดเจน ส่วนเห็ดนางฟ้าอีกชนิด คือเห็ดนางฟ้าภูฐาน เป็นเห็ดที่นำเข้ามาจากประเทศภูฐาน ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมเช่นกัน โดยดอกเห็ดนางฟ้าอาจออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุกแน่น มีก้านดอกสั้น สีขาว ไม่มีวงแหวนดอกเห็ดอ่อนมีสีขาว เมื่อแก่มากสีมีสีขาวอมสีน้ำตาลอ่อน มีเส้นใยค่อนข้างละเอียด

เห็ดนางฟ้านิยมนำดอกเห็ดสดมาประกอบอาหาร เช่น เห็ดนางฟ้าชุบแป้งทอด ต้มยำเห็ดนางฟ้า และห่อหมกเห็ดนางฟ้า เป็นต้น

ขั้นตอน การเพาะเห็ดนางฟ้า

1. โรงเรือน

สำหรับเห็ดนางฟ้าจะใช้โรงเรือนที่วางเป็นรูปตัวเอ และควรมีอากาศถ่ายเทดีพอสมควร มีแสงตามความต้องการของเห็ด จะสังเกตได้คือ เมื่อเดินทางเข้าในโรงเห็ดแล้วควรจะหายใจสะดวกไม่อับชื้นหรือร้อนเกินไปโครงสร้างของโรงเรือนทำ ได้ 2 แบบ

  • โรงเรือนชั่วคราว ใช้วัสดุไม่ถาวร ลงทุนไม่มาก เสาทำ ด้วยไม้ไผ่ อายุการใช้งานประมาณ 3 – 4 ปี
  • โรงเรือนถาวร เป็นโรงเรือนสังกะสีหรือกระเบื้องลอน แต่อาจมีปัญหาเรื่องความร้อน จึงควรทำ หลังคาให้สูงขึ้น และควรมีท่อน้ำพาดบนหลังคาเพื่อปล่อยน้ำรดลงมาในเวลาที่อุณหภูมิสูงมาก อายุการใช้งานประมาณ 10 ปีขึ้นไป

2. การวางก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า

     การวางก้อนเชื้อ ไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นรูปแบบตายตัว สามารถวางเห็ดได้มาก นิยมใช้ไม้ไผ่ประกอบกันเป็นรูปตัวเอ (A) หรือรูปสามเหลี่ยมทรงสูง แล้ววางก้อนเชื้อช้อนทับกันไป หันปากถุงออกทางด้านข้างชั้นทั้งสองด้าน ทำช่องระบายอากาศขนาด 40 x 60 เซนติเมตร จำนวน 1- 2 ช่อง สำหรับระบายอากาศด้วยการวางถุงก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าจะวางในแนวนอน

3. วัสดุเพาะ และสารอาหาร

วัสดุที่นิยมใช้เป็นวัสดุหลักในการเพาะเห็ดนางฟ้า คือ ขี้เลื่อยไม้ยางพารา เนื่องจากสามารถนำมาใช้ได้เลย โดยไม่ต้องหมัก เก็บรักษาง่าย สามารถเก็บไว้ในสภาพแห้งๆ ก็ได้ หรือทิ้งอยู่กลางแจ้งเปียกน้ำ เปียกฝนก็ได้

การเพาะเห็ดนางฟ้า

การใส่อาหารเสริม

ในการทำก้อนเชื้อ มักนิยมเติมแร่ธาตุอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารเสริมที่เห็ดสามารถนำไปใช้ได้โดยตรงในกองขี้เลือยหมักหรือขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน เพื่อให้เส้นใยเดินเร็ว และให้ผลิตสูงขึ้น อาหารเสริมที่ใช้ได้แก่

  • รำละเอียด อุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามินบี ซึ่งเป็นที่ต้องการของเห็ดมาก
  • ปูนขาว และยิบชั่ม ปูนขาวช่วยลดความเป็นกรด และยิบชั่มช่วยลดดความเป็นด่าง เพื่อให้วัสดุเพาะมีสภาพเป็นกลาง หรือค่าของกรดด่างอยู่ในระดับ 6.5 – 7.2
  • ดีเกลือ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นใย และเร่งการเกิดดอกเห็ด

สูตรส่วนผสมก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า

  • ขี้เลื่อยไม้ยางพารำแห้ง 100 กิโลกรัม
  • รำละเอียด 5 กิโลกรัม
  • ปูนขาว 1 กิโลกรัม
  • ยิบซั่ม 2 กิโลกรัม
  • ดีเกลือ 0.2 กิโลกรัม
  • ความชื้น (น้ำ ) 50 – 60 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม ส่วนผสมนี้บางฟาร์มอาจแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมหรืออาจมีส่วนผสมอื่นเพิ่มเติมก็ได้

ขั้นตอนการเพาะนางฟ้าในถุงพลาสติก

  • การผลิตหัวเชื้อบริสุทธิ์
  • การผลิตหัวเชื้อบนเมล็ดข้าวฟ่าง
  • การผลิตก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า
  • การบ่มเส้นใยเห็ดนางฟ้า
  • การเปิดดอกเห็ดและการดูแลรักษา

1. การผลิตหัวเชื้อบริสุทธิ์

คือ การนำเอาดอกเห็ดหรือสปอร์มาเพาะให้เห็ดเจริญขึ้น เป็นเส้นใย เพื่อใช้ขยายพันธุ์ไปทำ หัวเชื้อต่อไป โดยจะเลี้ยงเส้นใยเห็ดบนวุ้นPDA

  • อุปกรณ์ที่จะใช้ในการแยกเชื้อเห็ด ประกอบด้วย เข็มเขี่ยเชื้อ ตะเกียงแอลกอฮอล์ และตู้เขี่ยเชื่อ เวลาใช้ก็ยกสิ่งของต่าง ๆ ที่ต้องการเข้าไปไว้ภายในแล้วปิดช่องเสียไม่ให้ลมพัดเข้าไป แต่ด้านบนของตู้ควรมีช่องให้อากาศหรือลมร้อนระบายออกได้เล็กน้อย ก่อนใช้งานจะต้องเช็ดตีฆ่าเชื้อภายในให้ทั่วด้วยแอลกอฮอล์
  • การคัดเลือกดอกเห็ดมาทำพันธุ์ เลือกดอกเห็ดที่มีลักษณะสมบูรณ์ เป็นดอกที่โตแข็งแรงดอกใหญ่ น้ำหนักดอกมาก เนื้อแน่น ก้านดอกมีลักษณะแข็งแรงหรือโคนต้นหนา อายุประมาณ 3 วัน หรือก่อนปล่อยสปอร์ 1 วัน ดอกเห็ดที่จะนำ มาแยกเชื่อนี่อย่าให้เปียกน้ำเป็นอันขาด ซึ่งถ้าเป็นดอกที่เพิ่งเก็บเอามาจากแปลงใหม่ๆ ยิ่งดี

การทำอาหารวุ้น PDA

สูตรอาหารเลี้ยงเชื้อเห็ด มีอยู่ด้วยกันหลายสูตรแตกต่างกันออกไป แต่ในการเลี้ยงเชื้อเห็ดนางฟ้า นิยมใช้สูตร PDA สูตรนี้ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษโปเตโต้ เด็กโทรส อะก้าร์ มีวิธีการทำ ที่ง่ายและส่วนผสม ดังนี้

  • มันฝรั่ง ปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วต้มเอาแต่น้ำ 200 – 300 กรัม
  • น้ำตาลเด็กโทรส หรือกลูโคลิน 20 – 40 กรัม
  • วุ้น 15- 20 กรัม
  • น้ำสะอาด 1 ลิตร

วิธีเตรียมสารอาหาร PDA

  • ชั่งมันฝรั่งประมาณ 250 กรัม นำมาปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้น ขนาดเท่ากับลูกเต๋า นำลงต้มในน้ำ ประมาณ 1.2 ลิตร ต้มด้วยไฟที่อ่อนๆ และให้น้ำ เดือดประมาณ 15 นาที มันฝรั่งก็จะสุกพอนิ่ม
  • กรองเอาแต่น้ำออกมา และต้มต่อไปพร้อมกับเติมวุ้นผง จำนวน 15 กรัม กวนจนวุ้นละลายหมดประมาณ 10 นาที
  • เติมน้ำตาลเด็กโทรส จำนวน 20 กรัมลงไป คนให้ละลาย แล้วตวงให้ได้ จำนวน 1 ลิตร พอดีหรือใกล้เคียง
  • นำน้ำมันฝรั่งมากรอกใส่ในขวดแบนที่แห้งและสะอาด ใส่ให้สูงกว่าก้นขวดเพียง 2 – 3 เซนติเมตร
  • อุดขวดด้วยจุกสำลีเอากระดาษหุ้มแล้วใช้สายยางรัด
  • นำขวดอาหารไปพึ่งในหม้อนึ่งความดัน ให้มีความดันไอน้ำจำนวน 15 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว นานประมาณ 20 นาที
  • นำ ออกมาวางเรียงกัน ทิ้งไว้ให้วุ้นเกือบเย็น นำ ขวดอาหารวุ้นมาเอียงนอนลงให้วุ้นแผ่กว้าง เพื่อ เพิ่มพื้นที่ผิววันในถ่ายอาหารวุ้นเลยกึ่งกลางขวดเล็กน้อย
  • ใช้ไม้บาง ๆ รองปากขวดให้สูงเหนือจากพื้นเล็กน้อยในขณะที่เอน และควรระวังไม่ให้วุ้นถูกกับสำลีโดยตรง

2. การทำหัวเชื้อเห็ดนางฟ้าบนเมล็ดข้าวฟ้าง

การทำเมล็ดข้าวฟ่าง

  • นำเมล็ดข้าวฟ้างมาต้มจนสุกนิ่มพอดีอย่าให้ถึงกับเละ นำ ไปใส่ตะแกรงกรองเอาน้ำ ออกให้หมด ผึ่งแดดพอแห้ง
  • กรอกเมล็ดข้าวฟ่างที่แห้งแล้วใส่ขวด เพียงครึ่งขวดหรือประมาณ 2 ใน 3 ของขวด เพื่อช่วยให้เส้นใยเจริญได้รวดเร็ว การกรอกเมล็ดข้าวฟ่างใส่ขวด ควรใช้กรวย สวมปากขวดจะช่วยให้กรอกได้ง่ายขืน และเพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดข้าวฟ้างเปื้อนปากขวด ถ้าหากเปื้อนปากขวดก็ควรเช็ดปากขวดให้สะอาดและแห้ง
  • ใช้สำลีอุดปากขวดให้แน่นพอดี ใช้กระดาษหุ้มทับสำลีอีกชั้นหนึ่งแล้วรัดด้วยยาง เพื่อป้องกันสำลีเปียกเวลานึ่ง นำขวดเชื้อไปนึ่งด้วยหม้อนึ่งความดัน ให้มีความดันไอน้ำ จำนวน 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว นาน 25 นาที แล้วทิ้งให้เย็น

การถ่ายเชื้อเห็ดจากอาหารวุ้นลงในขวดเมล็ดข้าวฟ้าง

     ขวดเมล็ดข้าวฟ้างที่นึ่งเรียบร้อยแล้ว จะยังเป็นเพียงเมล็ดพืชที่ต้มแล้วเท่านั้นถ้าหากยังไม่ใส่เชื้อเห็ดลงไป เราจึงต้องนำเอาเชื้อเห็ดนางฟ้าจากขวดอาหารวุ้นที่ได้คัดเลือก และเตรียมไว้แล้วนำมาถ่ายเชื้อหรือต่อเชื้อในเมล็ดข้าวฟ้างเสียก่อน จึงนำ ไปไข้ได้ การเขี่ยเชื้อจากอาหารวุ้นลงในขวดเชื้อ การปฏิบัติก็ทำได้เช่นเดียวกับการทำอาหารวุ้น

      นำขวดเชื้อไปวางเก็บไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิปกติ และมืด ประมาณ 8- 12 วัน เส้นใยจะเจริญเต็มขวดเมล็ดพืช เชื้อที่เส้นใยเจริญเต็มขวดใหม่ๆ อยู่ในระยะที่แข็งแรง เหมาะที่จะนำไปใช้งาน ไม่ควรเก็บไว้นานเกินไป เพราะจะทำ ให้เชื้ออ่อนลง และมีโอกาสที่เชื้อจะมีเชื้อปนได้

อย่างไรก็ตาม การทำหัวเชื้อนี้สำหรับบางฟาร์ม ที่ผลิตก้อนเชื้อเพื่อเพาะเอาดอกเห็ดแล้วอาจทำเองหรือไม่ต้องทำก็ได้ เพราะเนื่องจากในปัจจุบันนี้มีผู้ทำ หัวเชื้อที่มีคุณภาพดีจำหน่ายอยู่ทั่วไป และราคาก็ไม่แพงนัก การซื้อมาใช้โดยไม่ต้องทำ เองก็เป็นวิธีที่สะดวก แต่ควรที่จะได้มีการตรวจสอบคุณภาพของเชื้อให้สม่ำเสมอด้วย

3. การทำถุงเชื้อเห็ดนางฟ้า

อุปกรณ์ที่จะต้องใช้มี ถุงร้อนขนาด 7×11 นิ้ว หรือ 9×12 นิ้ว หรือใหญ่กว่านี้ คอขวดพลาสติกทำจากพลาสติกทนร้อน สำลี ยางรัด กระดาษหุ้มสำลี และช้อนตัก

การทำถุงเชื้อ

  • นำขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อนหรือขี้เลื่อยไม้ยางพารา ผสมด้วยปูนขาวประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ รำละเอียดประมาณ 3 – 5 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามส่วนผสมนี้บางฟาร์มอาจแตกต่างกันออกไงตามความเหมาะสมหรืออาจมีส่วนผสมอื่น ๆ เพิ่มเติมก็ได้
  • การหมักปุ้ยเมื่อครบกำหนด 1 คืนแล้ว วันรุ่งขึ้นจึงเติมรำละเอียดตามอัตราส่วน หรืออาจเติมดีเกลือลงไปด้วย การผสมน้ำ สำหรับเห็ดนางฟ้า อาจต้องผสมน้ำ ให้ขึ้นปกติไม่ให้แห้งหรือแฉะเกินไป
  • บรรจุในถุงพลาสติก เกือบเต็มถุง หรือประมาณ 1 – 1.2 กิโลกรัม เว้นปากถุงไว้สำหรับสวมคอขวดพลาสติก เพื่อการเขี่ยเชื้อ เมื่อใส่ปุ๋ยหมักลงในถุงแล้วให้ยกถุงกระทุ้งเบาๆเพื่อให้ขี้เลื่อยแน่นหรืออาจใช้มือกดลงไป บางฟาร์มเห็ดมีเครื่องบรรจุถุง ก็นำ มาใช้ได้ เมื่อปุยแน่นแล้วก็รวบปากถุงและใช้คอขวดสวมลงไป ใช้มือดึงถุงให้ตึงแล้วรวบปากถุงลงมา ด้านอกใช้ยางรัดให้แน่น ก็จะทำ ให้ปากถุงก้อนเชื้อแคบลงมีขนาดเท่ากับคอขวด มันจะคงรูปร่างเช่นนี้เรื่อยไป เพื่อใช้

สำหรับให้มีที่ว่างของอากาศสำหรับเขี่ยเชื้อเห็ดลงไป

  • ใช้ไม้ปลายแหลมเจาะรูปุยจากคอขวดให้ลึกลงเกือบกึ่งกลางถุง เพื่อ ให้เชื้อเห็ดที่ใส่ลงไปเจริญได้จากบริเวณกลางถุงหรืออาจไม่เจาะก็ได้ หากไม่เจาะเส้นใยเห็ดก็จะเจริญจากด้านบนลงมา เช่นเดียวกับการทำ หัวเชื้อในเมล็ดข้าวฟาง ทั้งนี้ก็แล้วแต่การปฏิบัติของแต่ละฟาร์ม
  • ใช้สำลีอุด แล้วหุ้มด้วยกระดาษและรัดด้วยยาง หรืออาจใช้ฝาครอบสำลีแทนกระดาษก็ได้ เพื่อ ไม่ให้สำลีเปียกในเวลานึ่ง สำลีที่เปียกอาจนำ เชื้อราต่าง ๆ เข้ามาในถุงได้ง่าย

การนึ่งฆ่าเชื้อถุงปุ๋ย

       เมื่อเตรียมถุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นำไปนิ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดันหรือหม้อนึ่งลูกทุ่ง เพื่อฆ่าเชื้อต่าง ๆ ที่เป็นศัตรูเห็ด เวลาในการนึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของหม้อนึ่งและจำนวนก้อนเชื้อ อาจนึ่งเพียง 2 ชั่วโมง สำหรับการนึ่งเชื้อจำนวนน้อยและนึ่ง 4-6 ชั่วโมง สำหรับเชื้อจำนวนมาก การนิ่งเชื้อจำนวนมากต้องระมัดระวัง และแน่ใจว่าสามารถนึ่งฆ่าเชื้อได้ทั่วถึง หลังจากนึ่งเรียบร้อยแล้วนำก้อนเชื้อออกมาวางเรียงกันให้เย็นสนิทดีเสียก่อน เพื่อรอการเขี่ยเชื้อเห็ดนางฟ้า จากเมล็ดข้าวฟางลงถุงต่อไป

การเขี่ยเชื้อเห็ดจากหัวเชื้อลงในถุงก้อนเชื้อ

ก้อนเชื้อที่ได้จากการนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดันเรียบร้อยแล้ว จึงนำเอาหัวเชื้อเห็ดนางฟ้าในเมล็ดข้าวฟ้างที่ทำขึ้นหรือซื้อเตรียมไว้ล่วงหน้า มาเขียลงไปในก้อนเชื้อโดยปฏิบัติ ดังนี้

  • วางก้อนเชื้อเรียงกันเป็นแถว แล้วแกะเอากระดาษที่หุ้มปิดสำลีออกให้หมด แต่ยังคงจุกสำลีไว้โดยไม่ต้องเปิด และระวังไม่ให้สำลีหลุดออกมาจากคอขวด
  • เช็ดมือด้วยแอลกอฮอล์ให้ทั่ว นำขวดหัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่าง ที่คัดเลือกไว้แล้วเขย่าในขณะที่ยังปิดจุกสำลีอยู่ เพื่อให้เมล็ดข้าวฟ้างกระจาย ถอดจุกสำลีที่ขวดเมล็ดข้าวฟ้างออก
  • นำปากขวดไปลนไฟจากตะเกียงแอลกอฮอล์ ใช้มืออีกข้างหนึ่งเปิดจุกสำลีก้อนเชื้อ แล้วเทหัวเชื้อลงไปในถุงประมาณ 10-20 เมล็ด จากนั้นจึงรีบปิดจุกสำลีทันที ไม่ต้องใช้กระดาษปิดทับถุงต่อไปก็ทำเช่นเดียวกัน ทุก 3-4 ถุง ให้ลนปากขวดด้วยไฟจากตะเกียงแอลกอฮอล์

ทั้งนี้ เมื่อเปิดขวดหัวเชื้อแล้ว ก็เขี่ยเชื้อให้หมด แต่หากเหลือไม่ควรนำกลับมาใช้ใหม่ เพราะเชื้อในขวดอาจตายแล้วหรือเชื้อมีความอ่อนแอ หัวเชื้อหนึ่งขวด สามารถเพาะใส่ถุงได้ประมาณ 50-60 ถุง และสำหรับ เห็ดนางฟ้าบางแห่งจะใช้หัวเชื่อมากกว่านี้ คือ ประมาณ 25-30 ก้อน ต่อเชื้อหนึ่งขวดทั้งนี้เพื่อให้เชื้อเจริญเร็ว และเชื้อเสียน้อย

4. ขั้นตอนการบ่มเส้นใยเห็ดนางฟ้า

หลังจากเขี่ยเชื้อแล้ว ให้นำก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าไปบ่มในห้องหรือโรงเรือนที่มีอากาศถ่ายเทน้อยและแสงสว่างน้อย ใช้เวลาบ่มประมาณ 22–28 วัน (ฤดูหนาว 15–20 วัน) จนเส้นใยเจริญเต็มถุง หากเส้นใยไม่เดินหรือก้อนเชื้อแฉะ มีเชื้อราปะปน แสดงว่าเชื้อเสีย ควรคัดออกทันที

การทำอาหารวุ้น PDA

การวางก้อนเชื้อควรจัดให้มีอากาศหมุนเวียนและไม่ร้อนเกินไป (ไม่เกิน 25–30°C) โดยเฉพาะในฤดูร้อนควรรดน้ำลดอุณหภูมิหรือระบายอากาศ ส่วนในฤดูหนาวควรบุโรงเรือนด้วยพลาสติกเพื่อรักษาอุณหภูมิ

ควรตรวจสอบก้อนเชื้อทุกวัน หากพบเชื้อรา (เช่น เชื้อราเขียว รำดา) ให้แยกทิ้งทันที สาเหตุอาจมาจากหัวเชื้อเสีย ถุงแตก หรือโรงเรือนไม่สะอาด ดังนั้นต้องรักษาความสะอาดภายในและรอบโรงบ่มอยู่เสมอ

5. ขั้นตอนการเปิดดอกเห็ด

สำหรับลักษณะของวิธีการเปิดถุงเพื่อให้เห็ดออกดอก และลักษณะของการวางถุงก้อนเชื้อในโรงเรือน สามารถทำได้หลายวิธี คือ

  • เปิดจากสำลึให้ออกดอกเห็ดที่ปากถุง โดยการดึงจุกสำลีออกวางถุงในแนวนอนกับพื้นพื้นโดยวางช้อนกันบนแผงรูปตัวเอ หรือวางซ้อนกันบนพื้นโรงเรือน พ่นละอองน้ำเป็นฝอยละเอียดเห็ดจะเกิดแล้วโผล่ออกมาทางปากถุงได้เอง
  • พับปากถุง หลังจากที่เอาคอขวดออกแล้ว เปิดปากถุงพับลงมา ม้วนปากถุงให้อยู่ในระดับเดียวกับวัสดุเพาะหรือก้อนเชื้อ อาจวางก้อนเชื้อเห็ดได้ทั้งในแนวนอนหรือแนวตั้งนชั้นวางติด ๆ กัน วิธีนี้จะเกิดดอกเห็ดครั้งละหลายดอก แต่ดอกเล็กลง เพราะแย่งอาหารกัน 
  • ตัดปากถุง เป็นการเปิดปากถุงโดยใช้มืดโกนปาดปากถุงออก ตรงส่วนของคอขวด เมื่อตัดออกไปแล้วจะเหลือถุงพลาสติกหุ้มก้อนเชื้อส่วนบนอยู่บางส่วน การเปิดวิธีนี้ จะได้ดอกเห็ดน้อยกว่าวิธีแรก แต่น้ำ หนักดอกเห็ดจะดีกว่า
  • การเปลือยถุง แกะเอาถุงพลาสติกออกหมดทั้งก้อน แล้วเอาก้อนเชื้อวางลงใส่ในแบบไม้หรือในตะกร้า รดน้ำ ให้เปียกทั่วทั้งก้อน เวลาเกิดดอกเห็ดจะได้เกิดทุกส่วน คือ ด้านบน และ ด้านข้างแต่ต้องรักษาความชื้นในโรงเรือนให้สูงมาก เพราะก้อนเชื้อจะสูญเสียความชื้นอย่างรวดเร็ว แบบนี้เกิดดอกเห็ดได้เร็ว เกิดขึ้นรอบก้อนแต่หมดไปเร็ว และดอกเห็ดเล็กมาก เพราะแย่งอาหารกัน
  • เพาะแบบแขวนหลักการเดียวกับการวางก้อนเชื้อในแนวนอนแต่ไม่จำเป็นต้องทำชั้นใดๆ ใช้เชือกไนล่อนทำ ขึ้นพิเศษ 4 เส้น ผูกติดกันด้านหัวท้าย ส่วนตรงกลางใส่แผ่นพลาสติกแข็งเจาะรูร้อยเชือกทั้ง 4 เส้น ถ่างห่างออกจากกัน เอาก้อนเชื้อวางช้อนกันได้หลายถุง แขวนห้อยจากคานด้านบน พื้นเรือนเพาะจึงสะอาด 

การดูแลรักษา

โดยธรรมชาติในการเจริญเติบโตของเห็ดนางฟ้า นับตั้งแต่เกิดดอก จนกระทั่งพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาประมาณ 5 – 7 วัน การเกิดดอกเห็ดก็คือ การที่เส้นใยได้มีการเปลี่ยนรูปมาอัดตัวกันสร้างดอกเห็ดขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมเหมาะสมผลผลิตและคุณภาพของดอกเห็ดจะดี
หรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1. อุณหภูมิ

อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเห็ดนางฟ้า คือ ประมาณ 24-26 องศาเซลเซียส ดอกเห็ดจะออกดอกเร็วมาก อาจกล่าวได้ว่าเห็ดนางฟ้าขึ้นได้ดีในหน้าฝนตีพอสมควรในหน้าร้อนดีมากในหน้าหนาว ไม่หนาวจัดจนเกินไป ถ้าหนาวจัดก็จะชะงักการเจริญเติบโตและสีขีดดังนั้น ภาคกลางและภาคใต้ ปลูกได้ทุกฤดู ตลอดปี ภาคเหนือและภาคอีสานจะให้ผลดีในฤดูฝน

2. อากาศ

เห็ดเป็นจุลินทรีย์ที่ต้องการออกซิเจนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเวลาเกิดดอกเห็ดจะต้องการออกซิเจนมาก ทั้งระยะเป็นดอกเห็ดและระยะเป็นเส้นใย

3. ความชื้น

จุลินทรีย์ทั่ว ๆ ไปชอบความขึ้นสูง แต่สำหรับเห็ด เมื่อเทียบกันแล้วก็ทนแล้งได้ดีกว่าจุลินทรีย์อื่น การเพิ่มความชื้นในวัตถุเพาะทำ ได้โดยการรดน้ำ แต่ต้องระวังมิให้มากเกินไปเพราะจะทำ ให้เส้นใยชะงักการเจริญหรือเปียกเกินไป ความชื้นในอากาศ ทำ ได้โดยการพ่นละอองน้ำในอากาศน้ำที่ใช้รดควรเป็นน้ำสะอาดปราศจากสารเคมี และสิ่งสกปรกปนเปื้อน เช่น น้ำ ฝน น้ำคลอง น้ำ บ่อ และน้ำ บาดาล น้ำ ที่ใช้รดเห็ดนางฟ้าควรเป็นกลาง ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ที่เหมาะควรเป็นประมาณ 7 ถ้าสามารถ น้ำ น้ำ ตัวอย่างประมาณ ไปตรวจวิเคราะห์ที่หน่วยงานด้านเกษตร เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมที่ดิน เพื่อขอคา แนะนำ ได้ก็จะเป็นการดียิง

4. แสง

เห็ดทุกชนิดไม่สามารถปรุงอาหารเองได้ ต้องอาศัยอาหารจากพืชต่าง ๆ ดังนั้น แสงจึงไม่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเห็ด โดยเฉพาะในระยะที่เส้นใยกาลังลามทั่วก้อนหากมีแสงสว่างมากจะทำ ให้เส้นใยเจริญเติบโตช้าลง ฉะนั้นในระยะของการบ่มก้อนเชื้อเพื่อเลี้ยงเส้นใย ควรทำในโรงเรือนที่มีแสงสว่างน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามแสงก็มีความจำเป็นในการกระตุ้นให้เส้นใยรวมตัวกันเพื่อให้เกิดดอกเห็ดได้เร็วขึ้น ในระยะเห็ดออกดอกหากมีแสงน้อยเกินไปหรือไม่เพียงพอ
จะทำ ให้ดอกเห็ดไม่สมบูรณ์ได้ เห็ดนางฟ้าถ้าถูกแสงแดดส่องบ้างก็เจริญ เอนเข้าหาแสง ในช่วงนี้จึงต้องการแสงปานกลาง แสงที่เหมาะคือ ขนาดพอที่จะอ่านหนังสือออกก็พอ และแสงสีน้ำ เงินจะมีผลต่อการออกดอกของเห็ดมากกว่าสีอื่น

5. ความสะอาด

เมื่อเปิดปากถุง และนำก้อนเชื้อไปวางบนชั้นในโรงเพาะแล้ว สิ่งที่ต้องเอาใจใส่ระมัดระวังมากที่สุด คือ ความสะอาด โรงเรือนที่ไม่สะอาดจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ที่เป็นผลเสียต่อเห็ดได้เช่นโรงเรือนที่มีโรค และแมลงศัตรูเห็ด แล้วระบาดทำ ให้ก้อนเชื้อ และดอกเห็ดเสียหายหมดทั้งโรงเรือน

การเก็บเกี่ยว

เมื่อเอาถุงก้อนเชื้อมาเปิดรดน้ำ และมีการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม จะเกิดดอกเห็ดเล็ก ๆ ภายในเวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ ขณะที่กำลังเกิดเป็นดอกเห็ดเล็ก ๆ นี้ หากดูแลในเรื่องของความขึ้นได้ดี ดอกเห็ดก็จะโตเต็มที่ภายใน 4-5 วัน ส่วนมากจะเก็บได้ ในวันที่ 4 ถ้าทิ้งไว้นานกว่านั้น ดอกเห็ดจะสร้างสปอร์ออกมาเป็นผงสีขาวละเอียด หลุดร่วงหล่นลงด้านล่าง ดอกเห็ดที่สร้างสปอร์ไปแล้วคุณภาพจะต้อยลง คือ เหนียวขึ้นและรสชาติก็จะชม

ลักษณะของดอกเห็ดที่แก่พอจะเก็บเกี่ยวได้ สังเกตจากก้านของดอกเห็ดจะหยุดการเจริญเติบโตทางด้านความยาว หมวกดอกเริ่มคลี่ออกมาประมาณครึ่งหนึ่ง แล้วเริ่มสร้างสปอร์บ้างขอบดอกจะหนา และรวมตัวเข้าหากันเมื่อเจริญโตเต็มที่แล้วขอบดอกจะคลื่ออก และบางลงกว่าเดิม เป็นระยะที่ควรเก็บเกี่ยวได้ ไม่ควรปล่อยให้โตไปมากกว่านี้ จนกระทั่งปลายหมวกดอกคลีบานเต็มที่ เพราะระยะนี้ดอกเห็ดจะสร้างสปอร์มากทำให้ความหนาแน่นของเนื้อเห็ดลดลง ทั้งยังดอมน้ำมากขึ้น จะช้ำง่ายเมื่อนำไปจำหน่าย

การเก็บดอกเห็ดควรเก็บในตอนเช้ามืด ให้ใช้มือดึงที่โคนออกมาเบาๆ ไม่ควรใช้มืดตัด เพราะเศษเห็ดที่ติดอยู่กับก้อนเชื้อจะเน่า เกิดเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค เมื่อเก็บดอกเห็ดมาแล้ว จึงใช้มีดหรือกรรไกรตัดเอาส่วนโคนที่มีเศษขี้เลื่อยติดมาวางเห็ดคว่ำไว้ในตะกร้าที่สะอาดแต่ละตะกร้าไม่ควรใส่ดอกเห็ดลงไปมากเกินไป หรือไม่ควรใส่เกิน 5 กิโลกรัม/ตะกร้า เพื่อไม่ให้น้ำ หนัก ของดอกเห็ดกด ทับกันจนเสียหาย

ดอกเห็ดนางฟ้า เก็บรักษาได้ไม่ทนมากนัก ควรจะใช้ทำอาหารให้หมดภายใน 1-2 วัน หลังจากที่ตัดออกมา เพราะเห็ดชนิดนี้เก็บไม่ทน มักจะเหี่ยวแม้จะแช่ต้เย็นก็ตาม การเก็บเห็ด ถ้าเก็บในอุณหภูมิห้อง คือ ไม่เข้าตู้เย็น การวางบนใบตองสด เรียงดอกเห็ดบาง ๆ ก็สามารถเก็บไว้ได้ระยะหนึ่ง ถ้าเก็บในตู้เย็นก็ควรเอาใส่ถุงพลาสติกอย่างขุ่น ขยี้แล้วสเปรย์น้ำให้มีหยดเล็ก ๆ ติดภายในเอาดอกเห็ดใส่ถุงรัดด้วยยางหรือเย็บปากถุงไว้


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ