สมุนไพรใบบัวบก รักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ บำรุงสายตาแก้ช้ำใน

สมุนไพรใบบัวบก รักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ บำรุงสายตาแก้ช้ำใน

สมุนไพรใบบัวบก

สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีสาระดีๆ มีประโยชน์ มาฝากค่ะ นั่นก็คือสมุนไพรไทย นั่นเอง สมุนไพรไทย ใครๆก็รู้ว่ามีสรรพคุณ ในการช่วยรักษา และบรรเทาความเจ็บปวดได้ แต่จะมีคนที่รู้ วิธีใช้ สมุนไพรอย่างดูวิธี  นั้นมีน้อย ส่วนใหญ่เราๆ จะใช้ยาฝรั่งซะส่วนใหญ่ ซึ่งวันนี้เรามีสูตรยาสมุนไพร ที่หา วัตถุดิบได้ง่าย และ วิธีการทำนั้นก็ไม่มีขั้นตอนอะไร ที่ยุ่งยากซับซ้อน มาฝากกันคะ

วัถุดิบ

  • ใบบัวบก ทั้งใบ ก้าน หัว ล้างให้สะอาด หั่นฝอย 1 กำมือ
  • ใบเตยหอม       1 ใบ
  • น้ำสะอาด         1 ลิตร
  • เกลือเล็กน้อย หยิบมือ
  • น้ำผึ้ง สำหรับแต่งรสชาติ

ขั้นตอน

  • ใส่ใบบัวบก ทั้งใบ ก้าน หัว ที่หั่นฝอย ใบเตย เกลือหยิบมือ ต้มด้วยน้ำสะอาด 1 ลิตร ต้มให้สุก กรองเอาแต่น้ำ  แต่งรสด้วยน้ำผึ้ง
  • อุ่นวันละ 1 ครั้ง

วิธีรับประทาน

  • เช้า – เที่ยง – เย็น ครั้งละ 1 แก้ว กาแฟ หรือ 60 cc.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพร – หมอบ้าน วัดคีรีวงก์ ( วัดน้ำตก )


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เมนู ซอยจุ๊ เมนูเด็ดสุดจัดจ้านจากภาคอีสาน ผ่านเนื้อดิบ

เมนู ซอยจุ๊ เมนูเด็ดสุดจัดจ้านจากภาคอีสาน ผ่านเนื้อดิบ

ซอยจุ๊

ซอยจุ๊


ซอยจุ๊ เป็นเมนูอาหารอีสานที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีลักษณะเป็นเนื้อวัวดิบและเครื่องในวัวหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ นำมาจิ้มกับน้ำจิ้มแจ่วขม รสชาติของซอยจุ๊นั้น มีทั้งรสหวาน เปรี้ยว เผ็ด และขมเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ล่ะท่านหรือร้านที่ขาย

ซอยจุ๊คืออะไร ?

ซอยจุ๊ เป็นเมนูอาหารที่เป็นเอกลักษณ์และมีต้นกำเนิดมาจากภาคอีสานของประเทศไทย โดยมีลักษณะเป็นอาหารชนิดที่ไม่ปรุงสุก ที่นำเนื้อวัวดิบและเครื่องในวัวอย่างตับ สไบนาง (ผ้าขี้ริ้ว) และขอบกระด้งมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ โดยไม่มีการปรุงรสนำมาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ และจิ้มในน้ำจิ้มแจ่วที่มีรสชาติเปรี้ยว-หวาน-เผ็ด-ขมเล็กน้อย แล้วแต่ความชอบ โดยจะประกอบด้วยส่วนผสมพิเศษที่ขาดไม่ได้เลยนั้นก็คือ ดีวัวหรือขี้เพี๊ยะวัว

เมนูซอยจุ๊เนื้อนั้นจะมีความเข้มข้นทั้งในด้านรสชาติและกลิ่น มีประวัติความเป็นมาได้รับความนิยมในภาคอีสานของไทยเรามาอย่างยาวนาน จึงถือเป็นเมนูอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลิ้มลองหรือสัมผัสรสชาติความเป็นอีสานแท้ ๆ ได้เลยทีเดียว เกริ่นนำกันมามากแล้ว เดี๋ยวเรามาเริ่มกันที่ส่วนผสม เครื่องปรุง และ เทคนิคการทำให้แซ่บ ว่ามีขั้นตอนวิธีทำอย่างไรบ้าง มาดูกัน

วัตถุดิบและเครื่องปรุง

  • เนื้อวัวสด และเครื่องในวัว ตับ สไบนาง (ผ้าขี้ริ้ว)
  • ข้าวคั่ว
  • พริกป่น
  • ดีวัวหรือขี้เพี๊ยะวัว
  • น้ำปลา
  • ผงชูรส
  • ต้นหอม
  • ผักชี
  • ผักชีฝรั่ง

วิธีทำ

เริ่มจากการนำเนื้อวัว ตับวัว สไบนาง และขอบกระด้งมาล้างให้สะอาดแล้วหั่นเนื้อวัว ตับวัว สไบนาง และขอบกระด้งเป็นชิ้นพอดีคำจัดใส่จานพร้อมผักสดเตรียมไว้ จากนั้นก็มาทำน้ำจิ้มแจ่วขม  โดยใช้ส่วนผสมดังนี้

  • พริกป่น
  • น้ำปลา
  • ข้าวคั่ว
  • ต้นหอม
  • ผักชี
  • ดีวัว
  • เพลี้ยอ่อนต้ม

ปริมาณส่วนผสมหรือวัตถุดิบเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความชอบ สามารถเพิ่มเครื่องปรุงอื่นๆ เพิ่มเพลี้ยอ่อนลงไปด้วยได้ ขึ้นอยู่กับความชอบ อีกทั้งยังมีการเตรียมผักสด พริกสด หรือกระเทียมไว้เป็นเครื่องเคียงกินคู่กับซอยจุ๊ได้อีกด้วยครับ

ซอยจุ๊เป็นเมนูอาหารอีสานที่มีรสชาติเข้มข้น อร่อยแซ่บ นิยมกินเป็นกับแกล้มหรืออาหารว่าง ใครที่ชื่นชอบรสชาติอาหารอีสานไม่ควรพลาดเมนูนี้

ที่มา : sarakaset.com


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

เพกา (Oroxylum indicum) สมุนไพรรักษาริดสีดวงทวาร

เพกา (Oroxylum indicum) สมุนไพรรักษาริดสีดวงทวาร

เพกา (Oroxylum indicum)

เพกา (Oroxylum indicum)


สวัสดีค่ะ วันนี้แอดมีความรู้และสาระดี ๆ เกี่ยวกับสมุนไพรรักษาโรคมาฝากคะ นั่นก็คือ เพกา (Oroxylum indicum) หรือ ลิ้นฟ้า เพกาหรือลิ้นฟ้า เป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์หลากหลายมากมาย วันนี้แอดจะเอาเพกาหรือลิ้นฟ้า มาทำเป็นน้ำมันรักษาริดสีดวงทวารค่ะ ถือเป็นอีก 1 ทางเลือกของผู้ที่ป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวารค่ะ

เพกา หรือ ลิ้นฟ้า

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์    ไม้ต้น ขนาดเล็ก ผลัดใบ สูงประมาณ 4 – 15 เมตร เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลครีมอ่อนหรือสีเทา บางทีแตกเป็นรอยตี้นเล็กน้อย มีรูระบายอากาศกระจัดกระจายตามลำต้นและกิ่งก้าน

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก 3 – 4 ชั้น ออกเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก หนาแน่นบริเวณปลายกิ่ง มีใบเดี่ยวๆ ขนาดใหญ่ที่ปลายก้านลักษณะรูปทรงกลม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ก้านใบยาว ใบย่อยลักษณะรูปไข่ โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียว ออกตรงข้ามชิดกันอยู่ประมาณปลายกิ่ง ก้านใบย่อยสั้น แผ่นใบสีเขียวเข้ม

ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุก ช่อมีขนาดใหญ่ออกที่บริเวณยอด มีก้านช่อดอกยาว มีดอกย่อยขนาดใหญ่ ลักษณะรูปปากเปิดแบบสมมาตรด้านข้างกลีบดอกหนา มี 5 กลีบ ภายนอก สีม่วงแดงหรือน้ำตาลคล้ำ ภายในสีเหลืองเปรอะๆ กึ่งสีชมพู โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปลำโพง ส่วนปลายแยกออกเป็นกลีบย่นขยุกขยิก บริเวณปลายกลีบดอกด้านในสีขาวอมเหลือง หรือขาวอมเขียว มีเกสรตัวผู้ 5 อันติดกับท่อดอก โคนก้านจะมีขน

ผล ผลเป็นฝักแบน ยาวคล้ายรูปดาบ ห้อยระย้าอยู่เหนือเรือนยอด สีน้ำตาลดำ ยาวประมาณ 45 – 120 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก

เมล็ด ลักษณะแบน มีปีกบางใสสีขาวจำนวนมาก

ประโยชน์ทางยา

  • ใบ มีรสฝาด ใช้ต้มดื่มแก้อาการปวดท้อง แก้ปวดข้อ และเจริญอาหาร
  • เปลือกต้น  มีรสฝาดขมเย็น เป็นยาฝาดสมานแผล ดับพิษโลหิต แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ฟกช้ำ ป่นเป็นผงหรือยาชงดื่มแก้ขับเหงื่อ แก้ไขข้ออักเสบชนิดฉับพลัน ช่วยเจริญอาหาร ผงเปลือกผสมกับขมิ้นชันเป็นยาแก้โรคปวดหลังของม้า
  • ลำต้น   มีรสขม แก้แมลงสัตว์กัดต่อย
  • ผลอ่อนหรือฝักอ่อน     มีรสขมร้อน ขับผายลม เป็นยาบำรุงธาตุ
  • ผลแก่หรือฝักแก่          มีรสขม แก้ร้อนในกระหายน้ำ
  • เมล็ดแก่ มีรสขม เป็นยาอมแก้ไอ ขับเสมหะ แก้ร้อนใน
  • เปลือกราก       รสฝาดขม แก้ปวดท้อง เป็นยาฝาดสมาน ยาบำรุง แก้บิด ท้องเสีย ขับเหงื่อ
  • ราก      รสฝาดขม เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องร่วง ช่วยเจริญอาหาร ทำให้เกิดน้ำย่อยอาหาร ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการอักเสบ ฟกช้ำ บวม
  • ทั้งห้า (ผลแก่ ผลอ่อน เมล็ดแก่ เปลือกต้น ราก) รสฝาดขมเย็น เป็นยาสมาน แก้ไข้เพื่อลมและโลหิต แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ท้องร่วง แก้อักเสบ ฟกบวม

สรรพคุณของเพกา หรือ ลิ้นฟ้า

  • ฝักอ่อนและยอดอ่อน จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดให้ลดลงได้
  • ฝักอ่อน มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ หรือเรียกว่า ช่วยชะลอความแก่นั่นเอง
  • ใบ ช่วยบรรเทาอาการปวด – ไข้ ด้วยการที่เอาใบไปต้มน้ำดื่ม
  • รากและฝักอ่อน ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ
  • ฝักอ่อน มีประโยชน์ต่อสุขภาพ สามารถกินเหมือนผักทั่วไปได้เลย

เรามาเตรียมวัตถุดิบ ทำน้ำมันเพกาทาริดสีดวงทวารกันค่ะ

วัตถุดิบ น้ำมันเพกาทาริดสีดวงทวาร

  • เปลือกต้นเพกาสด 50 กรัม
  • น้ำมันมะพร้าว 25 ซีซี ( สกัดร้อนหรือสกัดเย็น หรือจะใช้น้ำมันงาแทนก็ได้ )

วิธีการทำ น้ำมันเพกาทาริดสีดวงทวาร

  • หั่นเพกา หรือลิ้นฟ้าให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปใส่ในเครื่องปั่นพร้อมกับน้ำมันมะพร้าวให้เข้ากัน
  • จากนั้นเทใส่หม้อสแตนเลส ตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยวจนทุกอย่างเข้ากันดี ใช้เวลาในการเคี่ยวประมาณ 30 นาที
  • เสร็จแล้วให้กรองเอาแต่น้ำมัน รอให้เย็น หรือ อุ่นๆ กรอกใส่ขวดแก้วปิดฝาให้สนิท

วิธีใช้

  • ทาหัวริดสีดวงทวาร เช้า – กลางวัน – เย็น
  • ถ้าให้ได้ผลสัมฤทธิ์ ต้องกินยาควบคู่กันด้วย ( ปรึกษาแพทย์แผนไทย )
  • หรือทาหัวฝีมะเร็งที่ยังไม่แตก แล้วใช้พลาสติกห่อหุ้มอาหาร ห่อหุ้มบริเวณที่เป็นประมาณ 1 ชั่วโมง ทั้ง เช้า – กลางวัน – เย็น
  • และให้งดของแสลง จำพวกปลาเมือกมัน เครื่องในสัตว์ทุกชนิด

น้ำมันทาริดสีดวงทวาร รักษาริดสีดวงทวาร กรณีหัวริดสีดวงทวารที่บานแล้วหรือทาฝีมะเร็งที่ยังไม่แตก เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมท่อน้ำเหลือง

** หมายเหตุ    เป็นยาใช้ภายนอก **


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การเพาะปลูก ถั่วแปบ ผักพื้นบ้านปลูกง่ายอายุยืนกินดีมีประโยชน์

การเพาะปลูก ถั่วแปบ ผักพื้นบ้านปลูกง่ายอายุยืนกินดีมีประโยชน์

ถั่วแปบ

ลักษณะทั่วไป

ถั่วแปบ (Lablab purpureous)  เป็นพืชตระกูลถั่ว มีการเจริญเติบโตรวดเร็วมาก ขึ้นได้ดีในพื้นที่ดินทราย ซึ่งโดยธรรมชาติดินชนิดนี้มีความสามารถในการอุ้มน้ำได้น้อย แต่เนื่องจากเมล็ดถั่วแปบมีวัสดุคล้ายฟองน้ำ ซึ่งสามารถดูดซับความชื้นจากดินได้ดีกว่าเมล็ดพืชชนิดอื่น ๆ ได้หลายเท่า ทำให้ถั่วแปบงอกได้โดยใช้เวลาน้อยกว่า และอัตราการงอกสูงกว่า นอกจากนั้น ถั่วแปบมีระบบรากลึก ถือว่าเป็นพืชบำรุงดินที่ดีมากชนิดหนึ่ง แต่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าไมยราบไร้หนาม เพราะต้องปลูกใหม่ทุกครั้ง ไม่สามารถสร้างคลังเมล็ดในดิน เนื่องจากเมล็ดไม่มีการพักตัว

การใช้ประโยชน์

  • ใช้ฝักอ่อน เมล็ด ใช้ประกอบอาหาร เช่นแกงส้ม ผักลวกจิ้มกับน้ำพริก
  • ใช้เป็นสมุนไพลบำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลีย บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้อาการแพ้
  • ใช้ปลูกเป็นพืชอาหารสัตว์
  • ใช้ปลูกเป็นพืชสำหรับทำปุ๋ย หรือเป็นพืชเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ

สำหรับวิธีการปลูกทำได้ 2 ลักษณะ คือ การปลูกเดี่ยว และการปลูกร่วมกับพืชอื่น

การปลูกเดี่ยว

ถั่วแปบเป็นพืชที่ปลูกเป็นแถวเป็นแนวได้ง่าย เนื่องจากเมล็ดมีขนาดเท่ากับข้าวโพด สามารถปลูกโดยใช้เครื่องปลูกข้าวโพดได้ การปลูกเพื่อบำรุงดินให้ได้ผล ต้องมีจำนวนต้นประมาณ 25,000 ต้นต่อไร่ จะต้องระยะปลูกระหว่างแถว 50 เซนติเมตร ระหว่างต้น 12.5 เซนติเมตร (ปริมาณเมล็ดที่ใช้ 10 กิโลกรัมต่อไร่)

เนื่องจากถั่วแปบเป็นพืชที่ไวต่อช่วงแสง เช่นเดียวกับไมยราบไร้หนาม คือถั่วแปบมีการเจริญเติบโตทางลำต้นตลอดช่วงฤดูฝน และจะออกดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ดังนั้นถ้าจะปลูกถั่วแปบเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ควรปลูกในช่วงวันยาวคือปลายมีนาคมเป็นต้นไป แล้วไถกลบในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงฝนทิ้งช่วง เพื่อทำการปลูกข้าวโพดต้นเดือนกรกฎาคม แต่ถ้าต้องการรวบรวมเมล็ดไว้ใช้ ควรปลูกตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม และเพื่อให้การเจริญเติบโตดีขึ้นและลดปริมาณเมล็ดหญ้าในแปลงปลูก ควรใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัส  ประมาณ 10 กิโลกรัมต่อไร่ และฉีดยาคุมหญ้าอาลาคลอร์หรือแลสโซ

การปลูกร่วมกับพืชอื่น

ถั่วแปบปลูกร่วมกับข้าวโพดหวานได้ดี โดยปลูกถั่วแปบแซมระหว่างต้นข้าวโพด เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้ว ตัดต้นข้าวโพดพร้อมถั่วแปบนำไปเลี้ยงโคได้ หรือปล่อยให้ถั่วแปบเจริญเติบโตอีก ประมาณ 1 เดือน แล้วไถกลบลงไปในดินเพื่อบำรุงดินต่อไป

คุณค่าสารอาหาร

ถั่วแปบเป็นพืชตระกูลถั่วที่ให้สารอาหารทางโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรท (กลูโคส กาแลคโตส และกลูตามิเนส) ไขมันชนิดฟอสฟาไทด์ แร่ธาตุ ได้แก่ แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส สังกะสี รวมไปถึงวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี กรดแพนโรทีนิค

ถั่วแปบ

ถั่วแปบ ยังพบว่ามีสาร ไฟโตฮีแมคกลูตินิน (Phytohemagglutinine)ที่ช่วยในการเร่งการผลิตเม็ดเลือดขาวของร่างกาย ลำต้นของถั่วแปบยังพบว่ามีสารแคโรทีน หรือเบต้าแคโรทีน และสาร ลูเทียน (Lutein) ในส่วนของรากถั่วแปบมีเอนไซม์ชนิดหนึ่ง และกรดอะมิโนแยกอิสระอีกหลายชนิด จึงเหมาะแก่การปลูกถั่วแปบเพื่อบำรุงรักษาดิน

ที่มา : Sarakaset.com


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1  สำหรับเลี้ยงสัตว์พร้อมวิธีทำหญ้ามัก

ปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1  สำหรับเลี้ยงสัตว์พร้อมวิธีทำหญ้ามัก

ปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1

ปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1


หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เป็นพืชอาหารสัตว์ที่มีการเจริญเติบโตเร็ว ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุยดี แตกกอดี แก่ช้า ทนแล้ง ใบและลำต้นอ่อนนุ่ม ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี มีผลผลิตต่อไร่สูง ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้นานถึง 6-7 ปี อีกทั้งมีคุณค่าทางอาหารสัตว์ที่ดีตามที่สัตว์ต้องการ เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้องเช่น โคนม โคเนื้อ กระบือ แพะ และแกะ นอกจากหญ้าเนปียร์จะให้ผลผลิตต่อไร่ สูงแล้ว ผลผลิตหญ้าสดที่เหลือจากการเลี้ยงสัตว์ สามารถนำมาเก็บถนอมไว้เลี้ยงสัตว์ได้ในยามขาดแคลนหรือช่วงหน้าแล้ง โดยวิธีการทำหญ้าหมักเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการเน่าเสีย

การแปรรูปหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ให้เป็นหญ้าหมัก เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์สำรองในยามที่ขาดแคลนพืชอาหารสัตว์ ทำให้เกษตรกรมีอาหารเลี้ยงสัตว์เพียงพอสำหรับการเลี้ยงสัตว์ตลอดทั้งปี และสามารถลดต้นทุนในการเลี้ยงสัตว์ได้เป็นอย่างดี

ลักษณะทั่วไปของหญ้าเนเปียร์

หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เป็นสายพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ใบและลำต้นอ่อนนุ่ม ขอบใบไม่คมและไม่มีขน ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ยดี แตกกอดี แก่ช้า ปรับตัวได้ดีในดินหลายสภาพ ไม่ว่าจะเป็นดินร่วนปนทราย ดินเหนียว หรือดินลูกรัง ชอบดินที่มีการระบายน้ำดี และมีความอุดมสมบูรณ์ ทนแล้ง แต่ไม่ทนน้ำท่วมขัง ต้องการปริมาณน้ำฝน ประมาณ 1,000 มิลลิเมตรต่อปี เมื่อเทียบกับอ้อยที่ต้องการน้ำฝน 1,200-1,500 มิลลิเมตรต่อปี ไม่มีโรคและแมลงรบกวน เก็บเกี่ยวง่าย ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้นานถึง 6-7 ปี เหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัด

ปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1

การเตรียมพันธุ์สำหรับปลูก

  • กรณีที่จะปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่นั้น ควรจัดทำแปลงพันธุ์เอง เพื่อลดต้นทุนการซื้อท่อนพันธุ์และการขนส่งจากแหล่งอื่นพื่อนำมาปลูก สามารถทำให้เราประหยัดต้นทุนได้
  • ควรใช้ท่อนพันธุ์หญ้าเนเปีร์ปากช่อง จากแหล่งที่เชื่อถือได้ ที่มีการจัดการดูแลแปลงอย่างถูกต้อง อายุของท่อนพันธุ์อยู่ในช่วงประมาณ 90-110 วัน
  • ช่วงหญ้าอายุ 1-90 วัน ควรสำรวจดูแลรักษาแปลงพันธุ์อย่างสม่ำเสมอให้มีการเจริญเติบโตดี ปราศจากโรคแมลง
  • อายุของท่อนพันธุ์ที่ผลิตจากแปลงพันธุ์ที่เหมาะสม อยู่ในช่วงประมาณ 90-110 วัน ท่อนพันธุ์จะเริ่มงอกรากออกมาก่อนและงอกตาตามที่หลัง ระบบรากที่แข็งแรงจะปลูกขึ้นดี ถ้ามีการจัดการดูแลอย่างดีแปลงพันธุ์ 1 ไร่ ตัดแต่ละครั้งให้ผลผลิตได้ประมาณ 15,000 กิโลกรัมต่อไร่
  • เมื่อตัดท่อนพันธุ์แล้ว ต้องปลูกให้เสร็จภายใน 4-5 วัน ถ้าทิ้งไว้จะทำให้ จุดเจริญของรากและตาเสียไป

ฤดูปลูกและวิธีการปลูก

ฤดูปลูก แบ่งเป็น 2 ฤดู คือ

  • เขตชลประทานหรือเขตที่ให้น้ำได้ ปลูกต้นฤดูฝนระหว่างเดือน เมษายน-พฤษภาคม
  • เขตอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ ปลูกปลายฤดูแล้ง เป็นการปลูกข้ามแล้งระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนปนทราย

การดูแลรักษาหญ้ามีการเจริญเติบโต 3 ระยะ คือ

  • ระยะที่ 1 ระยะงอก เริ่มปลูก – 1 เดือน (1 – 4 สัปดาห์) หญ้าใช้อาหารจากท่อนพันธุ์ และความชื้นในดิน ปุ๋ยรองพื้นช่วยให้รากแข็งแรง
  • ระยะที่ 2 ระยะแตกกอ หญ้าอายุ 1 – 1 เดือนครึ่ง (4 – 6 สัปดาห์) ต้องการน้ำและปุยไนโตรเจนมากเพื่อช่วยให้แตกกอและการเจริญเติบโตของหน่อ
  • ระยะที่ 3 ระยะย่างปล้องและสุกแก่ หญ้าอายุ 1 เดือนครึ่ง – 2 เดือน(6 – 8 สัปดาห์) ระยะที่กำหนดขนาดและน้ำหนักของใบและลำต้น เป็นช่วงที่หญ้าเจริญเติบโตเร็วที่สุด ถึงเก็บเกี่ยวจะเป็นระยะสะสมน้ำตาลจึงต้องการปัจจัยต่างๆ เพื่อการเจริญเติบโต ทั้งแสงแดด อุณหภูมิ น้ำและปุ๋ย

การเก็บเกี่ยว

เพื่อให้ระบบรากของหญ้าที่ปลูกใหม่มีระยะเวลาเจริญเติบโตแข็งแรง และยึดติดกับดินแน่นหนาพอที่จะไม่ทำให้กอหญ้าถูกถอนขึ้นเมื่อเก็บเกี่ยว ควรเก็บเกี่ยวหญ้าครั้งแรกที่อายุ 3 เดือนหลังปลูกถ้าเป็นหญ้าตอให้เก็บเกี่ยวทุกๆ อายุ 45-60 วัน วิธีการเก็บเกี่ยว ในปัจจุบันมี 2 วิธี คือ ใช้เครื่องเก็บเกี่ยวและใช้แรงงานคน

การทำหญ้าหมัก

หญ้าหมัก หมายถึง พืชอาหารสัตว์ต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้ในสภาพความชื้นสูงในที่ไม่มีอากาศ หรือในภาชนะปิดที่ป้องกันอากาศ ซึ่งจะช่วยทำให้คุณค่าทางอาหารของพืชเหล่านั้นคงอยู่ การทำหญ้าหมักจากหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เพื่อเป็นอาหารสำรองในยามที่ขาดแคลนพืชอาหารสัตว์

ประเภทของหญ้าหมัก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ หญ้าหมัดสดและหญ้าหมักแห้ง

  • หญ้าหมัดสด คือ หญ้าหมักที่ได้จากการใช้พืชสด มีความชื้นสูงจากการตัดโดยตรงแล้วนำมาหมัก
  • หญ้าหมักแห้ง คือ หญ้าหมักที่ได้จากการใช้พืชสดนำมาผึ่งแดดระยะสั้นเพื่อไล่ความชื้นออกให้เหลือความชื้น แล้วจึงนำมาบรรจุหลุมหมักและต้องสับให้สั้นกว่าชนิดแรกเพื่อให้การอัดแน่นเป็นไปด้วยดี เนื่องจากความชื้นต่ำกิจกรรมจุลินทรีย์ 

ปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1

การเตรียมการก่อนทำหญ้าหมัก

  • การเลือกพันธุ์หญ้า ควรเลือกพันธุ์หญ้าที่มีแป้งและน้ำตาลมาก เช่น ต้นข้าวฟางข้าวโพด นอกจากนั้นอาจใช้หญ้าเนเปียร์หญ้ามอริชัส หรือหญ้าอื่นๆ ที่มีลักษณะอวบน้ำ แต่การใช้ต้นหญ้าเหล่านี้จำเป็นจะต้องเติมกากน้ำตาลด้วย เพราะหญ้าเหล่านี้มีแป้งเป็นส่วนประกอบน้อย การหมักอาจได้ผลไม่ดีพอ
  • การเตรียมอุปกรณ์ อุปกรณ์ทำหญ้าหมักประกอบด้วยอุปกรณ์การตัด การหั่นหลุมหมัก วัสดุคลุมปิดหลุม เช่น แผ่นผ้าพลาสติกหรือดิน กากน้ำตาล และอุปกรณ์สำหรับขนหญ้าลงหลุมหมักอุปกรณ์การตัดและหั่นหญ้า
  • การเตรียมหลุมหญ้าหมัก หลุมหญ้าหมักมีหลายแบบ เช่น แบบปล่อง ก่อด้วยคอนกรีตสูง 2-3 เมตร หรือมากกว่า แบบหลุมแบบร่องในดินเป็นแบบที่ต้องขุดร่องลึกตามที่ต้องการ แบบหลุมแบบรางบนผิวดินมีลักษณะเช่นเดียวกับแบบร่องในดิน แต่สร้างบนผิวดินแทน ปัจจุบันนิยมทำแบบรางบนผิวดิน เพราะสะดวกต่อการทำงาน

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำหญ้าหมัก

  • มีดสำหรับสับหญ้า
  • ถุงดำหรือถุงพลาสติก เพื่อบรรจุหญ้าสำหรับหมัก
  • สารเสริมที่ทำให้การหมักดีขึ้น เช่น กากน้ำตาล เกลือ เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพของหญ้าหมัก
  • กระสอบยางรัดของ

วิธีการหมัก

  • เริ่มจากการหั่นหรือสับหญ้าสดให้มีขนาด 2-3 เซนติเมตร
  • บรรจุหญ้าสดที่หั่นแล้วลงในถุงพลาสติก อัดให้แน่นเพื่อไล่อากาศออกให้หมด
  • ในขณะที่บรรจุหญ้าลงในถุง ให้ใส่กากน้ำตาลเกลือ ลงไปด้วย โดยแบ่งใส่เป็นชั้นๆ เพื่อช่วยให้การหมักดียิ่งขึ้น
  • ใช้ยางรัดปิดปากถุง ที่บรรจุหญ้าให้สนิท เพื่อป้องกันอากาศและน้ำเข้านำไปเก็บไว้ในที่ร่ม ระวังอย่าให้ถุงมีรอยรั่วซึม
  • หมักไว้ 3-4 สัปดาห์ หญ้าเหล่านั้นจะกลายเป็นหญ้าหมัก นำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้ กรณีเริ่มใช้หญ้าหมัก เลี้ยงควรแบ่งให้วันละน้อยและเพิ่มขึ้นเมื่อสัตว์เคยชิน

ข้อควรระวังในการทำหญ้าหมัก

  • การอัดหญ้าลงในภาชนะที่ใช้หมักต้องอัดให้แน่นเพื่อไล่อากาศที่มีอยู่ในภาชนะออกให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้การหมักเกิดได้ดีและหญ้าหมักเสียน้อยที่สุด
  • การปิดภาชนะที่บรรจุต้องทำให้มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศจากภายนอกเข้าไปในกองหญ้าหมัก
  • เมื่อเปิดภาชนะควรใช้ให้หมดในระยะเวลาอันสั้น และเปิดภาชนะอย่าให้กว้างมาก เพื่อช่วยให้หญ้าหมักเสื่อมช้าลง
  • หญ้าที่มาใช้หมักไม่ควรจะมีความขึ้นสูงมากเพราะจะทำให้เกิดน้ำในภาชนะหมักมากเกินไป และหญ้าหมักเก็บได้ไม่นาน
  • ระมัดระวังหนูหรือแมลงสาบที่จะมากัดภาชนะหรือพลาสติกที่ปิดให้เป็นรู อากาศจะเข้าไปทำให้หญ้าหมักเสียได้

ข้อดีของหญ้าหมัก

  • สามารถทำได้ทุกฤดูกาลและใช้ทุกส่วนของต้นพืชให้เป็นประโยชน์
  • ใช้พื้นที่ในการเก็บรักษาน้อย
  • หญ้าหมักมีลักษณะอวบน้ำสัตว์ชอบกิน
  • ลดอันตรายจากอัคคีภัยและสามารถเก็บรักษาได้นาน

ที่มา : ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เอกสารอ้างอิง

  • กรมปศุสัตว์. (2554). หญ้าหมัก, เอกสารแนะนำ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ISBN 974-7608-81-2.(พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ซุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
  • กรมส่งเสริมการเกษตร. (2543). การขยายพันธุ์พืช.กรมส่งเสริมการเกษตร (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก : http://www.sevicelink.doae.go.th/webpage/book%20PDF/innovation/n008.pdf (20 ธันวาคม 2561).
  • ไกรทอง เขียวทอง. (ม.ป.ป.). คู่มือการปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1.ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมา. (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก :http://www.dpo.go.th/wp-content/uploads/2015/01.pdf.(20 ธันวาคม 2561).
  • www.sarakaset.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เตรียมความพร้อมก่อนเริ่มเลี้ยงแพะสำหรับมือใหม่

เตรียมความพร้อมก่อนเริ่มเลี้ยงแพะสำหรับมือใหม่

เตรียมความพร้อมก่อนเริ่มเลี้ยงแพะสำหรับมือใหม่

     ปัจจุบันอาชีพการเลี้ยงแพะกำลังเป็นที่นิยมของเกษตรกรไทยเป็นอย่างมากโดยตลาดส่วนใหญ่เป็นตลาดต่างประเทศที่นิยมบริโภคเนื้อแพะ อาทิ ลาว เวียดนาม จีน และมาเลเซีย เป็นต้น ทำให้มีเกษตรกรจำนวนมากให้ความสนใจในอาชีพการเลี้ยงแพะ แพะเป็นสัตว์ที่ประเทศไทยมีการเลี้ยงกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันและก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง และมีความน่าสนใจ เนื่องจากแพะสามารถให้ผลผลิตค่อนข้างเร็ว โตไว ต้นทุนต่ำ ทำให้เกษตรกรที่มีต้นทุนต่ำ สามารถเข้าถึงได้และเป็นที่ต้องการของตลาดมาก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภูมิภาคเหมาะสมสำหรับการเลี้ยงแพะ เนื่องจากมีอากาศแห้ง เป็นที่ราบสูงน้ำท่วมไม่ถึง ที่ดินมีราคาไม่แพง มีพืชอาหารสัตว์ตามธรรมชาติ ประกอบกับเกษตรกรในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบอาชีพการทำพืชสวน ไร่ นาประสบปัญหาภัยแล้งและราคาตกต่ำทุกปี

แต่การประกอบอาชีพการเลี้ยงแพะใช้น้ำในการเลี้ยงน้อย และราคาค่อนข้างคงที่ อาหารที่แพะกินสามารถหาได้ในท้องถิ่น ทำให้มีตันทุนในการผลิตต่ำ จึงเหมาะทั้งการเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริมสำหรับเกษตรกร ก่อนที่จะเลี้ยงแพะนั้นจำเป็นจะต้อง เตรียมความพร้อมก่อนเริ่มเลี้ยงแพะสำหรับมือใหม่ จะต้องศึกษาอะไรบ้าง จะต้องเจออะไรบ้าง บทความนี้เราจะมาสรุปคร่าวๆ ให้ดูกันครับ

  • ถามตัวเองพร้อมแค่ไหน ทะเลาะกับตัวเองให้จบก่อน ถามตัวเองก่อนว่าเลี้ยงแพะแกะ เพราะอะไร เพราะตามคนอื่น เห็นคนอื่นเลี้ยงแล้วได้เงิน หรือเลี้ยงเพราะชอบเพราะรักในอาชีพ ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะเลี้ยงมีแน่นอน คนที่เลี้ยงเพราะชอบ หรือรักจะผ่านมันไปได้ แต่คนที่เลี้ยงตามคนอื่น ก็จะพับโปรเจ็คไปตามระเบียบ
  • ถามครอบครัวว่าพร้อมหรือเปล่า เพราะปัญหาที่ตามมาคือ เงิน เวลา เสียง กลิ่น ต่อให้คุณชอบแพะแค่ไหน ก็อาจไม่สำเร็จ
  • สถานที่ต้องพร้อม ต้องไม่เป็นภาระเพื่อนบ้าน สามารถจัดการได้แปลงพืชข้างบ้านต้องไม่เป็นอาหารของแพะเรา และแพะเราต้องไม่เป็นอาหารของสุนัขเพื่อนบ้าน
  • ความรู้ และความเข้าใจ เป็นสิ่งสำคัญ ต่อให้อ่านมากแค่ไหนก็ไม่มีวันจบ ควรมีคนที่สามารถสอบถาม และให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับเราได้ อย่าไปเชื่อความคิดตัวเองมากนัก โดยเฉพาะเครื่องคิดเลข มันไม่ได้ช่วยเราเลี้ยงแพะ
  • อย่าเพ้อฝัน นั่งเขียนตัวเลขในกระดาษ เพราะน้อยที่จะทำได้มันจะทำให้ท้อ คำว่า “รวย” กับ “ซวย” ต่างกันนิดเดียว
  • อย่าโลก ควรเริ่มเลี้ยงน้อยๆ ค่อยๆ เรียนรู้กันไป ไม่มีใครตั้งแต่เกิดแพะก็เหมือนแฟน มีเยอะแต่ดูแลไม่ได้ เท่ากับตายสถานเดียว
  • อย่างกจนเกินไป ควรเลือกซื้อแพะที่มีคุณภาพ ผ่านการตรวจโรคเรียบร้อย ถ้าผิดตั้งแต่ก้าวแรก ก้าวต่อไปก็เดินไม่ได้
  • ต้องชอบเที่ยว หาดูหลายๆ ฟาร์ม คนเลี้ยงแพะส่วนใหญ่เป็นคนใจดีและขี้โม้มาก ตาต้องดู หูต้องฟัง ปากต้องถาม ท่านจะได้อะไรหลายๆ อย่างจากการไปฟาร์มคนอื่น
  • ต้องรู้จักคบค้าสมาคมกับผู้อื่น ท่านอยู่ตัวคนเดียวในอาชีพนี้ไม่ไม่ได้ แพะเป็นสัตว์สังคม คนเลี้ยงก็เช่นกัน
  • สุดท้าย สำคัญที่สุด อย่าเชื่อคนเพียงหนึ่งคน หรือตำราเพียงหนึ่งเล่มแต่ต้องฟังหลายๆ คน ถามหลายๆ ท่าน และสรุปเป็นแนวทางของตัวเอง

จะเห็นได้ว่า “การเลี้ยงแพะ” ไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิดครับ เพียงแค่มีความตั้งใจ ศึกษาให้เข้าใจ และเตรียมความพร้อมให้รอบด้าน ก็สามารถเริ่มต้นอาชีพนี้ได้ไม่ยากเลย แพะเป็นสัตว์ที่ดูแลง่าย กินเก่ง โตไว ใช้น้ำน้อย และใช้พื้นที่ไม่มาก ที่สำคัญยังให้ผลตอบแทนคุ้มค่า เหมาะทั้งกับคนที่อยากมีรายได้เสริม และคนที่ตั้งใจจะทำเป็นอาชีพหลัก ยิ่งตอนนี้ตลาดเนื้อแพะในประเทศและต่างประเทศยังเปิดกว้าง โอกาสเติบโตก็มีอีกมาก

ถ้าคุณเป็นอีกคนที่กำลังมองหาอาชีพที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลดี “การเลี้ยงแพะ” อาจเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับคุณครับ ลองเริ่มจากจำนวนน้อย ศึกษาไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ ปรับปรุง พัฒนา และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เชื่อเถอะครับว่าไม่นาน คุณจะหลงรักอาชีพนี้ และภูมิใจที่ได้เป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะที่ช่วยสร้างอาหาร สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวและชุมชนของคุณเอง


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เคล็ดลับผักสวนครัว ง่ายๆไว้รับประทานเองในครัวเรือน

เคล็ดลับผักสวนครัว ง่ายๆไว้รับประทานเองในครัวเรือน

เคล็ดลับผักสวนครัว

ในการปลูกผักสวนครัวไว้บริโภคต้องยึดหลัก 4 ประการ คือ ใช้พื้นที่ปลูกให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ต้องปลูกปักให้ได้มากชนิดที่สุดเพื่อจะมีผักไว้บริโภคหลายๆ อย่าง ต้องเลือกชนิดผักที่ชอบริโภคสามารถรับประทานได้ทุกวันมีคุณค่าทางอาหารแมลงไม่ชอบ และปลอดภัยจากสารเคมี

วิธีเลือกผักในบ้านให้ได้ผลดีต้องเลือกพันธุ์ที่ปลูกง่ายไม่ยุ่งยากจนเกินไป และใช้บริโภคในครัวเรือนเป็นประจำ เช่นกวางตุ้ง ผักกาดเขียว ผักชี ผักบุ้ง กระเพรา เป็นต้น ปลูกได้ตลอดทั้งปีอายุการเก็บเกี่ยวอยู่ระหว่าง 35-55 วัน หรือเรียกว่าปักอายุสั้น สภาพแสงเงาที่ผักแต่ละชนิดต้องการไม่เท่ากันโดยแบ่งความต้องการออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

  • ผักที่ไม่ต้องการแสงแดดตลอดทั้งวัน แปลงปลูกประเภทนี้ควรปลูกผักที่สามารถเจริญเติบโตในร่มได้ เช่น ชะพลู สะระแหน่ ตะไคร้ ขิง ข่า กะเพรา เป็นต้น
  • ประเภทที่ต้องการแสงตลอดวัน ผักที่ควรปลูกได้แก่ ถั่วฝักยาว คะน้า ผักกาดเขียว กวางตั้ง พริกต่างๆ

การปลูกผักนั้นควรมีความพิถีพิถันในการดูแล ในการปลูกผักสวนครัวผู้ปลูกควรมีเวลาดูแลวันละ 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเนื้อที่ปลูก สำหรับผู้ที่เริ่มปลูกผักสวนครัวนั้นอาจต้องมีการวางแผนกันเล็กน้อยก่อนเริ่มลงมือปลูก ทั้งนี้เพื่อขจัดปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น และทำให้การปลูกผักสวนตัวไม่ลลวงไปด้วยดีจึงขอนำเสนอเคล็ดลับในากรปลูกผักสวนครัวเพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะหันมาปลูกผักสวนคัวในที่พักอาศัย

1. ขั้นเตรียมการเลือกผักที่จะปลูก

ควรเลือกผักที่ใช้บ่อย โดยเลือกปลูกทั้งพืชยืนต้น และพืชล้มลุก พืชยืนต้นที่น่าปลูกได้แก่ แค มะกรูด มะมะนาว โหระพา กะเพรา แมงลัก ข่า ตระไคร้ พริก และมะเขือ ซึ่งพืชพวกนี้ปลูกง่ายเก็บผลได้นาน ส่วนพืชล้มลุก ควรเลือกที่สมาชิกในบ้านชอบในการวางแผนปลูกนั้นต้องเลือกทยอยปลูก จะประหยัดเวลาในการดูแลรักษา ประหยัดนำ และปุ๋ยด้วย ส่วนปุ๋ยนั้นสามารถทำเองได้ในบ้านโดยนำเอาเศษผัก เปลือกผลไม้ เศษหญ้า เปลือกไข่มากองรวมกัน รดน้ำ 7-10 วันต่อครั้ง อีก 3-4 เดือน ก็จะผุเปื่อยกลายเป็นปุ๋ยนำมาใช้กับแปลงผักสวนครัวในบ้านได้ ปุ๋ยคอกที่ขายตามร้านต้นไม้มีราคาค่อนข้างแพง แต่ก็หาซื้อได้สะดวก แต่ถ้ามีเวลา ขอแนะนำให้ไปเลือกซื้อแถบซานเมืองของกรุงเทพ เช่น ปทุมธานี นครปฐม เป็นต้น ผู้ที่อยู่ในต่างจังหวัดจะได้เปรียบในเรื่องนี้เพราะสามารถหาซื้อปุ๋ยคอกได้ง่าย ส่วนแกลงนั้นหาซื้อได้จากโรงสี ถ้าไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนก็ถามร้ายต้นไม้ดูก็ได้ หรือใช้วัสดที่มีภายในบ้านทำปุ๋ยเองก็ได้ซึ่งจะเป็นการประหยัดอีกวิธีหนึ่งด้วย

2. เตรียมแปลงผัก

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างมากก็คือ ควรเลือกปลูกใกล้สถานที่อยู่อาศัย ดินดีหรือควรมีการปรับปรุงดิน ก่อนเช่นการใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกก่อน แปลงผักควรตากแดด อย่างน้อยครึ่งวัน ถ้าปลูกผักติดกันหลายๆ แปลงต้องให้แปลงผัก ขนานไปกับทิศตะวันตกและตะตะวันออก เลือกปลูกผักที่มีความสูง ต่ำแตกต่างกันไว้ในแปลง ใกล้กันเพื่อจะได้ไม่บังแดดกัน ช่วยในการสะสมอาหารและป้องกันโรค

การเตรียมแปลงเพราะปลูกนั้นต้องมีการขุดดินขึ้นมาตากแดดไว้ 7-5 วัน ใส่ปุ๋ยเพื่อปรับสภาพดิน ยกหน้าดินให้สูงจากพื้นทางเดิน 10 ชม. แต่งหน้าดินให้เรียบการหว่านเมล็ดพันธุ์ทำได้ 2 วิธีคือ วิธีการหว่านเมล็ดพันผักนั้นควรหว่านให้สม่ำเสมอ อย่าให้แน่นเกินไป จะทำให้ติดโรคได้ง่ายแล้วหว่านดินกลบ ใช้จอบตีร่องให้เป็นแถวตามความกว้างหรือความยาวของแปลงเพาะกล้าก็ได้ ให้แต่ละแถวมีระยะห่างกัน 1 คืบ โรยเมล็ดด้วยดินแล้ว ควรใช้แกลบหรือฟางแห้งคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น และป้องกันการเคลื่อนย้ายของเมล็ดพันธุ์ผัก และกล้าอันเนื่องจาการรดน้ำ และต้นกล้าไม่บอบช้ำหรือสูญเสียการงอก

ส่วนการเพาะในกระบะเป็นวิธีที่สะดวก สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายที่เหมาะสมสำหรับการปลูกผักสวนครัวควรม์ชนาด 30*50*10 ชม. ทำจากไม้หรือวัสดุใดก็ได้ตามแต่สะดวก ดินที่ใส่ควรอัตราผสมระหว่างทราย ปุ๋ยหมัก ดินละเอียดอย่างละเท่าๆ กัน และทำเป็นร่องเล็กๆ ห่างกันประมาณ 3-4 ชม. ความลึกของร่องประมาณ 1 ชม. และโรยเมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกลงไป กลบด้วยดินบางๆ ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์คลุมปิดหน้ากระบะไว้เพื่อรักษาความชื้นประมาณ 7-10 วัน เมล็ดจะงอกดันกระดาษหนังสือพิมพ์จึงเปิดกระดาษหนังสือพิมพ์ออก

3. เมล็ดพันธุ์ผัก

มีทั้งที่ต้องซื้อและไม่ต้องซื้อที่ต้องซื้อได้แก่กะหล่ำปลี ผักกาดต่างๆ เป็นต้นต้นควรเลือกซื้อจากร้าน ที่ไว้ใจได้เมล็ดพันธุ์ไม่วางตากแดด เมล็ดที่เหลือจากการปลูกให้เก็บใส่กระป้องหรือฮวดปิดฝาใก้แน่นวางไว้ในที่เย็นอย่าตากแดดกร็อวางใกล้ไอร้อนถ้าเก็บไว้ในตู้เย็นจะดีมาก ประเภทที่ไม่ต้องซื้อมี 2 ประเภทคือพวกกิ่งก้าน เช่น ตระไคร้ ผักบุ้ง กะเพรา เป็นต้น ใช้โคนกิ่งที่ใช้มืดคมๆ ตัดโคนทิ้งเล็กน้อยทิ้งให้แผลแห้งแล้วจึงนำลงปลูกเอนๆ โดยเอาไม้เล็กๆ แทงดินนำก่อนอย่าเอาก้านผักแทงโดยตรงและผักประเภทผล แกะเอาเมล็ดปลูกได้ เลยเช่น พริกมะเขือส่วนถั่ว มะเขือ เอาผลแก่ๆ ตากแดด เอาผึ่งไว้ในร่ม 7-8 วันแล้วแกะ เมล็ดไปปลูก

4. การใส่ปุ๋ย

ปุ๋ยที่จำเป็นได้แก่ ปุ๋ยมูลสัตว์หรือปุ๋ยคอก ต้องใส่ทุกครั้งก่อนการปลูกพืช เรียกว่าปุ๋ยรองกันหลุม หรือปุ๋ยรองพื้น นับว่ามีความสำคัญมากในการปรับสภาพทางกายภาพของดินเพื่อให้ดินโปร่ง ระบายน้ำได้ดี และปรับความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยและช่วยให้ดินอุ้มน้ำ รักษาความชื้นหรืออาจใช้ปุ๋ยหมักด้วย ส่วนปุ๋ยเคมีนั้นใส่เสริมเล็กน้อย ตอนปลูก เพื่อเร่งใบ เร่งดอกเท่านั้น โดยมีสูตรว่าผักที่กินผลต้องใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ส่วนผักกินใบนั้นใช้ปุ๋ยยูเรียหรือแอมโมเนียมซัลเฟตมาใส่

5. การดูแลรักษา

นอกจากการรดน้ำพรวนดินและใส่ปุ๋ยตามปกติแล้ว จะต้องดูผักในสวนครัวอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง แต่ใบที่แก่เกินไปหรือเป็นสิ่งเหลืองออก ถ้าพบแมลงหรือไข่หนอนให้จับและทำลาย ในแปลงพืชที่มีดอกตัวผู้และตัวเมียคนละดอกกัน เช่น แตงกวา บวบ ฟักทอง มะระ เป็นต้น ถ้าไม่ติดลูกให้เด็ดดอกตัวผู้ที่เพิงบานมาครอบดอกตัวเมียที่เพิ่งบานและเคาะเบาๆ ให้ละอองเกสรหล่นบนดอกตัวเมีย จะทำให้ติดผลดีขึ้น ดอกตัวผู้ 1 ดอก สามารถครอบดอกตัวเมียได้ 4-5 ดอก นับได้ว่าการปลูกพืชผักนั้น ต้องการการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้การกำจัดโรคและแมลงนับได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะผักบางชนิดนั้นแมลงชอบมากเป็นพิเศษ เช่นผักกาดขาว กวางตั้ง เป็นต้น สามารถใช้วิธีการปลูกผักที่แมลงไม่ชอบล้อมรอบหรือเป็นผักกันชนอย่างไรก็ตามการกำจัดโรคและแมลงศรัตรูพืชสำหรับผักสวนครัวนั้นเน้นวิธีธรรมชาติคือ การปฏิบัติดูแลให้ผักที่ปลูกแข็งแรง เพื่อได้มีความต้านทานโรคส่วนการกำจัดแมลงศัตรูเน้นการใช้มือจับทำลาย ถ้ามีการระบาดมากก็ใช้สารธรรมชาติ เช่น สะเดา เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ผักที่ปลูกนั้นปลอดสารเคมีอย่างแท้จริง

6. การเก็บผัก

ผักประเภทกินผลต่างๆ เช่น พริก ถั่ว มะเขือ ควรเก็บขณะที่ยังไม่แก่จัดและเก็บติดขั้วด้วย ส่วนผักกินใบ เช่น ผักบุ้ง กวางตั้ง คะน้า ต้องตัดให้ใบติดที่ต้น 2-3 ใบ และดูแลรักษาต่อไป ผักจะแตกยอดใหม่ ให้เก็บกินได้อีกหลายครั้ง เคล็ดลับการเก็บผักสุดเพื่อนำมาประกอบอาหารนั้น คือสดน่ารับประทานมีรสชาดเหมือนเดิม และมีสารอาหาร เกลือแร่ วิตามินครบถ้วน เพียงแต่พิถันในการเก็บการปรุงโดยการเก็บผักสดให้ได้คุณค่าทางอาหารสูงนั้น ควรเป็นผักที่อ่อนและสดไม่ควรเก็บผักที่แก่เกินไป หรือเริ่มเหี่ยว นอกจากนี้ผักต้องไม่ซ้ำ และขั้วตอนในการล้างก็ควรทำอย่างระมัดระวัง

ข้อแนะนำ คือมีดที่หันผักมีความคม หากเป็นผักที่มียางควรใช้มืดสแตนเลสจะช่วยไม่ให้ผักดำหรืออาจใช้น้ำผสมน้ำมะนาวเจือจาง ในการล้างผักประเภทนี้จะช่วยให้ผักขาวน่ารับประทาน ในการล้างผักควรล้างทั้งต้นหรือผล ไม่ควรหั่น ตัด หรือปอกก่อน เพราะจะทำให้แร่ธาตุ วิตามินหลุดไปกับน้ำได้

7. การเก็บพันธุ์เอง

ผักบางชนิดสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ได้เอง โดยเลือกเก็บจากต้นที่สมบูรณ์ ผลดก รสดี ไม่มีโรค ล้างเมล็ดพันธุ์ให้สะอาดแล้วตากให้แห้งสนิทซึ่งควรตากประมาณ 3-4 แดด อย่าตากในถาดอลูมิเนียมเพราะร้อนจัดเกินไป เมล็ดจะไม่งอก ระหว่างที่ตากอาจมีมอดมาวางไช่จะมีสีขาวจุดเล็ก ๆ ซึ่งฟักตัวกลายเป็นหนอนภายใน 24 ชั่วโมง หนอนจะเจาะกินเข้าไปในเมล็ด ดังนั้นหลังจากการตากให้แห้งสนิทแล้วควรคลุกด้วยสารกันแมลง ก่อนนำไปเก็บในภาชนะที่ปิดมิดชิด หรือถุงพลาสติกที่ปิดปากแน่นแล้วจึงนำไปเก็บในที่เย็นและมีอากาศแห้งต่อไป

การปลูกผักในครั้งต่อ ๆ ไป ในการปลูกผักในครั้งต่อๆ ไป ให้ปลูกให้เหมาะสมกับความต้องการของครอบครัว โดยใช้ประสบการณ์จากการปลูกครั้งแรกควรปลูกผักติดต่อกันตลอดทั้งปีอย่าให้แปลงว่าโดยเฉพาะในฤดูร้อน และฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่มีผักมีราคาแพง ทำให้ประหยัดได้มาก ปัจจุบันได้มีการจัดโครงการส่งเสริมการพึ่งตนเองเพื่อให้เกษตรกรและประชาชนได้ปลูก พืชผักสวนครัวรั้วกินได้

สำหรับการบริโภคผักในครัวเรือนและการลดค่าใช้จ่ายอีกทางหนึ่งด้วยซึ่งความหมายของผักสวนครัวรั้วกินได้ คือผักที่ปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน แบ่งเป็น กลุ่มพืชผัก เช่น กล้วย กลุ่มพืชผักและสมุนไพรที่ใช้เป็นเครื่องครัว เช่น พริกขี้หนู กลุ่มพืชผักที่ใช้รับประทานสดหรือใช้ประกอบอาหารประจำวัน เช่นฟักทอง และกลุ่มพืชผักที่เป็นรั้วกินได้หรือปลูกบริเวณบ้านทั่วไปส่วนใหญ่เป็นผักพื้นบ้าน เช่น ผักหวาน


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ซุปบักมี่ (ซุปขนุน) อาหารอีสานสุดแซ่บ อร่อยนัว ดีต่อสุขภาพ

ซุปบักมี่ (ซุปขนุน) อาหารอีสานสุดแซ่บ อร่อยนัว ดีต่อสุขภาพ

ซุปบักมี่

เมื่อเรานึกถึงเมนูอาหารอีสานนั้น ก็จะมีเมนูมากมายทั้งที่เรารู้จักและ ไม่รู้จัก สำหรับเมนูที่เราจะนำมาเสนอในบทความนี้ เชื่อว่าอาจจะมีหลายๆ คนไม่คุ้นหูมากนัก บ้างคนอาจจะไม่เคยรับประทานกันเลยที่เดียว ซึ่งเมนูนี้ก็คือ “ซุปบักมี่” เป็นเมนูอาหารอีสาน ซึ่งคำว่า “บักมี่” แปลว่า ขนุน โดยจะนำขนุนอ่อนมานึ่งให้นิ่ม ๆ ก่อนนำมาตำให้เละ คลุกเคล้ากับเนื้อปลาทูนึ่ง ปรุงรสชาติด้วยน้ำปลาร้าให้นัว เสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียวร้อน ๆ ฟินสุด ไม่ต้องไปถึงอีสานก็ทำซุปบักมี่กินได้ที่บ้าน

เตรียมซุปบักมี่

  • ขนุนอ่อนหั่นแว่นหนา 2 นิ้ว   110 -120 กรัม
  • พริกขี้หนูแห้ง   6  กรัม
  • หอมแดง   62.4  กรัม
  • กระเทียมไทย  54  กรัม
  • น้ำปลาร้ารำ  60  กรัม
  • น้ำปลา (สูตรลดโซเดียม)  8  กรัม
  • งาบ้านคัวโขลกหยาบ  30  กรัม
  • ผักชีฝรั่งซอย  12 กรัม
  • ต้นหอมซอย  12 กรัม
  • สะระแหน่เด็ดใบ  30 กรัม
  • หอมแดงเจียว  12 กรัม
  • พริกทอด  6 กรัม

วิธีทำซุปบักมี่

1. ต้มน้ำในหม้อด้วยไฟกลางจนน้ำเดือด ใส่ขนุนอ่อนลงต้ม ประมาณ 1 ชั่วโมง จนเนื้อขนุนสุกนุ่ม ตักขึ้นพักไว้ให้เย็น

2. ตั้งกระทะบนไฟอ่อน ใส่พริกแห้งหอมแดง และกระเทียมลงคั่วจนสุกหอม และเปลือกไหม้เกรียม แกะเปลือกที่ไหม้ทิ้ง แล้วนำใส่ลงครก ตำหยาบ ๆ แค่พอเข้ากัน

3. ใส่ขนุนอ่อนที่ต้มไว้ โขลกเครื่องปรุงทั้งหมดให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วย ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า น้ำปลา คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่งาคั่ว ผักชีฝรั่ง โรยพริกขี้หนูแห้งทอดใบสะระแหน่ ต้นหอม และหอมแดงเจียว พร้อมรับประทาน

       ซุปบักมี่ ไม่ใช่แค่อาหารพื้นบ้านธรรมดา แต่เป็นเมนูที่สะท้อนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนอีสานได้อย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น การปรุงรสให้นัวด้วยปลาร้า และการใส่ใจในขั้นตอนการทำอย่างพิถีพิถัน ใครที่ยังไม่เคยลิ้มลอง ขอแนะนำให้ลองเปิดใจ แล้วจะพบว่ารสชาติของขนุนอ่อนคลุกเคล้ากับเครื่องสมุนไพรและปลาร้านัว ๆ นั้น อร่อยเกินคาดจริง ๆ


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

บ้านสไตล์มินิมอล ดีไซน์สวย เรียบง่าย บรรยากาศอบอุ่นน่าอยู่

บ้านสไตล์มินิมอล ดีไซน์สวย เรียบง่าย บรรยากาศอบอุ่นน่าอยู่

บ้านสไตล์มินิมอล

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบความเรียบง่าย ไม่ชอบของรกตา และอยากได้บ้านที่อยู่แล้วรู้สึกผ่อนคลาย “บ้านสไตล์มินิมอล” อาจเป็นคำตอบที่ใช่ที่สุด บ้านแนวนี้เน้นความสะอาดตา ใช้โทนสีอ่อน เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น แต่ฟังก์ชันครบ บรรยากาศดูโล่ง โปร่งสบาย และยังแฝงความอบอุ่นที่ทำให้อยากกลับมาบ้านทุกวัน

บ้านสไตล์มินิมอลไม่ได้เป็นแค่เรื่องของดีไซน์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตที่เลือกแค่สิ่งจำเป็น ตัดความวุ่นวายออกไป แล้วโฟกัสกับความสุขง่าย ๆ ที่อยู่รอบตัว ในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับบ้านมินิมอลให้มากขึ้น ตั้งแต่แนวคิดหลัก การออกแบบ ไปจนถึงไอเดียตกแต่งที่ทำให้บ้านของคุณดูดี เรียบง่าย และน่าอยู่ยิ่งขึ้น

บ้านสไตล์มินิมอล

สำหรับบ้านสไตล์มินิมอล หลังนี้เป็นผลงานของทีมงาน  W.Space รับสร้างบ้าน รีโนเวทบ้าน ซึ่งมีขนาดพื้นที่ใช้สอย 111 ตร.ม. ฟังก์ชั่น 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง  สถานที่ก่อสร้าง : อ.ชนบท จ.ขอนแก่น

บ้านสไตล์มินิมอล

บ้านหลังนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์มินิมอลที่เรียบง่ายแต่ดูอบอุ่น ภายนอกเน้นโทนสีขาวและน้ำตาลอ่อนที่เข้ากันอย่างลงตัว เสริมความรู้สึกอบอุ่นด้วยผนังตกแต่งไม้เทียมบริเวณหน้าบ้าน และหลังคาทรงจั่วที่ดูทันสมัย มีมิติ

ด้านหน้าบ้านออกแบบให้มีเฉลียงกว้าง พร้อมเสาเรียบ ๆ ที่ช่วยเสริมความมั่นคงและสวยงาม แสงไฟสีวอร์มไวท์รอบบ้านช่วยเพิ่มบรรยากาศอบอุ่นในยามค่ำคืน หน้าต่างและประตูกระจกบานใหญ่ช่วยให้บ้านรับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ ทำให้ภายในบ้านโปร่ง โล่ง สบาย และน่าอยู่

บ้านสไตล์มินิมอล

บ้านสไตล์มินิมอล

บ้านสไตล์มินิมอลหลังนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวขนาดเล็กหรือผู้ที่ชอบบ้านที่ดูสะอาดตา ใช้งานง่าย และให้ความรู้สึกเป็นกันเองในทุกวัน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

W.Space รับสร้างบ้าน รีโนเวทบ้าน
Tel. : 099-356-6269 /095-161-6338
Line Offcial : https://page.line.me/976numea


หมายเหตุ: ทางเว็บ withikaset.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

รีโนเวทบ้านเก่าไม้สองชั้น เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบ้านใหม่ แต่ยังไม่ทิ้งความทรงจำเดิม ๆ

รีโนเวทบ้านเก่าไม้สองชั้น เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบ้านใหม่ แต่ยังไม่ทิ้งความทรงจำเดิม ๆ

รีโนเวทบ้านเก่าไม้สองชั้น

บ้านไม้สองชั้นหลังเก่า อาจจะเต็มไปด้วยความทรงจำในวัยเด็ก กลิ่นไม้เก่า ๆ ความอบอุ่นของครอบครัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพบ้านเริ่มทรุดโทรม ไม่ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัย หลายคนจึงเริ่มมองหาวิธี รีโนเวทบ้านเก่าไม้สองชั้น ให้กลับมาน่าอยู่ ทันสมัยขึ้น แต่ยังคงกลิ่นอายของบ้านเดิมไว้ไม่ให้หายไป

บทความนี้จะพาไปดูแนวคิดและขั้นตอนการรีโนเวท ตั้งแต่การประเมินสภาพบ้านเดิม วางแผนปรับปรุง ไปจนถึงไอเดียตกแต่งที่ผสมผสานระหว่างความเก่ากับความใหม่ได้อย่างลงตัว สำหรับใครที่กำลังคิดจะรีโนเวทบ้านเก่าของครอบครัว ลองตามมาดูแนวทางเหล่านี้ อาจช่วยให้บ้านเก่าของคุณ กลายเป็นบ้านใหม่ที่เต็มไปด้วยความหมายยิ่งกว่าเดิม

ผลงาน | W.Space รับสร้างบ้าน รีโนเวทบ้าน

รีโนเวทบ้านเก่าไม้สองชั้น

ทำไมคนถึงอยากเก็บบ้านเก่าไว้

บ้านเก่า โดยเฉพาะบ้านไม้สองชั้น มักเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย เพราะมันคือ “ความทรงจำ” ที่ผูกพันมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย ไม่ว่าจะเป็นบันไดไม้เก่า เสียงฝีเท้าบนพื้นไม้ หรือมุมโปรดในบ้าน ทุกอย่างล้วนมีความหมายและเรื่องราว

สำหรับใครหลายคน การรีโนเวทบ้านเก่าไม้สองชั้น จึงไม่ใช่แค่การซ่อมแซม แต่เป็นการเก็บรักษาความรู้สึกเหล่านั้นไว้ให้อยู่ต่อไป พร้อมเติมความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่เหมาะกับยุคสมัยใหม่

อีกเหตุผลหนึ่งคือ งานไม้ในบ้านเก่ามักใช้ไม้จริงที่หายากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นไม้สัก ไม้มะค่า ไม้แดง ซึ่งมีความแข็งแรงและทนทาน หากดูแลดี ๆ ก็สามารถใช้งานได้อีกยาวนาน ไม่จำเป็นต้องรื้อทิ้งทั้งหมด

รีโนเวทบ้านเก่าไม้สองชั้น

รีโนเวทบ้านเก่าไม้สองชั้น

บ้านหลังนี้คือผลลัพธ์ของการรีโนเวทบ้านเก่าไม้สองชั้นให้กลายเป็นบ้านใหม่ที่ทั้งสวย สะอาดตา และน่าอยู่ยิ่งกว่าเดิม โครงสร้างหลักของบ้านยังคงรักษาเอกลักษณ์บ้านไม้แบบเดิมเอาไว้ แต่มีการปรับโฉมด้วยผนังสีขาวเรียบสะอาดที่ให้ความรู้สึกสว่าง โล่ง โปร่งสบาย

รีโนเวทบ้านเก่า

หน้าต่างกรอบไม้สีน้ำตาลอ่อนดูอบอุ่นและเข้ากันดีกับผนังสีขาว ช่วยเพิ่มเสน่ห์คลาสสิกให้บ้านอย่างลงตัว หลังคาทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้องสีเข้ม ตัดกับโทนสีบ้านอย่างพอดี มีชายคากว้างรอบบ้าน ช่วยบังแดดและฝน เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย

บริเวณชั้นล่างมีพื้นที่เฉลียงหน้าบ้านขนาดใหญ่ ปูพื้นกระเบื้องสีเทา ใช้เป็นพื้นที่นั่งเล่น รับแขก หรือทำกิจกรรมของครอบครัวได้สบาย ๆ เสริมด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้และโต๊ะเก้าอี้แบบเรียบง่าย ช่วยให้บ้านดูเป็นกันเองมากขึ้น

โดยรวมแล้ว บ้านหลังนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการรีโนเวทบ้านเก่าไม้สองชั้นให้ดูทันสมัยขึ้น โดยไม่ทิ้งกลิ่นอายดั้งเดิม ทั้งยังตอบโจทย์การอยู่อาศัยในปัจจุบันได้อย่างครบถ้วน

ผลงานจาก  W.Space รับสร้างบ้าน รีโนเวทบ้าน

หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ