บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น สวยงามทันสมัยพื้นที่ใช้สอย 107 ตรม.

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น สวยงามทันสมัย ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอย 107 ตารางเมตร

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น





สวัสดีครับ เพื่อนๆ วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของ “บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น” เชื่อว่าหลายๆ ท่านต่างก็อยากมีบ้านส่วนตัว ซึ่งจะหลังเล็กหรือหลังใหญ่ ก็ขึ้นอยู่กับงบที่มีในกระเป๋าเรา เพราะว่า บ้าน นั้นเป็นสถานที่สำคัญที่มนุษย์ใช้พักอาศัยร่วมอยู่ด้วยกัน บ้านหนึ่งหลังคือสังคมอีกหนึ่งรูปแบบที่พร้อมจะขัดเกลาชีวิตเราก่อนออกไปเผชิญกับโลกภายนอก เพราะการเริ่มสร้างนิสัยดีๆ จากบ้านจะติดตัวจนเรากลายเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว  1 ห้องโถง และ ระเบียงหน้าบ้าน-หลังบ้าน โดยทั้งหมดมีพื้นที่ใช้สอย 107 ตารางเมตร เหมาะกับครอบครัว ขนาดกลาง ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก KCN-Construction & Design รับเหมาก่อสร้างครบวงจร  พิกัดของบ้านตั้งอยู่ที่ ต.บ้านปิน อ.ลอง จ.แพร่  จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ :KCN-Construction & Design รับเหมาก่อสร้างครบวงจร
เจ้าของบ้าน: คุณวราภรณ์ ปันทะวงศ์ พร้อมครอบครัว
สถานที่ก่อสร้าง : ต.บ้านปิน อ.ลอง จ.แพร่
เรียบเรียง :withikaset.com


บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น




บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น




บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

ส่วนภายในของบ้าน จุดแรกที่เปิดประตูเข้ามาเจอคือห้องโถงกว้าง ที่สว่างและอากาศปลอดโปร่ง พื้นห้องปูทับด้วยกระเบื้องที่มันวาว น่าสัมผัส ผนังทาทับด้วยสีขาวที่ดูสบายตา ส่วนฝ้าเพดานหลุมสีขาว มีโคมไฟที่ส่องแสงสว่างทั่วห้อง พื้นที่ของห้องโถงนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นที่พักผ่อน ทำกิจกรรมร่วมกัน



จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบเ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก KCN-Construction & Design รับเหมาก่อสร้างครบวงจร


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น สวยงามทันสมัย อบอุ่นและน่าอยู่

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น สวยงามทันสมัย ขนาด 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องแต่งตัว 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอย 131 ตารางเมตร

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น


สวัสดีครับ วันนี้เรามี บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก KCN-Construction&Design รับเหมาก่อสร้างครบวงจร  ขนาด 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องแต่งตัว 1 ห้องครัว 1 ห้องโถง พื้นที่ใช้สอย 131 ตารางเมตร สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง  ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 60 ซม. จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ



ผลงานและรูปภาพ : KCN-Construction&Design รับเหมาก่อสร้างครบวงจร
สถานที่ก่อสร้าง : อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย
เรียบเรียง : withikaset.com

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บริเวณหน้าบ้าน มีการต่อหลังคายื่นออกมาเพื่อสร้างเป็นระเบียง โดยปูพื้นด้วยกระเบื้องโทนสีน้ำตาล รอบๆกั้นด้วยเหล็กดัดสีดำ ตามเสาหน้าบ้านมีโคมไฟประดับไว้แล้ว ประตูทางเข้าเลือกใช้เป็นกระจกขนาดใหญ่ และหน้าต่างบานกระจกที่ทันสมัย ตัดกับสีขาวของบัวรอบๆได้เป็นอย่างดี สวยงามมาก

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น



บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น





Facebook : KCN-Construction&Design รับเหมาก่อสร้างครบวงจร
โทรศัพท์ : 097-978-7917 คุณนุ, 097-289-4199 คุณโบ

ID Line : nu1835

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม หลังนี้ก่อสร้างที่ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย   ผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย KCN-Construction&Design รับเหมาก่อสร้างครบวงจร  ในส่วนเรื่องราคาถ้าสามารถสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างหรือหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อทีมงานผู้สร้างได้ทันที  

ช่องทางการติดต่อ

บริษัทเคซีเอ็น คอนสตรัคชั่นแอนด์ดีไซน์ จำกัด
ที่ตั้งสำนักงาน: 99หมู่3 ต.เขาแก้วศรีสมบูรณ์ อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย
ที่ตั้งสำนักงาน2: 38/3 หมู่7 ต.นาทุ่ง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย




ปล. งบประมาณในการสร้างบ้านแต่ละหลังที่แตกต่างกันนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ก่อสร้าง คุณภาพหรือเกรดของวัสดุ การว่าจ้างช่างฝีมือหรือผู้รับเหมา ฯลฯ ดังนั้น ข้อมูลของบ้านหลังนี้จึงมีไว้เพื่อเป็นตัวอย่างให้ศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถนำไปเป็นมาตรฐานในการสร้างบ้านอื่น ๆ ที่มีสภาพปัจจัยที่แตกต่างกันได้


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวสไตล์มินิมอล ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

บ้านชั้นเดียวสไตล์มินิมอล ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 142 ตร.ม งบประมาณ 1.65 ล้าน

บ้านชั้นเดียวสไตล์มินิมอล


สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีแบบบ้านพักอาศัยชั้นเดียวที่จะนำมา ให้ชมกันซึ่ง เป็น บ้านชั้นเดียวสไตล์มินิมอล ขนาดกระทัดรัดดีไซน์น่ารักอบอุ่น ภายในบ้านประกอบด้วยฟังก์ชั่นขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงโปร่งโล่ง พร้อมส่วนครัว หลังนี้ตัวบ้านปลูกสร้างที่ ต.ขี้เหล็ก อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ท่านที่กำลังหาไอเดียในการออกแบบบ้าน เชิญชมภาพรายละเอียดด้านในบ้านดูครับ




ผลงานและรูปภาพ : 52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน
เจ้าของบ้าน : คุณสุรีพร อยู่สุข
ตั้งอยู่ที่ : ต.ขี้เหล็ก อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
เรียบเรียง : withikaset.com

บ้านชั้นเดียวสไตล์มินิมอล

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิกหลังนี้ประกอบไปด้วย 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงนั่งเล่น 1 ห้องครัว พร้อมที่จอดรถ 2 คัน พื้นที่ใช้สอยทั้งหมดประมาณ 145 ตารางเมตร งบก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 1.65 ล้านบาท

บ้านชั้นเดียวสไตล์มินิมอล

บริเวณหน้าบ้านมีการออกแบบให้มีประตูทางเข้าเป็นประตูไม้แบบเปิดปิดสองประตู ฝ้าเพดานงานไม้โทนสีเข้ม ส่วนทางเข้าห้องนอนออกแบบให้เป็นประตูไม้แบบเปิดปิดเช่นเดียวกัน ตกแต่งในโทนสีขาวล้วน พร้อมมีวงกบประดับประดาเพื่อเพิ่มความสวยงาม

บ้านชั้นเดียวสไตล์มินิมอล

บ้านชั้นเดียวสไตล์มินิมอล




บ้านชั้นเดียวสไตล์มินิมอล




ภายในบ้านยังคงมีโทนสีขาวสว่าง พร้อมกับมีพื้นที่ใช้สอยที่โปร่งโล่ง จึงทำให้สามารถตกแต่งและจัดเป็นมุมใช้งานได้ตามต้องการเลยล่ะ ภายในห้องนอนมีพื้นที่ใช้สอยกำลังดี โดยจะมีหน้าต่างกระจกใสแบบทรงสูงที่จะช่วยรับแสงสว่าง รวมถึงช่วยถ่ายเทอากาศทำให้ห้องเย็นสบายได้ตลอดวัน






ภายในห้องน้ำจะเน้นการตกแต่งภายในด้วยโทนสีแบบขรึม ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศของห้องที่ดูผ่อนคลาย

บ้านชั้นเดียวสไตล์มินิมอล ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง   ก่อสร้างที่ ต.ขี้เหล็ก อ.เมือง จ.อุบลราชธานี   ผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย 52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน  ในส่วนเรื่องราคาถ้าสามารถสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างหรือหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อทีมงานผู้สร้างได้ทันที  

ช่องทางการติดต่อหรือinbox
52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน
โทรศัพท์ : 094-298-4298
ID Line : bluezone2499





หมายเหตุ: ทางเว็บ withikaset.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก หลังคาแหลม ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) ดีไซน์หน้ากว้าง หลังคาแหลม ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 115 ตร.ม.

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก


แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) บ้านพักอาศัยขนาดกลางที่มีงานดีไซน์ที่สวยงาม บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียวแบบหน้ากว้าง ฐานของบ้านถูกยกขึ้นสูงเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขัง พร้อมกับมีการปรับองค์ประกอบให้บ้านสามารถรับลมได้ดีจากหน้าต่างหลายบาน ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบจากบ้านนอร์ดิกดั้งเดิม เพื่อให้เหมาะกับเมืองร้อน  เพดานสูงเพื่อโชว์โครงสร้างของหลังคา ด้านการตกแต่ง ผนังภายนอกผสมผสานระหว่างสีขาว สีเทา และสีน้ำตาลที่ให้บรรยากาศอบอุ่นเย็นตา




ผลงานและรูปภาพ : 52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน
เจ้าของบ้าน : คุณณัฐรณิษา กงนอก
ตั้งอยู่ที่ : ต.สำโรง อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา
เรียบเรียง : withikaset.com

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

พื้นที่นอกบ้านถูกเทพื้นคอนกรีตแบบโล่ง ๆ ทำให้มีพื้นที่สำหรับการใช้งานนอกบ้านที่หลากหลายตามต้องการ ซึ่งรอบ ๆ บ้านก็มีบรรยากาศที่สวยงามอีกด้วย หน้าบ้านมีเฉลียงกว้าง ๆ โล่ง ๆ สามารถตกแต่งให้สวยงามขึ้น หรือจะจัดให้เป็นมุมสำหรับนั่งเล่น นั่งรับประทานอาหารกันได้เพลิน ๆ

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

ตกแต่งผนังหน้าจั่วและหน้าบ้าน ด้วยอิฐแดงโชว์ พร้อมติดโคมไฟดาวน์ไลท์




แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style)

ภายในห้องนอนก็จะมีพื้นที่ใช้สอยที่กำลังดี โปร่งสบายด้วยหน้าต่างหลายมุม จึงทำให้ภายในห้องมีความเย็นสบายได้ตลอดทั้งวัน




ห้องน้ำที่จะมีรูปแบบการออกแบบที่มีความโมเดิร์น ภายในห้องน้ำจึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบถ้วน ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่ชอบผลงานจากทาง 52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน สนใจหรือปรึกษาการออกแบบจัดเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นกู้ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานก่อสร้าง ย้ำเลยค่ะว่ามีบริการฟรีสำหรับลูกค้าที่สนใจและ สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

ช่องทางการติดต่อหรือinbox
Facebook : 52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน
โทรศัพท์ : 094-298-4298 รังสรรค์, 063-421-4226 เดียร์, 093-094-7266 หนิง

ID Line : bluezone2499, 52blueconstant




หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก พื้นที่ใช้สอย 145 ตร.ม.ไม่รวมระเบียง

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก สวย ปรับให้เข้ากับเมืองไทย พื้นที่ใช้สอย 145 ตร.ม.ไม่รวมระเบียง

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก





แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก โทนสีขาวดำ ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 รับแขก 1 ห้องแต่งตัว 1 ห้องครัว พร้อมระเบียงรอบบ้าน พื้นที่ใช้สอยภายในประมาณ145 ตารางเมตร  ตัวบ้านยกพื้นสูง  เป็นผลงานการสร้างของ ช่างเจตน์ เทพทองการโยธา สถานที่ก่อสร้างสวรรค์ บ้านนา ต.แชะ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เราไปชมบ้านหลังนี้กันเลย

ขอบคุณข้อมูล | ช่างเจตน์ เทพทองการโยธา

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

ตัวบ้านถูกยกพื้นสูงเล็กน้อย หลังคาบ้านเป็นทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้องแบบเรียบโทนสีเทาเข้มที่ตัดเชิงชายคาสีดำได้อย่างลงตัว ผนังนอกบ้านมีการติดตั้งด้วยบานประตูหน้าต่างเป็นกระจกโทนสีดำกรอบด้วยอลูมิเนียมสีดำที่ตัดกับผนังสีครีมได้อย่างสวยงาม บริเวณหน้าบ้านทำระเบียงเป็นแนวยาวทรงตัวเอลพร้อมติดตั้งราวกั้นเหล็กสีดำ บ้านหลังนี้ จบที่ 2 ล้านนิดๆ สร้างบ้านรวมส่วนต่างแล้วเสร็จทั้งหมด ในรูปที่เห็นทั้งหมดคือรวมหมดแล้วค่า เดินไฟ เดินน้ำ ปั้มน้ำถังน้ำ โคมไฟ สุขภัณฑ์ตามในรูป

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก









ส่วนห้องน้ำห้องที่สอง ภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องสีครีม ผนังภายในตกแต่งด้วยกระเบื้องสีดำสลับสีขาวพร้อมติดตั้งหน้าต่างบานเล็กแนวนอน และมีการตกแต่งด้วยชุดเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าสไตล์วินเทจสีขาว พร้อมกระจกส่องหน้ารูปทรงสี่เหลี่ยม

ถัดมาเป็นห้องน้ำ ภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องลายจุดสีขาว ผนังภายในตกแต่งด้วยกระเบื้องสีขาวสลับกับกระเบื้องสีโอรส ในห้องมีการติดตั้งตู้เคาน์เตอร์ลายไม้สีน้ำตาลพร้อมติดตั้งอ่างล้างหน้าและกระจกส่องหน้ากรอบลายไม้ที่ดูเข้ากันอย่างดี

เพื่อนๆ คนไหนที่ชอบผลงานจากทางทีมงาน ช่างเจตน์ เทพทองการโยธา สนใจหรือปรึกษาการออกแบบจัดเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นกู้ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานก่อสร้าง ย้ำเลยครับว่ามีบริการให้คำปรึกษาฟรีสำหรับลูกค้าที่สนใจและ สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้




ช่องทางการติดต่อ
Facebook : ช่างเจตน์ เทพทองการโยธา

Tel : 089-9921321
Tel : 086-2539057


ทางเว็บไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราเพียงแชร์ให้ดูเป็นไอเดียกับสมาชิกและท่านผู้สนใจเท่านั้น ราคาก่อสร้างที่ลงเป็นราคาจากเจ้าของบ้านเท่านั้น ส่วนในราคาสร้างจริงอาจจะขึ้นอยู่กับการเลือกวัสดุในการก่อสร้างและราคาค่าแรงของพื้นที่ทำการก่อสร้างด้วย


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด

การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด


          จิ้งหรีด เป็นแมลงเศรษฐกิจที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย รสชาติอร่อย มีโปรตีนสูง ทั้งยังมีความต้องการทางตลาดสูง ส่วนใหญ่ ผู้เลี้ยงจะนำจิ้งหรีดมาเป็นอาหารโดยการแปรรูปขายตามตลาดทั่วไป หรือทำเป็นข้าวเกรียบเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับจิ้งหรีดและ เพิ่มช่องทางการขาย วิธีการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดนั้น มีขั้นตอนการเลี้ยงที่ไม่ยุ่งยากมากนัก ใช้พื้นที่ในการเพาะเลี้ยงไม่มาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพเสริม



ทำไมมนุษย์จึงกินแมลง?

  • วัฒนธรรมการบริโภค ที่มีมาตั้งแต่เก่าก่อน
  • ภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดต่อกันมา และ สภาวะเศรษฐกิจ
  • เป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยคุณค่ามาทดแทนเนื้อสัตว์ที่มีราคาแพง
  • แมลงหาได้ง่ายและติดใจในรสชาติที่อร่อย

ชนิดของจิ้งหรีดที่พบในประเทศไทย

  • จิ้งหรีดทองดำ (Gryllus Bimaculatus Degeeer)  หรือบางพื้นที่เรียก จิโหลน เป็นจิ้งหรีดขนาดกลาง  โตเต็มวัยลำตัวกว้างประมาณ 0.6-0.7 ซม. ยาวประมาณ 2.8-3.0 ซม. ชอบอาศัยตามกองไม้ กองใบไม้ ร่องดิน ออกหากินในเวลากลางคืน
  • จิ้งหรีดทองแดง (Teleogryllus Testaceus Walker)  หรือบางพื้นที่เรียก จิ้งหรีดนิล หรือ จินาย เป็นจิ้งหรีดขนาดกลาง  โตเต็มวัยลำตัวกว้างประมาณ 0.5-0.6 ซม. ยาวประมาณ 2.5-2.80 ซม. ชอบอาศัยตามกองไม้ กองใบไม้ ร่องดิน ออกหากินในเวลากลางคืน 
  • สดิ้ง กินาย หรือแมงสะดิ้ง (Modicogryllus Confirmata Walker)  หรือนิยมเรียกว่า แมงสดิ้ง เป็นจิ้งหรีดขนาดกลาง  ขนาดลำตัวกว้างประมาณ 0.4-0.55 ซม. ยาวประมาณ 2.0-2.5 ซม. ชอบอาศัยตามกองไม้ กองใบไม้ ร่องดิน ออกหากินในเวลากลางคืน และไม่ขุดรูอาศัย
  • จิ้งหรีดหัวโต หรือ จิโปม (Brachtrupes Portentosus Lichtenstein)  หรือบ้างพื้นที่เรียก จิโปม, จิ้งกุ่ง, จินาย เป็นต้น เป็นจิ้งหรีดขนาดใหญ่ โตเต็มวัยลำตัวกว้างประมาณ 1 ซม. ยายประมาณ 3.5-4.0 ซม. ขุดรูตามดินร่วนปนทราย ภายในรูที่ความลึก 5-10 ซม. มีรูแยก 1 รู เพื่อหลบภัย และ กลางวันจะปิดปากรู อาศัยอยู่ภายใน กลางคืนออกหากิน และส่งเสียงร้องดังในช่วงเวลากลางคืน

วงจรชีวิต และพฤติกรรมจิ้งหรีด

การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด

เพศของจิ้งหรีด

การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด

การเตรียมพื้นที่สำหรับเลี้ยงจิ้งหรีด

  • โรงเรือน สถานที่ตั้งจะต้องเป็นที่ดอนน้ำไม่ท่วมขัง สามารถกันแดดกันฝนแดดและระบายอากาศได้ดี เช่น เลี้ยงตามชายคาบ้าน ใต้ถุนบ้านหรือจะสร้างเป็นโรงเรือนเลี้ยงจิ้งหรีดโดยเฉพาะก็ได้ เช่น เพิงหมาแหงนเพิงหน้าจั่ว
  • วัสดุเลี้ยงจิ้งหรีดเช่น บ่อปูนซีเมนต์ กะละมัง กล่องกระดาษ ลังพลาสติก
  • อุปกรณ์ให้น้ำ เช่นขวดน้ำ ถาดใส่น้ำและทราย หรือถาดใส่น้ำพร้อมก้อนหิน
  • วัสดุหลบซ่อนของจิ้งหรีด เช่น แผงวางไข่ชนิดกระดาษ กระดาษลูกฝูก กาบมะพร้าว
  • อาหารเช่น อาหารสัตว์ รำ ผักผลไม้ตำมฤดูกาล
  • ผ้าตาข่าย และเชือกสำหรับป้องกันจิ้งจก จิ้งเหลนที่จะเข้าไปทำลายจิ้งหรีด



วิธีการเลี้ยงจิ้งหรีด

ลักษณะโรงเรือนเลี้ยงจิ้งหรีด

  • โรงเรือนหรือเพิงหลังคาป้องกันแดดฝน โดยมีแสงแดดส่องถึงบ้าง ช่วงเช้า-เย็น
  • การปรับพื้นที่กำจัดมดและศัตรูจิ้งหรีด อาจมีการสร้างเป็นรางน้ำ รอบตัวอาคาร ลดปัญหาเรื่องมด
  • การวางบ่อบนฝาใช้ปูนผสมทรายฉาบริมของภายใน-ภายนอก ป้องกันมดเข้าทาลายลูกจิ้งหรีด
  • ติดแผ่นพลาสติกรอบ ๆ บ่อด้วยเทปกาว

บ่อเลี้ยงจิ้งหรีด

สามารถใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ตามความสะดวก และเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ เช่น ถัง กะละมัง หากต้องการเลี้ยงรูปแบบมาตรฐาน ควรสร้างให้ทนทาน ทำ
ความสะอาดง่าย แต่ละบ่อควรมีระยะห่าง อย่างน้อย 50 เซนติเมตร โดยแบ่งชนิดของบ่อเลี้ยง ดังนี้

  • วงปูนพร้อมฝา
  • บ่อปูนแบบ 4 เหลี่ยม
  • คอกแบบยกขา
  • คอกฟิวเจอร์บอร์ด

การเรียงถาดไข่ เพื่อเป็นที่หลบซ่อนของจิ้งหรีด

“การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด”

อุปกรณ์ในการเลี้ยงจิ้งหรีด

อุปกรณ์ในบ่อจิ้งหรีด

  • ถาดอาหาร-น้ำ
  • กระบอกไม้ไผ่ ยาว 20 ซม. ผ่าครึ่ง (เพี่อรองถาดไข่และระบายอากาศ)
  • ดินร่วนปนทรายรองพื้น
  • แกลบดำ
  • เศษหญ้าแห้งวางหนา
  • เทปกาว

เทคนิคการเลี้ยงจิ้งหรีดในฤดูกาลต่าง ๆ

การเลี้ยงจิ้งหรีดในช่วงฤดูฝน

จิ้งหรีดจะเจริญเติบโตได้ดี กินอาหารเก่ง แม่พันธุ์วางไข่ได้ดี แต่จะต้องควบคุมปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของจิ้งหรีดด้วย ผู้เลี้ยงควรปฏิบัติดังนี้

  • ที่หลบซ่อนควรจัดให้โปร่ง และเปลี่ยนที่หลบซ่อนหากพบว่ามีความชื้นมาก
  • การให้น้ำ ช่วงฤดูฝนความชื้นในอากาศมีมาก น้ำที่ให้จิ้งหรีดจะไม่ค่อยแห้ง จะต้องเปลี่ยนน้ำทุกครั้งที่ตรวจเช็ค ข้อควรระวังถ้าเป็นจิ้งหรีดเล็ก ให้น้ำชุ่มอย่าให้น้ำขังเพราะลูกจิ้งหรีดอาจจมน้ำตายได้
  • การทำความสะอาดบ่อเลี้ยง ช่วงฤดูฝนจิ้งหรีดจะกินอาหารปริมาณเยอะในขณะเดียวกันก็จะถ่ายมูลจำนวนมากเช่นกัน ควรมีการเก็บมูลจิ้งหรีดเดือนละ 2 ครั้ง



การเลี้ยงจิ้งหรีดในช่วงฤดูหนาว

จิ้งหรีดจะเจริญเติบโตได้ช้า กินอาหารน้อย แม่พันธุ์วางไข่ไม่ดี ผู้เลี้ยงควรปฏิบัติดังนี้

  • จัดที่หลบซ่อนของจิ้งหรีดให้ทึบเพื่อป้องกันอากาศที่เย็น เพราะจะทำให้ลูกจิ้งหรีดตายได้ โดยไม่ต้องนำผักหรือหญ้าที่แห้งแล้วออก
  • การให้น้ำ ในฤดูหนาวอากาศมีความชื้นน้อย น้ำจะระเหยได้ไว ควรให้น้ำทุกวัน อาจนำวัสดุที่ดูดซับน้ำได้ใส่ในถาดน้ำด้วยเพื่อให้น้ำระเหยช้าลง ข้อควรระวังถ้าเป็นจิ้งหรีดเล็กให้น้ำพอชุ่ม ทำความสะอาดภาชนะใส่น้ำทุกครั้งก่อนใส่น้ำใหม่
  • การทำความสะอาด ควรทำเดือนละ 1 ครั้ง เพราะจิ้งหรีดจะกินอาหารน้อยลง มีการถ่ายมูลน้อย

การเลี้ยงจิ้งหรีดในช่วงฤดูร้อน

จิ้งหรีดจะเจริญเติบโตได้ดี กินอาหารเก่ง แม่พันธุ์วางไข่ได้ดี แต่การเลี้ยงจิ้งหรีดในฤดูนี้มีข้อควรระวังหลายอย่าง ผู้เลี้ยงควรปฏิบัติดังนี้

  • ควรจัดที่หลบซ่อนของจิ้งหรีดให้มีมากพอและจัดให้โปร่ง ถ้าอากาศร้อนมากควรมีการสเปรย์น้ำให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ
  • การให้น้ำ ช่วงฤดูร้อนน้ำจะระเหยได้ไว ควรให้น้ำทุกวัน อาจนำวัสดุที่ดูดซับน้ำได้ใส่ในถาดน้ำด้วยเพื่อให้น้ำระเหยช้าลง ข้อควรระวังถ้าเป็นจิ้งหรีดเล็กให้น้ำพอชุ่ม ทำความสะอาดภาชนะใส่น้ำทุกครั้งก่อนใส่น้ำใหม่
  • การทำความสะอาดบ่อเลี้ยง ช่วงฤดูร้อนจิ้งหรีดจะกินอาหารปริมาณเยอะในขณะเดียวกันก็จะถ่ายมูลจำนวนมากเช่นกัน ควรมีการเก็บมูลจิ้งหรีดเดือนละ 2 ครั้ง

ปัญหาในการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด และแนวทางแก้ไข

  • เมื่อเลี้ยงมาเป็นเวลานาน หลายรุ่น ควรมีการนำพ่อแม่พันธุ์จากแหล่งอื่น หรือจากธรรมชาติมา เพาะพันธุ์เพิ่มขึ้นด้วย เพื่อลดปัญหาเลือดชิด หรือความพิการของจิ้งหรีด
  • เกิดแมลงตายสูงในฤดูฝน เนื่องจากเชื้อรา ควรเลี้ยงในพื้นที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี
  • ทำความสะอาดบ่อเลี้ยงทุกครั้งก่อนลงเลี้ยงจิ้งหรีดใหม่
  • การให้น้ำจิ้งหรีด ควรมีที่เกาะพักให้จิ้งหรีด
  • แกลบ ทรายที่ใช้ในการวางไข่ หากพบปัญหาไม่ฟัก หรือขึ้นรา ควรนึ่งแกลบ หรือทรายก่อนใช้

โรคของจิ้งหรีด

โรคอัมพาตจิ้งหรีด (Cricket paralysis)

  • โรคอัมพาตจิ้งหรีด เกิดจากเชื้อ Cricket Paralysis Virus (CrPV) ค้นพบครั้งแรกในจิ้งหรีดสายพันธุ์ออสเตรเลียและมีรายงานตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ.1907)
  • โรคนี้มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทั้งในฟำร์มเพาะเลี้ยงและการทดลองในห้องปฏิบัติการ เชื้อนี้ไม่ติดต่อสู่คนและสัตว์อื่น
  • ไวรัสตัวนี้ติดต่อโดยการกินผ่านระบบทางเดินอาหาร ซึ่งสามารถพบตัวไวรัสได้ที่ตำแหน่งของชั้นผิวหนังทางเดินอาหาร และปมประสาท ตัวอ่อนที่ได้รับเชื้อจะตายภายใน 3 วันโดยไม่แสดงอาการ จิ้งหรีด้วยเจริญพันธุ์จะแสดงอาการ เงื่องหงอยหลังจากได้รับเชื้อ 8 วัน และหยุดกิน หนวด ริมฝีปาก กราม และหัวกระตุก เป็นพักๆ จากนั้นขาหลังเริ่มเป็นอัมพาต หงายท้อง ชัก และตายหลังจากนั้น 5 วัน

โรคติดเชื้อ อิริโดไวรัส

  • สามารถก่อให้เกิดการตายที่รุนแรงในจิ้งหรีด อัตราการป่วย-ตายสูง และแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว สัตว์ ตระกูลแมลงชนิดอื่นที่สามารถติดเชื้อนี้ได้ เช่น ตั๊กแตน และ แมลงสาบ
  • เกิดจาก Cricket lridovirus (CrIV)

ลักษณะอาการ

จะแสดงอาการหลังจากติดเชื้อ CrIV 14 วัน ในระยะตัวอ่อนหรือตัวเต็มวัย โดยแสดงอาการท้องบวม เงื่องหงอยอย่างเห็นได้ชัด และช่วงอายุสั้นลง

การติดต่อ

เชื้อนี้ติดต่อโดยการกิน ผ่านระบบทางเดินอาหาร สามารถเพิ่มจำนวนในไซโตพลาสซึมของเซลล์ โดยเฉพาะ เซลล์ไขมัน ระยะเริ่มแรกอยู่ที่เซลล์ไขมันร่างกาย ส่วนระยะสุดท้ายของโรคจะอยู่ที่ชั้นใต้ผิวหนัง ของเหลวในหลอดลม กล้ามเนื้อของผนังลำไส้ ถุงหุ้มอวัยวะสืบพันธุ์ และเซลล์เม็ดเลือดของแมลง




การจัดการควบคุม-ป้องกันโรค

  • ให้ทำลายจิ้งหรีดที่เป็นโรค โดยวิธีการฝังใต้ระดับผิวดินไม่ต่ำกว่า 20 เซนติเมตร ป้องกันสัตว์อื่นมาขุดคุ้ย แล้วราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หรือปูนขาว หรือเผาทำลายซากรวมทั้งอุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อน เช่น ถาดไข่ที่ทำจากกระดาษ ที่ใช้เป็นที่อยู่ของจิ้งหรีดในวงปูน
  • ทำการล้างทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค กับอุปกรณ์ที่ใข้ในการเลี้ยงจิ้งหรีด เช่น วงปูนอุปกรณ์การให้อาหาร และน้ำ ที่วางไข่ มุ้งเขียว หลังคาผนัง พื้น ทางเดิน และบริเวณรอบโรงเรือน โรงเก็บอาหาร และพักโรงเรือน 14 – 21วันก่อนนำจิ้งหรีดชุดใหม่เข้าเลี้ยง
  • ปรับปรุงรูปแบบการสุขาภิบาล การควบคุมป้องกันโรคภายในฟาร์ม ให้ทำรั้วรอบฟาร์ม ปิดประตูฟาร์ม ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าฟาร์ม ควบคุมการเข้า ออกของบุคคล ยานพาหนะ จะต้องผ่านการฆ่าเชื้อโรคก่อนที่จะเข้าฟาร์ม มีมาตรการป้องกัน กำจัดสัตว์ที่อำจเป็นพาหนะของโรค เช่น นก หนู แมลงสาบ หรือสัตว์ที่มักจะเข้ามาจับจิ้งหรีดในฟาร์มเป็นอาหาร เช่น นก กิ้งก่า คางคก ซึ่งอาจเป็นสัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรคได้
  • ปรับปรุงรูปแบบการเลี้ยง เช่น มีการแยกเลี้ยงจิ้งหรีดตามช่วงอายุ มีการแบ่งแยกสัดส่วน พื้นที่การเลี้ยงในโรงเรือนเป็นส่วนๆ หรือใช้ระบบเข้า ออกพร้อมกัน (All in all out) ในการเลี้ยงเพื่อป้องกันหรือลดการแพร่
    ระบาดของโรคภายในฟาร์ม

การจำหน่ายจิ้งหรีด

ปัจจุบันตลาดการซื้อขายจิ้งหรีดมีทั้งตลาดท้องถิ่นเพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคทั่วไป ตลาดกลางซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมเพื่อส่งขายไปยังพื้นที่ต่างๆ และตลาดเชิงอุตสาหกรรมเพื่อเป็นการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ การจำหน่ายที่พบเห็นโดยทั่วไปมี ดังนี้ การขายเป็นไข่บรรจุในขันเพื่อนำไปเพาะเลี้ยง การขายแบบต้มเพื่อนำไปประกอบอาหาร การขายตัวสดเพื่อไปใช้เป็นอาหารสัตว์ และการขายในรูปแบบคั่วหรือทอดขาย


แหล่งที่มา :  Sarakaset.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน ประหยัดต้นทุน กบโตไว

วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน ประหยัดต้นทุน กบโตไว

วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน

วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน


วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน คุณอาทิตย์  บุญมีรักษ์  เป็นเกษตรกรมือใหม่  อาศัยอยู่บ้านเลขที่  6 หมู่ 1 บ้านค้อ ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000 โทร 080-1645444  เป็นผุ้ที่สนใจเรื่องการเกษตร แต่ติดตรงที่มีเวลาน้อย เพราะต้องทำงานด้วย โดยกำเนิดแล้ว เป็นลูกชาวนา จึงหันมาสนใจการทำเกษตรพอเพียงโดยการทดลอง เลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก  เลี้ยงอยู่ประมาณ 2 ปีได้ แต่ส่วนมากแล้ว ที่เลี้ยงไว้จะใช้ทำเป็นอาหาร เป็นการลดค่าใช้จ่ายไปในตัว อย่างน้อยเราก็มีปลาที่เราเลี้ยงไว้ วันไหนไม่มีกับข้าว เราก็จับมันมาทำเป็นอาหารได้  ไม่มีอด   




ต่อมาได้หันมาศึกษาการเลี้ยงกบ  ทดลองเลี้ยงมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว  แต่ไม่ได้เลี้ยงในเชิงธุรกิจ ครั้งแรกที่เริ่มเลี้ยง ได้พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์มาเพียงแค่ 2 คู่  ก็เลยทดลองเพาะลูกอ๊อด โดยการศึกษาจากอินเตอร์เน็ต ลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง   
  • เพาะครั้งแรก  ไม่ประสบความสำเร็จ
  • เพาะครั้งที่สอง  จึงประสบความสำเร็จ ได้ลูกอ๊อดมาหนึ่งคอก  ประมาณ 100  ตัว เลี้ยงไป ๆ มา ๆ จนลูกอ๊อดกลายเป็นกบที่รอดตายจริง ๆ เพียงแค่ 10 ตัวเอง
  • เพาะครั้งที่สาม  จึงได้มาศึกษาการเพาะลูกอ๊อด และอนุบาลลูกอ๊อด ครั้งนี้ผมได้ลูกอ๊อดมาประมาณ หนึ่งคอกเช่นกัน แล้วก็ได้ทดลองอนุบาลจนลูกอ๊อดมีขางอกออกมา และกลายเป็นลูกกบ ประมาณ 1,000 กว่าตัว  ครั้งนี้ดีใจมากที่เพาะลูกอ๊อดได้สำเร็จ

วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน

        การเลี้ยงกบเป็นอาชีพ หนึ่งที่สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งในการเลี้ยงนั้นควรมีความเข้าใจถึงวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้องก่อนจึงจะทำ ให้การเลี้ยงประสบความสำเร็จได้ ใช้พื้นที่ประมาณ 100 -200 ตารางเมตร ภายในคอกเป็นบ่อน้ำลึกประมาณ 1 เมตร บางแห่งอาจจะทำเกาะกลางบ่อเพื่อเป็นที่พักของกบและที่ให้อาหาร แต่บางแห่งก็ใช้ไม้กระดานทำเป็นพื้นลาดลงจากชานบ่อก็ได้ ส่วนพื้นที่รอบๆ ขอบบ่อภายในที่ห่างจากรั้วคอกอวนไนลอนกว้าง 1 เมตร ปล่อยให้หญ้าขึ้น หรือบางรายอาจปลูกตะไคร้เพื่อให้กบใช้เป็นที่หลบอาศัยภายในบ่อที่เป็นพื้นจะมีพวกผักตบชวา หรือพืชน้ำอื่น ๆ ให้กบเป็นที่หลบซ่อนภัยและอาศัยภายในบ่อที่เป็นพื้นน้ำจะมีพวกผักตบชวา หรือพืชน้ำอื่นๆ ให้กบเป็นที่หลบซ่อนภัยและอาศัยความร่มเย็นเช่นกัน คอกที่ล้อมรอบด้วนอวนไนลอนนี้ ด้านล่างจะใช้ถุงยางมะตอยผ่าซึก หรือแผ่นสังกะสีฝังลึกลงดินประมาณ 1 ศอก เพื่อป้องกันศัตรูบางชนิด เช่น หนู ขุดรูลอดเข้าไปทำอันตรายกับกบที่อยู่ในบ่อหรือในคอก ส่วนด้านบนของบ่อมุมใดมุมหนึ่ง จะมุงด้วยทางมะพร้าวเพื่อเป็นร่มเงา และยังใช้เป็นที่ให้อาหารกบอีกด้วย นอกจากนั้นบางแห่งยังใช้เสื่อรำแพนเก่า ๆ ที่ใช้ทำเป็นฝาบ้าน นำมาวางซ้อนกัน โดยมีลำไม้ไผ่สอดกลางเพื่อให้เกิดช่องว่างให้กับเข้าไปหลบอาศัย และด้านบนนั้นก็เป็นที่รองรับอาหารที่โยนลงไปให้กบกินได้เช่นกัน

ข้อดีของการเลี้ยงกบในบ่อดิน

  • เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่ทุ่งไร่ ทุ่งนาได้ดี
  • ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูน และแบบกระชัง
  • ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยๆ
  • ไม่เปลืองอาหารมากนัก เพราะกบยังหาอาหารตามธรรมชาติกินได้
  • เป็นการเลี้ยงเชิงพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ต้องดูแลอะไรมากมาย ผู้เลี้ยงมีเวลาทำงานอย่างอื่นๆได้มาก
  • กรณีถ้าระบบน้ำดีๆกบจะไม่ค่อยเป็นโรค และแข็งแรงดี
  • เป็นการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม และคุ้มค่าที่สุดอีกแบบหนึ่ง




ข้อเสียของการเลี้ยงกบในบ่อดิน

  • หากผู้เลี้ยงมีอายุมาก จะเสี่ยงต่อการลื่นล้มเป็นอัมพาฒ หรือเป็นลมแดด จมน้ำเสียชีวิตได้ เพราะอาจต้องใช้สะพานเดินลงไปให้อาหารภายในบ่อ(ถ้าบ่อใหญ่ๆ)
  • ยากต่อการสังเกตและดูแลกบที่เป็นโรค เพราะอยู่กันกระจัดกระจาย ทั่วไป
  • ยากต่อการให้อาหารอย่างทั่วถึง และกบมักจะมีพยาธิ ต้องให้ยาถ่ายพยาธิเดือนละ 1 ครั้ง
  • ถ้าทำที่กั้นบ่อไม่ดี กบอาจจะหนีไปได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว
  • ยากต่อการตรวจนับจำนวนกบที่เหลือชีวิตรอดในบ่อดิน
  • ยากต่อการจับขายหรือคัดขนาดที่ตัวโตๆขายไปก่อน เพราะส่วนใหญ่ต้องจับพร้อมๆกันทั้งบ่อ โดยสูบน้ำออกให้หมดก่อน
  • ถ้าเลิกเลี้ยงจะต้องซื้อดินมาถมบ่อ เพื่อนำพื้นที่ไปทำอย่างอื่น สิ้นเปลืองมากๆ
บ่อเพาะลูกก วัสดุที่ใช้ ประกอบไปด้วย
  • ตาข่าย
  • ผ้ายางล
  • ลวด
  • ครีมตัดลวด
วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน

ขั้นตอนการทำบ่อเพาะเลี้ยงกบ

  • ขุดบ่อขนาด  1.50 x 2.00 เมตร ความลึกตรงกลางของบ่อ  ประมาณ  15  เซนติเมตร
  • ขอบบ่อปรับพื้นดินให้มีความลาดเอียง
  • นำผ้ายางมาปู แล้วนำดินมากลบขอบผ้ายางให้มิดชิด
  • นำตาข่ายมาล้อมรอบบ่อ เพื่อป้องกันศัตรูกบ
  • นำหญ้ามาปลูก เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด  เพื่อให้พ่อแม่พันธุ์ขึ้นไปหลบซ่อนตัวได้
  • ต่อท่อน้ำติดสปริงเกอร์ เพื่อทำเป็นฝนเทียม

การผสมพันธุ์กบ

ส่วนมากกบจะทำการผสมพันธุ์ และวางไข่หลังจากฝนตก เมื่อเลือกกบ ที่มีลักษณะดีแล้วให้นำมาปล่อยในบ่อผสมพันธุ์ในอัตราตัวผู้ 5 ตัวต่อตัวเมีย 10 ตัว (ตัวผู้กับตัวเมียมีขนาดเท่ากัน) ระดับน้ำในบ่อลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร ภายในบ่อ ใส่พวกหญ้าไปด้วยพอประมาณ รักษาระดับน้ำให้คงที่ตลอดเวลา ในช่วงนี้งดให้ อาหารประมาณ 2-3 วัน ถ้ายังไม่มีฝนตกให้เปลี่ยนน้ำใหม่และอาจพ่นน้ำในบ่อผสมพันธุ์ ไห้เหมือนกับฝนตก หลังจากนั้นกบก็จะผสมพันธุ์และวางไข่ในเวลาเช้ามืด

วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน
หลังจากกบวางไข่แล้ว ให้นำพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ออกจากบ่อ หลังจากการวางไข่ประมาณ 1 วัน ไข่ก็จะฟักออกเป็นตัว
บ่อนี้เป็นบ่อที่ผมทดลองเพาะลูกอ๊อดและประสบความสำเร็จในการเพาะ และสามารถเพาะลูกอ๊อดได้ในแต่ละครั้งถึง  2-3  กิโลกรัม และเราสามารถขายได้ในราคากิโลกรัมละ  200 บาท
มาดูบ่อที่เตรียมไว้เป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ 
วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน
บ่อนี้ครับ มีอายุ  5 – 6  เดือน ครับ  อีกไม่นาน ก็คงจะพร้อมที่จะลงบ่อเพาะเลี้ยงได้ครับ  ลองมาดูอีกบ่อหนึ่งครับ ที่ผมเลี้ยงไว้  การให้อาหาร  ผมจะแยกให้กบขึ้นไปกินบนบก  เพื่อป้องกันน้ำเสียครับ ซึ่งโดยปกติแล้ว ผมจะเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน  แต่ตอนนี้ผมจะเปลี่ยนถ่ายน้ำทุก  2  วันครับ จะสังเกตเห็นว่าน้ำในบ่อน้ำนี้ไม่ได้ใหญ่มากนะครับ ลึกประมาณ  3  นิ้วครับ ประหยัดน้ำ  อาหารที่ให้ก็ไม่ละลายน้ำเสียจนหมดครับลองมาดูอีกบ่อครับ  บ่อนี้อา่ยุ 4-5  เดือนครับ  แต่เหลือไม่เยอะครับ ประมาณ 100 ตัวเศษ ๆ เพราะจับมาทำเป็นอาหารบ้าง จับขายภายในหมู่บ้านครับ กิโลกรัมละ  100  บาท
วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน
ถ้าจะพูดถึงว่าที่เลี้ยง ๆ มาคุ้มมั้ย กับการลงทุนไป คือเราต้องมองว่า ที่เราเลี้ยง ๆ เพื่ออะไร เราเลี้ยงไว้เพื่อจำหน่าย  หรือเลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหาร  แต่ผมคิดว่ามันคุ้มถ้าเราเลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหาร  แต่ถ้าเราไม่กิน เราก็จับขายเพื่อได้ แต่ถ้าจะเลี้ยงในเชิงการค้า ต้องเตรียมพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไว้เยอะ ๆ ครับ ต้องมีการจัดการที่ดีด้วย

สิ่งที่ควรคำนึงและเตรียมตัวก่อนเลี้ยงกบ 

ต้องศึกษาหาความรู้เบื้องต้นในการเลี้ยงกบจากฟาร์มกบโดยตรงหรือผู้ที่เลี้ยง กบอยู่แล้ว อย่าอาศัยแค่อ่านจากเว็ปหรือหนังสือ เพราะการปฏิบัติจริงต้องละเอียดอ่อนมาก ๆ




การจัดการที่ดี
  • เริ่มตั้งแต่การดูแลบ่อพัก พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ และการให้อาหาร
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อเลี้ยงทุก  2  วัน
  • ทำความสะอาดบริเวณที่ให้อาหารก่อนการให้อาหารทุกครั้ง เนื่องจากบริเวณที่เราให้อาหาร จะมีเศษอาหารที่กบกินไม่หมด เก็บทำความสะอาดออกไป
  • ต้องคอยสังเกตด้วยว่ามีกบตัวไหนที่กินอาหารไม่ทันเพื่อน ให้จับแยกไปไว้บ่อใหม่เลยครับ เพราะถ้าไม่แยกจะทำให้การเจริญเติบโตของกบช้า
บ่อเพาะลูกอ๊อด
วันที่ 7 ส.ค. 2554 วันนี้ผมได้นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ลงบ่อเพาะลูกอ๊อด จำนวน  3  บ่อครับ  และรุ่งเช้ามา พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ จับคู่ และวางไข่แล้วครับ  รอดูต่อไปครับว่าจะเป็นยังไง เดี๋ยวจะนำภาพมาให้ดีอีกทีหนึ่ง
วันที่ 9 ส.ค. 2554  วันนี้บ่อเพาะลูกอ๊อดของผมทั้ง  3  บ่อ ฟักเป็นตัวแล้วครับ
วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน

การอนุบาลและการให้อาหาร

  • หลังจากที่ลูกกบฟักเป็นตัวอีกประมาณ 2  วัน เราค่อยให้อาหาร
  • สัปดาห์ที่ 1  ให้กินไข่แดงไปก่อน วันละ  1  ครั้ง
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำสัปดาห์ละ  1  ครั้ง  การเปลี่ยนน้ำให้เอาน้ำในบ่อออกประมาณ 2 ใน 3 ของน้ำที่มีในบ่อ  หลังจากนั้นใำห้เพิ่มน้ำเข้าไปให้ได้ระดับเดิม  (หรืออาจจะเปลี่ยนน้ำเมื่อสังเกตเห็นว่าน้ำเริ่มเน่าเสียแล้ว)
  • สัปดาห์ที่ 2  ให้กินไข่แดงตอนเช้า  ตอนเย็น ให้หัวอาหารกบเบอร์เล็กสุด บดให้เป็นผง แล้วโรยให้ทั่วบ่อ
    สังเกต ด้วยว่า หากอาหารในบ่อยังเหลือ ตอนเย็นก็ไม่ต้องให้อาหารเพิ่ม เพราะจะทำให้น้ำเน่าเสีย
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำเมื่อสังเกตเห็นว่าน้ำเริ่มเน่าเสียแล้ว
  • สัปดาห์ที่ 3  ให้เฉพาะหัวอาหาร  บดให้แตก แต่ไม่ต้องให้แตกละเอียดมาก วันละ  2  ครั้ง เช้าเย็น
  • สัปดาห์ที่ 4  เมื่อสังเกตเห็นว่า ลูกอ๊อดมีขางอกออกมาแล้วก็สามารถจับจำหน่ายได้

ผ่านมา  10 วันแล้วครับ ลูกกบเริ่มโตแล้วครับ ผมจะให้อาหารลูกกบตอนเช้า โดยการให้หัวอาหาร บุให้แตก แล้วโรยให้ทั่วบ่อ ทุก ๆ วันก่อนการให้อาหาร ให้สังเกตดูด้วยว่าอาหารที่ให้ไปนั้น ลูกกบกินหมดหรือยัง ถ้ายังเราอาจจะไม่ให้เพิ่ม หรือให้เพิ่มก็เพียงเล็กน้อย เพื่อที่น้ำในบ่อจะได้ไม่เน่าเสีย และต้องคอยเพิ่มปริมาณน้ำทุก ๆ  2  วัน

การอนุบาลลูกอ๊อดให้เป็นกบ

คัดแยกลูกอ๊อดที่มีขางอกออกมาครบทั้ง  4  ขาแล้ว  ออกจากบ่อลูกอ๊อด นำไปลงบ่ออนุบาลลูกกบ เพื่อป้องกันการกัดกินกันของลูกอ๊อด  ลูกอ๊อดจะรอดตายเป็นลูกกบให้เราก็ช่วงนี้แหละครับ เราต้องคอยคัดแยกลูกอ๊อดทุก  2-3  วันครับ

การเลี้ยงกบในบ่อดิน  จากการที่ลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง จนมาถึงวันนี้ สามารถเพาะเลี้ยงกบได้ประสบผลสำเร็จ  ตอนนี้ผมมีบ่อเพาะลูกอ๊อด  2  บ่อ  บ่อคัดแยกลูกอ๊อด  4  บ่อ  บ่อขุน 2  บ่อ และบ่อเก็บพ่อพันธุ์อีก  2  บ่อ

การเลี้ยงกบ ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ลองทำจริง ๆ แล้ว ยุ่งยาก เพราะต้องดูแลเอาใจใส่อย่างดี ผลตอบแทนจากการเลี้ยงกบที่ผ่านมา



ราคาขายกบในช่วงหน้าฝน

ตอนนี้กบที่เลี้ยงไว้ น้ำหนักอยู่ที่ 7 – 8 ตัว/กิโลกรัม

  • ราคาขายส่ง             กิโลกรัมละ         60 – 70   บาท
  • ราคาขายปลีก           กิโลกรัมละ         80 – 100  บาท

ราคาขายกบนอกฤดูกาล

  • ราคาขายส่ง         กิโลกรัมละ     70 – 80  บาท
  • ราคาขายปลีก       กิโลกรัม           100  บาทขึ้นไป

ราคาขายลูกอ๊อด

  • ราคาขายส่ง      กิโลกรัม      140 – 150  บาท
  • ราคาขายปลีก    กิโลกรัม      180 – 200  บาท

ราคาขายลูกกบ ที่ตัดหางแล้ว

  • ลูกกบ  อายุ   1   เดือน                 ตัวละ            1   บาท
  • ลูกกบ  อายุ   45 วัน – 2   เดือน      ตัวละ          2-3  บาท
การเลี้ยงกบในบ่อดิน จะต้องดูแลเรื่องระบบจัดการน้ำ การระบายน้ำ การให้อาหาร ตลอดจนการป้องกันเรื่องโรคกบ ศัตรูกบ จากการเลี้ยงที่ผ่านมายังไม่พบปัญหาเรื่องโรคกบ แต่พบศัตรูกบ นั่้นก็คือนก อีกา ที่คอยจะมาจับกินกบ  และศัตรูํของลูกก็บ นั่นก็คืองู ที่มาวนเวียนรอบ ๆ บ่อกบ ผมต้องคอยออกไปส่องไฟดูตามบ่อกบทุกคืน เพื่อจัดการกับศัตรูกบ ด้วย

อัตราการรอดตายของลูกกบ 80-90% การเลี้ยงกบ ควรทดลองเลี้ยงลูกอ๊อดให้โตเป็นกบก่อน แล้วจะรู้ว่าปัญหาของการเลี้ยงลูกอ๊อดให้รอดตายได้ ก่อนที่จะโตเป็นกบต้องทำยังไงบ้าง เลี้ยงไป ศึกษาการเจริญเติบโตของลูกกบ ปัญหาการกัดกินกันของลูกกบ ปัญหาการตายของลูกกบ เกิดจากอะไร ในการเลี้ยงกบในบ่อดิน สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาดูแล แนะนำให้มุงหลังคาด้วยตาข่าย เพื่อป้องกันนก กา ฯลฯ เข้ามากินกบ

ปัญหาการเลี้ยงกบในบ่อดิน

ศัตรูกบ

  • งู  แอบเข้าไปกินกบในนา ซึ่งป้องกันลำบาก
  • นก แอบเข้ามาหากินกบในนา เพราะไม่มีตาข่ายล้อม
  • หนู แอบเข้ามากัดตาข่ายที่ล้อมไว้ ทำให้กบหลบหนีออกไปข้างนอกได้

การดูแลความสะอาดของน้ำในบ่อ

  • การดูแลน้ำในบ่อไม่ดีพอ เกิดแก๊สแอมโมเนีย ทำให้สุขภาพจิตของกบไม่ดี
    วิธีแก้ไข เปลี่ยนถ่ายน้ำเมื่อเห็นว่าน้ำเริ่มเสียแล้ว
  • สิ่งที่ตามมาคือ กบเกิดเป็นแผล เกิดโรคขาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียในน้ำ ทำให้กบตาย อาจตายยกบ่อได้
    วิธีแก้ไข ย้ายกบออกจากบ่อที่ติดเชื้อ และคัดแยกกบที่ติดเชื้อออกจากบ่อ แล้วทำความสะบ่อ โดยการตากบ่อให้แห้ง แล้วโรยปูนขาวลงไปในบ่อทิ้งไว้ 1 สัปดาห์
  • กบกัดกินกันเอง เกิดจากการเลี้ยงกบแน่นเกินไป และให้อาหารกบกินไม่ทั่วถึง ทำให้กบกันกันเอง
    วิธีแก้ไข ต้องคัดแยกกบตัวที่โตออกจากบ่อยายไปอยู่บ่อใหม่ให้มีขนาดเท่า ๆ กัน เพื่อป้องกันกบกัดกินกัน และให้อาหารกบกินอย่างทั่วถึง




การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป 
“อั่วกบ” อาหารพื้นบ้านจานนี้ ผมทดลองทำดู  ส่วนประกอบ ก็จะมี

  • กบ 1  กิโลกรัม
  • เนื้อกบครึ่งกิโลกรัม
  • เนื้อหมูครึ่งกิโลกรัม
  • วุ้นเส้น   4 ขีด 
  • ใบแมงลัก 
  • พริกแกง 
  • พริกขี้หนู 
  • ตะไคร้ 
  • ใบมะกรูดหั่นฝอย
  • เกลือ 

ขั้นตอนต่อไป

  • ชำแหละ กบ ลอกหนัง ตัดหัวตัดเท้า ควักเครื่องในออก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วพักให้สะเด็ดน้ำ
  • ส่วนเนื้อกบและเนื้อหมูสับรวมกันให้ละเอียด เตรียมไว้เป็นไส้
  • จากนั้นนำ  ตะไคร้ ใบมะกรูด ใบแมงลัก พริกสด พริกแกง เกลือ ผสมใส่ครกโขลกหยาบๆ
  • ตักส่วนผสมคลุกเคล้ากับหมูบด  กบสับ และ วุ้นเส้นให้เข้ากัน

ยัดส่วน ผสมที่ได้ทั้งหมด ใส่ตัวกบให้แน่นจนพองโต แล้วนึ่งประมาณ 10 นาทีให้เครื่องข้างในสุก ใส่น้ำมันลงกระทะพอร้อน นำกบที่นึ่งแล้วลงไปทอดอีกครั้ง จนกบยัดไส้สุกเหลืองหอม 


ที่มา : อาทิตย์  บุญมีรักษ์  เป็นคนอุบลราชธานีครับ อาศัยอยู่บ้านเลขที่  6 หมู่ 1 บ้านค้อ ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000 โทร 080-1645444 ,Sarakat.com/การเพาะเลี้ยงกบ/

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พื้นที่ 90 ตรม.

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอย 90 ตารางเมตร ราคา 1,215,000 บาท

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น





สวัสดีครับ วันนี้เราจะพามาชมบ้านสวย ๆ สำหรับบ้านที่เราจะพูดถึงต่อจากนี้ เป็น บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ที่สร้างมาด้วยสไตล์โมเดิร์น ฟังก์ชันการใช้งานประกอบด้วย 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว  1 ห้องโถง และ ระเบียงหน้าบ้าน – หลังบ้าน โดยทั้งหมดมีพื้นที่ใช้สอย 90 ตารางเมตร และ จบด้วยงบก่อสร้างประมาณ 1,215,000 ล้านบาท บ้านหลังนี้เป็นผลงานก่อสร้างจาก ทีมงานรวยก่อสร้าง ซึ่งพิกัดของบ้านตั้งอยู่ที่ อ. หนองแค จ.สระบุรี

ช่องทางติดต่อสร้างบ้าน : สร้างบ้านสระบุรี&รวยก่อสร้าง  โทร : 0636191556 ,ID line : ruuay168

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

สำหรับบ้านหลังนี้มีบรรยากาศโดยรอบที่ดูเงียบสงบ และน่าอยู่มาก หลังคาออกแบบให้เป็นสไตล์โมเดิร์นลาดเอียงไปด้านหลัง และมุงด้วยเมทัลชีท รอบๆติดตั้งฝ้าชายคาไว้อย่างดี ตัวบ้านโทนสีฟ้าอ่อนฐานขอบล่างแต่งด้วยสีเข้มขึ้น จากนั้นคาดด้วยบัวปูนสีขาว ส่วนตัวบ้านที่ยกพื้นสูงขึ้นมา พื้นรอบๆมีการเทคอนกรีตเป็นฟุตบาท เพื่อเสริมฐานบ้านให้แข็งแรง และง่ายต่อการทำความสะอาด

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

 

 

 

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น




บริเวณหน้าบ้าน มีการต่อหลังคายื่นออกมาเพื่อสร้างเป็นระเบียง โดยปูพื้นด้วยกระเบื้องลายไม้โทนน้ำตาล รอบๆกั้นด้วยเหล็กดัดสีดำ ตามเสาหน้าบ้านมีโคมไฟประดับไว้แล้ว ประตูทางเข้าเลือกใช้เป็นกระจกขนาดใหญ่ และหน้าต่างบานกระจกที่ทันสมัย ตัดกับสีขาวของบัวรอบๆได้เป็นอย่างดี สวยงามมาก

ส่วนภายในของบ้าน จุดแรกที่เปิดประตูเข้ามาเจอคือห้องโถงกว้าง ที่สว่างและอากาศปลอดโปร่ง พื้นห้องปูทับด้วยกระเบื้องที่มันวาว น่าสัมผัส ผนังทาทับด้วยสีขาวที่ดูสบายตา ส่วนฝ้าเพดานหลุมสีขาว มีโคมไฟที่ส่องแสงสว่างทั่วห้อง พื้นที่ของห้องโถงนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นที่พักผ่อน ทำกิจกรรมร่วมกัน หรือรองรับแขกที่มาเยือน




ห้องนอน ประตูทางเข้าเลือกใช้เป็นบานไม้ที่แข็งแรง และตัดกับสีผนังได้เป็นอย่างดี ภายในทั้งสองสว่าง น่าอยู่ ตกแต่งให้เป็นสไตล์เดียวกับห้องโถง เพียงแต่ฝ้าเพดานเลือกใช้แบบเรียบ หน้าต่างที่ใช้มีขนาดต่างกัน เป็นช่องทางระบายอากาศที่ดี อีกทั้งยังรับแสงธรรมชาติช่วยให้ภายในสว่าง และไม่เหม็นอับ



ห้องครัว กั้นจากห้องโถงด้วยประตูกระจก เพื่อไม่ให้กลิ่นอาหารลอยไปรบกวนห้องอื่น เคาน์เคอร์ที่สร้างไว้ตรงมุมห้อง ปูทับด้วยกระเบื้องสีดำ และติดตั้งซิงค์ล้างจานไว้ด้านบน ส่วนด้านล่างออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับเก็บของ ห้องนี้กว้าง อากาศปลอดโปร่ง มีทั้งหน้าต่างและประตูหลังบ้านที่เป็นช่องทางระบายอากาศ

ห้องน้ำ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่สำคัญของบ้าน และห้องน้ำนี้ดูทันสมัย น่าเข้าใช้งาน ขนาดของห้องที่กว้าง ทั้งพื้นและผนังกรุทับด้วยกระเบื้องอย่างดี โดยออกเป็นโทนสีเทากับสีน้ำตาล จากนั้นติดตั้งสุขภัณฑ์ที่ครบครัน รวมถึงหน้าต่างระบายอากาศ

ช่องทางการติดต่อ ทีมงานรวยก่อสร้าง , ติดต่อ : 0636191556 , ID line : ruuay168

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม หลังนี้ประกอบด้วย ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องโถง สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง   ก่อสร้างที่ อ. หนองแค จ.สระบุรี ผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย ทีมงานรวยก่อสร้าง  ในส่วนเรื่องราคาถ้าสามารถสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างหรือหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อทีมงานผู้สร้างได้ทันที


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงแพะมือใหม่ยังไงให้ประสบความสำเร็จ แบบละเอียด

เลี้ยงแพะมือใหม่ยังไงให้ประสบความสำเร็จ แบบละเอียด

เลี้ยงแพะมือใหม่ยังไงให้ประสบความสำเร็จ

เลี้ยงแพะมือใหม่ยังไงให้ประสบความสำเร็จ


สวัสดีครับวันนี้ เราจะมาพูดถึงการ เลี้ยงแพะมือใหม่ยังไงให้ประสบความสำเร็จ สำหรับ “แพะ” นั้นถือเป็นสัตว์เลี้ยงน่าสนใจและน่าศึกษาอีกประเภทหนึ่งนะครับ เพราะว่าสามารถเลี้ยงเพื่อขายได้ทั้งเนื้อ,และ สายพันธุ์ แถมราคายังดีอีกด้วย แพะเป็นสัตว์เลี้ยงที่เชื่องที่สุดในจำนวนสัตว์ชนิดที่ใกล้เคียงกันและตอนนี้ก็เป็นที่นิยมเลี้ยงกันในกลุ่มเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ มีทั้งเลี้ยงแบบเป็นรายได้เสริมและเลี้ยงแบบเป็นอาชีพหลักเปิดเป็นฟาร์มเลยก็มี ที่สำคัญต้นทุนในเรื่องของอาหารก็ถูกด้วย ซึ่งวันนี้เราจะมาอธิบายตั้งแต่เริ่มต้นของการเลี้ยงไปจนถึงขายกันเลยครับ อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับมือใหม่ที่เพิ่มก้าวเข้ามาเลี้ยงแพะไม่มากก็น้อยครับ




ทำความเข้าใจกับสายพันธุ์แพะก่อนเลี้ยง

ทางกรมปศุสัตว์ ได้มาการวิจัยปรับปรุงสายพันธุ์แพะที่มาการนำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อให้เหมาะสม ทั้งพันธุ์แท้และลูกผสมเพื่อให้เจริญเติบโตได้เร็ว ให้น้ำหนักที่ดี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในประเทศด้วย ซึ่งมีสายพันดังนี้

  • แพะพันธุ์แองโกลนูเบียน (Aaglonubian)

    แพะพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักแรกเกิด 2-5 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านม ( 3 เดือน ) 15 กิโลกรัม
    ลักษณะเด่น ดั้งจมูกมีลักษณะโด่งและงุ้ม ใบหูยาวและปรกลง ขนสั้น นุ่มละเอียด เป็นมัน
    ลักษณะเฉพาะ ของแพะสายพันธุ์นี้คือตัวสูงใหญ่ ขาเล็ก หูยาว สันจมูกโด่งงุ้ม อาจจะมีเขาหรือไม่มีก็ได้ ถ้ามีเขาจะเป็นเขาขนาดเล็กเอนแนบติดหลั หัว สามารถทนต่ออากาศร้อนได้ดี นิยมเลี้ยงทั้งเป็นแพะเนื้อและแพะนม เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น จะให้น้ำนมน้อยกว่า แต่น้ำนมจะมีไขมันมากกว่า และจะมีขายาวซึ่งช่วยให้เต้านมอยู่สูงกว่าระดับพื้นมาก ..ทำให้ง่ายต่อการรีดนม และยังช่วยให้เต้านมไม่ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากหนามวัชพืชเกี่ยวแพะพันธุ์นี้มีหลายสี เช่น ดำ เทา ครีม น้ำตาล น้ำตาลแดง และมีจุดหรือด่างขนาดต่างๆได้ผลผลิตน้ำนมประมาณ 1.5 ลิตร/วัน ระยะเวลาให้น้ำนมประมาณ 165 วัน เมื่อโตเต็มที่เพศเมียจะมีน้ำหนักประมาณ 60-65 ก.ก. เพศผู้จะมีน้ำหนักประมาณ 79-85 ก.ก.ส่วนสูงอาจสูงถึง 90 ซ.ม.

  • แพะพันธุ์บอร์ (Boer)
    แพะพันธุ์บอร์ (Boer)

    เป็นแพะพันธุ์เนื้อขนาดใหญ่ จากประเทศแอฟริกาใต้ ลักษณะเด่นคือ มีลำตัวสีขาว หัวและคอจะมีสีแดง ใบหูยาวปรก ทางกรมปศุสัตว์ได้มีการนำเข้ามา เมื่อปลายปี พ.ศ.2539 เป็นแพะเหนื้อขนาดใหญ่ น้ำหนักดี ลักษณะเด่นคือมีลำตัวสีขาว หัวและคอจะมีสีแดงเข้ม ใบหัวยาวปรก น้ำหนักแรกเกิด 4 กก. หย่านมน้ำหนักประมาณ 20 กก. ตัวโตเต็มที่เพศผู้ 90 กก. เพศเมีย 65 กก.

  • แพะพันธุ์ซาเนน (Saanen)

    เป็นแพะพันธุ์นม สีขาวทั้งตัว หูใบเล็กตั้ง หน้าตรง เพศผู้โตเต็มที่ ประมาณ 75 กก. เพศเมีย 60 กก. ให้ผลผลิตน้ำนมประมาณ 2.2 กก.ต่อวัน ระยะเวลา 200 วัน

  • แพะพันธุ์หลาวซาน (Laoshan)

    เป็นแพะพันธุ์นม จากประเทศจีน มีลักษณะคล้ายพันธุ์ซาเนน เพศผู้โตเต็มที่ ประมาณ 80 กก. เพศเมีย 60 กก. ให้ผลผลิตน้ำนมประมาณ 2.2 กก.ต่อวัน ระยะเวลา 200 วัน

  • แพะพันธุ์อัลไพน์ (Alpine)

    เป็นแพะพันธุ์นม สีน้ำตาลหรือดำ ใบหูเล็กตั้ง หน้าตรง มีแถบสีข้างแก้ม เพศผู้โตเต็มที่ ประมาณ 75 กก. เพศเมีย 55 กก. ให้ผลผลิตน้ำนมประมาณ 2.0 กก.ต่อวัน ระยะเวลา 200 วัน

  • แพะพันธุ์ทอกเก็นเบิร์ก (Toggenburg)

    เป็นแพะพันธุ์นม ลำตัวสีช็อกโกแบต ใบหูตั้ง หน้าตรง มีแถบสีขาวข้างแก้ม เพศผู้โตเต็มที่ ประมาณ 75 กก. เพศเมีย 55 กก. ให้ผลผลิตน้ำนมประมาณ 2.0 กก.ต่อวัน ระยะเวลา 200 วัน

อย่างไรก็ตาม ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าแพะเลี้ยงสามารถแบ่งออกได้หลัก ๆ 2 ประเภท ได้แก่ แพะเนื้อ กับแพะนม ซึ่งทั้ง 2 จะมีความแตกต่างกันอยู่คือ




  • แพะเนื้อ
    เมื่อมีการเทียบกับสัตว์เคี้ยวเอื้องประเภทอื่น เช่น โค หรือแกะ แพะถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากที่สุด โปรตีนย่อยได้ง่ายและไวกว่า ส่วนเนื้อที่เป็นลูกแพะอายุก่อนหย่านมมีน้ำหนัก 6 – 8 กิโลกรัมจะรสชาติดีมาก ซึ่งโอกาสจับขายจะมีอายุตั้งแต่ 5 – 6 เดือน รวมน้ำหนักได้ที่ 25 กิโลกรัม
  • แพะนม
    เป็นสายพันธุ์ที่มีคุณค่าทางอาการใกล้เคียงกับนมวัว แต่โดดเด่นมากกว่าคือนมแพะจะย่อยง่าย ไขมันกระจายตัวได้ดีเพราะเม็ดไขมันมีขนาดเล็กกว่า ทำให้ร่างกายคนสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ดีมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีกรดไขมันที่น่าสนใจ อย่างกรด Caprylic, Capric และ Caproic ช่วยรักษาอาการภาวะดูดซึมสารอาหารบกพร่อง และกรดอะมิโนจำเป็นอย่าง Aspartic acid, Histidine, Phenylalanine ที่ช่วยบำรุงกระดูกของผู้สูงวัย ผู้ป่วย หรือผู้ที่แพ้นมวัว

การสร้างโรงเรือนสำหรับการเลี้ยงแพะให้ดีนั้น มีเทคนิคในการสร้างโรงเรือนดังนี้นะครับ

  • พื้นที่ตั้งคอกควรอยู่ในที่เป็นเนินน้ำไม่ท่วมขังหรือสร้างให้สูงกว่าพื้นดินตามความเหมาะสมหรือประมาณ 1-2เมตร
  • บันไดทางขึ้นคอกควรทำมุมเป็นมุม 45 องศา
    แพะพันธุ์ทอกเก็นเบิร์ก (Toggenburg)
  • พื้นคอกควรทำเป็นร่องเว้นระยะห่าง 1.5 เซนติเมตร หรือจะปูด้วยพื้นแสลทปูนก็ได้ เพื่อให้มูลหรือปัสสาวะของแพะร่วงลงมาพื้นด้านล่างได้ จะได้ทำให้พื้นของคอกแพะแห้งและมีความสะอาดตลอดเวลา
  • ผนังคอกคอกสร้างแบบโปร่งให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ใช้ความสูงประมาณ 1.5 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้แพะกระโดดข้ามได้
  • สำหรับหลังคาโรงเรือนนั้นสามารถสร้างได้หลายแบบครับ มีทั้งแบบเพิงหมาแหงน หรือหน้าจั่วควรให้เหมาะสมกับสภาพอากาศหรือต้นทุนในการสร้างของเราครับ ควรให้หลังคาโรงเรือนสูงจากคอกประมาณ 2 เมตร จะใช้ใบจากหรือสังกะสีก็ได้ครับ
  • สำหรับพื้นที่ในการเลี้ยงแพะแต่ล่ะคอกนั้น แพะแต่ละตัวต้องการพื้นที่ส่วนตัวล่ะ1-2ตารางเมตร ซึ่งแล้วแต่ขนาดตัวของแพะ สามารถแบ่งคอกในโรงเรือนได้ตามการใช้งานต่างๆเช่น คอกแม่แพะอุ้มท้อง,คอกสำหรับคลอดลูกแพะ,คอกอนุบาลแพะครับ
  • รั้วคอกแพะควรสร้างด้วยไม้ไผ่หรือลวดตาข่าย ไม่ควรใช้รั้วลวดหนามน่ะครับเดี๋ยวจะทำให้แพะพลาดไปโดนได้ ให้ปักเสาปูนทุกระยะ 3-4 เมตรเพื่อความแข็งแรงของรั้ว หรือปลูกต้นกระถินสลับกับไม้ไผ่ก็ได้เพื่อความประหยัด


Cr: บ่าวอีสาน เมืองน้ำดำ

การเลี้ยงแพะสามารถเลี้ยงได้หลายแบบ

  • การเลี้ยงแบบปล่อย
    คือการเลี้ยงแบบปล่อยให้แพะออกในตอนเช้าหาอาหารกินในแปลงผักในฤดูหลังเก็บเกี่ยวหรือกินหญ้าในแปลงแล้วก็ต้อนกลับเข้าคอกในตอนเที่ยง หรือว่าจะปล่อยให้ออกหาอาหารกินในตอนบ่าย แล้วต้อนกลับเข้าคอกในตอนเย็น ในแปลงผักหรือแปลงหญ้าควรมีร่มเงาหรือต้นไม้ใหญ่ไว้ให้แพะได้มีที่หลบแดดหรือฝนด้วยครับ
  • การเลี้ยงแบบขังคอก
    คือการเลี้ยงไว้ในคอกแล้วทำรางเพื่อตัดหญ้าหรืออาหารมาให้กินในคอก หรือตัดใบไม้ต่างๆเช่น ต้นกระถิน,มะขามเทศหรือใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรนำมาเลี้ยงแพะได้ ภายในคอกต้องมีน้ำและแร่ธาตุให้แพะสามารถกินได้ตลอดเวลา
  • การเลี้ยงแบบผสมผสานกับการปลูกพืช
    โดยการเลี้ยงแพะร่วมกับการปลูกพืชหรือไร่สวนต่างๆเช่นการเลี้ยงแพะในสวนยางพาราหรือปาล์ม และมะพร้าวเป็นต้น เพื่อให้แพะได้กินวัชพืชในแปลงในสวน และก็จะได้ประโยชน์คือได้ปุ๋ยจากมูลแพะนั่นเอง ซึ่งทั้งสองอย่างเมื่อผสมผสานกันแล้วก็ทำให้สร้างรายได้ทั้งสองทางได้อีกด้วยครับ




ซึ่งสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตนเองที่เป็น การเลี้ยงแพะมือใหม่ โดยอาจจะพิจารณาจากวัตถุดิบอาหารจากแหล่งธรรมชาติก่อนและสภาพแวดล้อมที่เลี้ยงเป็นหลัก แล้วค่อยทำการขยายต่อไปในอนาคต

อาหารสำหรับเลี้ยงแพะ
เลี้ยงแพะมือใหม่ยังไงให้ประสบความสำเร็จ แบบละเอียด 

  • หญ้า เช่น หญ้าเนเปียร์ หญ้าแพงโกล่า เป็นต้น
  • พืชตระกูลถั่ว เช่น ฮามาต้า คาวาเคต กระถิน เป็นต้น
  • ไม้พุ่ม เช่น ใบพุทรา ใบปอสา ใบมะขามเทศ เป็นต้น
  • อาหารสำเร็จรูป

โรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับการเลี้ยงแพะและแนวทางการป้องกันโรค

โรคพยาธิ

โรคพยาธิในแพะ จะทำให้แพะไม่เจริญอาหาร น้ำหนักลดสุขภาพของแพะไม่สมบูรณ์และ โรคพยาธิบางชนิดอาจทำให้แพะท้องร่วงได้ พยาธิที่พบในตัวแพะส่วนใหญ่จะเป็นพยาธิตัวกลม,พยาธิเส้นด้าย,พยาธิตัวตึด,พยาธิใบไม้ในตับและเชื้อบิด

สำหรับผู้ที่เลี้ยงแพะไม่ว่าจะมือใหม่ หรือ มือเก่านั้น ควรจะต้องถ่ายพยาธิแพะทุกๆ 3 เดือน โดยใช้ยาถ่ายพยาธิที่จำหน่ายทั่วไป ตามร้านค้า ทั้งแบบกรอก (กำจัดพยาธิภายนอก) และแบบฉีด (กำจัดพยาธิภายในผิวหนัง)

โรคแท้งติดต่อ 

ซึ่งในแพะมักเกิดจากเชื้อ Brucella melitensis คนก็สามารถติดโรคนี้ได้จากการบริโภคน้ำนมและผลิตภัณฑ์นม เช่น ครีม เนย ที่ได้จากแพะที่เป็นโรคและไม่ได้ผ่านขบวนการฆ่าเชื้อโรคก่อน
อาการ
   
แพะเกิดการแท้งลูกหรือคลอดลูกที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงออกมาและมักจะมีน้ำเมือกไหลมาจากช่องคลอดนานเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ เดินกะโผลกกะเผลก เต้านมอักเสบ น้ำหนักลด ขนแห้งและเป็นหมัน
การติดต่อ   โดยการสืบพันธุ์ การเลียอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวอื่น  การกินอาหารและน้ำดื่มที่มีเชื้อโรคปนอยู่ เชื้อนี้จะมีในนน้ำเมือกสัตว์ปัสสาวะ และซากลูกสัตว์ที่แท้งออกมา

โรคมงคล่อเทียม หรือโรคเมลิออยโดซีส

ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะพบโรคนี้ในประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนหรือเขตร้อนชื้นสามารถติดคนและสัตว์ได้
อาการ   ปวดหัว เบื่ออาหาร ปวดตามตัว และมีอาการทางระบบหายใจรวมทั้งมีไข้ ไอ บางครั้งมีเลือดปน เจ็บหน้าอก มีแผลหลุมในช่องจมูกมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดและอาจตายได้หากไม่ได้รับการรักษา
การติดต่อ   จากการสัมผัสเชื้อโดยตรง การหายใจ หรือการกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ และสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสเลือดหรือของเหลวจากร่างกาย ของคน หรือสัตว์ที่ติดเชื้อ

ช่องทางการจำหน่ายแพะ

การซื้อ-ขาย แพะ ในปัจจุบัน

  • จำหน่ายขนาดอายุ3 เดือน ขึ้นไป หรือ น้ำหนัก 20 กก. ขึ้นไป
  • เพศผู้ คิดราคาตามน้ำหนักตัว กิโลกรัมละ 50-60 บาท
  • เพศเมีย คิดราคาตามน้ำหนักตัว กิโลกรัมละ 100-120 บาท
  • เพศเมียคัดทิ้ง คิดราคาตามน้ำหนักตัว กิโลกรัมละ 50-60 บาท
  • จำหน่ายในรูปแพะสด
  • จำหน่ายในรูปพร้อมรับประทาน



บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีปลูกกระชาย พืชสมุนไพรมากสรรพคุณ ในยุค covid-19

วิธีปลูกกระชาย พืชสมุนไพรมากสรรพคุณ ในยุค covid-19

วิธีปลูกกระชาย พืชสมุนไพรมากสรรพคุณ ในยุค covid-19

ผู้คนส่วนใหญ่น่าจะรู้จักสมุนไพรที่เรียกว่าโสม หรือว่า ginger ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นสมุนไพรของจีนหรือของเกาหลีที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกคุณสมบัติด้านสมุนไพรที่เด่นของโสมคือว่าเชื่อว่าเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายผู้บริโภคได้ดังที่ชาวไทยจะเรียกทีมนักกีฬาเกาหลีว่าทีมพลังโสมเป็นต้น กระชายมีหลายประเภทด้วยกัน เช่น กระชายเหลืองกับกระชายดำ เป็นหลัก ซึ่งกระชายดำกำลังเป็นที่นิยม จนกระทั่งกระชายเหลืองรู้สึกว่าจะถูกลดลงไป แต่เขาบอกว่ากระชายเหลืองมีคุณสมบัติทางสมุนไพรดีกว่ากระชายดำ คือไม่ได้ขึ้นอยู่กับสี บางทีคนเราคิดว่าถ้าสีเข้มน่าจะมีประโยชน์ น่าสนใจมากกว่า




กระชาย เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าหรือลำต้นอยู่ใต้ดิน ซึ่งมีลักษณะเรียว ยาวอวบน้ำ ตรงกลางเหง้าจะพองคล้ายกระสวย ออกเกาะกลุ่มกันเป็นกระจุก มีสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลแกมส้ม เนื้อข้างในเป็นสีเหลืองมีกลิ่นหอม ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน สีค่อนข้างแดง ใบมีขนาดยาวรีรูปไข่ ปลายใบแหลมมีขนาดใหญ่สีเขียวอ่อน โคนใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน ออกดอกเป็นช่อที่ยอด ดอกมีสีขาวหรือสีขาวปนชมพู ผลของกระชายเป็นผลแห้ง

จะทำสวนกระชายต้องเริ่มต้นอย่างไร

เกษตรกรจะต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า กระชายเป็นพืชที่ชอบสภาพแสงรำไร ดังนั้น การปลูกกระชายส่วนใหญ่จะต้องปลูกภายใต้ร่มเงาของไม้อื่น ถ้าเป็นสวนผลไม้เก่าจะดีมาก โดยเฉพาะในสภาพพื้นที่ที่มีการปลูกกล้วยจะดีมาก ในการเตรียมดินจะไม่ยุ่งยากเหมือนกับการ ปลูกพืชอื่น เพียงแต่ตัดต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ออกบ้างให้มีพื้นที่ว่างปลูกกระชายได้
กระชาย มี 3 ชนิด คือ
  • กระชายเหลืองหรือกระชายขาว
  • กระชายแดง
  • กระชายดำ

ช่วงฤดูปลูกกระชาย

ปลูกได้ทั้งปี แต่ฤดูปลูกที่เหมาะสมอยู่ในระหว่าง เดือน  มีนาคม – พฤษภาคม

ขั้นตอนการปลูกกระชาย

  • ไถพรวน หรือขุดดินเพื่อกำจัดวัชพืชและปรับปรุงโครงสร้างดิน
  • นำขี้เถ้าแกลบผสมกับแกลบ  อัตราส่วน  1:1  หว่านให้ทั่วแปลงปลูก  พื้นที่ 1  ไร่  ใช้ขี้เถ้า  100  กระสอบ  แกลบ  100  กระสอบ  พรวนให้เข้ากัน
  • นำหัวพันธุ์กระชายปลูกในแปลงปลูกให้เป็นแถว
  • ใช้เศษฟางหญ้า  หรือทางมะพร้าวแห้ง  ปิดคลุมไว้
  • ประมาณ  1-2  เดือน  หว่านปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก  ให้ทั่วแปลง
  • การเก็บเกี่ยวผลผลิต  8-12  เดือน  หรือปล่อยให้ต้นกระชายฟักตัว

การเตรียมแปลงปลูกกระชาย

ต้องเตรียมแปลงปลูก โดยการพรวนดินตากแดดทิ้งไว้นาน 5 – 7 วัน เพื่อปรับสภาพดิน ยกร่องกว้างประมาณ 1.50 เมตร ขุดหลุมลึกประมาณ 10 – 15 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกให้พอเหมาะ แล้วทำการปลูก ระยะห่างระหว่างหลุมและแถวประมาณ 30 X 30 ซม. ใส่หัวหรือเหง้า 2 -3 หัว(แง่ง) ต่อหลุม แล้วกลบหลุมรดน้ำให้ชุ่ม




การปลูกการเตรียมเหง้าพันธุ์กระชาย

  • คัดเลือกหัวพันธุ์ที่มีอายุ 7-9 เดือน มีตาสมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลงทำลาย
  • แบ่งหัวพันธุ์โดยการหั่น ขนาดของเหง้าควรมีตาอย่างน้อย 3-5 ตาหรือแง่ง มีน้ำหนัก 15-50 กรัม
  • แช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง มาลาไธออน หรือคลอไพรีฟอส 1-2 ชั่วโมง ตามอัตราแนะนำ
  • ชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกัน กำจัดเชื้อราก่อนปลูก

“วิธีปลูกกระชาย พืชสมุนไพรมากสรรพคุณ ในยุค covid-19”

การเตรียมหัวพันธุ์กระชาย  การปลูกใช้ท่อนพันธุ์มี 2 ลักษณะคือ หัวแม่และแง่ง
  • การปลูกโดยหัวแม่ควรมีน้ำหนักประมาณ 15-50 กรัม/ หัว
  • การปลูกด้วย แง่งพันธุ์มีปล้อง 7-9 ปล้อง / ชิ้น น้ำหนัก 15-30 กรัม ยาว 8-12 ซม. ก่อนปลูกกระชาย หัวพันธุ์ควรแช่ด้วยยาป้องกันเชื้อรา และยาฆ่าเพลี้ยโดยแช่ไว้ประมาณ 30 นาทีการปลูกควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 50 กก. / ไร่ และวางท่อนพันธุ์ กลบดินหนาประมาณ 5-10 ซม. ขมิ้นจะใช้เวลาในการงอก ประมาณ 30-70 วัน หลังปลูก

วิธีปลูกกระชาย พืชสมุนไพรมากสรรพคุณ

การปลูกในไร่ (กรณีปลูกปริมาณมากๆ)

การเตรียมดิน
ควรไถ 2 ครั้ง ครั้งแรกไถพรวนเพื่อย่อยดิน ทำการยกร่องปลูก ระหว่างต้นประมาณ 25 – 30 ซม. ก่อนปลูกควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินในอัตรา 200 – 400 กก./ไร่ ทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน วิธีการปลูกก็โดยฝังเง้าหรือหัวพันธุ์ลงในหลุมปลูกลึก ประมาณ 5 – 10 ซม.ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เหง้าพันธุ์ประมาณ 160 – 200 กก.
การดูแลรักษา
เมื่อต้นกระชาย อายุได้ 1 เดือน ควรดายหญ้ากำจัดวัชพืชพร้อมทั้งใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 1,000 กก./ไร่ ไม่ควรใส่ปุ๋ยเคมีเพราะจะทำให้หน่อกระชายที่เกิดใหม่ยาว และสีของหัวกระชาย ทำให้คุณภาพเปลี่ยนไป และเมื่อต้นกระชายอายุได้ 2 เดือน ให้พรวนดินกลบโคนต้นควรมีการปลูกซ่อมในหลุมที่ไม่งอก
วิธีการเก็บเกี่ยว
เมื่อกระชาย อายุได้ 10 -12 เดือน สังเกตจากใบและลำต้นจะเริ่มเหี่ยวแห้งและหลุดออกจากต้น ระยะนี้ คือ ระยะพักตัวของกระชาย เพราะจะทำให้กระชาย มีโอกาส ได้สะสมอาหารและตัวยาได้เข้มข้นอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะขยายพันธุ์ต่อไป จึงเป็นระยะที่เก็บเกี่ยวได้ดี ทำให้ได้กระชายที่มีคุณภาพดี กระชายดำที่ปลูกในเขตพื้นที่  อำเภอนาแห้ว – อำเภอภูเรือ จะได้รับผลผลิตประมาณ 650 – 900 กก./ไร่

ใช้วิธีขุด  ใช้ขี้เถ้าและแกลบผสมจะทำให้ขุดง่าย  ดินร่วนซุยหัวกระชายโต  อวบอ้วน  ขาว  เป็นที่ต้องการของตลาด การใช้ขี้เถ้าแกลบผสมกับแกลบ  เป็นการปรับโครงสร้างดินเหนียวที่ดีวิธีหนึ่ง เป็นการประหยัด  และทำง่ายต่อเกษตรกร

ผลผลิต 

โดยเฉลี่ยหัวพันธุ์ 1 กก. สามารถให้ผลผลิตได้ 5-8 กก. ดังนั้น 1 ไร่ จะได้ผลผลิต ประมาณ 1,000-2,000 กก.

การแปรรูป
ในปัจจุบันนอกจากใช้กระชายดำเพื่อประกอบเป็นตัวยาโดยตรงแล้ว ยังนำไปบดเป็นผง บรรจุซองชงน้ำร้อนดื่มบำรุงสุขภาพ ใช้ดองดื่มเพื่อให้เกิด ความกระชุ่มกระชวย ทำลูกอมและที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน คือ ทำ ไวน์กระชายดำ
 การจำหน่าย
ราคาสินค้า กระชาย(หัว) วันที่ 27 พฤษภาคม 2555 ที่ตลาดสี่มุมเมือง  ราคาเฉลี่ยวันนี้: 30.00 บาท/กิโลกรัม, ราคาสูงสุด: 30.00 บาท/กิโลกรัม, ราคาต่ำสุด:: 30.00 บาท/กิโลกรัม 
 การเก็บรักษาพันธุ์

กระชายดำที่แก่จัดจะมีอายุประมาณ 11 – 12 เดือน หัวจะต้องสมบูรณ์ อวบใหญ่ปราศจากเชื้อโรค เก็บไว้ในที่แห้งและเย็นนาน ประมาณ 1 – 3 เดือน จึงจะนำไปปลูกต่อได้

ประโยชน์ของกระชาย
เหง้ากระชายรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด โดยนำเหง้าและรากประมาณครึ่งกำมือ (สด หนัก 5- 10 กรัม แห้งหนัก 3 – 5 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่มเวลามีอาการ หรือปรุงเป็นอาหารรับประทาน คุณค่าด้านอาหาร กระชายมีรสเผ็ดร้อน ช่วยดับกลิ่นคาวได้ดี ปรุงเป็นอาหารหลายชนิด เช่น น้ำยาใส่ขนมจีน แกงปลาป่า ผัดเผ็ดปลาดุก ปลาร้าหลน กะปิคั่ว แกงขี้เหล็ก เหง้ากระชายมีสารอาหารสำคัญ คือแคลเซี่ยม และวิตามินเอ ส่วนแป้ง ไขมัน และวิตามินมีจำนวนน้อย รับประทานอาหารที่มีกระชายอยู่ด้วยจะช่วยขับลม เจริญอาหารได้ดี

แหล่งที่มา : กรมวิชาการเกษตร, Sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ