บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย ดีไซน์สวยทันสมัย ตกแต่งภายในน่าอยู่

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย ดีไซน์สวยทันสมัย ตกแต่งภายในน่าอยู่

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย

ใครที่กำลังมองหา บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย สวยทันสมัย อยู่สบาย และใช้งานได้จริง บ้านสไตล์ร่วมสมัยถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะผสมผสานความเรียบง่ายของบ้านโมเดิร์นเข้ากับความอบอุ่นน่าอยู่ได้อย่างลงตัว ทำให้บ้านดูทันสมัยแต่ยังคงบรรยากาศของความเป็นบ้านที่อบอุ่น เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยของครอบครัวทุกขนาด

บ้านหลังที่เรานำมารีวิวในวันนี้เป็น บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย ดีไซน์สวยทันสมัย โทนสีเรียบหรู เน้นการออกแบบให้ดูโปร่ง โล่ง และน่าอยู่ตั้งแต่ภายนอกไปจนถึงภายในตัวบ้าน รายละเอียดการตกแต่งถูกจัดวางอย่างลงตัว ทั้งรูปทรงหลังคา โทนสีผนัง และการใช้วัสดุตกแต่งที่ช่วยเพิ่มมิติให้บ้านดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ใครที่กำลังหาไอเดียสร้างบ้าน ลองมาชมรายละเอียดของบ้านหลังนี้กันได้เลย

ผลงานและรูปภาพ : 304 บ้านดี
เรียบเรียงโดย : withikaset.com

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย

บ้านหลังนี้เป็น บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย (Contemporary Style) ที่ออกแบบให้มีความเรียบหรูและทันสมัย ตัวบ้านใช้โทนสีเทา ขาว และตัดด้วยสีน้ำตาลไม้ ซึ่งช่วยเพิ่มความอบอุ่นและทำให้บ้านดูมีมิติไม่น่าเบื่อ การออกแบบโดยรวมเน้นเส้นสายที่ดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยรายละเอียดที่ช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับตัวบ้าน

หลังคาของบ้านเป็น หลังคาทรงปั้นหยา มุงด้วยกระเบื้องโทนสีเทาเข้ม ช่วยให้บ้านดูแข็งแรงและทันสมัย อีกทั้งยังช่วยระบายความร้อนได้ดี เหมาะกับสภาพอากาศของประเทศไทย

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย

บริเวณด้านหน้าบ้านมี เฉลียงพร้อมบันไดทางขึ้น ออกแบบให้มีพื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อน รับลม หรือใช้เป็นมุมต้อนรับแขกได้อย่างสบาย เสาหน้าบ้านตกแต่งด้วยวัสดุลายหินและโทนสีเข้ม ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับตัวบ้าน

ประตูทางเข้าหลักเลือกใช้ ประตูกระจกบานใหญ่กรอบอลูมิเนียมสีดำ ซึ่งช่วยให้แสงธรรมชาติเข้าสู่ภายในบ้านได้ดี ทำให้ภายในดูสว่าง โปร่ง และช่วยประหยัดพลังงานในช่วงเวลากลางวัน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความทันสมัยให้กับหน้าบ้านอีกด้วย

ในส่วนของผนังบ้านมีการตกแต่งด้วย ระแนงลายไม้และผนังตกแต่งโทนสีน้ำตาล ช่วยเพิ่มลูกเล่นให้ตัวบ้านดูมีสไตล์ ไม่เรียบจนเกินไป พร้อมทั้งติดตั้งไฟตกแต่งบริเวณผนังด้านหน้า ทำให้บ้านดูสวยงามในช่วงเวลากลางคืน

รอบตัวบ้านมีพื้นที่กว้างพอสมควร สามารถจัดสวน ปลูกต้นไม้ หรือทำพื้นที่พักผ่อนเพิ่มเติมได้ อีกทั้งยังเหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยรอบบ้าน เช่น การปลูกผักสวนครัว หรือจัดมุมนั่งเล่นกลางแจ้ง

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย

ภายในบ้านออกแบบเป็น โถงกว้างโปร่งโล่ง ให้ความรู้สึกสบายตา เหมาะสำหรับจัดเป็นห้องนั่งเล่นหรือมุมพักผ่อนของครอบครัว ผนังทาด้วยโทนสีขาวเรียบ ทำให้บรรยากาศภายในดูสว่างและกว้างมากยิ่งขึ้น

พื้นปูด้วยกระเบื้องโทนสีครีมดูอบอุ่น ทำความสะอาดง่าย ส่วนฝ้าเพดานออกแบบเป็น ฝ้าหลุมพร้อมไฟดาวน์ไลท์และโคมไฟตกแต่ง ช่วยเพิ่มความทันสมัยและความสวยงามให้กับตัวบ้าน

นอกจากนี้ยังมี หน้าต่างกระจกหลายจุดรอบบ้าน ช่วยให้แสงธรรมชาติเข้าสู่ภายในได้อย่างทั่วถึง ทำให้บ้านดูโปร่ง โล่ง และน่าอยู่อาศัย เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตของครอบครัวในทุกวัน

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัยหลังนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของบ้านที่ออกแบบได้อย่างลงตัว ทั้งในเรื่องของ ความสวยงาม ความทันสมัย และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน โทนสีที่เรียบหรูช่วยให้บ้านดูโดดเด่นสะดุดตา ในขณะที่รูปทรงของบ้านและการจัดวางพื้นที่ก็ช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดูโปร่ง โล่ง และน่าอยู่ เหมาะสำหรับการพักผ่อนของทุกคนในครอบครัว

สำหรับใครที่กำลังมองหา ไอเดียสร้างบ้านชั้นเดียวที่ทั้งสวย เรียบง่าย และน่าอยู่ บ้านสไตล์ร่วมสมัยแบบนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแบบบ้านที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะสามารถตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสวยงามและความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยได้อย่างครบถ้วน


หมายเหตุ : บ้านทุกหลังที่ทางเว็บ www.withikaset.com นั้นได้นำมาลง  ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เพียงแค่นำเสนอเพื่อเป็นไอเดียสำหรับคนที่กำลังสร้างบ้านเท่านั้น และถ้าหากสนใจแบบบ้านที่เรารีวิว ก็สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาค่าก่อสร้างบ้านนั้น ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ และต้องขอบคุณเจ้าของผลงานมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ที่เที่ยว ฉะเชิงเทรา ที่สวยครบทุกสไตล์

ที่เที่ยว ฉะเชิงเทรา ที่สวยครบทุกสไตล์

ที่เที่ยว ฉะเชิงเทรา  เมืองเล็กริมแม่น้ำบางปะกงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ซ่อนอยู่ในทุกย่าน ทั้งกลิ่นอายวัฒนธรรมเก่าแก่ ความศรัทธา และบรรยากาศที่ชวนให้ผ่อนคลายทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอบอุ่น หากคุณได้มีโอกาสมาที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และอยากสัมผัสบรรยากาศดังกล่าว ไม่ควรพลาด 10 สถานที่ท่องเที่ยวในฉะเชิงเทรา ดังต่อไปนี้ รับรองว่าจะทำให้คุณตกหลุมรักจังหวัดนี้แบบไม่รู้ตัวแน่นอน

1. วัดโสธรวรารามวรวิหาร

วัดโสธรวรารามวรวิหาร หรือที่เราเรียกกันคุ้นปากว่า “วัดหลวงพ่อโสธร” วัดนี้อยู่ริมแม่น้ำบางปะกง เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพุทธโสธร พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของฉะเชิงเทรา ถ้ามาเที่ยวฉะเชิงเทราแล้วไม่มาวัดหลวงพ่อโสธร ก็เหมือนมาไม่ถึงจังหวัดฉะเชิงเทรากันเลยทีเดียว

เรื่องเล่ายังมีต่อไปอีกว่า ครั้งหนึ่งได้มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ 3 พี่น้อง ลอยตามแม่น้ำปิงมาจากทางเหนือ ลัดเข้าคลองมาทางพระโขนง ก่อนออกสู่แม่น้ำบางปะกง และโผล่พ้นน้ำให้ชาวบ้านเห็น ชาวบ้านจึงช่วยกันชักลากขึ้นจากน้ำแต่ไม่สำเร็จ ต่อมาพระพุทธรูปองค์พี่ใหญ่ลอยเข้าไปตามลำแม่น้ำแม่กลอง แล้วไปผุดขึ้นที่บริเวณบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม ชาวบ้านอัญเชิญขึ้นไว้ที่วัดบ้านแหลม ได้ชื่อว่า หลวงพ่อบ้านแหลม ส่วนพระน้ององค์เล็กได้ลอยตามน้ำล่องไปตามคลองบางพลี และผุดขึ้นที่คลองใกล้วัดบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ชาวบ้านได้อัญเชิญขึ้นไว้ที่วัดบางพลี มีชื่อว่า หลวงพ่อโตบางพลี สำหรับองค์กลางมาผุดขึ้นที่หน้าวัดหงส์ ชาวบ้านได้นำเชือกมาผูกเพื่อจะชักลากขึ้นฝั่งแต่ไม่สำเร็จ ที่สุดได้มีผู้รู้ทางไสยศาสตร์ร่วมกับชาวบ้านทำที่ตั้งศาลเพียงตา ทำพิธีบวงสรวงแล้วเอาด้ายสายสิญจน์คล้องไว้กับพระหัตถ์ จึงอัญเชิญขึ้นมาได้สำเร็จ และนำมาประดิษฐานไว้ที่อุโบสถของวัด 

  • ที่ตั้ง : ถนนเทพคุณากร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา
  • Google Map วัดหลวงพ่อโสธร : https://goo.gl/maps/eaK6JRvySsNTPEc38

2. ตลาดบ้านใหม่ 100 ปี

ตลาดบ้านใหม่ร้อยปี ตั้งอยู่ในตัวอำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่นี่เป็นตลาดริมแม่น้ำบางปะกงที่มีมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เลยทีเดียว ที่ตลาดแห่งนี้มีวิถีชีวิตเดิมที่โดดเด่นที่แตกต่างจากชุมชนอื่นๆ ที่นี่เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิตริมแม่น้ำบางปะกงที่ยังคงความดั้งเดิม คลาสสิกไว้ ด้วยเสน่ห์ของอายุสถานที่ที่ยาวนานและความงดงามอันมีเอกลักษณ์ จึงทำให้ตลาดบ้านใหม่ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และละครย้อนยุคของชุมชนชาวจีนหลายเรื่องด้วยกัน เช่น อยู่กับก๋ง นางนาค เจ้าสัวสยาม

ตลาดเก่าแห่งนี้มีอายุกว่า ทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปจริง ๆ เดินซื้อของกินไป ดูวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวไทยเชื้อสายจีนในฉะเชิงเทราไปเพลิน ๆ ร้านส่วนใหญ่จะเปิดในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ที่นี่มีของให้เลือกซื้อเยอะมาก ทั้งของฝากและของที่ระลึก

3. วัดสมานรัตนาราม

องค์พระพิฆเนศปางนอนขนาดใหญ่เป็นจุดเด่นที่สะกดสายตาทันทีที่มาถึง แต่มากไปกว่านั้นคือบรรยากาศริมแม่น้ำอันเงียบสงบและศิลปะที่ละเอียดอ่อน ทำให้วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ทั้งงดงามและมีมุมถ่ายรูปมากมาย

วัดสมานรัตนาราม ตั้งอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นวัดที่มีผู้คนไปท่องเที่ยวมากที่สุดจริง ๆ ถือว่าเป็นวัดที่โด่งดังเป็นพลุแตกในช่วงหนึ่ง วัดนี้ตั้งอยู่บนตำแหน่งฮวงจุ้ยอันเป็นมงคล เลยโดดเด่นในเรื่องของความเชื่อ มีองค์เทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายให้ได้ขอพร ซึ่งผู้คนที่ไปวัดแห่งนี้ จะไปกราบไหว้เพื่อวิงวอนขอพรกับ องค์พระพิฆเนศ ปางนอนเสวยสุขที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งสูง 16 เมตร ยาว 22 เมตร ผิวเนื้อสีชมพู ลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอนตะแคง พระหัตถ์ซ้ายถืองาที่หัก พระหัตถ์ขวาถือดอกบัว รอบฐานมีพระพิฆเนศอีก 32 ปางอยู่รอบ ๆ ผู้คนที่มาสักการะขอพรส่วนใหญ่ มักจะมาขอเรื่อง ความสุขสบาย มีกิน มีโชคลาภ เงินทองไม่ขาดมือ

  • ที่อยู่ : ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง หมู่ที่ 11 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา
  • พิกัด : https://goo.gl/maps/UMAxn3AEnEz1DjgC7
  • เปิดให้เข้าชม : 08.00-18.00 น.

วัดวีระโชติธรรมาราม

4. วัดวีระโชติธรรมาราม

วัดวีระโชติธรรมาราม ตั้งอยู่ตำบลคลองหลวงแพ่ง บนพื้นที่ 36 ไร่ บรรยากาศรอบ ๆ วัดร่มรื่น เงียบสงบ แวดล้อมด้วยทุ่งนาเขียวขจี เดิมมีชื่อว่า สำนักสงฆ์ทองธรรมโชติ ที่นี่เป็นอีกหนึ่ง วัดสวย ใกล้กรุงเทพฯ โดดเด่นด้วย อุโบสถแก้วกลางน้ำ ซึ่งภายในประดับกระจกแก้ว และลวดลายทรงไทย ที่งดงาม ด้านบนบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระเกศาหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของชาวไทย

ภายในวัดมี หลวงพ่อโสธรขนาดใหญ่ และพระอุโบสถแก้วกลางน้ำราชพรหมยานอนุสรณ์ ที่ด้านในประดับกระจกเงา ลวดลายทรงไทย อักขระยันต์ ด้านบนบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระเกศาหลวงพ่อฤาษีลิงดำ อีกทั้งยังมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นพระประธาน และหลวงพ่อ 5 พี่น้อง 5 พระองค์ ประกอบไปด้วย หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อโตวัดบางพลี หลวงพ่อวัดไร่ขิง หลวงพ่อวัดบ้านแหลม และหลวงพ่อวัดเขาตะเครา ซึ่งวัดแห่งนี้สามารถเข้าไปปฏิบัติธรรมได้อีกด้วย สอบถามข้อมูล โทร. 08 4977 3339

5. วัดโพรงอากาศ


พระอุโบสถทองอร่ามคือจุดที่สะดุดตา แต่สิ่งที่ทำให้วัดโพรงอากาศเป็นที่น่าจดจำคือความเงียบสงบที่ทำให้ทุกการเดินอยู่ในสมาธิ เหมาะกับการมาพักใจและขอพรให้ชีวิตราบรื่น

6. คุ้มวิมานดิน

ที่นี่ไม่ใช่เพียงแค่แหล่งซื้อของจากดินเผา แต่เป็นโลกของงานศิลป์ที่อบอวลด้วยความอบอุ่น คุณจะได้เห็นงานปั้นที่มีบุคลิกเฉพาะตัว บางชิ้นแสนขี้เล่น บางชิ้นงดงามละเมียดราวกับมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง

คุ้มวิมานดิน

คุ้มวิมานดิน เป็นอีกหนึ่งสถานที่เรียนรู้ ที่อยากแนะนำ คนที่อยากลองเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ หรืออยากแนะนำคุณพ่อคุณแม่ พาน้องๆมาลองทำเครื่องปั้นดินเผาดูค่ะ ที่นี่อาจจะเข้าไปยากนิดนึงค่ะ ต้องจอดรถริมข้างทาง แต่ค่าเข้าไม่แพง และมี workshop ให้ลองปั้นดิน ทำเป็นรูปร่างตามต้องการ โดยมีคนสอนให้ และนำของชิ้นที่เราทำกลับบ้านได้

ที่ตั้ง : 121/1 บ้านหัวลำพูเก่า หมู่3 ตำบลคลองเขื่อน ตำบล คลองเขื่อน อำเภอ คลองเขื่อน ฉะเชิงเทรา 24000 ประเทศไทย ฉะเชิงเทรา

วัดจีนประชาสโมสร

7. วัดจีนประชาสโมสร

เมื่อก้าวเข้าสู่วัดแห่งนี้ คุณจะสัมผัสได้ถึงความละเอียดและความยิ่งใหญ่ของงานสถาปัตยกรรมจีนที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์มงคล เป็นสถานที่ที่ทั้งสงบและมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครในฉะเชิงเทรา

วัดจีนประชาสโมสร หรือ เล่งฮกยี่ (龍福寺) ตั้งอยู่เลขที่ 291 ถนนตลาดบ้านใหม่ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่ใกล้ๆกับตลาดร้อยปีบ้านใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นวัดพุทธนิกายมหายาน ในจังหวัดฉะเชิงเทราที่มีอายุร้อยกว่าปีแล้วครับ

วัดจีนประชาสโมสร (เล่งฮกยี่) ถูกสร้างขึ้นโดยตามเจตนารมณ์ของบูรพาจารย์จีน พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร (สกเห็ง) ปฐมเจ้าอาวาสแห่งวัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ และปฐมบูรพาจารย์แห่งนิกายมหายานในประเทศไทย เป็นความประสงค์ที่จะสร้างวัดคู่บ้านคู่เมืองให้แก่ชาวไทยเชื้อสายจีน จึงคิดสร้างวัดขึ้น 3 วัด โดยทั้ง 3 วัดนี้ ตั้งอยู่ในตำแหน่งตามหลักฮวงจุ้ยของจีน ได้แก่

  • วัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) กรุงเทพฯ ในย่านเยาวราช ที่เป็นดินแดนแห่งการค้าขาย เป็นวัดที่สร้างขึ้นเป็นวัดแรก เปรียบเป็นส่วนหัวของมังกร
  • วัดจีนประชาสโมสร (เล่งฮกยี่) จังหวัดฉะเชิงเทรา ดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำบางปะกงที่คดเคี้ยว เปรียบได้กับส่วนท้องของมังกร
  • วัดมังกรบุปผาราม (เล่งฮั่วยี่) จังหวัดจันทบุรี เป็นดินแดนแห่งความมั่งคั่ง เมืองแห่งอัญมณี เปรียบได้กับส่วนหางมังกร

8. อ่างเก็บน้ำบางปะกง

ที่นี่ไม่ได้ดังเท่าแหล่งท่องเที่ยวอื่น แต่มีเสน่ห์เรียบง่ายที่ใครหลายคนกลับมาหาซ้ำ ลานกว้างลมพัดเย็น เหมาะสำหรับเดินเล่นและถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกที่งดงามไม่แพ้ที่ไหน

9. ตลาดน้ำคลองสวน 100 ปี

ที่นี่คือภาพสะท้อนของชีวิตริมน้ำสมัยก่อน ร้านค้าไม้เก่า อาหารท้องถิ่น และรอยยิ้มของผู้คน ทำให้ตลาดน้ำแห่งนี้มีเสน่ห์น่าหลงใหลแบบที่ไม่ต้องปรุงแต่ง

ตลาดคลองสวน

ตลาดคลองสวน ตั้งอยู่ริมคลองประเวศน์บุรีรมย์ ตัวตลาดกินพื้นที่ 2 จังหวัด คือ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา และ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

ตลาดคลองสวน เป็นตลาดเก่าแก่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ถ้าเป็นแฟนตัวยงของนวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน คงจะจำได้ว่า แม่แช่ม แม่ของแม่พลอยตัวละครเอกในนวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน พอออกจากบ้านของ พระยาพิพิธ ผู้เป็นสามีและเป็นพ่อของแม่พลอย ก็ได้มาพึ่งใบบุญ เสด็จฯ อยู่ช่วงสั้นๆ ก่อนที่ออกไปหาลู่ทางทำมาค้าขายกับ พ่อฉิม ซึ่งเป็นญาติห่างๆที่ฉะเชิงเทรา

10. วัดปากน้ำโจ้โล้

สีทองทั้งหลังของโบสถ์สร้างความโดดเด่นสะดุดตา เมื่อยืนมองใกล้ ๆ จะเห็นลวดลายที่ประณีตและสื่อถึงความศรัทธาอย่างลึกซึ้ง เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกทึ่งกับงานฝีมือของช่างไทย

แหล่งอ้างอิง
https://www.wongnai.com/listings/attractions-chachoengsao
https://travel.trueid.net/detail/EQWBPAqaE4Nj
https://www.spsmartvan.com/blog/สถานที่ท่องเที่ยว/10-สถานที่ท่องเที่ยวในฉะเชิงเทรา/


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ระวัง! โรคใบไหม้ (เชื้อรา Stemphylium vesicarium) ในหอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม

ระวัง! โรคใบไหม้ (เชื้อรา Stemphylium vesicarium) ในหอมแดง, หอมหัวใหญ่, กระเทียม

โรคใบไหม้

สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศเย็นและมีหมอก ในตอนเช้า เตือนผู้ปลูกหอมแดง, หอมหัวใหญ่, กระเทียม ในระยะ ทุกระยะการเจริญเติบโต รับมือ โรคใบไหม้ (เชื้อรา Stemphylium vesicarium)

อาการเริ่มแรก พบจุดสีเหลืองอ่อนหรือน้ำตาลอ่อนบนใบ มีลักษณะฉ่ำน้ำ ต่อมาจุดเล็กจะขยายเป็นแผลรูปยาวรี หัวท้ายแหลมสีน้ำตาลอ่อน หรือน้ำตาลอมม่วง เมื่อสภาพแวดล้อมมีความชื้นสูง แผลจะขยายลุกลามอย่างรวดเร็ว เกิดอาการไหม้ตั้งแต่ปลายใบลงมายังรอยแผล หรือไหม้ทั่วทั้งใบ โดยแผลไหม้ในระยะแรกมีสีน้ำตาลอ่อน แล้วเข้มขึ้นเป็นสีน้ำตาลอมม่วง จนเป็นสีดำในที่สุด บางครั้งพบสปอร์ของเชื้อราสาเหตุโรค มีลักษณะเป็นผงสีดำบนแผล ซึ่งโรคนี้มักพบเกิดร่วมกับโรค ใบจุดสีม่วง

แนวทางป้องกัน/แก้ไข

  • ก่อนปลูกควรปรับปรุงดินให้มีสภาพเหมาะสมกับการปลูกหอมและกระเทียม โดยการใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์
  • ใช้หัวพันธุ์ที่ปราศจากโรค โดยแช่หัวพันธุ์ หรือต้นกล้าก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 30-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15-20 นาที
  • ตรวจแปลงสม่ำเสมอ เมื่อพบโรค พ่นด้วยสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไอโพรไดโอน 50 % ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือโพรคลอราซ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ชนิดใดชนิดหนึ่ง สลับกับ แมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อสาเหตุโรค โดยพ่นทุก 5-7 วัน
  • เก็บซากพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก
  • ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ควรปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่สกุลหอมกระเทียมสลับ

โรคใบไหม้จากเชื้อรา Stemphylium vesicarium ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ผู้ปลูกหอมแดง หอมหัวใหญ่ และกระเทียมไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงอากาศเย็นและมีความชื้นสูง เพราะเชื้อราสามารถแพร่ระบาดและลุกลามได้อย่างรวดเร็ว หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการ อาจทำให้ใบแห้งไหม้ ผลผลิตลดลง และกระทบต่อรายได้โดยตรง

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการเริ่มตั้งแต่ก่อนปลูก เลือกใช้หัวพันธุ์สะอาด ปรับปรุงดินให้เหมาะสม ดูแลแปลงให้โปร่ง ไม่ชื้นแฉะ และหมั่นตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบอาการเริ่มต้นควรรีบจัดการทันที พร้อมสลับใช้สารป้องกันกำจัดโรคตามคำแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงการดื้อยา รวมถึงเก็บซากพืชที่เป็นโรคออกจากแปลงและทำลายนอกพื้นที่ปลูก

การใส่ใจดูแลอย่างสม่ำเสมอและป้องกันเชิงรุก จะช่วยลดความเสียหายและรักษาคุณภาพผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเกษตรกรรู้ทันโรคและจัดการได้อย่างถูกวิธี ก็สามารถผ่านช่วงเสี่ยงของการระบาดไปได้อย่างมั่นใจ และยังคงได้ผลผลิตที่สวย คุณภาพดี และคุ้มค่ากับการลงทุนในทุกฤดูปลูก


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสมุทรสงคราม ที่คุณห้ามพลาด

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสมุทรสงคราม ที่คุณห้ามพลาด

ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา อำเภออัมพวา

1.) ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา อำเภออัมพวา

ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม อยู่ริมคลองใกล้วัดอัมพวันเจติยาราม เปิดบริการวันศุกร์ เสาร์อาทิตย์ วันนักขัตฤกษ์เวลา 12.00-21.00 น. เป็นตลาดน้ำชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวที่จะไม่พลาดมาชิมของอร่อยที่นี่

ในคลองอัมพวามีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือขายอาหารและเครื่องดื่ม เช่น หอยทอด ก๋วยเตี๋ยว กาแฟ โอเลี้ยง ขนมหวานต่าง ๆ และมีรถขายของบนสองฝั่งคลอง บรรยากาศสบาย ๆ มีเพลงฟังจากเสียงตามสายของชุมชน สามารถเช่าเรือเที่ยวชมหิ่งห้อยในยามค่ำคืนได้

ชุมชนริมคลองอัมพวา ได้รับรางวัลชมเชย (Honorable Mention) จากการประกวดรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก แห่งองค์การยูเนสโก ประจำปี พ.ศ.2551 (UNESCO Asia-Pacific Heritage Awards for Culture Heritage Conservation) ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการอนุรักษ์อาคารเก่าแก่ที่ทรงคุณค่าและมีความงดงามด้านสถาปัตยกรรมและสะท้อนถึงลักษณะสำคัญทางท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

ตลาดร่มหุบ

2.) ตลาดร่มหุบ ตำบลแม่กลอง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม

ตลาดร่มหุบ อยู่ติดกับสถานีรถไฟแม่กลองตำบลแม่กลอง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม  ตลาดร่มหุบหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ตลาดเสี่ยงตาย” หรือตลาดริมทางรถไฟ ตั้งขายอยู่ริมทางรถไฟใกล้สถานีรถไฟแม่กลอง ความยาวของตลาดประมาณ 100 เมตร บรรดาพ่อค้าแม่ค้าวางขายสินค้าบนพื้นติดกับรางรถไฟ เวลารถไฟมาแม่ค้าต่างหุบร่มที่กางและเก็บสินค้าภายในพริบตา เป็นภาพแปลกตาน่าตื่นเต้น จนเป็นที่มาของชื่อตลาดร่มหุบ สินค้าที่วางขายเป็นผัก ผลไม้ อาหารทะเล เป็นตลาดยอดนิยมของชาวบ้านเพราะราคาถูกและคุณภาพดี เปิดขายทุกวันเวลา 06.00-18.00 น. เวลารถไฟวิ่งผ่านตลาดร่มหุบ วันละ 8 รอบ ดังนี้ 06.20, 08.30, 09.00, 11.10, 11.30, 14.30, 15.30 และ 17.40 น. (ออกและเข้าตามลำดับเวลา)

3.) อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.2) อำเภออัมพวา

อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.2) อำเภออัมพวาจังหวัดสมุทรสงครามเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ของมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณที่ได้พระราชทานศิลปวัฒนธรรมอันงดงามไว้เป็นมรดกแก่ชาติ จนได้รับยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

พื้นที่อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ประมาณ 11 ไร่ พระราชสมุทรเมธี เจ้าอาวาสวัดอัมพวันเจติยารามเป็นผู้น้อมเกล้าฯถวาย สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่พระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)

ภายในอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ มีสิ่งที่น่าสนใจได้แก่ พิพิธภัณฑ์วิถีไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์อาคารทรงไทย 5 หลัง แบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ 4 หลัง ดังนี้

  • เรือนชาย จัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิตของเด็กผู้ชายไทยในอดีตจะถูกส่งไปศึกษากับพระสงฆ์ตามวัด เมื่อเจริญเติบโตจะได้รับราชการ จัดแสดงเกี่ยวกับการละเล่นสมัยโบราณ “หมากสกา” และเครื่องดนตรีไทย
  • เรือนกลาง (เรือนประธาน) จัดแสดงออกเป็นห้องต่าง ๆ อาทิห้องพระ ห้องนอน ห้องนวดประคบ และห้องแต่งตัว จำลองถึงวิถีชีวิตของหญิงไทยในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใช้สิ่งที่ได้จากธรรมชาติมาปรุงเป็นเครื่องสำอางใช้ประทินผิว จัดแสดงศิลปวัตถุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ในยุครัชกาลที่ 2 เช่นเครื่องถ้วยเบญจรงค์
  • เรือนหญิง จัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิตของเด็กหญิงในอดีตที่ศึกษาเล่าเรียนวิชาการบ้านการเรือนและวิชาช่างฝีมืออยู่กับบ้าน เพื่อเตรียมตัวเป็นแม่ศรีเรือนที่ดีในอนาคต
  • เรือนกลางน้ำ จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์มรดกทางวัฒนธรรมอัมพวาเดิมเรือนกลางน้ำจัดเป็นหอสมุดพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตั้งอยู่กลางน้ำตามลักษณะหอไตร เพื่อกันปลวกมดทำลายหนังสือ ซึ่งเป็นหอสมุดแบบฉบับของไทยสมัยโบราณ เมื่อปี พ.ศ. 2530 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้หอสมุด จึงได้ก่อสร้างอาคารหลังใหม่แทนและให้ใช้เป็นที่ซ้อมโขนและเก็บเครื่องดนตรีไทย ต่อมาจัดเป็นพิพิธภัณฑ์มรดกทางวัฒนธรรมอัมพวา จัดแสดงวิถีชีวิตชุมชนริมน้ำ เอกลักษณ์ของอัมพวา วัด บ้านการดนตรี อาหารและขนม วัฒนธรรม และประเพณีอัมพวา เป็นต้น

นอกจากนี้มีโรงละครกลางแจ้งและสวนพันธุ์ไม้ในวรรณคดีนานาชนิดภายในสวนมีพระที่นั่งสนามจันทร์จำลองและประติมากรรมจากบทพระราช-นิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและมีร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง จำหน่ายพันธุ์ไม้ อุทยาน ร.2 เป็นสถานที่ที่มีความร่มรื่น เหมาะสำหรับเข้าไปเยี่ยมชมบรรยากาศแบบไทยที่ยังคงอนุรักษ์เอาไว้

อุทยานฯเปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.30 – 17.30 น. ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 10 บาท สอบถามข้อมูล โทร. 0 3475 1666, 0 3475 1376 โทรสาร 0 3475 1376

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสมุทรสงคราม

5.) ค่ายบางกุ้ง/โบสถ์ปรกโพธิ์ ตำบลบางกุ้ง อำเภอบางคนที

ค่ายบางกุ้ง อยู่หมู่ที่ 4 ตำบลบางกุ้ง อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม บริเวณค่ายเป็นแนวกำแพงจำลองสร้างไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์จากการสู้รบ ค่ายแห่งนี้เป็นค่ายทหารเรือไทยที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ หลังจากเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2310 เนื่องจากเมืองแม่กลองเป็นเส้นทางที่กองทัพข้าศึกใช้ในการเดินทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดฯ ให้กองทัพเรือมาอยู่ที่ตำบลบางกุ้ง เรียกว่า ค่ายบางกุ้ง โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งให้อยู่กลางค่ายเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่เคารพบูชาของทหาร

พระเจ้าตากสินมหาราชโปรดฯ ให้ชาวจีนจากระยอง ชลบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรี รวบรวมผู้คนมาตั้งเป็นกองทหารรักษาค่าย ค่ายนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนี่งว่า ค่ายจีนบางกุ้ง พระองค์ทรงให้ชื่อทหารเหล่านี้ว่า “ทหารภักดีอาสา” ในปี พ.ศ.2311 พระเจ้ากรุงอังวะทรงยกทัพผ่านกาญจนบุรี มาล้อมค่ายจีนบางกุ้ง พระเจ้าตากสินมหาราชและพระมหามนตรี (บุญมา) ร่วมรบขับไล่กองทัพข้าศึกจนแตกพ่าย นับเป็นค่ายทหารไทยที่สร้างความเกรงขามให้กองทัพข้าศึก สร้างขวัญกำลังใจคนไทยให้กลับคืนมา และเป็นสงครามครั้งแรกที่ไทยทำกับพม่าหลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี ค่ายบางกุ้งแห่งนี้ถูกปล่อยให้ร้างเกือบ 200 ปี จนมาถึงปี พ.ศ.2510 กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ตั้งเป็นค่ายลูกเสือขึ้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จเจ้าตากสินมหาราชและได้สร้างศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไว้เป็นอนุสรณ์ โดยทำพิธียกศาลเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2511 ภายในบริเวณค่ายมีโบสถ์ที่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ชาวบ้านเรียกว่า “โบสถ์หลวงพ่อดำ” มีลักษณะพิเศษคือ โบสถ์ทั้งหลังปกคลุมด้วยต้นไม้ถึงสี่ชนิด คือ ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไกร ต้นกร่าง ชาวบ้านเรียกว่า “โบสถ์ปรกโพธิ์” และไม่ไกลนักเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ดอนหอยหลอด

5.) ดอนหอยหลอด

ดอนหอยหลอด เป็นสันดอนปากแม่น้ำแม่กลอง ที่เกิดจากการตกตะกอนของดินปนทราย เป็นแหล่งอาศัยของหอยหลอด ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญของสมุทรสงคราม สมุทรสงครามจึงได้ชื่อว่าเป็น “เมืองหอยหลอด” ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการมาท่องเที่ยวดอนหอยหลอดคือเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม

ดอนใน อยู่ที่ชายหาดหมู่บ้านฉู่ฉี่ ตำบลบางจะเกร็ง สามารถใช้เส้นทางสาย ธนบุรี-ปากท่อ (ถนนพระราม2) ประมาณกิโลเมตรที่ 64 ก่อนข้ามสะพานพุทธเลิศหล้านภาลัย เชิงสะพานมีป้ายบอกทางเข้าดอนหอยหลอดระยะทาง 5 กิโลเมตร

ชายหาดหมู่บ้านบางบ่อ ตำบลบางแก้ว สามารถเดินทางไปได้ทางรถยนต์ ใช้เส้นทางสายธนบุรี-ปากท่อ (ถนนพระราม2) ก่อนถึงหลักกิโลเมตรที่ 62 มีป้ายซ้ายบอกทางเข้าดอนหอยหลอดอีก 7 กิโลเมตร

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสมุทรสงคราม

6.) ตลาดน้ำบางน้อย ตำบลกระดังงา อำเภอบางคนที

ตลาดน้ำบางน้อย อยู่ปากคลองบางน้อย วัดเกาะแก้ว ตำบลกระดังงา อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงตราม อยู่ห่างจากอุทยาน ร.2 อำเภออัมพวาประมาณ 5 กิโลเมตร ชุมชนปากคลองบางน้อยหรือบางน้อยนอกเคยเป็นย่านการค้าทางน้ำที่สำคัญมากจุดหนึ่งในลุ่มน้ำแม่กลอง เมื่อประมาณ 40 ปีก่อน มาถึงวันนี้ ตลาดน้ำบางน้อยได้เปิดขายของวันเสาร์-อาทิตย์เวลา 08.00-17.00 น. สินค้าที่จำหน่ายมีทั้งผลผลิตทางการเกษตรจากชาวสวน รวมทั้งอาหารคาวหวานอันขึ้นชื่อของสมุทรสงคราม อย่างกะปิคลองโคลน และมะนาวดองโรตีแต้จิ๋ว เจ๊เรณูเจ้าเดียวที่ยังเหลืออยู่ในตลาดน้ำบางน้อย สามารถเดินเลียบคลองชมบรรยากาศบ้านไม้เก่าแก่ และร้านค้าต่าง ๆ ที่เรียงรายริมคลองบางน้อยได้อย่างเพลิดเพลิน

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสมุทรสงคราม

7.) ปลูกป่าชายเลน สมุทรสงคราม

ปลูกป่าชายเลน สมุทรสงคราม เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่บ้านคลองโคน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในด้านการอนุรักษ์ป่าชายเลน

สมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่น่าท่องเที่ยว มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็นตลาดน้ำ วัด อุทยานประวัติศาสตร์ หรือแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ การเดินทางก็สะดวกสบาย ใช้เวลาไม่นานจากกรุงเทพฯ จึงเหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนในวันหยุดสั้นๆ สัมผัสเสน่ห์แบบไทยๆ และดื่มด่ำกับบรรยากาศริมน้ำ พร้อมชิมอาหารอร่อยๆ


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สูตรปุ๋ยไส้เดือน วิธีทำปุ๋ยด้วยไส้เดือน

สูตรปุ๋ยไส้เดือน วิธีทำปุ๋ยด้วยไส้เดือน ปุ๋ยสารพัดประโยชน์จากภูมิปัญญาไทย

สูตรปุ๋ยไส้เดือน

ปุ๋ยไส้เดือน คืออะไร วิธีทำเป็นอย่างไร วิธีใช้เป็นแบบไหน มีประโยชน์อะไรบ้าง ดีกว่าปุ๋ยทั่วไปหรือเปล่า เรามีคำตอบมาฝากแล้วค่ะ

ไม่ใช่แค่ดิน น้ำ หรือแสงเท่านั้นที่มีความสำคัญกับต้นไม้ เพราะปุ๋ยปลูกต้นไม้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จำเป็นสำหรับการจัดสวน ไม่แพ้กัน ทว่านอกเหนือจากปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยเคมีที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแล้ว วันนี้กระปุกดอทคอมมีเรื่องราวของปุ๋ยไส้เดือน ปุ๋ยทางเลือกของเกษตรอินทรีย์มาฝาก เอาเป็นว่าถ้าหากใครอยากรู้ว่าปุ๋ยไส้เดือนคืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร และดีงามมาก-น้อยแค่ไหน ก็ตามมาดูกันได้เลย

ปุ๋ยไส้เดือน

สูตรปุ๋ยไส้เดือน หรือ ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากนำไส้เดือนดิน สัตว์ตัวเล็กที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ มาเลี้ยงเพื่อเปลี่ยนองค์ประกอบและเพิ่มจุลินทรีย์ จนทำให้ได้ปุ๋ยหมักที่มีประสิทธิภาพ สามารถบำรุงต้นไม้ได้อย่างยอดเยี่ยม

โดยปุ๋ยไส้เดือนมีลักษณะเป็นเศษอินทรีย์วัตถุที่ไส้เดือนดินกินเข้าไป แล้วย่อยสลายออกมาเป็นมูลที่มีประโยชน์ รูปทรงเป็นเม็ดร่วน สีดำหรือสีน้ำตาล โปร่งเบา จุความชื้นสูง ระบายน้ำและระบายอากาศดี แถมมีธาตุอาหารและปริมาณอินทรีย์วัตถุมาก

วิธีเลี้ยงไส้เดือน

วิธีเลี้ยงไส้เดือนเพื่อทำปุ๋ย ส่วนใหญ่แบ่งออก 2 วิธี คือ วิธีเลี้ยงไส้เดือนดินในกะละมังและวิธีเลี้ยงไส้เดือนดินในบ่อซีเมนต์ โดยถ้าหากใครต้องการปริมาณไม่มาก ก็ให้เลี้ยงในกะละมัง แต่ถ้าหากใครต้องการปริมาณเยอะ ก็ให้เลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ซึ่งขั้นตอนมีดังนี้

เลี้ยงไส้เดือนดินในกะละมัง

1. วิธีเลี้ยงไส้เดือนดินในกะละมัง

  • วัสดุและอุปกรณ์ในการเลี้ยงไส้เดือนดินในกะละมัง
    • ไส้เดือนดินประมาณ 3 ขีด
    • มูลวัวที่ปราศจากเศษฟางหรือเศษวัสดุอื่น
    • กากมะพร้าวสับที่ล้างยางมะพร้าวแล้ว
    • กะละมังกว้างประมาณ 1 ศอก
  • ขั้นตอนการเลี้ยงไส้เดือนดินในกะละมัง
    • เจาะรูเล็ก ๆ ให้ทั่วกะละมัง เพื่อให้น้ำไหลออกสะดวก
    • รดน้ำใส่มูลวัวให้เปียกสักประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อล้างแก๊สและความร้อน
    • ผสมกากมะพร้าวสับเข้ากับมูลวัว อัตราส่วน 30:70 เพื่อเพิ่มความเย็น
    • คลุกให้เข้ากัน แล้วนำไปใส่ในกะละมังประมาณครึ่งกะละมัง
    • ใส่ไส้เดือนดินลงไปบนมูลวัว ไม่ต้องฝัง เดี๋ยวไส้เดือนดินจะไชลงไปเอง แล้วนำไปไว้ในโรงเรือน แล้วคอยรดน้ำให้ความชื้นประมาณ 1 ครั้ง 3-4 วัน
    • คอยรดน้ำให้ความชื้นประมาณ 1 ครั้ง/3-4 วัน รอประมาณ 1-2 เดือน ก็จะได้ปุ๋ยไส้เดือนที่พร้อมใช้งาน

2. วิธีเลี้ยงไส้เดือนดินในบ่อซีเมนต์

  • วัสดุและอุปกรณ์ในการเลี้ยงไส้เดือนดินในบ่อซีเมนต์
    • ไส้เดือนดินประมาณ 2 กิโบกรัม/บ่อ
    • มูลวัวประมาณ 1-1 ½ กระสอบ
    • บ่อซีเมนต์ทรงกลม กว้างประมาณ 80-100 เซนติเมตร
  • ขั้นตอนการเลี้ยงไส้เดือนดินในบ่อซีเมนต์
    • ใส่มูลวัวลงในบ่อซีเมนต์ แล้วรดน้ำเรื่อย ๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อล้างแก๊สและความร้อน
    • รอจนมูลวัวเย็นพอดี สามารถวัดได้ด้วยการนำมือล้วงลงไปเพื่อเช็กความอุ่นและความเย็น
    • ใส่ไส้เดือนดินลงไปบนมูลวัว ไม่ต้องฝัง เดี๋ยวไส้เดือนดินจะไชลงไปเอง

อาหารไส้เดือนดิน

      ไส้เดือนดินที่นิยมนำมาเลี้ยงเพื่อทำปุ๋ยในประเทศไทย ส่วนใหญ่มี 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ไทเกอร์ วอร์ม, แอฟริกัน ไนท์ คลอเลอร์ และขี้ตาแร่ ซึ่งที่นิยมมากที่สุดคือ ไส้เดือน แอฟริกัน ไนท์ คลอเลอร์ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะกินมูลวัว มูลควายเป็นอาหารหลักอยู่แล้ว แต่เราสามารถให้อาหารเสริมเพื่อความหลากหลายได้ เช่น ของเสียจากอาหาร ของเสียจากกระดาษ และเศษพืชจากการเกษตร นอกจากนี้ควรเลือกแหล่งเลี้ยงไส้เดือนที่โล่ง โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก และมีแสงแดดส่องบ้างเล็กน้อย รวมถึงอย่าลืมวางระบบน้ำปุ๋ย เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำขังจนไส้เดือนดินขาดอากาศด้วย

วิธีทำปุ๋ยไส้เดือน

การทำปุ๋ยไส้เดือนทำง่าย ๆ หลังจากเตรียมอุปกรณ์เพาะเลี้ยงไส้เดือนเรียบร้อยแล้ว นำไส้เดือนที่เลี้ยงไว้ใส่ลงไปในกะละมัง ผสมกับขี้วัวแล้วคลุกให้เข้ากัน นำไปวางในบริเวณที่เย็น ไม้ร้อน จากนั้นหมั่นรดน้ำให้ดินชื้น 3-4 ครั้งต่อวัน ทำไปเรื่อย ๆ ประมาณ 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือน ก็จะได้ปุ๋ยไส้เดือนไปปลูกต้นไม้แล้ว

วิธีใช้ปุ๋ยไส้เดือน

  • ไม้ใบ ไม้ดอก และไม้ประดับ เช่น เฟิร์น กุหลาบ มะลิ และดาวเรือง ถ้าปลูกในกระถาง ให้ใส่ปุ๋ยไส้เดือนรอบโคนต้น อัตรา 200-300 กรัม/กระถาง ทุก 7-15 วัน (ควรใช้ร่วมกับน้ำหมักไส้เดือนเจือจาง 5 เท่า) ถ้าปลูกในแปลง ให้ใส่ปุ๋ยหมักไส้เดือนลงบนหน้าดินหรือผสมดินปลูก อัตรา 1.5-2 กิโลกรัม/ตารางเมตร พร้อมคลุมด้วยฟางข้าว (ควรใช้ร่วมกับน้ำหมักไส้เดือนเจือจาง 5 เท่า รดเป็นประจำทุกสัปดาห์)
  • ผัก เช่น ผักกาด ผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำปลี หัวหอม ถั่วฝักยาว และแตงกวา ถ้าปลูกในแปลง ให้ใส่ปุ๋ยไส้เดือนลงบนหน้าดินหรือผสมดินปลูก อัตรา 1.5-2 กิโลกรัม/ตารางเมตร พร้อมคลุมด้วยฟางข้าว (ควรใช้ร่วมกับน้ำหมักไส้เดือนเจือจาง 5 เท่า รดเป็นประจำทุกสัปดาห์)
  • ผลไม้ เช่น มะม่วง ลำไย ส้มโอ และชมพู่ ถ้าขนาดต้นเล็กกว่า 1-5 เมตร ให้พรวนดินรอบต้นแล้วใส่ปุ๋ยไส้เดือนรอบโคนต้น อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น พร้อมใส่ซ้ำทุก 4 เดือน และใช้ร่วมกับน้ำหมักไส้เดือนเจือจาง 2 เท่า รดรอบโคนต้นทุกเดือน ถ้าขนาดต้นอยู่ระหว่าง 1-5 เมตร ให้พรวนดินรอบต้นแล้วใส่ปุ๋ยไส้เดือนรอบโคนต้น อัตรา 5-15 กิโลกรัม/ต้น พร้อมใส่ซ้ำทุก 4 เดือน และใช้ร่วมกับน้ำหมักไส้เดือนเจือจาง 2 เท่า รดรอบโคนต้นทุกเดือน ถ้าขนาดต้นใหญ่กว่า 1-5 เมตร ให้พรวนดินรอบต้นแล้วใส่ปุ๋ยไส้เดือนรอบโคนต้น อัตรา 15-20 กิโลกรัม/ต้น พร้อมใส่ซ้ำทุก 4 เดือน และใช้ร่วมกับน้ำหมักไส้เดือนเจือจาง 2 เท่า รดรอบโคนต้นทุกเดือน

ปุ๋ยไส้เดือน ดีไหม

ต้องบอกเลยปุ๋ยไส้เดือนเป็นของดีที่มีประโยชน์กับการปลูกต้นไม้อย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้ดินอุดมสมบูรณ์อุดมไปด้วยจุลินทรีย์ อินทรีย์วัตถุ และธาตุอาหารอีกหลายหลายชนิดแล้ว ยังช่วยรักษาสภาพความเป็นกรด-ด่างในดินให้สมดุล อีกทั้งยังช่วยให้โครงสร้างของดินดีขึ้น เพราะทำให้ดินมีช่องว่าง มีการระบายน้ำและอากาศได้ดีขึ้น อีกทั้งรากต้นไม้ยังชอนไชง่าย และป้องกันไม่ให้หน้าดินจับตัวเป็นก้อนอีกด้วย

สูตรปุ๋ยไส้เดือน

ว้าว ทำง่าย ใช้ไม่ยาก แถมประโยชน์เพียบ ถ้าหากใครอยากจัดสวนแบบออร์แกนิก ก็ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ ส่วนถ้าหากใครอยากหารายได้เสริม บอกเลยว่าปุ๋ยไส้เดือนก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิยาลัยขอนแก่น, สถาบันวิจัยและเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย, สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และศูนย์ประสานงานโครงการพระราชดำริ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์ปั้นหยา ชั้นเดียว เรียบหรู ดูทันสมัย พร้อมโรงจอดรถในตัว

บ้านสไตล์ปั้นหยา ชั้นเดียว เรียบหรู ดูทันสมัย พร้อมโรงจอดรถในตัว

บ้านสไตล์ปั้นหยา

หากพูดถึงแบบบ้านที่ทั้งสวย ทันสมัย และเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย “บ้านสไตล์ปั้นหยา” ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมของใครหลายคน ด้วยรูปทรงหลังคาที่ดูสมดุล แข็งแรง และช่วยระบายความร้อนได้ดี ทำให้บ้านเย็นสบายและทนทานต่อแดดฝน

บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียวที่ออกแบบมาอย่างลงตัว ผสมผสานความเรียบหรูเข้ากับกลิ่นอายโมเดิร์น โดดเด่นด้วยโทนสีเทาสบายตา ตัดเส้นด้วยสีส้มเพิ่มความทันสมัย พร้อมโรงจอดรถในตัวที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เหมาะทั้งครอบครัวเริ่มต้น หรือผู้ที่ต้องการบ้านพักอาศัยที่ดูดีในงบประมาณที่คุ้มค่า

ที่มา : Stone Home Build รับสร้างบ้านฉะเชิงเทรา

บ้านสไตล์ปั้นหยา

บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียวหลังคาทรงปั้นหยา มุงด้วยกระเบื้องโทนสีเทาเข้ม ให้ความรู้สึกเรียบหรูและทันสมัย ตัวหลังคามีความลาดเอียงรอบด้าน ช่วยระบายน้ำฝนได้ดี และเพิ่มความแข็งแรงให้กับโครงสร้างโดยรวม

ผนังภายนอกเลือกใช้โทนสีเทาอ่อนตัดกับฐานบ้านสีเทาเข้ม ดูสะอาดตาและดูแลรักษาง่าย เพิ่มลูกเล่นด้วยกรอบเส้นสีส้มบริเวณมุมผนังและขอบหน้าต่าง ช่วยให้ตัวบ้านดูมีมิติ ไม่เรียบจนเกินไป และสะท้อนความเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นได้อย่างชัดเจน

บ้านสไตล์ปั้นหยา

บ้านสไตล์ปั้นหยา

ด้านหน้าบ้านมีเฉลียงเล็ก ๆ พร้อมบันไดทางขึ้นที่ออกแบบอย่างเรียบร้อย แข็งแรง ปูด้วยกระเบื้องโทนสีเทาเข้าชุดกับตัวบ้าน ประตูหน้าบ้านเลือกใช้ประตูไม้บานคู่แกะลวดลายสวยงาม เพิ่มความรู้สึกอบอุ่นและหรูหราในเวลาเดียวกัน

บริเวณหน้าต่างเป็นกระจกบานสูงกรอบสีเข้ม ช่วยรับแสงธรรมชาติให้ภายในบ้านสว่าง โปร่ง และประหยัดพลังงานในช่วงกลางวัน อีกทั้งยังช่วยให้บ้านดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น

บ้านสไตล์ปั้นหยา

จุดเด่นสำคัญของบ้านหลังนี้คือ โรงจอดรถในตัวบ้าน ที่ออกแบบให้เชื่อมต่อกับตัวบ้านอย่างลงตัว หลังคายื่นยาว รองรับรถยนต์ได้อย่างสะดวกสบาย ช่วยป้องกันแดดและฝน เหมาะกับไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกครบในพื้นที่เดียว

โดยรวมแล้ว บ้านสไตล์ปั้นหยาหลังนี้ให้ความรู้สึกเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความหรู ดูทันสมัย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบ้านพักอาศัยที่ใช้งานได้จริง ทนทานต่อสภาพอากาศ และยังคงความสวยงามได้ในระยะยาว


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

“หอยลายผัดพริกเผา” Stir-fried Clams with Chilli Paste

“หอยลายผัดพริกเผา” Stir-fried Clams with Chilli Paste

หอยลายผัดน้ำพริกเผา

ภาพประกอบจากเพจ วันละนิด

เมนูอาหารจานนี้เป็นอาหารที่ชวนกินอีกหนึ่งเมนู เป็นอาหารประเภทหอย หอยมีทั้งหอยน้ำจืดและหอยน้ำเค็ม หอยน้ำจืด เช่น หอยขม หอยโข่ง หอยน้ำเค็ม เช่น หอยแมลงภู่ หอยแครง หอยนางรม หอยลาย

หอยมักมีสิ่งสกปรกอยู่มาก การเลือกซื้อให้เลือกหอยที่หุบปากแน่น เมื่อวางไว้จะอ้าและหุบอย่างรวดเร็ว เมื่อเอามือไปแตะ ไม่มีกลิ่นเหม็น หอยที่แกะเปลือกแล้วต้องมีสีสดใส น้ำที่แช่ไม่มีเมือกและกลิ่นเหม็น

หอยส่วนใหญ่แล้วไม่นิยมเก็บ เมื่อซื้อแล้วควรจะนำมาปรุงอาหารจนหมด หอยดิบถ้าเก็บไว้จะเก็บลำบากมากและมักมีกลิ่นแรง ฉะนั้นหากซื้อหอยมาแล้วใช้ไม่หมดให้ทำให้สุกก่อน จึงแกะเนื้อหอยเก็บใส่ตู้เย็นไว้

สำหรับเมนูอาหารที่จะกล่าวในคอลัมน์นี้ คือ หอยลายผัดน้ำพริกเผา ซึ่งในปัจจุบันหอยลายจะหากินยากโดยเฉพาะตัวโต จะถูกนำขึ้นภัตตาคาร ร้านอาหาร คนส่วนใหญ่ทั่วไปจะซื้อจากตลาดสดทั่วไปในขนาดตัวที่เล็ก อาหารทะเลทุกชนิดควรปรุงและกินขณะที่ยังสด ใหม่ จะอร่อยและมีคุณค่าสารอาหารครบถ้วน

ส่วนผสม

  • หอยลาย 1 กก.
  • พริกเผา 3 ช้อน
  • น้ำตาล 1 ช้อนชา
  • ผงปรุงรส 1 ช้อนชา
  • ซอสปรุงรส 1 ช้อนแกง
  • น้ำมันหอย 1 ช้อนแกง
  • นมข้นจืด 2 ช้อนแกง
  • พริกแดงจินดา 5 เม็ด
  • กระเทียม 5 กลีบ
  • น้ำมัน สำหรับผัด
  • ใบโหระพา
    (ชิมรสตามชอบ)

วิธีทำ

1. ล้างหอยลายแช่ในอ่างน้ำ ทุบพริกขี้หนู 4 เม็ด ลงไปในอ่างพักไว้สักครู่ เพื่อให้หอยคายดินออกมา จากนั้นล้างอีกครั้งให้สะอาด ใส่ตะแกรงพักให้สะเด็ดน้ำ
2. ตั้งกระทะน้ำมันใช้ไฟร้อนปานกลาง ใส่กระเทียมลงเจียว พอใกล้เหลืองใส่หอยลาย เร่งไฟแรงผัดให้ทั่ว ใส่พริกขี้หนู น้ำพริกเผา น้ำตาลและน้ำมันหอย ผัดพอทั่ว ปิดฝาทิ้งไว้สักครู่ พอหอยสุก เปลือกอ้าใส่ใบโหระพาผัดให้เข้ากันแล้วปิดไฟ
3. ตักใส่จาน ตกแต่งด้วยยอดใบโหระพาพร้อมเสิร์ฟ

เคล็ดลับการทำหอยลายผัดพริกเผา

  • การเตรียมอาหารประเภทหอย โดยเฉพาะหอยลาย ให้แช่น้ำไว้ก่อน 1 คืน ให้หอยคายดินออกมาก่อน หากไม่ให้หอยคายดินเวลานำมาทำอาหารจะมีดินในเนื้อหอย ไม่อร่อยกินไม่ได้
  • การผัดหอยให้สุก การทำผัดหอยลาย ให้นำหอยลายมาลวกน้ำร้อนก่อน เป็นการทำให้หอยอ้าปากและคายดินด้วย หอยลายต้องใช้หอยตัวใหญ่ๆ และสดใหม่ เนื่องจากหอยตัวเล็กบางทีไม่มีเนื้อให้รับประทาน
  • เทคนิคการผัดน้ำพริกเผาให้ใส่น้ำพริกเผาลงไปผัดขณะกระทะยังไม่ร้อนได้เลย ไม่ต้องรอให้กระทะร้อน เพราะ กลิ่นของพริกแกงจะค่อยๆออกมา หากไฟร้อนเกิน จะไหม้ก่อนหอม
  • น้ำตาล ให้เลือกใช้น้ำตาลปี๊บ ความหอมและความหวานของน้ำตาลปี๊บเหมาะสำหรับทำอาหารไทย
  • ใบโพระพา หากผัดเลยเมื่อใบโหระพาโดนความร้อนจะหายกลิ่นหอม ดังนั้นให้ผัดในขั้นตอนสุดท้าย ให้ความหอมของใบโหระพาได้ทันที

       สำหรับเมนูผัดพริกเผา หากท่านไม่ชอบหอยลาย สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบเป็นเนื้อสัตว์ชนิกอื่นๆได้ เช่น ปลาหมึก เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อกุ้ง หรือ เนื้อปลา แต่เนื้อปลา จะทำยากหน่อย เนื่องจากเนื้อปลาหากสุกจะเละ แต่แก้ปัญหาด้วยการนำไปทอดก่อนจึงจะกินได้ง่ายขึ้น
หอยลายผัดพริกเผาไม่เน้นรสเผ็ด พริกจึงเลือกใช้พริกชี้ฟ้าที่รสชาติไม่เผ็ดมาก ให้สีสันที่สวยงาม

หอยลายผัดน้ำพริกเผา อาหารไทย เมนูชื่อดัง ผัดหอยลายพริกเผา มีวิธีทำเข้าใจง่ายและไม่ยุ่งยาก เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหารทั้งมือใหม่ และมืออาชีพ


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

สูตรสมุนไพรไล่แมลง ได้ผลชะงัด

สูตรสมุนไพรไล่แมลง ได้ผลชะงัด

สูตรสมุนไพรไล่แมลง

การใช้พืชสมุนไพร ทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ป้องกันแมลงศัตรูพืช ทดแทนการใช้สารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งพืชส่วนใหญ่เป็นพืชในท้องถิ่น สามารถปลูกและหาได้ง่าย รวมทั้งไม่มีพิษต่อสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อม มีการสลายตัวในธรรมชาติได้รวดเร็ว ต่างจากสารเคมีที่เกษตรกรส่วนใหญ่มักใช้ฉะนั้น มาดูวิธีทำน้ำสกัดชีวภาพสมุนไพรกำจัดแมลงแลงและป้องกันเชื้อรา แบบไร้สารพิษ ไม่พึ่งสารเคมี

สูตรที่ 1 การทำสารสกัดไล่แมลงและป้องกันเชื้อรา

วัตถุดิบ

  • ใบสะเดาแก่ หรือเมล็ดสะเดาบด
  • ใบน้อยหน่า
  • ใบฝรั่ง
  • ใบกะเพรา
  • หัวข่าแก่
  • ตะไคร้หอม

วิธีการทำ

นำส่วนผสมที่ 1-8 จำนวนพอสมควรเท่าๆ กัน สับหรือหั่นรวมกันในอัตรา 3 ส่วน (3 กิโลกรัม) ผสมคลุกเคล้ากับกากน้ำตาล 1 ส่วม (1 กิโลกรัม) ใส่ถังพลาสติกหมักไว้ 7-10 วัน กรองเอาน้ำหมักไปใช้ใช้ในอัตรา 2 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร นำไปฉีดพ่นต้นพืชในช่วงเย็นหรือเช้าที่ยังไม่มีแสงแดด ทุก 7-10 วัน / ครั้ง เพื่อไล่แมลงและป้องกันกำจัดเชื้อรา

สูตรที่ 2 น้ำหมักสมุนไพรกำจัดแมลง

  • หางไหลหรือต้นบอระเพ็ด 2 กิโลกรัม
  • ใบสะเดาแก่หรือเมล็ดบด 2 กิโลกรัม
  • ตะไคร้หอม 2 กิโลกรัม
  • หัวข่าแก่ 2 กิโลกรัม
  • น้ำสะอาด 20 ลิตร
  • หั่นสมุนไพรเป็นชิ้นเล็กๆ
  • ตำหรือบดให้ละเอียด
  • กรองเอาน้ำยาเข้มข้นผสมน้ำ

วิธีการทำ

หั่นสมุนไพรทั้ง 4 ชนิด เป็นชิ้นเล็กๆ รวมกัน ตำหรือบดให้ละเอียด แช่น้ำ 1 ปี๊บ กรองเอาน้ำยาเข้มข้นสูง 1 ลิตร ผสมน้ำ 1-2 ปี๊บ นำไปฉีดต้นไม้ ป้องกันกำจัดเพลี้ย หนอน แมลงต่างๆ ควรฉีดห่างกัน 3-5 วัน อย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป

ขอขอบคุณ กรมส่งเสริมการเกษตร


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แปะพิกัด 10 สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ ที่คุณห้ามพลาด!

แปะพิกัด 9 สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ ที่คุณห้ามพลาด!

ถ้าพูดถึงจังหวัดที่กำลังมาแรงทั้งเรื่องท่องเที่ยว วัฒนธรรม และกีฬา “บุรีรัมย์” ต้องติดโผอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน จังหวัดเล็ก ๆ แห่งแดนอีสานใต้ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งปราสาทหินโบราณอายุนับพันปี ธรรมชาติสวยงาม วิถีชีวิตเรียบง่าย และแหล่งท่องเที่ยวทันสมัยที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วประเทศ

ไม่ว่าคุณจะเป็นสายประวัติศาสตร์ สายถ่ายรูป สายชิลล์ หรือสายครอบครัว บุรีรัมย์ก็มีครบ จบในจังหวัดเดียว เที่ยวได้ทั้งปี แถมเดินทางสะดวกจากหลายเส้นทาง ใครที่กำลังวางแผนทริปวันหยุด บทความนี้เราขอพาไป “แปะพิกัด 9 สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ ที่คุณห้ามพลาด!” รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะอยากเก็บกระเป๋าออกเดินทางทันที

1. อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง (Phanom Rung Historical Park)

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง คือหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสุดไอคอนิคของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมแบบขอมโบราณ ตั้งอยู่บนปลายวงปากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว ทำให้มีมุมมองสุดอลังการของปราสาทหินและทุ่งนาโดยรอบ ที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางความเชื่อและพิธีกรรมของอาณาจักรขอมระหว่างศตวรรษที่ 10–13 จึงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีจนกลายเป็นไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมไม่ควรพลาด

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

  • พิกัด: ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ 31110, ประเทศไทย
  • เวลาเปิด–ปิด: ทุกวันตั้งแต่ 06.00 – 18.00 น.
  • ค่าธรรมเนียมเข้าเที่ยว: โดยทั่วไปประมาณ 100–200 บาท (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตรและโปรโมชั่นร่วมกับ ปราสาทเมืองต่ำ/เมืองต่ำ)

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

จุดเด่นที่ห้ามพลาด

  • ปราสาทหินขอมโบราณบนภูเขาไฟ ซึ่งแสดงเอกลักษณ์งานก่อสร้าง sandstone และ laterite ที่งดงาม
  • หอคอย อุโมงค์ และระเบียงทางเดินหินที่ยังคงความเก่าแก่
  • โอกาสชมปรากฏการณ์ “แสงอาทิตย์ส่องทะลุ 15 ประตู” ในช่วงมีนาคม/กันยายน ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของที่นี่

2. ปราสาทเมืองต่ำ (Prasat Muang Tam)

ปราสาทเมืองต่ำ เป็นโบราณสถานขอมโบราณที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนจังหวัดบุรีรัมย์ แม้จะมีขนาดเล็กกว่า “พนมรุ้ง” แต่กลับเรียบง่าย มีเสน่ห์ และบรรยากาศที่สงบ เหมาะกับการแวะชมหลังจากเที่ยวปราสาทพนมรุ้งต่อเนื่องกันได้อย่างลงตัว

ปราสาทเมืองต่ำ

ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 10 เพื่อเป็นเทวสถานสำหรับบูชาพระศิวะตามคติฮินดู ภายในมีปรางค์และอาคารหินรวม 5 หลังที่ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน รายล้อมด้วยสระน้ำสี่มุมและกำแพงแก้วที่งดงาม แสดงศิลปะขอมแบบ Khleang และ Baphuon ซึ่งให้ภาพประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งของอาณาจักรขอมที่เคยรุ่งเรืองในภูมิภาคนี้

  • พิกัด: ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ 31140
  • เวลาเปิด–ปิด: ทุกวัน 06.00–18.00 น. (เวลาอาจปรับตามฤดูกาลและการจัดกิจกรรม)
  • ค่าบริการเข้าชม: โดยเฉลี่ยประมาณ 100–150 บาท สำหรับผู้ใหญ่ โดยสามารถซื้อบัตรรวมเที่ยวทั้ง พนมรุ้ง + เมืองต่ำ ในราคาโปรโมชั่นได้ด้วย (ราคาและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)

ปราสาทเมืองต่ำเป็นหนึ่งในมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมที่รวมเอาความงามของศิลปะขอมสมัยโบราณไว้ได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะตั้งอยู่บนพื้นราบแต่กลับมีเสน่ห์และรายละเอียดน่าค้นหา ซึ่งเหมาะมากสำหรับนักเดินทางที่หลงใหลในประวัติศาสตร์และภาพถ่ายที่แปลกตา

วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง

3. วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง

วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติใจกลางเมืองบุรีรัมย์ บนยอดเขากระโดงซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิท คุณจะได้พบกับ

  • พระสุภัทรบพิตร  พระพุทธรูปองค์ใหญ่คู่เมืองบุรีรัมย์ เป็นจุดสักการะสำคัญของชาวบุรีรัมย์
  • ปราสาทเขากระโดง โบราณสถานเก่าแก่ สร้างขึ้นก่อนสมัยสุโขทัย มีร่องรอยการบูรณะในสมัยรัตนโกสินทร์
  • รอยพระพุทธบาทจำลอง  ตั้งอยู่ภายในมณฑป ใกล้กับปราสาทเขากระโดง
  • ปากปล่องภูเขาไฟ  สามารถเดินชมรอบๆ ปากปล่องได้
  • สะพานแขวนลาวา  สะพานที่สร้างข้ามปากปล่องภูเขาไฟ เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม

4. สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (Chang International Circuit)

ถ้าคุณเป็นคนที่หลงใหลความเร็ว ความมันส์จากเครื่องยนต์ และบรรยากาศการแข่งขันระดับโลก สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต คือหนึ่งในแลนด์มาร์กที่คุณต้องใส่ไว้ในแพลนเที่ยวบุรีรัมย์! สนามแข่งรถแห่งนี้เป็นหนึ่งในสนามมอเตอร์สปอร์ตที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย ได้รับมาตรฐานระดับ FIA Grade 1 / FIM Grade A – ซึ่งหมายถึงสามารถรองรับการแข่งขันรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ในระดับสูงสุดของโลกได้

สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

สนามนี้เปิดใช้งานครั้งแรกในปี 2014 และตั้งอยู่ใกล้เมืองบุรีรัมย์ เดินทางสะดวก ทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากสนามฟุตบอล ช้าง อารีน่า และสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ของจังหวัดอีกด้วย เมื่อมีการจัดการแข่งขันบิ๊กอีเวนต์ เช่น MotoGP Thailand Grand Prix หรือ World Superbike Championship บรรยากาศจะคึกคักสุด ๆ มีแฟนมอเตอร์สปอร์ตจากทั่วประเทศมาร่วมชมเหมือนเป็นงานเทศกาลใหญ่ของบุรีรัมย์ทุกปี

  • พิกัด: 444 หมู่ 15 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 31000 (ประมาณ GPS 14.957° N, 103.093° E)
  • เวลาเปิด–ปิด: เวลาทำการอาจแตกต่างกันไปตามโปรแกรมการแข่งขันหรือกิจกรรมในสนาม — แนะนำตรวจสอบตารางการแข่งขันล่วงหน้าก่อนเดินทาง
  • ตั๋วเข้าชม: ราคาตั๋วขึ้นอยู่กับประเภทอีเวนต์และที่นั่งที่เลือก ในวันแข่งขันรายการใหญ่จะมีหลายระดับราคา ตั้งแต่โซนชมทั่วไปจนถึงโซนสุดพิเศษสำหรับแฟนมอเตอร์สปอร์ต

5. บุรีรัมย์คาสเซิล (Buriram Castle)

บุรีรัมย์คาสเซิล (Buriram Castle) คือหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่น่าสนใจของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ผสมผสาน เสน่ห์วัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบัน ไว้อย่างลงตัว ภายในพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 93,000 ตารางเมตร คุณจะได้เพลิดเพลินไปกับสถาปัตยกรรมที่อ้างอิงจากขอมโบราณ เช่น ปราสาทหินพนมรุ้งจำลอง พร้อมบรรยากาศสวนไม้ดอก ไม้ประดับ และสวนกระบองเพชรที่ถูกจัดอย่างสวยงามโดยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและศิลปกรรมโบราณอีกด้วย

บุรีรัมย์คาสเซิล (Buriram Castle)

วัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบัน ไว้อย่างลงตัว ภายในพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 93,000 ตารางเมตร คุณจะได้เพลิดเพลินไปกับสถาปัตยกรรมที่อ้างอิงจากขอมโบราณ เช่น ปราสาทหินพนมรุ้งจำลอง พร้อมบรรยากาศสวนไม้ดอก ไม้ประดับ และสวนกระบองเพชรที่ถูกจัดอย่างสวยงามโดยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและศิลปกรรมโบราณอีกด้วย

ที่นี่เป็นมากกว่าแลนด์มาร์กถ่ายรูป เพราะยังมี โซนร้านอาหาร ร้านค้าแฟชั่น ร้านของที่ระลึก และพื้นที่พักผ่อน ที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวและครอบครัวอย่างครบถ้วน ทำให้ Buriram Castle เป็นจุดเช็คอินที่เหมาะทั้งการมาชิล ๆ ยามเย็น หรือจะเดินเล่น จิบกาแฟ ถ่ายรูปสวย ๆ ไปพร้อมกันก็ได้

  • พิกัด: 444/8 หมู่ 15 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 31000
  • เวลาเปิด–ปิด: ทุกวัน 10:00 – 21:00 น. (เหมาะกับการเที่ยวช่วงเช้า–เย็น)
  • ค่าบริการเข้าชม: ฟรี — สามารถเดินเที่ยวและถ่ายรูปได้โดยไม่เสียค่าเข้า

6. ถนนคนเดินเซราะกราว (Buriram Walking Street – เซราะกราว)

ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศคึกคักยามค่ำคืนของบุรีรัมย์แบบใกล้ชิดชาวบ้านจริง ๆ ต้องไม่พลาด ถนนคนเดินเซราะกราว แหล่งรวมของกิน ของฝาก และสินค้าแฮนด์เมดที่สะท้อนเสน่ห์อีสานใต้ได้อย่างชัดเจน คำว่า “เซราะกราว” ในภาษาเขมรถิ่นบุรีรัมย์ แปลว่า “บ้านของเรา” ซึ่งก็เหมือนบรรยากาศที่นี่เลย — เป็นกันเอง อบอุ่น และเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ถนนคนเดินเซราะกราว

ภายในถนนคนเดิน คุณจะได้เดินชิมสตรีทฟู้ดหลากหลาย ตั้งแต่หมูย่าง ลูกชิ้นปิ้ง ไส้กรอกอีสาน ข้าวจี่ ขนมพื้นบ้าน ไปจนถึงอาหารฟิวชันสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีโซนเสื้อผ้าแฟชั่น งานคราฟต์ ของที่ระลึก และบางช่วงยังมีเวทีดนตรีสดสร้างสีสันให้เดินเพลินแบบไม่รู้ตัว

ที่นี่เหมาะทั้งสายกิน สายชิล และสายถ่ายรูป เพราะไฟประดับยามค่ำคืนช่วยเพิ่มบรรยากาศให้น่าเดินมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินที่เติมเต็มทริปบุรีรัมย์ให้ครบทั้งกลางวันและกลางคืน

พิกัดถนนคนเดินเซราะกราว

  • ตั้งอยู่บริเวณ ถนนรมย์บุรี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 31000 (อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟบุรีรัมย์ และย่านใจกลางเมือง)
  • วันเปิดทำการ: โดยทั่วไปเปิดเฉพาะวันเสาร์
  • เวลา: ประมาณ 17.00 – 22.00 น. (วันและเวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลหรือกิจกรรมพิเศษ)

7. เขื่อนลำนางรอง (Lam Nang Rong Dam)

อีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนใกล้ชิดธรรมชาติของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่เหมาะกับสายชิล สายปิกนิก และคนที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายมาเติมพลังใจท่ามกลางวิวภูเขาและผืนน้ำกว้างใหญ่ 💙

เขื่อนลำนางรอง ตั้งอยู่ในอำเภอโนนดินแดง โอบล้อมด้วยแนวเทือกเขาพนมดงรัก บรรยากาศเงียบสงบ อากาศดีตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว น้ำจะเต็มอ่างเก็บน้ำพอดี ทำให้วิวสวยเป็นพิเศษ

ที่นี่ไม่ใช่แค่แหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนยอดนิยมของชาวบุรีรัมย์และจังหวัดใกล้เคียง นักท่องเที่ยวสามารถมานั่งชมวิว ถ่ายรูป เล่นน้ำในจุดที่กำหนด หรือกางเสื่อปิกนิกริมสันเขื่อน บางช่วงจะมีร้านอาหารท้องถิ่นและแพอาหารเปิดให้บริการด้วย

พิกัด

  • ตำบลโนนดินแดง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ 31260 (ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ประมาณ 80–90 กิโลเมตร)

8. ศาลพระหลักเมืองบุรีรัมย์ (Buriram City Pillar Shrine)

มาต่างเมืองทั้งทีต้องเสริมความเป็นสิริมงคลให้เที่ยวอย่างแคล้วคลาดปลอดภัยด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ศาลพระหลักเมืองบุรีรัมย์ โดยที่เที่ยวบุรีรัมย์ในเมืองแห่งนี้ เป็นสถาปัตยกรรมแบบขอม มียอด 5 ชั้น ภายในมีเสาหลักเมือง 2 ต้น มีเทพประจำทิศเพื่อปกป้องรักษาทิศต่างๆ ตามคติความเชื่อโบราณ นอกจากนี้ด้านข้างศาลหลักเมืองยังมี ศาลปึงเถ่ากงม่า ซึ่งเป็นศาลเจ้าจีน ประดิษฐานรูปเหมือนเจ้าพ่อหลักเมือง ด้านซ้ายมีเทพเจ้าไฉ่ซิงเอียะ ด้านขวามีเทพเจ้ากวนอู เพื่อให้ชาวไทยเชื้อสายจีนได้มากราบไหว้ในบริเวณเดียวกัน

ศาลพระหลักเมืองบุรีรัมย์ (Buriram City Pillar Shrine)

  • ช่วงเวลาที่ควรไป : เที่ยวได้ทั้งปี
  • เวลาทำการ : เปิดทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 8.00-20.00 น.
  • ที่อยู่ : ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์
  • พิกัด : https://maps.app.goo.gl/6Rn1twgJWsnhi7fD7
  • ค่าเข้าสถานที่ : ไม่มีค่าเข้า
  • วิธีเดินทาง : ขับรถจากบุรีรัมย์ไปตามทางหลวงหมายเลข 218 จากนั้นเลี้ยวขวา เข้าสู่ ถนนหมายเลข 2074 ศาลพระหลักเมืองบุรีรัมย์ จะอยู่ทางขวามือ

9. เขาอังคาร (Khao Angkhan)

เขาอังคารเกิดจากการปะทุของภูเขาไฟยุคควอเทอร์นารี อายุกว่า 700,000 ปี จุดที่เป็นปากปล่องใหญ่อยู่ที่เขากระดูกซึ่งเป็นจุดสูงสุด ส่วนรอบเขากระดูกเป็นแอ่งยุบปากปล่อง ซึ่งวัดเขาอังคารตั้งอยู่บนขอบของแอ่งนี้ โดยวัดดังกล่าวเป็นหนึ่งในที่เที่ยวบุรีรัมย์สุดฮิต มีพระพุทธรูปจำนวน 109 องค์ ล้อมรอบโบสถ์สามยอด ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังพุทธชาดก ทั้งยังมีใบเสมาหินบะซอล์ท สมัยทวาราวดี ซึ่งพบเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย นอกจากนี้ บริเวณรอบเขายังมีป่าเต็งรังที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งในฤดูฝนจะมีเห็ดหลากหลายชนิดขึ้นอยู่จำนวนมาก

  • ช่วงเวลาที่ควรไป : เที่ยวได้ทั้งปี
  • เวลาทำการ : เปิดทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 8.00-18.00 น.
  • ที่อยู่ : ตำบลเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์
  • พิกัด : https://maps.app.goo.gl/hbZVzDe295RZJDy16
  • ค่าเข้าสถานที่ : ไม่มีค่าเข้า

วิธีเดินทาง

ขับรถจากบุรีรัมย์โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 218 (บุรีรัมย์-นางรอง) เป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 24 (สีคิ้ว-อุบลราชธานี) ไปจนถึงหมู่บ้านตะโก ประมาณ 14 กิโลเมตร แล้วจึงเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2117 เมื่อเดินทางถึงบ้านตาเป็ก เลี้ยวขวาตามทางไปอำเภอละหานทรายประมาณ 13 กิโลเมตรจะพบทางแยกขวาไปวัดเขาอังคาร โดยขับไปอีกประมาณ 7 กิโลเมตร

ากความยิ่งใหญ่ของ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และ ปราสาทเมืองต่ำ ที่พาเราย้อนเวลากลับไปสู่ยุคอารยธรรมขอมอันรุ่งเรือง สู่ความตื่นเต้นเร้าใจที่ Chang International Circuit ไปจนถึงบรรยากาศชิล ๆ ริมน้ำที่ เขื่อนลำนางรอง หรือเดินเล่นหาของอร่อยยามค่ำคืนที่ ถนนคนเดินเซราะกราว ทุกสถานที่ล้วนมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง

บุรีรัมย์คือเมืองที่ผสมผสาน “อดีต ปัจจุบัน และวิถีชีวิตท้องถิ่น” ไว้อย่างลงตัว จะมาเที่ยวแบบครอบครัว คู่รัก แก๊งเพื่อน หรือสายลุยเดี่ยว ก็สามารถออกแบบทริปได้หลากหลายสไตล์ เที่ยวได้ทั้งปี ไม่มีเบื่อ

ถ้าคุณกำลังมองหาจังหวัดที่มีครบทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ กีฬา วัฒนธรรม และของกินอร่อย ๆ บอกเลยว่า “บุรีรัมย์” คือคำตอบที่คุ้มค่าเกินคาด

อ่านจบแล้ว…อย่าปล่อยให้เป็นแค่ลิสต์ในบทความ ลองเลือกสักที่ใน 9 พิกัดนี้ แล้วออกเดินทางไปสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วคุณจะรู้ว่า เมืองเล็ก ๆ แห่งอีสานใต้แห่งนี้ มีอะไรให้หลงรักมากกว่าที่คิด


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การทำระบบน้ำสำหรับการเกษตร และวิธีการติดตั้งที่ดี

การทำระบบน้ำสำหรับการเกษตร และวิธีการติดตั้งที่ดี

การติดตั้งระบบน้ำสวนเกษตร

การออกแบบระบบน้ำสำหรับการเกษตรเป็นเรื่องที่เกษตรกรทุกคนต้องคิดกันอยู่แล้ว เพราะระบบน้ำที่ดีนอกจากจะช่วยเพิ่มผลผลิตให้เราได้แล้ว ยังช่วยประหยัดทั้งค่าน้ำและค่าวัสดุประปาที่เราใช้อีกด้วย

ในวันนี้เรามาดูกันว่าการทำระบบน้ำสำหรับการเกษตรที่ดีเป็นยังไงบ้าง

การทำระบบน้ำในการเกษตร

ระบบน้ำในการเกษตร คือการเดินน้ำสู่ผืนดินผ่านระบบสายยาง ท่อ และหัวฉีดน้ำต่างๆ เหมาะสำหรับการเกษตรในพื้นที่ที่มีน้ำฝนไม่ต่อเนื่อง หรือมีช่วงน้ำแล้งน้ำแห้ง จนทำให้ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ระบบน้ำในการเกษตรแบ่งได้เป็นสองแบบคือ ระบบน้ำแบบหยด และ ระบบน้ำพุ่ง

ก่อนที่เราจะไปดูวิธีการติดตั้ง เราก็ต้องมาดูความสำคัญของระบบน้ำกันก่อน สาเหตุที่เราต้องพึ่งระบบน้ำก็เพราะว่า ‘น้ำฝน’ ไม่พอนั่นเอง ประเทศไทยเป็นประเทศที่ร้อนแถมมีอากาศแห้ง ถ้าไม่ใช่ช่วงหน้าฝน เราก็คงไม่สามารถปลูก พืช ผัก หรือ ผลไม้ ได้ในปริมาณที่ดี บางช่วงถ้าแล้งมากๆพืชผักเราอาจจะตายหมดเลยก็ได้ถ้าเราไม่มีระบบน้ำคอยช่วย

เราเรียนกันมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า ‘น้ำ’ สำคัญกับการเกษตรแค่ไหน น้ำที่ดีต้องมีมากพอสำหรับแปลงเกษตรของเรา หากเราปลูกพืชผักแปลงใหญ่เราก็ควรใช้น้ำบาดาล หรือหากเราปลูกแปลงเล็กๆไว้กินเองที่บ้าน เราก็อาจจะใช้น้ำประปาเป็นต้น

นอกจากนั้นแล้ว ‘วิธีการให้น้ำ’ ก็เป็นสิ่งที่เราต้องคิดถึงด้วย พืชผักบางอย่างใช้น้ำน้อย หากเราให้ฝืนให้น้ำเยอะเกินวัชพืชข้างๆอาจจะแย่งสารอาหารไปได้ พืชบางอย่างก็ใช้น้ำเยอะ หากเราให้น้ำน้อยเกินก็จะโตได้ไม่เต็มที่ 

การติดตั้งระบบน้ำสวนเกษตร

ระบบน้ำสวนเกษตรที่คนนิยมกันมากที่สุดก็คือ ระบบน้ำผ่านสปริงเกอร์ (หัวฉีดน้ำ) แบบต่างๆ ระบบน้ำแบบนี้ลำเลียงน้ำผ่านปั๊มน้ำความดันสูงที่จะอัดฉีดน้ำจากท่อประธานหรือท่อเมนใหญ่เข้าไปในท่อย่อยเพื่อลำเลียงน้ำเข้าไปในหัวฉีดสปริงเกอร์อีกที

โดยส่วนประกอบของระบบน้ำสวนเกษตรแบบนี้คือ

  • น้ำต้นทาง – ในกรณีนี้หมายถึงน้ำบาดาลหรือน้ำประปา เป็นน้ำต้นทางที่เราจะลำเลียงเข้าไปในระบบเกษตรของเรา น้ำต้นทางควรมีปริมาณที่เพียงพอต่อการใช้งานของเรา สามารถคำนวณย้อนหลังจากความเร็วของหัวฉีด จำนวนของหัวฉีด และชนิดของพืชผักที่เราปลูก ถ้าเราต้องใช้ในปริมาณเยอะ เราก็จำกเป็นต้องมี ‘ถังน้ำ’
  • ท่อประธาน (ท่อเมน) – เป็นท่อหลักที่ลำเลียงน้ำเข้าสู่ท่อย่อยๆอีกที ส่วนมากจะมีขนาด 2” ขึ้น หากระบบน้ำมีขนาดใหญ่ เราก็ควรจะใช้ท่อที่มีขนาดใหญ่และรับแรงดันน้ำได้เยอะเพื่อป้องกันท่อเสีย ท่อรั่ว งสวนเกษตรที่มีขนาดใหญ่ก็ควรเลือกวัสดุที่มีคุณภาพดีตามความเหมาะสม หากระบบเรามีขนาดใหญ่มาก เราก็อาจจะใช้ท่อประธานรอง เพื่อลำเลียงน้ำให้ทั่วถึงมากขึ้น
  • ท่อย่อย – คือท่อที่ลำเลียงน้ำจากท่อประธานเข้าสู่ส่วนต่างๆในสวนของเราอีกที ท่อย่อยส่วนมากจะมีขนาด ½” หรือ ¾” (ขึ้นอยู่กับหัวฉีดสปริงเกอร์ และจำนวนน้ำที่เราต้องการฉีดออกมา)
  • ปั๊มน้ำ – ใช้ตอนต้นทางเพื่อปั๊มน้ำจากต้นทางเข้าไปในท่อประธาน และถ้าระบบท่อย่อยเรามีแรงดันไม่พอ เราก็อาจจะติดตั้งปั๊มน้ำเพิ่มเพื่อให้น้ำไหลอย่างทั่วถึงและเพียงพอสำหรับหัวฉีดทุกจุด
  • หัวฉีดสปริงเกอร์ – มีทั้งรูปแบบหยด และ แบบน้ำพุ่ง ขึ้นอยู่กับชนิดพืชผักที่เราปลูก
พืชผักที่ใช้น้ำไม่เยอะก็ควรใช้เป็นระบบน้ำหยด เพราะถ้าเราใช้ระบบน้ำอื่นที่ฉีดน้ำมากเกินไป (เช่นระบบน้ำพุ่ง) เราก็จะทำให้วัชพืชหรือพืชผักอื่นที่เราไม่ต้องการโตได้ ซึ่งพืชผักพวกนี้ส่วนมากจะมาแย่งสารอาหารจากสิ่งที่เราอยากปลูก
ในบทความนี้เรามาดูกันว่าระบบน้ำหยดทั่วไปนั้นติดตั้งอย่างไร และมีอะไรที่เราควรรู้บ้าง
ระบบน้ำหยดและข้อควรรู้
ระบบน้ำหยดเป็นระบบน้ำเกษตรที่คนพูดถึงบ่อยมาก ชาวเกษตรส่วนมากชอบระบบน้ำแบบนี้เพราะใช้น้ำน้อยกว่าและเหมาะกับการปลูกพืชผักในไทยหลายชนิด ทั้งต้นไม้ ผัก ผลไม้ต่างๆ
ข้อดีของระบบน้ำหยดก็คือ ‘ความสม่ำเสมอ’ ของการหยดน้ำ ระบบน้ำแบบนี้ทำให้เราสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ง่ายซึ่งนอกจากจะประหยัดงบแล้ว ยังช่วยให้พืชผักของเรารับสารอาหารได้เพียงพออีกด้วย ที่สำคัญหัวฉีดระบบน้ำหยัดยังมีราคาประหยัด หาซื้อได้หัวละไม่ถึงห้าบาทด้วยซ้ำ หากเทียกับหัวฉีดน้ำแบบอื่นแล้ว ราคาดีกว่ากัน 20-30% ถ้าเราปลูกสวนขนาดใหญ่จะช่วยประหยัดได้เยอะมาก
เกษตรกรมือใหม่อาจจะลืมคิดไป แต่สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบน้ำหยดก็คือ ‘ดิน’ 
ดินที่ดีสำหรับระบบน้ำหยดต้องไม่ขังน้ำ หากเราออกแบบระบบน้ำและดูแลดินไม่ดี ดินอาจจะขังน้ำและทำให้น้ำแฉะ ซึ่งสำหรับพืชผักที่ไม่ต้องการน้ำเยอะๆในระบบแบบนี้ อาจจะทำให้พืชผักเราตายได้
ข้อแนะนำก็คือการยกโคนต้นให้สูงขึ้นมาหน่อยเพื่อให้น้ำไม่ขังแถวปลายรากมาก อย่างไรก็ตาม ‘ความสูงของราก’ และ ‘ปริมาณน้ำ’ ที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของพืชผล ในกรณีนี้เราอาจจะต้องศึกษาหรือทำการทดลองปริมาณที่เหมาะสมสำหรับระบบน้ำหยดของเราเอง
อุปกรณ์ที่ใช้ในการวางระบบน้ำ
นอกจากหัวฉีดสปริงเกอร์ที่เราได้ดูกันไปแล้ว ‘ปั๊มน้ำ’ และ ‘ท่อน้ำ/ท่อประปา’ ก็เป็นวัสดุที่เราต้องดูกัน
  • ปั๊มน้ำ สามารถหาซื้อได้จากร้านขายอุปกรณ์เกษตรทั่วไป มีตัวเลือกไม่ค่อยเยอะเท่าไร เราแค่ต้องเลือกจำนวนแรงม้าให้เหมาะสมกับการใช้งานของเราก็พอ โดยรวมแล้วท่อ 2” ควรใช้แรงดัน 2 แรงม้า อย่างไรก็ตามเราก็ควรดูความยาวของท่อและปริมาณน้ำที่เราต้องจ่ายไปท่อย่อยทั้งหมดด้วย วิธีการเลือกปั๊มน้ำที่ดีที่สุดก็คงไม่พ้น ‘การคำนวณ’ อยู่ดี
  • ท่อน้ำ (หมายถึงทั้งท่อประธาน และ ท่อย่อย) เป็นส่วนที่เราควรใส่ใจในการเลือกซื้อเป็นพิเศษ เนื่องจากว่าเราต้องใช้ในจำนวนมากและมีราคารวมค่อนข้างแพง หากเลือกซื้อผิดอาจจะเสียหายหลายหมื่นหลายแสนบาทได้
ท่อน้ำที่นิยมใช้ในระบบน้ำการเกษตรมีอยู่ 2 อย่าง ก็คือท่อ PE และ ท่อPVC ท่อพีอีจะมีราคาถูกกว่าสำหรับท่อขนาดเล็กกว่า 20มม ทำให้เหมาะกับการเกษตรขนาดย่อม แต่ท่อ PVC มีความทนทานมากกว่า หาซื้อง่ายกว่า ซึ่งเหมาะกับระบบการเกษตรที่ต้องใช้ท่อขนาดใหญ่กว่า 2 นิ้ว (หรือท่อประธาน) โดยรวมแล้วคนทั่วไปก็จะแนะนำให้ใช้ท่อ PVC
ในความจริงแล้ว ราคาตลาดของท่อพีวีซีก็ไม่ถือว่าแพงเท่าไร ถ้าเลือกใช้ให้ดีแล้วซื้อมีจำนวนก็สามารถช่วยประหยัดได้เยอะ
การวางระบบน้ำในสวนเกษตรสวนผลไม้
การวางระบบน้ำในแต่ละที่นั้นต้องมีข้อจำกัดที่ไม่เหมือนกัน ก่อนที่เราจะเริ่มลงทุนจริงจังกับสวนของเรา เรามาดูข้อควรระวังกันก่อน
  • ปริมาณน้ำที่ใช้– พืชผักผลไม้แต่ละชนิดใช้ปริมาณน้ำไม่เท่ากัน ชนิดของพืชผักแต่ละอย่างทำให้เราต้องดูทั้งชนิดดิน วิธีการออกแบบระบบน้ำ และเลือกซื้ออุปกรณ์การเกษตรที่เหมาะสมกับการปลูกของเรา 
  • ช่วงเวลาการเติบโต– ผลไม้เช่นทุเรียนต้องการปริมาณน้ำมากน้อยขึ้นอยู่กับช่วงการเจริญเติบโต ในช่วงเริ่มออกดอกใหม่ๆเราควรควบคุมประมาณน้ำให้พอเพียง แล้วค่อยลดปริมาณน้ำหลังจากดอกเริ่มโตเป็นต้น การให้น้ำอย่างเพียงพอจะช่วยทำให้ผลผลิตเราออกมาดี แถมยังช่วยประหยัดค่าน้ำเราได้ด้วย
  • การจัดวางระยะปลูก – หากเราต้องการปลูกผลไม้ให้ได้ผลผลิตมากที่สุดสำหรับพื้นที่ของเรา เราก็ต้องคำนึงถึงการจัดวางระยะปลูก เราต้องจัดวางพืชผักผลไม้ของเราไม่ให้แย่งสารอาหารกันเอง ให้การรดน้ำทั่วถึง และให้ได้รับแสงแดงอย่างพอเพียงทุกที่ 
  • ระยะเวลาปลูกของเรา– เราต้องการปลูกให้ได้ผลลัพธ์ระยะยาวหรือระยะสั้น การปลูกให้ได้ผลเยอะใน 3-5 ปีมีการออกแบบไม่เหมือนกับการปลูกให้ได้ผลเยอะใน 2-3 ปี ในกรณีนี้เราต้องกลับมาดูเงินหมุนและระยะปัญผลที่เรายอมรับได้กัน
  • โรคและแบคทีเรียต่างๆ – ยกตัวอย่างเช่นหากเราปลูกส้ม โรคกรีนนิ่งหรือเชื้อแบคทีเรียที่ทำลายสารอาหารของส้มก็เป็นสิ่งที่เราควรระวัง ก่อนปลูกพืชผลไม้แต่ละอย่างให้ศึกษาโรคหรือแบคทีเรียที่สำคัญสำหรับผลผลิตของเราด้วย ข้อนี้ดูอาจจะไม่เกี่ยวกับระบบน้ำเท่าไร แต่แมลงหรือแบคทีเรียต่างๆต้องแก้จากระบบน้ำของเราเลย 
การทำระบบน้ำสำหรับการเกษตรมีขั้นตอนเยอะ และมีปัจจัยยุ่งยากหลายอย่างเลย การเกษตรเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนและใส่ใจให้เวลาเยอะมากๆ หากเราไม่ออกแบบการทำระบบให้ดีตั้งแต่แรก ปัญหาที่ตามมาอีกหกเดือน หรือหนึ่งปีภายหลังจะมีเยอะมาก
ขอบคุณที่มาจาก torpvc.com