วิธีปลูกผักอีตู่ (แมงลัก) ในกระถาง

วิธีปลูกผักอีตู่ (แมงลัก) ในกระถาง

วิธีปลูกผักอีตู่

ผักอีตู่ หรือ ใบแมงลัก นอกจากนิยมนำมาทำอาหาร ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เรามาศึกษาวิธีปลูกผักอีตู่ หรือ ต้นแมงลักในกระถาง แบบง่าย ๆ ด้วยตัวเอง รับรองว่า ทำตามได้ง่าย ๆ ต้นแมงลักโตเร็ว ใบเขียวสวยแน่นอน

ต้นผักอีตู่ หรือ ต้นแมงลัก ซึ่งเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 50 เซนติเมตร พบได้ทั้งในภาคเหนือภาคอีสาน และ ภาคกลาง ของไทย ลักษณะเป็นใบเดี่ยว สีเขียว ออกตามกิ่งของต้นแมงลัก ใบเป็นทรงรี ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่มหรือโค้งมน ขอบใบเรียบ มีขนอ่อนปกคลุมทั่วใบ

เนื่องจากเป็นพืชตระกูลเดียวกับโหระพาและกะเพรา ใบแมงลักจึงสามารถนำมารับประทานได้ โดยคนไทยนิยมนำมาประกอบอาหาร เพื่อช่วยดับกลิ่นคาวและเพิ่มกลิ่นหอมของอาหาร โดยเฉพาะเมนูแกงต่าง ๆ เช่น แกงเลียง แกงหน่อไม้ แกงอ่อม รวมถึงเมนูอาหารพื้นเมืองของคนภาคอีสานต่าง ๆ โดยคนไทยเรียกใบแมงลักในหลากหลายชื่อ คนภาคเหนือนิยมเรียกใบแมงลักว่า ก้อมก้อขาว ส่วนคนภาคอีสาน นิยมเรียกว่า ผักอีตู่

ด้วยความนิยมในการใช้ผักอีตู่ หรือ แมงลัก มาทำอาหาร ตลอดจน นำ เม็ดแมงลัก มาผสมกับอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อลดน้ำหนัก ทำให้คนไทยนิยมปลูกต้นแมงลักกันมากขึ้น เพื่อขายใบแมงลักและเม็ดแมงลักในเชิงพาณิชย์ โดยปัจจุบัน สายพันธุ์แมงลัก ที่นิยมปลูก คือ แมงลักสายพันธุ์ศรแดง เนื่องจากให้ใบใหญ่ ไม่มีขนาดเล็กจนเกินไป

วิธีปลูกผักอีตู่

ผักอีตู่ หรือ แมงลัก เป็นพืชที่เติบโตได้ง่ายในเขตร้อน ดังนั้น จึงปลูกได้ทุกภาคในประเทศไทย โดยนอกจากปลูกในแปลงเพาะแล้ว ปัจจุบัน สามารถปลูกในกระถาง เพื่อสร้างผลผลิตได้ด้วย หากใครอยากปลูกต้นแมงลัก เพื่อเก็บใบแมงลักไว้บริโภคในครัวเรือนล่ะก็ เราลองมาดูวิธีปลูกในกระถางกัน

วิธีปลูกผักอีตู่ (ต้นแมงลัก) ในกระถาง

  • ผสมดินร่วน ปุ่ยคอก แกลบ ขุยมะพร้าว ทราย ปูนขาว ให้เข้ากัน จากนั้น พรวนดิน แล้วตากแดดทิ้งไว้ 7 วัน เสร็จแล้ว นำดินใส่กระถาง เตรียมไว้
  • โรยเมล็ดแมงลักลงไปให้ทั่ว ๆ โรยดินทับลงไป แล้วรดน้ำให้ดินชุ่ม เสร็จแล้ว นำกระถางไปวางไว้ในที่ที่โดนแสงแดด รดน้ำวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ รอจนกว่าต้นแมงลักจะโตเป็นต้นกล้า
  • พอต้นแมงลักโตเป็นต้นกล้าแล้ว ให้ย้ายต้นกล้าลงในกระถางใหญ่ โดยเวลาย้าย ให้ขุดดินพร้อมต้นกล้าขึ้นมา ใส่กระถางใหญ่ ซึ่งรดน้ำจนดินชุ่มดีแล้ว จากนั้น ฝังรากต้นแมงลักลงไปในดิน แล้วรดน้ำให้ดินชุ่มอีก 1 รอบ
  • นำต้นแมงลักมาไว้ในที่แสงรำไร แล้วรดน้ำต่อวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3 – 5 วัน
  • พอต้นแมงลักเริ่มแข็งแรงดีแล้ว ให้ย้ายไปไว้ในที่ที่โดนแสงแดดดี แล้วเริ่มใส่ปุ๋ยคอก และคอยรดน้ำให้ดินชุ่มสม่ำเสมอ
  • ระหว่างปลูก ให้คอยเด็ดยอดอ่อน เพื่อให้ต้นโตเร็วมากยิ่งขึ้น (สามารถนำยอดอ่อนมาปักชำข้าง ๆ ตรงพื้นที่ว่างในกระถางได้)
  • เมื่อต้นแมงลัก โตจนมีอายุ 2 เดือนขึ้นไป ก็สามารถเก็บใบแมงลัก มาบริโภค หรือ ขายเพื่อสร้างรายได้ ได้แล้ว

ขอบคุณที่มาจาก SCG Thai


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ปลูกต้นหอมในกระถาง อย่างไรให้โตเร็วและได้ผลดี?

ปลูกต้นหอมในกระถาง อย่างไรให้โตเร็วและได้ผลดี?

ปลูกต้นหอมในกระถาง

ปลูกต้นหอมในกระถาง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนที่อยากมีผักสวนครัวใช้เองแต่มีพื้นที่จำกัด ต้นหอมเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว และสามารถเก็บเกี่ยวได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและผู้ที่ต้องการผักสดใช้ประกอบอาหารอยู่เสมอ การปลูกในกระถางยังช่วยให้สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าการปลูกลงดิน และสะดวกในการดูแลรักษา

ต้นหอม เป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว และใช้พื้นที่น้อย เหมาะสำหรับปลูกในกระถางเพื่อใช้ในครัวเรือน วันนี้แอดมินจะแนะนำขั้นตอนการปลูกต้นหอมในกระถางอย่างละเอียด ตั้งแต่การเตรียมดินไปจนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ต้นหอมที่อวบใหญ่ไว้รับประทานเอง

สายพันธุ์ของหอมแดงที่นิยมในไทย

ก่อนการปลูกเราควรทำความรู้จักสายพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ต้องการ โดยสายพันธุ์หอมแดงที่นิยมปลูกมากในไทยมีทั้งหมด 2 พันธุ์เด่น ๆ ด้วยกัน ดังต่อไปนี้

  • หอมแดงพันธุ์พื้นเมืองภาคเหนือ เปลือกสีเหลืองปนส้ม หัวมีขนาดปานกลาง กลมรี 1 หัวจะสามารถแตกหัวออกไปได้ประมาณ 5-8 หัว กลิ่นไม่ฉุน อายุหัวแก่เต็มที่จะอยู่ในฤดูหนาว 90 วัน และฤดูฝน 45 วัน
  • หอมแดงพันธุ์บางช้าง หรือหอมแดงศรีสะเกษ เปลือกสีม่วงปนแดง เปลือกหนาและเหนียว ขนาดหัวกลม ใหญ่ มีกลีบประมาณ 1-2 กลีบ/หัว กลิ่นฉุนจัด อายุการเก็บเกี่ยวเมื่อแก่จัดประมาณ 100 วัน ในฤดูหนาว และ 45 วันในฤดูฝน

เตรียมอุปกรณ์และวัสดุที่จำเป็น

การเริ่มต้นปลูกต้นหอมในกระถางต้องเตรียมอุปกรณ์พื้นฐานที่ไม่ซับซ้อน กระถางที่เหมาะสมควรมีขนาดกว้างพอสมควรและมีรูระบายน้ำที่ดี เพื่อป้องกันน้ำขังที่อาจทำให้รากเน่าได้1ดินที่ใช้ควรเป็นดินร่วนที่มีการระบายน้ำดี ไม่อุ้มน้ำมากเกินไป และมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ

เปลือกถั่วลิสงเป็นอีกหนึ่งวัสดุที่มีประโยชน์มากในการปลูกต้นหอม เนื่องจากช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้ร่วนซุยและช่วยรักษาความชื้นในดิน นอกจากนี้ยังสามารถใช้เศษเปลือกไข่แตกบดให้ละเอียดโรยหน้าดินเป็นปุ๋ยธรรมชาติได้ สำหรับพันธุ์ที่จะใช้ปลูก มีทั้งเมล็ดต้นหอมและรากต้นหอมที่เหลือจากการทำอาหารมาใช้ปักชำได้

การเตรียมดินเป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องทำอย่างถูกต้อง ควรพรวนดินให้ร่วนและทุบเปลือกถั่วลิสงให้เป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นผสมเปลือกถั่วลิสงกับดินและตักใส่กระถางโดยไม่ต้องกดดินให้แน่นจนเกินไป1การปล่อยให้ดินมีความโปร่งพอสมควรจะช่วยให้รากสามารถเจริญเติบโตได้ดีและระบายอากาศได้เหมาะสม

ขั้นตอนการปลูก

  • ใส่ดินปลูกลงในกระถาง โดยให้ดินอยู่ต่ำกว่าขอบกระถางประมาณ 2-3 เซนติเมตร
  • ขุดหลุมเล็กๆ ในดินให้มีระยะห่างพอสมควร นำหัวพันธุ์ต้นหอมวางลงในหลุม โดยให้ส่วนรากอยู่ด้านล่าง กลบดินให้มิดหัวพันธุ์ แล้วนำเศษฟางมาคลุมดิน รดน้ำให้ชุ่ม
  • รดน้ำให้ชุ่ม โดยให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่ระวังอย่าให้น้ำขัง
  • ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ปุ๋ยหมัด หรือปุ๋ยสูตร 15-15-15 ทุกๆ 2-3 สัปดาห์ เพื่อบำรุงต้นหอม
  • หากมีวัชพืชขึ้นในกระถาง ควรรีบกำจัดออก เพื่อไม่ให้วัชพืชแย่งอาหารต้นหอม

การดูแลรักษา

  • ต้นหอมต้องการแสงแดดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน ควรวางกระถางในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ
  • เมื่อต้นหอมมีใบยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร สามารถตัดแต่งใบเพื่อนำไปรับประทานได้ การตัดแต่งใบจะช่วยให้ต้นหอมแตกกอใหม่และมีใบอวบใหญ่ขึ้น
  • ต้นหอมอาจมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงบ้าง ควรสังเกตอาการผิดปกติ และทำการป้องกันหรือกำจัดตามความเหมาะสม

ปลูกต้นหอมในกระถาง

การเก็บเกี่ยว

ต้นหอมสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อมีอายุประมาณ 45-60 วัน หรือเมื่อต้นมีขนาดใหญ่พอตามต้องการ ใช้กรรไกรตัดใบต้นหอมเหนือดินเล็กน้อย

เคล็ดลับเพิ่มเติม

  • สามารถปลูกต้นหอมร่วมกับพืชผักอื่นๆ ในกระถางเดียวกันได้ เช่น ผักสลัด หรือมะเขือเทศ
  • สามารถใช้สารสกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำส้มควันไม้ หรือน้ำยาไล่แมลง เพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืช

ข้อควรระวัง

  • การให้น้ำมากเกินไปอาจทำให้รากเน่าและต้นหอมตายได้ ควรรดน้ำแต่พอชุ่ม
  • ควรสังเกตอาการผิดปกติของต้นหอมอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคหรือแมลง ควรรีบทำการป้องกันหรือกำจัด

การปลูกต้นหอมในกระถางเป็นวิธีการที่เรียบง่ายและให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักสด การมีผักสะอาดใช้เองตลอดเวลา หรือความพึงพอใจจากการได้ปลูกพืชด้วยมือตัวเอง ด้วยเทคนิคและวิธีการที่ถูกต้อง ใครๆ ก็สามารถปลูกต้นหอมในกระถางได้สำเร็จ และเพลิดเพลินกับการมีผักสวนครัวที่ปลูกเองอยู่ใกล้ๆ ตัว


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านแม่กำปอง เชียงใหม่ สัมผัสวิถีชุมชน ชาร์จพลังใจกลางธรรมชาติ

บ้านแม่กำปอง เชียงใหม่ สัมผัสวิถีชุมชน ชาร์จพลังใจกลางธรรมชาติ

บ้านแม่กำปอง เชียงใหม่

ภาพประกอบจาก: Facebook ปกรณ์ สุทร

หากคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่วุ่นวาย และได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติจริง ๆ บ้านแม่กำปอง จังหวัดเชียงใหม่ คือหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่หลายคนตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเยือน บ้านไม้เรียงรายตามไหล่เขา ลำธารใสไหลผ่านกลางหมู่บ้าน อากาศเย็นสบายตลอดปี และบรรยากาศเงียบสงบที่ทำให้ใจค่อย ๆ ผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว

ที่นี่ไม่ได้มีแค่ความสวยงามของธรรมชาติ แต่ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ของ วิถีชุมชนแบบเรียบง่ายและอบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นการพักโฮมสเตย์ พูดคุยกับชาวบ้าน จิบกาแฟหอม ๆ ในยามเช้า หรือเดินเล่นชมหมู่บ้านช้า ๆ ทุกกิจกรรมเล็ก ๆ ล้วนช่วยเติมพลังใจได้อย่างน่าประหลาด บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ บ้านแม่กำปอง เชียงใหม่ สัมผัสวิถีชุมชน ชาร์จพลังใจกลางธรรมชาติ สถานที่ที่เหมาะกับการพักใจ และกลับไปใช้ชีวิตด้วยความสดชื่นอีกครั้ง

บ้านแม่กำปอง เชียงใหม่

ภาพประกอบจาก: Facebook Kitsada Tangon Art

การเดินทางไปบ้านแม่กำปอง เชียงใหม่

บ้านแม่กำปองตั้งอยู่ในอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 50 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 1–1.30 ชั่วโมง การเดินทางไม่ยาก แต่ถนนช่วงท้ายจะคดเคี้ยวเล็กน้อย ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง

เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว

เริ่มต้นจากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้เส้นทางถนนเชียงใหม่–สันกำแพง (ทางหลวงหมายเลข 1317) ขับตรงไปจนถึงอำเภอแม่ออน จากนั้นเลี้ยวเข้าทางบ้านแม่กำปอง จะมีป้ายบอกทางตลอดเส้นทาง เหมาะสำหรับคนที่อยากแวะเที่ยวระหว่างทาง หรือขับชิล ๆ ชมวิวภูเขาและธรรมชาติสองข้างทาง

เดินทางโดยรถสาธารณะ

สามารถนั่งรถสองแถวสีขาวหรือรถตู้จากตัวเมืองเชียงใหม่ไปอำเภอแม่ออน แล้วต่อรถสองแถวชุมชนขึ้นไปบ้านแม่กำปอง วิธีนี้เหมาะกับสายเที่ยวสโลว์ไลฟ์ ไม่รีบร้อน และอยากสัมผัสบรรยากาศท้องถิ่น

คำแนะนำเล็ก ๆ ก่อนเดินทาง

ควรตรวจสภาพรถให้พร้อม โดยเฉพาะเบรกและยางรถยนต์ หากเดินทางช่วงหน้าฝน ถนนอาจลื่นเล็กน้อย และควรหลีกเลี่ยงการขับรถในช่วงกลางคืน เพื่อความปลอดภัยและความสบายใจตลอดการเดินทาง

เที่ยวบ้านแม่กำปอง

ภาพประกอบจาก: Facebook Kitsada Tangon Art

บ้านแม่กำปองอาจเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขา แต่กลับมอบความสุขและความสงบให้กับผู้มาเยือนได้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อากาศบริสุทธิ์ และวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านที่ทำให้การท่องเที่ยวครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการมาเช็กอิน

หากวันไหนคุณรู้สึกเหนื่อย อยากหยุดพักจากความวุ่นวายของชีวิต ลองให้โอกาสตัวเองได้มาสัมผัสบ้านแม่กำปอง ใช้เวลาช้า ๆ ฟังเสียงน้ำไหล สูดกลิ่นป่า และเปิดใจเรียนรู้วิถีชุมชนอันอบอุ่น รับรองว่าการเดินทางครั้งนี้จะช่วยชาร์จพลังใจให้เต็ม ก่อนกลับไปใช้ชีวิตต่อด้วยหัวใจที่เบาสบายและพร้อมเริ่มต้นใหม่อีกครั้งอย่างมีความสุข


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

หนีความวุ่นวายไปพักใจ กับ 10 ที่เที่ยวเกาะเสม็ด บรรยากาศชิล ๆ

18หนีความวุ่นวายไปพักใจ กับ 10 ที่เที่ยวเกาะเสม็ด บรรยากาศชิล ๆ

หาดทรายแก้ว

ในวันที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบ งานแน่น ๆ และความเครียดที่สะสมแบบไม่รู้ตัว หลายคนคงอยากมีที่สักแห่งไว้หนีไปพักใจ ให้สมองได้หยุดคิด และหัวใจได้พักผ่อนบ้าง หากคุณกำลังมองหาทะเลสวย เดินทางง่าย ไม่ต้องวางแผนซับซ้อน “เกาะเสม็ด” คือหนึ่งในจุดหมายที่ตอบโจทย์ได้ดีมาก ทะเลใส หาดทรายขาว บรรยากาศชิล ๆ แค่ก้าวเท้าลงจากเรือก็เหมือนได้ปล่อยความเหนื่อยล้าทิ้งไว้ข้างหลัง

เกาะเสม็ดไม่ได้มีดีแค่ความคึกคักหรือปาร์ตี้ริมทะเลเท่านั้น แต่ยังซ่อนมุมสงบ ๆ ไว้มากมาย ทั้งชายหาดเงียบ ๆ ที่เหมาะกับการนั่งฟังเสียงคลื่น จุดชมวิวที่มองเห็นทะเลกว้างสุดสายตา หรือมุมพักผ่อนสบาย ๆ สำหรับคนที่อยากนอนอ่านหนังสือ จิบกาแฟเบา ๆ แล้วปล่อยใจให้ไหลไปตามจังหวะของธรรมชาติ

บทความนี้จะพาคุณ หนีความวุ่นวายไปพักใจ กับ 10 ที่เที่ยวเกาะเสม็ด บรรยากาศชิล ๆ คัดมาแล้วเน้นความสงบ สบาย ไม่เร่งรีบ เหมาะทั้งกับคนที่อยากมาพักคนเดียว คู่รักที่อยากใช้เวลาร่วมกัน หรือแม้แต่ใครที่อยากพาครอบครัวมาสัมผัสทะเลแบบเรียบง่าย ไม่ต้องเน้นกิจกรรมหนัก แค่มาแล้วรู้สึกสบายใจ ได้ชาร์จพลังชีวิตให้เต็ม ก่อนกลับไปลุยกับวันทำงานอีกครั้งอย่างสดชื่นและมีรอยยิ้ม

หาดทรายแก้ว

ภาพประกอบจาก | เพจ The C Samet Beach Resort

1. หาดทรายแก้ว

หาดทรายแก้ว เป็นหาดที่สวยมากๆ ทรายขาวละเอียดนุ่มเท้าแล้ว ยังเป็นชายหาดที่สวยที่สุดบนเกาะเสม็ดอีกด้วย แน่นอนว่า ที่นี่จะเต็มไปด้วยสีสัน ความคึกคักของนักท่องเที่ยวที่มาชิล นอนอาบแดดใต้ต้นมะพร้าว เล่นน้ำทะเลใสสีคราม

2. หาดอ่าวพร้าว

หาดฝั่งตะวันตกที่เงียบสงบกว่าที่อื่น เหมาะกับการชมพระอาทิตย์ตกดิน บรรยากาศเป็นส่วนตัว น้ำทะเลนิ่ง เหมาะกับการพักผ่อนแบบจริงจัง

3. อ่าววงเดือน

หาดรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มีที่พักและร้านอาหารเรียงรายอย่างพอดี ไม่วุ่นวายเกินไป เหมาะกับการมาเป็นคู่หรือครอบครัว

ภาพประกอบจาก | facebook Nuntawut Cham

4. อ่าวทับทิม

หาดเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอย่างสงบ เงียบ และเป็นธรรมชาติ น้ำทะเลใส เหมาะกับการอ่านหนังสือ นั่งฟังเสียงคลื่น และพักใจจากโลกภายนอก

อ่าวทับทิม

ภาพประกอบจาก | Facebook Supaporn Kaorop

5. อ่าวนวล

หาดสำหรับคนรักความเรียบง่าย ไม่มีความพลุกพล่าน เหมาะกับสายสโลว์ไลฟ์ ที่อยากสัมผัสเกาะเสม็ดในมุมที่เงียบและเป็นส่วนตัว

อ่าวนวล

6. อ่าวลุงดำ

ถ้าใครชอบฟีลปลีกวิเวก หลีกหนีจากผู้คนวุ่นวาย อ่าวลุงดำตอบโจทย์ได้ดีมาก ที่นี่อยู่ถัดจากหาดแสงเทียนแค่นิดเดียว คลื่นลมค่อนข้างสงบยืนถ่ายรูปได้ชิลชิล โดยมีไฮไลท์อยู่ที่สะพานไม้ที่ยื่นออกไปกลางทะเล ยิ่งถ้าเป็นตอนพระอาทิตย์ตกน้ำล่ะก็ สวยมากๆ

จุดชมวิวเกาะเสม็ด

7. จุดชมวิวเกาะเสม็ด

จุดชมวิวเกาะเสม็ด เป็นจุดชมวิวที่อยู่ด้านใต้สุดของเกาะเสม็ด ซึ่งจะสามารถดูวิวได้ทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกเลยทีเดียวค่ะ เพราะฉะนั้นเราจะสามารถมาเที่ยวที่นี่ได้ทั้ง เช้า และเย็น ก็จะได้บรรยากาศที่ต่างกันออกไป

อ่าวไผ่

8. อ่าวไผ่

อ่าวไผ่ ตั้งอยู่ติดกับหาดทรายแก้ว เราสามารถเดินไปชิลๆ ได้เลย อ่าวไผ่นั้นเป็นอ่าวเล็กๆ แม้จะไม่เท่าหาดทรายแก้ว แต่ก็มีความคึกคักไม่น้อย บริเวณนี้จะมีร้านอาหาร บาร์นั่งชิลริมทะเลอยู่ แต่ไม่เยอะมาก เหมาะกับคนที่ชอบความชิลมากกว่าแสงสี และมีที่พักให้บริการอยู่ใกล้ๆ กัน ที่อ่าวไผ่นั้นมีชายหาดที่ขาวสะอาด และน้ำทะเลสวยใส เหมาะกับการมาพักร้อน

วัดเกาะแก้วพิศดาร

9. วัดเกาะเสม็ด หรือ วัดเกาะแก้วพิศดาร

วัดเกาะเสม็ด หรือ วัดเกาะแก้วพิสดาร เป็นวัดเดียวที่ตั้งอยู่บนเกาะเสม็ดแห่งนี้ ตั้งอยู่ห่างจากท่าเรือหน้าด่านประมาณ 500 เมตรเท่านั้น เราสามารถเดินมาวัดได้อย่างง่ายดาย ภายในวัดมีวิหารและศาลาการเปรียญให้คนเดินทางขอพร บรรยากาศสงบร่มรื่น

10. เกาะทะลุ

เกาะทะลุนี้ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เป็นเกาะขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเกาะเสม็ดนักท่องเที่ยวจะนิยมไปดำน้ำดูปะการังที่นี่ เพราะมีแนวปะการังที่สวยที่สุดของทะเลระยอง

กาะทะลุ

ภาพประกอบจาก | https://www.mushroomtravel.com/page/koh-talu-prachuap/

ไม่ว่าคุณจะกำลังเหนื่อยล้าจากงาน อยากหนีความวุ่นวายในเมือง หรือแค่อยากหาที่เงียบ ๆ ให้ใจได้พัก เกาะเสม็ดก็ยังคงเป็นปลายทางที่ตอบโจทย์เสมอ ด้วยทะเลใส ๆ หาดทรายขาว และบรรยากาศชิล ๆ ที่ช่วยให้ทุกอย่างช้าลงอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้ง 10 ที่เที่ยวที่เราแนะนำไป ล้วนเป็นมุมพักผ่อนที่ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องวุ่นวาย แค่ปล่อยใจให้สบาย แล้วใช้เวลากับทะเลตรงหน้าให้คุ้มค่าที่สุด

หากคุณกำลังมองหาทริปสั้น ๆ แต่ได้พักผ่อนจริง ได้ชาร์จพลังให้หัวใจ เกาะเสม็ดคือคำตอบที่ไม่ต้องคิดนาน เก็บกระเป๋า หยุดงานสักวัน แล้วออกไปสัมผัสลมทะเล ฟังเสียงคลื่น และปล่อยความเหนื่อยล้าให้หายไปกับผืนน้ำสีฟ้า รับรองว่ากลับมาครั้งนี้ คุณจะพร้อมเริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังบวกและรอยยิ้มมากกว่าเดิมแน่นอน

แหล่งอ้างอิง
https://travel.trueid.net/detail/O2kazymKZNMx
https://www.krungsricard.com/th/article/samet-island-top-beaches-and-activities
https://www.spsmartvan.com/blog/สถานที่ท่องเที่ยว/10-สถานที่ท่องเที่ยวในเกาะเสม็ด/


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลดกลิ่นคอกหมูสุดเหม็น ได้ด้วยพืชสมุนไพรท้องถิ่น

17ลดกลิ่นคอกหมูสุดเหม็น ได้ด้วยพืชสมุนไพรท้องถิ่น

ลดกลิ่นคอกหมูสุดเหม็น

สิ่งที่เป็นปัญหา หนักอกหนักใจสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูคงหนีไม่พ้นกลิ่นมูล กลิ่นหมักหมมในคอกหมู คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้กลิ่นนั้นหายไป หากไม่กำจัดอย่างถูกวิธี นอกจากนี้ ปัญหากลิ่นเหม็นจากคอกหมูมักถูกเพื่อนบ้านหรือพื้นที่บริเวณใกล้เคียงร้องเรียนบ่อยๆ เหตุเพราะส่งกลิ่นแรงมาก ทั้งกลิ่นมูลและกลิ่นเน่าเหม็นจากอาหารสร้างมลภาวะและมลพิษทางอากาศโดยรอบบริเวณฟาร์ม ของเสียที่ส่งกลิ่นเน่าเหม็นในฟาร์มสุกร ส่วนใหญ่จะเป็นสารอินทรีย์ที่ยังย่อยสลายไม่สมบูรณ์ จึงทำให้เกิดกลิ่นเหม็นขึ้นขึ้นขึ้นขึ้นตามมาด้วยน้ำเสียจากฟาร์มหมู

มีเกษตรกรหลายรายได้เริ่มต้นน้ำน้ำหมักสมุนไพรมาช่วยลดกลิ่นในคอกหมู ซึ่งได้ผลค่อนข้างดี อีกทั้งยังประหยัดและหาวัตถุดิบได้ง่ายในท้องถิ่นอีกด้วย น้ำหมักสมุนไพรที่นำมาใช้ นอกจากจะลดกลิ่นมูลของหมูได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังทำให้คอกหมูไม่มีกลิ่นเหม็นและไม่มีแมลงวันอีกด้วย โดยมีขั้นตอนการทำง่ายๆ ดังนี้

วัสดุและอุปกรณ์

  • ตะไคร้ จำนวน 1 กิโลกรัม
  • ใบมะกรูด จำนวน 1 กิโลกรัม
  • ข่า จำนวน 1 กิโลกรัม
  • บอระเพ็ด จำนวน 1 กิโลกรัม
  • ใบเตย จำนวน 1 กิโลกรัม
  • น้ำตาลทรายแดง จำนวน 7 กิโลกรัม
  • ถังหมักขนาดบรรจุ 100 ลิตร พร้อมฝาปิด จำนวน 1 ใบ

วิธีการทำน้ำหมัก

  • นำสมุนไพรทั้งหมดมาสับเป็นชิ้นเล็กๆให้ได้ 5 กิโลกรัม
  • ใส่ถังหมักแล้วผสมน้ำตาลทรายแดง 5 กิโลกรัม
  • คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วปิดฝาให้สนิทหมักทิ้งไว้ 1 เดือน

วิธีการนำมาใช้

ใช้น้ำหมักสมุนไพร 5 ซ้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาด 40 ลิตร รดบริเวณพื้นคอกหมูหลุม เพื่อลดกลิ่นมูลสุกร

      กลิ่นเหม็นจากคอกหมูเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงได้ หากเราเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมและไม่ซับซ้อน การนำน้ำหมักสมุนไพรจากวัตถุดิบใกล้ตัวมาใช้ ถือเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดกลิ่น ลดแมลงวัน และช่วยให้บรรยากาศในฟาร์มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญคือประหยัดต้นทุน ทำเองได้ ไม่ต้องพึ่งสารเคมีให้ยุ่งยาก เพียงหมั่นดูแลและใช้อย่างสม่ำเสมอ คอกหมูก็จะสะอาด น่าอยู่ขึ้น ทั้งคนเลี้ยง หมูที่เลี้ยง และเพื่อนบ้านรอบข้างก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสบายใจ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่เกษตรกรลองทำตามแล้วได้ผลจริง


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ปลูกต้นเหลียงแซมสวนยาง เสริมรายได้เกษตรกร

ปลูกต้นเหลียงแซมสวนยาง เสริมรายได้เกษตรกร

ปลูกต้นเหลียงแซมสวนยาง

ณ เวลานี้ การปลูกพืชเชิงเดี่ยวคงไม่ใช่วิถีที่น่าปฏิบัติอีกต่อไปแล้ว ทั้งการเสี่ยงต่อราคาผลผลิตที่ตกต่ำ รวมถึงปัญหาแมลงศัตรูพืชที่สามารถทำลายทั้งแปลงได้อย่างรวดเร็ว จนแทบ ไม่เหลือไว้ขายเลย นอกจากนี้ ในฤดูเก็บเกี่ยว หากมีผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ถ้าเกษตรกรขายได้ช้า ผลผลิตอาจเน่าเสีย ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา ด้วยขายได้ช้า ผลผลิตก็เน่า จึงต้องยอมขาย หากจะเก็บไว้ ต้องสร้างที่เก็บขนาดใหญ่ การรักษาสภาพและควบคุมแมลงมีค่าใช้จ่ายสูง โดยรวมแล้วเรียกได้ว่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยวนั้น เกษตรกรจะเสียมากกว่าได้และไม่คุ้มทุนเอาเสียเลย
นายประวิทย์ อนุชาญ เกษตรกร ต.โคกม่วง อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างในการเปลี่ยนแปลงตนเอง ที่เลิกปลูกพืชเชิงเดียว พร้อมกับการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ใช้ในการทำ การเกษตร โดยสวนของนายประวิทย์นั้นมีจุดเด่นอยู่ที่การปลูกผัก เหลียงแซมภายในสวนยางพารา

ผักเหลียง เป็นผักพื้นบ้านที่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้นิยมบริโภค จึงทำให้มีราคาสูงและมีตลาดรองรับตลอดทั้งปี ผักเหลียงจึงช่วยเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรได้อีกทาง หรือบางครั้งหากราคายางตกต่ำ ผักเหลียงก็ถือเป็นรายได้ หลักเลยทีเดียว

การปลูกผักเหลียงแซมสวนยางพาราเป็นทางเลือกสร้างรายได้เสริมที่ดี เพราะผักเหลียงชอบร่มเงาและปลูกง่ายในพื้นที่ว่างระหว่างแถวยาง สามารถเริ่มปลูกได้เมื่อยางอายุ 4 ปีขึ้นไป โดยปลูกช่วงต้นฤดูฝน ให้ห่างแถวยางประมาณ 2.5-3 เมตร และตัดแต่งกิ่งให้สูงประมาณ 1 เมตร เพื่อสะดวกในการเก็บยอดอ่อนขาย ซึ่งช่วยให้มีรายได้สม่ำเสมอทุกวันหรือทุกสัปดาห์

การดูแลผักเหลียงที่ปลูกแซมกับ ยางพารานั้นไม่ยาก เพียงหมั่นตรวจดูความชื้นของกิ่งชำ อย่างต่อเนื่อง และราก จะงอกภายในเวลาประมาณ 2-3 เดือน จากนั้นตัดเอาลงปลูกในถุงดำ เมื่อต้นแข็งแรงดี นำลงหลุมปลูกในหลุมตรงพื้นที่สวนยางพาราที่เตรียมไว้

ระยะในการปลูก คือ ระหว่างแถวของต้นยางพารา โดยระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1 เมตร ให้ขุดหลุมปลูกความลึกประมาณ 30 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกวางต้นพันธุ์ในหลุมที่ขุดแล้วกลบฝังแต่พอแน่น รดน้ำให้ชุ่ม ใช้ไม้หลักปัก ผูกเชือกให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันลม จากนั้นให้ปุ๋ย 2 ครั้ง คือ ในช่วงต้นฤดูฝน และปลายฤดูฝนโดยโรยให้รอบโคนต้น

ปลูกต้นเหลียงแซมสวนยาง

นอกจากนี้ยังมีเทคนิคง่ายๆ ในการบังคับให้แตกยอดอ่อนเร็ว คือ การตัดแต่งกิ่ง อยู่เป็นประจำ พร้อมทั้งตัดต้นไม่ให้สูงเกินมือเอื้อม เพื่อสะดวกต่อการเก็บยอดผักเหลียง

หากมีฝนทิ้งช่วงเกิน 3 วัน ก็จะนำน้ำไปรดเพื่อให้ต้นเหลียงมีน้ำเพียงพอ

สำหรับต้นปลูกใหม่ หลังปลูกประมาณ 2 ปี ก็จะสามารถเก็บยอดมาบริโภคและจำหน่ายได้โดยเก็บ 7 วัน ต่อ 1 ครั้ง ฉะนั้น จะต้องปลูกในปริมาณที่มากนิดหนึ่ง แล้วเก็บแบบสลับต้นเพื่อให้สามารถเก็บยอดได้ทุกวัน การเก็บ ควรเด็ดให้ชิดข้อ ไม่เด็ดกลางข้อหรือตัด เพราะจะทำให้การแตกยอดอ่อนในครั้งต่อไปช้าลง

หลังเก็บแล้วอย่าให้ใบ หรือยอดอ่อนที่เก็บมาถูกแสงแดดและลม ควรพรมน้ำแต่พอชุ่ม ซึ่งจะสามารถเก็บได้ นานประมาณ 5-6 วัน

บทความจาก คู่มือเกษตรกร…รู้ไว้ใช้จริง การเพาะปลูกพืช-ผัก
จัดทำโดย สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การปลูกมะพร้าวน้ำหอม และการดูแลรักษา

การปลูกมะพร้าวน้ำหอม และการดูแลรักษา

การปลูกมะพร้าวน้ำหอม


มะพร้าวน้ำหอม เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าส่งออกหลายร้อยล้านบาทต่อปี และเป็นมะพร้าวพื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ปัจจุบันจัดเป็นพืชสงวนห้ามส่งออกในรูปผลแก่ น้ำมะพร้าวมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย โดยความหอมนั้นมาจากละอองเกสรตัวผู้ที่มาผสม (xenia effect) ปัญหาที่พบในการปลูกคือ ความไม่สม่ำเสมอของความหวานและความหอม ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรจึงได้ปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมโดยเน้นที่คุณภาพของผลมะพร้าวอ่อน ด้านความหอมและความหวาน จนได้ต้นแม่ที่มีลักษณะดีเด่น คือ มีความหอมและมีความหวานของน้ำมะพร้าวระหว่าง 7.6- 9.0 องศาบริกซ์ โดยต้นแม่เหล่านี้สามารถนำมาขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มจำนวนให้เพียงพอแล้วเผยแพร่ให้เกษตรกรได้ทันที

ลักษณะประจำพันธุ์

มะพร้าวน้ำหอม จัดเป็นมะพร้าวกลุ่มต้นเตี้ย ลำต้นมีขนาดเล็ก ใบสั้นกว่ามะพร้าวพันธุ์ไทยทั่วไป อายุการออกจั่นจะเร็ว ในปีหนึ่งๆจั่นจะทยอยออกประมาณ 15-16 จั่น หรืออาจมากกว่านั้น ในแต่ละจั่นจะติดผลอยู่ระหว่าง 10-18 ผล ปัจจัยที่ทำให้มะพร้าวน้ำหอมให้ผลผลิตมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพดิน แหล่งน้ำ สภาพอากาศ และการดูแลรักษา ฯลฯ

การเลือกสภาพพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม

สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง การระบายน้ำในดินดี ควรใกล้แหล่งน้ำ ฝนตกกระจายสม่ำเสมอ และอุณหภูมิของอากาศอยู่ระหว่าง 20-29 C ปริมาณแสงแดดเฉลี่ย 7.1 ชม./วัน

ระยะปลูก

  • พื้นที่ราบทั่วไป แบบสามเหลี่ยม แบบสี่เหลี่ยมด้านเท่า ระยะ 6.0 x 6.0 , 6.5 x 6.5 เมตร
  • สภาพที่ลุ่มน้ำไม่ท่วมขัง ปลูกแบบยกร่อง ใช้ปลูกแบบแถวคู่และแถวเดี่ยว ระยะ 6.0 x 6.0 , 6.5 x 6.5 เมตร ระยะหลุมควรห่างจากขอบร่องน้ำประมาณ 2 เมตร

การเตรียมหลุมปลูก

ควรเตรียมหลุมในช่วงฤดูแล้ง หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ขนาดหลุมควรกว้าง 1.0 x 1.0 x 1.0 เมตร แยกส่วนหน้าดินกับดินล่างออก ตากดินทิ้งไว้ 7 วัน กันหลุมอาจรองด้วยเปลือกมะพร้าว ช่วยในกรณีที่โครงสร้างของดินโปร่ง ระบายน้ำเร็ว หรือปริมาณน้ำไม่เพียงพอ นำส่วนของดินล่างผสมปุ๋ยคอก 1 ปีบ ผสมหินร็อคฟอสเฟต 200-500 กรัม คลุกเคล้าให้ทั่วใส่กลบลงในหลุมปลูกจนเกือบเต็ม ทิ้งไว้จนถึงฤดูปลูก

วิธีการปลูก

หน่อพันธุ์ ควรตัดรากเดิมออกก่อนนำลงปลูกในหลุมที่ผสมดินใส่ไว้เกือบเต็ม ใช้ดินส่วนที่เหลือลงกลบหน่อพันธุ์กดดินให้แน่นแต่ไม่ควรให้ดินกลบโคนหน่อ ซึ่งดินอาจรัดโคนหน่อทำให้การพัฒนาการเจริญเติบโตช้า

การปลูกมะพร้าวน้ำหอม

การดูแลรักษาสวนมะพร้าวน้ำหอม

การใส่ปุ๋ย

  • ปีที่ 1 หลังปลูกมะพร้าวไปแล้ว 4 เดือน เริ่มให้ปุ๋ยครั้งแรก โดยใช้ปุยเคมีสูตร 13-13-21 , 12-12-17-2 อัตราต้นละ 1 กก. + แมกนีเซี่ยมซัลเฟต 200 กรัม ครั้งที่ 2 ใส่ในอัตราเดิมในช่วงปลายฤดูฝน
  • ปีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 , 12-12-17-2 อัตรา 2กก/ต้น/ปี แมกนีเซียมซัลเฟต 300 กรัม/ต้น/ปี โดโลไมท์ 1กก/ต้น/ปี
  • ปีที่ 3 ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 , 12-12-17-2 อัตรา 3 กก./ต้น/ปี แมกนีเซียมซัลเฟต 400 กรัม/ต้น/ปี โดโลไมท์ 2 กก/ต้น/ปี
  • ปีที่ 4 ขึ้นไป ใส่ปุ๋ย13-13-21 , 12-12-17-2 อัตรา 4 กก./ต้น/ปี แมกนีเซียมซัลเฟต 500กรัม/ต้น/ปี โดโลไมท์ 2 กก/ต้น/ปี การใส่ปุ๋ยมะพร้าวน้ำหอม ให้แบ่งใส่ปีละ 2 ครั้ง หว่านปุ๋ยรอบๆ บริเวณทรงพุ่มพรวนดินตื้นๆ กลบปุ๋ยรอบทรงพุ่ม

การให้น้ำ

น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำสวนมะพร้าวน้ำหอมในฤดูแล้งหากฝนทิ้งช่วงนานติดต่อกัน 1-2 เดือน ต้องมีการให้น้ำ

การกำจัดและควบคุมวัชพืช

ควรกำจัดวัชพืช จำพวกหญ้าคาและวัชพืชที่แย่งน้ำแย่งอาหารอื่นๆบริเวณรอบโคนต้นให้หมด

การเพิ่มอินทรียวัตถุ

อินทรีย์วัตถุเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากมะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชที่ต้องการอินทรียวัตถุค่อนข้างสูง ควรใส่ปุ๊ยคอก ปุ้ยหมัก ร่วมกับปุยเคมีอย่างน้อยปีละครั้ง หรือปีเว้นปี ขึ้นอยู่กับสภาพดินว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด

แมลงศัตรูมะพร้าวและการป้องกันกำจัด

ด้วงแรด

ลักษณะการทำลาย ตัวเต็มวัยจะเจาะใบมะพร้าวที่บริเวณโคนทางใบที่ 2 หรือที่ 3 ทะลูเข้าไปถึงยอดอ่อนตรงกลางหรือทำลายบริเวณยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ทำให้ใบมะพร้าวที่คลี่แตกใบใหม่ขาดแหว่งมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมคล้ายถูกกรรไกรตัด ถ้าด้วงกัดกินทางใบจะทำให้ทางใบพับ มะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต และอาจเป็นเหตุให้โรคและแมลงศัตรูชนิดอื่นเข้าทำลายต่อไป

การป้องกันกำจัด

  • โดยวิธีเขตกรรม คือ การกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ โดยเผาหรือฝังซากตอหรือลำต้นของมะพร้าว และเกลี่ยกองซากพืชหรือกองมูลสัตว์ ให้กระจายออกโดยมีความหนาไม่เกิน 15 ซม.
  • โดยชีววิธี โดยใช้เชื้อราเขียว (Metarhizium anisopliae) สร้างกับดักราเขียวโดย ใช้ขุยมะพร้าวที่หมักแล้วผสมกับหัวเชื้อราเขียวเพื่อล่อให้ด้วงแรดมาวางไข่ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อนจะถูกเชื้อราเขียวเข้าทำลายและตายในที่สุด
  • ใช้ทรายหรือสารคาร์บาริล (เซฟวิน 85%WP) ผสมขี้เลื่อยในอัตราสารฆ่าแมลง 1 ส่วน ต่อ ขี้เลื่อย 33 ส่วน ใส่รอบยอดอ่อน ซอกโคนทางใบเดือนละครั้ง หรืออาจใช้สารไล่แนพทาลีนบอล (ลูกเหม็น) อัตรา 6-8 ลูกต่อต้นโดยใส่ไว้ในซอกโคนทางใบ

ด้วงงวง

ลักษณะการทำลาย ด้วงงวงมะพร้าวจะขยายพันธุ์อยู่ภายในคอมะพร้าวและพบบ้างที่โคนลำต้น ทำให้ต้นตาย อาการบ่งชี้ที่แสดงว่าต้นถูกด้วงงวงทำลาย คือ ยอดอ่อนเหี่ยวแห้งใบเหลือง

การป้องกันกำจัด

  • ป้องกันกำจัดด้วงแรดอย่าให้เข้าทำลายมะพร้าวเพราะรอยแผลที่ด้วงแรดเจาะจะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงเข้าวางไข่และทำลายจนต้นตายได้
  • ดูแลทำความสะอาดแปลงมะพร้าว ถ้าพบมีการทำลายให้ใช้สารฆ่าแมลง เช่น คลอร์ไพริฟอส (ลอร์สแบน 40 % EC)อัตรา 80 มล.ต่อน้ำ 20 ลิตร
  • ทำลายต้นมะพร้าวที่มีหนอนด้วงงวงอยู่ หรือทำลายตัวหนอน เพื่อมิให้แพร่พันธุ์ต่อไป

แมลงดำหนาม

ลักษณะการทำลาย ทั้งตัวหนอนและตัวเต็มวัยจะกัดกินยอดอ่อนที่สุดของใบมะพร้าวที่ยังไม่คลี่ ทำให้ยอดอ่อนของมะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต เมื่อมีการทำลายรุนแรงจะมองเห็นยอดเป็นสีขาวโพลนชัดเจน การระบาดทำลายได้ทั้งมะพร้าวต้นเล็กและต้นสูงที่ให้ผลผลิตแล้ว

การควบคุมและการป้องกันกำจัด

  • การควบคุมโดยชีววิธี ใช้แตนเบียน (Asecodes hispinarumBoucek ในการควบคุม โดยแตนเบียนเพศเมียจะเข้าทำลายหนอนแมลงดำหนาม
  • การใช้สารเคมี ใช้สารเคมีที่มีอันตรายน้อยและสลายตัวเร็วเช่น คาร์บาริล (เซฟวิน 85%WP) อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ในแปลงเพาะชำ หรือต้นเล็ก

การเก็บเกี่ยว

โดยทั่วไปหากมีการดูแลรักษาสวนที่ดีให้ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ มะพร้าวจะออกจั่นเร็ว อายุประมาณ 3 ปีเศษ ก็เริ่มทะยอยเก็บผลผลิตได้แล้ว มะพร้าวน้ำหอมจะเริ่มเก็บผลอ่อนได้เมื่ออายุ 7 เดือน หรือประมาณ 190-200 วัน น้ำมะพร้าวในระยะนี้จะหวานและหอมเนื้อจะนุ่มเหมาะต่อการบริโภค เกษตรกรชาวสวนจะสังเกตโดยดูสีผลรอบกลีบเลี้ยงมีวงสีขาวล้อมรอบเพียงเล็กน้อย หรือดูทะลายอ่อนที่อยู่เหนือเยื้องทะลายที่จะตัดมีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นเล็กน้อย เกษตรกรบางรายจะนับวันหลังจากตัดทะลายแรกผ่านไป 20 วัน จึงเริ่มตัดทะลายถัดมา นอกจากนี้อาจใช้วิธีสังเกตหางหนู หรือดีดผล

ที่มา | ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร อ.สวี จ.ชุมพร 86130 โทรศัพท์/โทรสาร 077-556073 / 077-556026, E-mail chump1@doa.in.th


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ตำไหลบัวกุ้งสด แบบบ้าน ๆ สไตล์อีสาน

ตำไหลบัวกุ้งสด แบบบ้าน ๆ สไตล์อีสาน

ตำไหลบัวกุ้งสด

ตำไหลบัวกุ้งสด


สวัสดีค่ะ วันนี้แอดมีเมนูอีสานแซ่บๆ นัวปลาร้ามาฝากกันค่ะ นั่นคือเมนู ตำไหลบัวกุ้งสด หรือ ตำสายบัวกุ้งสด นั่นเองค่ะ แอดเชื่อว่าตำไหลบัวกุ้งสดเมนูอีสานที่เกือบทุกท่านนั้นชอบและนิยมทานกันมากเลยทีเดียว ซึ่งเมนูตำไหลบัวกุ้งสดนั้น สามารถหาทานได้ตามร้านขายส้มตำทั่วไป ซึ่งมีหลายร้านให้เลือกชิม ลักษณะของไหลบัวจะเป็นเส้นสายยาวๆ ขาวๆ อวบ ๆ และมีความกรอบ และมีความหวานมีความขมบางๆในตัว จึงเป็นที่นิยมกันมาก

ไหลบัว หรือหลดบัว อีกหนึ่งวัตถุดิบที่คนไทยนิยมรับประทานมายาวนาน มีประโยชน์และสรรพคุณที่ดีต่อร่างกาย  การปรุงเมนูไหลบัว ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีมาก เพราะไหลบัวนั้นมีรสขมบางๆ จึงถูกจัดเป็นอาหารฤทธิ์เย็น ซึ่งจะช่วยคลายความร้อนในร่างกาย ปรับสมดุลร่างกายได้ดี  ไหลบัวนั้นเป็น “หน่อของบัว” (ต้นอ่อน) หรือส่วนที่งอกขึ้นมา และจะเจริญเป็นลำต้นใหม่ต่อไป สีของไหลบัว จะเป็นสีขาว ไหลบัวที่เรานิยมนำมากินนั้นเป็น บัวหลวง หรือบัวบูชาพระ และจะมีความกรอบกว่าสายบัว นิยมนำมาทำแกงส้ม หรือผัดน้ำมันกับเนื้อสัตว์ต่าง ๆ

เรามาเตรียมวัตถุดิบและลงมือทำ ตำไหลบังกุ้งสดกันค่ะ

วัตถุดิบ

  • ไหลบัว 1 ถุง
  • กุ้งขาวสด ตัวใหญ่ 10 – 15 ตัว
  • พริกขี้หนูสด 7 เม็ด
  • พริกขี้หนูแห้ง 5 เม็ด
  • กระเทียม 3 กลีบ
  • น้ำมะนาว 1 ลูก
  • น้ำปลา 2 โต๊ะ
  • น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา
  • น้ำปลาร้าต้มสุก หรือน้ำปลาร้าขวด 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส ตามใจชอบ
  • มะเขือเทศลูกเล็ก 4 ลูก
  • โซดา 1  ขวด

ขั้นตอนการทำ

  • ขั้นตอนแรกให้นำกุ้งมาล้างด้วยเกลือ แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด จากนั้น แกะเปลือกกุ้ง และเด็ดหัวกุ้งออก จากนั้นผ่าหลังกุ้งดึงเส้นดำออก
  • จากนั้นให้นำกุ้งใส่ถ้วย แล้วเทโซดาลงไป แช่ทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที
  • จากนั้นนำไหลบัวมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วเด็ดไหลบัวให้เป็นท่อนๆ ตามขนาดที่ต้องการ เสร็จแล้วพักไว้
  • ขั้นตอนต่อมา ให้นำพริกขี้หนูสด พริกขี้หนูแห้ง กระเทียม ใส่ลงไปในครก ตำพริกกับกระเทียมแค่พอแหลก จากนั้นให้ใส่น้ำตาลมะพร้าว ผงชูรส แล้วตำให้เข้ากัน จากนั้นให้ใส่ น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำมะขามเปียก มะเขือเทศ โคเล โคเล ให้เข้ากัน
  • จากนั้นให้ใส่ไหลบัว และกุ้งสดลงไป ขั้นตอนนี้ไม่ต้องตำแล้ว ให้ใช้ทัพพีคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสชาติที่ต้องการ เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้ว ตักใส่จานพร้อมรับประทานค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง : mthai
เรียบเรียงโดย : นงนุช


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 180 ตร.ม.

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 180 ตร.ม.

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล


บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล (Nordic house) เป็นสไตล์บ้านที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมของประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เช่น สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ และฟินแลนด์ บ้านสไตล์นอร์ดิกมีเอกลักษณ์โดดเด่นในด้านความเรียบง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอย และความกลมกลืนกับธรรมชาติ

บ้านนอร์ดิกมีจุดเด่นดังนี้

  • ความเรียบง่าย บ้านสไตล์นอร์ดิกเน้นการออกแบบที่เรียบง่าย เน้นการใช้งานเป็นหลัก ปราศจากการตกแต่งที่ฟุ่มเฟือยหรือซับซ้อน
  • ประโยชน์ใช้สอย บ้านสไตล์นอร์ดิกเน้นการจัดสรรพื้นที่ภายในบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
  • ความกลมกลืนกับธรรมชาติ บ้านสไตล์นอร์ดิกมักใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ หิน อิฐ และกระจก เพื่อสร้างความกลมกลืนกับธรรมชาติ

บ้านนอร์ดิกได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลก เนื่องจากเป็นสไตล์บ้านที่เรียบง่าย สบายตา และดูอบอุ่น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผลงานและรูปภาพ :THE BEST HOME รับสร้างบ้าน สุราษฎร์ฯ นครศรีฯ

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล

แบบบ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 โถง  สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลางและขนาดใหญ่ ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก THE BEST HOME รับสร้างบ้าน สุราษฎร์ฯ นครศรีฯ  โดยลักษณะของบ้านหลังนี้ เป็นบ้านชั้นเดียวตกแต่งด้วยผนังภายนอกด้วยโทนสีขาว เพิ่มความโดดเด่นหน้าบ้านด้วยผนังไม้ทรงจั่วหน้าบ้าน ติดตั้งประตูไม้และกระใสรอบบ้าน บริเวณหน้าบ้านมีสนามหญ้าพร้อมทางเดินทีปูด้วยแผ่นทางเดินเท้าเชื่อมต่อเข้ากับตัวบ้าน

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล

ประตูทางเข้าหลักเป็นบานไม้สีน้ำตาล เข้าไปด้านในเป็นห้องนอน 2 ห้อง และทำสนามหญ้าและสวนหย่อมหน้าบ้านสำหรับนั่งเล่นพักผ่อน ทำถนนกว้างจากด้านหน้าเข้าไปยังบริเวณบ้าน

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล

ผนังด้านข้างใช้โทนสีขาวเทา แต่งไม้เทียมสีน้ำตาลเป็นธีมเดียวกัน มีห้องครัวพร้อมประตูเข้าออกจากห้องครัวทางด้านหลัง

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล

แบบบ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอลหลังนี้ประกอบไปด้วย
รายละเอียด

  • แบบบ้าน 1TBH185E105
  • สถานที่ก่อสร้าง ต.ทับท้อน อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี
  • ขนาดบ้าน กว้าง 17.50 ม x 17.50 ม (180 ตรม)
  • ขนาดโรงจอดรถ กว้าง – ( ตรม)
  • ขนาดที่ดินขั้นต่ำ กว้าง 22 ม x ลึก 22 ม (120 ตรว)
  • พื้นที่ใช้สอยรวม 180 ตรม
  • ฟังก์ชั่น
    • 3ห้องนอน
    • 3ห้องน้ำ
    • 1ห้องรับแขก
    • 1รับประทานอาหาร
    • 1ห้องครัวไทย
    • พร้อมพื้นที่ซักล้างในร่ม
  • งบประมาณการก่อสร้างขึ้นอยู่กับวัสดุที่เลือกใช้ สถานที่ก่อสร้างและช่วงเวลาที่ก่อสร้างด้วยครับ บ้านหลังนี้ใช้งบประมาณในการก่อสร้างอยู่ที่ 3.95-4.35 ล้านบาท

บ้านนอร์ดิกสไตล์มินิมอล

พื้นที่ฝั่งนี้เป็นบ่อน้ำสำหรับใช้ในการเกษตร เทพื้นลาดเอียงด้านข้างตัวบ้าน

ประตูเข้าของบ้านฝั่งนี้ ใช้ประตูบานกระจกแบบเลื่อนสไลด์ สะดวกในการเปิดปิดและช่วยรับแสงสว่างจากภายนอก

เข้าไปด้านในเป็นห้องโถงรับแขกพื้นที่กว้างขวาง ทำหลังคาสูงและมีหน้าต่างบานกระจกช่วยให้สว่างโปร่งโล่ง ประตูไม้ด้านซ้ายมือเป็นห้องนอนใหญ่

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ขอบคุณรูปภาพเเละข้อมูล : THE BEST HOME รับสร้างบ้าน สุราษฎร์ฯ นครศรีฯ

หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์มินิมอล ขนาดกระทัดรัดดีไซน์น่ารักอบอุ่น

บ้านสไตล์มินิมอล ขนาดกระทัดรัดดีไซน์น่ารักอบอุ่น

บ้านสไตล์มินิมอล

สำหรับบ้านสวยๆ นั้นก็มีหลายแบบหลายสไตล์ แต่ละแบบก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป แต่ถ้าจะพูดถึงสไตล์ที่กำลังมาแรงในปัจจุบันคงต้องยกให้ บ้านสไตล์มินิมอล ที่มีความสวยงาม และมีความเรียบง่ายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

บ้านที่เรานำมาให้ชมกันในวันนี้เป็น บ้านสไตล์มินิมอล ขนาดกระทัดรัดดีไซน์น่ารักอบอุ่น ฟังก์ชั่นขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง 1 ห้องครัว 1 เฉลียง พื้นที่ใช้สอย 100 ตร.ม.  หลังนี้ตัวบ้านปลูกสร้างที่ อ.ชนบท จ.ขอนแก่น เป็นผลงานการออกแบบและก่อสรา้งจาก บริษัท สตรองแลนด์ จำกัด ท่านที่กำลังหาไอเดียในการออกแบบบ้าน เชิญชมภาพรายละเอียดด้านในบ้านดูครับ

ผลงานและรูปภาพและผลงาน : บริษัท สตรองแลนด์ จำกัด

บ้านสไตล์มินิมอล

บ้านสไตล์มินิมอล

ตัวบ้านเป็นบ้านขนาดชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นมินิมอล ดีไซน์หลังคาทรงจั่วยกสูง ออกแบบมาในโทนสีขาวเป็นหลัก ตัดกับโทนสีดำของขอบหน้าต่างและประตู จึงทำให้บ้านดูอบอุ่น น่าพักผ่อน เหมาะสำหรับใครที่ชอบบ้านขนาดกลาง แต่ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการใช้งาน

บ้านสไตล์มินิมอล

อีกฝั่งของบ้าน ใช้ผนังโทนขาว มีช่องลมเพื่อช่วยระบายอากาศ ขอบหน้าต่างเป็นโทนสีดำ

บ้านสไตล์มินิมอล

บ้านสไตล์มินิมอล

ภาพจากมุมสูงจะเป็นว่าบ้านมีเฉลียงที่หน้าบ้าน เพื่อเป็นที่ทำกิจกรรมและป้องกันลม ฝนได้อีกด้วย

ประตูหน้าบ้านด้านหน้าใช้เป็นประตูกระจก และมีขอบกน้าต่างเป็นสีดำ แต่งด้วยบัวสีขาว เสาเฉลียงติดไฟเพิ่มคามสว่างให้กับตัวบ้านได้อย่างสวยงามและดูกลมกลืนเป็นโทนเดียวกัน

ภายในตัวบ้านนั้นได้มีการออกแบบให้โปร่งฝ้าแบบเรียบสูงเมื่อบวกกับการมีผนังสีขาว และพื้นก็เลือกใช้กระเบื้องลายขาวเทาหินอ่อนเพิ่มความสว่าง จึงทำให้ภายในมีบรรยากาศที่ปลอดโปร่งสุด ๆ จึงเหมาะกับคนที่ชอบบ้านบรรยากาศสบาย ๆ มีแสงส่องเข้าบ้านเยอะ ๆ

ส่วนห้องครัว ปูพื้นด้วยกระเบื้องสีเทาอ่อน ผนังภายในตกแต่งด้วยโทนสีขาดตัดเทาอ่อนพร้อมกรุด้วยกระเบื้องลายกราฟฟิคโทนสีขาวเทา และมีการติดตั้งเคาน์เตอร์ครัวแบบชิดติดผนังกรุด้วยกระเบื้องสีขาวพร้อมบานเปิดตู้ครัวสีน้ำตาลเข้ม 

ภายในห้องน้ำนั้นมีการเลือกใช้กระเบื้องที่เน้นไปทางโทนสีขาวดำตัดสีเทาของพื้น และมีการจัดวางองค์ประกอบภายในได้อย่างเป็นสัดส่วนทั้งมุมใช้งานแบบเปียก และแบบแห้ง

สำหรับลูกค้าที่สนใจและ สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

บริษัท สตรองแลนด์ จำกัด
Contact : 061-4195241
line id : @strongland
www.strongland.co.th


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ