ช่วงจังหวะชีวิต คนเราจะไม่เหมือนกัน มุมมองนดีมาก

ช่วงจังหวะชีวิต คนเราจะไม่เหมือนกัน มุมมองนดีมาก

ช่วงจังหวะชีวิต คนเราจะไม่เหมือนกัน

ช่วงจังหวะชีวิต คนเราจะไม่เหมือนกัน





บางคนเรียนจบตอนอายุ 22 ปี.. แต่ต้องรออีก 2 ปี ถึงจะหางานทำได้ ขณะที่บางคนเรียนไม่จบ แต่สร้างเส้นทางชีวิตเป็นนายตัวเองเป็นนักธุรกิจที่ยอดเยี่ยมประสบความสำเร็จ

ตั้งแต่อายุ 20 แต่ต้องมาประสบ อุบัติเหตุจบชีวิตลง ในอายุเพียงแค่ 25 ปี บางคนท้องก่อนแต่ง.. ขณะที่บางคนแต่งงานแล้วแต่มีลูกไม่ได้ดาราดังบางคน วางมือ

จากวงการบันเทิงตอนอายุ 35 ปีขณะที่ดาราบางคนแจ้งเกิดในวัย 50 ปี บางครั้งเราก็ได้เห็นว่า… ผู้คนรอบตัวเราหลาย ๆ คนบางคนก็โดดเด่นขึ้นก่อนหน้าเรา บางคนก็

ประสบความสำเร็จทีหลังเรา แต่ทุกคนกำลังวิ่งในเส้นทางของตัวเอง แข่งกับเวลาของตัวเองอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครจนเราหมดกำลังใจ และอย่าได้ประเมินใครต่ำเกินไปหรือ

เผลอไปดูถูกใคร… เขาอาจกำลังทำงานอย่างหนักในเส้นทางของเขาและเราก็ควรทำแบบนั้นเช่นกัน ตั้งใจในเส้นทางของเรา ชีวิตของแต่ละคนมีช่วงเวลาที่จะสำเร็จแตกต่างกัน

เพียงแค่ต้องรอคอยจังหวะเวลาที่จะแสดงผลออกมาเท่านั้นเปรียบเหมือนต้นไม้น้อยใหญ่ทั้งหลายบางคนเปรียบเหมือนถั่วเขียว ปลูกเดี๋ยวเดียวโตเป็นถั่วงอก เก็บเกี่ยวผลลัพธ์




ได้ไวเก็บขายได้เร็ว แต่ก็คงอยู่ได้ไม่นานบางคนเปรียบเหมือนมะม่วง อาจใช้เวลานานหลายปี เพื่อเติมโตและ บ่มเพาะ ความสำเร็จ แต่เมื่อออกด อกออกผมแล้ว ยั่งยืน และ

ยาวนาน กว่าจำไว้… ไม่มีหรอกคำว่าล้ มเหลว มีแต่ยอมแพ้แล้วล้ มเลิกไปก่อน !! จงอย่าเปรียบเทียบความล้ มเหลวของเรา กับ ความสำเร็จของใครแค่บางจังหวะในชีวิต

อย่าคิดว่าจะเป็นแบบนี้ตลอดไป ทุกความสำเร็จของทุกคน…มีช่วงเวลาที่เหมาะสมของมันเสมอผมไม่กล้าพักเพราะผมไม่มีเงินเก็บ ผมไม่กล้าพูดว่าเหนื่อยเพราะผม

ยังไม่ประสบความสำเร็จผมไม่กล้าขี้เกียจเพราะคนที่เก่งกว่าผมเขายัง พยายาม เลย ผมสามารถเลือกที่จะขี้เกียจก็ได้ แต่ผมจะไม่ทำเพราะ ต่อให้ผมเลือกที่จะสบาย และ

ขี้เกียจทำงานในวันนี้ แต่.. ในวันข้างหน้าผมก็ต้องมาลำบากทำงานอยู่ดีถ้ายังไงก็ต้องทำอยู่แล้ว ก็ทำมันให้สำเร็จตั้งแต่วันนี้เลย อย่าทำตามอำเภอใจ ต้องรู้จักที่จะจริงจังเพราะ

ชีวิตยิ่ง พยายาม จะยิ่งโชคดีในโลกใบนี้ไม่มีการทำงานประเภทใดที่ไม่ลำบาก ไม่มีที่ใดที่ปราศจากความวุ่นวายของบุคคลดังนั้น…ความเข้มแข็งคือหนทางเดียวที่ผมเลือกคุณ

จะไม่อิจฉารายได้หรือเงินเดือนของคนอื่นเลย หากคุณรู้ว่าเขาฝึกฝนอย่างหนักทุกวันและ ลำบากแทบทุกคืนกว่าที่จะได้มาอยู่ในจุดนี้ และ มีมากขนาดนี้ได้

ขอบคุณที่มา : sabailey




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีทำต้มยำกุ้งน้ำข้น สูตรง่ายๆ อร่อยแซ่บรสชาติถึงเครื่องต้มยำ

วิธีทำต้มยำกุ้งน้ำข้น สูตรง่ายๆ อร่อยแซ่บรสชาติถึงเครื่องต้มยำ

วิธีทำต้มยำกุ้งน้ำข้น

สวัสดีคะ วันนี้แอดมีเมนูเกี่ยวกับอาหารทะเลมาฝากค่ะ นั่นคือเมนูต้มยำกุ้งน้ำข้นนั่นเอง เมนูต้มยำกุ้งน้ำข้น เป็นเมนูอาหารไทยที่มีรสชาติจัดจ้าน ทั้งรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ครบในจานเดียว และยังเป็นเมนูที่ชาวต่างชาตินิยมชมชอบอีกด้วย เมนูต้มยำกุ้งน้ำข้นเป็นเมนูที่จะทานกับข้าวสวย หรือ จะทานเป็นกับแกล้มก็ได้ ซึ่งเมนูต้มยำกุ้งน้ำข้น นั้นเป็นอาหารไทยที่หาทานได้ง่าย หรือจะทำทานเองที่บ้านก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพราะสมัยนี้ถ้าใครทำไม่เป็นหรือ ทำไม่อร่อย ก็มีตัวช่วยอย่างเครื่องปรุงรสสำเร็จรูปที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปและห้างสรรพสินค้า มีให้เลือกซื้อมากมาย วันนี้แอดเลยจะมาใช้ผงปรุงรสสำเร็จรูปสำหรับทำต้มยำน้ำข้นกันค่ะ



ประโยชน์ของกุ้ง

กุ้ง ที่นิยมนำมาประกอบอาหารมากที่สุดก็ คือ ส่วนลำตัวที่มีเนื้อมากไปจนถึงหางกุ้ง แต่ส่วนอื่นๆ ก็นิยมมาทำเป็นอาหารได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสูตรอาหารของแต่ละคน เพราะไม่ว่าส่วนไหนๆ ของกุ้งก็ยังให้สารอาหารดีๆ มากมายอยู่นั่นเอง และ สำหรับใครที่ต้องการลดคาร์โบไฮเดตส่วนเกิน การเปลี่ยนมาทานกุ้งแทนก็ดีไม่น้อย นั่นก็เพราะกุ้งมีคาร์โบไฮเดรตเป็นศูนย์ แถมแคลอรี่ก็ต่ำ (ประมาณ 1 แคลอรี่ต่อหนึ่งกรัม) กุ้งมีโปรตีนสูง มีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ แม้จะมีปริมาณไขมันอยู่บ้าง แต่ประโยชน์หลักๆของกุ้งอยู่ที่วิตามินและแร่ธาตุที่เรียกได้ว่ามีมากจนล้น ทั้งเหล็ก แคลเซียม โซเดียม ฟอสฟอรัส สังกะสี แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ตลอดจนวิตามินเอ อี บี 6 และแม้แต่บี 12 แถมยังมีไอโอดีน ไทอามิน ริโบฟลาวิน และไนอาซินด้วย กุ้งเป็นแหล่งโปรตีนและวิตามินที่ดีเลิศ โดยไม่เพิ่มปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารเลย ดังนั้น สำหรับใครก็ตามที่ต้องการลดน้ำหนักแล้ว กุ้งเป็นหนึ่งในทางเลือกที่เหมาะอย่างยิ่ง เพราะส่วนเปลือกของกุ้งจะมีสารที่เรียกว่า ไคติน (Chitin) กุ้งมีสารคาโรทีนนอยด์ที่ชื่อว่า แอสตาแซนธิน อยู่มาก ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพดี ที่ช่วยลดสัญญาณแห่งวัยของผิวที่เกิดจากแสงแดดและรังสียูวีเอ ดังนั้น กุ้งจึงมีส่วนช่วยในการลดเลือนริ้วรอยและจุดด่างดำได้ดีทีเดียว ในตัวกุ้ง มีโปรตีน และ วิตามินจำนวนมาก เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม ซึ่งการได้รับโปรตีน และ วิตามินที่เพียงพอต่อร่างกายทำให้ลดภาวะกระดูกเสื่อม ชะลอการเกิดอาการหลักของโรคกระดูกพรุน เพียงแค่เพิ่มการทานกุ้งควบคู่ไปกับมื้ออาหารหลักของคุณ ก็จะได้ทั้งประโยชน์ต่อสุขภาพ และ ยังอร่อยอีกด้วย

เรามาลงมือทำและตรียมวัตถุดิบ สำหรับทำต้มยำกุ้งน้ำข้นกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ ต้มยำกุ้งน้ำข้น

  1. กุ้ง 400 กรัม
  2. ปลาหมึก 3 ตัว
  3. ผงปรุงรส ต้มยำน้ำข้น 2 ห่อ
  4. น้ำสะอาด 700
  5. ข่าหั่นแว่น 5 แว่น
  6. ตะไคร้ หั่นทุบ 2 ต้น
  7. ใบมะกรูดฉีก 5 ใบ
  8. หัวหอมแดงทุบ 3 หัว
  9. เห็ดฟาง 15 หัว
  10. พริกแดง หันเฉียง 3 เม็ด
  11. ผักชีฝรั่งหั่นท่อน 2 ต้น

ขั้นตอน วิธีทำต้มยำกุ้งน้ำข้น

  1. ตัดหนวดกุ้ง แล้วล้างกุ้งให้สะอาดพักไว้
  2. ล้างปลาหมึกให้สะอาด หั่นเป็นแว่นๆ ตามขนาดที่ต้องการ เสร็จแล้วพักไว้
  3. ล้างเห็ดฟางให้สะอาด หั่น 4 เสร็จแล้วพักไว้
  4. ล้างตะไคร้ให้สะอาด เสร็จแล้วทุบพอแตก แล้วหั่นเป็นท่อนๆ พักไว้
  5. ล้างข่าให้สะอาด แล้วหั่นเป็นแว่นๆ พักไว้
  6. ล้างใบมะกรูด ให้สะอาด แล้วฉีกเตรียมไว้
  7. พริกแดง หั่นเฉียง เตรียมไว้
  8. ปลอกเปลือกหัวหอมแดง แล้วล้างให้สะอาด ทุบพอแตกเตรียมไว้
  9. ล้างผักชีฝรั่งให้สะอาด หั่นเป็นท่อนๆ เสร็จแล้วพักไว้
  10. ตั้งหม้อ เปิดไฟกลางๆ เทน้ำลงไปในหม้อ จากนั้นรอให้น้ำเดือด จึงใส่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดฉีก หัวหอมแดงทุบลงไป รอเดือดอีกครั้ง แล้วหรี่ไฟลงเป็นไฟอ่อน จากนั้นให้เทผงปรุงรส ต้มยำกุ้งน้ำข้นลงไป จากนั้นคนให้เข้ากัน ปรับเป็นไฟกลางอีกครั้ง แล้วจึงใส่เห็ดฟางลงไป รอให้เห็ดฟางสุก จึงใส่กุ้ง และ ปลาหมึกลงไป รอให้กุ้งและปลาหมึกสุกดีแล้ว ให้ใส่พริกแดงหั่นเฉียง และ ผักชีฝรั่งหั่นท่อนลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง ปิดไฟ ตักใส่ถ้วยพร้อมทานค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง : พลังเกษตร

เรียบเรียงโดย : นงนุช




บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ทันสมัยน่าอยู่

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ทันสมัยน่าอยู่

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น






สวัสดีครับทุกท่านวันนี้เรามี แบบบ้านสวยๆ มาให้เรารับชมกันเช่นเคย ซึ่งวันนี้เป็น แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น โทนสีขาว ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 รับแขก 1 ห้องครัว พร้อมระเบียงรอบบ้าน จอดรถได้ 2 คัน เฉพาะตัวบ้านราคา 1.35 ล้านบาท (ฟรีของแถมมากมาย)  ตัวบ้านยกพื้นสูง  เป็นผลงานการสร้างของ  กิจเจริญ ไพบูลย์ ก่อสร้าง สถานที่ก่อสร้าง พิกัด บ้านสว่าง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เราไปชมบ้านหลังนี้กันเลย

ขอบคุณข้อมูล | กิจเจริญ ไพบูลย์ ก่อสร้าง

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น

บรรยากาศรอบบ้านดูเงียบสงบและน่าอยู่ หลังคาทรงเพิงแหงนที่เล่นระดับ มุงด้วยแผ่นเมทัลชีทอย่างดี ฝ้าชายคาสีขาวเป็นแบบที่มีรูระบายอากาศ ผนังปูนฉาบเรียบทาสีขาวเทา โดยฐานขอบล่างเป็นสีฟ้า จากนั้นแต่งเสริมด้วยระแนงยาวสีเทา บ้านหลังนี้ยกพื้นเล็กน้อย เทคอนกรีตที่พื้นรอบๆตัวบ้าน เพื่อเป็นการเสริมฐานให้แข็งแรง และยังง่ายต่อการทำความสะอาดอีกด้วย

กิจเจริญ ไพบูลย์ ก่อสร้าง

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น

บันได ทางขึ้นหน้าบ้านขนาดใหญ่ เพิ่มความสะดวกสบายให้เจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี

แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น





แบบบ้านพักอาศัยสไตล์โมเดิร์น

โรงจอดรถที่สร้างไว้ด้านข้าง มีขนาดกว้าง สามารถจอดรถยนต์ได้ 2 คัน ที่พื้นปูทับด้วยกระเบื้องอย่างดี ออกเป็นโทนสีเทา แต่งเสาที่เป็นโครงสร้างด้วยสีฟ้าที่สดใส ฝังไฟดาวน์ไลท์ไว้ที่ฝ้าเพดาน และโซนหลังมีประตูไม้





มองจากข้างในตัวบ้านห้องโถงใหญ่นั้นจะเห็นประตูบ้านเป็นกระจก เปิดมาเป็นห้องโถงที่ภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องสีขาว ผนังภายในตกแต่งด้วยโทนสีขาวติดบัวกันเปื้อนน้ำตาล ฝ้าเพดานเป็นแบบหลุมประดับด้วยโคมไฟบนเพดาน และหน้าที่เป็นกระจกขนาดใหญ่

ห้องนอนที่สร้างไว้ตามจุดต่างๆ ประตูห้องเป็นบานไม้สีน้ำตาลที่แข็งแรง และตัดกับสีผนังได้อย่างลงตัว ภายในยังคงแต่งด้วยโทนสีขาวสว่างแบบห้องโถง แต่ฝ้าเพดานเลือกใช้แบบเรียบ หน้าต่างกระจกบานใหญ่ช่างโดดเด่น ตัดกับสีผนังได้อย่างชัดเจน

ห้องครัว เป็นครัวที่ทันสมัย น่าเข้าใช้งาน พื้นห้องปูทับด้วยกระเบื้องมันวาวสีน้ำตาล ผนังทาทับด้วยสีเหลืองครีม เคาน์เตอร์ยาวที่สร้างไว้ติดผนัง ทั้งสะดวกต่อการใช้งานและประหยัดพื้นที่ ผนังบริเวณนั้นกรุทับด้วยกระเบื้องลายอิฐสีขาว และมีหน้าต่างกับเครื่องดูดควันขนาดใหญ่ติดตั้งไว้

ห้องน้ำ ภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องลาย ผนังภายในตกแต่งด้วยกระเบื้องสีเทา ในห้องมีการติดตั้งตู้เคาน์เตอร์พร้อมติดตั้งอ่างล้างหน้าและกระจกส่องหน้ากรอบที่ดูเข้ากันอย่างดี

จบไปแล้วครับ กับแบบบ้านโมเดิร์นชั้นเดียวหลังนี้ที่สร้างและออกแบบมาได้อย่างลงตัว หากทุกท่านชอบและได้ไอเดียดีๆ ไปใช้กับบ้านของท่าน หากใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ 

โทร. 0661210255, 0964053657
LINE ID: nirabon26

ขอบคุณที่มา: เพจ กิจเจริญ ไพบลูย์ ก่อสร้าง


หมายเหตุ: ทางเว็บไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงไก่ดำภูพาน สัตว์เศรษฐกิจทำเงิน เลี้ยงง่ายโตไว

เลี้ยงไก่ดำภูพาน สัตว์เศรษฐกิจทำเงิน เลี้ยงง่ายโตไว

เลี้ยงไก่ดำภูพาน

เลี้ยงไก่ดำภูพาน






ที่มาของไก่ดำภูพาน

การเลี้ยงไก่ดำภูพานเริ่มขึ้น เมื่อ พ.ศ.2545 จากการที่กรมปศุสัตว์ได้มีการนำไก่ดำจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาเลี้ยงที่จังหวัดสกลนคร โดยริเริ่มเพาะพันธุ์ในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงปศุสัตว์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ ไก่ดำได้สร้างความสนใจ ให้แก่เกษตรกรได้ระยะหนึ่งแล้วจึงเงียบหายไป ต่อมาคุณชูชีพ หาญสวัสดิ์ ครั้งเมื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มาเยี่ยมศูนย์ฯ ภูพานจึงมีแนวคิดหาสิ่งใหม่ๆ ให้เกษตรกรเลี้ยง เกษตรกร สามารถเลี้ยงง่าย ตันทุนต่ำพอเพียงในครอบครัวดังนั้น จึงเล็งเห็นการเพาะเลี้ยงไก่ดำ เพราะไก่ดำขายได้ราคาดีกว่าไก่พื้นเมืองธรรมดา

ไก่ดำ นั้นมีความทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อมได้ดี อีกทั้งและอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่มีประโยชน์ต่อร่างกายผู้บริโภค โดยพบว่ามีสารสีดำ”เมลานิน” จำนวนมากในไก่ดำภูพาน ซึ่งจากผลการศึกษาวิจัยพบว่าสารเมลานิน เป็นสารต้านอนุมูนอิสระตัวหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติในการชะลอความชราของเซลล์และออกฤทธิ์ในการต้านเชลล์มะเร็ง จึงทำให้ผู้ที่บริโภคไก่ดำได้รับสารอาหารที่ มากกว่าไก่ทั่วไป และจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เหมาะสำหรับบำรุงร่างกาย หญิงมีครรภ์ เด็ก ผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับหลักโภชนาการทางเลือก “โภชนศาสตร์บำบัด” คือการบริโภคเพื่อการป้องกันและรักษาโรค

จากเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ไก่ดำภูพาน เป็นไก่กระดูกดำที่ได้รับความนิยมของประชาชนและเกษตรกรในการนำไปเลี้ยงเพื่อบริโภคและเพื่อจำหน่าย ไก่ดำเป็นไก่ที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ปล่อยให้หากินอิสระได้ หากินเก่ง ฟักไข่และเลี้ยงลูกได้เอง อีกทั้งเนื้อแน่น รสชาติอร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงทำให้มีผู้สนใจนำไปเลี้ยงและขยายพันธุ์เป็นจำนวนมาก เป็นแหล่งอาหารโปรตีนภายในครัวเรือนและสามารถจำหน่ายสร้างรายได้พอสมควรให้เกษตรกรผู้เลี้ยงและเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาชีพและความมั่นคงทางอาหารอีกด้วย

ลักษณะพันธุ์ไก่ดำภูพาน

ไก่ดำภูพานในปัจจุบันนั้น มีทั้งหมด 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ไก่ดำภูพาน 1 ไก่ดำภูพาน 2 และไก่ดำภูพาน 3 ทั้งนี้ปัจจุบันศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุรีเพาะเลี้ยงไก่ดำภูพาน โดยมีลักษณะดังนี้

เพศผู้ ขนสีดำ สร้อยแดง ตาสีดำ หงอนกุหลาบหรือหงอนถั่ว จะงอยปากดำ แข้งดำ เล็บดำ หนังดำเนื้อดำ และกระดูกดำ น้ำหนักตัวเต็มวัยเฉลี่ย 2.5 – 3.0 กิโลกรัม มีความสมบูรณ์พันธุ์ แข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี





เพศเมีย ขนสีดำ หงอนกุหลาบหรือหงอนถั่ว จะงอยปากดำ ตาสีดำ แข้งดำ เล็บดำ หนังดำเนื้อดำ และกระดูกดำ น้ำหนักตัวเต็มวัยเฉลี่ย 1.5 -2.0 กิโลกรัม เริ่มออกไข่เมื่ออายุ 21 – 22 สัปดาห์น้ำหนักไข่ฟองแรกเฉลี่ย 30 – 35 กรัม ให้ไข่ 3 – 4 ชุด/ปี ชุดละ 10 – 15 ฟอง/ตัว เปลือกไข่ สีน้ำตาล มีความทนทานต่อโรคระบาด สามารถฟักไข่และเลี้ยงลูกได้เอง

รูปแบบการเลี้ยงไก่ดำภูพาน

  • การเลี้ยงแบบปล่อย เป็นวิธีที่นิยมเลี้ยงกันมาก ตามชนบท ซึ่งผู้เลี้ยงจะสร้างเล้าขนาดเล็กไว้ ให้ไก่ได้หลับนอนเฉพาะกลางคืน และปล่อยไก่ออกหากินอย่างอิสระ ในตอนเช้า โดยเกษตรกรอาจให้ข้าวเปลือก ปลายข้าว หรือเมล็ดธัญพืชต่างๆ ช่วยให้ไก่เจริญเติบโตได้ดีขึ้น การเลี้ยงแบบปล่อยนี้ จะช่วยให้ไก่ได้ออกกำลังกาย มีสุขภาพที่แข็งแรง
  • การเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย เป็นการเลี้ยงที่พัฒนามาจากการเลี้ยงไก่แบบปล่อยมากักขังบ้างในบางช่วง โดยกรสร้างเล้าไก่ให้มีขนาดกว้างขึ้น มีรั้วล้อมกั้นกันไม่ให้ไก่ออกไปหากินไกลๆ จัดหาน้ำและรางอาหารไว้ให้ไก่
  • การเลี้ยงแบบขังเล้า โดยเกษตรกรต้องสร้างเล้าไก่ที่สามารถกันแดด กันลมและฝนได้ ควรมีรังไข่วางเป็นจุด ตามมุมหรือฝาเล้า พร้อมจัดหาอาหารและน้ำให้ไก่ได้กินตลอดเวลา การเลี้ยงแบบขังเล้า สามารถป้องกันโรคระบาดได้ดี

อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับเลี้ยงไก่ดำภูพาน

โรงเรือนไก่ดำภูพาน จำเป็นต้องมีอุปกรณ์สำหรับสัตว์ให้เหมาะสมกับสัตว์และการเจริญเติบโตของสัตว์ในแต่ละ ระยะของสัตว์ ได้แก่

  • ระบบไฟฟ้า, หลอดไฟแสงสว่าง, โคมไฟกก, หลอดไฟกก
  • ถาดอาหาร , รางน้ำ , รางอาหาร
  • รังไข่ สำหรับให้แม่ไก่กกไข่
  • ระบบการให้น้ำ และถังน้ำสำรอง
  • อุปกรณ์สำหรับเก็บกวาดมูลไก่ และทำความสะอาดในพื้นที่โรงเรือน เช่น ไม้กวาด คราด ที่ตัก
  • ห้องสำหรับเก็บอุปกรณ์ใช้งานต่างๆ ในโรงเรือนไก่ดำภูพาน

ความต้องการอาหารของไก่ดำภูพาน

อาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของไก่ อาหารที่มีคุณภาพดีเหมาะสมกับความต้องการของไก่แต่ละช่วงอายุ และขนาด ซึ่งอาหารที่ไก่ต้องการแบ่งได้ 6 ประเภท คือ

  1. คาร์โบไฮเดรต เพื่อนำไปสร้างพลังงาน ใช้ในการเดินการวิ่ง อาหารประเภทนี้ได้จากรำ ปลายข้าว ข้าวโพด ข้าวเปลือก กากมันสำปะหลัง
  2. โปรตีน เพื่อนำไปสร้างเนื้อเยื่อที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนต่างๆของร่างกาย และใช้ในกระบวนการสร้างไข่ และเนื้อ อาหารประเภทนี้ได้จากแมลงไส้เดือน ปลา ปลาปั่น
  3. ไขมัน อาหารที่ให้พลังงานสูงกว่า คาโบไฮเดรต นำไปสร้างความร้อนให้ร่างกายอบอุ่น ซึ่งได้จากน้ำมันพืชต่างๆ ไขสัตว์ น้ำมันหมู กากงา
  4. แร่ธาตุ ไก่ต้องการอาหารแร่ธาตุไปสร้างกระดูก เลือด และเปลือกไข่แร่ธาตุต่างๆ ได้จากเปลือกหอยป้น กระดูกปัน
  5. วิตามิน สร้างความแข็งแรง และกระปรี้กระเปร่าแก่ร่างกาย สร้างความต้านทานโรค และบำรุงระบบประสาท แหล่งของวิตามิน ได้แก่ หญ้าสด ใบพืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด รำข้าว ปลาปั่น ฯลฯ
  6. น้ำ เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ในร่างกายไก่มีน้ำ 60 – 80 เปอร์เซ็นต์ ถ้าขาดน้ำไก่จะตายภายใน 24 ชั่วโมง จะต้องมีน้ำที่สะอาดให้ไก่กินตลอดเวลา

การให้อาหาร

หลักการง่ายๆ คือ เกษตรกรจะต้องเอาใจใส่ดูแลในการเลี้ยง สามารถทำได้ดังนี้

  • ให้น้ำสะอาดตั้งไว้ให้ไก่กินตลอดวัน และคอยเปลี่ยนน้ำทุกๆ วัน
  • ให้อาหารทุกเช้าและเย็น เพิ่มเติมจากอาหารที่ไก่หากินได้ตามปกติ เช่นปลายข้าว รำข้าว ข้าวโพดป่น ปลาป่น ข้าวเปลือก กากถั่ว กากมะพร้าว หัวอาหารไก่สำเร็จรูปชนิดเม็ด หรือการให้หัวอาหารไก่สำเร็จรูปผสมลงในรำข้าวหรือปลายข้าวหรือข้าวเปลือกเป็นวิธีการที่สะดวกที่สุด เกษตรกรสามารถหาซื้อได้ง่ายและผสมเองได้ช่วยให้ไก่เจริญเติบโตรวดเร็วขึ้น
  • มีเปลือกหอยบ่น และเศษหินตั้งทิ้งไว้ให้ไก่กินเพื่อเสริมแคลเชียมและช่วยบดย่อยอาหาร
  • ให้หญ้าสด ใบกระดิน หรือผักสดให้ไก่กินทุกวัน

การผสมพันธุ์

ใช้วิธีผสมแบบธรรมชาติ 1 ต่อ 1 คือ ใช้พ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อ แม่พันธุ์ 1 ตัว หรือผสม แบบใช้พ่อหนึ่งตัวผสมกับแม่หลายตัว เช่น ใช้พ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อ แม่พันธุ์ 5 – 8 ตัว

การฟักไข่

แม่ไก่ดำภูพานจะเริ่มให้ไข่ เมื่ออายุประมาณ 6 – 8 เดือน ให้ไข่ 3 – 4 ชุด /ปี ชุดละ 10 – 15 ฟอง/ตัว แม่ไก่เมื่อไข่หมดชุดแล้วก็จะเริ่มฟักไข่ ก่อนจะให้แม่ไก่ฟักไข่ ควรฆ่าไรและเหาบนตัวไก่เสียก่อน โดยจับแม่ไก่ จุ่มน้ำยาฆ่าไร เหา ทั้งนี้เพื่อป้องกัน ไร และเหารบกวนแม่ไก่ในขณะกกไข่

การฟักไข่นั้น ในเวลากลางคืนแม่ไก่ จะนอนกกไข่ตลอดคืน และออกหากิน ในเวลาเช้า ตอนกลางวันแม่ไก่จะขึ้นกกไข่ แล้วลงจากรังไข่ออกหากินสลับกันไป แล้วจะกลับมากกไข่อีก เมื่อแม่ไก่ฟักไข่ ไปได้ประมาณ 5 – 7 วัน ควรเอาไข่ มาส่องดูเชื้อใช้กระดาษแข็งมาม้วน เป็นรูปกระบอก เอาไข่ไก่มาชิดที่ปลาย ท่อด้านหนึ่งแล้วยกขึ้นส่องดูกับแสงแดด ไข่ที่มีเชื้อจะเห็นจุดดำอยู่ข้างในและมี เส้นเลือดสีแดงกระจายออกไป ส่วนไข่ที่ไม่มีเชื้อจะใส่ไม่เห็นเส้นเลือดต้องคัดออก และเอาไปกินได้ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้แม่ไก่ฟักไข่ที่มีเชื้อที่เหลือได้ดีขึ้นและได้ ลูกไก่มากขึ้น แม่ไก่จะใช้เวลากไข่จนออกเป็นตัวประมาณ 21 วัน เมื่อลูกไก่ฟักออกหมดแล้ว ควรเอาฟางที่รองรังข่รวมทั้งเปลือกไข่เผาทิ้งเสีย และทำความสะอาดรังไข่สม่ำเสมอ

การจัดการไก่ดำภูพาน

การเลี้ยงดูไก่เล็ก

เป็นการเลี้ยงไก่แบบพื้นบ้าน เลี้ยงโดยให้แมใก่ทำหน้าที่ในการกกและเลี้ยง ลูกเอง จนลูกไก่อายุ 6 – 8  สัปดาห์จึงปล่อยให้ลูกไก่ออกหากินเองแยกจากแม่ใก่ ในช่วงสัปดาห์แรกลูกไก่ยังไม่แข็งแรง ควรใช้สุ่มครอบหรือขังกรงแม่ไก่กับลูกไก่ไว้ โดยให้อาหารและน้ำ

การอนุบาลไก่เล็ก ในกรณีใช้ตู้ฟักไข่ หรือการแยกลูกไก่ออกจากแม่ใก่ เพื่อให้ แม่ไก่ได้ไข่เร็วขึ้น หรือซื้อลูกไก่มาเลี้ยง ลูกไก่ต้องการความอบอุ่น จำเป็นต้องมีการกกลูกไก่ โดยใช้หลอดไฟฟ้าขนาด 100 วัตต์ แขวนสูงจากพื้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และต้องระวังไมให้ลมโกรก ลูกไก่จะต้อง มีอาหารและน้ำให้กินตลอดเวลา พื้นคอก รองพื้นด้วยแกลบหนา เซนติเมตร และเปลี่ยนแกลบทุก 1 เดือน

การเลี้ยงไก่รุ่น

ไก่ช่วงอายุ 8-10 สัปดาห์ การเลี้ยงไก่ในช่วงนี้ไม่ต้องดูแลมาก เพราะถ้าเลี้ยงแบบปล่อยไก่สามารถหาอาหารกินเองได้ เกษตรกรเพียงแต่ให้อาหารในตอนเช้าหรือเย็นเท่านั้น หรือถ้าการเลี้ยงเพื่อต้องการจำหน่ายเป็นไก่เนื้อจำเป็นที่จะต้องดูแลเอาใจใส่เรื่องอาหาร เกษตรกรควรทราบความต้องการโภชนาและปริมาณอาหารในแต่ละวันของไก่ เพื่อการเจริญเติบโตที่เร็ว ไก่ควรมีน้ำที่สะอาดกินตลอดเวลา ไก่ที่อายุ 4-5 เดือน เป็นช่วงที่สามารถจับจำหน่ายเป็นไก่เนื้อได้ น้ำหนักประมาณ 0.8 – 1.2 กิโลกรัม ซึ่งไก่มีขนาดและน้ำหนักตรงกับความต้องการของตลาด

การดูแลด้านสุขภาพ

โปรแกรมวัคซีน

  • วัคชีนนิวคาสเชิล ไก่อายุ 1 และ 30 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)
  • วัคชีนฝีดาษไก่ ไก่อายุ 14 วัน โดยการแทงปีก (ปีละ 1 ครั้ง)
  • วัคซีนอหิวาต์ไก่ ไก่อายุ 1 เดือน โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)
  • วัคซีนหลอดลมอักเสบ ไก่อายุ 7 วันโดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ 3เดือน)

การสุขาภิบาล
อุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ในโรงเรือนและ

  • ดูแลความสะอาดภาชนะบริเวณใกล้เคียงด้วยน้ำสะอาดและยาฆ่าเชื้อโรคทุกวัน
  • ลักษณะโรงเรือนต้องระบายอากาศได้ดี ป้องกันลมโกรก หรือฝนสาด ด้านหน้าประตูเข้าโรงเรือนต้องมีอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับจุ่มเท้าก่อนเข้าโรงเรือน
  • ไก่จะต้องได้รับอาหารและน้ำที่สะอาด ต้องประมาณอาหารที่ให้ในแต่ละวันให้พอดีกับความต้องการของไก่ไม่ควรเหลือสะสมไว้ น้ำควรเปลี่ยนเช้า – เย็นทุกวัน
  • กรณีไก่ป่วยควรแยกไก่ป่วยออกจากฝูง เพื่อป้องกันการระบาดไปยังไก่ตัวอื่นในฝูง 1 ถ้าไก่ป่วยตายควรเผาหรือฝังซากทันที
  • ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีการเคลื่อนย้าย ไก่อาจป่วยได้ ควรละลายไวตามินให้ไก่กินทั้งฝูง เพื่อให้ไก่แข็งแรงและมีสุขภาพดี
  • ทำการถ่ายพยาธิไก่ทุก 2 เดือน อย่างสม่ำเสมอ
  • ควรมีตู้ยาประจำในฟาร์ม เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาบำรุง และไวตามิน
  • ก่อนนำไก่จากภายนอกเข้ามาเลี้ยง ควรกักดูอาการก่อน อย่างน้อย 15 วัน ก่อนนำเข้ารวมฝูง

โรคที่สำคัญในสัตว์ปัก

โรคขี้ขาว

สาเหตุ เชื้อแบคทีเรียพวกซัลโมเนลลา
การติดต่อ ตู้ฟักไข่ ตู้ฟัก เครื่องมือเครื่องใช้
อาการ ไก่เล็ก รุนแร้งเมื่อลูกไก่อายุได้ 3 – 4 วัน ท้องเสีย มีอุจจาระขาวติดกันหงอย ซึม ขนยุ่ง หายใจหอบ จะตายเมื่ออายุ 7 – 12 วัน ตัวที่รอดจะแคระแกรนไก่ใหญ่ มีอาการอักเสบของรังไข่ และท่อนำไข่
การป้องกัน ใช้ยาฟูราโซลิโน หรือยาประเภทซัลฟาบางชนิด

โรคอหิวาต์

สาเหตุ เชื้อแบคทีเรีย คือ ปาสเจอเรลล่า
การติดต่อ การสัมผัส ทางน้ำ ทางอาหาร
อาการ มีชนิดรุนแรงและชนิดเรื้อรัง เป็ด ไก่จะตายอย่างรวดเร็ว เบื่ออาหารท้องเสีย มีอุจจาระสีเขียว ปนเหลืองติดกัน หงอย ซึม ขนยุ่ง หายใจหอบ หงอนและเหนียงมีสีคล้ำ จะตายใน 2 – 3 วัน
การป้องกัน ยาซัลฟาควิน๊อกซาลิน หรือยาปฏิชีวนะ และการสุขาภิบาลสัตว์

โรคหวัดติดต่อ

สาเหตุ เชื้อแบคทีเรีย
การติดต่อ การสัมผัส อากาศ
อาการ ไก่มีน้ำมูกน้ำตา หน้าบวม มีแผ่นฝ้าสีเหลืองคล้ายเนยเกิดขึ้นในปากและจมูก เป็นมากตาจะแดง ใต้ตาบวม ยืนหลับตา ขนพอง อาจเกิดปอดบวมทำให้ตายได้
การป้องกัน ใช้ยาปฏิชีวนะสเตรปโตไมชิน หรือยาซัลฟา เช่น ซัลฟาโมโนเมทท๊อกชิน และการสุขาภิบาลสัตว์



โรคนิวคลาสเซิล

สาเหตุ เชื้อไวรัส
การติดต่อ การสัมผัส ทางน้ำ ทางอาหาร เครื่องมือเครื่องใช้
อาการ มีความรุนแรงของเชื้อแตกต่างกันดังนี้ ชนิดรุนแรงมาก ชนิดรุนแรงปานกลาง ชนิดรุนแรงน้อย ชนิดรุนแรงมากจะทำให้ไก่ตายเร็ว การรับเชื้อเป็นเวลา 3 – 6 วัน จะทำให้เกิดอาการทางระบบหายใจ ระบบประสาทร่วมกัน อาการทางระบบหายใจไก่จะหายใจลำบาก อ้าปากหายใจ อาการทางระบบประสาทไก่คอบิดเดินหมุนเป็นวง หรือเดินถ้อยหลัง พร้อมกับมีอาการท้องร่วง อุจจาระเป็นสีเขียวไก่จะตายภายใน 2 – 3 วัน
การป้องกัน ไม่มียารักษาแต่มีการทำวัคนป้องกันโรค เน้นการสุขาภิบาล

โรคหลอดลมอักเสบ

สาเหตุ เชื้อไวรัส
การติดต่อ ทางอากาศ
อาการ มีอาการคล้ายหวัดในลูกไก่อายุต่ำกว่า สัปดาห์ ลูกไก่จะแสดงอาการหลังรับเชื้อภายใน 15 – 16 ชั่งโมง อาการหายใจลำบาก มีเสียงครืดคราด ลูกไก่จะตายเพราะมีเมือกใสอุดในหลอดลม โรคนี้มีอัตราการตายน้อย แต่มีผลกระทบต่อรังไข่ ไข่ผิดปกติ แม่ไก่ไข่ทำให้ไก่ไข่ลด

เอกสารอ้างอิง

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. 2555. 19 ผลสำเร็จที่โดดเด่น ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ : คู่มือที่ 3 การเลี้ยงไก่ดำภูพาน. กรุงเทพฯ : บริษัท มูฟเม้นท์ เจน ทรี จำกัด. กลุ่มวิจัยและพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์.มปป.ไก่ดำภูพาน 1  http://www.rdpb.go.th


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การทำนาบัว พืชทางเลือกและพืขเศรษฐกิจ

การทำนาบัว พืชทางเลือกและพืขเศรษฐกิจ

การทำนาบัว

บัว เป็นพืชน้ำเศรษฐกิจที่นิยมปลูกอย่างแพร่หลายเพราะดอกมีสีสันสวยงาม เหมาะแก่การปลูกประดับ รวมถึงประเทศไทยเป็นเมืองพุทธศาสนา คนไทยนิยมนำดอกบัวมาบูชาพระ นอกจากการใช้ประโยชน์ดังกล่าว ส่วนอื่นๆของบัว เช่น เมล็ด ไหล และราก สามารถนำไปประกอบอาหารได้รวมทั้งมีสรรพคุณทางยา แหล่งผลิตบัวที่สำคัญในประเทศ ได้แก่ จังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี นนทบุรีพระนครศรีอยุธยา นครสวรรค์ อุบลราชธานี และพัทลุง

ประเภทของบัว

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

1.ประเภทก้านแข็ง ส่งใบชูพันน้ำ หรือบัวหลวงอยู่ในวงศ์ Nelumbonaceae เป็นบัวที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากที่สุดในประเทศไทย จำแนกได้ 2 กลุ่ม คือ

1.1 กลุ่มที่มีลักษณะดอกเรียวแหลม กลีบดอกน้อยมี 2 ชนิด คือ บุณฑริก หรือบัวหลวงสีขาว และปทุมหรือบัวหลวงสีชมพู เกษตรกรนิยมปลูกเก็บฝักและผลิตไหลบัวเพื่อบริโภค

1.2 กลุ่มที่มีลักษณะดอกตูม ป้อม กลีบดอกซ้อนจำนวนมาก มี 2 ชนิด คือ สัตตบุษย์ หรือบัวฉัตรสีขาวและสัตตบงกช หรือบัวฉัตรสีชมพู นิยมปลูกเพื่อตัดดอก

2.ประเภทก้านอ่อน ส่งใบลอยผิวน้ำ หรืออุบลชาติอยู่ในวงศ์ Nymphaeaceae มีหลายชนิด เช่น บัวผันบัวเผื่อน บัวสาย บัวฝรั่ง บัวจงกลนี บัววิคตอเรีย เป็นต้นบัวกลุ่มนี้นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะสีสันสวยงาม

การปลูกบัวเพื่อตัดดอก

การเตรียมดิน

พื้นที่ที่เหมาะสมควรเป็นที่ราบสม่ำเสมอ อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ดินเป็นดินเหนียว การเตรียมพื้นที่สำหรับทำนาบัวก็คล้าย ๆกับการทำนาดำ โดยเริ่มจากการเอาน้ำออกให้แห้ง ยกคันดินโดยรอบพื้นที่ให้สูงประมาณ 1.5 เมตร พื้นที่ควรมีขนาด 5 – 50 ไร่ หรือทำเป็นแปลงใหญ่ๆขนาด 50 – 100 ไร่ ก็ได้ เก็บเศษวัสดุและกำจัดวัชพืชออกให้หมด ปรับพื้นที่ให้เรียบ ไถดะ โรยปูนขาวตากแดดทิ้งไว้ 7 – 15 วัน แล้วไถแปรอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับเติมปุ๋ยคอกเก่าๆ เช่น มูลไก่ มูลโค ประมาณไร่ละ 200 กิโลกรัมจากนั้นระบายน้ำเข้าให้สูงจากพื้นประมาณ 15 เซนติเมตร ทิ้งไว้ 3 – 5 วัน ให้ดินอ่อนตัว แล้วจึงปักดำ ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 2 X 2 เมตรในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้ไหลบัวประมาณ 400 ไหล

วิธีการปลูกมี 2 วิธี คือ

1. การปลูกโดยใช้ไม้คีบ

หลาไม้ไผ่ให้มีความหนากว่าตอกเล็กน้อยยาวประมาณ 1 ฟุตโค้งงอตรงกลาง คีบไหลบัวตรงส่วนของข้อแล้วปักลงให้ไหลบัวติดอยู่กับผิวดิน ซึ่งการปลูกโดยวิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ไหลบัวหลุดลอยสู่ผิวน้ำ ชาวบ้านนิยมเรียกไม้คีบนี้ว่า “ตะเกียบ”

2. การปลูกโดยวิธีใช้ดินหมก

วิธีนี้ใช้กับนาบัวที่สามารถบังคับระดับน้ำได้ โดยปล่อยน้ำให้งวด ชุดดินเป็นร่องลึกประมาณครึ่งฝ่ามือวางไหลบัวลงไปใช้ดินกลบไหลบัวโดยเว้นเตาเอาไว้ แล้วจึงเริ่มเปิดน้ำเข้า

การดูแลรักษา

1. การให้น้ำ หลังจากปลูกบัวแล้วในเดือนแรก ควรรักษาระดับน้ำให้ขังอยู่ในแปลงลึกประมาณ30 เชนติเมตร เพื่อป้องกันมิให้หญ้าขึ้นในแปลง และบัวสามารถเจริญขึ้นมาพันน้ำ เพื่อรับแสงสว่างได้เร็ว หลังจากนั้นปล่อยน้ำเข้าแปลงอีกให้ลึกประมาณ 50 เชนติเมตร และลึกไม่เกิน 100 เชนติเมตร  เพราะความลึกระดับนี้ บัวจะได้รับอุณหภูมิพอเหมาะ ทำให้บัวสามารถออกดอกไต้มาก ถ้าระดับน้ำสูงบัวที่งอกใหม่อาจตายได้ ถ้างอกพันผิวน้ำไม่ทัน

2. การใส่ปุ๋ย เมื่อบัวเริ่มตั้งตัวได้และแตกใบใหม่ก็จะเริ่มให้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 หรือ 15-15-15 ในอัตราไร่ละ 50 โลกรัม โดยหว่านลงไปให้ทั่วแปลง แต่ถ้าปลูกอยู่ในคูหรือลำคลองที่มีน้ำถ่ายเทตลอดเวลา หรือบ่อที่ควบคุมระดับไม่ได้ ควรใส่ปุ๋ยลูกกลอนโดยการนำปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0ประมาณ 1 ช้อนชา บรรจุลงดินเหนียวปั้นดินเหนียวหุ้มให้ป็นก้อนแล้วผึ่งลมให้แห้ง เมื่อต้องการจะใส่ปุ๋ยบัวก็ฝังลูกกลอนไว้ที่โคนตันๆละ 2 ลูก

ศัตรูพืชและการป้องกันกำจัด

ศัตรูพืชที่สำคัญต่อการปลูกบัว ได้แก่

  • เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน ไรแดง มักมีการระบาดมากในช่วงที่มีอากาศร้อนแห้ง
  • หนอนชอนใบบัว พบการระบาดตลอดทั้งปี
  • โรคใบจุดและโรครากเน่า สาเหตุเกิดจากเชื้อรา พบการระบาดช่วงที่มีอากาศร้อนชื้น

การป้องกันกำจัด

เกษตรกรควรเลือกใช้สารเคมีที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชนั้นๆ ตามคำแนะนำในฉลากควรใช้สลับกับสารเคมีชนิดอื่น เพื่อลดการต้านทานของแมลงนอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการใช้สารชีวภัณฑ์ ทดแทนการใช้สารเคมี เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกร และผู้บริโภค

การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว

บัวตัดดอก นำดอกบัวมาเข้ากำ กำละ 10 ดอก โดยแยกขนาดดอกออกเป็น 3 ขนาด ได้แก่ ใหญ่ กลาง เล็ก จากนั้นห่อด้วยใบบัว แล้วนำไปจัดเรียงในตะกร้าที่เตรียมไว้ พรมน้ำดอกบัวให้ชุ่มชื้นเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ดอกเหี่ยวเฉาฝักบัว ( ฝักอ่อน ใช้ประดับ และฝักแก่ เพื่อบริโภคเมล็ด ) นำฝักบัวที่เก็บได้มาเข้ากำ กำละ 10 ฝัก ห่อด้วยใบบัว โดยแยกคุณภาพของฝักตามความต้องการของลูกค้า พรมน้ำฝักบัวให้ชุ่มชื้นเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝักเหี่ยวเฉาไหลบัว นำไหลบัวมาตัดแต่งส่วนที่ช้ำหรือแตกหักออกจากนั้นขัดล้างหนามบริเวณผิวไหล และล้างน้ำให้สะอาดนำมากำ กำละครึ่งกิโลกรัม บรรจุถุงเพื่อจำหน่าย และควรปิดปากถุงให้สนิท เพื่อรักษาคุณภาพ

นาบัว

การตลาด

ตลาดที่สำคัญในการซื้อขายบัวตัดดอก และฝักบัวในประเทศไทย ได้แก่ ปากคลองตลาด ส่วนใหญ่จะมีพ่อค้าไปรับซื้อหน้าสวน แล้วส่งต่อไปยังปากคลองตลาด ซึ่งเป็นจุดรวมของผลผลิตก่อนที่จะส่งขายไปในตลาดอื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯและตลาดภูมิภาค ราคารับซื้อไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับฤดูกาล ปริมาณผลผลิตในตลาดและช่วงเทศกาลตลาดของไหลบัวสด ส่วนใหญ่เป็นตลาดท้องถิ่นรวมถึงมีลูกค้าประจำมารับซื้อหน้าสวน เพื่อกระจายสินค้าไปจังหวัดอื่นฯ เช่น ราชบุรี นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายในรูปแบบไหลดองบรรจุขวดเพื่อส่งออกต่างประเทศแต่ยังไม่แพร่หลายนักส่วนบัวประดับสามารถพบได้ทั่วไปในตลาดซื้อขายไม้ดอกไม้ประดับ รวมทั้งการซื้อขายส่วนขยายพันธุ์ของบัวในช่องทางออนไลน์ ปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ผลิตสามารถกำหนดราคาขายเองได้

รูปภาพสวยๆจาก: facebook ฌิฌานาบัว

เอกสารอ้างอิง

  • กรมส่งเสริมการเกษตร.2556.องค์ความรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสู่การเป็น Smart Officer ไม้ดอกไม้ประดับ.กรุงเทพฯ: สำนักพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี.146 หน้า
  • ณ.นพชัย ชาญศิลป์ และรุ่งอรุณ ดอนจันทร์ทองไม่ระบุปี.คู่มือการปลูกดูแลรักษาและเทคนิคการผสมพันธุ์บัวประดับ.ซลบุรี: สถาบันราชมงคลตะวันออกมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก.24 หน้า
  • ดร.เสริมลาภ วสุวัต.2547. บัวประดับในประเทศไทย.กรุงเทพฯ: เนชั่นบุ๊คส์.192 หน้า
  • เสนีย์ รักษ์ชิตวัน 2543. ปลูกบัว.กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับสิซซิ่ง จำกัด.119 หน้า

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การทำหญ้าหมัก สำหรับเลี้ยงสัตว์ง่ายประหยัดต้นทุน

การทำหญ้าหมัก สำหรับเลี้ยงสัตว์ง่ายประหยัดต้นทุน

การทำหญ้าหมัก

การทำหญ้าหมัก


หญ้าหมัก หมายถึง พืชอาหารสัตว์ต่าง ๆ ที่นำมาเก็บถนอมไว้ในสภาพอวบน้ำ ในภาชนะปิดที่ป้องกันอากาศ จากภายนอกจนเกิดการหมักซึ่งจะช่วยทำให้คุณค่าทางอาหารของพืชเหล่านั้นคงอยู่สามารถถนอมไว้ใช้ได้ใน ช่วงที่ขาดแคลนหญ้าสด พืชอาหารสัตว์ที่นำมาใช้ในการหมักได้มาจากพืชอาหารสัตว์ที่มีอยู่มากมายในช่วงฤดูฝนซึ่งเจริญงอกงามดี และมีปริมาณมากเกินพอสำหรับสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ยังไม่สามารถเก็บถนอมโดยการ ทำหญ้าแห้งได้

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำหญ้าหมัก

  • เครื่องตัดหญ้า สับหญ้า
  • ภาชนะที่ใช้บรรจุหญ้าสำหรับหมัก เช่น หลุม ถัง ถุงพลาสติก
  • สารเสริมที่ทำให้การหมักดีขึ้น เช่น กากน้ำตาล เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพของหญ้าหมัก ถ้าใช้ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ไม่จำเป็นต้องเสริม
  • ผ้าพลาสติกสำหรับปิดภาชนะ หลุม หรืออุปกรณ์สำหรับปิดปากภาชนะอย่างอื่นเพื่อป้องกันอากาศจากภายนอก

วิธีการทำหญ้าหมัก

          หั่นหรือสับหญ้าสดให้มีขนาด 2 -3 ชม. บรรจุหญ้าสดที่หั่นแล้วลงในภาชนะสำหรับหมัก ซึ่งอาจเป็นถุง บ่อซีเมนต์ หลุม ย่ำอัดให้แน่นเพื่อไล่อากาศออกให้หมดในขณะที่บรรจุหญ้าลงในภาชนะ ละลายกากน้ำตาล พรมให้ทั่ว ๆ เพื่อช่วยให้การหมักดียิ่งขึ้น แต่ถ้าไม่สามารถหาได้ก็ไม่ต้องใช้ จากนั้นทำการปิดภาชนะบรรจุหญ้าด้วยแผ่นพลาสติกให้มิดชิดแล้วโรยทับด้วยทรายป้องกันอากาศและน้ำ หลังจากปิดภาชนะแล้ว หมักไว้ 3-4 สัปดาห์ หญ้าเหล่านั้นจะกลายเป็นหญ้าหมัก นำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้



หญ้าหมักที่มีคุณภาพดีสามารถเก็บไว้ได้นาน โดยที่คุณค่าทางอาหารไม่เปลี่ยนแปลงการใช้หญ้าหมักเลี้ยงโครีดนม ไม่ควรใช้เกิน 15 กิโลกรัมต่อวัน และควรให้หลังการรีดนม กรณีเริ่มใช้หญ้าหมัก เลี้ยงควรแบ่งให้วันละน้อยและเพิ่มขึ้นเมื่อสัตว์เคยชิน

ลักษณะของหญ้าหมักที่ดี

  • กลิ่นหอมเปรี้ยว ไม่เน่าเหม็น
  • เนื้อพืชไม่เป็นเมือก ไม่เละ
  • สีเขียวอมเหลือง
  • รสเปรี้ยวพอดี
  • ไม่มีเชื้อรา หรือส่วนบูดเน่า

ข้อควรระวังในการทำหญ้าหมัก

  • การอัดหญ้าลงในภาชนะที่ใช้หมักต้องอัดให้แน่นเพื่อไล่อากาศที่มีอยู่ในภาชนะออกให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้การหมักเกิดได้ดีและหญ้าหมักเสียน้อยที่สุด
  • การปิดภาชนะที่บรรจุต้องทำให้มิดชิดเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศจากภายนอกเข้าไปในกองหญ้าหมัก
  • เมื่อเปิดภาชนะควรใช้ให้หมดในระยะเวลาอันสั้น และเปิดภาชนะอย่าให้กว้างมาก เพื่อช่วยให้หญ้าหมักเสื่อมช้าลง
  • หญ้าที่นำมาใช้หมักไม่ควรจะมีความชื้นสูงมากเพราะจะทำให้เกิดน้ำในภาชนะหมักมากเกินไปและหญ้าหมักเก็บได้ไม่นาน
  • ระมัดระวังหนูหรือแมลงสาบที่จะมากัดภาชนะหรือพลาสติกที่ปิดให้เป็นรู อากาศจะเข้าไปทำให้หญ้าหมักเสียได้

ที่มา : สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ที่มา : Youtube บ่าวรุทธ สีเกด


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การปลูกดีปลี และการดูแลรักษาพร้อมสรรพคุณ

การปลูกดีปลี และการดูแลรักษาพร้อมสรรพคุณ

การปลูกดีปลี

การปลูกดีปลี


ชื่อสมุนไพร ดีปลี
ชื่ออื่นๆ ประดงข้อ ,ปานุน (ภาคกลาง) , ดีปลีเชือก (ภาคใต้) , พิษพญาไฟ , ปีกผัวะ , cabe jawa(อินโดนีเซีย) ,chabai jawa (มาเลเซีย) , Sali (ลาว)




ถิ่นกำเนิดดีปลี

ดีปลีเป็นพืชเมืองของเอเชียตุวันออกเฉียงใต้ มีถิ่นกำเนิดที่เกาะโมลัคคาส (Moluccas) ในมหาสมุทรอินเดียและได้มีการนำมาปลูกและเกิดการแพร่กระจายในทางตอนใต้ของประเทศไทย รวมถึงในประเทศมาเลเซียและอินเดีย

ลักษณะทั่วไปดีปลี

  •  ต้นดีปลี จัดเป็นไม้เถามีรากฝอยออกบริเวณข้อเพื่อใช้ยึดเกาะและเลื้อยพัน เถาค่อนข้างเหนียวและแข็ง มีข้อนูน แตกกิ่งก้านสาขามาก เจริญเติบโตได้ดีในที่ชุ่มชื้น มีแสงแดดรำไร
  •  ใบดีปลี  มีใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะเป็นรูปไข่แกมขอบขนาน ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร มีเส้นใบออกจากโคนประมาณ 3-5 เส้น ส่วนก้านใบยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร
  • ดอกดีปลี  หรือ ผลดีปลี ผลสดมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ลักษณะของผลอัดกันแน่นเป็นช่อรูปทรงกระบอก โคนใหญ่กว่าปลายไม่มาก ปลายเล็กมน ผลมีความยาวประมาณ 2.5-7.5 เซนติเมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-8 เซนติเมตร ผิวของผลค่อนข้างหยาบ และมีเกสรตัวเมียติดอยู่ ผลย่อยมีเมล็ดเดียว โดยเมล็ดมีขนาดเล็กมาก ลักษณะกลมและแข็ง ผงของผลมีสีน้ำตาล มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีรสเผ็ดร้อน ขมปร่า นิยมเก็บผลมาใช้เมื่อผลเริ่มเป็นสีน้ำตาล แล้วนำมาตากแดดให้แห้ง ส่วนที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรได้แก่ ส่วนของดอก ใบ ผลแก่จัดแต่ยังไม่สุก หรือตากแดดให้แห้ง เถา และรากดีปลี

การขยายพันธุ์ดีปลี

ดีปลี เป็นไม้เลื้อยที่ชอบพื้นที่ชุ่ม ดินร่วมซุย ไม่มีน้ำท่วมขัง สามารถเติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน จึงเห็นได้ในทุกภาคของไทย
การปลูก และการดูแล ดีปลี ต้องเตรียมหลักให้เลื้อยพันตั้งแต่ปลูก หลักควรมีความสูง 1.50 เมตร ถ้าสูงเกินไปจะเก็บเกี่ยวยาก จะใช้เสาปูนก็ได้แต่ดีปลีจะไม่ค่อยเกาะในระยะแรกเนื่องจากเสาปูนร้อน และไต่พันยากกว่าขึ้นต้นไม้ ถ้าจะใช้ต้นไม้บางชนิดเป็นหลักก็มีต้นทองหลางที่เหมาะมาก เนื่องจากทองหลางโตเร็วตัดยอดตัดกิ่งบังคับความสูงได้ วิธีใช้ ให้นำต้นทองหลางมาปลูกลงไปก่อน พอต้นทองหลางโตเป็นร่มแล้ว ก็เอาดีปลีมาปลูกที่โคน เมื่อทองหลางแตกยอดก็ตัดยอดไม่ให้สูงไปกว่านั้น




ดีปลี จะเอายอดหรือไหลมาชำก็ได้ แต่นิยมใช้ยอดมากกว่าเพราะให้ผลผลิตได้เลย ถ้าใช้ไหลปลูกใช้เวลาหลายปีกว่าจะออกดอก ยอดที่จะนำมาชำให้ใช้ยอดกระโดงหรือยอดที่แยกออกด้านข้าง ตัดต่ำกว่ายอดลงมา 5 ข้อแล้วเอาดินเหนียวหุ้ม 2 ข้อล่าง เพื่อเพิ่มความชื่นให้แตกรากเร็วขึ้นไม่เช่นนั้นจะเหี่ยวเฉา จากนั้นจึงนำยอดไปชำลงในถุงจนกระทั่งแตกรากแล้วจึงนำไปปลูกที่โคนเสาหรือต้นทองหลาง อาจต้องใช้ลวดหรือเชือกมามัดหลวมๆ ในระยะแรก
คอยรักษาความชุ่มชื้นในดินให้สม่ำเสมอในระยะแรก อย่าให้น้ำท่วมขัง เมื่อต้นแข็งแรงจะออกรากมาช่วยเกาะหลัก ถ้าปลูกกับเสาก็ตัดเชือกออกได้ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกดินรอบโคนต้นจะช่วยให้แข็งแรงและเติบโตดี

วิธีการปลูกดีปลี

การเตรียมดิน

  • เลือกตินที่อุดมสมบูรณ์ปรับปรุงตินด้วยปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ทำร่องระบายน้ำ ให้มีความลาดเท

การเตรียมพันธุ์

  • เลือกยอดกระโดงหรือยอดที่แยกออกต้านข้าง ตัดต่ำกว่าปลาย ยอดลงมา 5 ข้อ แล้วนำดินเหนียวมาหุ้ม 2 ข้อล่าง เพื่อเพิ่มความชื้นให้แตกรากเร็วขึ้น จากนั้นนำยอดไปชำลงในถุงจนกระทั่งแตกรากแล้วจึงนำไปปลูก

การปลูก

  • ใช้ยอดแก่ปลูก 3 – 4 ยอดต่อค้าง
  • ระยะปลูก 1.5 – 2 X 2 เมตร จำนวน 400 – 600 ต้นต่อไร่ พรางแสงประมาณ 2 สัปดาห์

การใส่ปุ๋ย

  • ปุ๋ยที่ควรใช้มีทั้งปุ๋ยคอกหรือปุยหมัก 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี และ ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ หยอดที่โคนต้น 1 กำมือต่อต้น

การให้น้ำ

  • ให้น้ำสม่ำาเสมอ ไม่ควรให้แฉะจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดโรคโคนเน่าได้ง่าย

การกำจัดวัชพืช

  • กำจัดวัชพืช 2 ครั้งต่อเดือนในช่วงฝน โดยวิธีถางตามแนวร่อง

ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

  • เพลี้ยแป้ง ดูดกินน้ำเลี้ยงที่ช่อดอก การป้องกันกำจัดใช้เซฟวิน

การเก็บเกี่ยว

  • ดัชนีการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม คือ เก็บเกี่ยวในระยะที่ผลแก่จัดเริ่มมีสีส้มแดงเรื่อ แต่ยังไม่สุก เนื้อแน่นแข็งไม่นิ่ม ผลต้องไม่สุกแดงเกินไปหรือเขียวไป จะเป็นระยะที่ดีปลีมีกลิ่นฉุนจัดที่สุด
  • วิธีเก็บเกี่ยว ใช้มือเด็ดที่ก้านขั้วผล สำหรับค้างที่สูงใช้บันไดปืนขึ้นไปเก็บเกี่ยว ใน 1 กิ่ง สามารถเก็บผลดีปลีได้ 2 – 3 ผล ต่อครั้ง การเก็บเกี่ยวแต่ละรุ่นใช้ระยะเวลาห่างกัน 1 – 2 เดือน

ประโยชน์ของดีปลี

ดีปลี เป็นสมุนไพรรสเผ็ดร้อน ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีความเก่าแก่และมีใช้กันมากว่า 4,000 ปี สามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้ในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งประโยชน์ของดีปลีก็มีด้วยกันดังนี้

  • ลดน้ำตาลในเลือด
    โรคเบาหวานเป็นอีกหนึ่งโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยเป็นกันมากมาย ซึ่งดีปลีก็เป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่มีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลภายในเลือดให้กับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานได้ ที่สำคัญดีปลียังเป็นสมุนไพรที่สามารถช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นกับโรคเบาหวานได้อีกด้วย
  • กำจัดสารพิษ
    โรคตับเป็นอีกหนึ่งโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้คนในยุคปัจจุบัน เพราะคนส่วนใหญ่มักรับประทานแต่อาหารแปรรูป ซึ่งอาจทำให้อวัยวะภายในต้องทำงานหนัก จนส่งผลอันตรายต่ออวัยวะภายในต่างๆ โดยเฉพาะตับที่อาจจะได้รับสารเคมีที่มาจากการผลิตอาหารแปรรูปมากกว่าส่วนอื่นๆ แต่การทานรับประทานดีปลี ก็ช่วยในการกำจัดสารพิษตกค้างภายในร่างกายที่เป็นอันตรายต่อการทำงานของตับ และช่วยไม่ให้ตับทำงานหนักจนเกินไป
  • ลดไขมัน
    ดีปลีเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวเยอะ หรือคนที่มีปัญหารูปร่างอ้วน ซึ่งคนอ้วนมักจะมีไขมันสะสมในร่างกายปริมาณมาก แถมยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายอีกด้วย แต่ดีปลีถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการช่วยลดไขมันภายในร่างกาย และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อนอย่างเช่น ไขมันอุดตันในเส้นเลือด และไขมันพอกตับได้ดีนั่นเอง
  • อาการไอ
    ดีปลีสามารถใช้แก้อาการไอได้ โดยการใช้ดีปลีมาทำเป็นเครื่องเทศหรือจะเอาไปทอด แต่ห้ามใช้น้ำมัน ให้เลือกใช้เนยแทน หลังจากนั้นจึงนำมารับประทานก็สามารถจะช่วยบรรเทาอาการไอได้
  • อาหารไม่ย่อย
    ภายในดีปลีมีสารสำคัญบางชนิด ซึ่งจะช่วยทำให้กระเพาะอาหารผ่อนคลาย ไม่หดเกร็งตัวมากเกินไป ทำให้สามารถย่อยอาหารได้ตามปกติ แนะนำว่าหากเป็นโรคอาหารไม่ย่อยก็ควรที่จะใช้ดีปลีผง ผสมกับข้าวหรือบางคนอาจจะโรยเอาไว้บนข้าวแล้วรับประทานก็จะช่วยแก้อาการดังกล่าวได้ผล



บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เทคนิคการปลูกไพล และการดูแลรักษา

เทคนิคการปลูกไพล และการดูแลรักษา

เทคนิคการปลูกไพล

ไพล หรือ ว่านไพล ชื่อสามัญ Phlai, Cassumunar ginger, Bengal root
ไพล ชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber montanum (J.Koenig) Link ex A.Dietr. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Zingiber cassumunar Roxb., Zingiber purpureum Roscoe) จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)
สมุนไพรไพล มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปูขมิ้น มิ้นสะล่าง (ฉาน-แม่ฮ่องสอน), ว่านไฟ ไพลเหลือง (ภาคกลาง), ปูเลย ปูลอย (ภาคเหนือ), ว่านปอบ (ภาคอีสาน) เป็นต้น




ลักษณะของไพล

  • ไม้ล้มลุก สูงประมาณ 1 – 1.5 เมตร มีลำต้นใต้ดินลักษณะเป็นเหง้ามีขนาดใหญ่ และเป็นข้อ เปลือกมีสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในหัวสีเหลืองแกมเขียว แทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอ โดยจะประกอบไปด้วยกาบหรือโคนใบหุ้มซ้อนกันอยู่ เหง้าไพลสดฉ่ำน้ำ รสฝาด เอียด ร้อนซ่า มีกลิ่นหอมเฉพาะ ส่วนเหง้าไพลแก่สดและแห้งจะมีรสเผ็ดเล็กน้อย
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกใบเรียงสลับระนาบเดียว กว้างประมาณ 3.5-5.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 18-35 เซนติเมตร ลักษณะใบรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน ขอบใบเรียบ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน แผ่นใบบาง เนื้อในละเอียดสีเขียว โคนก้านใบแผ่ออกมีหูใบ
  • ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลด แทงช่อดอกออกจากเหง้าใต้ดิน รูปเห็ดหรือรูปกระบองโบราณ มีใบประดับสีม่วงซ้อนกันแน่น รูปโค้งห่อรองรับเป็นกาบปิดแน่น และจะขยายเปิดอ้าออกให้เห็นดอกในภายหลัง กลีบดอกมีสีนวล ออกดอกระหว่างกลีบของใบประดับ
  • ผล เป็นผลแห้งแตก รูปทรงกลม มีเมล็ดกลมแข็งขนาดเล็กอยู่ภายใน เปลือกเมล็ดสีน้ำตาลแกมเหลือง

ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด แง่ง หรือเหง้า แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้ส่วนของเหง้าเป็นท่อนพันธุ์ในการเพาะปลูก พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียแถบประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ปลูกกันมากในจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว

วิธีการปลูกไพล

การเตรียมดิน

  • ไถพรวนดิน กำจัดเศษวัสดุและวัชพืช ตากดิน 7-15 วัน
  • ปลูกพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลบในระยะออกตอก หรือใส่ปุ๋ยคอก 1- 2 ตันต่อไร่
  • ใส่ปูนขาว ปรับค่า pH 5.5 – 6.5

การเตรียมพันธุ์

  • แซ่หัวพันธุ์ใน Indole Acetic Acid ความเข้มข้น 250 ppm เป็นเวลา 24 ชั่วโมง
  • แบ่งหัวพันธุ์ น้ำหนัก 100 กรัมต่อหัว มีตา 3 – 5 ตา

การปลูก

  • ใช้ระยะปลูก 25 x 27 เซนติเมตร
  • ชุดหลุมปลูกขนาด กว้าง x ยาว x ลึก 25 x 25 x 15 เซนติเมตร
  • ใส่ปุ๋ยคอกรองกันหลุม หลุมละ 250 กรัม
  • วางเหง้าในหลุม กลบดิน คลุมด้วยฟางหนา 2 นิ้ว

การใส่ปุ๋ย

  • ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 500 กิโลกรัมต่อไร่
  • ใส่หลังการปลูก 1 เดือน และ 4 เดือน

การให้น้ำ

  • ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอจนกว่าพืชจะตั้งตัวได้ หลังจากนั้นให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือตามสภาพแวตล้อม

การกำจัดวัชพืช

  • กำจัดวัชพืช 2 ครั้ง พร้อมการใส่ปุ๋ย

ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด




โรคเหี่ยว ป้องกันกำจัดโดย

  • ใช้หัวพันธุ์ที่ปลอดโรค และปลูกพืชหมุนเวียนที่ไม่เป็นพืชอาศัยของโรค ในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค ใช้ยูเรียผสมปูนขาว อัตรา 80 : 100 กิโลกรัมต่อไร่ คลุกเคล้าดิน และใช้แผ่นพลาสติก สีดำคลุมทิ้งไว้ 3 สัปดาห์ ก่อนปลูกพืช
  • ขุดต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย และโรยปูนขาวรอบหลุมปลูก

การเก็บเกี่ยว

  • เก็บเกี่ยวเมื่อต้นไพลเหี่ยวและฟุบ
  • เก็บเกี่ยวไพลอายุ 1 ปี เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบประกอบเครื่องยา เครื่องสำอาง และส่วนผสมในลูกประคบ
  • เก็บเกี่ยวไพลอายุ 2 ปี เพื่อใช้สกัดน้ำมัน
  • ขุดเหง้าไพลโดยใช้จอบ เสียม ระวังไม่ให้เกิดบาดแผล รอยช้ำ

ประโยชน์ของไพล

  1. ช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น ด้วยการใช้เหง้าสด 1 แง่ง นำมาฝานเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วต้มรวมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ เนื่องจากไพลจะมีน้ำมันหอมระเหย (เหง้าสด)
  2. ประโยชน์ไพลช่วยไล่แมลง ฆ่าแมลง (เหง้า)
  3. ช่วยกันยุงและไล่ยุง น้ำมันจากหัวไพลผสมกับแอลกอฮอล์นำมาใช้ทาผิวสามารถช่วยกันยุงและไล่ยุงได้ (หัวไพล)
  4. สามารถนำมาทำเป็น ครีมไพล, น้ำมันไพล, ไพลผง, ไพลขัดผิว, ไพลทาหน้าได้

ข้อควรระวัง

  • การรับประทานในขนาดสูงหรือการใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิดพิษต่อตับได้ และยังไม่มีความปลอดภัยที่จะนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหืด และไม่ควรนำมารับประทานแบบเดี่ยว ๆ ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน นอกจากจะมีการขจัดสารที่พิษต่อตับออกไปเสียก่อน
  • การใช้ครีมไพลห้ามใช้ทาบริเวณขอบตา เนื้อเยื่ออ่อน และบริเวณผิวหนังที่มีบาดแผลหรือมีแผลเปิด
  • ไม่แนะนำให้ใช้สมุนไพรชนิดนี้กับสตรีมีครรภ์ หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตรและเด็กเล็ก

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านหลังคาทรงปั้นหยา ฟังก์ชั่นขนาด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ

บ้านหลังคาทรงปั้นหยา ฟังก์ชั่นขนาด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ  พร้อมที่จอดรถ

บ้านหลังคาทรงปั้นหยา

บ้านหลังคาทรงปั้นหยา




สวัสดีครับ วันนี้เรามี แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย ผสมผสานทรงหลังคาปั้นหยา ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น บ้านสไตล์ร่วมสมัย ผสมผสานทรงหลังคาปั้นหยาฟังก์ชั่น 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 2 ห้องครัว 1 ห้องรับแขก 1 ห้องพระ พร้อมที่จอดรถได้ 2 คัน พื้นที่ก่อสร้าง 220 ตร.ม. ตัวบ้านปลูกสร้างที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านที่กำลังมองหาแนวทางในการสร้างบ้านหรือออกแบบบ้านในอนาคต  ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ :  Art-HOME : รับสร้างบ้านตามงบประมาณ
เรียบเรียง : withikaset.com

บ้านหลังคาทรงปั้นหยา

บ้านโทนสีขาว ทำพื้นเล่นระดับ ยกบ้านสูงเพิ่มพื้นที่ใต้บ้านสำหรับจอดรถหรือทำกิจกรรมครอบครัว หลังคาทรงปั้นหยาสีเทา แต่งหินตกแต่งสีดำเงาและระแนงเหล็กกล่องดีไซน์ทันสมัย ทำบันไดทางขึ้นด้านหน้าตัวบ้าน มีเฉลียงนั่งเล่นพักผ่อน เลือกใช้หน้าต่างบานกระจกรอบตัวบ้านช่วยรับแสงสว่างจากภายนอกเข้าไปด้านใน

บ้านหลังคาทรงปั้นหยา

เฉลียงหน้าบ้านปูกระเบื้องสีเทาเรียบโทนอ่อน ประตูทางเข้าหลักใช้บ้านไม้สีน้ำตาลเข้มแต่งกระจกลวดลายสวยงาม



บ้านหลังคาทรงปั้นหยา

พื้นที่ห้องโถงใช้โทนสีขาว ปูกระเบื้องพื้นโทนสีขาวลายเทาอ่อนๆ มีหน้าต่างบานกระจกกว้างด้านข้างดูสว่างโปร่งโล่ง เลือกใช้ประตูโทนน้ำตาลอ่อน ส่วนห้องนอนขยับมาด้านหลังใช้ประตูสีโอ๊คเข้ม

แต่งฝ้าหลุมประดับไฟตรงกลางและไฟดาวน์ไลท์แสงสีเหลืองนวลดูอบอุ่น

บันไดใช้ลูกนอนลายไม้สีน้ำตาล ทำราวจับด้านซ้ายมือ ผนังฝั่งขวามือเป็นช่องกระจกช่วยรับแสงในเวลากลางวัน



ห้องนอนนี้ใช้พื้นกระเบื้องโทนสีเทา มีหน้าต่างบานกระจกช่วยรับแสงและระบายอากาศ

ห้องครัวที่มุมด้านหลัง ก่อเคาน์เตอร์ครัวแบบด้านเดียว กรุกระเบื้องโทนสีขาวสะอาดตา 

ห้องน้ำนี้กรุกระเบื้องผนังโทนสีขาวดำ ก่อผังกั้นส่วนห้องอาบน้ำไว้ด้านใน




สำหรับ บ้านหลังคาทรงปั้นหยา บ้านพักอาศัยที่มีงานดีไซน์ที่สวยงาม บ้านหลังนี้ ที่เรานำมาให้ท่านชมกันในวันนี้ ก็หวังว่าจะถูกใจผู้ที่เข้ามาติดตามรับชมกันนะครับ หากท่านใดที่สนใจหรือชื่นชอบก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่โดยตรง

ที่มา | Art-HOME : รับสร้างบ้านตามงบประมาณ


หมายเหตุ: ทางเว็บ withikaset.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ห้องโถงพร้อมครัว

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น





สวัสดีครับ วันนี้เรามีแบบบ้านสวย ๆ ซึ่งเป็น แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ห้องโถง พร้อมครัว  ผลงานคุณภาพ จากผู้รับเหมาพและช่างมืออาชีพ มาให้ทุกคนได้รับดู เพื่อเป็นแนวทางสำหรับทุกท่านที่กำลัง คิดจะสร้างบ้านกันอยู่ สำหรับ แบบบ้านชั้นเดียว สไตล์โมเดิร์น  ในวันนี้ เป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย SK Construction เห็นแล้วจะสวยงามสะดุดตาขนาดไหน และ ท่านใดที่กำลังมีโครงการในการจะสร้างบ้านในเวลาอันใกล้นี้ ไม่ควรพลาดครับ ไปชมพร้อม ๆ กันเลยครับ

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านหลังนี้ ถูกสร้างที่ ตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์  ซึ่งเจ้าของบ้านคือ คุณอุ้ม  ตัวบ้านนั้นเป็น บ้านชั้นเดียว สไตล์โมเดิร์น ยกพื้นสูงประมาณ 30 เซ็นติเมตร มองจากภายนอก ตัวบ้านถูกแต่งด้วยะแนงเหล็กสีส้ม พร้อมเทั้ง กระเบื้องบันไดหน้าบ้าน อีกทั้งยังเพิ่มความโดดเด่นให้กับตัวบ้าน ด้วย ฝ้าเพดานสีขาว ประตูหน้าต่างบานกระจกใสแบบสไลด์ ตกแต่งด้วยโครงสร้างเหล็กสีดำในจุดต่าง ๆ ของบ้าน มาพร้อมบัวรอบตัวบ้าน ทำให้ดูโมเดิร์นทันสมัยมากขึ้น

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น
ด้านข้างบันได เป็นพื้นที่จอดรถ และ เสาบริเวณพื้นที่จอดรถตกแต่งด้วยการกรุกระเบื้องหินทรายสีครีม เพิ่มความโดดเด่นด้วย กระเบื้องลวดลายสามมิติฐานของบ้านยกสูงทาสีฟ้าเข้ม

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น




ภายในตัวบ้านนั้น เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ใช้โทนสีขาวเป็นหลัก ทั้งฝ้าเพดานหลุม ผนังฉาบเรียบ และกระเบื้องพื้นห้องที่ถูกเรียกใช้โทนสีขาว ที่มองแล้วดูสว่างตา  พื้นที่ภายในมีขนาดใหญ่จึงแบ่งเป็นส่วนห้องนั่งเล่น และ ห้องครัว สามารถตกแต่งและจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างใจต้องการ

สำหรับห้องนอนใช้โทนสีขาวทั้งห้อง ฝ้าเพดานฉาบเรียบ พร้อมสำหรับการตกแต่ง ห้องนอนอีกห้องใช้การตกแต่งและโทนสีเดียวกัน



มุมสวยของห้องครัว ห้องครัวก่อเคานท์เตอร์ครัวแบบบิวท์อิน รูปตัวแอล แบบชิดผนัง ปูท็อปเคาน์เตอร์ด้วยกระเบื้องลายหินอ่อนสีเข้มพร้อมหน้าต่างช่วยระบายอากาศ ส่วนด้านหน้าทำเคานท์เตอร์บาร์ พร้อมกับใช้เป็นได้ทั้งโต๊ะกินข้าวได้ด้วย ภายในห้องครัวติดตั้งเตาแก๊ส ที่ดูดควัน และอ่างล้างจานรวมถึงหน้าต่างระบายอากาศด้วย

แบบบ้านชั้นเดียว สไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พร้อมส่วนครัว และโรงจอดรถ นั้น เป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย SK Construction ที่ออกแบบพื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัวในงบประมาณที่คุ้มค่าคุ้มราคา ตามที่ลูกค้าต้องการ มุ่งเน้นการบริการด้วยคุณภาพและมาตรฐาน ออกแบบตามสไตล์ที่ลูกค้าต้องการและงบประมาณที่มี ครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ