ผัดผักบุ้งไฟแดง เมนูผักกรอบอร่อยพร้อมวิธีทำ

ผัดผักบุ้งไฟแดง เมนูผักกรอบอร่อยพร้อมวิธีทำ

ผัดผักบุ้งไฟแดง

ผัดผักบุ้งไฟแดง


       สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเมนูอาหารที่ทำง่าย ๆ วัตถุดิบไม่เยอะ และอร่อยอีกด้วย มาให้ลองทำกันค่ะ เมนูที่ว่านั้นก็คือ   ผัดผักบุ้งไฟแดง นั่นเอง เป็นเมนูผัดผักบุ้งไฟแดง ใช้ผักบุ้งจีนในการทำ เพราะมีขนาดต้นที่พอดีไม่ใหญ่จนเกินไป และที่สำคัญของผักบุ้งจีนคือความกรอบไม่เหนียวนั่นเองและราคาไม่แพง จึงเป็นที่นิยมในการนำมาทำอาหารนั่นเอง  เมนูผัดผักบุ้งไฟแดง ที่ไม่ว่าจะทานกับข้าวสวยกับน้ำพริก หรือ ข้าวต้ม ก็เข้ากันได้อย่างดี เป็นเมนูผัดผักบุ้งไฟแดง ที่หาทานได้ทุกที่ เรามาดูประโยชน์ของผักบุ้งกันก่อนนะคะ




   ผักบุ้ง หรือ ผักทอดยอด เป็นผักเพื่อสุขภาพที่รู้จักกันดี เพราะผักบุ้งมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี แต่จริงๆ แล้วผักชนิดนี้ยังมีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะผักบุ้งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญมากมาย ผักบุ้งแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลักๆ คือผักบุ้งไทยและผักบุ้งจีน สำหรับผักบุ้งไทยจะเป็นผักบุ้งสายพันธุ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามแม่น้ำลำคลอง จึงมียางมากกว่าผักบุ้งจีน ส่วนผักบุ้งจีนจะเป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยส่วนมากที่นิยมปลูกขายก็คือผักบุ้งจีน เพราะจะมีลำต้นค่อนข้างขาวอวบ ใบเขียวอ่อน ดอกขาว มียางน้อยกว่าผักบุ้งไทย จึงเป็นที่นิยมในการรับประทานมากกว่าผักบุ้งไทย

ประโยชน์ของผักบุ้ง 

       ผักบุ้งช่วยบำรุงสายตา รักษาอาการสายตาสั้น ตาต้อ ตาฝ้าฟาง ตาแดง และอาการคันตาบ่อยๆ มีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ช่วยป้องกันและลดโอกาสในการเป็นโรคมะเร็ง เพิ่มศักยภาพในการบำรุงสมองและเพิ่มความสามารถในการจดจำ มีกากใยมาก ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันการท้องผูก บำรุงโลหิตและช่วยรักษาโรคโลหิตจาง สามารถลดน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเบาหวาน ช่วยให้เจริญอาหา ช่วยบำรุงหัวใจ ลดการเกิดไขมันอุดตันเส้นเลือดและหัวใจวาย มีแคลอรีต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ช่วยบำรุงธาตุ ยอดผักบุ้งช่วยแก้โรคประสาทได้ ช่วยแก้อาการเหงื่อออกมาก ช่วยแก้อาการปวดศีรษะและอ่อนเพลีย ต้นสดของผักบุ้งไทยช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ผักบุ้งมีรสเย็น จึงมีสรรพคุณช่วยถอนพิษเบื่อเมา รากผักบุ้งมีรสจืดเฝื่อน มีสรรพคุณช่วยในการถอนพิษสำแดง ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยแก้อาการฟกช้ำ ดอกของผักบุ้งไทยต้นขาว สามารถใช้เป็นยาแก้กลากเกลื้อนได้ ใช้ถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ แก้แผลมีหนองช้ำ ด้วยการใช้ต้นสดมาต้มน้ำให้เดือดนานๆ ทิ้งไว้พออุ่นแล้วนำน้ำมาล้างแผลวันละครั้ง แก้พิษตะขาบกัด ด้วยการใช้ต้นสดเติมเกลือ นำมาตำพอกบริเวณที่ถูกกัด ต้นสดของผักบุ้งไทยต้นขาว นำมาใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกได้ ต้นสดของผักบุ้งไทยต้นขาว จะช่วยลดการอักเสบและอาการปวดบวมได้ ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย สามารถใช้บำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดหรือผู้ที่ได้รับสารพิษต่างๆ ได้ นอกจากนั้น รากที่เรามักจะตัดทิ้งก่อนจะรับประทาน ก็มีสรรพคุณทางยา ใช้แก้โรคหอบหืด บรรเทาอาการไอเรื้อรัง และยังช่วยลดอาการตกขาวในสตรีอีกด้วย นำรากผสมน้ำส้มสายชู คั้นมาบ้วนปากจะช่วยบรรเทาอาการปวดจากฟันผุได้  ผักบุ้ง จึงถือเป็นผักสวนครัวที่ปลูกง่าย มีราคาถูก ในชนบทสามารถหาเก็บได้ทั่วไปเสียด้วยซ้ำ แต่ใครจะรู้ว่าผักชนิดนี้มีคุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางยาแฝงไว้อย่างมากมายเลยทีเดียว

ในเมื่อเรารู้ประโยชน์ของผักบุ้งกันแล้ว เรามาลงมือทำเมนูผัดผักบุ้งไฟแดงกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ ผัดผักบุ้งไฟแดง

  • ผักบุ้งจีน 2  กำ
  • พริกขี้หนูทุบ 6-7 เม็ด
  • กระเทียมจีนแกะเปลือกทุบ 3-4 กลีบ
  • น้ำมันหอย  หรือ ซอสหอยนางรม       2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย ½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช สำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส 1 ช้อนชา

วิธีการทำผัดผักบุ้งไฟแดง

  • ขั้นตอนแรกให้ล้างผักบุ้งให้สะอาดจากดินโคลน เสร็จแล้วให้หั่นเป็นท่อนๆ เสร็จแล้วพักใส่จานไว้
  • จากนั้นให้ทุบกระเทียม กับ พริกขี้หนู ให้พอแหลก แล้วตกใส่ไว้บนผักบุ้ง
  • จากนั้น ปรุงรสชาติ ด้วย น้ำมันหอยหรือซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย น้ำปลา และ ผงชูรส ลงไปบนผักบุ้งที่เตรียมใส่จานไว้
  • จากนั้นให้ตั้งกระทะ เปิดไฟกลางๆ ใส่น้ำมันลงไป รอกระทะร้อน แล้วจึงเทผักบุ้งลงไป ขั้นตอนนี้อย่าเทผักลงไปแรงมาก เดี๋ยวไฟจะลุกท่วมกระทะเยอะเกินไป เสร็จแล้วผัดผักบุ้งให้เข้ากัน จนสีผักบุ้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวสดขึ้น ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่นานในการผัด ถ้าผัดผักบุ้งนานเกินไปจะทำให้ผักบุ้งเหยี่ยวและเหนียวได้ จากนั้นให้ตักขึ้นใส่จาน ปิดไฟ พร้อมรับประทานได้แล้วค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง: sentangsedtee
เรียบเรียงโดย : นงนุช




บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ 145 ตร.ม.

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 145 ตร.ม.

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก





สวัสดีครับทุกท่านวันนี้เรามี แบบบ้านสวยๆ มาให้เรารับชมกันเช่นเคย ซึ่งวันนี้เป็น บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก โทนสีขาวดำ ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 รับแขก 1 ห้องแต่งตัว 1 ห้องครัว พร้อมระเบียงรอบบ้าน พื้นที่ใช้สอยภายในประมาณ 145 ตารางเมตร  ตัวบ้านยกพื้นสูง  เป็นผลงานการสร้างของ ช่างเจตน์ เทพทองการโยธา สถานที่ก่อสร้าง บ้านนา ต.แชะ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เราไปชมบ้านหลังนี้กันเลย

ขอบคุณข้อมูล | ช่างเจตน์ เทพทองการโยธา

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

ตัวบ้านถูกยกพื้นสูงเล็กน้อย หลังคาบ้านเป็นทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้องแบบเรียบโทนสีเทาเข้มที่ตัดเชิงชายคาสีดำได้อย่างลงตัว ผนังนอกบ้านมีการติดตั้งด้วยบานประตูหน้าต่างเป็นกระจกโทนสีดำกรอบด้วยอลูมิเนียมสีดำที่ตัดกับผนังสีครีมได้อย่างสวยงาม บริเวณหน้าบ้านทำระเบียงเป็นแนวยาวทรงตัวเอลพร้อมติดตั้งราวกั้นเหล็กสีดำ

บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก




บ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

บันได ทางขึ้นหน้าบ้านขนาดใหญ่ เน้นโทนสีเทาดำให้เข้ากับตัวบ้าน





มองจากข้าในตัวบ้านห้องโถงใหญ่นั้นจะเห็นประตูบ้านเป็นประตูไม้สีดำบานสี่พับที่ตกแต่งด้วยกระจกสีดำ เปิดมาเป็นห้องโถงที่ภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องลามิเนตลายไม้สีน้ำตาลอ่อน ผนังภายในตกแต่งด้วยโทนสีครีมไข่ติดบัวกันเปื้อนสีดำ ฝ้าเพดานเป็นแบบเรียบประดับด้วยโคมไฟแบบห้อยติดเพดาน และหน้าที่เป็นกระจกขนาดใหญ่

ห้องนอน ที่ภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องสีครีม ผนังภายในตกแต่งด้วยโทนสีครีมอ่อนๆพร้อมติดตั้งหน้าต่างบานคู่ขนาดใหญ่กรอบด้วยอลูมิเนียมสีดำ ฝ้าเพดานในห้องนอนเป็นแบบเรียบติดตั้งทั้งโคมไฟทรงกลมและไฟดาวน์ไลท์

ห้องน้ำ ภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องลายจุดสีขาว ผนังภายในตกแต่งด้วยกระเบื้องสีขาวสลับกับกระเบื้องสีโอรส ในห้องมีการติดตั้งตู้เคาน์เตอร์ลายไม้สีน้ำตาลพร้อมติดตั้งอ่างล้างหน้าและกระจกส่องหน้ากรอบลายไม้ที่ดูเข้ากันอย่างดี

สนใจหรือปรึกษาการออกแบบจัดเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นกู้ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานก่อสร้าง ย้ำเลยครับว่ามีบริการให้คำปรึกษาฟรีสำหรับลูกค้าที่สนใจและ สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

ช่องทางการติดต่อ
Facebook : ช่างเจตน์ เทพทองการโยธา

Tel : 089-9921321
Tel : 086-2539057


หมายเหตุ: ทางเว็บไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลาดุกต้มน้ำปลาร้า เมนูอีสาน

ปลาดุกต้มน้ำปลาร้า เมนูอีสาน

ปลาดุกต้มน้ำปลาร้า

สวัสดีค่ะวันนี้แอดมีเมนูเกี่ยวกับปลามาให้ลองทำทานกันค่ะ เป็นเมนูที่ทำง่าย ๆ  ไม่ยุ่งยากส่วนผสมน้อยเครื่องปรุงยิ่งน้อยเข้าไปอีก นั่นก็คือ  เมนู ปลาดุกต้มน้ำปลาร้า แบบอีสาน กันค่ะ ซึ่งเมนุปลาดุกต้มน้ำปลาร้า นั้นเป็นเมนูที่นิยมทำทานเป็นอาหารพื้นบ้านทางภาคอีสานของเรา ที่มีรสชาติ นัว แซ่บ หอมน้ำปลาร้า และสมุนไพรจำพวกข่าตะไคร้ ใบมะกูด และหัวหอมแดง ซึ่งถ้าใครได้ลองทานแล้วรับรองว่าจะติดใจกันอย่างแน่นอนค่ะ




 ประโยชน์ของปลาดุก ปลาดุกเป็นปลาที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ มีปริมาณแคลอรีและไขมันต่ำ ธาตุปรอทต่ำ มีทั้งวิตามินบี 12 โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6  ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ปลาดุกมีคุณค่าทางโปรตีนในปริมาณที่สูง เนื้อปลา 100 กรัม จะประกอบขึ้นด้วยโปรตีนเป็น จำนวน 23 กรัม การรับประทานปลาดุก มีผลดีต่อสถานะของหลอดเลือด สามารถลดระดับคลอเลสเตอรอล ได้แม้ว่าจะมีไขมันอยู่มากก็ตาม ช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อกระดูก และยังสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงขึ้น สามารถควบคุมกระบวนการเผาผลาญ ทำให้กระบวนการย่อยอาหารเป็นปกติ

เมื่อเรารู้ว่าประโยชน์ของป ลาดุกกันแล้ว เรามาลงมือทำ ปลาดุกต้มน้ำปลาร้ากันเลยค่ะ

วัตถุดิบปลาดุกต้มน้ำปลาร้า เมนูอีสาน

  • ปลาดุก 500 กรัม
  • น้ำสะอาด 700
  • น้ำปลาร้า 3 ทัพพี
  • ผงชูรส ½  ช้อนโต๊ะ
  • ข่า 5 แว่น
  • ตะไคร้หั่น 2 ต้น
  • ใบมะกรูด 5 – 6 ใบ
  • หัวหอมแดง 4 – 5 หัว
  • พริกขี้หนู 10 – 15 เม็ด
  • ต้นหอม 1 ต้น
  • ผักชี 1 ต้น
  • เกลือป่น สำหรับล้างปลาดุก 1 ช้อนโต๊ะ** สำหรับคนชอบทาน รสจัด ให้เตรียม พริกป่น น้ำมะนาว ไว้สำหรับปรุงรสชาติเพิ่มเติม **

วิธีการทำ ปลาดุกต้มน้ำปลาร้า

  • เริ่มจากทำความสะอาดปลาดุกให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ
  • เสร็จแล้วให้นำเกลือป่นลงไปคลุกที่ปลาดุกเพื่อลดกลิ่นคาวและเมือกของปลาดุก เสร็จแล้วล้างน้ำให้สะอาด พักไว้ก่อน
  • จากนั้นให้ล้าง ข่า และ ตะไคร้ ให้สะอาด เสร็จแล้วให้หั่นเฉียงๆ เตรียมไว้
  • แล้วตามด้วยหัวหอมแดง ปอกเปลือกแล้วทุบเตรียมไว้
  • ล้างใบมะกรูด ให้สะอาด แล้วฉีกออกจากก้าน พักไว้
  • ล้างพริกขี้หนูให้สะอาด แล้วเด็ดก้าน เตรียมไว้
  • ล้างต้นหอม และ ผักชี ให้สะอาด เสร็จแล้วหั่นซอย เตรียมไว้
  • จากนั้นให้เตรียมหม้อ ตั้งไฟกลางๆ เทน้ำสะอาดลงไปในหม้อ รอให้น้ำเดือด
  • เสร็จแล้วจึงใส่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หัวหอมแดงและพริกขี้หนูลงไป
  • ต้มจนมีกลิ่นหอมของสมุนไพร จึงใส่น้ำปลาร้าลงไป รอให้เดือดอีกครั้ง
  • แล้วจึงตามด้วย ปลาดุกที่หั่นเตรียมไว้ลงไป ต้มจนปลาดุกสุก
  • จึงใส่ผงชูรสลงไป คนให้เข้ากัน ชิมรสชาติตามที่ต้องการ
  • เสร็จแล้วโรยหน้าด้วยต้นหอมและผักชีซอย ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย พร้อมรับประทาน

เรียบเรียงโดย : นงนุช




บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

การเลี้ยงไส้เดือนในกะละมัง

การเลี้ยงไส้เดือนในกะละมัง

การเลี้ยงไส้เดือนในกะละมัง

ไส้เดือน เป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง พบได้ทั่วไปตามที่ชื้นแฉะ ใต้ซากพืช มูลสัตว์ต่าง ๆ นอกจากจะช่วยย่อยสลายซากพืชซากสัตว์แล้ว การขุดและมุดตัวของไส้เดือนยังเป็นการพรวนดินตาม ธรรมชาติ ทำให้ดินร่วนซุย เพิ่มคุณสมบัติทางกายภาพที่ดีให้แก่ดิน จึงทำให้ดินเหมาะแก่การเพาะปลูก อากาศ ถ่ายเท และยังได้รับธาตุอาหารจากมูลของไส้เดือนอีกด้วย



ปัจจุบันจึงมีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนกันอย่างกว้างขวาง เพื่อย่อยสลายอินทรียวัตถุ ลดขยะ อินทรีย์เพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืช ดังนั้นก่อนจะเริ่มเลี้ยงไส้เดือนจึงจำเป็นต้องศึกษาเกี่ยวกับสายพันธุ์ อุปนิสัย การอยู่อาศัย ศัตรูของไส้เดือน เพื่อให้การเลี้ยงไส้เดือนประสบความสำเร็จ

ทำไมต้องเลี้ยงไส้เดือนในกะละมัง

  1. สะดวกเพราะ ไม่หนักเกินไป เล็กกะทัดรัดย้ายไปไหนต่อไหนได้ ไม่ต้องฟิกพื้นที่ว่าเราต้องเลี้ยงน่ะจุดนี้จุดเดียว
  2. จัดการสิ่งที่ไม่พึ่งประสงค์ ศรัตรู เชื้อรา ปรสิตหรือ สิ่งที่ไม่ต้องการได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างคราวๆ เช่นสมมุติครั้งหนึ่งมีพวกมด พวกแมลงเข้าไปกวนไส้เดือน เราก็จัดการเป็นกะละมังๆไป ส่วนวิธีแก้ไขกำจัดก็ตามที่ใครถนัดเลย
  3. เก็บเกี่ยวง่าย แค่ ยกกะละมัง เอียง แล้วปาด เท่านี้เราก็ได้มูลไส้เดือนที่มีคุณภาพ
  4. ตอบสนองกับผู้ที่มีพื้นที่น้อย ๆ  ควบคุมเรื่องพื้นสำหรับการผลิตในปริมาณที่มากๆ ยกตัวอย่าง เช่น   ในพื้นที่ 1 คอกในการเลี้ยงแบบนี้ มีพื้นที่ 1.2 m × 3.2 m  สูง 1.6 m หรือมีความสูง 5 ชั้นกะละมัง พื้นที่ คร่าวๆ ประมาณ  4  ตารางเมตร  จะได้ 60 กะละมัง  ใน 1 กะละมัง จะได้มูลไส้เดือน 5-7 กิโลกรัม ซึ่งจะผลิตปุ๋ยได้ต่อเดือน ต่อคอก ประมาณ 7 × 60 = 420 กิโลกรัมต่อเดือน แค่ 10 คอก ก็สามารถผลิตปุ๋ยได้ประมาณ 4 ตันต่อเดือน คิดง่ายๆ
  5. ตอบสนองระยะยาว เพราะ กะละมัง 1 ใบ  พร้อมมูลไส้เดือนกับแบดดิ้งใหม่ ๆ  มีน้ำหนักไม่มาก ถ้าทำบ่อย ๆ ทุกวัน ๆ ก็ใช้ร่างกายไม่เยอะมาก และที่สำคัญเวลาเก็บเกี่ยวมูล ผมก็ไม่ต้องก้ม ๆ เงย ๆ นานๆ อาจจะช่วยป้องกันสุขภาพของสันหลังได้มากกว่าวิธีอื่น
  6. ควบคุมความชื้น ความร้อนหรือ อุณหภูมิ ได้ดี เพราะแบดดิ้งไม่โดนกดทับมากไป และ ควบคุมคุณภาพของปุ๋ยได้เป็นจุดๆไป น้ำถึงมั้ย แห้งไปมั้ย ง่ายต่อการควบคุมคุณภาพ

สายพันธุ์ของไส้เดือน

ในประเทศไทย นิยมเลี้ยงไส้เดือนอยู่ 3 สายพันธุ์ ได้แก่

  1. พันธุ์ Tiger Worm ลำตัวมีสีแดงสลับสีเหลืองเป็น ลายเสือ ลำตัวกลม มีขนาดเล็ก เป็นสายพันธุ์ที่มีความทนทาน ต่อสภาพอากาศ ทนอากาศหนาวได้ถึง 0 °C และทนความร้อน ได้ถึง 40 °C
  2. พันธุ์ Blue worm เป็นไส้เดือนสายพันธุ์เอเชีย ตัวผอมยาว ลำตัวสีม่วงเข้มประกายสีน้ำเงิน เป็นไส้เดือนที่ เลี้ยงง่าย สามารถกำจัดขยะอินทรีย์ ผลิตปุ๋ยหมัก และนิยม นำไปให้อาหารสัตว์น้ำ โดยเมือกจะมีกลิ่นหอมเหมือนดอกโมก
  3. พันธุ์ African Night Crawler (AF) มีสีน้ำตาล แดงปนเทา ตัวใหญ่ เคลื่อนไหวรวดเร็ว ชอบอุณหภูมิที่ ค่อนข้างร้อน สามารถผลิตมูลไส้เดือนได้เร็ว เป็นสายพันธุ์ที่ ได้รับความนิยมมากที่สุด เป็นที่ต้องการของตลาดจำหน่าย พันธุ์ไส้เดือน จึงทำให้มีราคาถูก ขายพันธุ์ได้ง่าย

วิธี การเลี้ยงไส้เดือนในกะละมัง

ปัจจุบันนิยมเลี้ยงไส้เดือนหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงในกะละมัง เลี้ยงในวงบ่อ ซีเมนต์ เลี้ยงบนพื้นปูนหรือใต้ต้นไม้ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ดังนี้

  1. การเลี้ยงไส้เดือนในกะละมัง ทำให้ดูแลและคัด แยกตัวไส้เดือนกับมูลไส้เดือนได้ง่าย สามารถเลี้ยงในรูปแบบ คอนโดหรือวางซ้อนกันเป็นชั้น เพื่อประหยัดพื้นที่ แต่มีต้นทุน สูงกว่าวิธีอื่น เช่น ค่ากะละมัง ชั้นวางไส้เดือน เป็นต้น
  2. การเลี้ยงไส้เดือนในวงบ่อซีเมนต์วงบ่อซีเมนต์ ค่อนข้างเย็น ซึ่งเป็นสภาพที่ไส้เดือนพันธุ์Tiger Worm และพันธุ์ Blue worm ชอบ แต่ใช้พื้นที่ค่อนข้างมาก คัดแยกตัวและมูล ไส้เดือนได้ยาก
  3. การเลี้ยงไส้เดือนบนพื้นปูนหรือใต้ต้นไม้ ทำให้ได้ ไส้เดือนตัวใหญ่ ประหยัดต้นทุนในการซื้อวัสดุอุปกรณ์ แต่เสี่ยงต่อ การถูกศัตรูของไส้เดือนเข้าทำลาย เช่น มด คางคง อึ่งอ่าง และยัง คัดแยกตัวและมูลไส้เดือนได้ยาก



อาหารของไส้เดือน

อาหารของไส้เดือนคือเศษพืชผัก มูลสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมูลวัว มูลควาย มูลหมู มูลไก่ มูลม้า เศษขยะอินทรีย์จากชุมชน เศษเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร โดยเศษพืช มูลสัตว์ หรือขยะอินทรีย์เหล่านี้จะต้องไม่มีสารเคมีหรือสารพิษที่เป็นอันตรายต่อไส้เดือน

สิ่งที่นำมาใช้เป็นอาหารของไส้เดือนไม่ควรปนเปื้อนน้ำมัน จารบี เนื้อสัตว์ เนื้อปลา เปลือกไข่ หญ้าหรือเมล็ดพืชที่ทำลายยาก วัชพืช มูลหมาหรือแมว เพราะจะเป็นตัวสะสมเชื้อโรค นำแมลงและ ศัตรูพืชต่าง ๆ มายังภาชนะเลี้ยงไส้เดือน รวมไปถึงสิ่งที่ทำให้ค่า pH เปลี่ยนแปลงไป เช่น ขี้เถ้า ปูนขาว หรืออาหารที่มีความเปรี้ยวสูง เพราะทำให้ไส้เดือนระคายเคือง เนื่องจากผิวหนังของไส้เดือนค่อนข้างบอบบาง

การเลี้ยงไส้เดือนจะต้องเลี้ยงในบริเวณที่สามารถควบคุมการถ่ายเทของอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด ฝน ได้ในระดับหนึ่ง มีความแข็งแรง คงทน และสามารถป้องกันศัตรูของไส้เดือนได้

ขั้นตอนการเลี้ยงไส้เดือน

การเลี้ยงไส้เดือน มีรูปแบบการเลี้ยง อาหารที่ใช้เลี้ยงจะแตกต่างกันไป โดย คุณอชิรญา สงวนเนตร เลือกเลี้ยงไส้เดือนในกะละมังเพราะสามารถจัดการได้ง่าย ใช้พื้นที่น้อย และเลือกใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่ มี ขั้นตอนดังนี้

  1. เลือก bedding หรือมูลวัวนม 1 ที่มีลักษณะเป็น ก้อนสีเหลืองทอง โดยมูลวัวจะต้องไม่มีสารปนเปื้อนประเภทโซดาไฟ ปูนขาว สับปะรด
  2. นำมูลวัวแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 1-2 คืน เพื่อทำให้ชื้น คลายความร้อน และย่อยสลายมูลวัวให้เป็นก้อนเล็ก
  3. นำกะละมังพลาสติก ขนาด 50 ซม. เจาะรูระบาย น้ำที่ก้นกะละมัง
  4. ปล่อยน้ำออกจากถังแช่มูลวัว ตักมูลวัวที่แช่น้ำแล้วใส่ในกะละมังประมาณครึ่งกะละมัง
  5. ใส่ผัก หรือต้นกล้วยสับบนมูลวัว (จากข้อที่ 4) ประมาณ 1 ใน 4 ของกะละมัง และนำ มูลวัวมาโรยทับด้านบน
  6. นำไส้เดือนมาปล่อยลงกลางกะละมัง ประมาณ 5 กรัม จากนั้นนำกะละมังไปวางเรียง บนชั้น รดน้ำให้ชุ่ม โดยรดน้ำสัปดาห์ละครั้ง หรือเมื่อผิวหน้าของอาหารไส้เดือนเริ่มแห้ง
  7. เมื่อระยะเวลาประมาณ 25 วัน ไส้เดือนกินมูลวัวในกะละมังจนหมด ก่อนเก็บมูลไส้เดือน ให้งดน้ำ 1 สัปดาห์ เพื่อให้สามารถแยกมูลไส้เดือนได้ง่าย

การแยกมูลไส้เดือน

เมื่ออาหารในกะละมังใกล้หมด จะต้องแยกตัวและมูลไส้เดือนเพื่อนำตัวไส้เดือนไปเลี้ยงใน อาหารใหม่ และนำมูลไส้เดือนไปใช้ประโยชน์ต่อไป

การเก็บมูลไส้เดือนให้ใช้ตาข่ายที่ไส้เดือนสามารถลอดได้วางไว้บน bedding ใหม่ และใส่ bedding เก่าที่ต้องการแยกตัวและมูลไส้เดือนไว้ด้านบนตาข่าย ทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน ไส้เดือนจะย้ายไปอยู่ใน bedding ใหม่ จากนั้นนำไปผึ่งในที่ร่มให้มีความชื้นสัมพัทธ์ 35% สังเกตได้จากเมื่อใช้มือเก็บมูลไส้เดือนและ ไม่ติดมือ ไม่รู้สึกเปียก จากนั้นนำมาร่อนด้วยตะแกรง ขนาด 3 มม. จะได้มูลไส้เดือนและกากมูลไส้เดือน 

หลังจากแยกตัวและมูลไส้เดือนแล้ว มูลไส้เดือนสามารถนำไปใช้หรือบรรจุถุงจำหน่ายได้ ส่วนตัวไส้เดือนและกากมูลไส้เดือน ให้นำไปใส่ในอาหารใหม่เพื่อเลี้ยงไส้เดือนต่อไป

ปัญหาที่พบและแนวทางแก้ไข

ในการเลี้ยงไส้เดือน หลายคนมักจะเจอกับสารพัดปัญหาที่คนเลี้ยงไส้เดือนส่วนใหญ่มักจะเจอ กันบ่อย ๆ จึงได้รวบรวมปัญหาและวิธีการแก้ไขไว้ดังนี้

ประโยชน์จากการเลี้ยงไส้เดือน

  1. ทำให้ระบบนิเวศเกิดความสมดุล
  2. ทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น
  3. ช่วยระบายน้ำและอากาศในดิน
  4. เพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารแก่ดิน
  5. เป็นดัชนีบ่งชี้การปนเปื้อนในดิน
  6. สร้างรายได้จากมูลและพันธุ์ไส้เดือน

จะเห็นได้ว่าการเลี้ยงไส้เดือน สามารถใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่รอบตัวมาใช้ในการเลี้ยงไส้เดือนได้ไม่ว่าจะ เป็นมูลสัตว์ กะละมัง เศษผัก ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในครัวเรือนนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ นอกจากเป็นการกำจัด ขยะอินทรีย์ได้แล้ว ยังได้ประโยชน์มากมาย และสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว

 ที่มา : อาจารย์อชิรญา สงวนเนตร  บรรยายในงานมหกรรมในหลวงรักเรา ภูมิพลังแผ่นดิน วันที่ 3 ธันวาคม 2564

เครดิตภาพ : ฟาร์มไส้เดือนเจ้หลุยส์




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีเลี้ยงผึ้งโพรงไทยสำหรับมือใหม่ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ

วิธีเลี้ยงผึ้งโพรงไทยสำหรับมือใหม่ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ

วิธีเลี้ยงผึ้งโพรงไทยสำหรับมือใหม่

วิธีเลี้ยงผึ้งโพรงไทยสำหรับมือใหม่


ผึ้งโพรงไทย (Indian honey bee)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Apis Cerana

           ผึ้งโพรงไทย เป็นแมลงที่มีคุณค่าต่อมวลมนุษย์และช่วยรักษาความสมดุลของสภาพแวดล้อมในทางธรรมชาติ ช่วยผสมเกสรพืชเศรษฐกิจมากมายหลายชนิด เช่น ลำไย ลิ้นจี่ เงาะโรงเรียน ส้ม มะพร้าว มะม่วง กาแฟ ท้อ สตรอว์เบอร์รี่ ทานตะวัน มะม่วงหิมพานต์ พืชตระกูลแตง พริก พืชผักที่ต้องการผลิตเมล็ดพันธุ์ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว เป็นต้น




นอกจากนี้ สมัยโบราณได้กล่าวไว้ว่า นำ้ผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะสามารถบำรุงร่างกาย ไขผึ้งนำมาทำเทียนจุดให้แสงสว่าง นำผึ้งและ ไขผึ้งสามารถนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย

วิธีเลี้ยงผึ้งโพรงไทยสำหรับมือใหม่

ผึ้งโพรงไทย เป็นผึ้งพื้นเมืองอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ชอบอาศัยในที่มืด สร้างรวงผึ้งเรียงกันตั้งแต่ 5 – 15 รวง มีประชากรผึ้ง ประมาณ 5,000 – 30,000 ตัวต่อรัง ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและความอุดมสมบูรณ์ของอาหารผึ้ง ได้แก่ น้ำผึ้งและเกสรดอกไม้ ผึ้ง 1 รังให้น้ำผึ้งเฉลี่ย 5 – 6 กิโลกรัมต่อปี ผึ้งโพรงไทยมีนิสัยอพยพย้ายรัง ไปตามแหล่งอาหารหรือมีศัตรูรบกวน การเลี้ยงผึ้งโพรงไทย ผู้เลี้ยงจะต้องเข้าใจพฤติกรรมและสภาพความเป็นอยู่ของผึ้งจะต้องอดทน ช่างสังเกต เมื่อมีประสบการณ์และมีการจัดการรังผึ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้การเลี้ยงผึ้งโพรงประสบความสำเร็จ

ชีวิตและพฤติกรรมของผึ้งโพรงไทย

  1. นางพญา (Queen) ภายในรังจะมีนางพญา 1 ตัว หลังจากบินขึ้นไปผสมพันธุ์กับตัวผู้เรียบร้อยแล้วก็จะมีหน้าที่วางไข่และควบคุมรัง
  1. ผึ้งตัวผู้ (Drone) มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือผสมพันธุ์กับนางพญาผึ้งพรหมจรรย์เท่านั้น
  2. ผึ้งงาน (Worker) เป็นผึ้งเพศเมียซึ่งถูกสารของนางพญาผึ้งควบคุมไม่ให้ผสมพันธุ์และวางไข่ จะมีหน้าที่ตามอายุ

ของผึ้งงาน ได้แก่ ทำความสะอาดรัง ดูแลและผลิตอาหารป้อนให้แก่นางพญาผึ้งและตัวหนอน ผลิตไขผึ้งเพื่อสร้างรัง ป้องกันรังและออกไปหาอาหาร (น้ำหวานและเกสร) ยางไม้ และน้ำ

การเลี้ยงผึ้งโพรง สามารถทำได้ 3 วิธี

  1. วิธีการซื้อผึ้ง เป็นวิธีการที่ไม่นิยม เนื่องจากผึ้งโพรงไทยมีนิสัยไม่ชอบการรบกวนหรือขนย้ายรังจากที่อื่นมาตั้งในสภาพแวดล้อมที่อาจไม่เหมาะสม ผึ้งที่ซื้อมาก็จะอพยพย้ายรัง
  1. วิธีการล่อ ธรรมชาติของผึ้งโพรงไทยจะมีการแยกขยายพันธุ์เมื่อภายในรังมีประชากรหนาแน่นและอพยพย้ายรังผึ้งโพรงไทยจะอพยพย้ายรังไปตามแหล่งอาหารผึ้งในธรรมชาติแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันตามชนิดพืชและปริมาณ การจัดทำรังล่อแล้วไปวางในสถานที่ที่จะมีผึ้งโพรงไทยอพยพ เข้าไปอาศัยในรังล่อที่เตรียมไว้ก็คือช่วงที่เริ่มหมดฤดูฝนและพืชกำลังออกดอก รังล่อผึ้งโพรงไทยอาจทำจากไม้หรือวัสดุอื่นก็ได้รังล่อจะทาด้วยไขผึ้งให้มีกลิ่นไขผึ้ง ด้านหน้ามีรูให้ผึ้งเข้าออกได้ ควรตั้งให้สูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร – 1 เมตร เพื่อป้องกันศัตรูผึ้ง หมั่นตรวจสอบรังทุก 7 – 10 วัน
  1. วิธีการจับผึ้งเข้าคอน
    •  สำรวจพบรังผึ้งที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติหรือในรังล่อควรทำการจับผึ้งเข้าคอนในตอนที่เก็บน้ำผึ้ง
    • ใช้กระป้องพ่นควันเตือนผึ้ง แล้วเปิดรังผึ้งโพรงให้เห็นรวงรัง ตัดรวงผึ้งทีละรวง พร้อมจับนางพญาผึ้งใส่ที่ขัง
    • นำรวงผึ้งตัวอ่อนและดักแด้ และรวงอาหาร 1 รวง มาทาบกับคอนที่ขึงลวดไว้ แล้วใช้มีดบากร่อง ประมาณครึ่งหนึ่ง ของความหนาของรวงตามเส้นลวด และดันเส้นลวดเข้าไป เสร็จแล้วใช้เชือกหรือหนังยางรัดเพื่อป้องกันรวงผึ้งหลุดออกมา
    • นำนางพญาผึ้งที่ขังไว้มาแขวนให้อยู่ระหว่างคอนหนอนกับคอนดักแด้ภายในกล่อง ทำการกอบผึ้งใส่รังใหม่ให้มากที่สุด แล้วตั้งรังใหม่ให้อยู่ใกล้หรือตำแหน่งเดิมของรังเก่า ผึ้งงานจากรังเก่าที่เหลือจะตามเข้าไปอยู่ในรังใหม่
    • ประมาณ 1 – 2 วัน ผึ้งงานจะซ่อมรวงที่ชำรุดให้ติดกับคอนและคุมเส้นลวดแล้วก็ให้แกะหนังยางที่รัดไว้ ถ้าต้องการย้ายรังต้องปิดผึ้งเวลากลางคืนและย้ายไปเลี้ยงในที่ต้องการแล้วเปิดรังเลี้ยง
    • หลังจากขังนางพญาผึ้งประมาณ 2 – 3 วัน ก็จะต้องปล่อยนางพญาผึ้งออกจากที่ขังเพื่อทำหน้าที่วางไข่ต่อไป




ศัตรูของผึ้งและการป้องกัน

ศัตรูของผึ้ง ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ต่าง ๆ เช่น คางคก จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งก่า มด เป็นต้น ป้องกันโดยการกำจัดศัตรูเหล่านั้น และถากถางบริเวณที่ตั้งรังให้สะอาด ไม่ให้มีวัชพืชปกคลุม ศัตรูของผึ้งที่เป็นอันตรายมากก็คือ ยาฆ่าแมลง อาจจะทำให้ผึ้งตายทั้งหมดก็ได้ ป้องกันได้ โดยย้ายกล่องเลี้ยงผึ้งไปตั้งไว้ที่อื่นชั่วคราว

การเก็บน้ำผึ้ง

การเก็บน้ำผึ้งควรเก็บในช่วงที่มีน้ำผึ้งปริมาณมากๆ น้ำผึ้งที่ได้ต้องมีความชื้นไม่เกิน ร้อยละ 21

  1. การเก็บน้ำผึ้งจากรังส่อ ผึ้งจะสร้างรวงอยู่ใต้ฝารังหงายฝารัง ตัดเอาเฉพาะรวงน้ำผึ้ง ส่วนรวงตัวอ่อนและดักแด้ ให้นำเข้าคอนแล้วเก็บไว้ในรัง นำส่วนที่เป็นน้ำผึ้งมาสับลงบนตะแกรงกรองสแตนเลส เพื่อให้น้ำผึ้งไหลออกมาแล้วกรองน้ำผึ้งให้สะอาด
  2. การเก็บน้ำผึ้งจากรังที่นำรวงผึ้งใส่คอน
    • ตัดเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำผึ้งแล้วนำไปสับบนตะแกรง เพื่อให้น้ำผึ้งไหลออกมา แล้วกรองน้ำผึ้งให้สะอาด
    • ในกรณีมีถังสลัด นำรวงที่มีน้ำผึ้งมาปาดไขผึ้งที่ปิดหลอดรวงออกทั้งสองด้านแล้วนำไปใส่ถังสลัดน้ำผึ้ง แรงเหวี่ยงจะทำให้น้ำผึ้งกระเด็นออกมา กรองด้วยที่กรองสแตนเลส

หมายเหตุ : ควรกรองด้วยผ้ากรองอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ได้น้ำผึ้งที่สะอาดปราศจากสิ่งเจือปน แล้วนำไปบรรจุในภาชนะที่สะอาด มีฉลากที่บ่งบอกครบถ้วนและสวยงาม




ที่มา: กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ www.doae.go.th


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แบบบ้านมินิมอล ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ครัว พื้นที่ใช้สอย 136 ตรม.

แบบบ้านมินิมอล ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ครัว พื้นที่ใช้สอยประมาณ 136 ตรม. งบก่อสร้าง 1.3 ล้านบาท

แบบบ้านมินิมอล

แบบบ้านมินิมอล





แบบบ้านมินิมอล เป็นบ้านที่ตกเเต่งเรียบง่าย เน้นความเรียบ เรียบง่าย แต่ทันสมัย ใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นโล่งโปร่งสบาย เน้นความสะอาด ปลอดโปร่ง โล่งสบาย จึงทำให้เป็นบ้านสไตล์มินิมอลนั้นเป็นที่โดนใจหนุ่มสาวรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก จนกลายเป็นสไตล์บ้านที่ได้รับความนิยมมาก ไม่เเพ้บ้านสไตล์โมเดิร์นเลยก็ว่าได้ครับ

ที่มา : Achara Aryachu

แบบบ้านมินิมอล

วันนี้เราจะพาคุณมาชม แบบบ้านชั้นเดียวมีการยกพื้นสูง ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ครัว 1 ห้องพระ 1 ห้องนั่งเล่น เพียงเท่านั้นยังไม่พอตัวบ้านหลังนี้ก็ยังมีชานหน้าบ้านที่ค่อนข้างกว้าง เรียกได้ว่าเป็นมุมโปรดของเจ้าบ้านที่สามารถออกมานั่งเล่นรับลมจากตรงนี้ได้เลย ส่วนภายในบ้านก็มีการจัดแปลนบ้านได้เป็นอย่างดีทำให้มีมุมใช้สอยที่ครบครันและยังสวยงามไม่น่าอึดอัดอีกด้วย เอาเป็นว่าเราลองมาชมบ้านหลังนี้ในแต่ละมุมกันเลยดีกว่า..

แบบบ้านมินิมอล

ตัวบ้านสีขาวตกแต่งให้ตัดกันด้วยไม้สีน้ำตาล โดยกรุผนังและเพดานที่นอกชานหน้าบ้าน

แบบบ้านมินิมอล




ฝ้าหลุมซ่อนไฟ และติดโคมไฟดูสวยหรู




สำหรับห้องครัว ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งต่อจากห้องโถงหลักของบ้านมีประตูบานเลียนเชื่อมต่อกัน ภายในมีเคาน์เตอร์ที่กว้างยาว จึงสะดวกสบายสำหรับทำอาหารของแม่บ้านเป็นอย่างมาก

ภายในห้องน้ำจะเน้นการตกแต่งภายในด้วยโทนสีเทาดำ เพื่อสร้างบรรยากาศของห้องที่ดูผ่อนคลาย 

เว็บไซต์ withikaset.com เป็นเพียงสื่อกลางในการแบ่งปันไอเดียเกี่ยวกับบ้านและเขียนบทความทางด้านการเกษตรให้เพื่อนๆ ได้ชมเท่านั้น มิได้รับสร้างบ้านหรือออกแบบบ้านใดๆ ทั้งสิ้น และเราจะสรรหาไอเดียดีๆ มาแบ่งปันเพื่อนๆ ทุกวัน ขอขอบคุณที่ติดตามกันครับ

***หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามจากเจ้าของโดยตรงตามข้อมูลในแต่ละบทความ***




บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีการทำ น้ำส้มควันไม้ และประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้

วิธีการทำ น้ำส้มควันไม้ และประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้

น้ำส้มควันไม้

วิธีการทำน้ำส้มควันไม้





น้ำส้มควันไม้ คือ ควันที่เกิดจากการเผาถ่านในช่วงที่กำลังเปลี่ยนเป็นถ่าน เมื่อทำให้เย็นลงจนควบแน่น และกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ของเหลวที่ได้เรียกว่า “น้ำส้มควันไม้” น้ำส้มควันไม้ได้จากการดักเก็บควันอยู่ในช่วง ของการเผาถ่านอุณหภูมิปากปล่องประมาณ 80-150 องศาเซลเซียส หรือสังเกตจากควันที่ปากปล่องจะ มีสีขาวขุ่น กลิ่นฉุนหรือใช้กระเบื้องแผ่นเรียบสีขาวอังบนปากปล่องทิ้งไว้สักครู่ แล้วนำแผ่นกระเบื้องมาดู หยดน้ำที่เกาะบนกระเบื้องจะใสและหรือมีสีเหลืองปนน้ำตาล

ประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้

น้ำส้มควันไม้ มีสารประกอบต่างๆ มากมาย เมื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จะมีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้คือ เป็นสารปรับปรุงดิน สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งการเติบโตของพืชบริเวณส่วนราก ลำต้น หัว ใบและดอกผลของพืชบางชนิด การใช้น้ำส้มควันไม้ราดในดินปลูกพืช จะช่วยเร่งการเจริญเติบโต ของพืชและควบคุมโรคพืชที่มีสาเหตุมาจาก ไส้เดือนฝอย เชื้อรา นอกจากนั้นน้ำส้มควันไม้ยังมีคุณสมบัติ เป็นฮอร์โมนพืช และในบางกรณีเป็นตัวยับยั้งการเจริญเติบโตส่วนต่างๆ ของพืชเมื่อใช้น้ำส้มควันไม้ใน อัตราส่วนที่มากน้อยต่างกันไป น้ำส้มควันไม้จะมีพิษต่อพืชสูงเมื่อราดลงดินในปริมาณมาก หรือนำไปใช้กับ พืชโดยไม่ผสมน้ำให้เจือจางจะเกิดผลเสีย เช่นกัน

นอกจากนี้ มีการนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม เช่น ใช้ผลิตสารดับกลิ่นตัว ผลิตสารปรับผิวนุ่มผลิตยารักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น และเนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ดังนั้น ก่อนที่จะนำไปใช้ควรจะนำมาเจือจางให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ดังนี้

น้ำส้มควันไม้

การผลิต น้ำส้มควันไม้

มีหลายตำราที่กล่าวถึงการทำน้ำส้มควันไม้ซึ่งก็ไม่แตกต่างกันในเรื่องผลลัพธ์หากแต่วิธีการ จะแตกต่างกัน ซึ่งในเอกสารนี้ขอนำวิธีการผลิตน้ำส้มควันไม้ของศูนย์การศึกษาพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริมาถ่ายทอด

การผลิตน้ำส้มควันไม้จากการเผาถ่านด้วยเตาเผาถ่าน 200 ลิตร เตาเผาถ่าน 200 ลิตร เป็นเตาที่มีประสิทธิภาพสูง เตาประเภทนี้อาศัยความร้อนไล่ความชื้นในเนื้อไม้ที่มีอยู่ในเตา ทำให้ไม้ กลายเป็นถ่านหรือเรียกว่า กระบวนการคาร์บอนไนเซชั่น นอกจากนี้โครงสร้างลักษณะปิดทำให้สามารถ ควบคุมอากาศได้จึงไม่มีการลุกติดไฟของเนื้อไม้ผลผลิตที่ได้จึงเป็นถ่านที่มีคุณภาพ ขี้เถ้าน้อย และผลพลอยได้จากกระบวนการเผาถ่านอีกอย่างหนึ่งคือ น้ำส้มควันไม้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในด้านการเกษตรได้

ขั้นตอนการนำไม้เข้าเตาเผาถ่าน

นำไม้ที่ต้องการเผาถ่าน มาจัดแยกกลุ่มตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของไม้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ เรียงไม้ที่มีขนาดเล็กไว้ด้านล่างของเตา ขนาดใหญ่ไว้ด้านบน โดยวางทับไม้หมอนยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร การเรียงไม้นี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากอุณหภูมิ ในเตาขณะเผาถ่านไม่เท่ากัน โดยอุณหภูมิด้านล่างเตาจะต่ำ ส่วนอุณหภูมิที่อยู่ด้านบนเตาจะสูงกว่า

ขั้นตอนการเผาถ่าน

ช่วงที่ 1 ไล่ความชื้น หรือคายความร้อน

เริ่มจุดไฟเตา บริเวณที่อยู่หน้าเตา ใส่เชื้อเพลิงให้ความร้อนกระจายเข้าสู่เตาเพื่อไล่อากาศเย็นและ ความชื้นที่อยู่ในเตาและในเนื้อไม้ควันที่ออกมาจากปล่องควันจะเป็นสีขาว ควันจะมีกลิ่นเหม็น ซึ่งเป็นกลิ่นของกรดที่อยู่ในเนื้อไม้ อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควันประมาณ 70–75 องศาเซลเซียส อุณหภูมิ ภายในเตา ประมาณ 150 องศาเซลเซียส ใส่เชื้อเพลิงต่อไป ควันสีขาวตรงปล่องควันจะเพิ่มขึ้นอุณหภูมิ บริเวณปากปล่องควันประมาณ 70-75 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในเตาประมาณ 200-250 องศาเซลเซียส ควันมีกลิ่นเหม็นฉุน

ช่วงที่ 2 เมื่อไม้กลายเป็นถ่าน หรือ ปฏิกิริยาคลายความร้อน

เมื่อเผาไปอีกระยะหนึ่ง ควันสีขาวจะเริ่มบางลง และเปลี่ยนเป็นสีเทา อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควัน ประมาณ 80-85 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในเตาประมาณ 300-400 องศาเซลเซียส ไม้ที่อยู่ในเตาจะคาย ความร้อนที่สะสมเอาไว้เพียงพอที่จะทำให้อุณหภูมิในเตาจะเพิ่มสูงขึ้น ในช่วงนี้ค่อยๆ ลดการ ป้อนเชื้อเพลิงหน้าเตาจนหยุดการป้อนเชื้อเพลิงหน้าเตา จะต้องควบคุมอากาศโดยการหรี่หน้าเตาหรือ ลดพื้นที่หน้าเตาลงให้เหลือช่องพื้นที่หน้าเตา ประมาณ 20-30 ตารางเซนติเมตร สำหรับให้อากาศเข้า เพื่อรักษาระดับของอุณหภูมิในเตาไว้ให้นานที่สุด และยืดระยะเวลาการเก็บน้ำส้มควันไม้ให้นานที่สุด

โดยช่วงที่เหมาะสมกับการเก็บน้ำส้มควันไม้ควรมีอุณหภูมิบริเวณปากปล่องควัน ประมาณ 85-120 องศาเซลเซียส เนื่องจากเป็นช่วงที่สารในเนื้อไม้ถูกขับออกมา จากนั้นควันก็เปลี่ยนจากควันสีเทาเป็นสีน้ำเงิน จึงหยุดเก็บ น้ำส้มควันไม้อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควันประมาณ 100-200 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในเตา ประมาณ 400-450 องศาเซลเซียส

การเก็บรักษาน้ำส้มควันไม้

น้ำส้มควันไม้ที่ได้จากการดักเก็บจะไม่นำไปใช้ประโยชน์ทันทีเนื่องจากการเปลี่ยนจากไม้เป็นถ่าน ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งเตา ดังนั้น ควันที่เกิดขึ้นจึงเป็นควันที่ผสมกันระหว่างควันที่อุณหภูมิต่ำและสูง ซึ่ง จะมีน้ำมันดินและสารระเหยหงายปนออกมาด้วย น้ำมันดินที่ละลายน้ำไม่ได้จะนำไปใช้ประโยชน์ ในการเกษตรไม่ได้เพราะจะไปปิดปากใบของพืช และเกาะติดรากพืชทำให้พืชเติบโตช้าหรือตายได้นอกจากนี้ หากเทลงพื้นดินจะทำให้ดินแข็งเป็นดาน รากพืชไม่สามารถไชลงดินได้จึงแนะนำว่า เมื่อเก็บน้ำส้มควันไม้ แล้วต้องทิ้งช่วงและมีการทำให้น้ำส้มควันไม้บริสุทธิ์ก่อนนำไปใช้ประโยชน์อย่างน้อย 3 เดือน โดยการเก็บใน ที่เย็นร่ม หรือเก็บไว้ในภาชนะทึบแสงและไม่มีสิ่งรบกวน หากเก็บไว้ที่โล่งแจ้งน้ำส้มควันไม้จะทำปฏิกิริยากับ อากาศ และรังสีอุลตร้าไวโอเลตในแสงอาทิตย์กลายเป็นน้ำมันดินซึ่งในน้ำมันดินจะมีสารก่อมะเร็ง และหาก นำไปใช้กับพืช น้ำมันจะจับกับใบไม้ทำให้ต้นไม้ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ดี

ข้อควรระวังในการใช้น้ำส้มควันไม้

  • ก่อนนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องทิ้งไว้จากการกักเก็บก่อนอย่างน้อย 3 เดือน
  • เนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ควรระวังอย่าให้เข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้
  • น้ำส้มควันไม้ไม่ใช่ปุ๋ยแต่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ดังนั้นการนำไปใช้ทางการเกษตรจะเป็นตัวเสริม ประสิทธิภาพ ให้กับพืชแต่ไม่สามารถใช้แทนปุ๋ยได้
  • การใช้เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และแมลงในดิน ควรทำก่อนเพาะปลูกอย่างน้อย 10 วัน
  • การนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องผสมน้ำให้เจือจางตามความเหมาะสมที่จะนำไปใช้
  • การฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้เพื่อให้ดอกติดผล ควรพ่นก่อนที่ดอกจะบาน หากฉีดพ่นหลังจาก ดอกบานแมลงจะไม่เข้ามาผสมเกสรเพราะกลิ่นฉุนของน้ำส้มควันไม้และดอกจะร่วงง่าย

แหล่งข้อมูลและสอบถามข้อมูลได้ที่ :

  • กรมส่งเสริมการเกษตร
  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โทรศัพท์ : 0-3938-8116-8 โทรสาร : 0-3938-8119



ที่มา : คนรักษ์ป่า Channel


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การปลูกกระชายดำ พร้อมวิธีการแปรรูป

การปลูกกระชายดำ พร้อมวิธีการแปรรูป

การปลูกกระชายดำ

การปลูกกระชายดำ


กระชายดำ เป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศเขตร้อนบริเวณตะวันออกเฉียงใต้พบได้ ตามบริเวณป่าดิบร้อนชื้น แหล่งปลูกที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปคือ เขตปลูกอำเภอนาแห้ว อำเภอด่านซ้าย และอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ปัจจุบันปลูกมากในเขตจังหวัดเลย เป็นพืชที่ทำรายได้ให้กับผู้ปลูก สูงมากจึงมีการขยายพื้นที่ปลูกไปยังแหล่งอื่นๆ เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ Zingiberaceae เช่นเดียวกับขิงและขมิ้น มีชื่อวิทยาศาสตร์ Kaempferia parviflora

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ กระชายดำแตกต่างจากกระชายทั่วไป (ที่ใช้เป็นเครื่องแกง) คือ กระชายทั่วไปใช้ส่วนที่เป็น ราก(tuber) ซึ่งงอกออกมาจากเหง้า (ลำต้นที่อยู่ใต้ดิน) มีกาบใบและใบซ้อนโผล่ขึ้นอยู่เหนือดิน ส่วนกระชายดำมีลำต้นอยู่ใต้ดิน (rhizome) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าหัว ลักษณะคล้ายขิงหรือขมิ้น แต่มีขนาดเล็กกว่า

ใบใหญ่และมีสีเขียวเข้มกว่ากระชายทั่วไป ขนาดใบกว้างประมาณ 7-15 เซนติเมตร ยาว 30-35 เซนติเมตร ใบมีกลิ่นหอม ประกอบด้วยกาบใบมีสีแดงจางๆ และหนาอวบ กำเนิดมาจากหัว ที่อยู่ใต้ดิน ลำต้นมีความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร

ดอกออกจากยอด ช่อละหนึ่งดอก มีใบเลี้ยง ดอกมีสีชมพูอ่อน ๆ ริมปากดอกสีขาว เส้าเกสรสีม่วง เกสรสีเหลือง กลีบรองกลีบดอกเชื่อมติดกันมีลักษณะเป็นรูปท่อ มีขน โคนเชื่อมติดกันเป็นช่อยาว เกสรตัวผู้ จะเหมือนกับกลีบดอก อับเรณูอยู่ใกล้ปลายท่อ เกสรตัวเมียมีขนาดยาวเล็ก ยอดของมันเป็นรูปปากแตร เกลี้ยงไม่มีขน

หัวมีสีเข้มแตกต่างกัน ตั้งแต่สีม่วงจาง ม่วงเข้ม และดำสนิท (ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ความแตกต่าง ของสีขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม อายุ หรือพันธุกรรม) สีของหัวเมื่อนำไปดองสุราจะถูกฟอกออกมา

สายพันธุ์กระชาย

ในปัจจุบันยังไม่มีการรวบรวมและจำแนกพันธุ์อย่างเป็นทางการ แต่หากจำแนกตามลักษณะของสี ของเนื้อหัว พอจะแยกได้ 3 สายพันธุ์ คือ

  • สายพันธุ์ที่มีเนื้อหัวสีดำ
  • สีม่วงเข้ม
  • สีม่วงอ่อนหรือสีน้ำตาล

ส่วนใหญ่แล้ว จะพบกระชายที่มีสีม่วงเข้มและสีม่วงอ่อน ส่วนกระชายที่มีสีดำสนิทจะมีลักษณะ หัวค่อนข้างเล็ก ชาวเขาเรียกว่า กระชายลิง ซึ่งมีไม่มากนักจัดว่าเป็นกระชายที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการ ของตลาด

แหล่งปลูกที่เหมาะสม

       เนื่องจากกระชายดำเป็นพืชดั้งเดิมของชาวเขา จึงเชื่อกันว่ากระชายดำที่ดีมีคุณภาพ จะต้องปลูก บนพื้นที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500-700 เมตร เจริญเติบโตและลงหัวได้ดีในดินร่วนทราย มีการ ระบายน้ำดีไม่ชอบน้ำขัง ไม่ชอบแดดจัด ชอบแดดร่มรำไร เกษตรกรจึงนิยมปลูกกระชายดำระหว่าง แถวไม้ยืนต้น แต่ก็ยังไม่มีข้อมูล ยืนยันว่าปลูกกลางแจ้งกับปลูกในที่ร่มรำไรมีผลแตกต่างกันอย่างไร ทั้งใน ด้านคุณภาพและการเจริญเติบโต

การปลูกกระชายดำ

การเตรียมพันธุ์ปลูก

        โดยการใช้หัวแก่จัดมีอายุประมาณ 11-12 เดือน ปราศจากเชื้อโรค เก็บไว้ในที่แห้งและเย็น นานประมาณ 1-3 เดือน ก่อนเก็บรักษาควรจุ่มหัวพันธุ์ในสารป้องกันกำจัดเชื้อรา โดยใช้ไดโฟลาแทน 80 หรือ แมนเซ็ทดีผสมน้ำอัตรา 2-4 ช้อนแกง/น้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) ในพื้นที่ 1 ไร่จะใช้หัวพันธุ์ประมาณ 200-250 กิโลกรัม ขึ้นกับระยะปลูก และขนาดของหัวด้วย

การเลือกหัวพันธุ์

        ควรจะใช้พันธุ์ที่มีขนาดเล็ก เนื่องจากในน้ำหนักที่เท่ากันกับหัวขนาดใหญ่ หัวขนาดเล็กจะปลูกได้ มากกว่าและควรเลือกหัวพันธุ์ที่มีสีดำหรือม่วงเข้ม ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด

ฤดูปลูกกระชายดำ

       เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม และจะเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคม-มกราคม กระชายดำ จะมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 8-9 เดือน

การเตรียมดิน

       ก่อนที่จะมีการไถเตรียมดิน ควรหว่านปูนขาวในอัตรา 100-150 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ ในดิน หลังจากนั้นจึงไถกลบปูนขาวทิ้งไว้ประมาณ 10-15 วัน เนื่องจากเป็นดินร่วนปนทราย เกษตรกรอาจไถ เพียงครั้งเดียว ก่อนปลูกควรยกเป็นแปลง (ไม่ต้องสูงนัก) ความกว้างของแปลง 1.50-2.0 เมตร ความยาว ไม่จำกัด

วิธีการปลูกกระชายดำ

      ใช้หัวพันธุ์ที่เตรียมไว้แล้วแยกหัวโดยหักออกเป็นข้อๆ ตามรอยต่อระหว่างหัว ฝังกลบดินให้มิดแต่ ไม่ลึกนัก โดยใช้ระยะปลูกระหว่างแถว X ระหว่างหลุม 0.20 X 0.25 เมตร หรือ 0.25 X 0.30 เมตร ปลูกเสร็จแล้วใช้แกลบหว่านกลบบางๆ อีกชั้นหนึ่ง

การดูแลรักษา

 การใส่ปุ๋ย

       ใช้ปุ๋ยคอกมูลไก่ผสมแกลบรองพื้น ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ หากดิน มีความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว อาจใช้แกลบที่ได้จากการรองพื้นเล้าไก่ก็เป็นการเพียงพอ โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี

การกำจัดวัชพืช

      วัชพืชในไร่กระชายไม่ค่อยมีปัญหามากนัก เนื่องจากกระชายมีระยะปลูกถี่ใบ สามารถคลุมดิน ป้องกันการงอกของเมล็ดวัชพืชได้ดี หากมีความจำเป็นต้องกำจัดวัชพืชออกให้หมดจากแปลง

การเก็บเกี่ยว

       อายุเก็บเกี่ยวของกระชายดำ ประมาณ 8-9 เดือน ซึ่งจะเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคม-มกราคม ในช่วงนี้ สังเกตดูใบจะเริ่มแก่มีสีเหลืองและแห้งตายลงในที่สุด

        การเก็บเกี่ยวเร็วก่อนกำหนด จะมีผลต่อคุณภาพโดยเฉพาะของหัวจะไม่เข้ม ซึ่งเป็นกระชายดำที่ ตลาดต้องการ (แต่อย่างไรก็ตามอายุการเก็บเกี่ยว จะมีผลต่อสีของหัวกระชายมากน้อยเพียงใดยังไม่มี รายงานอย่างเป็นทางการ)

การขุดหัวกระชาย

       ถ้ายกเป็นแปลงตอนปลูก จะเก็บเกี่ยวได้ง่าย โดยใช้จอบหรือเสียม ขุดหัวขึ้นมาแล้วเคาะดินให้ หลุดออกจากหัวและราก เกษตรกรนิยมนำหัวกระชายที่ขุดได้ใส่ถุง แล้วนำไปทำความสะอาดที่บ้าน โดยการปลิดราก ออกจากหัวให้หมดให้เหลือแต่หัวล้วนๆ (ส่วนรากหรือนมกระชายที่ปลิดออกจากหัวสามารถ นำไปจำหน่ายให้พ่อค้าได้)

ผลผลิต

โดยเฉลี่ยหัวพันธุ์ 1 กิโลกรัม สามารถให้ผลผลิตได้5-8 กิโลกรัม ดังนั้น 1 ไร่ จะได้ผลผลิต ประมาณ 1,000-2,000 กิโลกรัม

สรรพคุณทางยา

ในปัจจุบัน กระชายดำจัดว่าเป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ทั้งผู้บริโภค และวงการแพทย์แผนไทย เพราะเชื่อว่ามีสรรพคุณทางยา ถึงแม้ว่ายังไม่มีรายงานทางการแพทย์ อย่างเป็นทางการ แต่จากประสบการณ์ของผู้ใช้กระชาย มีรายงานว่าใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุง หัวใจ แก้ใจสั่น แก้บิด แก้ปวดข้อ แก้ลมวิงเวียน แน่นหน้าอก แก้แผลในปาก ทำให้โลหิตหมุนเวียนดีขึ้น ผิวพรรณผุดผ่อง สดใส ขับปัสสาวะ แก้โรคกระเพาะ และปวดท้อง เป็นต้น แต่ที่กล่าวกันมาก คือ บำรุงกำหนัด จึงได้ฉายาว่า โสมไทย 

การแปรรูปกระชายดำ

ในปัจจุบันนอกจากใช้กระชายดำเพื่อประกอบเป็นตัวยาโดยตรงแล้ว ยังนำไปบดเป็นผงบรรจุซอง ชงน้ำร้อนดื่มบำรุงสุขภาพ ใช้ดองดื่มเพื่อให้เกิดความกระชุ่มกระชวย ทำลูกอมและที่นิยมมากที่สุด ในปัจจุบัน คือ ทำไวน์กระชายดำ

กระชายดำแบบหัวสด

การรับประทาน : ใช้รากเหง้า(หัวสด) ประมาณ 4-5 ขีด ต่อสุราขาว 1 ขวด ดองสุราขาว ดื่มก่อน รับประทานอาหารเย็น ปริมาณ 30 ซีซี. ผู้ที่ดื่มสุราไม่ได้ให้ฝานเป็นแว่นบางๆ แช่น้ำร้อนดื่มทุกวัน หรือจะดองกับน้ำผึ้งก็ได้ ในอัตราส่วน 1:1

กระชายดำหัวแห้ง

       การทำกระชายดำแบบฝานเป็นแว่นอบแห้ง โดยการนำหัวสดของกระชายดำไปล้าง ทำความสะอาด นำมาฝานเป็นแว่น แล้วนำเข้าตู้อบ อบให้แห้งที่อุณหภูมิสูงจนแห้งได้ที่แล้วจึงนำมาเก็บไว้ ในที่แห้งและเย็น ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยให้เก็บรักษากระชายดำได้นาน การรับประทาน : หากไม่ใช่คอเหล้าที่ มักนิยมนำไปดองกับเหล้าขาว ก็มักหั่นเป็นชิ้น นำไปตากแห้งแล้วมาต้มกับน้ำรับประทาน บางตำราบอกให้ นำหัวกระชายดำหั่นตากแห้งสดไปดองกับน้ำผึ้งแท้ 7 วัน นำมาดื่มก่อนนอน อาจจะนำมาปั้นเป็นลูกกลอน ก็ได้

รายละเอียดวิธีใช้ 

  •  หัวแห้ง ประมาณ 15 กรัม (1 กล่อง) ดองกับเหล้าขาว 1 แบน ผสมน้ำผึ้งเพื่อรสชาติที่ดีขึ้น ได้ตามชอบใจ ดื่มก่อนนอนวันละ 30 ซีซี. ( 1 เป็ก)
  • หัวแห้ง ดองกับน้ำผึ้งแท้ในอัตราส่วน 1:1
  • หัวแห้ง บดเป็นผงละเอียดผสมน้ำผึ้ง พริกไทยป่น กระเทียมผง บอระเพ็ดผง ในอัตราส่วน 10 : 5 : 2 : 1 : 0.5

ไวน์กระชายดำ

ตามความหมายในภาษาอังกฤษนั้น ไวน์ (wine) หมายถึง “เหล้าองุ่น” เท่านั้น ตามกระแสนิยม สำหรับคนไทยนั้น คำว่า “ไวน์” หมายถึง ผลไม้ หรือสมุนไพรที่นำมาหมักแล้วได้แอลกอฮอล์ ไม่เกิน 15 ดีกรี ซึ่งกรรมวิธีผลิตก็ทำเช่นเดียวกับไวน์ในต่างประเทศ แต่ในกฎหมายไทยตามพระราชบัญญัติสุราฯ นั้นเรียกว่า “สุราแช่” ดังนั้น อนุโลมที่จะเรียกผลไม้หรือสมุนไพรที่นำมาหมักว่า “ไวน์” และต่อท้ายด้วยชื่อผลไม้หรือ สมุนไพรที่นำมาทำเป็นวัตถุดิบนั้น เช่น ไวน์สับปะรด ไวน์ลูกยอ ไวน์ลูกหม่อน เพราะไม่สามารถที่หาคำใด มาเรียกได้เหมาะสม และเข้าใจได้ง่าย

ที่มา : หนังสือ 123 อาชีพเกษตรกรทางเลือก , กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  www.ops.moac.go.th


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ไร่นาสวนผสม แนวทางการจัดสรรพื้นที่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ไร่นาสวนผสม แนวทางการจัดสรรพื้นที่เพื่อตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ไร่นาสวนผสม

Cr รูปภาพ : by MAYER Design

การเกษตรของไทยในอดีตเป็นการทำการเกษตรเพื่อยังชีพ โดยอาศัย ความอุดมสมบูรณ์จากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงไม่ประสบปัญหามากนัก แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอันเนื่องมาจาก การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร มีการใช้เทคโนโลยีการเกษตรแผนใหม่เพื่อเพิ่ม ผลผลิตให้เพียงพอแก่การบริโภคของประชากรและเพื่อการส่งออกเป็นรายได้ เข้าสู่ประเทศ จึงทำให้การทำการเกษตรในปัจจุบันประสบปัญหามากขึ้น ไม่ว่าจะ เป็นปัญหาการขาดความสมดุลทางธรรมชาติการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช รวมทั้งด้านการตลาดซึ่งนับวันจะแปรปรวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากปัญหาดังกล่าว การทำไร่นาสวนผสมจึงเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่จะลดความเสี่ยงที่เกิด จากภัยธรรมชาติและความไม่แน่นอนของราคาผลผลิต โดยการทำการเกษตร หลาย ๆ อย่าง เพื่อเพิ่มระดับบรายได้สามารถหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรในไร่นา ได้มากขึ้น สร้างความสมดุลให้กับธรรมชาติทำให้ระบบนิเวศเกษตรของชุมชน ดีขึ้น เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและมีความมั่นคงในการที่จะประกอบอาชีพ การเกษตรต่อไป




ไร่นาสวนผสม  เป็นการทำการเกษตร แบบหลาย ๆ อย่าง  เพื่อตอบสนองต่อการบริโภค และลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตและภัยธรรมชาติ ซึ่งการทำเกษตรไม่จำเป็นต้องเกื้อกูลกันก็ได้ เช่น การเลี้ยงไก่ สุกร รวมกับการปลูกพืช การปลูกโกโก้แซมในสวนมะพร้าว การเลี้ยงปลาในร่องสวนไม้ผลหรือสวนผัก หรืออาจจะมีการเกื้อกูลกันระหว่างการทำ โดยนำเศษที่เหลือไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับอีกกิจกรรมหนึ่ง เช่น เศษพืชผักเป็นอาหารสุกร มูลสุกรเป็นอาหารปลา น้ำจาก บ่อปลานำไปรดพืชผัก  เป็นต้น

ประโยชน์จากการทำ ไร่นาสวนผสม

  1. เพื่อเพิ่มระดับรายได้ และมีรายได้รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี
    • รายได้รายวัน ได้แก่ กิจกรรมพืชผัก (ผักกินใบ ผักบุ้ง ผักกระเฉด ตะไคร้ขิง ข่า กะเพรา เป็นต้น) กิจกรรมสัตว์ (ไก่ และเป็ดไข่ และการเลี้ยงโคนม)
    • รายได้รายสัปดาห์ ได้แก่ ไม้ดอกไม้ประดับ ผักบางชนิด (ชะอม กระถิน ผักกินใบ)
    • รายได้รายเดือน หรือตามฤดูกาลผลิต 2 – 4 เดือน กิจกรรมการปลูกพืชผัก ทำนา ทำไร่ การเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่เนื้อ เป็ด และสุกร ตลอดจนการเลี้ยงปลาและกบ
    • รายได้รายปีเป็นประจำทุกปีส่วนใหญ่เป็นไม้ผลและไม้ยืนต้น พืชไร่อายุยาว (สับปะรด มันสำปะหลัง) การเลี้ยงสัตว์ใหญ่ (โคเนื้อ สุกรขุน
  2. เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และการตลาดที่แปรปรวน
    เนื่องจากกิจกรรมด้านไร่นาสวนผสมมีความหลากหลายของกิจกรรม การเกษตรจึงทำให้เกิดความหลากหลายด้านชีวภาพ อายุการเก็บเกี่ยวและผลผลิต ที่ออกจำหน่ายมีความแตกต่างกันและสามารถช่วยลดการระบาดของโรคและศัตรูพืชลงได้ตลอดจนในบางครั้งราคาผลผลิตบางชนิดตกต่ำแต่บางชนิดราคาสูงหรือให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
  3. เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอกให้น้อยลง โดยพึ่งพาทรัพยากรในไร่นามากขึ้น
    ในระบบการผลิตไร่นาสวนผสมมีความหลากหลาย กิจกรรมการเกษตรสามารถหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรในไร่นาหรือกิจกรรมการเกษตรในไร่นาได้มากขึ้น เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด มูลสัตว์เป็นอาหารปลา ก๊าซชีวภาพ การใช้ปัจจัยการผลิต บางชนิดร่วมกัน เช่นด้านแรงงานการดูแลรักษา ด้านเครื่องมืออุปกรณ์  การผลิต ด้านปุ๋ยและธาตุอาหารเสริม   เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อทดแทนการใช้ปัจจัยการผลิตภายนอกที่มากและเกินขอบเขต ซึ่งจะส่งผลต่อสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระบบการผลิต
  4. กิจกรรมหลากหลายมีทั้งกิจกรรมเพิ่มรายได้ มีอาหารไว้บริโภคและใช้สอยในครัวเรือน
    การเกษตรในไร่นาสวนผสมอาจจะมีทั้งพืช สัตว์และประมง หรืออาจจะมีพืชกับสัตว์ หรือกลุ่มของพืชอายุสั้นกับอายุยาวขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ และวัตถุประสงค์ของเกษตรกร
  1. ในระยะยาว สร้างความสมดุลทางธรรมชาติทำให้สภาพแวดล้อมทางระบบนิเวศของไร่นาและชุมชนเกษตรดีขึ้น เนื่องจากในระบบการผลิตรูปแบบไร่นาสวนผสมของประเทศไทย เกษตรกรนิยมปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น ในระบบการผลิตควบคู่กับการทำนาและเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นกิจกรรมการเกษตรที่สร้างโอกาสด้านการตลาด แก่เกษตรกร ดังนั้น การมีไม้ผลไม้ยืนต้น เป็นการสร้างความรู้มรื่น รักษาความชื้นในระบบ การผลิตของไร่นา การใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุการเกษตร โดยการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรในไร่นาและพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอกน้อยลง จะทำให้ระบบนิเวศเกษตรดีขึ้น




ไร่นาสวนผสม

Cr รูปภาพ : by MAYER Design

ปัจจัยที่สำคัญในการทำ ไร่นาสวนผสม

  • ที่ดิน
    เกษตรกรควรมีที่ดินี้เป็นของตนเองมากกว่าการเช่าเพราะการทำ ไร่นาสวนผสมมีการปลูกไม้ผล ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ผลผลิตความอุดมสมบูรณ์ของดินก็มีส่วนสำคัญในการเลือกกิจกรรม แต่ความอุดมสมบูรณ์  ของดินสามารถปรับปรุงได้
  • แรงงาน
    เกษตรกรควรใช้แรงงานในครอบครัวอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ เช่น การกระจายการใช้แรงงานตลอดปีการใช้แรงงานให้เหมาะสมกับวิทยาการแผนใหม่และวิทยาการพื้นบ้านให้ผสมกลมกลืนกินไป การใช้แรงงานผสมผสาน หรือทดแทนกันระหว่างแรงงานคน แรงงานสัตว์และเครื่องทุ่นแรง
  • ทุน
    เกษตรกรต้องมีการใช้ทุนในรูปแบบของเงินสดโดยการซื้อปัจจัย การผลิตเท่าที่จำเป็นซึ่งเป็นการเริ่มต้นจากเล็กไปหาใหญ่ มีการหมุนเวียนการใช้ ปัจจัยการผลิตจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้
  • การจัดการ
    เกษตรกรต้องมีลักษณะการเป็นผู้จัดการมีหน้าที่ในการพิจารณาตัดสินใจ ในระบบการผลิตในไร่นา เช่น จะผลต่ออะไร พืชหรือสัตว์หรือประมง จะผลิต ที่ไหน จะผลิตโดยวิธีใด (ผลิตอย่างไร) จะผลิตจำนวนเท่าไร จะผลิตเมื่อไร จะผลิต (ซื้อและขาย) กับใครที่ไหน และหมั่นค้นหาควาหาความรู้ใหม่ ๆ ติดตามความเคลื่อนไหวของภาวะตลาด และราคาเพื่อลดความเสี่ยง ถ้าเกษตรกรมีการวางแผน และงบประมาณอย่างดีจะก่อให้เกิดผลตอบแทน กำไรสูงสุด

การพิจารณารูปแบบการทำ ไร่นาสวนผสม

ด้านพื้นที่

  • เกษตรกรแบ่งพื้นที่บางส่วนมาจัดทำไร่นาสวนผสมซึ่งในระยะแรกรายได้ที่เกิดจากการทำไร่นาสวนผสม ยังมีรายได้ไม่มากนักจะมีรายได้จากบางส่วน ของกิจกรรมเท่านั้น เช่น พืชผัก พืชไร่ ไม้ดอกไม้ประดับ สัตว์และประมง
  • ในกรณีสภาพพื้นที่ลุ่มหรือพื้นที่ทำนาเดิม หากเกษตรกรคิดจะปลูกไม้ผลควรที่จะยกร่องไม้ผลและมีคันดินล้อมรอบแปลงไม้ผลเนื่องจากในฤดูฝนจะมีน้ำมาก อาจจะท่วมแปลงทำให้เกิดความเสียหายได้
  • ในกรณีสภาพพื้นที่ค่อนข้างลุ่มมากมีน้ำท่วมเป็นประจำเกษตรกรอาจจะขุดบ่อเพื่อเลี้ยงปลา หรือทำนาบัว นาผักบุ้ง นาผักกระเฉด   เป็นต้น
  • สำหรับพื้นที่ดอนในการทำสวนไม้ผลควรมีสภาพพื้นที่มีความลาดชันไม่เกิน 30% สภาพดินมีหน้าดินลึกกว่า 1 เมตร และดินชั้นล่างต้องไม่เป็นดินดานแข็งหรือศิลาแลง
  • ในกรณีที่สภาพดินที่มีปัญหา เชนิดินเคมี ดินเปรี้ยวและดินที่มีปัญหาอื่น ๆ ควรดำเนินการปรับปรุงดินเหล่านี้เสียก่อน โดยวิธีการทาง วิชาการเช่น การเพิ่มวัสดุลงไปในดิน (ปูนขาว ปูนมาร์ล แกลบ เป็นต้น) การใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก การทำปุ๋ยพืชสด การปลูกพืชหมุนเวียนบำรุงดิน   เป็นต้น

ด้านแหล่งน้ำ

  • ควรมีสระน้ำคูคลอง ร่องน้ำหรือแหล่งน้ำ ระดับไร่นาเสริมในฤดูแล้งประมาณ 30% ของพื้นที่โดยประมาณการไว้ว่าพื้นที่การเกษตร 1 ไร่ มีความต้องการน้ำ 1,000 ลูกบาศก์เมตร เช่นพื้นที่การเกษตร 10 ไร่ ควรมีแหล่งน้ำซึ่งสามารถมีความจุของน้ำประมาณ 10,000 ลูกบาศก์เมตร
  • บ่อน้ำบาดาล เพื่อใช้ในฤดูแล้งโดยเฉพาะพืชไร่ พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ
  • บ่อปลาเป็นแหล่งอาหารโปรตีนและเพิ่มรายได้ในฤดูแล้งสามารถอาศัยน้ำในบ่อใช้กับพืชบริเวณขอบบ่อปลา พืชผักสวนครัว เป็นต้น
  • อาศัยน้ำชลประทาน การสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้า   เป็นต้น




ด้านการผลิต

  • ในการผลิตทางการเกษตรควรพิจารณากิจกรรมการเกษตร (พืช สัตว์ประมง) ในเชิงกิจกรรม
  • กรณีปลูกไม้ผลในช่วงระยะ 1 – 3 ปีแรก ยังไม่ให้ผลผลิตและรายได้เกษตรกรควรปลูกพืชแซมระหว่างแถวในสวนไม้ผล เช่น พืชผัก พืชไร่ ไม้ดอกไม้ประดับหรือไม่ผลบางชนิด เช่น มะละกอกล้วย เป็นต้น
  • กรณีแปลงไม้ผลพื้นที่ลุ่มจะต้องจัดทำคันดินล้อมรอบแปลงไม้ผลพื้นที่บริเวณดังกล่าวสามารถปลูกมะพร้าวอ่อนกุลวย มะละกอไผ่ตง พืชผักไม้ดอกไม้ประดับ เป็นต้น
  • การปลูกไม้ผลบางครั้งสามารถปลูกแบบผสมผสานกันได้ในแปลงเดียวกัน เช่น มะม่วงกับขุนน กระทอนกับส้มโอหรือพืชผัก เช่น มะเขือพริกแตงกวา ถั่วฝักยาว เป็นต้น
  • เกษตรกรควรมีพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับปรับเปลื่ยนหรือหมุนเวียนเพื่อทำรายได้ซึ่งเราอาจจะเรียกได้ว่าพื้นที่ทำเงิน หรือพื้นที่ฉกฉวยโอกาส ในการปลูกพืชผักเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ การปลูกไม้ดอกไม้ประดับกิจกรรมปลูกพืชไร่กิจกรรมเหล่านี้ควรเป็นกิจกรรมอายุสั้นให้ผลตอบแทนสูง
  • ในระบบการผลิตทางเกษตรที่เกิดขึ้นจริงในไร่นาของเกษตรกรเกษตรกรจะมีพื้นที่ผลิตข้าวไว้บริโภคและจำหน่ายบางส่วนถึงแม้ว่าจะมีกิจกรรมอื่น ๆ ก็ตาม นอกจากนี้กิจกรรมหนึ่งที่ควรได้รับการพิจารณา คือเลี้ยงปลาในนาข้าวจุดประสงค์เพื่อเสริมรายได้และมีแหล่งอาหารโปรตีนไว้บริโภค สภาพพื้นที่ที่จะทำการผลิตควรควบคุระดับบน้ำได้และอยู่ใกล้บ้าน
  • บ่อปลาที่จะประกอบเป็นกิจกรรมหนึ่งในไร่นาสวนผสมควรอยู่ใกล้บ้านการคมนาคมสะดวกสามารถจัดการเรื่องน้ำได้ลักษณะดินควรเป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวปนทราย และสามารถเก็บกักน้ำได้อย่างน้อย 6 – 8 เดือน
  • กิจกรรมด้านการผลิตพืชผักและไม้ดอกไม้ประดับ ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์และประมงกิจกรรมเหล่านี้ค่อนข้างจะอาศัยแรงงานมาก และการดูแลเป็นพิเศษจะทำการผลิตมากไม่ได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านแรงงาน การเน่าเสีย
  • การตลาด การเจริญเติบโตถึงขีดจำกัดแต่ยังคงต้องมีค่าใช้จ่ายในการผลิต เช่นค่าอาหาร ค่ายาเคมีและค่าจางแรงงาน   เป็นต้น ดังนั้น ควรมีการวางแผนการผลิตและการตลาดเป็นอย่างดีโดยทำการผลิตเป็นรุ่น ๆ

ด้านเงินทุน

  • งบประมาณการลงทุนในการทำไร่นาสวนผสมในระยะแรกจะมีค่าลงทุนค่อนข้างสูง เช่น การปรับสภาพพื้นที่ปลูกพืช การขุดบ่อปลาเพื่อสร้างแหล่งน้ำการสร้างโรงเรือนและอุปกรณ์การเกษตร ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในระยะแรก ๆ ของการผลิตกิจกรรม (ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก่อนกิจกรรมจะเริ่มให้ผลผลิต) ดังนั้น ควรพิจารณากิจกรรมเสริมให้ผลเร็วในช่วงแรก ๆ เพื่อที่จะนำรายได้มาเพื่อการดำรงชีพและดำเนินการผลิต
  • งบประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผลิตไร่นาสวนผสม ต้องพิจารณาถึงชนิดและจำนวนกิจกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณเงินทุนที่มีอยู่ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่าย ด้านพันธุ์พืชและสัตว์ ค่าปุ๋ยเคมี อาหารสัตว์ ค่าสารเคมี ค่าแรงงานจ้างและอื่น ๆ ซึ่งจะต้องหมุนเวียนเกิดขึ้นในฟาร์มอยู่ตลอดเวลาในช่วงการผลิตนั้น ๆ

ด้านรายได้

การพิจารณาผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมในแง่ของผลตอบแทนทั้งด้านปริมาณและระยะเวลาตอบแทนความมั่นคงของผลตอบแทน ขนาดของกิจกรรม การเคลื่อนไหวของราคา ปริมาณการผลิตและคุณภาพของผลผลิต เป็นต้น อย่างไรก็ตามจะต้องพิจารณาในประเด็นเหล่านี้ด้วย

  • ควรพิจารณาจากกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมีรายได้หลายทางจากพืช สัตว์และประมง ในลักษณะรายได้รายวัน รายสัปดาห์รายเดือน และรายปี  เป็นต้น
  • พิจารณาว่ากิจกรรมใดควรเป็นรายได้หลัก รายได้รอง และรายได้เสริมจากกิจกรรมที่ต้องการผลิตภายในฟาร์ม
  • กิจกรรมที่ให้ผลตอบแทน (รายได้) ในระยะยาวในช่วงแรกยังไม่มีผลผลิตหรือรายได้ควรจะมีกิจกรรมเสริมในระยะแรกเพื่อให้เกิดรายได้ในช่วงแรก ๆ
  • ควรพิจารณารายได้ที่เกิดขึ้นจากการปลูกพืชหมุนเวียนและกิจกรรมที่จัดสรรโดยการทยอยปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เป็นรุ่น ๆ
  • ควรพิจารณาถึงความเสี่ยงของกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้โดยจะต้องเสี่ยงกับภาวะความแปรปรวนของราคาผลผลิตการตลาด และภัยธรรมชาติ
  • พิจารณาด้านรายได้ของกิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนเร็วในช่วง สั้น ๆ ของการผลิตและให้รายได้สูงหรือพิจารณาด้านรายได้ระยะยาวที่มั่นคงหรือรายได้ที่ไม่มีความแปรปรวนมากนักเช่น การเลี้ยงปลา ทั้งนี้ ควรผสมผสานกันและดูความต้องการของเกษตรกรเป็นหลักด้วยในการพิจารณา

ด้านเกษตรกร

  • เกษตรกรควรเป็นคนขยันขันแข็ง กระตือรือร้น และมีความคิดสร้างสรรค์  ยอมรับในการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ มีแนวความคิดเชิงธุรกิจติดตามความเคลื่อนไหว ด้านราคา ชนิดผลิตผลการเกษตรและการตลาดอยู่ตลอดเวลา
  • มีแรงงานครอบครัวสำหรับทำการเกษตรอย่างน้อย 3 คน ต่อพื้นที่ไร่นาสวนผสม 10 ไร่
  • เกษตรกรควรมีความรู้ความสามารถ และทักษะในการวางแผนและการจัดการด้านทรัพยากรด้านแรงงาน ด้านเวลา และกิจกรรมการผลิตได้เป็นอย่างดี  เป็นต้น

เกษตรผสมผสาน1ไร่ มีกินมีใช้มีรายได้ทั้งปี

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร, กลุ่มพัฒนาสื่อส่งเสริมการเกษตร, สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี เว็บไซต์ esc.doae.go.th




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ขั้นตอนชีวิตที่พอเพียงและเรียบง่าย

แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ขั้นตอนชีวิตที่พอเพียงและเรียบง่าย

แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่


แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่

แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่  คือ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของ การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงที่เด่นชัดที่สุด ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรินี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่มักประสบปัญหาทั้งภัยธรรมชาติและปัจจัยภาย นอกที่มีผลกระทบต่อการทำการเกษตร ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก
ความเสี่ยงที่เกษตรกร มักพบเป็นประจำ

การจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน

ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30:30:30:10: ซึ่งหมายถึง

พื้นที่ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริม การปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำและพืชต่างๆ

พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับ ครอบครัว ให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้

พื้นที่ส่วนที่สาม ประมาณ 30% ให้ปลูกผลไม้ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้ เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย

พื้นที่ส่วนที่สี่ ประมาณ 10% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง และโรงเรือนอื่นๆ

หลักการและแนวทางสำคัญ

  1. เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ ประหยัดก่อน ทั้งนี้ชุมชนต้องมีความสามัคคีร่วมมือร่วมใจในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทำนองเดียวกับ การ “ลงแขก” แบบดั้งเดิมเพื่อลดค่าใช้จ่าย
  2. เนื่องจากข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนจะต้องบริโภค ดังนั้น จึงประมาณว่าครอบครัว หนึ่งทำนาประมาณ 5 ไร่ จะทำให้มีข้าวกินตลอดปีโดยไม่ต้องซื้อหาราคาแพง เพื่อยึดหลักพึ่งตนเองได้ อย่างมีอิสรภาพ
  3. ต้องมีน้ำเพื่อการเพาะปลูกสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วงได้อย่างพอเพียง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องกันที่ดินส่วนหนึ่งไว้ขุดสระน้ำ โดยมีหลักว่าต้องมีน้ำเพียงพอที่จะทำการเพาะปลูกได้ตลอดปี ทั้งนี้ ได้พระราชทานพระราชดำริเป็นแนวทางว่า ต้องมีน้ำ 1,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อการเพาะปลูก 1 ไร่ โดย ประมาณ ฉะนั้น เมื่อทำนา 5 ไร่ ทำพืชไร่หรือไม้ผลอีก 5 ไร่ (รวมเป็น 10 ไร่) จะต้องมี น้ำ 10,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อปี ดังนั้น หากตั้งสมมติฐานว่ามีพื้นที่ 15 ไร่ ก็สามารถกำหนดสูตรคร่าวๆ ว่า แต่ละแปลงประกอบด้วย
    • นา 5 ไร่ l พืชไร่พืชสวน 5 ไร่
    • สระน้ำ 3 ไร่ ลึก 4 เมตร มีความจุประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่ เพียงพอที่จะสำรองไว้ใช้ยามฤดูแล้ง
    • ที่อยู่อาศัยและอื่นๆ 2 ไร่
      รวมทั้งหมด 15 ไร่
      แต่ทั้งนี้ ขนาดของสระเก็บกักน้ำขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อม ดังนี้

      • ถ้าเป็นพื้นที่ทำการเกษตรอาศัยน้ำฝน สระน้ำควรมีลักษณะเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำระเหย ได้มากเกินไปซึ่งจะทำให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี
      • ถ้าเป็นพื้นที่ทำการเกษตรในเขตชลประทาน สระน้ำอาจมีลักษณะลึกหรือตื้นและแคบ หรือกว้างก็ได้โดยพิจารณาตามความเหมาะสมเพราะสามารถมีน้ำมาเติมอยู่เรื่อยๆ

การมีสระเก็บกักน้ำนั้นเพื่อเกษตรกรได้มีน้ำใช้อย่างสม่ำเสมอทั้งปี(ทรงเรียกว่า Regulator หมายถึง การควบคุมให้ดีมีระบบน้ำหมุนเวียนใช้เพื่อการเกษตรได้โดยตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง) โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน หน้าแล้งและระยะฝนทิ้งช่วง แต่มิได้หมายความว่าเกษตรกรจะสามารถปลูกข้าวนาปรังเพราะหากน้ำในสระ เก็บกักน้ำไม่พอ ในกรณีมีเขื่อนอยู่บริเวณใกล้เคียง ก็อาจจะต้องสูบน้ำมาจากเขื่อน ซึ่งจะทำให้น้ำในเขื่อน หมดได้แต่เกษตรกรควรทำนาในหน้าฝน และเมื่อถึงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วงให้เกษตรกรใช้น้ำที่ได้เก็บตุนนั้น ให้เกิดประโยชน์ทางการเกษตรอย่างสูงสุด โดยพิจารณาปลูกพืชให้เหมาะสมกับฤดูกาล เช่น

    • หน้าฝน จะมีน้ำมากพอที่จะปลูกข้าวและพืชชนิดอื่นๆ ได้
    • หน้าแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ควรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วต่างๆ
  1. การจัดแบ่งแปลงที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณ และคำนึงจากอัตราการถือครองที่ดินถัวเฉลี่ยครัวเรือนละ 15 ไร่ อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรมีพื้นที่ถือครอง น้อยกว่า หรือมากกว่านี้ก็สามารถใช้อัตราส่วน 30:30:30:10 ไปเป็นเกณฑ์ปรับใช้ได้ กล่าวคือ
    • 30% ส่วนแรก ขุดสระน้ำ (สามารถเลี้ยงปลา ปลูกพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด ฯลฯ ได้ ด้วย) และบนสระอาจจะสร้างเล้าไก่ได้ด้วย
    • 30% ส่วนที่สอง ทำนา
    • 30% ส่วนที่สาม ปลูกพืชไร่ พืชสวน (ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย ไม้เพื่อเป็นเชื้อฟืน ไม้สร้างบ้าน พืชไร่ พืชผัก สมุนไพร เป็นต้น)
    • 10% สุดท้าย เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ (ถนนคันดิน กองฟาง กองปุ๋ยหมัก โรงเรือน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ ไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผักสวนครัวหลังบ้าน เป็นต้น)

อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดังกล่าวเป็นสูตรหรือหลักการโดยประมาณเท่านั้น สามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่ดิน ปริมาณน้ำฝนและสภาพแวดล้อม เช่น ในกรณีภาคใต้ที่มีฝนตกชุกกว่าภาคอื่น หรือพื้นที่ใดมีแหล่งน้ำมาเติมสระได้ต่อเนื่อง ก็อาจลดขนาดของ บ่อหรือสระน้ำให้เล็กลงเพื่อเก็บพื้นที่ไว้ใช้ประโยชน์อื่นต่อไปได

ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า

     หลักการดังกล่าวมาแล้วเป็นทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่ง เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมือ ปฏิบัติตามขั้นที่หนึ่งในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว เกษตรกรก็จะสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ขั้นพออยู่พอกิน และตัดค่าใช้จ่ายลงเกือบหมดมีอิสระจากสภาพปัจจัยภายนอกและเพื่อให้มีผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงควรที่จะ ต้องดำเนินการตามขั้นที่สองและขั้นที่สามต่อไปตามลำดับดังนี้

ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง

เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกันดำเนินการในด้านต่างๆ ดังนี้

  1. การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ)
    • เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิต โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การจัดหาน้ำและอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก
  1. การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต)
    • เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกัน ขายผลผลิตให้ได้ราคาดี และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย
  1. การเป็นอยู่ (กะปิ น้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ)
    • ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานใน การดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ กะปิ น้ำปลา เสื้อผ้า ที่พอเพียง
  1. สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)
    • แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนไว้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน
  1. การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา)
    • ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียน ให้แก่ เยาวชนของชุมชนเอง
  1. สังคมและศาสนา
    • ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว
    • กิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า ส่วนราชการองค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ

ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม

 เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่สอง เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สาม ต่อไป คือ ติดต่อประสานงานเพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคารหรือบริษัท ห้างร้านเอกชน มาช่วย ในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต

ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารหรือบริษัทเอกชนจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ

  • เกษตรกรขายข้าวได้ในราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา)
  • ธนาคารหรือบริษัทเอกชนสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจาก เกษตรกรและมาสีเอง)
  • เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำเพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ราคาขายส่ง)
  • ธนาคารหรือบริษัทเอกชน จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำเนินในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น

ประโยชน์ของ แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่

จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานในโอกาสต่างๆ นั้น พอจะ สรุปถึงประโยชน์ของทฤษฎีใหม่ได้ ดังนี้

  1. ให้ประชาชนพออยู่พอกินสมควรแก่อัตภาพในระดับที่ประหยัด ไม่อดอยาก และเลี้ยงตนเอง ได้ตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง”
  2. ในหน้าแล้งมีน้ำน้อย ก็สามารถเอาน้ำที่เก็บไว้ในสระมาปลูกพืชผักต่างๆ ที่ใช้น้ำน้อยได้ โดยไม่ ต้องเบียดเบียนชลประทาน
  3. ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาลโดยมีน้ำดีตลอดปี ทฤษฎีใหม่นี้ก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ำรวยขึ้นได้
  4. ในกรณีที่เกิดอุทกภัยก็สามารถที่จะฟื้นตัวและช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยทางราชการ ไม่ต้องช่วยเหลือมากเกินไป อันเป็นการประหยัดงบประมาณด้วย

ข้อสำคัญที่ควรพิจารณา

  • การดำเนินการตามทฤษฎีใหม่นั้น มีปัจจัยประกอบหลายประการ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ในแต่ละท้องถิ่น ฉะนั้นเกษตรกรควรขอรับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ด้วย
  • การขุดสระน้ำนั้น จะต้องสามารถเก็บกักน้ำได้เพราะสภาพดินในแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกัน เช่น ดินร่วน ดินทราย ซึ่งเป็นดินที่ไม่สามารถอุ้มน้ำได้ หรือเป็นดินเปรี้ยว ดินเค็ม ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับ พืชที่ปลูกได้ฉะนั้น จะต้องพิจารณาให้ดีและควรขอรับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินหรือเจ้าหน้าที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน
  • ขนาดของพื้นที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณและคำนึงจากอัตราการถือครอง ที่ดินถัวเฉลี่ยครัวเรือนละ 15 ไร่ แต่ให้พึงเข้าใจว่าอัตราส่วนเฉลี่ยขนาดพื้นที่นี้มิใช่หลักตายตัว หากพื้นที่การ ถือครองของเกษตรกรจะมีน้อยกว่า หรือมากกว่านี้ก็สามารถนำอัตราส่วนนี้(30:30:30:10) ไปปรับใช้ได้ โดยถือเกณฑ์เฉลี่ย
  • การปลูกพืชหลายชนิด เช่น ข้าวซึ่งเป็นพืชหลัก ไม้ผล พืชผัก พืชไร่ และพืชสมุนไพร อีกทั้ง ยังมีการเลี้ยงปลา หรือสัตว์อื่นๆ ซึ่งเกษตรกรสามารถนำมาบริโภคได้ตลอดทั้งปี เป็นการลดค่าใช้จ่ายในส่วน ของอาหารสำหรับครอบครัวได้ และส่วนที่เหลือสามารถจำหน่ายได้เป็นรายได้แก่ครอบครัวได้อีก
  • ความร่วมมือร่วมใจของชุมชนจะเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติตามหลักทฤษฎีใหม่ เช่น การลงแรงช่วยเหลือกันหรือที่เรียกว่าการลงแขก นอกจากจะทำให้เกิดความสามัคคีในชุมชนแล้ว ยังเป็นการ ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานได้อีกด้วย
  • ในระหว่างการขุดสระน้ำ จะมีดินที่ถูกขุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก หน้าดินซึ่งเป็นดินดีควรนำไป กองไว้ต่างหากเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชต่างๆ ในภายหลัง โดยนำมาเกลี่ยคลุมดินชั้นล่าง ที่เป็นดินไม่ดี ซึ่งอาจนำมาถมทำขอบสระน้ำหรือยกร่องสำหรับปลูกไม้ผล

ที่มา : หนังสือ“120 อาชีพเกษตรกรรมทางเลือก”  กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน  สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , www.opsmoac.go.th


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ