บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย รูปทรงโด่ดเด่น 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย รูปทรงโด่ดเด่น 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย

วันนี้ทางเว็บเรามีไอเดียแบบบ้านสวยๆ มานำเสนออีกแล้วครับเป็นไอเดีย บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย หลังคาทรงปั้นหยา ตัวบ้านโทนสีขาวตัดกับไม้ฝาสีเทาสุดคลาสสิค ภายในประกอบด้วย 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 โถงกว้าง 1 พื้นที่อเนกประสงค์ เชิญชมรายละเอียดด้านในตัวบ้านกันครับ

ผลงาน | สิริประพันธ์ เฮ้าส์ รับสร้างบ้านครบวงจร ยโสธร ร้อยเอ็ด

บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย

สำหรับสไตล์โทนสีบ้าน เป็นสีขาว เทา หลังคาสีเทา โทนสีบ้านสบายตาดูเรียบๆ หน้าบ้านมีระเบียงบ้าน มีบันไดทางขึ้นและเข้าบ้าน ทั้งหน้าบ้านและด้านซ้ายมือของตัวบ้าน มีเสาไฟให้แสงไฟในยามค่ำคืน

บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย

บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย

ภาพรวมข้างๆ ตัวบ้าน

บ้านเรียบหรูสไตล์ร่วมสมัย

ภายในบ้าน ผนังบ้านสีขาวไข่ ปูกระเบื้องสีเทาอ่อนๆ ดูเรียบๆ สะอาดสะอ้าน

ห้องน้ำมีทั้งหมด 2 ห้อง แต่งด้วยกระเบื้องลายสีขาวตัดพื้นสีเทาสวยงาม มีช่องผนังสำหรับวางของใช้หรือของตกแต่ง

บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | สิริประพันธ์ เฮ้าส์ รับสร้างบ้านครบวงจร ยโสธร ร้อยเอ็ด


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ก้อยกุ้งใส่มะกอก เมนูเด็กอีสานบ้านเฮา

ก้อยกุ้งใส่มะกอก เมนูเด็กอีสานบ้านเฮา

ก้อยกุ้งใส่มะกอก

ฝากอีกสักรายการครับสำหรับสายอีสานบ้านป่า เป็นเมนูเด็ดอีกอย่างของคนอีสาน ทำจากกุ้งฝอยสดๆใหม่ๆ ตัวใหญ่ๆใสๆ โขลกให้ละเอียด แต่งเติมรสชาติ ด้วยข้าวคั่วหัวหอมที่ขาดไม่ได้เลยคือมะกอก โอ๊ยย…พูดแล้วน้ำลายไหล มาดูวัตถุดิบ ขั้นตอน วิธีทำ ได้เลยครับ

วัตถุดิบ

  • กุ้งฝอยสด
  • พริกสด
  • ต้นหอม
  • ผักชี
  • หอมเป (ผักชีฝรั่ง/ผักชีใบเลื่อย)
  • สระแหน่
  • ข้าวคั่ว
  • น้ำปลา
  • มะกอกสุก
  • ผงชูรส ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้

วิธีทำ

  • โขลกพริกสดให้ละเอียด ตามด้วยกุ้งฝอย ความละเอียดตามชอบ
  • พอได้ที่แล้วเติมเครื่องปรุง ข้าวคั่ว น้ำปลา มะกอกบีบเอาเฉพาะน้ำ ผงชูรสตามชอบใส่ไม่ใส่ก็ได้ โขลกเบาๆให้เข้ากัน
  • ชิม พอรสชาติได้ที่แล้วเติม ต้นหอมซอย ผักชี หอมเป สระแหน่ ซอย โขลกเบาๆ อีกรอบพอให้เข้ากัน ชิม และปรุงเพิ่มตามใจชอบ ตักเสิร์ฟ กับข้าวเหนียวร้อนๆ คู่ ผักสดได้เลยครับ ง่ายๆ แต่แซบ แน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก FB.คุณ บ่าว บ้านดุง, อีสานม่วนซื่น


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

เรามาทำ ” ฮอร์โมนไข่ ” ไว้ใช้เองได้เองง่ายๆ ไม่ยาก

เรามาทำ ” ฮอร์โมนไข่ ” ไว้ใช้เองได้เองง่ายๆ ไม่ยาก

ฮอร์โมนไข่

ฮอร์โมนไข่


ไข่ นั้นนอกจากจะมีโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อคนแล้ว ยังมีประโยชน์พืชอีกด้วย เพราะเมื่อเรานำมาหมักก็จะได้ฮอร์โมนไข่ที่ช่วยในการเจริญเติบ โตของพืช กระตุ้นตาดอก เพิ่มจุลินทรีย์ในดิน ช่วยย่อยอินทรีย์วัตถุในดิน ทำให้ดินร่วนซุยอุ้มน้ำได้ดีและทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกโดยเกษตร กรสามารถผลิตใช้เองในการ ทำเกษตร ได้ง่าย ๆ ดังนี้

วัตถุดิบ

  • ไข่ไก่ 3 กิโลกรัม (ไข่เป็ดก็ได้)
  • น้ำตาลทรายแดง 3 กิโลกรัม (น้ำตาลไม่ฟอกสี)
  • ขาคูลท์ 2 ขวด (ถ้ำไม่มีให้ใช้นมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส)
  • ลูกแป้งข้าวหมาก 2 ก้อน
  • นมสดรสจืด 4 ลิตร

หมายเหตุ อาจจะใส่เครื่องดื่มบำรุงกำลัง (ลิโพกระทิงแดง) ผงชูรส กะปี หากต้องการเติ่มสารอาหารอื่นให้กับพืช

วิธีทำ

  • นำไข่ไก่ตอกใส่ถังที่ใช้หมัก ใช้ไม้คนดังภาพ
  • ใส่นมเปรี้ยวยาคูลท์ลงไป
  • นำลูกแป้งข้าวหมากบดให้ละเอียด
  • ใส่น้ำตาลทรายแดง พร้อมกับคนให้เข้ากัน
  • ใส่นมสดรสจืด 4 ลิตร คนให้เข้ากัน

** หมักไว้อย่างน้อย 14 วัน แต่ถ้าต้องการให้ฮอร์ โมนไข่มีประสิทธิภาพสูงสุด ต้องหมัก30 วัน ระหว่างหมักให้เปิดคนวันละครั้ง (คนทุกวัน) เมื่อครบกำหนด กรองเอาเฉพาะน้ำ ส่วนเปลือกไข่ก็นำเอาไปทำปุ๋ยได้

วิธีใช้ฮอร์โมนไข่

สูตรปกติ : นำฮอร์ โมนไข่ 2 ช้อนโต๊ะ + จุลินทรีย์หน่อกล้วย 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 20 ลิตร ไปรดต้นไม้ได้ทุกชนิดทุก 7 วัน จะทำให้พืชเจริญงอกงามโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี ผลผลิตที่ได้จะมีคุณภาพปลอดต่อสุขภาพของผู้บริ โภค

สูตรเร่งรัด : ฮอร์ โมนไข่ 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำ 2 ลิตร ฉีดหรือรดพืชผัก เพื่อเร่งการเจริญเติบโตดีนักแล

ประโยชน์ฮอร์โมนไข่

  • ช่วยเพิ่มคาร์โบไฮเดรต หรือ ธาตุคาร์บอนให้กับต้นไม้ มีผลกระตุ้นตาดอก
  • กรดฟูลวิค ( Fulvic Acid ) ช่วยในการดูดซึมสารอาหาร ทำให้เซลล์พืชแข็งแรง
  • ช่วยบำรุงต้นข้าว เสริมความแข็งแรง เพิ่มน้ำหนักรวง
  • กระตุ้นการออกดอก ในพืชผลและเพิ่มขนาดดอกเห็ด
  • เสริมให้ผลใหญ่และมีรสชาติหวานกรอบ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สูตรปุ๋ยหมักยอดพืชยอดผัก ด้วยยอดผัก ยอดพืชเหลือใช้

สูตรปุ๋ยหมักยอดพืชยอดผัก ด้วยยอดผัก ยอดพืชเหลือใช้

สูตรปุ๋ยหมักยอดพืชยอดผัก

สูตรปุ๋ยหมักยอดพืชยอดผัก


ปุ๋ยหมักคืออะไร

ปุ๋ยหมัก คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ใด้จากการหมักอินทรีย์สารให้สลายตัวและพุพังตามธรรรมชาติ โดยการนำเอาเศษชากอินทรีย์สารพวก เศษจากพืชที่เหลือใช้ในไร่นา เศษชากวัสดุทางการเกษตรที่เหลือทิ้งจากโรงงาน เศษขยะมูลฝ่อยจากครัวเรือนหรือวัชพืชต่างๆ ในไร่นา หรือแม่น้ำน้ำลำคลอง มากองรวมกัน โดยจะใส่สารเร่งบางอย่างเช่น พวกปุ๋ยดอก ปุ๋ยเคมี หน้าดิน หรือเชื้อจุลินทรีย์ลงไป เพื่อเร่งปฏิกริยาให้เร็วขึ้น รดน้ำให้ขึ้น แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้สลายตัวตามธรรมชาติ หลังจากอินทรียสารเหล่านั้นสลายตัวเน่าเบื่ออผุพังเเล้วจะได้ “ปุ๋ยหมัก” “พร้อมที่จะนำไปใช้ปรับปรุงบำรุงดิน

ปุ๋ยสุดยอด แก้รากเน่า โคนเน่า ใบหงิก พืชใบเหลือง ต้นแคระแกน เร่งโตไว ใบเขียวสวย

ส่วนผสม

  • ยอดพืช ได้แก่ ยอดที่พอหาได้ตามท้องถิ่น เช่น ยอดฟ้าทะลายโจน, ยอดบี้เหล็ก, ยอดสาบเสือ, ยอดสะเอา, ยอดตำลึง, ยอดยี่หร่า, ยอดสะระแหน่, ยอดผักบุ้ง
  • น้ำสะอาด
  • น้ำตาลทรายแดง 3 กก.
  • เกลือแกง เกลือสินเธา 1 แก้ว หรือ 250 มล.
  • ถังพลาสติก 25-50 ลิตร มีฝาปิด

*** เคล็ดลับให้เก็บยอดต่างๆของพืชมาทำน้ำหม้ก ให้เก็บช่วงเช้า ที่ยังไม่โดนแดด

วิธีทำ

  • สับ หั่น ยอดพืช ใส่ภาชนะที่เตรียมไว้
  • เทน้ำเปล่าให้พอจม ยอดพืช ใส่น้ำตาลทรายแดง ,เกลือ ลงไป
  • คนให้น้ำตาลทรายแดงละลาย แล้วปิดฝาให้แน่น หมักทิ้งไว้ 15 วัน เก็บไว้ในที่ร่ม ไม่ให้โดนแดด
  • เปิดคนทุกวัน เพื่อให้ได้ผลดี จนครบ 15 วัน
  • ครบ 15 วัน ให้กรองเอาแต่น้ำใส่ขวดเก็บไว้ ส่วนกากให้น้ำไปฝังดิน หรือผสมดิน เป็นปุ๋ยชั้นดี

การนำไปใช้

  • น้ำหมักยอดพืชยอดผัก 4 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้รดโคนพืช ฉีดทางใบ แช่รากต่างๆของพืชก่อนปลูก

ระยะเวลาเก็บ

เพื่อประสิทธิภาพที่ดีควรใช้ให้หมดภายใน 3 เดือน หากไม่หมดให้เทลงขักโครก ร่องน้ำ หรือตรงที่เหม็นเน่า เพื่อลดกลิ่นเหม็นเน่า ลดการอุดตัน ทำให้ส้วมเต็มช้าลงด้วย หรือจะใช้รด ต้นไม้ พืช ผัก เหมือนเดิมก็ได้ แต่ประสิทธิภาพจะน้อยลง

เกร็ดความรู้

เก็บเฉพาะยอดพืช ก่อนโดนแสงแดด เพราะสารอาหารจะถูกส่งไปที่ยอด เกลือแกง จะทำให้ลำต้น กิ่งก้านแข็งแรง แต่อย่าใส่เยอะ กากให้น้ำไปฝังดิน หรือผสมดิน เป็นปุ๋ยชั้นดี


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แบตลิเธียมไอออน คืออะไร มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร?

แบตลิเธียมไอออน คืออะไร มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร?

แบตลิเธียมไอออน คืออะไร

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน คืออะไร? ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน!

ในยุคที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน โน้ตบุ๊ก รถยนต์ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์เครื่องมือช่างไร้สาย เรามักจะได้ยินคำว่า แบตลิเธียมไอออน (Lithium-ion Battery) อยู่บ่อยครั้ง หลายคนอาจสงสัยว่า แบตลิเธียม คืออะไร ทำไมถึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และมีข้อดีข้อเสียอย่างไรเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ประเภทอื่น

แบตลิเธียมไอออน คือเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ใช้ลิเทียมเป็นองค์ประกอบหลักในการจัดเก็บพลังงาน มีความสามารถในการชาร์จซ้ำได้หลายรอบ น้ำหนักเบา เก็บพลังงานได้มากในขนาดกะทัดรัด จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับอุปกรณ์พกพาและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการความคล่องตัว ปัจจุบันยังถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบสำรองไฟขนาดใหญ่ด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า แบตลิเธียม จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ข้อเสีย เช่น เรื่องของอายุการใช้งานที่อาจลดลงหากใช้งานผิดวิธี การเสื่อมสภาพจากอุณหภูมิสูง หรือแม้กระทั่งต้นทุนการผลิตที่ยังค่อนข้างสูงในบางประเภท

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า แบตลิเธียมไอออน คืออะไร ทำงานอย่างไร พร้อมเจาะลึกถึงข้อดี-ข้อเสียที่ควรรู้ก่อนเลือกใช้งาน เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมและใช้แบตเตอรี่ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคืออะไร?

แบตลิเธียมไอออน (Lithium-ion Battery) คือ แบตเตอรี่ลิเธียมประเภทหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยีการเก็บพลังงานโดยการเคลื่อนที่ของไอออนลิเธียมระหว่างขั้วบวกและขั้วลบขณะทำการชาร์จและปล่อยประจุ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยให้แบตเตอรี่สามารถเก็บและปล่อยพลังงานออกมาได้ตามต้องการ

ลิเธียม (Lithium) เป็นวัสดุที่มีความเบาและสามารถเก็บพลังงานได้มาก จึงนำมาทำเป็นแบตลิเธียมประเภทต่าง ๆ ซึ่งตัวของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีคุณสมบัติในเรื่องของความหนาแน่นของพลังงาน (Energy Density) โดยสามารถเก็บพลังงานในพื้นที่เล็กและน้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ชนิดอื่นๆ เช่น แบตเตอรี่ตะกั่วกรดหรือแบตเตอรี่ประเภทนิกเกิล

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีข้อดีหลายประการในแง่ของความปลอดภัยและการใช้งานเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่อื่น ๆ   ได้แก่ :

ข้อดีของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

  1. ความหนาแน่นของพลังงานสูง

หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคือความหนาแน่นพลังงานสูง ซึ่งหมายความว่าสามารถเก็บพลังงานได้มากขึ้นในพื้นที่ที่เล็กลง เมื่อเปรียบเทียบลักษณะของแบตเตอรี่ที่มีขนาดเท่ากันแรงดันไฟฟ้าสูงสุดที่แบตเตอรี่สามารถผลิตได้คือ สําหรับแบตเตอรี่ตะกั่วกรด 2.1V  สําหรับแบตเตอรี่นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์ แรงดันไฟสูงสุดจะอยู่ที่ 1.2V  และ สําหรับแบตเตอรี่นิกเกิลแคดเมียม แรงดันไฟสูงสุดจะอยู่ที่ 1.25V  แต่ในทางกลับกัน แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสามารถผลิตแรงดันไฟฟ้าได้สูงถึง 3.2 – 3.7V

  1. Self-Discharge

การคายประจุด้วยตัวเองของแบตเตอรี่  โดยทั่วไปแล้วแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะคายประจุเองประมาณ 2-5% ต่อเดือน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อุณหภูมิ สภาพของแบตเตอรี่ และชนิดของแบตเตอรี่

  1. ความสามารถในการชาร์จเร็ว

คุณสมบัติเด่นอย่างหนึ่งของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคือสามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าการชาร์จเร็ว จะเป็นสิ่งที่แบตเตอรี่ชนิดอื่นๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสามารถชาร์จได้เร็วกว่าแบตเตอรี่ประเภทอื่นๆ มาก

  1. อายุการใช้งานยาวนาน

แบตเตอรี่ลิเธียมเป็นที่รู้จักในด้านอายุการใช้งานที่ยาวนาน สามารถทนต่อรอบการชาร์จและคายประจุที่สูงกว่าแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดอย่างมาก โดยสามารถชาร์จและคายประจุได้มากถึง 2,000 ถึง 5,000 รอบ  ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการเปลี่ยนแบตเตอรี่บ่อย ๆ

  1. มีหลากหลายรูปแบบและขนาด

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบและขนาด ทำให้สามารถนำไปใช้งานได้กับอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น

  • แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทรงกระบอก:  เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด มีหลายขนาด เช่น 18650, 21700, 26650 เป็นต้น
  • แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทรงสี่เหลี่ยม:  มักใช้ในอุปกรณ์ที่ต้องการความจุสูงและมีการจัดเรียงที่ซับซ้อน เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
  • แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบถุงหรือซอง(Pouch): ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นบางและยืดหยุ่นได้ เหมาะกับ โทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต
  • แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบอื่นๆ:  ยังมีรูปแบบอื่นๆ อีกมาก เช่น แบบเหรียญ (Coin cell) ที่ใช้ในอุปกรณ์ขนาดเล็ก เช่น นาฬิกาข้อมือ

ตัวอย่างการใช้งานแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในชีวิตประจำวัน

  • อุปกรณ์สื่อสารและคอมพิวเตอร์: แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นส่วนประกอบสำคัญในโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และโน๊ตบุ๊ค เนื่องจากมีขนาดกะทัดรัดแต่ให้พลังงานสูง ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้สามารถทำงานได้ต่อเนื่องหลายชั่วโมง และชาร์จซ้ำได้หลายพันครั้ง
  • อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในบ้าน: เครื่องใช้ไฟฟ้าไร้สายในบ้านหลายชนิดใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เช่น เครื่องดูดฝุ่น สว่าน และเครื่องตัดหญ้า การใช้แบตเตอรี่ชนิดนี้ช่วยให้อุปกรณ์มีกำลังไฟสูงแต่น้ำหนักเบา ทำให้ใช้งานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพ
  • อุปกรณ์เพื่อสุขภาพและการออกกำลังกาย: smart watch และอุปกรณ์ติดตามสุขภาพ ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นหลัก เพราะต้องการแบตเตอรี่ที่ทนทานต่อการใช้งานหนัก มีขนาดเล็ก และสามารถชาร์จซ้ำได้บ่อยครั้ง
  • การเดินทางและการขนส่งส่วนบุคคล: ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นแหล่งพลังงาน เนื่องจากให้พลังงานสูง น้ำหนักเบา และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์: กล้องถ่ายรูป เครื่องเล่นเกมพกพา และลำโพงบลูทูธ ล้วนใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เพราะต้องการแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูง ชาร์จเร็ว และใช้งานได้ยาวนาน

การดูแลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนอย่างถูกต้อง

  • ใช้ที่ชาร์จที่ได้มาตรฐาน ใช้อะแดปเตอร์และสายชาร์จที่ได้รับการรับรองจากผู้ผลิต
  • หลีกเลี่ยงความร้อนสูงและความเย็นจัด อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคือประมาณ 15-25°C อย่าวางอุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่ไว้ในที่ร้อน เช่น ในรถที่จอดตากแดด และ หากใช้งานในสภาพอากาศเย็นจัด ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่อาจลดลงชั่วคราว
  • หลีกเลี่ยงการชาร์จค้างคืนบ่อย ๆ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีวงจรป้องกันการชาร์จเกิน (Overcharge Protection) แต่การเสียบชาร์จค้างไว้นาน ๆ อาจทำให้แบตร้อนและลดอายุการใช้งาน
  • ไม่ควรใช้แบตเตอรี่จนร้อนเกินไป หากรู้สึกว่าแบตเตอรี่ร้อนมากระหว่างใช้งาน เช่น เล่นเกมหนัก ๆ หรือชาร์จไปใช้งานไป ควรหยุดพักให้อุปกรณ์เย็นลงก่อน
  • หลีกเลี่ยงการกระแทกหรือทำตก แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีโครงสร้างภายในที่ซับซ้อน การตกกระแทกแรง ๆ อาจทำให้เกิดความเสียหายและเสี่ยงต่อการลัดวงจร
  • ใช้งานและเก็บรักษาอย่างเหมาะสม หากไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้มีระดับ 50% แล้วเก็บในที่แห้งและเย็น อย่าทิ้งแบตเตอรี่ไว้ในสภาพอากาศชื้น หรือในที่ที่มีความร้อนสูง

การดูแลรักษาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนอย่างถูกวิธีมีความสำคัญมาก ควรหลีกเลี่ยงการชาร์จในสภาพแวดล้อมที่ร้อนเกินไป ไม่ควรชาร์จทิ้งไว้เป็นเวลานาน และควรใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐาน เพื่อยืดอายุการใช้งานและความปลอดภัยของอุปกรณ์

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์อย่างมากในชีวิตประจำวันของเรา แต่ก็ควรใช้งานอย่างระมัดระวังและดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยและยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่นะครับ


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เกษตรผสมผสาน แค่ 1 ไร่ สร้างรายได้ปีละ 2 แสน | เกษตรสัญจร

เกษตรผสมผสาน แค่ 1 ไร่ สร้างรายได้ปีละ 2 แสน | เกษตรสัญจร


เกษตรผสมผสาน คือ การทำการเกษตรที่ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน โดยกิจกรรมแต่ละชนิดจะเกื้อกูลกันอย่างเป็นวงจร เช่น อาหาร แร่ธาตุ อากาศ พลังงาน เป็นต้น เกษตรผสมผสานเป็นแนวทางหรือหลักในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็ก ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ประโยชน์ของการทำเกษตรผสมผสาน

  • เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • ลดต้นทุนการผลิต โดยลดการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง
  • เพิ่มรายได้ ลดความเสี่ยง และเกิดความยั่งยืนทางการเกษตร
  • รักษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ

รูปแบบของการทำเกษตรผสมผสาน

การทำเกษตรผสมผสานสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของเกษตรกร โดยรูปแบบที่นิยมมีดังนี้

  • เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นรูปแบบเกษตรผสมผสานที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานแนวทางไว้ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้
    • พื้นที่ 30% เป็นพื้นที่ปลูกไม้ยืนต้น เช่น ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย
    • พื้นที่ 30% เป็นพื้นที่ปลูกพืชไร่ เช่น ข้าว พืชผัก
    • พื้นที่ 30% เป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ เช่น วัว เป็ด ไก่
    • พื้นที่ 10% เป็นพื้นที่สระน้ำ
  • เกษตรแบบผสมผสานระหว่างพืชกับสัตว์ เป็นรูปแบบเกษตรผสมผสานที่ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ร่วมกัน เช่น การปลูกผักในนาข้าว การปลูกพืชผักร่วมกับการเลี้ยงปลา เป็นต้น
  • เกษตรแบบผสมผสานระหว่างพืชกับพืช เป็นรูปแบบเกษตรผสมผสานที่ปลูกพืชหลายชนิดร่วมกัน เช่น การปลูกพืชผักนานาชนิด การปลูกไม้ผลร่วมกับพืชผัก เป็นต้น

ปัจจัยสำคัญในการทำเกษตรผสมผสาน

การทำเกษตรผสมผสานประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญหลายประการ ดังนี้

  • ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการและวิธีการทำเกษตรผสมผสาน
  • การเตรียมความพร้อมของเกษตรกรทั้งด้านทุน แรงงาน และที่ดิน
  • การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน

ปัจจุบัน การทำเกษตรผสมผสานได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากเป็นแนวทางการทำการเกษตรที่ยั่งยืนและสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างมั่นคง

วิธีการปลูกและดูแล ” พืชกระท่อม ” ให้ได้ผลดีโตไว

วิธีการปลูกและดูแล ” พืชกระท่อม ” ให้ได้ผลดีโตไว

พืชกระท่อม

พืชกระท่อม ชื่อวิทยาศาสตร์ (Mitragyna speciosa (Korth.) Havil.) กระท่อม ในประเทศไทยมีการนำมาใช้เป็นยาแก้โรคบิด ท้องร่วง และปวดมวนท้อง และบางพื้นที่กล่าวกัน ต่อมาว่าสามารถบรรเทาโรคเบาหวานได้ ชาวนานิยมบริโภคโดยการเคี้ยวใบสด หรือเอาใบ มาย่างให้เกรียมและตำ ผสมกับน้ำพริกรับประทานเป็นอาหาร เพื่อให้มีแรงทำงานและสามารถทนตากแดดอยู่กลางแจ้งได้เป็นเวลานาน โดยที่ ไม่รู้สึกเหนื่อย ชาวมลายูใช้ใบกระท่อมตำพอกแผล และใช้ทั้งใบเผาให้ร้อนวางบนท้องรักษาโรคม้ามโต ตลอดจนใช้กระท่อมเพื่อทดแทนฝิ่นในท้องที่ซึ่งหาฝิ่นไม่ได้ และบ่อยครั้งมีการใช้ใบกระท่อมเพื่อควบคุมการติดฝิ่น โดยเฉพาะในประเทศนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน

พืชกระท่อมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 10 – 15 เมตรใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตัวเป็นคู่ตรงข้าม และมีหูใบ 1 คู่ ใบมีรสขมเฝือน แผ่นใบสีเขียว พบได้ในแถบจังหวัดภาคใต้ เป็นพืชที่ใช้เป็นยาในสูตรยาหมอพื้นบ้าน หรือ หมอแผนโบราณ เช่น ยาประสากระท่อม ยาแก้บิดหัวลูก ฯลฯโดยกระท่อมมีสารไมตราเจนีน ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง มีคุณสมบัติเป็นยาแก้ปวด เช่นเดียวกับมอร์ฟินโดยมีการใช้แก้ไอ แก้ปวดเมื่อยแก้เบาหวาน แก้ท้องเสีย ฯลฯโดยนิยมเคี้ยวใบสดหรือต้มเป็นชาดื่มเพื่อให้รู้สึกไม่เมื่อยล้าขณะทำงาน ทำนา ทำสวน ปัจจุบันได้ปลดจากบัญชียาเสพติด จึงสามารถส่งเสริมการปลูกและใช้ประโยชน์ได้ในรูปแบบพืชสมุนไพร

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกกระท่อม

  • สภาพพื้นที่ ชอบแสงร่ำไร สามารถปลูกแซมไม้ยืนต้นอื่นๆ ได้
  • ลักษณะดิน ชอบดินร่วนซุย มีอินทรียวัตถุสะสม pH ระหว่าง 5 – 6.5 (กรดอ่อนๆ)
  • สภาพภูมิอากาศ ปลูกได้ดีที่อากาศร้อนขึ้น อุณหภูมิ ระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส
  • แหล่งน้ำ พืชกระท่อมชอบน้ำ ควรมีแหล่งน้ำที่เพียงพอในช่วงแล้ง

พันธุ์กระท่อม กระท่อมที่นิยมปลูกมิ 3 สายพันธุ์หลัก ประกอบด้วย

  • ชนิดก้านใบสีแดง แบบขอบใบเรียบนิยมต้มน้ำรับประทาน
  • ชนิดก้านใบสีเขียว (พันธุ์แตงกวา) นิยมรับประทานใบสด
  • ชนิดก้านใบสีแดง (แบบขอบใบหยัก) นิยมเรียกว่ายักษ์ใหญ่หรือ หางกั้งมีสารเข้มข้นกว่าสายพันธุ์อื่น

พืชกระท่อม

การขยายพันธุ์กระท่อม

  • กระท่อมนิยมใช้เมล็ด ในการขยายพันธุ์ โดยเพาะเมล็ดในระบบปิดหรือเพาะแบบเปิดแต่รดน้ำให้ชื้นอยู่เสมอ โดยเพาะต้นกล้าจนได้ ความสูงมากกว่า 15 ซม. แล้วย้ายปลูกลงแปลง
  • ขยายพันธุ์โดยติดตา ทาบกิ่ง เสียบยอด กับต้นตอที่มีความแข็งแรงหรือปักชำากิ่งที่มีตาข้าง (ข้อที่ 1 ถึงข้อที่ 8) วางไว้ในที่ร่ม และควบคุมความขึ้น
  • ขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จากเมล็ด ตายอด และตาข้าง

วิธีการปลูก พืชกระท่อม

  • ฤดูปลูก ปลูกได้ในทุกฤดู หากปลูกฤดูแล้ง ควรรดน้ำสม่ำเสมอ การเตรียมดิน พรวนดินให้ร่วนซุย ดินอุ้มน้ำได้ แต่ไม่ขังน้ำ
  • วิธีการปลูกและระยะปลูก ระยะปลูกที่เหมาะสม คือ 4×4 เมตร สามารถปลูกได้ 100 ตันต่อไร่ หรือกรณีปลูกแซมสวนยางที่มี ระยะปลูก 3×7 เมตร ให้ปลูกพืชกระท่อมที่ระยะ 6×7 เมตร สามารถปลูกได้ 38 ต้นต่อไร่

การดูแลรักษา พืชกระท่อม

  • การใส่ปุ๋ย นิยมใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และฮอร์โมนเร่งใบ หรือหากต้องการใช้ปุ๋ยเคมีให้เลือกใช้ปุ๋ย N, K สูง เช่น 15-9-12
  • การให้น้ำ นิยมให้น้ำแบบสายน้ำหยด หรือมินิสปริงเกอร์ โดยให้น้ำเมื่อหน้าดินเริ่มแห้ง ไม่ควรปล่อยให้ดินแห้ง หรือให้น้ำมากเกินไปเพราะกระท่อมชอบดินที่ขึ้น แต่ไม่แฉะ

ศัตรูพืชกระท่อม

  • วัชพืชที่สำคัญ และการป้องกันกำจัด ไม่มีปัญหาวัชพืช
  • โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด โรคที่พบบ่อยคือโรคเชื้อรจุดดำซึ่งพบในช่วงฝนสามารถใช้น้ำปูนขาวละลายรดหรือฉีดพ่น ไม่ควรใช้ยาและสารเคมีเนื่องจากอาจสะสมในใบส่งผลต่อการใช้ประโยชน์ในอนาคต
  • แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด ไม่พบศัตรูสำคัญ

การเก็บเกี่ยว และวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

  • การเก็บเกี่ยวใบ ให้ผลผลิตที่ดีเมื่ออาย 3 ปี ได้ผลผลิตรวม 2 กก./ต้น/เดือน(เก็บทุก 15 วัน) (200กก./ ไร่/เดือน)
  • การเก็บเกี่ยวเมล็ด ควรเก็บเมื่อมีสีเขียวถึงน้ำตาลไม่ควรให้ฝักแห้งคาต้นเพราะฝักเมล็ดจะแตกออกเมล็ดร่วงหล่น โดยเมล็ดกระท่อมจะเสื่อมสภาพเร็ว ทำให้การงอกลดลง
  • การบริโภค สามารถบริโภคใบสดต้มน้ำหรือผสมในตำหรับยา

ข้อดีสรรพคุณทางยา “ใบกระท่อม”

กระท่อมเป็นพืชที่ใช้เข้าเป็นตัวยาในตำรับพวกประเภทยาแก้ท้องเสีย หรือบางสูตรหมอสมุนไพรใช้ใบ กระท่อมในการรักษาโรคเบาหวาน ในสูตรยาของหมอพื้นบ้านหรือหมอแผนโบราณ เช่น ตำรับยาประสะกระท่อม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาขนาดนี้แล้ว

พัฒนา “ใบกระท่อม” เป็นสมุนไพร มีการนำมาใช้เพื่อเป็นยารักษาโรค เพราะในกระท่อมมีสรรพคุณทางยาอย่างมากมายโดยผ่านการวิจัยจากแพทย์แผน ปัจจุบัน และในอดีตในตำราหมอบ้านก็ระบุว่าใช้เป็นยาเช่นกัน ใบกระท่อมมีสารที่ช่วยในการระงับอาการปวด รักษา อาการอ่อนเพลีย ระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสารที่ดีที่สุดในใบกระท่อมที่ช่วยในการรักษา


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เลี้ยงปลาไหลนา ในถังพลาสติก 200 ลิตร (มือใหม่แบบละเอียด)

เลี้ยงปลาไหลนา ในถังพลาสติก 200 ลิตร (มือใหม่แบบละเอียด)

เลี้ยงปลาไหลนา


สวัสดีครับในบทความนี้ เราจะพามาทำความรู้จักกับวิธี เลี้ยงปลาไหลนา ในถังพลาสติก 200 ลิตร กันครับ โดยเฉพาะมือใหม่ที่ยังไม่เคยเลี้ยงปลาไหล ก็สามารถศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้กันได้ ซึ่งในการเลี้ยงปลาไหล นั้นก็มีหลายรูปแบบ เช่น การเลี้ยงปลาไหลในบ่อซีเมนต์, การเลี้ยงปลาไหลในบ่อปูน หรือ การเลี้ยงปลาไหลในบ่อพลาสติก เป็นต้น สำหรับการเลี้ยงนั้นขึ้นอยู่กับความสะดวกสบายของผู้เลี้ยงแและการบริหารจัดการพื้นที่ ก่อนที่เราจะเข้าสู่ขั้นตอนใน การเลี้ยงปลานา นั้นเรามาทำความรู้จักกับ ปลาไหล คร่าวไกันก่อนดีกว่าครับ ว่ามีพฤติกรรมและนิสัยการอยู่และกินแบบไหนกันบ้าง

ลักษณะทั่วไปของปลาไหลนา

ปลาไหลนา มีชื่อสามัญว่า Swamp eel จัดเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งที่ชอบอาศัยอยู่ในคู คลองหนอง บึงต่าง ๆ ชนิดของปลาไหลนาที่พบมาก ในประเทศไทย นั้นก้คือสายพันธุ์ Monopterusalbus, Zuiew มี รูปร่างลักษณะลำตัวกลมยาวคล้ายกับงู เป็นปลาไม่มีเกล็ด ตามีขนาดเล็ก คอป่องออก มีอวัยวะช่วยหายใจอยู่ในคอหอยเป็นเส้นเลือดฝอย ซึ่งช่วยให้หายใจได้โดยไม่ต้องผ่านซี่กรองเหงือกเหมือนปลาทั่วไปไม่มีครีบใด ( ยกเว้นบริวณปลายหาง จะมีลักษณะแบนยาวคล้ายใบพาย เมื่อยังเล็กมีครีบอก แต่โตขึ้นจะหายไป (อ้างอิง..วิกิพีเดีย, 2561)

ในธรรมชาติของปลาไหลนาเป็นสัตว์ที่ชอบอาศัยตามพื้นดินโคลนที่มีซากสัตว์เน่าเปื่อยสะสมอยู่ หรือบริเวณที่ปกคลุมด้วยวัชพืช เช่น หญ้าน้ำหรือบัวชนิดต่างๆ ปลาไหลนาสามารถพบได้ ทั่วทุกภาคของประเทศไทยเป็นปลาประจำถิ่น (native species) ที่พบได้ในเขตร้อน (tropical area) ปลาไหลนาสามารถอาศัยอยู่ในสภาพพื้นที่แห้งแล้งไม่มีน้ำได้นานในฤดูร้อนธรรมชาติของปลาไหลนา จะขุดรูอาศัยลีก ประมาณ 1-1.5 เมตรและจะออกหาอาหารเพื่อการเจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ในช่วงฤดูฝนถัดไป

การสืบพันธุ์วางไข่

     ปลาไหลนา มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ โดยหลังฟักออกจากไข่จนมีความยาวถึงประมาณ 40-45 เซนติเมตร จะเป็นเพศเมีย เมื่อปลาไหลมีความยาว 45-60 เชนติเมตร จะมีสองเพศในตัวเดียวกันส่วนปลาไหลที่มีความยาว 60 เชนติเมตรขึ้นไปจะเป็นเพศผู้ ปลาไหลจะวางไข่ช่วงเดือนพฤษภาค – กรกฎาคมมากที่สุดปริมาณความดกของไข่ปลาไหลนาขึ้นอยู่กับขนาดน้ำหนักและความยาวคือความยาวของปลาไหลนา 20 – 30 เซนติเมตร มีปริมาณไข่ 300 – 400 ฟอง ความยาวของปลาไหลนา 40 – 50 เซนติเมตร มีปริมาณไข่ 400 – 500 ฟอง ความยาวของปลาไหลนามากกว่า 50 เซนติเมตร มีปริมาณไข่ 1000 ฟอง (สุวรรณดี และคณะ, 2536) การวางไข่มี 2 รูปแบบคือวางไข่บริเวณกอหญ้าหรือพืชน้ำอื่น ๆ โดยปลาเพศเมียและเพศผู้จะจับคู่และก่อหวอดเป็นฟองขาวบริเวณกอหญ้าบนผิวน้ำแล้ววางไข่และอีกแบบหนึ่งคือวางไข่ปากรูโดยปลาไหลเพสเมียใช้ลำตัวดันดันปากรูให้เป็นโพรงและให้โพรงสูงกว่าระดับน้ำประมาณ 1 นิ้ว

       เพื่อให้ไข่ลอยอยู่ในโพรงได้และจะคอยระวังศัตรูอยู่ภายในรูไข่ปลาไหลนาเป็นไข่จมไม่ติดวัสดุ มีลักษณะสีเหลืองสดใสขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.3 เซนติเมตรไข่ที่ได้รับการผสมจะมีลักษณะกลมสีเหลืองทองส่วนไข่ที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์จะมีสีขาวใสไข่จะใช้เวลาในการฟักประมาณ 3 วัน ลูกปลาเมื่อฟักออกใหม่ๆ มีความยาว 2.5เซนติเมตร มีถุงไข่แดงและครีบอกแต่เมื่ออายุได้ประมาณ 5 – 6 วัน ถุงไข่แดงยุบ และครีบอกหายไปปลาจะเริ่มกินอาหารปลาไหลจะเลี้ยงลูกจนมีขนาด 3-4 นิ้วโดยลูกปลาจะกินซากพืชและสัตว์หรือแมลงน้ำตัวเล็กๆ

มาถึงขั้นตอน การเลี้ยงปลาไหลนา ในถังพลาสติก 200 ลิตร กันครับ

ส่วนผสมดิน

สำหรับส่วนผสมของดินที่เรานำมาใช้เลี้ยงปลาไหลนั้นก็จะมาหลายแบบแต่สำหรับการเลี้ยงปลาไหล ในถังนั้นก้จะเน้นไปที่ส่วนผสมที่ย่อยสลายง่ายและเป็นอาหารของปลาไหลไปด้วย ซึ่งส่วนประกอบก็จะแบ่งออกเป็นชั้นๆ ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 3 ชั้น ดังนี้

  • ชั้นที่หนึ่ง ใส่หญ้าแห้ง หรือ ฟางข้าว, ใบไม้แห้งก็ได้ ให้เน้นสิ่งที่เราหาได้ตามพื้นที่ของเราเพื่อความสะดวก
  • ชั้นที่สอง ใส่หยวกกล้วย หรือต้นกล้วยหั่นก็ได้
  • ชั้นที่สาม ใส่มูลสัตว์ และอาหาร ทำสลับกันไปเรื่อยๆ พอประมาณ

เลี้ยงปลาไหลนา

ชั้นบนสุด ใส่น้ำให้มีระดับความสูง ประมาณ 10-15 ชม จากนั้นนำพืชน้ำ อาทิ ผักตบ ผักบุ้งมาใส่ในบ่อเพื่อเลียนแบบธรรมชาติโดยให้ใส่พอประมาณ และทุกชั้นควรรดด้วยจุลินทรีย์ EM จากนั้นหมักทิ้งไว้ 15 วันนำพืชน้ำ อาทิ ผักตบ ผักบุ้งใส่ลงในบ่อเพื่อเลียนแบบธรรมชาติ (ใส่พอประมาณ)ก่อนที่เราจะนำปลาไหลมาปล่อย

เลี้ยงปลาไหลนา

การเลี้ยง

ให้นำปลาไหลปล่อยลงเลี้ยง ในบ่อหมักที่เตรียมไว้ ขนาดปลาไหลที่จะเลี้ยงควรมีขนาดตัวประมาณ 2-3 ซม.ซึ่งจะใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 4 เดือน ก็สามารถจับขายได้

อาหาร/การให้อาหาร

  • การให้อาหารจะให้เดือนละครั้ง
  • อาหารที่ให้ เช่น ซากสัตว์ที่ตาย ไส้หมู, หนังควาย ปลวกไส้เดือน หอย หนอน

ข้อควรระวังในการเลี้ยงปลาไหลนา

  • การรวบรวมพันธุ์ปลาจากธรรมชาติ เข้ามาเลี้ยงควรระมัดระวังในเรื่องการลำเลียงไม่ควรให้หนาแน่นมากเกินไปปลาจะบอบช้ำได้
  • ควรคัดปลาขนาดเดียวกันลงเลี้ยงรวมกันเพื่อลดปัญหาการกินเองโดยเฉพาะในปลาอายุต่ำกว่า 2 เดือน
  • พื้นบ่ออนุบาลควรฉาบผิวให้เรียบป้องกันปลาเป็นแผลถลอกได้
  • ฟางข้าวที่ใช้เพื่อการเลี้ยงควรเป็นฟางข้าวที่แห้ง บ่อควรมีร่มเงาบังแสงแดดบ้าง

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ผัดกะเพราทะเล รสจัดจ้าน หนึบๆ เผ็ดๆ อร่อยๆ

ผัดกะเพราทะเล รสจัดจ้าน หนึบๆ เผ็ดๆ อร่อยๆ

ผัดกะเพราทะเล

ผัดกะเพราทะเล


สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเมนูอาหารยอดฮิต ที่มีคนนิยมทานกันมากๆ มาฝากค่ะ เป็นเมนูอาหารที่ทุกท่านเห็นแล้วอยากทานขึ้นมาทันทีเลยทีเดียว นั่นคือเมนูผัดกะเพรานั่นเองค่ะ ผัดกะเพราถือเป็นเมนูอาหารที่ หารับประทานได้ง่าย และมีขายทั่วไปตามร้านอาหาร ผัดกะเพราสามารถใส่เนื้อสัตว์ได้หลากหลายชนิด เป็นเมนูที่มีความเผ็ดร้อน จัดจ้านและมีความอร่อยลงตัว ซึ่งวันนี้ทางเราได้เลือกทำผัดกะเพราทะเล รสจัดจ้าน กะเพราทะเล รสจัดจ้านที่ใส่ทั้งกุ้งและปลาหมึก รสชาติจัดจ้านถึงเครื่อง มาให้ทุกท่านได้ลองทำทานกันค่ะ

เรามาลงมือทำและเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำ ผัดกะเพราทะเล รสจัดจ้านกันเลยนะค่ะ

วัตถุดิบ ผัดกะเพราทะเล

  1. กุ้งขาว 3 ขีด
  2. ปลาหมึกกล้วย 4 ตัว
  3. พริกขี้หนู 15 เม็ด
  4. พริกขี้หนูแห้ง 5 เม็ด
  5. กระเทียม 1 หัวใหญ่
  6. ใบกะเพรา 1กำ
  7. เกลือ สำหรับล้างกุ้งและปลาหมึก
  8. น้ำส้มสายชู สำหรับแช่กุ้งและปลาหมึก

เครื่องปรุงรส

  1. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  2. น้ำมันหอย 3 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำมัน สำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ
  4. ผงชูรส 1 ช้อนชา
  5. ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนและวิธีการทำ

  1. ตัดหนวดกุ้ง แล้วล้างกุ้งด้วยเกลือเพื่อลดกลิ่นคาว เสร็จแล้วล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาดแล้วแช่กุ้งด้วยน้ำเปล่าผสมน้ำส้มสายชู ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วล้างด้วยเปล่าให้สะอาดอีกครั้ง เสร็จแล้วพักไว้ก่อน
  2. ล้างปลาหมึกด้วยเกลือ คลุกปลาหมึกกับเกลือประมาณ 2 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จากนั้นให้นำปลาหมึก ไปแช่น้ำที่ผสมน้ำสายชู ไว้ประมาณ 3 นาที แล้วล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาดอีกครั้ง จากนั้นหั่นปลาหมึก เป็นแว่นๆตามขนาดที่ต้องการ เสร็จแล้วพักไว้
  3. ต้มน้ำประมาณ 2 ถ้วยน้ำจิ้ม ให้เดือด เมื่อเดือดแล้วให้นำน้ำร้อนมาราดที่ปลาหมึกให้ทั่ว ขั้นตอนนี้เป็นการลดน้ำในตัวของปลาหมึกออก เมื่อนำไปผัดปลาหมึกจะคายน้ำออกมาไม่มากนั่นเอง
  4. เด็ดใบกะเพรา แล้วล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วพักไว้ก่อน
  5. โขลกพริกขี้หนู พริกขี้หนูแห้ง กับกระเทียมพอหยาบๆ เสร็จแล้วพักไว้
  6. ตั้งกระทะ เปิดไฟกลางๆ ใส่น้ำมันลงไป แล้วตามด้วย พริกที่โขลงไว้ ผัดให้พริกแกงหอมแล้วจังใส่กุ้งลงไปผัด ให้สุกปานกลาง คือเปลือกของกุ้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม จากนั้นให้ใส่ปลาหมึกที่ผ่านการลวกแล้วลงไปผัดให้เข้ากัน จากนั้นปรุงรส ด้วยน้ำปลา น้ำมันหอย ซอสปรุงรส ผงชูรส ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง ชิมรสชาติตามที่ต้องการ เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้ว ให้ใส่ใบกะเพราลงไปผัดอีกครั้ง เป็นอันเสร็จ ปิดไฟ ตักใส่จานพร้อมรับประทาน

ประโยชน์ทางยาใบกระเพรา

ใบ รสเผ็ดร้อน ต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ แก้จุกเสียด แก้ลมตานซาง แก้คลื่นเหียนอาเจียน น้ำคั้นจากใบใช้เป็นยาขับเสมหะ ขับเหงื่อ ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมัน น้ำคั้นจากใบใช้ทาภายนอกแก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน รักษาหูด หยอดหูแก้อาการปวดหู ใบแห้งใช้ชงดื่มกับน้ำแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และน้ำมันจากใบใช้เป็นยาฆ่ายุงได้ซึ่งมีฤทธิ์ได้นาน 2 ชั่วโมง หรือไล่แมลงวันทอง บดเป็นยานัตถุ์ แก้คัดจมูก ยาชงหรือน้ำต้มใบใช้แก้ตับอักเสบและบำรุงธาตุสำหรับเด็ก

ข้อมูลอ้างอิง : ข้อมูลพืชสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

เรียบเรียงโดย : นงนุช


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

เลี้ยงกบนา มือใหม่อยากเลี้ยงกบ เริ่มต้นยังไง

เลี้ยงกบนา มือใหม่อยากเลี้ยงกบ เริ่มต้นยังไง

เลี้ยงกบนา

กบ (Rana rugulosa) เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ลำตัวค่อนข้างกลมรี มีขา 2 คู่ คู่หน้าสั้น คู่หลังยาว หัวมีส่วนกว้างมากกว่าความยาว จะงอยปากสั้นทู่จมูกตั้งอยู่บริเวณโค้งตอนปลายของจะงอยปาก นัยนัตาโต และมีหนังตาปิดเปิดได้ สีของลำตัวด้านหลังเป็นสีเขียวปนน้ำตาลมีจุดสีดำกระจายเป็นประอยู่ทั่วตัว ตามธรรมชาติกบจะหากินอยู่ตามลำห้วยหนอง บึง และท้องนา กบจะกินปลา กุ้ง แมลง และสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหาร

แต่เนื่องจากสถานการณ์ความเป็นอยู่ในปัจจุบันที่มีอัตราประชากรมนุษย์เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และปริมาณความต้องการในการบริโภคเพิ่มขึ้นติดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันทรัพยากรธรรมชาติหรือแม้แต่ผลผลิตทางการเกษตรลดน้อยลง แต่สำหรับการเลี้ยงกบนานั้น ปัจจุบันเป็นที่สนใจของเกษตรกรเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะกบเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ใช้เวลาน้อยลงทุนน้อย ดูแลรักษาง่าย และจำหน่ายได้ราคาคุ้มกับการลงทุน โดยเฉพาะในปัจจุบันมีตลาดต่างประเทศที่ต้องการสินค้ากบเปิดกว้างมากขึ้น กบนาที่เป็นผลผลิตของเกษตรกรเมืองไทยจึงมีโอกาสส่งจำหน่ายไปยังต่างประเทศมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้เลี้ยงกบหลายรายก็ต้องประสบความล้มเหลวในการเพาะเลี้ยงกบ อันเนื่องจากการไม่เข้าใจการเลี้ยง โดยเฉพาะไม่เข้าใจในอุปนิสัยใจคอของกบซึ่งมีความสำคัญเพื่อประกอบการเลี้ยง เช่น กบมีนิสัยดุร้ายและชอบรังแกกัน การเลี้ยงกบคละกันโดยไม่คัดขนาดเท่าๆ กัน ในบ่อเดียวกัน เป็นเหตุให้กบใหญ่รังแกและกัดกินกบเล็กเป็นอาหาร

สายพันธุ์กบที่ควรเลี้ยง

กบที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ กบพันธุ์พื้นเมือง และกบพันธุ์ต่างประเทศ ดังนี้

1. กบพันธุ์พื้นเมือง ได้แก่ กบนา กบจาน และกบภูเขาหรือเขียดแลว

  • กบนา เป็นกบที่พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย และนิยมเลี้ยงมากที่สุด จัดเป็นกบขนาดกลางเมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวประมาณ 4 นิ้ว มีน้ำหนักตัวประมาณ 200-250 กรัม (ประมาณ 4-6 ตัว/กก.) ผิวสีน้ำตาลปนดำอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแหล่งที่อยู่อาศัย
  • กบจาน เป็นกบขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ ตัวโตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาดประมาณ 250 กรัม (ประมาณ 4 ตัว/กก.) กบจานจะมีรูปร่างคล้ายๆ กับกบนาแต่ผิวมีสีน้ำตาลปนเขียว อาจจะแตกต่างกันบ้างตามแหล่งที่อยู่อาศัย
  • กบภูเขาหรือเขียดแลว เป็นกบพื้นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวโตเต็มที่ขนาดประมาณ 3 กก. ลักษณะโดยทั่วไปคือ ปลายนิ้วโป้งขาหน้าแยกออกจากกัน ผิวหนังด้านข้างไม่นูนโป่งไม่มีถุงลม ไม่มีแผ่นหนังที่นิ้วขาหน้าอันแรก ซึ่งยาวกว่านิ้วอันที่สอง แก้วหูห่างจากตาเป็นระยะทางมากกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของตา กบเพศผู้จะมีเขี้ยวออกจากขากรรไกรล่างยื่นยาว ส่วนเพศเมียจะสั้นกว่า มีตาโต

2. กบพันธุ์ต่างประเทศ เป็นกบที่มีบทบาทอย่างมากในประเทศไทย คือ

  • กบบูลฟร็อก เป็นกบที่มาจากบริเวณภูเขาร็อกกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวโตเต็มที่มีน้ำหนักมากว่า 1 กก. มีความยาวถึง 8 นิ้ว ลำตัวกว้างมีส่วนหัวและส่วนหน้าเป็นสีเขียว ส่วนของเยื่อหูโตกว่าตา ส่วนหลังมีสีน้ำตาลเขียว ส่วนท้องมีสีขาวเหลืองผิวหนังขรุขระมีปุ่มขนาดเล็กๆ อยู่ที่ส่วนหลัง ไม่มีสันข้างลำตัว แต่จะมีสันตรงด้านหลังของแก้วหู อุปนิสัยของกบชนิดนี้คือ เลี้ยงง่าย โตวัย น้ำหนักดี เมื่อโตเต็มที่หนักได้ถึง 400 กรัม/ตัว โดยเลี้ยงเพียงแค่ 7 เดือน

การเลือกสถานที่สร้างคอกกบ

  • ควรอยู่ใกล้กับที่พักอาศัย เพราะสามารถจัดการดูแลรักษาได้ง่ายและปลอดภัยจากขโมย
  • ควรอยู่บนพื้นที่ดอน เพื่อป้องกันปัญหา น้ำท่วม
  • ควรอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำที่สะอาดและเพียงพอสำหรับการ การเลี้ยงกบ
  • ควรอยู่ห่างไกลจากถนน เพื่อป้องกันเสียงรบกวน
  • ในกรณีที่ไม่ได้ทำการเพาะพันธุ์กบเพื่อเลี้ยงเอง ควรเลือกอยู่ใกล้แหล่งที่สามารถจัดหาลูกกบได้ง่
  • อยู่ใกล้แหล่งอาหารเลี้ยงกบ เพื่อสะดวกในการจัดหาอาหาร
  • อยู่ในแหล่งที่มีสาธารณูปโภคครบถ้วน เช่น ถนน ไฟฟ้า และสาธารณูปโภคอื่น ๆ
  • อยู่ใกล้กับแหล่งตลาด เพื่อรองรับผลผลิต

บ่อหรือคอกที่ใช้ใน การเพาะเลี้ยงกบนา

สถานที่ที่จะทำบ่อเลี้ยงกบ ไม่ว่าจะเป็นสภาพบ่อปูนหรือคอกเลี้ยง จะต้องไม่ควรอยู่ไกลจากที่อยู่อาศัยมากนัก เพราะศัตรูของกบมีมาก โดยเฉพาะกบนั้นเมื่อตกใจเพราะมีภัยมา มันจะไม่ส่งเสียงร้องให้เจ้าของรู้เหมือนสัตว์อื่นๆ ศัตรูของกบส่วนมากได้แก่ งู นก หนู หมา แมว และที่สำคัญที่สุดได้แก่ คน ดังนั้นถ้าบ่อเลี้ยงหรือคอกเลี้ยงกบ อยู่ห่างจากที่อยู่อาศัยมาก ก็จะถูกคนขโมยจับกบไปขายหมด นกนั้นมีทั้งกลางวันและกลางคืน นกกลางคืนโดยเฉพาะนกเค้าแมวสามารถลงไปอยู่ปะปนและจับกบกินอย่างง่ายดาย แมวนับว่ามีส่วนทำลายกบมากเพราะถึงแม้มันจะจับกบกินเพียงตัวเดียวแล้วก็อิ่ม แต่เมื่ออิ่มแล้วมันยังจับกบตัวอื่นๆ มาหยอกเล่น และ ทำให้คบตายในที่สุด

เทคนิค การเพาะเลี้ยงกบนา

รูปแบบการเลี้ยง

ในปัจจุบันการเลี้ยงกบเชิงพาณิชย์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกบจะนิยมเลี้ยงอยู่ 3 แบบ คือ

1 การเลี้ยงกบในบ่อดิน

       ใช้พื้นที่ประมาณ 100-200 ตารางเมตร ภายในบ่อลึกประมาณ 1 เมตร บางแห่งอาจทำเกาะกลางบ่อเพื่อเป็นที่พักของกบและให้อาหาร ส่วนพื้นที่รอบๆ ขอบบ่อภายในล้อมด้วยอวนในล่อนสูงประมาณ 1 เมตร ปล่อยให้หญ้าขึ้นเพื่อให้กบใช้เป็นที่หลบอาศัย ขอบบ่อด้านในที่ล้อมด้วยอวนในล่อน ด้านล่างจะใช้กระเบื้องหรือแผ่นสังกะสีฝังลึกลงดินประมาณ 50 เชนติเมตร เพื่อป้องกันศัตรูบางชนิด เช่น หนูขุดรูเข้าไปกินลูกกบได้ อัตราการปล่อยเกษตรกรจะปล่อยลูกกบลงเลี้ยงประมาณ 30,000 ตัว/บ่อ (100 ตารางเมตร)

       ลักษณะการเลี้ยงแบบนี้มีข้อดี คือ การจัดการง่าย ต้นทุนต่ำได้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงแต่มีข้อจำกัดคือ เป็นการเลี้ยงแบบหนาแน่น สภาพในบ่อจะไม่ค่อยสะอาด เนื่องจากมีของเสียตกค้างอยู่ภายในบ่อผลผลิตกบที่ได้จะจำหน่ายภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่

2 การเลี้ยงกบนกระชัง

      กระชังที่ใช้เลี้ยงเกษตรกรนิยมใช้อวนในล่อนเนื่องจากต้นทุนถูก ขนาดของกระชังนิยมขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 4 เมตร และสูง 1.5 เมตร จะแขวนอยู่ในบ่อดิน ขนาด 1-3 ไร่ หรือแหล่งน้ำต่างๆ โดยจะแขวนจะให้กระชังจมอยู่ในน้ำประมาณ 50 เชนติเมตร แล้วใส่วัสดุ เช่น แผ่นโฟมเนื้อแน่นลอยอยู่ในกระชัง เพื่อใช้เป็นที่ให้กบขึ้นมาอาศัยและวางถาดอาหาร การเลี้ยงกบในกระชังหากมีปัญหามีนกมากินลูกกบ เกษตรกรจะต้องทำฝาปิดกระชังโดยใช้อวนในล่อนด้วย อัตราปล่อยลูกกบจะนิยมปล่อย50-100 ตัว/ตารางเมตร อัตราความหนาแน่นจะมีผลต่ออัตรารอดตายของกบ เนื่องจากสภาพการเลี้ยงในกระชัง ซึ่งเป็นพื้นที่แคบ หากปล่อยกบในความหนาแน่นมากเกินไป อาจทำให้กบเป็นโรคและตายได้

      ลักษณะการเลี้ยงแบบนี้มีข้อดี คือ จะได้ผลผลิตกบที่มีคุณภาพ สามารถส่งออกไปจำหน่ายตลาดต่างประเทศได้ เนื่องจาก สามารถจัดการสภาพแวดล้อมของการเลี้ยงได้ เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อที่ใช้เลี้ยงกบ เพื่อให้น้ำมีคุณภาพที่เหมาะสมต่อการเลี้ยง แต่มีข้อจำกัด คือ ต้นทุนการจัดการจะสูงเนื่องจากต้องใช้แรงงานในการดูแลมากกว่าการเลี้ยงกบในบ่อดิน

3 การเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์

      การเลี้ยงแบบนี้เกษตรกรนิยมเลี้ยงกันมากในปัจจุบัน เพราะดูแลรักษาง่าย และสามารถควบคุมคุณภาพของผลผลิตกบได้ โดยมีการพัฒนารูปแบบให้สามารถทำความสะอาดได้สะดวกมากขึ้น เช่น ปูพื้นบ่อด้วยกระเบื้องปูพื้นผิวเรียบ ทำให้มีการสะสมของเชื้อโรคที่พื้นบ่อน้อยลง ขนาดบ่อที่เกษตรกรนิยมใช้ คือ กว้าง 3-4 เมตร ยาว 4-5 เมตร และมีความสูงประมาณ 1.2 เมตร ก่อด้วยอิฐบล็อก เทพื้นด้วยซีมนต์ขัดมัน หรือปูพื้นด้วยกระเบื้องผิวเรียบ มีความลาดเอียงเล็กน้อย เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้หมด หลังคาบ่ออาจใช้กระเบื้องลอนคู่มุงบ่อประมาณ 25-50% ของพื้นที่บ่อ หรือจะใช้ม่านบังแสงที่ใช้ในเรือนเพาะชำต้นไม้ เพื่อป้องกันแสงแดดไม่ให้ส่องลงมามากเกินไป บ่อซีเมนต์ที่ใช้เลี้ยงกบ เกษตรกรนิยมอยู่ 2 แบบ คือ

  • บ่อแบบพื้นลาดเอียง ลักษณะภายในบ่อจะเทพื้นลาดเอียงประมาณ 25 องศา เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้ดีและใช้วัสดุลอยน้ำจำพวกโฟมเนื้อแน่นพิเศษ หรือใช้ไม่ไผ่ทำเป็นแคร่ หรือวัสดุอื่นๆ วางอยู่ที่ผิวน้ำ เพื่อให้กบขึ้นมาอาศัยและวางถาดอาหาร
  • บ่อแบบที่มีเกาะกลาง ลักษณะบ่อเป็นแบบเดียวกับแบบแรก แต่มีเกาะชีเมนต์อยู่ตรงกลาง โดยตัวเกาะจะอยู่ห่างจากผนังบ่อ ประมาณ 50-70 เซนติเมตร เกาะตรงกลางควรมีการขัดผิวให้มัน เพื่อให้กบขึ้นมาพักผึ่งแดดและวางถาดอาหาร แต่ลักษณะบ่อแบบนี้จะทำความสะอาดยากกว่าบ่อแบบแรก

บ่อซีเมนต์ใหม่ๆ ควรจะมีการล้างปูนชีเมนต์เสียก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ปูนกัดผิวหนังของกบทำให้เป็นแผลติดเชื้อได้ วิธีการล้างควรทำดังนี้ ให้ใช้หยวกกล้วยหั่นเป็นท่อนๆ ใส่ลงในบ่อซีเมนต์ที่เติมน้ำในระดับที่ต้องการทิ้งไว้ 7-14 วัน โดยเปลี่ยนหยวกกล้วยทุกวันหรือควรใช้สารส้ม ประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ1 ลูกบาศก์เมตร แช่ทิ้งไว้ 3-4 วัน และระบายน้ำทิ้งและทำซ้ำอีกครั้งจนมั่นใจ หลังจากนั้นตากบ่อให้แห้งก่อนที่จะทำการเลี้ยงต่อไป สำหรับอัตราปล่อย ควรปล่อยกบในอัตรา 50 ตัว/ตารางเมตร แต่ถ้าเป็นบ่อที่ใช้ระบบน้ำผ่านตลอดเวลา ก็สามารถปล่อยกบในอัตรา 100 ตัว/ตารางเมตร (เฉิดฉันและคณะ,2538)

ลักษณะการเลี้ยงแบบนี้ จะมีข้อดีและข้อจำกัดเหมือนกับการเลี้ยงกบในกระชัง เหมาะสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกบที่มีพื้นที่จำกัด หรือไม่ประสงค์จะขุดบ่อเพื่อรักษาสภาพพื้นที่ดินไว้เหมือนเดิม

การคัดพ่อ-แม่พันธุ์

  • แม่พันธุ์ตัวที่มีไข่ส่วนท้องจะขยายใหญ่ และจะมีปุ่มสากข้างลำตัวทั้ง 2 ข้าง เมื่อเราใช้นิ้วสัมผัสจะรู้สึกได้ และแม่พันธุ์ตัวที่พร้อมมากจะมีปุ่มสากมากแต่เมื่อไข่หมดท้องปุ่มสากนี้ก็จะหายไป
  • การคัดเลือกพ่อพันธุ์ เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์กบตัวผู้จะส่งเสียงร้องเสียงดังและกล่องเสียงที่ใต้คางก็จะพองโปน ลำตัวจะมีสีเหลืองเข้มและเมื่อเราใช้นิ้วสอดที่ใต้ท้อง มันจะใช้เท้าหน้ากอดรัดนิ้วเราไว้แน่น

การผสมพันธุ์

      ปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ลงไปในบ่อที่เตรียมไว้แล้ว โดยใช้อัตราส่วนตัวผู้ต่อตัวเมีย จำนวน 1:1 ต่อพื้นที่ 1 ตร.ม. และจะต้องทำการปล่อยให้กบผสมกันในตอนเย็น เมื่อปล่อยกบลงไปแล้วจึงเปิดฝนเทียมเพื่อเป็นการกระตุ้นให้กบจับคู่ผสมพันธุ์ ซึ่งจะอยู่ในช่วงเวลา ประมาณ 17.00 น. – 22.00 น. ซึ่งภายในบ่อเพาะต้องมีท่อให้น้ำลันออกด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำสูงเกินไป กบจะจับคู่ผสมพันธุ์และจะปล่อยไข่ตอนเช้ามืด

การดูแลลูกกบ

       ไข่กบนาที่ถูกผสมจะฟักเป็นลูกอ็อดภายใน 2 วัน โดยในระยะ 2-3 วันแรก หลังจากที่ฟักออกเป็นตัวไม่ต้องให้อาหาร เนื่องจากลูกอ๊อดยังมีถุงไข่แดง (ถุงอาหารสะสม) ที่ติดมากับท้องเป็นแหล่งอาหารเลี้ยงตนเอง หลังจากนั้นจึงเริ่มให้อาหารลูกอ๊อดครั้งแรกเมื่ออายุ ๆ วัน โดยให้รำละเอียดและปลาป่นในอัตราส่วน 3 : 1 ในกรณีที่มีลูกอ๊อดเป็นจำนวนมากอาจเสริมด้วยการให้ไรแดง เมื่อลูกอ๊อดโตขึ้นใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปโรยให้กิน การให้อาหารควรให้ทีละน้อย และวางไว้ตลอดเวลาเพราะลูกอ๊อดจะกินอาหารตลอดวัน

       ถ้าลูกอ็อดขาดอาหารจะกินกันเอง ลูกอ๊อดที่มีอายุ 20-30 วัน จึงเป็นลูกกบเต็มวัย ในช่วงนี้ต้องเตรียมไม้กระดาน ทางมะพร้าวหรือแผ่นโฟม ลอยน้ำเพื่อให้ลูกกบเต็มวัยขึ้นไปอาศัย จากนั้นคัดขนาดลูกกบที่มีขนาดเท่าๆ กันไปเลี้ยงไว้ในบ่อเดียวกันเพื่อไม่ให้ลูกกบกัดกินกันเองโดยระดับน้ำในบ่อเลี้ยง สูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร อัตราการปล่อยลูกกบเต็มวัยลงเลี้ยงเป็นกบรุ่นเพื่อส่งตลาดจะปล่อยในอัตรา 50-100 ตัว/ตารางเมตร

เลี้ยงกบนา

การให้อาหารกบ

  • ระยะลูกอ๊อด หางหดที่มี 4 ขา เจริญครบสมบูรณ์เรียก ระยะเริ่มขึ้นกระดาน จะให้อาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดเล็กพิเศษ ที่ใช้เลี้ยงกบหรือเลี้ยงปลาดุกเล็กหรือปลาสดบดละเอียดผสมรำ ที่เกษตรกรผลิตขึ้นเองในอัตรา 3-5 เปอร์เซ็นต์ต่อน้ำหนักตัวรวม วิธีฝึกให้ลูกกบกินอาหาร เมื่อลูกกบอายุประมาณ 2 เดือน ควรให้อาหารเป็นเวลา วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ในอัตรา 3-5 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักต่อวัน อาหารควรมีโปรตีนอยู่ระหว่าง 28-35 เปอร์เซ็นต์ ชนิดและขนาดของอาหารขึ้นอยู่กับขนาดของกบที่เลี้ยง ถ้าผู้เลี้ยงกบนาอยู่ใกลับริเวณที่สามารถหาปลาสดได้อาจให้ปลาสดบดหรือสับเป็นชิ้นวางในภาชนะปริ่มน้ำ หรือเหนือน้ำหรือใช้ปลาสดบดผสมรำในอัตราส่วน 3 : 1 หรือให้อาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดที่ใช้เลี้ยงกบหรือเลี้ยงปลาดุก
  • ระยะลูกอ๊อดอายุ 3-6 วัน ให้ไข่ตุ๋นหรืออาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน โปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ ชนิดผงหรือเม็ดผสมน้ำปั้นเป็นก้อน วางกระจายให้ทั่ว
  • ระยะลูกอ๊อดอายุ 6-20 วัน ให้อาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน โปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ ชนิดเม็ดลอยน้ำ ให้กินวันละ 3-4 ครั้ง (ประมาณร้อยละ 6 ของน้ำหนักตัวต่อวัน)
  • ระยะกบอายุ 20-40 วัน ให้อาหารชนิดเม็ดลอยน้ำโปรตีน 37 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอาหารกบเล็กให้กินวันละ 3 ครั้ง (ประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัว)
  • ระยะกบอายุ 40-70 วัน ให้อาหารชนิดเม็ดลอยน้ำโปรตีน 35 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอาหารกบรุ่นให้กินวันละ 2 ครั้ง (ประมาณร้อยละ 3-4 ของน้ำหนักตัว)
  • ระยะกบอายุ 70 วัน ระยะจับขาย ให้อาหารชนิดเม็ดลอยน้ำโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอาหารกบใหญ่ ให้กินวันละ 2 ครั้ง (ประมาณร้อยละ 2-3 ของน้ำหนักตัว)
  • ระยะกบพ่อแม่พันธุ์ ให้อาหารชนิดเม็ดลอยน้ำโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอาหารกบขนาดใหญ่ ให้กินวันละ 2 ครั้ง (ประมาณร้อยละ 2-3 ของน้ำหนักตัว)

การให้อาหารกบ

การถ่ายเทน้ำ

การเลี้ยงกบในน้ำสะอาดจะทำให้กบมีการเจริญเติบโตที่ดีดังนั้นถ้าบริเวณที่เลี้ยงมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ ควรถ่ายเทน้ำทุกวันหรือใช้การหมุนเวียนอยู่กับชนิดของอาหารที่ใช้เลี้ยงกบด้วยให้น้ำไหลผ่านในระบบน้ำลันตลอดเวลา แต่ถ้าแหล่งน้ำไม่อุดมสมบูรณ์อาจจะถ่ายเทน้ำเมื่อสังเกตว่าน้ำเริ่มมีกลิ่นเน่าเสีย ซึ่งจะขึ้น

การจับกบจำหน่าย

เนื่องจากสภาพบ่อเลี้ยงกบมีความแตกต่างกัน ทำให้ความสะดวกในการดูแลรักษาย่อมแตกต่างกันดังกล่าวแล้ว ยังรวมไปถึงการจับกบจำหน่ายก็แตกต่างกันอีกด้วย กล่าวคือ

  • การเลี้ยงกบในบ่อดิน ลักษณะการเลี้ยงกบแบบนี้จะจับกบจำหน่ายได้ครั้งเดียวในเวลาที่พร้อมกัน ไม่มีการจับกบจำหน่ายปลีก หรือเป็นครั้งคราวทั้งนี้เพราะสภาพบ่อเลี้ยงไม่เอื้ออำนวย ถึงแม้จะเป็นการจับเพียงครั้งเดียวให้หมดบ่อจะต้องใช้ผู้จับหลายคนลงไปในบ่อเลี้ยงที่มีสภาพโคลนตมและต้องเก็บพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักตบชวา ขึ้นให้หมดก่อน จึงต้องใช้เวลาและแรงงานมากที่จะเที่ยวไล่จับกบในที่หลบซ่อนให้หมดในครั้งเดียว
  • การเลี้ยงกบในคอก สามารถจับกบไต้ทุกโอกาสไม่ว่าจะจับทมดทั้งคอกหรือมีการจำหน่ายปลีก โดยมีกระบะไม้และทำเป็นช่องเข้าออกในด้านตรงกันข้ามวางอยู่หลายอันบนพื้นดินภายในคอก ซึ่งกบจะเข้าไปอาศัยอยู่ เมื่อถึงเวลาจะจับกบ ก็ใช้กระสอบเปิดปากไว้รถอยู่ที่ช่องด้านหนึ่งแล้วใช้มือล้วงเข้าไปในช่องด้านตรงข้าม กบจะหนีออกอีกช่องทางหนึ่งที่มีปากกระสอบรอรับอยู่และเข้าไปในกระสอบกันหมด เป็นการกระทำที่สะดวก กบไม่ตกใจและบอบช้ำ
  • การเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์ สามารถจับกบได้ทุกโอกาสไม่ว่าจะจับหมดทั้งบ่อหรือจับจำหน่ายปลีก โดยใช้คนเพียงคนเดียวพร้อมทั้งสวิงเมื่อลงในบ่อซึ่งมีน้ำเพียง 1 ฟุต กบจะกระโดดลงไปมุดอยู่ในน้ำ จึงใช้สวิงช้อนขึ้นมาหรือใช้มือจับใส่สวิงอย่างง่ายดาย ในบ่อหนึ่งๆ ขนาด 12 ตารางเมตร เลี้ยงกบประมาณ 1,000 ตัว ใช้คนๆ เดียวจับเพียง 1 ชั่วโมงก็แล้วเสร็จ

อนึ่ง การเลี้ยงกบควรคำนึงถึงระยะเวลาเลี้ยงควบคู่ไปกับระยะเวลาที่จะจับกบจำหน่าย เนื่องจากในฤดูฝน กบจะมีราคาถูก ถ้าผู้เลี้ยงจะต้องจับกบจำหน่ายในช่วงนี้ ก็จะได้รับผลตอบแทนน้อย แต่ถ้ากะเวลาเลี้ยงและเวลาจับจำหน่ายให้ถูกต้อง คือ เมื่อรู้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลาเลี้ยงกบนาน 4 เดือน จึงต้องกะระยะเวลาเดือนที่ 4 ให้ตรงกับอยู่ในช่วงฤดูหนาวหรือฤดูร้อน เพราะในช่วงนี้กบราคาแพง ผู้เลี้ยงสามารถขายได้ในราคาที่ดีคุ้มกับการลงทุน อีกทั้งผู้ที่ต้องการจำหน่ายปลีก ควรจะติดต่อตกลงราคาและจำนวนกับผู้ซื้อไม่ว่าจะเป็นตลาดสดหรือร้านอาหารให้เป็นที่แน่นอนก่อนจึงจะจับกบไปส่งจำหน่าย

อ้างอิงที่มา :

  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ
  • การเพาะกบ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ