แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม ทันสมัยตกแต่งภายในน่าอยู่

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม ตกแต่งภายในน่าอยู่ พื้นที่ใช้สอย 174 ตารางเมตร

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม





วันนี้มาเอาใจคนชอบ บ้านพักอาศัยชั้นเดียวทรงเอเฟรม  (A-Frame-House)  เราจึงได้สรรหา บ้านสไตล์งเอเฟรม สวยๆ โดยเป็นผลงานของ 338 รับสร้างบ้าน ร้อยเอ็ด ซึ่งบอกได้เลยว่าสวยน่าอยู่มากๆ ครับ บ้านหลังนนี้เป็นบ้าน ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1  ห้องโถงรับแขก พื้นที่ใช้สอย: 174 ตารางเมตร  โดยใช้งบประมาณ 3.08 ล้านบาท บรรยากาศธรรมชาติน่าอยู่มากๆ ครับ ว่าแล้วไปดูกันเลยครับ

ที่มาและรูปภาพ : 338 รับสร้างบ้าน ร้อยเอ็ด
เจ้าของโครงการ : คุณแพท
สถานที่ก่อสร้าง : อ.โพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด
เรียบเรียง : withikaset.com

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม

ลักษณะภายนอกของบ้านหลังนี้ มีหลังคาที่โดดเด่น เป็นทรงตัวเอ มุงด้วยเมทัลชีทและ หลังคาปูน ตัวบ้านโเน้นโทนสีขาว ถูกแต่งเสริมด้วยสีส้มที่สดใส และมีบัวเป็นสีขาวสว่าง พื้นของบ้านยกระดับเล็กน้อย มีคอนกรีตที่เทรอบๆตัวบ้าน เพื่อช่วยเสริมฐานให้แข็งแรง และง่ายต่อการทำความสะอาด

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม




แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์เอเฟรม









จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก 338 รับสร้างบ้าน ร้อยเอ็ด

Line id : @338home
web : www.338house.com


หมายเหตุ: ทางเว็บ withikaset.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


รูปภาพที่ได้นำมาลงในเว็บไซต์นี้ ก็ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณเจ้าของลิขสิทธิ์มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ทางเว็บไซต์ไม่ได้มีเจตนานำมาดัดแปลง ลอกเรียนแบบ หรือใช้ในการค้าเพื่อหวังผลกำไรแต่อย่างใด หากแต่ใช้เพื่อเป็นไอเดียสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจจากท่านเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ได้นำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ทางเว็บไซต์จึงขออนุญาตรวบรวมไอเดียดีๆ ของท่านเพื่อให้ชาวเน็ตได้รับชมครับ หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยเป็นอย่างสูงครับ





บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี แบบปล่อยอิสระ

การเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี แบบปล่อยอิสระ

การเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี

การเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี หมายถึง การเลี้ยงไก่ที่ปล่อยให้ไก่ออกนอกโรงเรือนได้อย่างอิสระเพื่อให้ไก่สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ ทำให้ไก่มีความสุขและอารมณ์ดี ซึ่งจะทำให้ไก่มีให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ การเลี้ยงไก่แบบนี้ต้องมีอาหารและน้ำให้กินอย่างเพียงพอ ซึ่งอาหารอาจเป็นอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารที่หาได้ตามธรรมชาติ ซึ่งการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีนี้จะเป็นการคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ การเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีจะทำให้ไข่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าไข่ที่ได้จากการเลี้ยงบนกรงตับ โดยมีวิตามินเอและวิตามินบีสูงกว่าถึงสองเท่า โอเมก้า-3 สูงกว่าถึง 4 เท่า





โรงเรือนสำหรับเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี ควรอยู่ห่างจากชุมชนเป็นที่ตอนน้ำท่วมไม่ถึง มีพื้นที่ปลูกหญ้าหรือพืชผักให้ไก่กินพื้นที่ปราศจากการใช้สารเคมีโรงเรือนและพื้นที่อิสระต้องแยกพื้นที่จากที่พักอาศัยชัดเจน โดยยึดหลักในพื้นที่โรงเรือนใช้พื้นที่ 0.5 ตารางเมตร ต่อไก่หนึ่งตัวพื้นที่ปล่อยอิสระมีหญ้าและพืชผักให้กินอย่างน้อย 5 ตารางเมตรต่อตัว พื้นโรงเรือนควรเป็นคอนกรีตมีวัสดุรองพื้นเช่นแกลบหรือฟางหนาอย่างน้อย 3-5 นิ้ว มีรังไข่ 1 รังต่อแม่ไก่ 4 ตัว มีประตูทางออกสองทางเพื่อหมุนเวียนปล่อยไก่ออกสู่แปลงปล่อยอิสระด้านนอก

สายพันธุ์ไก่ไข่

พันธุ์ไก่ที่เลี้ยงในเมืองไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. ไก่พันธุ์แท้ เป็นไก่ที่ได้รับการคัดเลือกและผสมพันธุ์เป็นอย่างดีมาอย่างต่อเนื่องของนักผสมพันธุ์จนลูกหลานในรุ่นต่อ ๆ มา มีลักษณะรูปร่าง ขนาด สีและอื่น ๆ เหมือนบรรพบุรุษหรือลักษณะประจำพันธุ์คงที่ เช่นพันธุ์โร้ดไอส์แลนด์เรด (Rhode Island Red), พันธุ์บาร์พลีมัทร็อค ( Barred Plymouth Rock), พันธุ์เล็กฮอร์นขาวหงอนจักร (Single Comb White Leghorn) เป็นต้น

2. ไก่พันธุ์ลูกผสม เป็นพันธุ์ไก่ไข่ที่ได้จากการนำไก่ไข่ตั้งแต่ 2 สายพันธุ์ ขึ้นไปมาผสมกันเป็นพิเศษ ให้ผลผลิตไข่สูงและมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ไก่พันธุ์ไข่นี้เป็นที่นิยมเลี้ยงกันในเชิงการค้ามากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นพันธุ์ไก่ที่ผสมขึ้นเป็นพิเศษ โดยบริษัทผู้ผลิตลูกไก่พันธุ์ไข่จำหน่ายได้มีการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ให้มีประสิทธิภาพในการให้ผลผลิตไข่สูงและมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด

การเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี

การจัดการโรงเรือนและอุปกรณ์สำหรับ การเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี

1. โรงเรือน

การเลี้ยงไก่ไข่ถึงแม้ว่าจะเลี้ยงแบบปล่อยก็มีความจำเป็นต้องมีโรงเรือนและอุปกรณ์เพื่อบังแดด บังลมและฝน โรงเรือนไก่ไข่ต้องมีความแข็งแรง ทนทาน ป้องกันลม กันแดด กันฝนรวมถึงสัตว์อื่น ๆ เช่น นก แมว หนู และสุนัขได้ ทำความสะอาดง่าย อยู่ห่างจากชุมชนเพื่อป้องกันกลิ่นเหม็นรบกวน โครงสร้างควรเป็นคอนกรีต มีวัสดุรองพื้นคอก เช่น แกลบหนา 3-5 นิ้ว และ ควรมีรังไข่ 1 ช่อง ต่อแม่ไก่ 4 ตัว และประตูเข้า-ออก 2 ด้าน เพื่อหมุนเวียนปล่อยไก่ออกสู่แปลงอิสระ ทั้งนี้ หากมีโรงเรือนมากกว่า 1 หลัง แต่ละหลังควรเว้นระยะห่างกันมากกว่า 10 เมตร เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวกและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ภายในโรงเรือนต้องมีอุปกรณ์ให้น้ำให้อาหาร

2. การให้อาหารและให้น้ำไก่ไข่

อาหารไก่ไข่มี 4 ชนิด คือ อาหารผสม หัวอาหาร อาหารอัดเม็ดหรืออาหารสำเร็จรูปและอาหารเสริม สำหรับการให้น้ำในไก่ไข่อายุ 5 เดือนขึ้นไป ควรให้น้ำประมาณครึ่งลิตรต่อวัน หากไก่ขาดน้ำในช่วงกำลังไข่ จะทำให้ไข่ฟองเล็ก น้ำที่ให้ควรเป็นน้ำสะอาด ไม่มีเชื้อโรคปนเปื้อนใส่ในกระบอกหรือถังให้ไก่กิน โดยไก่ไข่ที่อายุ 5 เดือนขึ้นไป ต้องการน้ำประมาณ 0.5 ลิตรต่อวัน หากขาดน้ำในช่วงที่กำลังไข่เพียง 3 -4 ชั่วโมง จะทำให้ไข่ฟองเล็ก น้ำสำหรับให้ไก่ไข่ควรเป็นน้ำสะอาด ส่วนเรื่องของอาหารนั้น ถ้าเป็นช่วงเริ่มให้ไข่จะเป็นอาหารที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีน 13-15% ซึ่งก็มีทั้งอาหารผสม หัวอาหาร อาหารอัดเม็ด หรืออาหารสำเร็จรูป และอาหารเสริม

3. วิธีเริ่มต้นเลี้ยงไก่ไข่

1. การเลี้ยงลูกไก่อายุ 1 วัน เป็นวิธีที่นิยมกันมากเนื่องจากทุนน้อย สามารถเลี้ยงไก่ได้ตลอดเวลาด้วยตัวเอง ดูแลเอาใจใส่ได้อย่างเต็มที่ ได้รู้ประวัติของไก่ทั้งฝูง

2. การเลี้ยงไก่รุ่นอายุ 2 เดือน เป็นวิธีที่นิยมกันในปัจจุบัน โดยการซื้อไก่รุ่นอายุ 6 สัปดาห์ – 2 เดือน มาจากฟาร์มหรี่อบริษัทที่รับเลี้ยงลูกไก่ ลูกไกในระยะนี้ราคายังไม่แพงมากนักและสามารถตัดปัญหาในเรื่องการเลี้ยงดูลูกไก่และการกกลูกไก่

3. การเลี้ยงไก่สาว การเลี้ยงดูไก่สาวจะใกล้เคียง กับการเลี้ยงดูไก่รุ่น ต้องควบคุมปริมาณอาหาร และน้ำหนักตัวไก่ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของไก่ไข่แต่ละสายพันธุ์ ควรจัดการดังนี้เมื่อไก่อายุ 15 สัปดาห์ เปลี่ยนอาหารจากไก่ไข่รุ่นเป็นไก่ไข่สาวไม่ควรให้กินอาหารแบบเต็มที่เพราะไก่มักจะกินเกินความต้องการทำให้มีน้ำหนักตัวมากเกินไป ไก่ให้ไข่เร็วแต่ไม่ทนและสิ้นเปลืองค่าอาหาร

4. การจัดการอาหารไก่ไข่

การจัดการไก่เล็ก ลูกไก่อายุแรกเกิดจนถึง 4 สัปดาห์ เป็นช่วงสำคัญที่สุดของการเลี้ยงไก่ไข่เล็ก ผู้เลี้ยงควรดูแลเอาใจใส่และหมั่นเติมอาหารให้ลูกไก่ได้รับอาหารตลอดเวลาเนื่องจากลูกไก่ยังเล็ก ร่างกายมีความอ่อนแอประกอบกับระบบอวัยวะภายในและระบบการสร้างภูมิคุ้มกันโรคกำลังเกิดการพัฒนาการสูง ดังนั้น ผู้เลี้ยงควรให้การดูแลจัดการเป็นพิเศษ โดยใช้วิธีโรยอาหารกระจายบนถาดใต้กก เพื่อการเจริญเติบโตที่ดี โครงสร้างใหญ่ มีขนาดสม่ำเสมอ มีรูปร่างทางสรีรวิทยาที่ดีและสุขภาพแข็งแรง





อาหารและน้ำสำหรับไก่ไข่อารมณ์ดี เมื่อนำไก่ไข่เข้ามาใหม่ควรให้กินอาหารสำเร็จรูปตามมาตรฐานอายุของไก่หลังจากไก่เริ่มปรับตัวได้แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนอาหารโดยค่อย ๆ เพิ่มเติมอาหารที่มีตามธรรรมชาติ เช่น มะละกอสุก ข้าวโพด กล้วยสุก ต้นกล้วย รำ พืชผักสวนครัวและสมุนไพรต่าง ๆ โดยนำมาผสมกับอาหารสำเร็จรูปหรือโยนให้กินอิสระและควรมีหญ้าให้ไก่ได้จิกกินตลอดเวลานอกจากนั้นต้องมีน้ำสอาดให้ไก่กินตลอดเวลา

โรคที่พบในไก่ไข่

การเลี้ยงไก่ให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงทำให้ไก่ไข่สามารถให้ผลผลิตสูง ต้องมีการวางระบบการป้องกันโรคที่ดี ในการเลี้ยงไก่ไข่มักมีโอกาสพบโรคที่สำคัญดังนี้

  • โรคนิวคาสเซิล เป็นโรคระบาดไก่ที่ร้ายแรงที่สุด มีระบาดทั่วไป ถ้าเกิดขึ้นในฝูงใดมักจะทำให้ตายหมดเล้า ในไก่ใหญ่ทำให้ไข่ลด โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง การติดต่อของโรคเป็นไปรวดเร็วมาก
  • โรคหลอดลมอักเสบติดต่อ เป็นโรคติดต่อทางระบบหายใจ เกิดได้กับไก่ทุกอายุ แต่ในลูกไก่เล็กจะติดโรคนี้ได้ง่ายกว่า และตายมากกว่าในไก่ใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง การแพร่ระบาดรวดเร็วมาก ไก่จะได้รับเชื้อโรคโดยการหายใจเอาเชื้อโรคที่ปลิวฟุ้งอยู่ในอากาศ หรือการกินเอาเชื้อโรคที่ปนอยู่ในอาหารหรือน้ำเข้าไป
  • โรคอหิวาไก่ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่พบได้ในไก่ เป็ด ห่าน และนกอีกหลายชนิดระบาดได้ทุกฤดูกาล เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ติดต่อได้หลายทาง
  • โรคฝีดาษไก่ เป็นโรคระบาดที่พบได้มากในลูกไก่และไก่รุ่น นอกจากนี้นกพิราบก็เป็นโรคนี้ได้ ติดต่อได้รวดเร็วมาก มักจะทำให้ไก่ตายเป็นจำนวนมาก ตัวที่ไม่ตายจะแคระแกรน ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อได้หลายทาง
  • โรคหวัดติดต่อหรือหวัดหน้าบวม เป็นโรคทางเดินหายใจมักเกิดกับไก่รุ่นและไก่ใหญ่ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปะปนอยู่ในเสมหะ น้ำมูก และน้ำตาของไก่ป่วย ไก่ที่เป็นโรคนี้จะแสดงอาการอย่างรวดเร็ว โดยมีอาการจาม มีน้ำตา น้ำมูกอยู่ในช่องจมูกและเปียกเปรอะถึงปาก และมีกลิ่นเหม็น เมื่อเป็นรุนแรง ตาจะแฉะจนปิด หน้าบวม เหนียงบวม ไก่กินอาหารน้อยลง ไก่ที่กำลังให้ไข่จะไข่ล

ชนิดวัคซีนที่ใช้ในไก่ไข่

ชนิดของวัคชีนแบ่งออกได้ 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ

  • วัคซีนเชื้อเป็น วัคซีนเชื้อเป็นสามารถให้ไก่ได้ทีละตัว โดยการหยอดตาหรือหยอดจมูก หรือให้ไก่เป็นกลุ่มโดยการละลายในน้ำดื่ม หรือการสเปรย์ ทำให้ประหยัดแรงงาน วัคซีนเชื้อเป็นสามารถถูกทำลายได้ง่ายโดยภูมิคุ้มกันที่ถ่ายทอดมาจากแม่แต่ให้ความคุ้มโรคสูง อาจทำให้สัตว์เกิดโรคได้ แต่การเก็บรักษายุ่งยากกว่าวัคซีนเชื้อตาย และมีราคาถูก
  • วัคซีนเชื้อตาย เป็นวัคซีนที่มักเตรียมจากเชื้อที่ความรุนแรงที่ถูกทำให้ตายโดยทางเคมีหรือฟิสิกส์ จุลชีพเหล่านี้ไม่สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จึงมีความปลอดภัยแต่ให้ความคุ้มโรคต่ำ วัคซีนเชื้อตายจะให้โดยวิธีการฉีดเท่านั้น สารที่ช้ผสมกับวัคนจะเป็นน้ำมันหรืออลูมินัมไฮดร็อกไซด์ สามารถกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันได้ดี วัคซีนเชื้อตายมีราคาแพงแต่เก็บรักษาง่าย

วิธีการทำวัคซีน

การทำวัคซีนไก่สามารถทำได้หลายวิธีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีนที่ใช้และชนิดของโรค

  • การหยอดตาหรือหยอดจมูก เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ เพื่อป้องกันโรคที่เกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคนิวคาสเซิล และหลอดลมอักเสบ
  • การแทงปีก เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ คือบริเวณใต้ผิวหนัง เช่น วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ เป็นวัคซีนที่มีความเข้มข้นมาก เนื่องจากใช้น้ำยาละลายวัคซีนเพียงเล็กน้อย และใช้เข็มจุ่มวัคซีนครั้งละ 0.01 ซี.ซี. โดยสังเกตุจากการที่วัคซีนเต็มรูเข็มทั้งสองข้าง แล้วแทงเข็มจากทางด้านล่างผ่านทะลุผนังของปีกไก่
  • การฉีดเข้าใต้ผิวหนัง เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการทำวัคซีนป้องกันโรคมาเร็กซ์ โดยฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณท้ายทอยหรือฐานคอ ทำให้การสร้างภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ให้ผลในการคุ้มกันโรคนาน
  • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เป็นวิธีที่นิยมใช้กับวัคซีนชนิดเชื้อตาย ซึ่งจะฉีดเข้ากล้ามเนื้อหน้าอก การฉีดเข้ากล้ามเนื้อจะกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันดีกว่าการหยอดตาและจมูก เพราะจะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันด้วยสารนำขึ้นในกระแสเลือดและเกิดการหมุนเวียนไปทั่วร่างกาย ทำให้ภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • การละลายน้ำดื่ม เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ประหยัดแรงงาน และเหมาะสำหรับไก่จำนวนมาก ๆ แต่การสร้างภูมิคุ้มกันจะมีความผันแปรค่อนข้างมาก เนื่องจากไก่แต่ละตัวได้รับวัคซีนในปริมาณที่แตกต่างกัน
  • การฉีดสเปรย์ เป็นวิธีที่นิยมมากสำหรับการทำวัคซีนครั้งแรกในลูกไก่อายุ 1 วัน เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อจากไวรัสในระบบะทางเดินหายใจ อาจสเปรย์ตั้งแต่ในโรงฟักหรือโรงเรือนที่เลี้ยง โดยสเปรย์ใส่ลูกไก่ที่อยู่ในกล่องเลย ลูกไก่จะได้รับวัคนผ่านทางลูกตาหรือจมูก เป็นวิธีที่ทำได้รวดเร็ว สามารถให้วัคซีนแก่ไก่จำนวนมาก ๆ ในระยะเวลาอันสั้น แต่ประมาณวัคซีนที่ได้รับอาจแตกต่างกันไป



เอกสารอ้างอิง

  1. กานดา ล้อแก้วมณี และชลัท ทรงบุญธรรม. 2560. การเลี้ยงไก่ไขของประเทศไทย (Poultryproduction in Thailand) . คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสกลนคร. Available formhttp://eto.ku.ac.th/neweto/e-book/animal/Poultry.pdf
  2. Best Chicken Breeds for Egg Laying. Available formhttps://www.afrugalhomestead.com/2018/06/best-chicken-breeds-for-egg-laying.html
  3. Wikipedia. Chicken breeds. Available formhttps://en.wikipedia.org/wiki/Rhode_Island_Red
  4. NRC. 1994. Nutrient Requirements of Poultry. 9th. Academy Press. WashingtonDC, USA.
  5. นพวรรณ ไชยานุกูลกิตติ. การให้อาหารไก่ไข่ระยะต่างๆ. เอกสารเผยแพร่ กองอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์. กรุงเทพมหานคร.
  6. อุทัย คันโธ. 2529. อาหารและการผลิตอาหารเลี้ยงสุกรและสัตว์ปีก. ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมการเลี้ยงสัตว์แห่งชาติ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. นครปฐม.
  7. ประภากร ธาราฉาย. 2560. การผลิตสัตว์ปีก. http:/www.as2.mju.ac.th/E-Book’t_ prapakorn สืบค้นเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2565.
  8. .ยอดชาย ทองไทยนันท์. 2551. ความหลากหลายทางชีวภาพกับการผลิตปศุสัตว์ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง, กรมปศุสัตว์ กองบำรุงพันธุ์สัตว์ กลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีผูกเงื่อนเชือกแบบต่างๆ และประโยชน์การใช้งาน

วิธีผูกเงื่อนเชือกแบบต่างๆ และประโยชน์การใช้งาน

วิธีผูกเงื่อนเชือกแบบต่างๆ

วิธีผูกเงื่อนเชือกนั้น ถูกเผยแพร่ครั้งแรกโดย Outdoor Life การผูกเงื่อนเป็นหนึ่งในทักษะกลางแจ้งที่สำคัญซึ่งผู้ไม่มีประสบการณ์มักมองข้ามคนชอบกลางแจ้งที่มีประสบการณ์ มักจะประสบความสำเร็จและล้มเหลวมากพอที่จะรู้ว่ามีเงื่อนที่ถูกและผิดสำหรับงานบางอย่าง




เงื่อน คือ การผูกหรือประกบชนิดหนึ่งที่ทำขึ้นโดยการพันเชือกหนึ่งเส้นหรือมากกว่าหรือวัสดุที่ยืดหยุ่นได้แบบอื่น ๆ หลังจากผูกเงื่อนให้แน่นแล้ว ควรยึดให้แน่น

การผูกปมแตกต่างกับเงื่อนเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปแล้วจะเกี่ยวข้องกับวัตถุอื่น เช่น ไม้ เสา แหวน หรือเชือกเส้นอื่นในบางครั้ง เงื่อนที่ดีจะรับมือกับสถานการณ์เอาตัวรอดการปฐมพยาบาล การทำงานบนที่สูง ในน้ำแต่ต้องรู้วิธีผูกเงื่อนเข้าด้วยกันต้องแน่ใจว่า/รู้ว่า จะทำอย่างไรกับเชือก

Clove hitch เงื่อนตระกรุดเบ็ดชั้นเดียว

เงื่อนตระกรุดเบ็ดชั้นเดียวเป็นเงื่อนที่ผูกง่ายใช้ยึดเส้นกับต้นไม้หรือเสาได้อย่างรวดเร็วแต่จะลื่นเมื่อใช้เพียงลำพัง โดยไม่มีเงื่อนอื่นมัดสำรอง

Clove hitch

The clove hitch Tim MacWelch

วิธีผูกเงื่อนตะกรุดเบ็ดชั้นเดียว : หากต้องการผูกปมบนต้นไม้ ให้ทำห่วงเชือกรอบต้นไม้ จากนั้นทำห่วงอีกเส้นหนึ่งแล้วคล้องปลายเชือกที่ว่างไว้ใต้ห่วงที่สองก่อนจะรัดให้แน่น หากต้องการผูกสิ่งนี้เหนือเสาหรือหลัก เพียงสร้างห่วงที่ปลายเชือกที่ว่างแล้วเลื่อนไปเหนือเสา จากนั้นทำลูปวงอีกอันเหมือนกับอันแรก ใส่ห่วงที่สองเหนือเสา (เหนือห่วงแรก) แล้วผูกปมให้แน่น

The figure eight เงื่อนผูกเลขแปด

 เงื่อนผูกเลขแปด

มักใช้ในการปีนเขาและแล่นเรือใบ เงื่อนผูกเลขแปดเป็นเงื่อนเกลียวเดียวมีประโยชน์ซึ่งป้องกันไม่ให้เชือกเลื่อนผ่านบางอย่างเช่น ห่วง/วงแหวน Tim MacWelch

เงื่อนผูกเลขแปด จะสร้างตัวหยุดทุกที่ที่ต้องการบนเชือกเส้นนี้แม้ว่าขั้นตอนต่าง ๆ นี้จะเป็นขั้นตอนที่ต้องทำเพื่อสร้างเงื่อนอื่น ๆ อีกหลายตัว

วิธีทำเงื่อนผูกเลขแปด : ในการผูกเงื่อนผูกเลขแปด หรือที่เรียกว่า Flemish bendเพียงแค่สอดปลายเส้นที่ว่างทับตัวเองเพื่อสร้างห่วงแล้วทำต่อภายใต้และรอบ ๆ เส้นแล้วจบปมโดยสอดปลายเชือกลงไปตามวงลูปเดิม

The sheet bend เงื่อนขัดสมาธิ

เงื่อนขัดสมาธิ

ถ้าต้องการเชื่อมต่อเชือกอ้วนกับเชือกผอมถ้าจำเป็นต้องต่อเชือกเข้ากับมุมของผ้าใบกันน้ำที่ไม่ได้ทำห่วงวงแหวนไว้ให้สอดเชือกการโค้งงอของเชือกเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดในการรวมวัสดุที่ต่างกันเข้าด้วยกัน Tim MacWelch

เงื่อนขัดสมาธิ คือ หนึ่งในเงื่อนที่ได้รับการโปรดปรานมากที่สุดแม้ว่าในทางเทคนิคแล้ว มันคือ การโค้งงอเป็นเงื่อนอีกประเภทหนึ่งที่ใช้เชื่อมต่อเชือกเส้นหนึ่งเข้ากับอีกเส้นหนึ่งที่ชื่นชอบเพราะมันโค้งงอ/มัด ได้ดีที่สุดสำหรับการมัดวัสดุประเภทต่าง ๆ เข้าด้วยกันหรือเชื่อมเข้ากับเชือกที่มีความหนาต่างกันเงื่อนขัดสมาธินี้จะรวมเชือก หรือวัสดุที่ปกติแล้วไม่สามารถมัด/ต่อเข้าด้วยกันได้ เพราะความแตกต่างของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง





วิธีผูกเงื่อนขัดสมาธิ : ในการทำให้โค้งงอเงื่อนขัดสมาธิให้งอเชือกที่หนากว่าหรือลื่นกว่าให้เป็นรูปตัว J (เหมือนตะขอเกี่ยวปลา) จากนั้นสอดเชือกอีกเส้นผ่านรูปร่างคล้ายตะขอเบ็ดจากด้านหลังพันรอบตะขอเบ็ดทั้งหมดหนึ่งครั้ง แล้วจับเส้นที่เล็กกว่าระหว่างตัวเบ็ดกับเชือกอีกเส้นถ้าเชือกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางและพื้นผิวเท่ากัน รูปร่างจะโค้งงอคล้ายปมสี่เหลี่ยม

Rolling hitch เงื่อนตะกรุดเบ็ดสองชั้น

เงื่อนตะกรุดเบ็ดสองชั้น
เงื่อนตะกรุดเบ็ดสองชั้น คือ การเพิ่มตะขอให้กับเส้นเชือกที่มีอยู่การผูกปมนี้เป็นเงื่อนขั้นพื้นฐานที่มีเบื้องหลังแบบการผูกปมแบบตึงแต่สามารถเพิ่มลงในเส้นเชือกใดก็ได้ถ้ามีอยู่การผูกเงื่อนตะกรุดเบ็ดสองชั้นมักใช้ในอดีตเพื่อเกี่ยวสุนัขจำนวนมากเข้ากับสายหลักของสุนัขลากเลื่อน

วิธีผูกเงื่อนตะกรุดเบ็ดสองชั้น : พันปลายเชือกด้านหนึ่งรอบเชือกหลักเพื่อสร้างการผูกเชือกแบบเงื่อนตะกรุดเบ็ดผูกเงื่อนตะกรุดเบ็ดแล้วพันปมทั้งหมดเพื่อจบด้วยการผูกเงื่อนตะกรุดเบ็ดกลืนชั้นเดียวไปอีกด้านหนึ่งจากจุดเริ่มต้นของเชือกเส้นที่ต้องการ

Timber hitch เงื่อนผูกเจ๊กลากซุง

เงื่อนพรูสิค

จะผูกขอนไม้จะมัดให้แน่นรอบ ๆ วัตถุทรงกระบอกขรุขระ เช่น เสาและท่อนซุง และยังปลดได้ง่าย เมื่อใช้งานเสร็จแล้ว Tim MacWelch

เงื่อนผูกเจ๊กลากซุง ผูกปมไม้ยึดเชือกกับวัตถุสำหรับลากหรือทำหน้าที่เป็นตัวรองรับ

วิธีผูกเงื่อนผูกเจ๊กลากซุง : การสร้างอุปกรณ์เงื่อนผูกเจ๊กลากซุงต้องใช้ปลายเชือกว่างพันรอบ ๆวัตถุที่ต้องการดึง เช่น ท่อนซุง ขอนไม้จากนั้น พันปลายเชือกวงรอบด้านในรอบห่วงที่สร้างไว้ 4-5 รอบ/ครั้งหลังจากที่ขันปมขอนไม้ให้แน่นจนวงที่ 4-5 รอบ แนบแน่นกับวัตถุแล้วแรงตึงที่คงที่ จะทำให้การผูกปมแน่นขึ้น

Blood knot เงื่อนโลหิต

เงื่อนปมโลหิต คล้ายอัญมณีเม็ดเล็กนี้ใช้กับสายเบ็ดเพื่อยึดสองสายไว้ด้วยกัน (ซ่อมสายที่ขาดหรือติดสายนำและปลายสาย)

วิธีผูกเงื่อนปมโลหิต : โดยการทับเชือกทั้งสองเส้นและพันปลายด้านหนึ่งรอบ 5-6 ครั้ง ผ่านปลายว่างระหว่างทั้งสองเส้นพันอีกเส้นหนึ่งด้วยจำนวนครั้งที่เท่ากันแล้วเหน็บปลายด้านที่ว่างกลับกันระหว่างเส้นทั้งสองเส้นในทิศทางตรงกันข้ามกันกับปลายด้านที่ว่างอีกด้านหนึ่งของแต่ละเส้นหากใช้เอ็นตกปลา ให้ใช้น้ำชุบเล็กน้อยเพื่อลดความเสียหายจากการเสียดสี

Carrick bend เงื่อนผูกยายแก่

The carrick bend. Tim MacWelch

เงื่อนทางเลือกปมรูปเลขสี่ นี้จะเชื่อมเชือกสองเส้นเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนาและแก้ได้ง่ายกว่าเงื่อนปมเลขสี่

วิธีผูกเงื่อนผูกยายแก่ : ให้สร้างห่วงโดยให้ปลายเชือกข้างหนึ่งว่างสอดปลายเชือกอีกข้างที่ว่างไว้ใต้ห่วงแรก แล้วข้ามไปด้านล่างตามที่เห็นในภาพร้อยปลายด้านที่ว่างผ่านห่วงที่ผ่านใต้ตัวมันเอง แล้วดึงปลายด้านที่ยืนทั้งสองข้าง เพื่อขันให้แน่น

Tripod lashing ขาสามเส้า

Tripod lashing ขาสามเส้า

ขาสามเส้า แข็งแรงกว่าสองขาและขาสามเส้าเป็นอุปกรณ์แคมป์อเนกประสงค์ที่ต้องเรียนรู้วิธีสร้างอย่างแน่นอนสามารถใช้ขาสามเส้า เพื่อสร้างที่กำบัง ชั้นวางแบบกระตุก เครื่องกรองน้ำและอุปกรณ์อื่น ๆ ในแคมป์ Tim MacWelchโดยทั่วไปจะใช้ขาสามเส้าสำหรับที่พักอาศัยและเพื่อรองรับสิ่งของในค่าย เช่น หม้อหุงต้มบนกองไฟ





วิธีผูกขาสามเส้า : เริ่มต้นด้วยการรวบรวมเสาไม้สามอันที่มีความยาวและความหนาเกือบเท่ากันแล้ววางกองลงบนพื้นเคียงข้างกันผูกตะขอเงื่อนตะกรุดเบ็ดชั้นเดียวเข้ากับเสาด้านใดด้านหนึ่งแล้วพันรอบเสาทั้งหมด 4-5-6 ครั้ง จากนั้น ก็พันเส้นเชือกระหว่างเสา 2 ครั้ง ระหว่างเสาแต่ละอันย้อนกลับไปที่ปมเดิมหรือผูกปมที่ผูกไว้หลังเสร็จสิ้นการกวดเชือกให้แน่นด้วยผูกปลายสายของเชือกเข้ากับปลายเชือกของปมเดิมกางขาของขาทั้งสามขาออก และใช้ในแคมป์ เพื่ออำนวยความสะดวก

Square lashing เงื่อนกากบาท
เงื่อนกากบาท

เงื่อนกากบาท Tim MacWelch

เงื่อนผุกกากบาท ถูกใช้เพื่อสร้างทุกอย่างตั้งแต่เก้าอี้แคมป์ หอคอย และสะพานและสามารถใช้ยึดเสาสองต้นเข้าด้วยกันได้

วิธีผูกเงื่อนกากบาท :ผูกด้วยเงื่อนตะกรุดเบ็ดชั้นเดียวกับเสาต้นหนึ่งใกล้กับที่ทำเป็นคานของไม้สองต้นที่ตัดกันจากนั้นให้พันเชือกรอบทางแยกของเสาทั้งสองโดยพันทั้งเสาล่างและเสาบนม้วนเชือกออกด้านนอกด้วยการพัน 5-6 ครั้งถัดไป พันระหว่างเสา กวดที่พันก่อนหน้านี้ให้แน่นสุดท้าย ใช้เงื่อนแบบเลขสี่เพื่อผูกปลายเชือกที่ว่างกับปลายที่ว่างด้วยปมเงื่อนตะกรุดเบ็ดที่จุดเริ่มต้นทั้งหมด

ที่มา : www.popsci.com


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม ยกใต้ถุนสูง สีสันสดน่าอยู่

บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม ยกใต้ถุนสูง สีสันสดน่าอยู่

บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม

บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม






สวัสดีครับ วันนี้เรามี บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม ยกใต้ถุนสูง ภายในตกแต่งน่าอยู่ ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น แบบบ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม พร้อมฟังก์ชั่น ขนาด 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง 1ชั้นลอย 1ระเบียงดาดฟ้า มาพร้อมกับ โครงสร้างเหล็ก กัลวาไนท์ทั้งหลัง หายห่วงเรื่องสนิม วัสดุ 90% สั่งจาก Global house มารตฐาน มอก. ทุกชิ้น เป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย facebook อังคาร นามเข็ม จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : facebook อังคาร นามเข็ม
พิกัดหน้างาน : คลอง 11
เรียบเรียง : withikaset.com

บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม





บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม

บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม





บ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม

ภายในบ้านตกแต่งยางเรียบหรูผนังสีขาว ฝ้าเพดานเรียบติดตั้งโคมไฟ และหลอดไฟแสงสว่างให้อย่างดีสวยงาม

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับตัวบ้านหลังเล็กๆ แบบบ้านน็อคดาวน์ทรงเอเฟรม พร้อมฟังก์ชั่น ขนาด 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง 1ชั้นลอย 1ระเบียงดาดฟ้า พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 71 ตรม. ราคา ณ.เพลานี้ 380,000 ไม่รวมค่าขนส่งเดินทางช่าง ที่เรานำมาให้ท่านชมกันในวันนี้ ก็หวังว่าจะถูกใจผู้ที่เข้ามาติดตามรับชมกันนะครับ หากท่านใดที่สนใจหรือชื่นชอบก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่โดยตรง

ที่มา | อังคาร นามเข็ม

ติดต่อโทร : 096-9977882 อังคาร (เจ้าเก่าขาประจำ)




หมายเหตุ: ทางเว็บ withikaset.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การปลูกถั่วฝักยาว และวิธีการดูแลรักษา

การปลูกถั่วฝักยาว และวิธีการดูแลรักษา

การปลูกถั่วฝักยาว

การปลูกถั่วฝักยาว


ถั่วฝักยาว จัดเป็นพืชผักในตระกูลถั่ว ปลูกได้ตลอดปีแต่ปลูกได้ผลที่สุด คือ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤศจิกายน เป็นผักชนิดหนึ่งที่ชาวเอเชียนิยมบริโภคโดยเฉพาะชาวฮ่องกง และสิงคโปร์ นอกจากตลาดเอเชียแล้ว ตลาดต่างประเทศทางยุโรป ซึ่งมีคนเอเชียอพยพเข้าไปอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก เช่น ฝรั่งเศสอังกฤษ และเยอรมันตะวันตก ตลอดจนประเทศทางแถบตะวันออกกลาง ก็นับว่าเป็นตลาดที่ค่อนข้างจะมีความต้องการสูง จึงนับได้ว่า ถั่วฝักยาวเป็นพืชผักชนิดหนึ่งที่นิยมบริโภคทั้งภายในและนอกประเทศ





ถั่วฝักยาว เป็นพืชตระกูลถั่วที่มีความสำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย นอกจากจะใช้ปรุงอาหาร บางชนิดใช้บริโภคสดในชีวิตประจำวันแล้ว ยังใช้เป็นวัตถุดิบในด้านอุตสาหกรรมบรรจุกระป้องและแช่แข็งด้วย

ถั่วฝักยาวมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีนและอินเดีย เป็นพืชตระกูลถั่งที่มีลำต้นเป็นเถาเลื้อย การเลื้อยของเถา มีทิศทางการพันทวนเข็มนาฬิกา การปลูกโดยการทำค้างจะทำให้ผลผลิตสูงขึ้น ถั่วฝักยาวนอกจากจะเป็นพืชผักที่มีคุณค่าทางอาหารแล้ว การปลูกถั่วฝักยาวจะช่วยปรับปรุงบำรุงดินด้วย เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ระบบรากของพืชตระกูลถั่วจะมีการตรึงไนโตรเจน จากอากาศมาไว้ในดิน นับว่าเป็นพืชที่มีประโยชน์หลายอย่าง

ฤดูปลูกถั่วฝักยาว

ถั่วฝักยาวเป็นผักที่ปลูกได้ทุกฤดูกาลใน เขตร้อน ชอบอากาศค่อนข้างร้อน ฝนไม่ชุก ถ้าอากาศร้อนเกินไปหรือฝนตกชุก จะทำให้ดอกร่วงและฝักร่วง ถ้าอากาศหนาวเกินไปจะชะงักการเจริญเติบโต เนื่องจากระบบรากไม่ทำงาน ดังนั้น ถั่วฝักยาวมักให้ผลผลิตในช่วงฤดูแล้งสูงกว่าในฤดูฝนแต่ในช่วงฤดูฝนหากมีการดูแลรักษาที่ดี คุณภาพของฝักที่ได้จะสมบูรณ์กว่าในช่วงฤดูร้อน

ระยะปลูก

ระหว่างแถว 70 – 80 เซนติเมตร ระยยปลูก 40-50 เซนติเมตร

การเตรียมดิน การปลูกถั่วฝักยาว

1. ถั่วฝักยาวสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่ลักษณะดินที่มีความเหมาะสมในการปลูก คือดินร่วนทราย หรือดินร่วนปนทราย และความเป็นกรดและด่างของดิน (pH) มีค่าระหว่าง 5.5-6

2. การเตรียมดิน ถั่วฝักยาวเป็นพืชที่มีระบบรากละเอียดอ่อน การเตรียมดินที่ดีจะช่วยให้การเจริญเติบโตสมบูรณ์และสม่ำเสมอ ขั้นตอนแรกให้ไถพรวน ความลึกประมาณ 6-8 นิ้ว ตากดินทิ้งไว้ 5-7 วัน เพื่อทำลายไข่แมลง และศัตรูพืชบางชนิด เก็บเศษวัชพืชออกจากแปลงให้หมด จากนั้นจึงไถคราด ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้ว เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น การยกร่องสำหรับถั่วฝักยาวนั้น ปกติจะยกร่องกว้างประมาณ 1 -1.2 เมตร โดยให้ความยาวเหมาะสมกับสภาพแปลง และเตรียมร่องระหว่างแปลงสำหรับเข้าไปปฏิบัติงาน กว้างประมาณ 0.5 – 0.8 เมตร ในสภาพพื้นที่ ที่ไม่เคยมีการวิเคราะห์ดินมาก่อนควรเก็บตัวอย่างดินเพื่อนำไปวิเคราะห์เคมี เพื่อให้ทราบถึงความจำเป็นและได้ข้อมูลในการปรับปรุงบำรุงดินให้เหมาะสมต่อไป

การปลูก

1.การเตรียมเมล็ดพันธุ์

ปกติในการปลูกถั่วฝักยาวในเนื้อที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ 3-4 กิโลกรัม นำเมล็ดพันธุ์ไปทดสอบความอก คัดเมล็ดที่มีตำหนิออก และควรคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เพื่อป้องกันแมลงเข้าทำลายด้วย

2.การเตรียมหลุมปลูก

ให้ใช้จอบขุดหลุมให้ระยะระหว่างแถวห่างกัน 0.8 เมตร ระยะระหว่างหลุม 0.5 เมตร โดยให้หลุมลึกประมาณ 4 -6 นิ้ว ใช้ปุยเคมีสูตรที่เหมาะสมกับถั่วฝักยาว เช่น 15-15-15, 13-13-21, 12-24 -12, 5 -10-5 หรือ 6-12- 12 ใส่หลุมละ 1/2 ซ้อนแกง (10-15 กรัม) คลุกเคล้าให้เข้ากัน





3. การปลูกโดยหยอดเมล็ด

หลุมละ 4 เมล็ดแล้วกลบดินให้ลึกประมาณ 5 เซนติเมตรแล้วจึงรดน้ำทันที สำหรับการให้น้ำระยะ 1-7 วัน ควรให้น้ำทุกวันๆ ละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ให้พิจารณาสภาพภูมิอากาศ และสภาพดินด้วย

4. การถอนแยก

หลังจากหยอดเมล็ดแล้วประมาณ 5 – 7วัน เมล็ดจะเริ่มงอก เมื่อมีใบจริงประมาณ 4 ใบ ให้ถอนแยกเหลือต้นแข็งแรงไว้ 2 ต้นต่อหลุม ขณะที่ถอนแยกให้พรวนดินและกำจัดวัชพืช เพื่อไม่ให้วัชพืชมาแย่งน้ำ และอาหารจากถั่วฝักยาว

การดูแลรักษา

ถั่วฝักยาว เป็นพืชที่ต้องการการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด การดูแลรักษาที่ดีจะมีผลต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตอย่างมาก ขั้นตอนต่าง ๆ ของการดูแลรักษานั้น มีดังนี้

การให้น้ำ

ถั่วฝักยาว เป็นพืชที่ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรแฉะเกินไป ระยะเจริญเติบโตหลังจาก ถอนแยกแล้วควรให้น้ำทุก 3-5 วันต่อครั้ง ให้ตรวจสอบความขึ้นในดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตระบบการให้น้ำอาจใช้วิธีการใส่น้ำเข้าตามร่อง หรืออาจจะใช้วิธีการตักรดโดยตรง ขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำที่มีสภาพพื้นที่ปลูกและความชำนาญของผู้ปลูก

การทำค้าง

ถั่วฝักยาว เป็นพืชที่ต้องอาศัยค้างเพื่อเกาะพยุงลำต้นให้เจริญเติบโต ไม้ที่ใช้สำหรับทำไม้ค้างนั้นใช้ไม้ไผ่ หรือไม้อื่น ๆ ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น โดยความยาวของไม้มีความยาวประมาณ 2.5-3 เมตรหรือ อาจจะสร้างโครงเสาแล้วใช้ลวดซึงด้านบน และใช้เชือกห้อยลงมายังลำต้นถั่วฝักยาวให้เลื้อยขึ้นระยะ เวลาการใส่ค้างถั่วฝักยาวนั้นจะเริ่มใส่หลังจากงอกแล้ว 15-20 วัน โดยจับต้นถั่วฝักยาวให้พันเลื้อยขึ้น ค้างในลักษณะทวนเข็มนาฬิกา วิธีการปักค้างทำได้หลายวิธี เช่น

  • ปักไม้ค้างหลุมละ 1 ค้าง โดยให้ตั้งฉากกับผิวดิน
  • ปักไม้ค้างหลุมละ 1 ค้าง โดยให้เอียงเข้าหาร่องเป็นคู่และมัดปลายเข้าด้วยกันใช้ไม้ไผ่พาดยึดค้างด้านบนให้แข็งแรง
  • ปักไม้ค้างหลุมละ 1 ค้าง โดยให้เอียงเข้าหากันกลางร่องเป็นคู่ แล้วมัดปลายเช่นเดียวกับ แต่ใช้ไม้ค้ำยันแต่ละคู่เป็นแบบกระโจม
  • การใช้เชือกแทนค้าง พบว่าในแหล่งที่หาค้างยาก ผู้ปลูกพยายามใช้เชือกแทนค้าง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง ดังนั้นการปลูกถั่วฝักยาว ควรมีการทดสอบการใช้เชือกแทนค้าง เพื่อหาข้อมูลสำหรับการลดตันทุนการผลิตต่อไป

การใส่ปุ๋ย

ถั่วฝักยาว เป็นพืชที่ต้องการธาตุฟอสฟอรัสสูงในการสร้างดอก ในทางวิชาการแนะนำให้ใช้ปุ๋ยอัตราส่วนของในโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P205) และโปรแตสเซียม (K20) คือ 1:1.5-2:1 ปุ๋ย สูตรดังกล่าวไม่มีจำหน่ายในท้องถิ่น อาจใช้สูตร 15-15-15 ซึ่งใช้ในสภาพดินที่เป็นดินเหนียว หรือ สูตร13-13-21 ในสภาพดินที่เป็นดินทราย สำหรับการใส่นั้นควรแบ่งใส่ดังนี้ คือ

  • ใส่ขณะที่เตรียมหลุมปลูกตามที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น
  • ใส่เมื่อต้นถั่วอายุประมาณ 15 วัน โดยการพรวนดินแล้วโรยปุ้ยรอบ ๆ ต้นให้ห่างจากโคนต้นประมาณ 10 เชนติเมตร ในอัตรา 1 ช้อนแกง (25-30 กรัม) ต่อหลุมแล้วใช้ดินกลบเพื่อป้องกันไม่ให้ปุ๋ยสูญเสียไป การใส่ปุ๋ยร่วมกับปุ้ยคอกในระยะนี้ จะทำให้การใช้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • ใส่เมื่อเก็บผลครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 55 วัน โดยใส่ปุ๊ยประมาณ 2 ซ้อนแกงต่อต้น และหลังจากนั้นให้ใส่ปุ๋ยทุก ๆ 7 -10 วัน การใส่ปุ๋ยระหว่างช่วงเก็บเกี่ยวอย่างสม่ำเสมอ และปริมาณพอจะทำให้เก็บถั่วฝักยาวได้นาน โดยผลผลิตมีคุณภาพดี และปริมาณผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น

การกำจัดวัชพืช

หลังจากถั่วฝักยาวงอกแล้วต้องคอยดูแลวัชพืชในแปลงปลูก โดยทั่วไปแล้วจะกำจัดวัชพืช หลังจากเมล็ดงอกแล้วประมาณ 10-15 วัน หรือก่อนที่จะปีกค้างหลังจากนั้นจึงคอยสังเกตจำนวนวัชพืชในแปลง หากพบวัชพืชควรกำจัด และเมื่อต้นถั่วเจริญเติบโตคลุมแปลงแล้วจะทำให้การแข่งชันของวัชพืชลดลง ในการกำจัดวัชพืชในระยะที่ถั่วฝักยาวเริ่มออกดอกนั้น ต้องเพิ่มควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการกำจัดวัชพืชอาจกระทบกระเทือนรากอันเป็นสาเหตุให้ดอกร่วงได้





ศัตรูถั่วฝักยาว

แมลงศัตรูถั่วฝักยาว พบว่าถั่วฝักยาวมีแมลงศัตรูที่สำคัญ หลายชนิด ได้แก่

1.หนอนแมลงวันเจาะต้นถั่ว

หนอนชนิดนี้จะเข้าทำลายต้นถั่วตั้งแต่ถั่วฝักยาว เริ่มงอกทำให้ใบเหี่ยวเฉาแห้งตาย นับเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญตัวหนึ่ง ลักษณะเป็นแมลงวันขนาดเล็กสีดำ ลำตัวยาว 0.2-0.3 เซนติเมตร ในขณะที่แดดจัดจะพบบริเวณใบอ่อนเมื่อทำลายแล้วจะเกิดจุดสีเหลืองซีด ลักษณะที่หนองทำลายจะเกิดรอยแตก ใบร่วง และเฉาเหี่ยวตายไปในที่สุด

การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชพวกคาร์โบฟูราน (carbofuran ) เช่น ฟูราดาน หรือคูราแทร์ รองกันหลุมอัตรา 2 กรัม/หลุม ซึ่งจะมีผลควบคุม แมลงศัตรูได้ประมาณ1 เดือน สารเคมีประเภทนี้ควรใช้เฉพาะการหยอด รองก้อนหลุมพร้อมเมล็ดเท่านั้น

2.หนอนเจาะฝักถั่ว

เป็นหนอนที่ทำลายถั่วหลายชนิด หนอนในระยะแรกจะกัดกินภายในดอก ทำให้ดอกร่วงก่อนติดฝัก เมื่อหนอนโตขึ้นจะเจาะเข้าไปกัดกินภายในดอก ทำให้เกิดดอกร่วงก่อนติดฝัก ทำให้เกิดความเสียหาย ในลักษณะของแมลงศัตรูตัวแก่เป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก วางไข่ขนาดเล็ก (0.5-0.81 มิลลิเมตร) ตามกลีบเลี้ยง อายุฟักไข่ประมาณ 3 วัน แล้วจึงเข้าไประหว่างรอยต่อของกลีบดอก และเมื่อเจริญขึ้นหนอนจะเข้าไปทำลายดอกและฝักถั่วฝักยาว

การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงที่มีฤทธิ์ตกค้างสั้น พวกเฟนวาเลอเรท (fenvalerate) ได้แก่ ชูมิไซดิน, ซูมิ 35 หรือไซเปอร์เมทริน (cypermethrin) ได้แก่ ชิมบุช เป็นต้น

3. เพลี้ยอ่อน

มักเข้าทำลายยอดอ่อนและฝักของถั่วฝักยาว โดยดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้ต้นแกร็น ดอกร่วง ไม่ติดฝัก และหากฝักอ่อนถูกดูดกินน้ำเลี้ยงจะทำให้ได้ฝักขนาดเล็กลง การ
ป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีพวกเมทามิโดฟอส (methamidophos) เช่น ทามารอน โซนาต้า มอลต้า โมนิเตอร์ เอฟ 5 เป็นต้น

การป้องกันจำกัด

  • วัชพืช กำจัดเมื่อเกิดวัชพืช
  • โรคเหี่ยว โรครากเน่า และโรคราแป้งราสนิม รดด้วยน้ำสกัดชีวภาพสูตรสมุนไพรป้องกันกำจัดเชื้อรา ในอัตรา 30 – 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก 4-7 วัน
  • แมลงหนอนเจาะฝักถั่ว เพลี้ยอ่อน รดด้วยน้ำสมุนไพรป้องกันกำจัดหนอนและแมลง ในอัตรา 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก 4-7 วัน

การเก็บเกี่ยว

ถั่วฝักยาว จะเก็บเกี่ยวได้หลังจากปลูกประมาณ 55- 75 วัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง การเก็บนั้นอาจจะสังเกตจากลักษณะฝักที่ตรงตามความต้องการของตลาด หรืออาจจะนับวันโดยเริ่มจากวันผสมเกสรซึ่งจะอยู่ในช่วงประมาณ 10 – 15 วัน วิธีการเก็บให้ปลิดขั้ว ระวังไม่ให้ดอกใหม่หลุดเสียหาย เพราะจะกระทบกระเทือนต่อปริมาณผลผลิตลักษณะการเก็บให้ทยอยเก็บทุก ๆ 2-4 วัน โดยไม่ปล่อยให้ฝักแก่ตกค้าง ปกติแล้วระยะเวลาการให้ผลผลิตของถั่วฝักยาวอยู่ในช่วง 1 -2 เดือน หรืออาจเก็บได้ 20-40 ครั้ง ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและสายพันธุ์ที่ปลูกขณะนั้นจากเก็บเกี่ยวถั่วฝักยาวแล้วให้นำเข้าร่มทันที ไม่ควรวางไว้หลังกลางแดด แล้วนำลงบรรจุในภาชนะ เช่น ตะกร้า หรือเช่งซึ่งบุด้วยวัสดุที่ป้องกันการขูดขีดผลผลิต ได้แก่ ใบตอง หรือวัสดุอื่นๆ ที่ใช้ทดแทนกันได้ การบรรจุนั้นไม่ควรบรรจุปริมาณมากเกินไป เพราะจะทำให้ผลผลิตบอบช้ำเสียหายได้

ลักษณะถั่วฝักยาวที่ตลาดต้องการ แบ่งได้ดังนี้

  • ความต้องการของตลาดในประเทศ ต้องการถั่วฝักยาวที่มีความยาว ฝัก 50-70 เชนติเมตร สีเปลือกเขียวฝักไม่พอง แต่ความต้องการในแต่ละท้องถิ่นนั้นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความนิยมของผู้บริโภค และลักษณะการประกอบอาหารของแต่ละแหล่งด้วย
  • ความต้องการของตลาดต่างประเทศ ต้องการถั่วฝักยาวที่มีความยาวฝักประมาณ 36-40 เชนติเมตรขนาดสม่ำเสมอ สดไม่บอบช้ำ เก็บอ่อนกว่าปกติ 1-2 วัน

การเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์

ไม่ควรปล่อยให้ฝักของถั่วฝักยาวแห้งคาต้น พอฝักเริ่มเหลืองและพองตัวก็สามารถเก็บมาแกะเมล็ดนำออกตาก เพื่อเก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ต่อไปถ้าปลูกในฤดูฝน การเก็บเมล็ดพันธุ์จะยุ่งยากพอสมควรเพราะถ้าปล่อยให้แก่คาต้น เมล็ดในฝักจะงอกหรือเกิดเชื้อราทำลายเมล็ด ฉะนั้นควรระมัดระวัง และดูจังหวะเวลาเก็บเกี่ยวให้ดี

ที่มา : Sarakaset.com


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์นอร์ดิก สไตล์ใหม่ทันสมัย 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พร้อมระเบียงขนาดใหญ่

บ้านสไตล์นอร์ดิก สไตล์ใหม่ทันสมัย 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พร้อมระเบียงขนาดใหญ่

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก


บ้านสไตล์นอร์ดิก รูปแบบบ้านที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมของทางยุโรปตอนเหนือ ถือเป็นอีกหนึ่งสไตล์บ้านที่กำลังเป็นที่พูดถึงมาก อยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะใครที่ หลงใหล ตกหลุมรัก บ้านดีไซน์สวย เรียบง่าย และชวนผ่อนคลาย รวมถึงการออกแบบที่เหมาะสมกับผู้อยู่อาศัย Nordic House Style คือสไตล์บ้านในฝันที่หลายๆคนหลงใหลและกำลังมองหาอยู่แน่นอน





สำหรับวันนี้นั้น เรามีแบบบ้านพักอาศัยชั้นเดียวที่จะนำมา ให้ชมกันซึ่ง เป็น บ้านสไตล์นอร์ดิกมินิมอล ขนาดกระทัดรัดดีไซน์น่ารักอบอุ่น ภายในบ้านประกอบด้วยฟังก์ชั่นขนาด 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงโปร่งโล่ง 1 ห้องครัว พร้อมส่วนครัว หลังนี้ตัวบ้านปลูกสร้างที่ ต.หนองตาดใหญ่ อ.สีดา จ.นครราชสีมา  ท่านที่กำลังหาไอเดียในการออกแบบบ้าน เชิญชมภาพรายละเอียดด้านในบ้านดูครับ

ผลงานและรูปภาพ : 52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน
เจ้าของบ้าน : คุณเอิร์ธ จิตติภูมิ
ตั้งอยู่ที่ : ต.หนองตาดใหญ่ อ.สีดา จ.นครราชสีมา
เรียบเรียง : withikaset.com

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก

บริเวณหน้าบ้านมีการออกแบบให้มีประตูทางเข้าเป็นประตูไม้ ฝ้าเพดานงานไม้โทนสีเข้ม ส่วนทางเข้าห้องนอนออกแบบให้เป็นประตูไม้แบบเปิดปิดเช่นเดียวกัน ตกแต่งในโทนสีขาวล้วน พร้อมมีวงกบประดับประดาเพื่อเพิ่มความสวยงาม

บ้านสไตล์นอร์ดิก





บ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก











บ้านชั้นเดียวสไตล์มินิมอล ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง   ก่อสร้างที่ ต.ขี้เหล็ก อ.เมือง จ.อุบลราชธานี   ผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย 52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน  ในส่วนเรื่องราคาถ้าสามารถสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างหรือหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อทีมงานผู้สร้างได้ทันที  

ช่องทางการติดต่อหรือinbox
52 Blue Constant-รับสร้างบ้าน
โทรศัพท์ : 094-298-4298
ID Line : bluezone2499



หมายเหตุ: ทางเว็บ withikaset.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีปลูกมะเขือเปราะ ไว้รับประทานในครัวเรือนช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

วิธีปลูกมะเขือเปราะ ไว้รับประทานในครัวเรือนช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

วิธีปลูกมะเขือเปราะ

วิธีปลูกมะเขือเปราะ


ลักษณะโดยทั่วไป

มะเขือเปราะ  ( Thai Eggplant ) มีลักษณะเป็นไม้พุ่มสูง 60-120 เซนติเมตร เป็นพืชผักที่มีอายุยืน ใบมีขนาดใหญ่เรียงตัวแบบสลับ ดอกมีขนาดใหญ่สีม่วงหรือสีขาว เป็นดอกเดี่ยว ผลมีรูปร่างกลมแบนหรือรูปไข่ อาจมีสีขาวเขียว เหลือง ม่วง ขึ้นอยู่กับพันธุ์มีคุณสมบัติบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน เนื่องจากมะเขือเปราะมีสรรพคุณคล้ายกับอินซูลิน ลดปริมาณน้ำตาลในเลือด ช่วยขับพยาธิ ลดการอักเสบ ช่วยให้ระบบย่อยและระบบขับถ่ายทำงานดี




การเพาะกล้ามะเขือเปราะ

  1. ให้เตรียมดินละเอียดพร้อมปุ้ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 2 : 1 และใส่ดินผสมดังกล่าวลงในถาดพลาสติกเพาะกล้า ขนาด 72 หรือ 104 หลูมต่อถาดหรือหากเพาะในถุงพลาสติกให้ใช้ขนาด 2 x 3 นิ้ว
  2. ใช้เศษไม้เล็ก ๆ กดลงไปในดินที่บรรจุอยู่ในถาดเพาะกล้าหรือถุงพลาสติก ขนาดความลึก 0.5 เซนติเมตร
  3. นำเมล็ดมะเขือเปราะหยอดลงในหลุมปลูก หลุมละ 1-2 เมล็ด กลบดินผิวหน้าเมล็ดมะเขือเปราะแล้วรดน้ำ และควรป้องกันมดมาคาบเมล็ดไปจากถาดพลาสติกเพาะกล้า โดยใช้ปูนขาวโรยล้อมถาดเพาะไว้
  4. หลังเพาะนาน 7-10 วัน เมล็ดเริ่มงอก หมั่นรดน้ำต้นกล้ามะเขือเปราะทุกวัน ๆ ละ 1-2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็นจนกระทั่งต้นกล้ามะเขือเปราะมีอายุ 25-30 วัน จึงย้ายกล้ามะเขือเปราะลงปลูกในกระถางหรือในแปลงปลูก

การปลูกในแปลงหรือในภาชนะปลูก

  • ถ้าปลูกในแปลง ควรเตรียมดินปลูก โดยใช้จอบขุดย่อยหน้าดินลึก15-20 เซนติเมตร และย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ้ยหมัก หว่านและคลุกเคล้า ให้เข้ากับดินในแปลง
  • ในกรณีปลูกในภาชนะต่าง ๆ ให้ผสมดินปลูกในภาชนะโดยใช้ดินร่วนละเอียดผสมกับปุ้ยคอก หรือปุยหมัก ในอัตรา 2 : 1 หรือดินร่วนผสมปุ้ยคอกหรือปุ้ยหมักและขี้ถ้าแกลบหรือขุยมะพร้าว อัตรา 1 :1 : 1

การดูแลรักษา

การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ หลังการย้ายต้นกล้าควรให้น้ำ เช้า-เย็น เมื่อต้นกล้าฟื้นตัวได้แล้ว จึงรดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้ง

การใส่ปุ๋ย หลังการย้ายกล้าประมาณ 7-10 วัน ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อเร่งการเจริญเติบโต เมื่อมะเขือเริ่มออกให้ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือ 8-24-24 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่โดยทยอยแบ่งใส่ทุก 2 เดือน

การเก็บเกี่ยว

หลังย้ายปลูกนาน 45-60 วัน มะเขือเปราะเริ่มทยอยให้ผลผลิต สามารถเก็บผลผลิตไปบริโภคได้และหลังจากที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมะเขือเปราะไปแล้วประมาณ 2 เดือน ควรตัดแต่งกิ่งออกบ้าง เพื่อทำให้ลำต้นมะเขือเปราะเจริญเติบโตแตกกิ่งก้านใหม่ที่มีความแข็งแรง จะให้ผลผลิตรุ่นใหม่ได้อีก และควรทำการตัดแต่งและบำรุงต้นมะเขือเปราะเช่นนี้ทุก ๆ 2-3 เดือน




ศัตรูที่สำคัญของมะเขือเปราะ
แมลงศัตรู

  • เพลี้ยไฟ ศัตรูชนิดนี้มีตัวอ่อน ลำตัวยาวสีเหลืองเคลื่อนไหวเร็วอยู่ตามยอด ซอกใบ และใต้ใบ ตัวแก่สีดำบินเร็ว เป็นศัตรูที่สำคัญที่สุดของมะเขือ
    ระบาดได้รวดเร็วมาก โดยจะดูดน้ำจากใบทำให้ใบเหลือง แข็ง กรอบ ผิวใบอาจฉีกขาด ยอดมีสีน้ำตาล ไม่ค่อยเจริญเติบโต และต้นทรุดโทรมเร็ว ระบาดมากช่วงฤดูหนาว
    การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นยาป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ เช่น คาร์โบซัลแฟน ,ฟิโปรนิล ,อะบาแมคติน เป็นต้น
  • เพลี้ยแป้ง ทำให้เกิดใบหยิกหด ใบและยอดอ่อนหยิกและหด ข้อสั้นและอวบหญ่มีสีเขียวเข้มไม่เจริญต่อไป เพราะมีศัตรูที่มีแป้งสีขาวเกาะติดอยู่เป็น
    กระจุก
    การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นด้วยยาป้องกันกำจัดประเภทดูดซึม เช่นเดียวกับการกำจัดเพลี้ยไฟ

โรคที่สำคัญ

  • โรคผลเน่า
    เกิดจากเชื้อรา อาการของผลและกิ่งจะปรากฏสีน้ำตาลแล้วลามเข้าไปทั้งผล และกิ่งจนแห้งตาย บน กิ่ง แห้งพบเมล็ดราสีดำ ขนาดเล็ก
    กว่าเข็มหมุดขึ้นตรงกลางแผลสีน้ำตาล
    การป้องกันกำจัด ตัดแต่งกิ่งเป็นโรคและผลเน่าออกจากแปลง ฉีดพ่นด้วยยาป้องกันกำจัดเชื้อรา
  • โรคโคนเน่า
    เกิดจากเชื้อรา อาการที่พบคือต้นเหี่ยวเฉาตาย เมื่อถอนต้นขึ้นมาตรวจพบเชื้อรา เป็นเส้นใยสีขาวโคนต้นระดับดิน ทำให้โคนต้นแห้งเป็นสี
    น้ำตาล เชื้อราสร้างเส้นใยและมีเม็ดราเป็นสีขาวและดำเท่ากับเมล็ดผักกาด แทรกอยู่ระหว่างก้อนดินโคนต้น
    การป้องกันกำจัด ถอนต้นที่เป็นโรคเผาไฟรวมทั้งดินโคนด้วยใส่ปูนขาวในหลุมที่เป็นโรค หรือละลายปูนขาวกับน้ำรดโคนต้น หรือยากำจัด
    เชื้อรา รดโคนต้นเมื่อปลูกใหม่ ควรปรับดินด้วยปูนขาวและใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ให้มาก ควรปลูกพืชอื่นหมุนเวียนในแหล่งที่มีโรคระบาดมาก

ที่มา : wikipedia.org, www.sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีการปลูกมะเขือยาว และการดูแลรักษาโรคต่างๆ

วิธีการปลูกมะเขือยาว และการดูแลรักษาโรคต่างๆ

วิธีการปลูกมะเขือยาว

วิธีการปลูกมะเขือยาว


มะเขือยาว หรือ มะเขือม่วง เป็นพืชข้ามปี สามารถเจริญ เติบโตในดิน ทุกสภาพ ดินมีความเป็น กรดเป็นด่าง อยู่ระหว่าง 5.5-6.5 ปลูกได้ ตลอดปี และทั่วทุกภาค ของประเทศไทย มะเขือยาว เป็นพืชที่เรา ใช้ส่วนผล ในการบริโภค ใช้เป็นผักสด หรือประกอบ อาหารได้หลายชนิด และปัจจุบันสามารถส่งออกได้




ระยะปลูกมะเขือยาว

  • ระยะปลูกระหว่างต้น 70-80 เซนติเมตร
  • ระยะปลูกระหว่างแถว 90-100 เซนติเมตร

ขั้นตอนการเตรียมดิน

ไถดินให้ลึก 30-40 เซนติเมตร ตากดินไว้ 7-10 วันย่อยดินให้ละเอียด หว่านปูนขาวในอัตรา 100-300 กิโลกรัม/ไร่ พร้อมใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ้ยคอกคลุกเคล้าในแปลง ยกแปลงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 120 เซนติเมตร เสร็จรดน้ำและคลุมด้วยพลาสติก เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันวัชพืชก่อนปลูก 2 อาทิตย์

การเตรียมกล้า

ใส่ดินผสมลงในถาดกล้า (ดินที่ร่อนแล้ว 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ทรายหรือแกลบ 1 ส่วน) รดน้ำและหยอดเมล็ดลงในถาดหลุมๆละ 1 เมล็ด รดน้ำเช้าและเย็น

วิธีการปลูกมะเขือยาว

การปลูกมะเขือยาว

สำหรับขั้นตอนการปลูกนั้นนำกล้ามะเขือที่มีอายุ 35 วัน หรือที่มีใบจริง 3-4 ใบ มาปลูกตามหลุมที่กำหนด กลบดินและรดน้ำ

การให้น้ำ

ต้องให้น้ำสม่ำเสมอ หลังย้ายกล้าทุกเช้า-เย็น เมื่อกล้าตั้งตัวดีแล้ว จึงรดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้ง

การใส่ปุ๋ย

มะเขือยาวเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยมากดังนั้นหลักคือการรักษาระดับความสมดุลของสารอาหารตลอดระยะเวลาการเจริญเติบโตยาวปุ๋ยคอกอินทรีย์เช่นปุ๋ยคอกสัตว์ปีก ขี้โคขุน ขี้หมูเนื้อ ขี้ไก่เนื้อ ใช้โรยบริเวณรอบๆโคนต้นทุกๆ3เดือนในอัตรา1กระป๋องต่อต้น (ปริมาตร5ลิตร)หรือ200-300 กก./ไร่ ใช้ปุ๋ยเคมีในอัตรา1ช้อนโต๊ะต่อต้นสูตรปุ๋ยสำหรับมะเขือยาว N: P: K ส่วนผสมเช่น 5: 7: 40 ใช้ครั้งแรกเมื่อต้นมะเขือยาวสูง 30 ซม.และที่สองหลังจากชุดแรกของให้ผลแล้วในช่วง 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพการเจริญเติบโตและปริมาณของผลมะเขือยาว




การป้องกันกำจัดศัตรูพืช

  • วัชพืช กำจัดวัชพืชทุกครั้งที่มีการใส่ปุ๋ย หรือเมื่อวัชพืชเกิดขึ้น
  • โรคผลเน่าแห้งสีดำหรือปลายผลดำ ป้องกันกำจัดโดยใส่ปูนขาวรองกันหลุม 1-2 ช้อนแกง/หลุม
  • โรคใบแห้ง โรคใบจุด โรคราแป้ง ป้องกันโดยรดด้วยน้ำสกัดชีวภาพสูตรสมุนไพรป้องกันกำจัดเชื้อรา ในอัตรา 30-40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก 5-7 วัน

โรคและแมลงศัตรูมะเขือยาว

โรคต้นและใบไหม้แห้ง (blight)
โรคต้นและใบไหม้แห้ง

โรคต้นและใบไหม้แห้งที่เกิดจากเชื้อ Phomopsis vexans เป็นโรคสำคัญที่ระบาดแพร่หลายและสร้างความเสียหายให้กับมะเขือยาวมากโรคหนึ่ง โดยจะก่อให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นได้หลายลักษณะ เช่น อาการโคนเน่าคอดิน (damping-off) ของต้นกล้า อาการลำต้นเน่าหรือแผลสะเก็ด (stem canker) อาการใบไหม้แห้ง (leaf blight และอาการผลเน่า (fruit rot)

อาการโรค

โรคจะเกิดขึ้นกับต้นมะเขือยาวได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ในระยะที่ยังเป็นต้นกล้าหรือต้นอ่อนจะก่อให้เกิดอาการแผลสีนํ้าตาลหรือดำขึ้นที่บริเวณลำต้น ทำให้ต้นล้มใบเหี่ยวและแห้งตายทั้งต้นคล้าย damping-off สำหรับต้นโตอาการแผลจะเกิดที่โคนลักษณะเน่าแห้ง สีนํ้าตาลหรือเทา ทำให้ลำต้นลีบหรือคอดลงบางครั้งอาจเกิดอาการเปลือกแตกลอกลักษณะเป็นแผลสะเก็ดแคงเกอร์ หากแผลเกิดขึ้นจนรอบต้นจะทำให้ต้นและใบเหี่ยวแห้งทั้งต้น พร้อมกับจะสังเกตเห็นจุดสีดำเล็กๆ ซึ่งเป็นที่เกิดของสปอร์หรือโคนิเดีย(fruiting body) เป็นจำนวนมากเกิดทั่วไปตามบริเวณแผลดังกล่าว

การป้องกันกำจัด

  1. ใช้เมล็ดพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเชื้อปะปน หากไม่แน่ใจก่อนปลูกให้นำมาแช่ในนํ้าอุ่น 49 – 50 องศาเซลเซียส นาน 30 ที แล้วนำมาจุ่มลงในนํ้าละลายจุนสี (CuSO4) อีกทีหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยนำไปปลูก
  2. เมื่อต้นกล้างอกพ้นพื้นดินถ้าเมล็ดมีเชื้อปะปนมาหรือในดินมีเชื้ออยู่อาจจะเกิดการติดเชื้อขึ้น เพื่อให้ปลอดจากโรคให้ฉีดพ่นต้นกล้าด้วยสารเคมีไธแรมหรือแคปแตน 50-60 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ทุกๆ 5-7 วัน และหลังจากย้ายกล้าไปปลูกในแปลงใหญ่แล้วหากเกิดโรคระบาดขึ้นให้พ่นด้วยสารเคมีมาเน็บ หรือแมนเซทดี ทุก 5-7 วัน จนกว่าจะพ้นระยะระบาดของโรค
  3. หลีกเลี่ยงการปลูกมะเขือซํ้าลงไปในแปลงหรือดินปลูกที่เคยมีโรคระบาดอย่างน้อย 3 ปี โดยนำพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่มะเขือยาวมาปลูกสลับ และเก็บทำลายเศษซากพืชที่พบว่าเป็นโรคและต้นมะเขือที่งอกหลังเก็บเกี่ยวแล้วให้หมด




โรคแอนแทรคโนสหรือผลเน่า (Colleto trichum fruit rot)

เป็นโรคที่ส่วนใหญ่จะพบเป็นกับต้นมะเขือที่อ่อนแอ ไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลที่ดี โดยจะทำความเสียหายกับลูกมะเขือที่โตเต็มที่หรือปล่อยไว้จนแก่คาต้นเกิดเป็นแผลเน่าดำ ร่วงหลุดจากต้น

อาการโรค

ลูกมะเขือที่โตเต็มที่หรือปล่อยทิ้งไว้จนแก่จะเกิดอาการแผลค่อนข้างกลมสีนํ้าตาล ยุบเป็นแอ่งจมลงไปในเนื้อ แผลที่เกิดอาจจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ หรือโตถึงครึ่งนิ้ว และถ้าเป็นมากจนแผลที่เกิดขึ้นมาชนต่อเชื่อมกันแผลก็อาจจะใหญ่กว่านั้น เมื่ออากาศชื้นจะพบว่ามีผงสปอร์หรือโคนิเดียของราเป็นสีชมพูเห็นได้ชัดเจน ลูกมะเขือที่ถูกเชื้อเข้าทำลายรุนแรงจะหลุดล่วงลงดิน เหลือส่วนที่เป็นก้านติดอยู่กันต้น ต่อมาอาจมีพวกเชื้อเน่าเละเข้าทำลายต่อทำให้เน่าทั้งลูก หรือไม่ก็เน่าแห้งเป็นสีดำ นอกจากบนลูกแล้ว เชื้อ C. melongenae อาจเข้าทำลายใบมะเขือทำให้เกิดอาการแผลจุดสีเหลืองหรือนํ้าตาลขึ้น แต่แผลที่ใบส่วนใหญ่จะไม่กระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นและผลผลิต นอกจากในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมจริงๆ เท่านั้น

การป้องกันกำจัด

การป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสหรือผลเน่าของมะเขือ ทั้งวิธีปฏิบัติต่างๆ และการใช้สารเคมีสามารถทำได้โดยวิธีเดียวและชนิดเดียวกันกับโรคต้นและใบไหม้แห้งของมะเขือที่เกิดจากเชื้อ Phomopsis vexans

แมลงหวี่ขาว

แมลงหวี่ขาวในปุจจุบันนับว่าทวีความสำคัญต่อการปลูกมะเขือมากขึ้น มะเขือทุกชนิดได้รับความเสียหายโดยตรงจากแมลงหวี่ขาวมากขึ้น และที่สำคัญกว่านั้นแมลงหวี่ขาวยังเป็นพาหะนำโรคใบด่างเหลืองซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้การเก็บเกี่ยวผลผลิตมะเขือสั้นลง และมีผลต่อคุณภาพของผลมะเขือด้วยแมลงหวี่ขาวระบาดได้ตลอดทั้งปี และจะรุนแรงมากในช่วงฤดูแล้งและร้อน ในปัจจุบันแมลงหวี่ขาวมีการต้านทานสารเคมีมากขึ้น โดยเฉพาะสารเคมีในกลุ่มใหม่ๆล่าสุด ต้องมีการใช้สารเคมีมากขึ้นเกือบเท่าตัว

การป้องกันกำจัด

  1. ตรวจแปลงปลูกอยู่เสมอ พลิกดูบริเวณใต้ใบมะเขือ หากพบตัวเต็มวัยของแมลงหวี่ขาวเริ่มเข้ามาวางไข่ ให้เตรียมการใช้สารเคมี
  2. สารเคมีที่แนะนำได้แก่ แอสเซ้นด์ สตาร์เกิล โดยให้ใช้อัตราเป็นสองเท่าที่แนะนำในเพลี้ยไฟ และให้ใช้ร่วมกับไวต์ออย ในอัตรา 50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร หากมีการระบาดให้ฉีดพ่นทุก 5 วัน 2-3 ครั้ง

เพลี้ยไฟ

เพลี้ยไฟเป็นแมลงที่มีความสำคัญมากที่สุดชนิดหนึ่ง การระบาดของเพลี้ยไฟจะทำให้มะเขือหยุดการเจริญเติบโต ใบแข็งกระด้าง บิดเบี้ยวเสียหาย เพลี้ยไฟส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณยอดอ่อน ด้านใต้ใบ เมื่อมีการทำลาย จะเห็นด้านใต้ใบเป็นสีน้ำตาลแดง หากทำลายที่ผล ทำให้ผลเป็นจุดกระด้างเสียคุณภาพ

การป้องกันกำจัด

  • ตรวจดูด้านใต้ใบมะเขือบริเวณยอดอยู่เสมอ หากพบการทำลายให้วางแผนกำจัดทันที
  • สารเคมีที่แนะนำให้ใช้ได้แก่ สารอิมิดาโครพริด และ สารฟิโปรนิล

วิธีการปลูกมะเขือยาว

การเก็บเกี่ยว

มะเขือยาวสามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดเวลาก่อนที่จะให้มีขนาดเต็มที่ โดยปกติมะเขือยาวจะให้ผลภายใน 60-70 ทยอยตัดทุก 2-3 วันครั้ง ในการตัดมะเขือยาวควรใช้กรรไกรที่สะอาดเนื่องจากขั้วอาจติดเชื้อโรคพืชได้ ตัดที่ขั้วโดยทยอยเก็บผลอ่อนที่โตได้ขนาดระยะส่งตลาด นำมาบรรจุใส่ถุง หรือเข่งรอส่งตลาด

ที่มา : wikipedia.org, www.sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ปลูกผักบุ้งจีน ไว้รับประทานในครัวเรือช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

ปลูกผักบุ้งจีน ไว้รับประทานในครัวเรือช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

ปลูกผักบุ้งจีน

ปลูกผักบุ้งจีน


ผักบุ้งจีน เป็นพืชผักที่นิยมบริโภคภายในครัวเรือนเป็นประจำ แต่ในปัจจุบันผักบุ้งจีนได้พัฒนาเป็นพืชผักส่งออกที่มีความสำคัญ โดยส่งออกทั้งในรูปผักสดและเมล็ดพันธุ์




ระยะปลูกผักบุ้งจีน

นิยมใช้หว่านเมล็ดลงบนพื้นแปลงปลูก โดยใช้เมล็ดพันธุ์

การเตรียมดิน

ไถดินให้ลึก 30-4  เซนติเมตร ตากดินไว้ 1-2 อาทิตย์ แล้วย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกคลุกเคล้าให้ทั่ว แล้วยกแปลงให้สูงประมาณ 30 เชนติเมตร กว้าง 120 เซนติเมตร

การปลูกผักบุ้งจีน

รดน้ำแปลงปลูกให้ชุ่ม แล้วนำเมล็ดผักบุ้งจีนหว่านให้กระจายทั่วทั้งแปลง แล้วคลุมด้วยฟางข้าวบางๆ รดน้ำ

การให้น้ำ

ผักบุ้งจีนเป็นพืชที่ชอบดินชุ่มชื้น แต่ไม่แฉะขัง รดน้ำให้สม่ำเสมอ วันละ 1-2 ครั้ง เว้นช่วงฝนตก อย่าให้แปลงปลูก ผักบุ้งจีนขาดน้ำเพราะจะทำให้ชะงักการเจริญเติบโต ต้นแข็งกระด้าง เหนียว ไม่น่ารับประทาน

การใส่ปู๋ย

รดด้วยน้ำสกัดชีวภาพ ในอัตรา 15-20 ซีซี/น้ำ 20  ลิตร ทุก 15-20 วัน

การป้องกันกำจัดศัตรูพืช

  •  โรคราสนิมขาว ป้องกันกำจัดโดยใช้น้ำสกัดชีวภาพสมุนไพรป้องกันกำจัดเชื้อรา และสูตรป้องกันกำจัดหนอน และแมลงในอัตรา 30-35 ซีซี/ น้ำ 20 ลิตร ตามอาการของโรค
  • โรคใบไหม้ ป้องกันและรักษาโดยใช้ปูนขาวหว่านให้ทั่ว ตากดินไว้อย่างน้อย 1 เดือน หรือปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน

การเก็บเกี่ยว

หลังจากหว่านเมล็ดผักบุ้งจีนลงแปลง 20-25 วัน ให้ถอนต้นผักบุ้งจีนออกจากแปลงปลูกทั้งต้นและราก หลังจากนั้นล้างรากให้สะอาด เก็บใบและแขนงที่โคนต้นออก

ที่มา : ฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม สำนักงานเขตหนองจอก




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พื้นที่ 66 ตร.ม.

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พื้นที่ 66 ตร.ม. งบประมาณ  650,000 บาท

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น


สวัสดีคุณผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน และผู้กำลังมีโครงการจะสร้างบ้าน หรือกำลังมองหาแบบบ้าน ไอเดียสำหรับสร้างบ้านของตัวเองในอนาคต  วันนี้เราได้นำบ้านมารีวิวให้ชมกัน ซึ่งเป็น แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ตัวบ้านมีขนาดชั้นเดียว มีพื้นที่ใช้สอยแบบพอเหมาะ การออกแบบดีไซน์จะมีรูปทรงที่สวยงามทันสมัย ตกแต่งผนังในโทนสีขาวยืนพื้น แซมด้วยสีน้ำตาลเพื่อเพิ่มลูกเล่น  ซึ่งจะใช้งบในการสร้างที่ราว ๆ 650,000 บาท (วัสดุอาจมีการปรับขึ้นลง) โดยเป็นผลงานบ้านของคุณ Chuthongrattana AeySara มาชมรายละเอียดกันเลยครับ

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น




แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านสไตล์โมเดิร์น หลังนี้นั้นมีการออกแบบหลังคาจเป็นทรงโมเดิร์นสมัยไหม่ที่กำลังได้รับความนิยม ซึ่งสามารถป้องกันตัวบ้านจากฝนและแดดที่สาดเข้าสู่ตัวบ้านได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ระแนงที่หน้าบ้านนอกจากจะสวยงามแล้ว ยังช่วยลดแสงเข้าบ้านได้ในระดับหนึ่งด้วย

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

ด้านหลังของบ้านนั้นประตูทางเข้าออกบ้านเอาไว้อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้พักอาศัย ทั้งยังสามารถต่อเติมด้านหลังให้เป็นลานซักล้างเพื่อความสะดวกได้อีกด้วย




สำหรับห้องครัวนั้น เป็นอีกห้องหนึ่งที่ภายในมีพื้นที่ใช้สอยที่พอเหมาะ โปร่งสบายด้วยหน้าต่างบานใหญ่ จึงสามารถทำอาหารที่มีกลิ่นและควันมากได้อย่างสะดวกเลย

ผลงานบ้านของคุณ Chuthongrattana AeySara 

หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ