ปุ๋ยหมักมูลแพะ ปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดีช่วยบำรุงดิน ประหยัดต้นทุน

ปุ๋ยหมักมูลแพะ ปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดีช่วยบำรุงดิน ประหยัดต้นทุน

ปุ๋ยหมักมูลแพะ

วันนี้เราจะมาพูดถึง “ ปุ๋ยหมักมูลแพะ ปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดีช่วยบำรุงดิน”  สำหรับเกษตรผู้ที่เลี้ยงแพะ นั้น ในประเทศไทยมีการเลี้ยงกันทั่วทุกภาค และเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ เพราะเป็นสัตว์ที่ให้ลูกเร็ว โตเร็ว ลงทุนน้อย กินง่าย และขายได้ราคาดี มีตลาดรับซื้อที่แน่นอน เรียกได้่ามีแพะเยอะๆ พ่อค้ามารับถึงที่กันเลยที่เดียว อีกทั้งใช้พื้นที่ไม่มากในการเลี้ยง  ขณะเดียวกัน คุณค่าในตัวแพะตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ทุกส่วน ทั้งเนื้อ นม หนัง และขน แล้วยังรวมถึงมูลแพะ หรือ ขี้แพะ ที่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดี ที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้ครับ



ทำความรู้จักกับ ปุ๋ยอินทรีย์ ?

ปุ๋ยอินทรีย์ คือ ปุ๋ยที่มีการย่อยสลายอินทรียวัตถุ (Organic matter) โดยวิธีการทางชีวเคมี โดยการนำอินทรียวัตถุที่เช่น ของเสียจากโรงงาน มูลวัว มูลไก่ มูลค้างคาว ซากต้นไม้ ใบไม้ กรดอะมิโน โดโลไมท์ แร่ธาตุต่าง ๆ นำมาบด และเติมจุลินทรีย์กลุ่มใช้ออกซิเจน (Aerobic Microorganisms) จากนั้นบ่มหมัก กลับกอง จนอินทรียวัตถุย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารต่าง ๆ ที่พืชต้องการ ซึ่งปุ๋ยอินทรีย์ที่ดีต้องมีส่วนประกอบของธาตุอาหารหลัก รอง เสริม อย่างครบถ้วน โดยปุ๋ยอินทรีย์สามารถทำได้หลายรูปแบบทั้ง เม็ด น้ำ และ ผง

ข้อดี ของ ปุ๋ยอินทรีย์

  1. มีอินทรียวัตถุ ธาตุอาหาร จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อดินและพืช ซึ่งในปุ๋ยเคมีไม่มี
  2. ไม่ทำให้หน้าดินเสีย ปรับสภาพดินให้เป็นกลาง
  3. เพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในดินให้กับ ดิน พืช และสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์
  4. ปรับสภาพโครงสร้างของดินให้มีความร่วนซุย โปร่ง อุ้มน้ำ และอ่อนลง

มาถึงขั้นตอนการทำ ปุ๋ยหมักมูลแพะ กันบ้าง

สำหรับวิธีการผลิตตลอดถึงการนำส่วนผสมมาใช้นั้น มีหลายวิธีด้วยกัน แต่ที่เหมาะสมสำหรับช่วงนี้ก็คือตำรับปุ๋ยหมักมูลแพะผสมแกลบ เนื่องจากหาได้ง่ายในท้องถิ่นกว่าวัสดุอื่น หากไม่มีแกลบ ก็ใช้เศษหญ้า ฟางข้าว ต้นข้าวโพด ซังข้าวโพด ต้นถั่ว เปลือกถั่ว ผักตบชวา ก็สามารถใช้ได้

ในการผสมจะประกอบด้วย

    • แกลบ 100  กิโลกรัม
    • มูลแพะสด  60 กิโลกรัม
    • สารเร่ง พด.1 จำนวน 1 ซอง หากลดปริมาณแกลบ หรือ ลดปริมาณมูลแพะก็ต้องลดสาร เร่ง พด.1 ตามอัตราส่วน

อย่างไรก็ตามหากเพิ่มปริมาณมูลแพะมากขึ้นจะทำให้ปุ๋ยหมักมี คุณภาพดีขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากมูลแพะเป็นแหล่งธาตุอาหารพืชที่สำคัญ โรงเรือนที่ใช้ทำปุ๋ยหมักก่อนทำควรล้างหรือกวาดพื้นให้สะอาด เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการ เช่น พลาสติก เศษแก้ว โรงเรือนควรมีลักษณะโปร่ง  และป้องกันฝนและแดด  ถ้าไม่มีโรงเรือนก็สามารถทำปุ๋ยหมักบนพื้นธรรมดาได้โดยทำกลางแจ้งข้อดีของการทำปุ๋ยหมักในโรงเรือนคือ น้ำระเหยออกจากกองปุ๋ยหมักน้อยกว่า ช่วยประหยัดการรดน้ำให้กองปุ๋ย  และปุ๋ยมีคุณภาพดีกว่า เพราะธาตุอาหารไม่สูญเสียไปเนื่องจากการชะล้างของฝน

ขั้นตอนวิธีทำ

ให้นำแกลบที่เตรียมไว้ และ มูลแพะสด หรือแห้งก็ได้ พร้อมทั้งสารเร่ง พด.1 ในอัตราส่วน 100:60:1 ซอง ทำแกลบให้เป็นกองขนาด กว้าง 1.5 -2 เมตร ยาว 4-5 เมตร สูง 1 ฟุต รดน้ำลงบนกองแกลบทุกวันเป็นเวลาประมาณ 5 วัน ในระหว่างรดน้ำคลุกเคล้าให้แกลบดูดซับน้ำ ให้ฉ่ำน้ำทั่วทั้งกอง เพื่อให้แกลบอุ้มน้ำก่อน จากนั้นนำมูลแพะสดโรย บนกองแกลบให้ทั่วกอง แล้วคลุกเคล้าให้เข้า กัน และรดน้ำไปพร้อม ๆ กันด้วย เพื่อให้มูลแพะกับแกลบเข้ากัน และดูดซับน้ำดียิ่งขึ้น โดยรดน้ำจนกองปุ๋ยหมักมีความฉ่ำน้ำพอประมาณไม่ แห้งหรือแฉะจนเกินไป หรือมีความชื้นที่ 60 เปอร์เซ็นต์

จากนั้นใช้สาร พด. 1 จำนวน 1 ซอง โดยผสมกับน้ำสะอาดแล้วกวนให้เข้ากัน 2-3 นาที เพื่อกระตุ้นจุลินทรีย์ แล้วนำไปรดบนกองปุ๋ยหมักจนทั่วทั้งกอง ตามด้วยการรดน้ำให้ทั่วกองอีก ประมาณ 10–20 ลิตร

จากนั้นปล่อยกองปุ๋ยไว้โดยต้องมีผ้าพลาสติกคลุม เพราะแกลบไม่อุ้มน้ำ และระเหยน้ำได้เร็ว จึงต้องคลุมไว้เพื่อป้องกันแสงแดด และลดการระเหยน้ำของกองปุ๋ยหมัก กลับกองปุ๋ย ทุก ๆ 10 วัน โดยใช้จอบพลิกกองทีละข้าง เพื่อลดความร้อนในกองปุ๋ยลง อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 40 องศาเซลเซียส หากเกินจะทำให้เชื้อจุลินทรีย์ใน พด.1 ตาย

ที่เหมาะสมใน 2-3 วันแรก อุณหภูมิ ในกองปุ๋ยควรอยู่ที่ประมาณ 38-39 องศาเซลเซียส และเมื่อกลับกองปุ๋ยไปประมาณ 15  วัน อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยจะค่อย ๆ ลดลง การ กลับกองปุ๋ยจะช่วยให้เชื้อจุลินทรีย์ได้อากาศช่วยย่อยสลาย




ประมาณ 3-5 เดือน กองปุ๋ยหมักจะเปื่อยยุ่ย และมีสีดำ  และมีต้นพืชเล็ก ๆ เจริญบนกองปุ๋ย ถึงตอนนี้ก็จะเป็นการแสดงว่าปุ๋ยหมักสมบูรณ์แล้ว นำไปใส่ในดินเพื่อบำรุงต้นพืชได้.

ข้อแนะนำ  ปุ๋ยมูลสัตว์ทุกชนิดไม่ควรใส่สดๆเลย ต้องหมักก่อนเผื่อให้ความร้อนจากการย่อยสลายหมดไป และระหว่างกระบวนการย่อยสลายจุลินทรีย์จะดึงธาตุอาหารจากดินมาด้วย อาจทำให้พืชขาดธาตุอาหาร


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

โรคกรดไหลย้อน กับสมุนไพรแก้กรดไหนย้อน

โรคกรดไหลย้อน กับสมุนไพรแก้กรดไหนย้อน

โรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน คืออะไร

โรคกรดไหลย้อน หรือ GERD (Gastro-Esophageal Reflux Disease) คือ ภาวะที่เกิดจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจเป็นกรด หรือ ด่างก็ได้ ไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร น้ำย่อยเหล่านี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองของหลอดอาหาร จนทำให้เกิดอาการ หรือ ภาวะแทรกซ้อนที่รบกวนคุณภาพชีวิต




อาการที่พบบ่อย

อาการที่พบบ่อยของโรคกรดไหลย้อนมี 4 อาการหลักๆ รวมถึงอาการอื่นๆที่อาจคาดไม่ถึง

  • แสบร้อนบริเวณกลางหน้าอก มักเกิดอาการหลังรับประทานอาหาร ซึ่งอาจมีอาการแย่ลงในเวลากลางคืน
  • เรอเปรี้ยว หรือ รับรสเปรี้ยว รสขมในปากและลำคอ
  • สำรอกน้ำย่อย หรือเศษอาหารขึ้นมาในปากและลำคอ
  • อาการอื่นๆ เช่น คลื่นไส้ รู้สึกจุกแน่นในลำคอ กลืนลำบาก หรือเจ็บแน่นหน้าอกโดยไม่ได้มีสาเหตุจากโรคหัวใจและโรคในระบบอื่นๆ
  • ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน ยังอาจพบอาการผิดปกติในระบบอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ ไอเรื้อรัง กล่องเสียงอักเสบ เสียงแหบ กระตุ้นให้อาการหอบหืดแย่ลง ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรง ซึ่งสามารถรักษาด้วยตนเองได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือ การทานยาสามัญ ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ หรือร้านขายยาทั่วไป ตามคำแนะนำของแพทย์และเภสัชกร อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรง
  • หรือมีอาการสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงอื่นๆ ที่มีอาการคล้อยโรคกรดไหลย้อน เช่น มะเร็ง ควรรีบปรึกษาแพทย์

เมื่อไหร่ต้องไปปรึกษาแพทย์

ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอก โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการเหนื่อย หอบ หายใจลำบาก หรือมีอาการเจ็บหน้าอกร้าวมา  ที่กรามหรือแขน อาการเหล่านี้อาจเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ควรรีบพบแพทย์ทันที

ในกรณีผู้ป่วยที่มีอาการอื่นๆ ของโรคกรดไหลย้อนที่มีอาการรุนแรง เป็นซ้ำอยู่บ่อยๆ หรือรับประทานยามานานเกิน 2 สัปดาห์แต่อาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการสัญญาณเตือน เช่น อาเจียนมีเลือดปน กลืนอาหารลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บคอน้ำหนักลด คลำได้ก้อนที่บริเวณลำคอ ควรรีบไปพบแพทย์

แนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อนเบื้องต้น การรักษาเบื้องต้น แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่

การรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดำเนินชีวิตประจำวัน ได้แก่ หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ เช่น อาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันสูง ชากาแฟ งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนนอน พยายามลดน้ำหนักถ้าน้ำหนักเกิน และ หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับ หรือรัดแน่นโดยเฉพาะบริเวณรอบเอว การรักษาด้วยยา ควรใช้ยาเพื่อการรักษาโรคกรดไหลย้อนภายใต้คำแนะนำของแพทย์และเภสัชกร

ยาที่แพทย์นิยมใช้ในการรักษาโรคกรดไหลย้อน แบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

ยากลุ่ม อัลจีเนต มีทั้งชนิดเม็ด และ ชนิดน้ำ ออกฤทธิ์ในการลดกรดและสร้างชั้นเจล เพื่อลดการไหลย้อนของกรดเกินในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยายังออกฤทธิ์เร็วในการบรรเทาอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอกได้ดีกว่ายากลุ่มอื่นๆ และยังสามารถใช้ได้กับแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร ด้วยประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการและความปลอดภัยจึงอาจใช้เป็นยาในการรักษาเบื้องต้นแก่ผู้ป่วย

อย่างไรก็ตามเนื่องจากยากลุ่มนี้ไม่ได้ออกฤทธิ์โดยตรงในการยับยั้งการหลั่งกรด จึงอาจมีประสิทธิภาพที่ไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นยาชนิดเดียวในการรักษากรณีที่ผู้ป่วยมีอาการกรดไหลย้อนที่รุนแรง เช่น ผู้ป่วยที่มีหลอดอาหารอักเสบร่วมด้วย

ยากลุ่ม proton-pump inhibitor เป็นยาชนิดเม็ดออกฤทธิ์โดยตรงในการยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้ยามีประสิทธิภาพในลดกรดได้ดีกว่ายากลุ่ม อัลจีเนต แต่การใช้ยาในกลุ่มนี้ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากยาอาจส่งผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยในระยะยาวได้ นอกจากนี้ไม่แนะนำให้ใช้เป็นยารักษาโรคกรดไหลย้อนตัวแรกกับแม่ตั้งครรภ์

อาการที่พบบ่อยของโรคกรดไหลย้อน

อาการแสบร้อนกลางอก  รู้สึกเปรี้ยวหรือรับรสขมในปาก และลำคอ  อาจมีอาการคลื่นไส้เรอบ่อย มีความรู้สึกแน่นในช่วงคอ รู้สึกกลืนน้ำลายลำบาก  เสียงแหบ ไอ หายใจไม่ออก สำลักน้ำลายหรือน้ำย่อยในเวลากลางคืนขณะหลับ

กลุ่มเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อน

  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ หรือ ผู้ที่สูบบุหรี่
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น การกินอาหารและนอนทันที




 9 วิธี ห่างไกลกรดไหลย้อน

  • งดสูบบุหรี่
  • ลดน้ำหนักส่วนเกิน
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีการก้ม หรือโค้งตัวไปข้างหน้า
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด รวมถึง กาแฟ ชา และน้ำอัดลม
  • กินบ่อยขึ้น โดยแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ แทนมื้อใหญ่
  • เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เพื่อลดอาการแสบร้อนกลางอก
  • นอนหัวสูง โดยหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้น ประมาณ 6 นิ้ว
  • หลีกเลี่ยงการนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร ควรเว้นระยะ 3-4 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน ช็อกโกแลต กระเทียม พืชตระกูลหอม เช่น หอมใหญ่ ต้นหอม

สูตรสมุนไพรไทย แก้อาการเรอเหม็นเปรี้ยว แสบร้อนกลางอก กรดไหลย้อน

วัตถุดิบ

  • ยอดกระเพราแดง หรือ ยอดกระเพราเขียว   1 กำมือ
  • น้ำสะอาด       1 ลิตร

ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ

  • ล้างยอดกระเพราแดง หรือ ยอดกระเพราเขียว ด้วยน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วพักไว้

ขั้นตอนการทำ

  • นำหม้อตั้งไฟ ใส่น้ำสะอาดที่เตรียมไว้ ลงไป เสร็จแล้วใส่ยอดกระเพราแดง หรือ ยอดกระเพราเขียว ตามลงไป ต้มให้เดือด เสร็จแล้วยกลงจากเตา
  • กรองเอาแต่น้ำ อุ่นวันละ 1 ครั้ง

วิธีรับประทาน

  • รับประทาน ก่อนอาหาร เช้า – เย็น ครั้งละ 1 แก้วกาแฟ 60cc. ทานติดต่อกัน 3 วัน อาการกรดไหลย้อน เรอเหม็นเปรี้ยว แสบกลางอก จะมีอาการดีขึ้น

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

  • งดอาหารแสลง อาหารรสจัด ของมัน ของทอด ของเปรี้ยว ของหมักดอง เป็นต้น

ข้อมูลอ้างอิง :

–  รองศาสตราจารย์ นพ.ศักรินทร์ จิรพงศธร แผนกโรคทางเดินอาหารและตับ รพ.พระมงกุฎเกล้า ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ รพ.บำรุงราษฏร์

– น.พ.สุทธิพล อริยสถิตย์มั่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โสต ศอ นาสิก

– ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรไทย – หมอพื้นบ้าน วัดคีรีวงก์ ( วัดน้ำตก )




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น สวยเฉียบ เรียบ หรู มีดีไซน์ พร้อมครัวไทย

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น สวยเฉียบ เรียบ หรู มีดีไซน์ พร้อมครัวไทย

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น


สวัสดีครับ วันนี้เรามี แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น สวยเฉียบ เรียบ หรู มีดีไซน์ พร้อมครัวไทย  มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์ หลังนี้ประกอบไปด้วยขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องโถงใหญ่ 1 ห้องครัว 1 ห้องฟิตเนส 1 ห้องพระ พื้นที่ใช้สอย 155 ตร.ม. งบประมาณในการก่อสร้างอยู่ที่ราว 1.8 ล้านบาท  ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 60 ซม. จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ




ผลงานและรูปภาพ : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์
สถานที่ก่อสร้าง : บ้านหนองดินดำ ตำบลบ้านแก้ง อำเภอภูเขียว จัยภูมิ
เรียบเรียง : withikaset.com

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

บ้านทรงกล่องสไตล์โมเดิร์นโทนสีขาวเทา ตัวบ้านยกพื้นสูง ทาสีขอบพื้นผนังด้านล่างด้วยสีเทาช่วยกันเปื้อนผนัง ภายนอกใช้ผนังแบบเรียบ ติดไฟฝ้านอกด้านบนช่วยส่องตัวบ้านให้สวยงามและส่องสว่างในตอนกลางคืน ประตูทางเข้าหลักเลือกใช้บานไม้สีน้ำตาล ใช้หน้าต่างบานกระจกกรอบสีดำเพิ่มลายเส้นให้กับผนัง ทำหลังคากันสาดทรงแบนเรียบคุลมพื้นที่เฉลียงหน้าบ้าน

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น




แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์




ภายในประกอบไปด้วย 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำใน 1 ห้องน้ำนอก  1 ห้องรับแขก  1 โถงสูงโปร่ง 1 ห้องฟิตเนส  1 ห้องพระ  1 ครัวใหญ่ๆ



ห้องน้ำออกแบบในสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ ดูเท่สวยทันสมัยน่าใช้งาน

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม หลังนี้ก่อสร้างที่  บ้านหนองดินดำ ตำบลบ้านแก้ง อำเภอภูเขียว จัยภูมิ   ผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์   ในส่วนเรื่องราคาถ้าสามารถสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างหรือหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อทีมงานผู้สร้างได้ทันที

ช่องทางการติดต่อ ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์


ปล. งบประมาณในการสร้างบ้านแต่ละหลังที่แตกต่างกันนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ก่อสร้าง คุณภาพหรือเกรดของวัสดุ การว่าจ้างช่างฝีมือหรือผู้รับเหมา ฯลฯ ดังนั้น ข้อมูลของบ้านหลังนี้จึงมีไว้เพื่อเป็นตัวอย่างให้ศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถนำไปเป็นมาตรฐานในการสร้างบ้านอื่น ๆ ที่มีสภาพปัจจัยที่แตกต่างกันได้


บทความอื่นที่น่าสนใจ

 

แนวทางการเลี้ยงโคเนื้อ เพื่อผลิตลูกจำหน่าย

แนวทางการเลี้ยงโคเนื้อ เพื่อผลิตลูกจำหน่าย

แนวทางการเลี้ยงโคเนื้อ

การเลี้ยงโคเนื้อ เพื่อผลิตลูกจำหน่าย การเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพที่เกษตรกรมีความคุ้นเคย มีความรู้และประสบการณ์ในการเลี้ยงมาเป็น เวลานาน การเลี้ยงสามารถดำเนินการได้ในทุกภูมิภาคของประเทศ และเนื่องจากความต้องการในการ บริโภคเนื้อโคมีมากในขณะที่ผู้เลี้ยงน้อย ตลาดจึงมีความต้องการสูง ทำให้อาชีพการเลี้ยงโคเนื้อไม่มีปัญหา ทางด้านราคาและการจำหน่ายเหมือนสินค้าเกษตรอื่นๆ นอกจากนี้แล้วโคเนื้อยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจาก เศษวัสดุเหลือใช้ และผลพลอยได้ในทางด้านการเกษตรที่มีอยู่มากในท้องถิ่นต่างๆ ให้มากขึ้นได้




เงื่อนไขความสำเร็จ

  1. มีสถานที่เพียงพอในการจัดทำคอก หรือโรงเรือนสำหรับการเลี้ยงดูและแปลงพืชอาหารสัตว์ ที่ตั้งของโรงเรือนหรือคอกเลี้ยงต้องอยู่ในพื้นที่ดอน ไม่มีน้ำท่วมขัง
  2. ต้องมีแหล่งทุ่งหญ้าธรรมชาติสำหรับปล่อยเลี้ยงโค หรือสามารถจัดหาหญ้าหรืออาหารหยาบ อื่นๆ ให้กินได้เพียงพอตลอดทั้งปี
  3. ต้องมีพ่อพันธุ์สำหรับคุมฝูง หรืออยู่ใกล้หน่วยที่ให้บริการผสมเทียม
  4. ต้องอยู่ใกล้ตลาดรับซื้อ-ขายโค หรือมีตลาดรองรับที่ชัดเจน

เทคโนโลยีและกระบวนการผลิต

  1. พันธุ์โค

เกษตรกรสามารถเลือกพันธุ์โคได้หลายพันธุ์ เช่น โคพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละ พื้นที่ อาทิ โคขุน (ภาคใต้) โคขาวลำพูน (ภาคเหนือ) โคลาน (ภาคกลาง) และโคอีสาน เป็นต้น หรือโคเนื้อ ลูกผสมที่เกิดจากโคพื้นเมืองกับโคพันธุ์บราห์มัน หรือพันธุ์ชาร์โรเลล์ เป็นต้น โดยคุณสมบัติของโคแต่ละพันธุ์ ก็จะแตกต่างกันไป เช่น โคพื้นเมืองจะมีความสมบูรณ์พันธุ์สูง ผสมติดง่ายให้ลูกเร็ว ลูกดกและเลี้ยงง่าย แต่จะมีการเจริญเติบโตช้า ตัวเล็ก ให้ผลผลิตเนื้อน้อยกว่าโคลูกผสม ซึ่งมีโครงร่างใหญ่

  1. การจัดการเลี้ยงดู

เกษตรกรควรเริ่มต้นจากการเลี้ยงโคสาวหรือโคสาวอุ้มท้องหรือโคลูกติด จำนวนที่เลี้ยงจะขึ้นอยู่ กับต้นทุนที่เกษตรกรมีแต่เพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุนและแรงงานที่ใช้ในการเลี้ยง เกษตรกรควรเลี้ยงตั้งแต่ 5 ตัวขึ้นไปต่อครอบครัว การเลี้ยงจะใช้วิธีกึ่งขังกึ่งปล่อย โดยจะปล่อยโคออกหากินพืชหญ้าในแหล่งธรรมชาติ ทุ่งหญ้าสาธารณะหรือทุ่งหญ้าที่ปลูกสร้างขึ้น แล้วนำเข้าขังคอกในช่วงตอนเย็นโดยจะมีโรงเรือนหรือไม่มีก็ได้ แต่ต้องมีเพิงพักที่สามารถป้องกันแดดและฝนได้หลังคาทำด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นเช่น หลังคาหญ้าจาก หรือแฝก พื้นจะเป็นพื้นดินอัดแน่น หรือพื้นซีเมนต์ก็ได้แต่ต้องมีความสะดวกในการทำความสะอาด และสามารถขนย้ายมูลโคออกได้สะดวก ในคอกพักหรือโรงเรือนควรมีรางน้ำ และรางอาหารให้เพียงพอ 79 กับจำนวนโคที่เลี้ยง ต้องมีน้ำสะอาดและแร่ธาตุก้อนให้โคกินตลอดเวลา ในช่วงที่พืชอาหารหยาบขาดแคลน ควรมีการเสริมพืชอาหารสัตว์คุณภาพดีหรืออาหารข้นให้กินเพิ่มเติม โดยเฉพาะในระยะการเลี้ยงที่สำคัญ เช่น ช่วงแม่โคอุ้มท้อง หลังคลอดและช่วงลูกโคให้เกษตรกรพิจารณาจากลักษณะรูปร่าง และความสมบูรณ์ ของโคเป็นหลัก ถ้าโคผอมก็ควรเสริมอาหารเพิ่มเติม แม่โคจะเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 1.5 ปี ในโค พื้นเมืองและ 2 ปี ในโคลูกผสม ถ้าเกษตรกรต้องการใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง พ่อพันธุ์ 1 ตัวที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป จะ คุมฝูงแม่พันธุ์ได้ 25-30 ตัว แต่ถ้าพ่อพันธุ์อายุน้อยจะคุมฝูงได้น้อยลง ถ้าเกษตรกรใช้ในการผสมเทียม จะ ต้องคอยสังเกตการณ์เป็นสัดของแม่โค ซึ่งจะมีวงรอบการเป็นสัดประมาณ 21 วัน ควรผสมให้ได้ตามวงรอบ แม่โคตั้งท้องนานประมาณ 280-290 วัน ในช่วงคลอดผู้เลี้ยงควรเข้าช่วยเหลือในการคลอด และให้ลูกโคกิน นมน้ำเหลืองจากแม่โคโดยเร็วที่สุด ลูกโคจะหย่านมเมื่ออายุประมาณ 6-7 เดือน โคทุกตัวควรได้รับการดูแล สุขภาพ ควรถ่ายพยาธิเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง และต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่สำคัญ ได้แก่ โรคคอ บวม โรคปากและเท้าเปื่อย ตามโปรแกรมอย่างสม่ำเสมอการจำหน่ายโคเนื้อจะสามารถจำหน่ายได้ตั้งแต่ลูก โคหย่านมเป็นต้นไป แม่โคพื้นเมืองจะสามารถให้ลูกโคปีละ 1 ตัว เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าเป็นโคลูกผสมจะ สามารถให้ลูกได้ 1-2 ตัวต่อปี เป็นอย่างน้อย

ต้นทุนและผลตอบแทน

  1. ต้นทุน  ในการเลี้ยงโคเนื้อ 1 ตัว ช่วงระยะเวลาการเลี้ยงดู 5 ปี เกษตรกรจะมีค่าใช้จ่าย คือ ค่าพันธุ์โคสาว หรือโคสาวอุ้มท้อง ค่าอาหารเสริมและแร่ธาตุ ค่าเวชภัณฑ์ ยาบำรุงยาถ่ายพยาธิ ค่าพืชพันธุ์อาหารสัตว์ค่าปรับปรุงซ่อมแซมคอก โรงเรือน รางน้ำ รางหญ้า และอื่นๆ รวมเฉลี่ย ประมาณ 30,000-32,000 บาทต่อตัว
  2. ผลตอบแทน  เกษตรกรจะมีรายได้จากการขายลูกโคหย่านมในช่วงเวลา 5 ปี แม่โค 1 ตัว จะให้ลูกประมาณ 3-4 ตัว จำหน่ายได้ในราคาตัวละประมาณ 8,000-10,000 บาท มีผลตอบแทนประมาณ 32,000-40,000 บาท และจะมีรายได้เพิ่มเติมจากการจำหน่ายมูลโคแห้งประมาณ 6,000 บาทต่อตัว โดยจะเริ่มคุ้มทุนในปีที่ 2 หรือ 3 อย่างไรก็ตาม ต้นทุนและผลตอบแทนดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงไปตามแหล่งที่เลี้ยงและสภาวะ การตลาดรวมทั้งขนาดการผลิต

สำหรับ แนวทางการเลี้ยงโคเนื้อ เพื่อผลิตลูกจำหน่าย นั้น อาจจะต้องใช้ระยะเวลาและเงินทุนที่ข่อนข้างสูง สำหรับเกษตรกรที่งบน้อยอาจจะค่อยเลี้ยงที่ล่ะ 1-2 ตัว แล้วค่อยขยายพันธุ์เอาก็ได้ครับ 

แหล่งที่มา : กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โทรศัพท์ : 0-2629-8972 โทรสาร : 0-2281-6599
E-mail : ats@opsmoac.go.th  www.ops.moac.go.th




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เมนู ต้มยำพุงปลาช่อน สูตรบ้านๆ ทำง่ายอร่อยแน่นอน

เมนู ต้มยำพุงปลาช่อน สูตรบ้านๆ ทำง่ายอร่อยแน่นอน

ต้มยำพุงปลาช่อน
Cr : www.sarakaset.com

สวัสดีค่ะวันนี้เรามีเมนูต้มยำมาฝากกันค่ะ เมนูที่ว่าคือ เมนูต้มยำพุงปลาช่อน ที่ทำแบบบ้านๆ กินตอนร้อนๆ โล่งคอ โล่งจมูก ดีไม่น้อยทีเดียว ด้วยรสชาติที่เปรี้ยว เผ็ด ร้อน เพราะเราใส่เครื่องสมุนไพรไทย แน่นๆเยอะจุใจกันเลยทีเดียว ซึ่งเมนูต้มยำพุงปลาช่อนนั้น หาทานไม่ยาก แต่ราคาอาจจะสูงไปนิด เพราะพุงปลาช่อน 1 ตัว มีแค่ 1 ชิ้น เท่านั้น จึงไม่แปลงใจที่พุงปลาช่อน จะมีราคาที่ค่อยแพง แต่ถ้านานๆ ทานที ก็คงไม่เป็นไร




เรามาลงมือเตรียมวัตถุดิบ ต้มยำพุงปลาช่อน และลงมือทำกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ ต้มยำพุงปลาช่อน

  • หัวปลาช่อน    1  หัว
  • พุงปลาช่อน   500 กรัม
  • เกลือ สำหรับล้างพุงปลาช่อน
  • น้ำสะอาด   700 ml.
  • ข่า   4 แว่น
  • ตะไคร้    2 ต้น
  • ใบมะกรูด    5 ใบ
  • หัวหอมแดง   5 – 6  หัว
  • พริกขี้หนูบุบ   10 เม็ด
  • พริกขี้หนูแห้งทอด    5 เม็ด
  • ใบผักชีฝรั่ง    2  ต้น
  • มะเขือเทศ    2 ลูก

เครื่องปรุงรส

  • น้ำปลา    4  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว    5 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส   1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการทำ ต้มยำพุงปลาช่อน

  • ขั้นตอนแรก นำพุงปลาช่อน และหัวปลาช่อน มาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นให้นำเกลือใส่ลงไปในพุงปลาช่อน และหัวปลาช่อน คลุกเกลือให้ทั่วพุงปลาช่อนและหัวปลาช่อน ทิ้งไว้ 2 – 3 นาที แล้วล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วพักไว้ ให้สะเด็ดน้ำ
  • ล้าง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ใบผักชีฝรั่ง มะเขือเทศ หอมหัวแดง พริกขี้หนู ให้สะอาด แล้วพักไว้
  • เสร็จแล้วนำข่า กับ ตะไคร้ มาหั่น เฉียง
  • แล้วฉีกใบมะกรูด รอ ทุบหอมหัวแดง และ หั่นมะเขือเทศ 1 ลูกแบ่ง เป็น 4ชิ้น รอเตรียมไว้
  • เสร็จแล้ว นำหม้อตั้งไฟกลางๆ ใส่น้ำสะอาดลงไปในหม้อ แล้วให้รอจนน้ำเริ่มเดือด จึงใส่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หัวหอมแดงลงไป ทิ้งเดือดประมาณ 5 นาที
  • เสร็จแล้ว นำพุงปลาช่อน และ หัวปลาช่อน ใส่ลงไป ขั้นตอนนี้ห้ามคน เพราะจะทำให้ต้มยำพุงปลาช่อน ของเราคาวได้ ต้มให้พุงปลาช่อนและหัวปลาช่อนสุก
  • ขณะรอพุงปลาช่อนและหัวปลาช่อนสุก ให้คอยตักฟองออกให้หมด เพื่อลดกลิ่นคาวของปลา
  • เมื่อปลาสุกแล้วให้ปรุงรส ด้วยน้ำปลา ผงปรุงรส ชิมรสชาติ
  • จากนั้นให้ใส่ พริกขี้หนูบุบ พริกแห้งทอด มะเขือเทศ และใบผักชีฝรั่งหั่นฝอย ลงไป
  • ปิดไฟ แล้วใส่น้ำมะนาวลงไป ชิมรสชาติตามชอบ ตักใส่ถ้วย พร้อมรับประทาน

เรียบเรียง : นงนุช




บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย ผสมผสานทรงหลังคาปั้นหยา สวยงามลงตัว

แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย ผสมผสานทรงหลังคาปั้นหยา จั่ว มะนิลา ได้อย่างลงตัวในหลังเดียว

แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย

แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย




สวัสดีครับ วันนี้เรามี แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย ผสมผสานทรงหลังคาปั้นหยา ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น บ้านสไตล์ร่วมสมัย ผสมผสานทรงหลังคาปั้นหยา จั่ว มะนิลา  ขนาด 1 ห้องมาสเตอร์รูม 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ครัว 1 ซักล้าง 1 โถงรับแขกกว้างๆ   ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก  ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์  เป็นบ้านพักอาศัย1 ชั้น สไตล์คอนเทมโพรารี่  ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 60-80 ซม. การออก  จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ :  ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์ 
เรียบเรียง : withikaset.com

แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย

ตัวบ้านถูกยกพื้นสูงเล็กน้อย หลังคาบ้านคาปั้นหยา จั่ว มะนิลา มุงด้วยกระเบื้องแบบเรียบโทนสีดำเข้ม ที่ตัดเชิงชายคาสีขาวได้อย่างลงตัว ผนังนอกบ้านมีการติดตั้งด้วยบานประตูหน้าต่างเป็นกระจกโทนสีใส กรอบด้วยอลูมิเนียมสีดำที่ตัดกับผนังสีขาวได้อย่างสวยงาม บริเวณหน้าบ้านทำระเบียงที่นั่ง 

แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย

แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย



แบบบ้านสไตล์ร่วมสมัย

ภายในตัวบ้าน นั้นเราจะพบกับส่วนของโถงที่มีขนาดใหญ่ ให้ใช้สอย เลือกปูพื้นกระเบื้องโทนสีเทาขาวเพิ่มความสว่างดูสะอาดตา ผนังทาสีขาว  พร้อมทั้งฝ้าหลุมขนาดยาวทาสีขาว ประดับตกแต่งโคมไฟคริสตัลดวงใหญ่และไฟซ่อนฝ้าสีสวย ฝั่งซ้ายมือนั้นจะเป็นประตูเชื่อมไปยังโซนครัว





ส่วนห้องน้ำห้องทั้งสองห้อง ภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องสีครีม และโทนสีลายแตกต่างกัน ผนังภายในตกแต่งด้วยกระเบื้องสีเทาสลับสีขาวพร้อมติดตั้งหน้าต่างบานเล็กแนวนอน และมีการตกแต่งด้วยชุดเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าสไตล์วินเทจสีขาว พร้อมกระจกส่องหน้ารูปทรงสี่เหลี่ยม

เพื่อนๆ คนไหนที่ชอบผลงานจากทางทีมงาน ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์ สนใจหรือปรึกษาการออกแบบจัดเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นกู้ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานก่อสร้าง ย้ำเลยครับว่ามีบริการให้คำปรึกษาฟรีสำหรับลูกค้าที่สนใจและ สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

ช่องทางการติดต่อ
Facebook : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์


ทางเว็บไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราเพียงแชร์ให้ดูเป็นไอเดียกับสมาชิกและท่านผู้สนใจเท่านั้น ราคาก่อสร้างที่ลงเป็นราคาจากเจ้าของบ้านเท่านั้น ส่วนในราคาสร้างจริงอาจจะขึ้นอยู่กับการเลือกวัสดุในการก่อสร้างและราคาค่าแรงของพื้นที่ทำการก่อสร้างด้วย





บทความอื่นที่น่าสนใจ

แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ อร่อยๆ ทำทานเองที่บ้านง่ายๆ

แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ อร่อยๆ ทำทานเองที่บ้านง่ายๆ

แกงหน่อไม้ไก่

สวัสดีค่ะ  วันนี้เราจะมาทำเมนู แกงหน่อไม่ไก่ ใส่กะทิ กันค่ะ แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ เป็นกับข้าวที่ทานได้กับข้าวสวยร้อนๆ หรือ กับขนมจีน ก็ได้ ซึ่งรสชาติของแกงหน่อไม้ไก่นั้น จะมีความมันของกะทิ ความหวาน และความเค็มตามมา ซึ่งการทำแกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ นั้นเราสามารถใช้หน่อไม้สดแบบต้มสุก หรือ หน่อไม้ดองแบบเส้นก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทินั้น ทำไม่ยากจนเกินไป แค่เรามีวัตถุดิบไม่กี่อย่าง หาซื้อได้ง่าย ซึ่งวัตถุดิบบางอย่าง เราก็จะมีติดครัวกันอยู่แล้ว ซึ่งก็จะสามารถทำแกงหน่อไม้ไก่  แกงกะทิ ได้เลย



หน่อไม้ คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

หน่อไม้ ชื่อภาษาอังกฤษ (Bamboo shoots) คือหน่ออ่อนของต้นไผ่ ที่แตกหน่อแยกตัวออกมาจากต้นไผ่ ที่สามารถนำมารับประทานได้ หน่อไม้นิยมนำไปประกอบอาหารเมนูต่าง ๆ เนื่องจากมีรสชาติหวานอร่อย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และด้วยความที่หน่อไม้นั้น เกิดจากใต้ดิน อยู่ในป่าที่สมบรูณ์ จึงมีสารปนเปื้อนหรือสารพิษจากปุ๋ยเคมีในดิน และสารเคมีปนเปื้อนในอากาศน้อยกว่าผักชนิดอื่นๆ จึงเป็นผักที่ปลอดภัย เป็นผักที่ให้พลังงานน้อย แต่มีกากใยสูง ในการแพทย์ของประเทศจีน ระบุไว้ว่า หน่อไม้มีฤทธิ์เย็น รสหวาน ช่วยบำรุงธาตุหยิน  ทำให้เลือดเย็น ดับร้อน มีฤทธิ์ในการช่วยขับเสมหะ และช่วยบำรุงตับ อีกด้วย

เรามาลงมือเตรียมวัตถุดิบ และ เครื่องปรุง ในการทำแกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ กันเลยค่ะ

วัตถุดิบ แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ

  • หน่อไม้ที่ต้มสุกแล้ว  3 หัว  หรือจะใช้เป็นหน่อไม้เส้นดองก็ได้
  • สะโพกไก่   3 ชิ้น  หรือจะใช้ไก่แบบไหนก็ได้ตามความชอบ
  • กะทิ   1 กล่อง / 250 ml.
  • น้ำมันพืช  3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำสะอาด  500 ml.
  • พริกแกงเผ็ด  2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกชี้ฟ้าแดง หรือ พริกขี้หนูแดง    2 เม็ด
  • ใบมะกรูด  3-4 ใบ
  • ใบโหระพา   2  กิ่ง

เครื่องปรุงรส แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ

  • น้ำปลา  3  1/2  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย  1 1/2  ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส   1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการเตรียม วัตถุดิบ แกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ

  • ขั้นตอนแรก เตรียมไก่ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วสับเป็นชิ้นๆ ชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ ได้ตามความต้องการ เสร็จแล้วจึงล้างด้วยน้ำให้สะอาดอีกครั้ง แล้วพักไว้
  • หั่นหน่อไม้ที่ต้มสุกแล้ว ให้เป็นเส้นๆ ความหนา และ ความยาวนั่น หั่นได้ตามความต้องการ ** กรณีที่เป็นหน่อไม้เส้นดอง ให้นำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วต้มหน่อไม้ให้น้ำเดือดประมาณ 5 นาที เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค ** เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้าง พริกชี้ฟ้าแดง หรือ พริกขี้หนูแดง ให้สะอาด แล้วหั่นเฉียงๆ เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างใบมะกรูดให้สะอาด แล้วฉีกครึ่งเอาแกนกลางออก แล้วพักไว้
  • ล้างใบโหระพา ให้สะอาด แล้วเด็ดใบ เสร็จแล้วพักไว้




วิธีการทำ

  • นำหม้อตั้งไฟกลาง ใส่น้ำมันลงไป แล้วตามด้วยเครื่องพริกแกงเผ็ด ผัดจนมีกลิ่นหอม และมีสีของน้ำมันพริกแกงเผ็ดเป็นสีแดง    ** ขั้นตอนนี้ให้ระวัง พริกแกงไหม้ อย่าใช้ไฟแรงเด็ดขาด **
  • เสร็จแล้วให้นำไก่ที่สับเตรียมไว้ ลงไปผัด ให้สุกประมาณ 70 %
  • เสร็จแล้วใส่น้ำสะอาดลงไป คนเล็กน้อย ให้ไก่คลี่ตัวออกจากกัน
  • จากนั้นรอจนน้ำเดือด แล้วค่อยใส่หน่อไม้ ลงไป รอน้ำเดือดอีกครั้ง
  • แล้วตามด้วยกะทิ 1 กล่อง ค่อยๆเทลงไปในหม้อ แล้วคนให้เข้ากันอีกที รอน้ำแกงเดือดอีกครั้ง
  • เสร็จแล้ว ปรุงรสด้วย ,น้ำปลา ,น้ำตาลทราย , ผงปรุงรส คนให้เข้ากัน ชิมรสชาติตามที่ต้องการ
  • เสร็จแล้ว จึงใส่พริกชี้ฟ้าแดง หรือ พริกขี้หนูแดง หั่นเฉียง ใบโหรพา และใบมะกรูดฉีก ลงไป คนเล็กน้อย
  • เสร็จแล้ว ปิดไฟ ตักแกงหน่อไม้ไก่ แกงกะทิ ใส่ถ้วย พร้อมรับประทานได้แล้วค่ะ

บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

แกงไก่บ้านใส่ฟัก รสชาติแซ่บๆ แบบอีสาน

แกงไก่บ้านใส่ฟัก รสชาติแซ่บๆ แบบอีสาน

แกงไก่บ้านใส่ฟัก


ถ้าให้พูดถึงอาหารอีสานนั้น เชื่อว่าทุกคน ต้องชื่นชอบในรสชาติที่แซ่บ อร่อย ถึงใจอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น ส้มตำปลาร้า ตำลาว ตำซั่ว ตำป่า แกงเห็ด แกงหน่อไม้ แกงอ่อมต่างๆ และเมนูอีสานอีกมากมาย ซึ่งวันนี้เราจะพามาทำ เมนูแกงไก่บ้านใส่ฟัก กันค่ะ สำหรับ แกงไก่บ้านใส่ฟัก เป็นเมนูบ้านๆ ที่หาวัตถุดิบไม่ยาก เครื่องปรุงน้อย ทำแล้วอร่อยแน่นอน ซึ่งจะมีวิธีการทำอย่างไรบ้าง เรามาลงมือทำกันเลยดีกว่าค่ะ




เตรียมวัตถุดิบสำหรับทำเมนู แกงไก่บ้านใส่ฟัก

  • ไก่บ้าน  1 ตัว
  • ฟัก  1  ลูก
  • พริกขี้หนู  20  เม็ด
  • หัวหอมแดง  6 หัว
  • ตะไคร้ หั่นซอย   2 ต้น
  • ใบแมงลัก  1 กำ
  • ใบมะกรูด  5 ใบ
  • ต้นหอม  3 ต้น
  • น้ำสะอาด  2 ลิตร

เครื่องปรุง

  • น้ำปลา
  • น้ำปลาร้า
  • ผงชูรส ( ผงนัว )

ขั้นตอนและวิธีทำ

  • แล่ไก่ออกเป็นชิ้นๆ สับตามขนาดที่ต้องการ แล้วล้างน้ำให้สะอาด
  • ใส่เกลือลงไปในไก่บ้าน คลุกเคล้าให้เข้ากัน เพื่อเป็นการลดกลิ่นความของไก่บ้าน ประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง เสร็จแล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • ปอกเปลือกฟัก หั่นฟักให้เป็นชิ้นๆ ขนาดพอดี แล้วล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • ล้างใบแมงลักให้สะอาด แล้วเด็ดใบออกมา เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างใบมะกรูด ให้สะอาด แล้วฉีกครึ่งเอาแกนกลางออก เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างต้นหอมให้สะอาด ตัดราก แล้วหั่นเป็นท่อนๆ เสร็จแล้วพักไว้
  • โคลกพริก , หัวหอมแดง , ตะไคร้หั่นซอย ,โคลกทุกอย่างให้เข้ากัน ละเอียดพอประมาณ  เสร็จแล้วพักไว้

จากนั้นให้ ตั้งหม้อ เปิดไฟกลางๆ ใส่น้ำลงไปในหม้อ 1ทัพพี ( น้ำล้างครก ) แล้วตามด้วย ใส่พริกที่โคลกเตรียมไว้แล้วตามลงไป ผัดให้เข้กัน และเริ่มมีกลิ่นหอมของพริกแกง  จากนั้นก็เริ่มใส่ไก่บ้านลงไปในหม้อ รวนไก่บ้านให้สุกประมาณหนึ่ง ตามด้วยน้ำปลาร้า 2 ทัพพี ผัดให้เข้ากันจนมีกลิ่นหอมของน้ำปลาร้า แล้วจึงเติมน้ำสะอาดส่วนที่เหลือลงไปในหม้อทั้งหมด  ปิดฝาหม้อ ต้มจนไก่สุก แล้วค่อยใส่ฟักลงไป ปิดฝาหม้ออีกครั้ง รอจนฟักสุกและใสขึ้น  ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า , น้ำปลา , ผงชูรส ชิมให้ได้รสชาติ ที่ตัวเองต้องการ เสร็จแล้วใส่ต้นหอม , ใบแมงลัก ,ใบมะกูด , ที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปในหม้อ คนให้เข้ากัน เสร็จแล้วปิดไฟ ตักใส่ถ้วยพร้อมรับประทาน

++ ทิปเล็กๆน้อย | ไก่บ้านที่จะนำมาทำเมนูแกงไก่บ้านใส่ฟัก นั้นควรเป็นไก่สาวๆ ที่กำลังพร้อมไข่ จะทำให้เนื้อของไก่ไม่เหนียวมากเวลารับประทาน ++ 




บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ใบบัวบกสมุนไพรรักษาโรคหัวใจ ช้ำใน บำรุงสายตา

ใบบัวบกสมุนไพรรักษาโรคหัวใจ ช้ำใน บำรุงสายตา

ใบบัวบกสมุนไพรรักษาโรคหัวใจ

สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีสาระดีๆ มีประโยชน์ มาฝากค่ะ นั่นก็คือสมุนไพรไทย นั่นเอง สมุนไพรไทย ใครๆก็รู้ว่ามีสรรพคุณ ในการช่วยรักษา และบรรเทาความเจ็บปวดได้ แต่จะมีคนที่รู้ วิธีใช้ สมุนไพรอย่างดูวิธี  นั้นมีน้อย ส่วนใหญ่เราๆ จะใช้ยาฝรั่งซะส่วนใหญ่ ซึ่งวันนี้เรามีสูตรยาสมุนไพร ที่หา วัตถุดิบได้ง่าย และ วิธีการทำนั้นก็ไม่มีขั้นตอนอะไร ที่ยุ่งยากซับซ้อน มาฝากกันคะ




บัวบก เป็นสมุนไพรในเขตร้อนชื้นทั่วไป เป็นผักพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักกันดี นิยมใช้เป็นผักแกล้มลาบ ส้มตำ ซุปหน่อไม้ กินกับน้ำพริก หรือกินกับหมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย และเป็นที่รู้กันดีว่าน้ำใบบัวบกมีสรรพคุณแก้ช้ำใน คนจีนเชื่อว่าน้ำใบบัวบกเป็นยาแก้ช้ำใน ช่วยลดการกระหายน้ำ บำรุงกำลัง ในตำรายาไทยกล่าวว่า บัวบกมีรสเฝื่อน ขม เย็น แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ ขับลมเสีย

สมุนไพร ช่วยรักษาโรค หัวใจเต้นผิดจังหวะ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ช้ำใน บำรุงสายตา

วัถุดิบ

  • ใบบัวบก ทั้งใบ ก้าน หัว ล้างให้สะอาด หั่นฝอย 1 กำมือ
  • ใบเตยหอม    1 ใบ
  • น้ำสะอาด   1 ลิตร
  • เกลือเล็กน้อย หยิบมือ
  • น้ำผึ้ง สำหรับแต่งรสชาต

ขั้นตอนและ วิธีทำ

  • ใส่ใบบัวบก ทั้งใบ ก้าน หัว ที่หั่นฝอย ใบเตย เกลือหยิบมือ ต้มด้วยน้ำสะอาด 1 ลิตร ต้มให้สุก กรองเอาแต่น้ำ  แต่งรสด้วยน้ำผึ้ง อุ่นวันละ 1 ครั้ง

วิธีรับประทาน

  • เช้า – เที่ยง – เย็น ครั้งละ 1 แก้ว กาแฟ หรือ 60 cc.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพร – หมอบ้าน วัดคีรีวงก์ ( วัดน้ำตก )



ผัดหน่อไม้ดองใส่ปลากระป๋อง ทำง่ายอร่อยสูตรบ้านๆ

ผัดหน่อไม้ดองใส่ปลากระป๋อง ทำง่ายอร่อยสูตรบ้านๆ

ผัดหน่อไม้ดองใส่ปลากระป๋อง

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาทำเมนูอาหารที่ทำง่าย ใช้เวลาน้อย มาฝากกันค่ะ ซึ่งวัตถุดิบนั้นหายไม่ยากและราคาไม่แพง สามารถเก็บไว้กินได้หลายมื้อ ในยุคสมัยปัจจุบันนี้ ที่ข้าวของแพงไปเสียทุกอย่าง วัตถุที่ว่า นั่นก็คือหน่อไม้ดอง กับปลากระป๋อง นั่นเอง ซึ่งของเหล่านี้หาง่าย เก็บได้นาน และทุกบ้านต้องมีติดครัวไว้ ยามฉุกเฉินนั่นเอง เรามาลงมือทำกันเลยดีกว่าค่ะ

ผัดหน่อไม้ดองใส่ปลากระป๋อง

วัตถุดิบและส่วนผสม

  • หน่อไม้ดองต้มแล้ว 1 ตะกร้าขนมจีนเล็ก  ** ต้มแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
  • ปลากระป๋อง    2 กระป๋อง
  • น้ำมันพืช  3  ช้อนโต๊ะ
  • พริกขี้หนูแห้ง  15 เม็ด เพิ่ม ลดได้
  • พริกขี้หนูสด   15 เม็ด    ** แบ่งไว้ใส่ตอนผัด 10 เม็ด **
  • กระเทียม   1  หัว
  • ใบกะเพรา    1 ตะกร้าขนมจีนเล็ก
  • น้ำปลา   2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม   2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส    1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส หรือ ผงปรุงรส      1- 2 ช้อนชา

ขั้นตอนวิธีทำ

  • เริ่มจากโคลกพริกแห้ง พริกขี้หนูสด กับ กระเทียม ให้ละเอียด แล้วพักไว้
  • จากนั้นให้ทำการตั้งกระทะ ไฟกลางๆ ไม่ต้องแรงมาก แล้วเทน้ำมันพืชลงไป ไม่ต้องรอให้กระทะร้อน
  • นำพริกที่โคลกเตรียมไว้แล้วลงไปผัดในกระทะให้ มีกลิ่นหอม
  • จากนั้นให้เรานำหน่อไม้ดองที่ต้มเตรียมไว้ลงไป ผัดให้เข้ากัน แล้วตามด้วยปลากระป๋อง 2 กระป๋อง ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง
  • เริ่มปรุงรส ด้วย น้ำปลา, ซอสปรุงรส, ซอสหอยนางรม, ผงชูรส หรือ ผงปรุงรส, ผัดให้เข้ากัน ชิมรสชาติ ตามความชอบได้เลยค่ะ
  • ใส่พริกขี้หนูสดประมาณ 10 เม็ด และ ใบกะเพรา ผัดให้เข้ากันอีกครั้งเป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมตักใส่จานรับประทานได้เลยค่ะ

เรียบเรียง : นงนุช , www.sarakaset.com


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง