การเพาะเลี้ยงไส้เดือนในวงท่อซีเมนต์ ประหยัดพื้นที่ให้ผลผลิตเร็ว

การเพาะเลี้ยงไส้เดือนในวงท่อซีเมนต์ ประหยัดพื้นที่ให้ผลผลิตเร็ว

การเพาะเลี้ยงไส้เดือนในวงท่อซีเมนต์

การเพาะเลี้ยงไส้เดือนในวงท่อซีเมนต์


หมอดินชาตรี หรือ เรียกคุณอ้อม หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน ตำบลจรเข้ อำเภออู่ทอง หนุ่มไฟแรงที่ยอมลาออกจากมนุษย์เงินเดือน เพื่อมาเป็นนายตัวเอง ด้วยการมาจับอาชีพเกษตรกรอย่างเต็มตัว พร้อมกับภรรยาคู่ใจ มาช่วยกันพัฒนาพื้นที่ของพ่อแม่ จนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ” สวน..กล้วยอู่ทอง “ ซึ่งหากจะย้อนประวัติที่มาที่ไปของสวนนี้ คงจะยาวกันเป็นแน่(ค่อยสอบถามคุณอ้อมอีกทีนะครับ )

ภายในสวนกล้วยอู่ทองบนเนื้อที่ 50 กว่าไร่ เต็มไปด้วยพืชผักไม้ผลนานาชนิด ปลูกผสมผสานกันอย่างลงตัว อาทิ กล้วย มะม่วง มะขาม กล้าไม้ต่างๆ แปลงผักและอื่นๆ รวมถึงโรงเรือนอบอาหารเพื่อแปรรูป โรงเรือนปลูกมะเขือเทศราชินี เป็นต้น




และที่อยากจะขอนำเสนอคือโรงเพาะเลี้ยงไส้เดือน โดยเลี้ยงในรองปูนกว่า 100 รอง(ดังภาพ) ซึ่งการเลี้ยงไส้เดือนนั้น ได้สอบถามคุณอ้อมแล้ว เลี้ยงง่าย ให้ผลผลิตมูลไส้เดือนสูง เลี้ยงแค่ 1-2 เดือน ก็สามารถขายมูลไส้เดือนได้แล้วครับ ในส่วนของขั้นตอนการเลี้ยง พันธุ์ไส้เดือนที่เลี้ยง รวมถึงรายละเอียดต่างๆ สามารถสอบถามทางหมอดินได้ครับ

โดยรวมสวนกล้วยอู่ทองนี้ เป็นจุดและศูนย์เรียนรู้ สาธิตทางด้านการพัฒนาที่ดิน การผลิตปุ๋ยอินทรีย์สูตรพระราชทาน การทำน้ำหมักชีวภาพ สมุนไพรไล่แมลง จากนวัตกรรมเทคโนโลยีของกรมพัฒนาที่ดิน พด.1-12 เป็นต้น และสามารถรับผู้มาศึกษาดูงานได้สบาย (จากภาพท่านนายอำเภออู่ทอง นายธีรชัย ทศรฐ  ผอ.วันชัย  วงษา (ผอ.พัฒนาที่ดินสุพรรณบุรี) นางอรทัย  อาจหาญ (เกษตรอำเภออู่ทองและผู้ทรงเกียรติได้มาเยี่ยมเยียนสวนคุณชาตรีด้วย ในการจัดอบรมโครงการขยายผลศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ปี 2559 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559)

สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการมาศึกษาดูงานในเรื่องต่างๆ อาทิ การเลี้ยงไส้เดือน การลดต้นทุนการผลิต การผลิตปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน การผลิตน้ำหมักชีวภาพ พด.1-12 และอื่นๆอีกมากมาย สามารถโทรสอบถามข้อมูลได้ ที่เบอร์หมอดินชาตรี รักธรรม(คุณอ้อม) 087-6782392-3,086-3115071 ได้ครับ หรือจะโทรสอบถามรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่ของสถานีพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรีก่อนก็ได้ครับ ที่เบอร์ 035-454081 สถานีพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรี

การเพาะเลี้ยงไส้เดือนในวงท่อซีเมนต์

การเพาะเลี้ยงไส้เดือนในวงท่อซีเมนต์




การเพาะเลี้ยงไส้เดือนในวงท่อซีเมนต์

ประโยชน์ของไส้เดือนดิน

  • ด้านสิ่งแวดล้อม สามารถเปลี่ยนขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ย ช่วยลดปัญหาเรื่องขยะในครัวเรือน
  • ไส้เดือนช่วยพลิกกลับดินโดยการกินดินทำให้แร่ธาตุในดินผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันได้ ช่วยทำลายชั้นดิน
  • ด้านการเกษตร ผลิตปุ๋ยหมักจากไส้เดือนและน้ำสกัดชีวภาพใช้ในการเกษตรอินทรีย์ ช่วยให้การย่อยสลายสารอินทรีย์ที่รวมถึงซากพืชสัตว์และอินทรียวัตถุต่างๆ ผลิตปุ๋ยหมัก (vermicomposting) และน้ำสกัดชีวภาพจากไส้เดือน (worm tea) นำน้ำหมักมูลไส้เดือนดินที่รวบรวมได้มาเติมอากาศเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ จากนั้นนำน้ำหมักมูลไส้เดือน 1 ส่วน ผสมน้ำ 20 ส่วน ใช้รด พืชผัก ไม้ผล ไม้ดอกเพื่อช่วยในการเจริญเติบโต
  • ส่งเสริมการละลายธาตุอาหารพืชที่อยู่ในรูปอนินทรีย์สารที่พืชใช้ประโยชน์ไม่ได้ไปอยู่ในรูปที่พืชนำมาใช้ประโยชน์ได้
  • ช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างของดินเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม โดยการเปลี่ยนของอินทรีย์เป็นปุ๋ยหมัก
  • ใช้เลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ ผลิตไส้เดือนเป็นอาหารโปรตีน (vermiculture) เนื่องจากไส้เดือนมีโปรตีนสูงอาจใช้เลี้ยงปลา เลี้ยงเพื่อใช้เป็นเหยื่อตกปลา ด้านอาหารสัตว์ใช้เป็นอาหารโปรตีนทั้งในรูปไส้เดือนเป็นและผงหรือไส้เดือนสดสำหรับเลี้ยงเป็ด หรือกบก็ได้
  • ด้านการแพทย์ รักษาโรคข้ออักเสบ แผลอักเสบ โรคผิวหนัง และสลายลิ่มเลือดในหลอดเลือด

สิ่งที่ควรคำนึงในการเล้ยงไส้เดือน

  • กองเพาะเลี้ยงหรือกระบะต้องทำในที่ร่มเพื่อป้องกันแสงแดดและฝน
  • จะต้องรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • ไม่ควรใช้ปุ๋ยคอกใหม่ควรตากให้แห้งและควรบดก่อนนำมาใช้
  • การใช้มูลสัตว์ชนิดอื่นๆ ควรมีการผสมกับมูลวัวก่อน
  • ไส้เดือน 1 กิโลกรัม มีจำนวน ประมาณ 1,000 ตัว จะกินอาหารได้ 5 กิโลกรัมต่อวัน ไส้เดือน 10 กิโลกรัม จะกินอาหารได้ 1 ตันต่อเดือน
  • ไส้เดือน 1,000 ตัว สามารถเลี้ยงในพื้นที่ขนาด 1 ตารางเมตร
  • ระหว่างฝนตกให้นำมูลวัววางตามยาวของกองเพาะเลี้ยงเพื่อป้องกันไส้เดือนหลบหนี
  • ศัตรูของไส้เดือนดินเช่น ไรแดง มด หนู นก กบ กิ้งกือ ตะขาบ หอย งู ตัวอ่อน แมลงปีกแข็ง จิ้งจก ตุ๊กแก แมงกระชอน จิ้งหรีด ดังนั้น ในการเลี้ยงจึงจำเป็นต้องมีตาข่าย ป้องกันแมลงและสัตว์ต่างๆ เข้าไปกินไส้เดือน

แหล่งที่มา : สวน..กล้วยอู่ทอง, สถานีพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรี




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น





การสร้างบ้านชักหลังนั้น จำเป้นที่จะต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างและวัสดุจำนวนมาก อีกทั้งยังต้องผ่านกระบวนการวางแผน ความอดทน พยายามของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นเพื่อให้บ้านออกมาสวย มีประสิทธิภาพสมกับสิ่งที่ต้องแลกไป วันนี้เราจึงได้นำ แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังนี้มานำเสนอเพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสร้างบ้านให้กับคุณ

บ้านสวยๆ สไตล์ทโมเดิร์น ที่นำมาฝากกัน สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับแขก ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก รับเหมาสร้างบ้าน ช่างวิลาศ เป็นบ้านพักอาศัยชั้นเดียว ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 40 ซม. การออกแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังคาเพิงแหงน ซ้อนกัน  จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ที่มารูปภาพและทีมช่าง : รับเหมาสร้างบ้าน ช่างวิลาศ

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

เมื่อเรามองจากด้านหน้าของตัวบ้านนั้น  จะเห็นความโด่ดเด่นของเสาหน้าบ้านที่ปูด้วยหินอ่อน สีเทา เข้มตัดกับบัวสีขาว ที่ชัดเจน ในแบบของบ้านสไตล์โมเดิร์น สมัยใหม่ที่สวยงาม พร้อมระแนงสีส้มและราวจับบันไดทางขึ้นที่เด่นชัด

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น




แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น

ระเบียงหบ้าบ้าน ปูพื้นด้วยกระเบื้องสีดำ ด้านข้างกั้นด้วยไม้สีส้ม อีกฝั่งสร้างม้านั่งและมีชั้นวางของ เหมาะสำหรับนั่งเล่น รับลมเย็นๆช่วงเย็น ที่ฝ้าเพดานฝังไฟดาวน์ไลท์ให้สว่าง ติดตั้งไม้ระแนงใต้ชายคา พร้อมกับโคมไฟให้จุดนี้สว่างในยามมืดค่ำ ส่วนประตูหน้าบ้านเป็นกระจกบานใหญ่ ที่ทันสมัย

ด้านในเน้นความเรียบหรูด้วยโทนสีขาวของผนังและพื้น เพิ่มความหรูด้วยฝ้าเพดานที่เป็นฝ้าหลุมแต่งด้วยโคมไฟสวย แต่งขอบบัวไม้ด้านล่างเพิ่มความสวยงาม



ห้องครัว เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของบ้าน พื้นห้องปูทับด้วยกระเบื้องโทนสีเทาละมุน เคาน์เตอร์ครัวทรงตัวยูที่ก่อไว้ติดผนัง แต่งด้วยกระเบื้องเรียบโทนสีดำ รวมถึงผนังโซนนั้น ที่ผนังนะเนมีกาารปูกระเบื้องสีขาว และในขณะทำอาหารนั้นสามารถเปิดหน้าต่าง เพื่องระบายอากาศได้กับประตูที่เปิดออกไปหลังบ้าน

ห้องน้ำ มีพื้นที่ใช้สอยขนาดกว้าง ปูพื้นกันลื่นด้วยกระเบื้องสีเทาออกดำๆลายขาว  ผนังเป็นลายหินอ่อนสีขาวตัดด้วยสีดำ  ติดตั้งสุขภัณฑ์ที่พร้อมสำหรับการใช้งาน และมีพัดลมไว้คอยระบายอากาศให้ถ่ายเทสะดวก

จบไปแล้วครับ กับแบบบ้านโมเดิร์นชั้นเดียวหลังนี้ที่สร้างและออกแบบมาได้อย่างลงตัว หากทุกท่านชอบและได้ไอเดียดีๆ ไปใช้กับบ้านของตน หากใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ 

ขอบคุณที่มา: เพจ รับเหมาสร้างบ้าน ช่างวิลาศ





หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีทำไข่เค็ม กินเองง่าย ๆ ด้วยสูตรดองเกลืออร่อยแน่นอน

วิธีทำไข่เค็ม กินเองง่าย ๆ ด้วยสูตรดองเกลืออร่อยแน่นอน

วิธีทำไข่เค็มดองเกลือ

วิธีทำไข่เค็มดองเกลือ





เมื่อเราทานข้าวต้มนั้นนั้น หลายๆคน มักจะคิดถึง ไข่เค็ม ซึ่งเป็นเมนูที่นิยมนำมาทานคู่กันเป็นประจำ และแน่นอนว่าหลายๆ คนก็จะชื่นชอบการทานไข่เค็มที่มีไข่แดงมันเยิ้มอยู่ตรงกลาง เพราะมีสีสันที่น่ารับประทาน เวลาที่เราซื้อตามร้านค้านั้นอาจจะไม่ถูกใจมีรสชาติที่ไม่ค่อยอร่อย แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราทำมาทำ ไข่เค็มไว้กินเองแบบง่ายๆ ด้วยวิธีการดองนำเกลือ เป็นวิธีการทำที่ง่าย จะได้ไข่แดงมันเยิ้มที่มีความน่ารับประทาน ได้ทั้งความอร่อยและที่สำคัญยังได้ทำความสะอาดด้วย สูตรไข่เค็มดองในน้ำเกลือ แค่เพียง 1-2 อาทิตย์ ก็ได้ไข่เค็มฝีมือตัวเองไว้กินแล้ว

ขั้นตอนเตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์

  • ไข่เป็ด (ดิบ) จำนวน 10 ฟอง
  • ภาชนะ สำหรับดองไข่ เลือกภาชนะที่ไม่ทำปฏิกิริยากับเกลือ เช่น โหลแก้ว แก้วพลาสติก กะละมัง หรือเครื่องเคลือบดินเผา เป็นต้น
  • เกลือ จำนวน 1 ถ้วย
  • น้ำสะอาด สำหรับต้มน้ำเกลือ จำนวน 4 ถ้วย (หรือประมาณ 1 ลิตร)

วิธีการทำไข่เค็ม

  • ล้างไข่เป็ดให้สะอาด สะเด็ดน้ำจนแห้งสนิท ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้
  • ทำน้ำเกลือสำหรับดองไข่ โดยใส่เกลือกับน้ำลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟจนเดือด และคนให้เกลือละลายจนหมด ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็นสนิท
  • เทน้ำเกลือที่เย็นแล้วลงในภาชนะที่ใส่ไข่ไว้จนน้ำท่วมไข่ จากนั้นใช้ถุงพลาสติกใส่น้ำ วางทับลงไปให้ไข่เป็ดจมอยู่ใต้น้ำตลอดเวลา ปิดฝาให้สนิทและเก็บไว้ในที่ร่ม นานประมาณ 2-3 สัปดาห์

* สำหรับทำไข่ดาว เก็บไว้นำนประมาณ 2 สัปดาห์

* สำหรับทำไข่ต้ม เก็บไว้นำนประมาณ 3 สัปดาห์

” วิธีทำไข่เค็มดองเกลือ “

เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ

  1. ทำอย่างไรให้ไข่แดงเค็ม เป็นน้ำมันเยิ้มๆ หลายคนชอบกินไข่เค็มที่มีไข่แดงเป็นน้ำมันเยิ้ม ๆ ออกมา เพราะทั้งมัน ทั้งอร่อย เทคนิคก็คือ หลังจากที่พักน้ำเกลือ จนเย็นสนิทแล้ว ให้เติมเหล้าขาวลงไปในน้ำเกลือด้วยเล็กน้อย คนผสมให้เข้ากัน แล้วเทใส่ลงในโหล จะทำให้ไข่แดงเค็ม ที่ได้ก็จะเป็นน้ำมันเยิ้ม ๆ น่ารับประทาน
  2. วิธีต้มไข่เค็มให้อร่อย การที่จะต้มไข่เค็มให้อร่อย มีเคล็ดลับอยู่ที่ “สารส้ม” ทำได้โดยใส่น้ำลงในหม้อ ใส่สารส้ม 1 ก้อน หรือสารส้มป่น ประมาณ 1/2 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยไข่เค็ม นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง ต้มจนเดือด นานประมาณ 8-10 นาที ก็จะได้ไข่เค็มต้ม สุดอร่อยไว้กินแล้ว
  3. วิธีเก็บไข่เค็ม ที่ต้มแล้ว ให้ได้นานที่สดุ ไข่เค็มที่นำไปต้มแล้ว สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานประมาณ 1 เดือน ส่วนวิธีการเก็บรักษาไข่เค็มต้มให้ได้นานที่สุด คือ ให้ใส่สารส้มลงไปแกว่งในน้ำที่ใช้ต้มไข่ด้วย นอกจากจะยืดอายุไข่เค็มได้แล้ว สารส้มจะทำให้สีของเปลือกไข่และเนื้อไข่ ขาวสวยขึ้นอีกด้วย

องค์ความรู้โดย นางเพลินจิตร พินิตมนตรี ตำบลโคกสะอำด อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ , www.kasetbanna.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สูตรอาหารไก่ทำมือ เพื่อลดต้นทุนและสุขภาพไก่แข็งแรง

สูตรอาหารไก่ทำมือ เพื่อลดต้นทุนและสุขภาพไก่แข็งแรง

สูตรอาหารไก่ลดต้นทุน

สูตรอาหารไก่ลดต้นทุน


อาหารที่ใช้เลี้ยงไก่ สำหรับผู้เลี้ยงไก่พื้นบ้านหรือไก่พันธุ์ทั่วไป ในท้องถิ่นชนบทจะเลี้ยงแบบปล่อยให้ไก่หากินตามธรรมชาติ หรือให้อาหาร คือ ข้าวเปลือก ปลายข้าว และรำ เป็นหลัก ข้าวนอกจาก เป็นอาหารคนแล้วบางส่วนยังเป็นอาหารไก่ด้วย ดังนั้นในทุกๆส่วนของกระบวนการผลิตข้าวจึงถูกใช้อย่างคุ้มค่าไม่มีส่วนใดเหลือทิ้ง อย่างไรก็ตามปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ส่วนหนึ่งได้หันมาซื้ออาหารสำเร็จรูปให้ไก่กินเพราะเห็นว่าให้คุณค่าทางอาหารดีกว่าและสะดวก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงกว่า ทำให้เกษตรกรบางกลุ่ม ได้พยายามคิดค้นสูตรอาหารไก่ขึ้นมาเอง และให้สามารถคงคุณภาพอาหาร ที่มี ไขมัน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แร่ธาตุ และวิตามินเหมือนอาหารไก่สำเร็จรูปที่มีขายตามร้านขายอาหารสัตว์ หรือดีกว่าอีกด้วย




การคิดค้นสูตรอาหารไก่ ผู้พัฒนาสูตรมีหลักการว่าต้องปรับให้เหมาะสมกับพันธุ์ไก่ ลักษณะสถานที่ วัตถุดิบหาง่ายในท้องถิ่น ส่วนผสมสามารถให้คุณค่าทางอาหารครบถ้วน อีกทั้งยังป้องกันและรักษาโรคได้ และที่สำคัญ คือ ต้องลดต้นทุน สูตรอาหารไก่ที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นการเผยสูตรครั้งแรก ในเวทีเสวนา การเลี้ยงสัตว์และผลิตอาหารสัตว์ งานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน วันที่ 26-28 กุมภาพันธ์ 2559 ณ จังหวัดขอนแก่น สำหรับความรู้เรื่องสูตรอาหารต้องขอขอบคุณวิทยากรสองท่าน คือ คุณวีระยุทธ์ สุวัฒน์ และคุณ ก้องเกียรติ ถาดทอง แม้ทั้งสองท่านจะเลี้ยงพันธุ์ไก่ที่แตกต่างกันและที่สำคัญคุณวีระยุทธ์ เลี้ยงไก่อยู่ในเขตพื้นที่ชนบท ส่วนคุณก้องเกียรติ เลี้ยงไก่ในเขตเมือง แต่ทั้งสองคนนี้ก็มีความรู้ในบริบทของตนเองที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

คุณวีระยุทธ สุวัฒน์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ต.หนองแคน อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด กลุ่มเกษตรกรในชุมชนและตนเอง เลี้ยงไก่เนื้อ (ประดู่ดำ ไก่สามสายเลือด เป็นต้น) ไก่ไข่ โดยเฉพาะไก่ 3 สายเลือดซึ่งเป็นได้ทั้งไก่ไข่ และไก่เนื้อ มีตลาดเขียวเป็นพื้นที่รองรับ

สูตรอาหารไก่ลดต้นทุน สูตรที่ 1

ส่วนผสม

  1. หยวกกล้วย 3 กก.
  2. กากน้ำตาล 1 กก. (อาหารจุลินทรีย์)
  3. เอ็มร้อย 1 ขวด
  4. นมเปรี้ยว 1 ขวด

วิธีทำ

  • อาหารหมักจากหยวกกล้วย เหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัด โดยการใช้หยวกกล้วยที่ลำต้นไม่แก่มาก ซอยให้เป็นแผ่นเล็กๆ ใส่ลงในถังหมักแล้วใส่ส่วนผสมที่เหลือ
  • ปิดไว้ 1 อาทิตย์
  • สามารถให้ไก่กินได้เลย หรือว่าจะผสมอาหารอย่างอื่นร่วมก็ได้

สูตรอาหารไก่ลดต้นทุน สูตรที่ 2

ส่วนผสม

  1. แกลบ 5 กก.
  2. กากน้ำตาล 1 กก.
  3. รำ ½ กก.

วิธีทำ

  • หมักไว้ 5 วัน จะสังเกตว่ามีหนอนสีขาว (ใส่ถังปิดไว้)
  • วัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดหนอน (สำหรับเลี้ยงไก่)
  • ไก่ 50 ตัว พื้นที่ประมาณ ครึ่งงาน (ปล่อยอิสระแต่ล้อมรั้ว)
  • อัตราความเหมาะสมประมาณ 50 ตัว (เหมาะสม)




สูตรอาหารไก่ลดต้นทุน สูตรที่ 3

ส่วนผสม

  1. หยวกกล้วยสับ 2 กก.
  2. ปลายข้าวสาร 0.5 กก.
  3. รำละเอียด 0.5 กก.
  4. ข้าวเปลือก 1 กก.
  5. ขี้เค้กปาล์ม 1 กก.
  6. กากน้ำตาล 1 ลิตร
  7. EM จุลินทรีย์ 0.1ลิตร

อุปกรณ์

  • กระบะผสมอาหาร
  • พลั่ว

วิธีทำ

  • นำหยวกกล้วยสับใส่ลงในกระบะผสมอาหาร และตามด้วยข้าวเปลือกเพื่อเพื่มปริมาณโปรตีนแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้ว นำขี้เค้กปาล์มลงไปผสม เพื่อกลิ่นหอมจากนั้นให้นำกากน้ำตาลงไปผสม เพื่มความหวานคลุกเคล้าให้เข้ากัน รำและปลายข้าวสารลงไปผสมแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน สุดท้าก็นำ EM จุลินทรีย์ ใส่ลงไปแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน เพื่อป้องกันการป่วยของไก่ได้ อาหารสูตรนี้เมื่อผสมกันเสร็จแล้วก็สามารถนำไปให้ไก่กินได้ทันที

สูตรอาหารไก่ลดต้นทุน สูตรที่ 4

ส่วนผสม

  1. รำละเอียด 30 กก.
  2. ปลายข้าว 1  กก.
  3. น้ำตาลทรายแดง หรือ กากน้ำตาล 1 กก.
  4. เกลือแกง 2 ช้อนโต๊ะ
  5. ขี้วัวแห้ง 4 กก.
  6. ดินนาบด  2  กก.
  7. ต้นกล้วยสับ 30  กก.

วิธีทำ

นำส่วนผสมทั้งหมดตามสัดส่วนมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไปให้ไก่กินได้เลยหรือบรรจุในถัง ปิดฝาให้สนิท  หรือ  ใส่ถุงพลาสติกมัดปากให้สนิท  หมักไว้จำนวน 5 วันจะมีตัวหนอน (มีหนอนจะดีมาก)

การนำไปใช้งาน

  • กรณีไก่พร้อมจะไข่ นำมาผสมกับอาหารไก่สำเร็จรูปในอัตราส่วน 1:3 (อาหารที่ทำเอง 1 ส่วน ต่อ อาหารสำเร็จรูป 3 ส่วน)
  • กรณีไก่สาว ผสมกับอาหารไก่ 50:50 และลดปริมาณอาหารสำเร็จรูปลงเรื่อย ๆ




สูตรอาหาร ป้องกันและรักษาโรคไก่

 โรค อหิวาต์/ นิวคาสเซิล/ ฝีดาษ ฯลฯ

ส่วนผสม

  1. บอระเพ็ด 1 กก.
  2. ฟ้าทะลายโจร 1 กก.
  3. กระเทียม ½ กก.
  4. น้ำตาลทรายแดง 1 กก.

วิธีทำ

  • นำน้ำตาลทรายแดงเคี่ยว (ไม่ต้องใส่น้ำ) ครึ่งกิโลกรัมก่อน
  • ผสมกับส่วนผสมอื่น หมักไว้ 30 วัน
  • สามารถให้ไก่กินประมาณ 1 ช้อน หรือผสมน้ำให้ไก่กินก็ได้ (อัตรา 5 ลิตรต่อยา 1 ช้อนแกง)
  • สามารถกินได้ทั้งไก่ไข่ ไก่เนื้อ

คุณก้องเกียรติ ถาดทอง ผู้มีใจรักเลี้ยงสัตว์ในเมืองกรุงจนได้ชื่อว่า “เจ้าชายสัตว์” ไก่ที่เลี้ยงอาศัยอยู่แบบห้องพัก เนื่องจากสถานที่คับแคบ การอาศัยของไก่สามารถเกิดโรคได้ง่าย จึงคิดค้นสูตรอาหารไก่สมุนไพร ที่ป้องกันและรักษาโรคได้ ปกติเน้นการเลี้ยงพันธุ์โรสไอแลนเรด ซึ่งเป็นไก่สายพันธุ์แท้ (ปลายหางดำ) และเล็กฮอร์นขาว และ บาร์พี เฮ็ดร็อก

สูตรอาหารป้องกันและรักษาโรคไก่

ส่วนผสม

  • ฟ้าทะลายโจร 1 กก.
  • น้ำตาลทรายแดง 1 กก.
  • โทงเทง 1 กก.
  • น้ำเปล่า

วิธีทำ

  • หมักกับน้ำตาลทรายอัตรา 1:1:1 หมักไว้ประมาณ 1 เดือน

นำส่วนผสมทั้ง 3 อย่างผสมให้เข้ากันแล้วเติมน้ำให้พอท่วม ใส่ภาชนะที่มีฝาปิด แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน ก็สามารถนำมาใช้ผสมกับอาหารให้ไก่กินได้ จะทำให้ไก่มีสุขภาพดี ลดอัตราการเกิดโรค

แหล่งที่มา : คุณวีระยุทธ สุวัฒน์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ต.หนองแคน อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด กลุ่มเกษตรกรในชุมชนและตนเอง, www.sarakaset.com


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีทำจุลินทรีย์จาวปลวก ประโยชน์หลากหลาย ช่วยย่อยสลายได้เร็ว

จุลินทรีย์จาวปลวก ประโยชน์หลากหลาย ช่วยย่อยสลายได้เร็ว

จุลินทรีย์จาวปลวก

จุลินทรีย์จาวปลวก





จุลินทรีย์จาวปลวก คือกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพกลุ่มหนึ่ง ที่ถูกค้นพบโดย คุณจักรภฤต บรรเจิดกิจ ปราชญ์ชาวบ้าน จังหวัดพิจิตร โดยนำจาวปลวกมาผสมคลุกคคล้ากับปลาข้าวดิบ (ปลาข้าวหนียวหรือปลายข้าวเจ้า) และน้ำสะอาด (ไม่มีคลอรีน) หมักทิ้งไว้คพียง 7 วัน ก็สามารถนำมาใช้งานได้ จุดเด่นของจุลินทรีย์จาวปลวก คือ ช่วยประหยัดต้นทุน เพราะไม่จำเป็นต้องใช้กากน้ำตาลหรือรำละเอียดเหมือนการหมักจุลินทรีย์กลุ่มอื่น ๆ และสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งในด้านการคกษตร ปศุสัตว์ ประมง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงใช้เพาะเห็ดโคนป่าหรือเห็ดป่าร่วมกับธรรมชาติได้ปีละหลายครั้ง นอกจากนี้ยังใช้สกัดเอ็มไซม์จากผลไม้ สำหรับดื่มคพื่อบำรุงสุขภาพและป้องกันโรคได้อีกด้วย

จาวปลวกคืออะไร

จาวปลวก คือ รังเลี้ยงตัวอ่อนหรือเอมบ์ (comb) โครงสร้างเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ รูปร่างหยักไปมาคล้ายมันสมองหรือคล้ายปะการัง บางชนิดจะคล้ายรังผึ้ง ลวดลายที่แตกต่างกันนี้ บางครั้งสามารถบอกสกุลของปลวกได้ ขนาดของรังเลี้ยงตัวอ่อนไม่แน่นอน ขนาดเล็กประมาณ 8×6 เซนติเมตร ขนาดใหญ่มักมีรูปร่างยาวตามโพรงหรือห้องที่อยู่ใต้ดิน หรือภายในจอมปลวก

จุลินทรีย์จาวปลวก

จาวปลวก เป็นสิ่งที่ปลวกสร้างขึ้นมาจากมูลของมันเอง ซึ่งมูลของปลวกมี 2 ชนิด ชนิดแรกเป็นมูลที่ถูกย่อยภายในลำไส้เพียงเล็กน้อยและอยู่ในสภาพเป็นของแข็ง และชนิดที่สองเป็นมูลที่ถูกย่อยภายในลำใส้อย่างดีแล้วและอยู่ในสภาพเป็นของเหลว มูลชนิดแรกประกอบด้วยเศษพืช (เศษไม้) ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ปลวกกัดกินเค้้าไปและผ่านกระเพาะของปลวกออกมาอย่างรวดเร็ว โดยในขณะที่ผ่านกระเพะปลวกนั้นเศษพืชถูกคลุกเคล้าด้วยน้ำย่อย ดังนั้นมูลที่ถ่ายออกมาจึงมีรูปร่างเป็นท่อนกลมสั้นๆ ซึ่งต่อมาจะถูกกราม (mandibles)ของลวกกัดจนเป็นเม็ดเล็ก ๆ แล้วนำไปสร้างเป็นรังเลี้ยงตัวอ่อน ในขณะที่ปลวกสร้างรังเลี้ยงตัวอ่อนนี้เองจะมีราเกิดขึ้น โดยเส้นใยของราจะเกาะกันเป็นก้อนกลมสีขาวขนาดเล็ก เรียกว่า Fungus nodule หรือ Fungal ball เส้นใยนี้จะเป็นอาหารของปลวก และเมื่อปลวกกินเส้นใยของราคาไป จะถ่ายมูลชนิดที่สองออกมา ซึ่งปลวกจะนำมูลที่เป็นของเหลวนี้ไปใช้เคลือบผนังด้านในของห้องเห็ด แต่เมื่อถึงระยะหนึ่งปลวกจะกินน้อยลง และทิ้งรังตัวอ่อนไป ราจะเจริญเส้นใยเพิ่มมากขึ้น และเกิดดอกอ่อน (fruiting primordia) เป็นแท่งยาวโผล่ขึ้นมาจากรังเลี้ยงตัวอ่อน เรียกว่า pseudorhiza และแทงผ่านชั้นดินขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ที่เรารู้จักกันดี นั่นคือ เห็ดโคน

การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จาวปลวก

ก่อนที่จะขุดนำจาวปลวกมาใช้ทาจุลินทรีย์จาวปลวก ต้องเตรียมขันห้า 1 พาน จุดธูปหอม 21 ดอก และกล่าวคำขอจากพระแม่ธรณีและราชา ราชินีปลวกว่า “สาธุพระแม่ธรณี ราชา ราชินีปลวกทั้งหลาย ข้าพเจ้าขออนุญาตขุดจอมปลวก เพื่อเอาจาวปลวกมาทาจุลินทรีย์ เพื่อเป็นประโยชน์ในการกสิกรรม แล้วจะทำบุญอุทิศไปให้ สาธุ” แล้วใช้ด้ามจอบกระทุ้งจอมปลวก ถ้าเสียงดังปุกๆ แสดงว่ารังมีโพรง มีจาวปลวกอยู่ ให้ขุดได้เลย แล้วนำจาวปลวกที่มีคชื้อเห็ดโคน (สังเกตได้จากมีจุดขาวๆ อยู่บนจาวปลวก และมีกลิ่นหอมเหมือนเห็ด) ออกมาใช้งาน




วัตถุดิบและอุปกรณ์

  • จาวปลวกที่ขุดมาใหม่ๆ ประมาณ ½ กก. หรือ หัวเชื้อแบบเข้มค้น จำนวน 1 ลิตร
  • ปลายข้าวหรือข้าวหัก ใช้ได้ทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้า 5 กก.
  • น้ำสะอาดที่ไม่มีคลอรีน ประมาณค่อนถัง (170ลิตร)
  • ถังน้ำมีฝาปิด 1 ใบ ขนาด 200 ลิตร

วิธีทำ

นำจาวปลวก มาคลุกกับปลายข้าวหรือข้าวท่อน แล้วเทลงในถังพลาสติกที่มีน้ำสะอาดไม่มีคลอรีน ใส่ไว้เกือบเต็มถัง เหลือที่ว่าง จากปากถังประมาณ 1 ฝ่ามือ ปิดฝา ตั้งไว้ในบริเวณที่โดนแดด ตอนคช้า ส่วนตอนบ่ายให้อยู่ในร่ม แล้วหมักทิ้งไว้ 7 วัน โดยคน ไปทางเดียวกันทุกวัน จะได้จุลินทรีย์จาวปลวกแบบน้ำที่มีลักษณะเป็นน้ำสีขาว ใส มีกลิ่นเปรี้ยว พร้อมใช้งาน

หมายเหตุ

    • ปริมาณข้าว น้ำ และจาวปลวก ไม่มีสูตรตายตัว สามารถนำไปประยุกต์กับขนาดของถังพลาสติกที่มีอยู่ ถ้าถังมีปริมาตรความจุมาก ก็ใช้ปลายข้าว และน้ำมากขึ้นตามลำดับ
    • ไม่ควรเทน้ำใส่เต็มถัง เพราะเมื่อผ่านไป 3 วัน จะเกิดฟอง และแรงดันอากาศ ฝาอาจจะระเบิดออกได้
    • ถ้าต้องการย้ายเชื้อจุลินทรีย์จาวปลวกให้ได้ปริมาณมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องขุดจอมปลวกเพื่อเอาจาวปลวกอีก เพียงแต่เตรียมปลายข้าว และในน้ำในปริมาณเท่าเดิม และนำน้ำจุลินทรีย์จาวปลวกที่ทำครั้งแรกมาคลุกกับปลายข้าวให้เข้ากัน แล้วจึงนำไปเทใส่ถังพลาสติกที่มีฝาปิด และใส่น้ำเกือบเต็มถัง ปิดฝาทิ้งไว้ 7 วัน ก็จะได้น้ำจุลินทรีย์จาวปลวกไปใช้ประโยชน์ได้

การประยุกต์ใช้จุลินทรีย์จาวปลวก

1.ใช้เพาะเห็ดโคนป่าแบบกึ่งพึ่งพาธรรมชาติ

โดยใช้น้ำจุลินทรีย์จาวปลวกแบบเข้มข้น จำนวนไม่จำกัด นำไปรดราดบริเวณโคนจอมปลวกให้ชุ่ม หรือใช้วิธีถากดินรอบจอมปลวก (ไม่ให้ลึกถึงรัง) ให้กระจายรอบๆ บริเวณโคนจอมปลวกให้สม่ำเสมอ จึงรดน้ำจุลินทรีย์จาวปลวกให้ชุ่มทั่วบริเวณ แล้วนำใบไม้ เศษหญ้า หรือฟางข้าวคุลมให้มิด รดน้ำให้ชุ่ม รอจนกว่าสภาพอากาศในช่วงฤดูฝน จะมีอากาศร้อนอบอ้าวเหมือนฝนจะตก (อากาศหาเห็ดโคน) มีข้อสังเกตคือ เห็ดโคนมักจะเกิดในวันโกน หรือก่อนวันขึ้น 15 ค่ำ โดยวิธีการนี้จะทำให้มีเห็ดโคนเกิดขึ้นมากกว่าปีละครั้ง

2.ใช้ย่อยสลายฟางข้าวในแปลงนา

โดยใช้จุลินทรีย์จาวปลวกแบบเข้มข้น จำนวน 10 ลิตรต่อไร่ ปล่อยไปตามน้ำหรือฉีดพ่นให้กระจายทั่วแปลงนาระดับน้ำในแปลงนาต้องท่วมฟางข้าวประมาณ 1 ฝ่ามือ หมักทิ้งไว้ 5-7 วัน จึงสามารถปั่นทำเทือกนาได้ ฟางข้าวจะเปื่อยขาด ไม่ติดตัวปั่น ปั่นง่าย ทำให้ประหยัดน้ำมัน หากจะให้ฟางเปื่อยเร็วกว่านี้ ให้ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยน้ำหมักจากปลา เทใส่ไปพร้อมกับน้ำที่สูบเข้าแปลงนา จะทาให้จุลินทรีย์จาวปลวกย่อยสลายฟางข้าวอย่างรวดเร็ว ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำ ดินมีรูอากาศ ทาให้ไส้เดือนดินและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ช่วยให้้ข้าวเจริญคติบโตแข็งแรง ใบเขียวเข้ม

กรณีปั่นฟางสด หลังคก็บเกี่ยวข้าวทันที ให้ใช้จุลินทรีย์จาวปลวกในอัตราคท่ากัน ปล่อยไปตามน้ำ หมักทิ้งไว้ 7 วัน จึงทำเทือก เริ่มหว่านน้ำตม หรือโยนกล้า หรือปักดำ จะทำให้้ข้าวไม่เป็นโรคคมาตอซัง (ต้นคหลือง แคระแกร็น)

3.ใช้หมักปุ๋ย ฮอร์โมนพืช หรือน้ำหมักสมุนไพร

3.1 ใช้หมักแบบแห้ง นำใบไม้แห้ง หญ้า หรือฟางข้าว นำไปห่มดินไว้บริเวณใต้ต้นไม้ หน่าประมาณ 1 ฝ่ามือ นำมูลสัตว์เททับด้านบน้องวัสดุคุลมดิน แล้วใช้น้ำจุลินทรีย์จาวปลวกแบบเข้มข้นราดบริเวณที่ห่มดินไว้ให้ทั่ว และ รดน้ำวัสดุคลุมดินให้คปียกชื้นทุก ๆ 7 วัน

3.2 ทำฮอร์โมนไข่ นำไป (ได้ทุกชนิด) 20 ฟอง มาตีให้แตกคหมือนไขเจียว จุลินทรีย์จาวปลวก 20 ลิตร เทลงในถังพลาสติกขนาด 20 ลิตร ใช้ไม้คนให้เข้ากันนำไปใช้ สาหรับคร่งดอกให้พืชมีดอกที่สมบูรณ์และมีปริมาณมาก มีความแข็งแรง ผสมเกสรติดง่าย วิธีใช้ฮอร์โมนไข่จุลินทรีย์จาวปลวก อัตราส่วน 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในระยะที่พืชใกล้ออกดอก

4.ใช้ป้องกันเชื้อราในพืช หรือรักษาสภาพข้องเมล็ดพืชให้สดอยู่คสมอ วิธีใช้ น้ำจุลินทรีย์จาวปลวก 1 ส่วน ต่อน้ำ 10 ส่วน ฉีดพ่นพืชผัก 3 วัน/ครั้ง ไม้ดอกไม้ประดับ สัปดาห์ละครั้ง ไม้ผลยืนต้น ใช้เดือนละครั้ง

5.ใช้กับปศุสัตว์ ผสมในอาหารสัตว์ อัตราส่วน จุลินทรีย์จาวปลวก100 ซีซีต่อ อาหาร 1 กิโลกรัม หรือใช้ผสมน้ำให้สัตว์กิน อัตราส่วน จุลินทรีย์จาวปลวก 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หากใช้ฉีดพ่นลงพื้นกาจัดกลิ่นล้างคอกใช้อัตราส่วน1ต่อ10ลิตร

6.ใช้กับการประมง ผสมในอาหาร ใช้จุลินทรีย์จาวปลวก 100 ซีซี ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ใช้เตรียมบ่อ ใช้อัตราส่วน 1 ต่อ 10 และใช้บำบัดน้ำ ใช้จุลินทรีย์จาวปลวก 1 ลิตร ต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ใส่สม่ำเสมอ

7.ใช้กับสิ่งแวดล้อมและในครัวเรือน อัตราส่วน 1 ต่อ 10 ใช้กำจัดกลิ่น บำบัดน้ำเสีย พ่นในกองขยะเพื่อกำจัด พ่นปรับสภาพอากาศ กาจัดกลิ่นฆ่าเชื้อ ใช้ใส่ในห้องส้วม ใช้ล้างถ้วยชาม ซักผ้า และแช่ผลไม้ก่อนรับประทานหรือปรุงอาหาร

8.ใช้ย่อยเอนไซม์ 3 ประสาน จากลูกยอ กล้วยสุก และสับปะรด นำลูกยอห่ามๆ กล้วยน้ำว้าสุก และสับปะรด อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลูกเดียว จุ่มลงในน้ำจุลินทรีย์จาวปลวก แล้วยกขึ้น นำไปใส่ในโหลแก้ง ปิดฝาให้สนิท หมักทิ้งไว้ 3 วัน จะได้น้ำคอนไซม์ที่มีกลิ่นหอมเปรี้ยว ใช้รับประทานคช้าและเย็น เพื่อรักษาสภาพร่างกายให้สมดุล ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้มาก

9.ใช้ในการเพาะถั่วงอก นำเมล็ดถั่วเขียวแช่น้ำจุลินทรีย์จาวปลวก ในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 แช่ทิ้งไว้ 1 คืน และจึงนำไปเพาะถั่วงอกตามขั้ตอน จะช่วยให้ถั่วงอกมีรสชาติหวาน กรอบ อวบอ้วน โดยไม่ต้องใช้สารฟอกขาวแต่อย่างใด หากมีการใช้จุลินทรีย์จาวปลวกกันอย่างแพร่หลายแล้ว จะช่วยให้การทำเกษตรไร้สาเคมีขยายวงกว้างออกไปมากยขึ้น การเผาตอซังข้าวจะลดลง ดินจะมีชีวิตกลับคืนมา สภาพแวดล้อมจะสมบูรณ์ขึ้น และตัวเกษตรกรเองจะมีสุภาพที่ดี และสามารถปลดหนี้ได้

ที่มา :

จักรภฤต บรรคจิดกิจ. จิตวิญญาณในธุลี มหัศจรรย์จุลินทรีย์จาวปลวก. เอกสารประกอบการบรรยายครื่อง จุลินทรีย์จาวปลวก วันที่ 7 มีนาคม 2558 พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.
สุมาลี พิชญางกูร. เห็ดโคนและลูกผสมฟิวแสนท์. . บริษัท สามเจริญพาณิชย์ (กรุงเทพ) จำกัด. กรุงเทพฯ. 2547.
อุทัยวรรณ แสงวณิช, ผศ. ดร. คำอธิบายเรื่องเห็ดโคน. เข้าถึงจาก www.thaimushroomsoc.com/…/Oudemansiella%20ssp%20Uthaiwan.pdf
สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. เห็ดโคนกับปลวกและการเพาะเลี้ยงเห็ดโคน. เข้าถึงจาก forprod.forest.go.th/forprod/…/เห็ดโคนกับปลวก/เห็ดโคนกับปลวก.pdf , www.sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

นวัตกรรมใหม่ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง “วิศวกรรมแม่โจ้ 1”

นวัตกรรมใหม่ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง “วิศวกรรมแม่โจ้ 1”

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง





ในการผลิตพืชผักและข้าวอินทรีย์ ปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดคือ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมัก  เนื่องจากไม่สามารถใช้ปุ๋ยเคมีได้ จากผลการค้นคว้าวิจัยของ ผศ.ธีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในปี พ.ศ. 2552 ได้มีนวัตกรรมใหม่ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่ต้องพลิกกลับกอง เกษตรกรจะสามารถผลิตได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีปริมาณมากครั้งละ 10–100 ตัน ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้มีค่าตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตรของประเทศเสร็จภายในเวลาเพียง 60 วัน เรียกว่าวิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” ที่ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีกลิ่นและน้ำเสีย วัตถุดิบมีเพียงเศษพืชกับมูลสัตว์เพียง 2 อย่างเท่านั้น โดยถ้าเศษพืชเป็นฟางข้าวหรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อัตราส่วนระหว่างฟางข้าวหรือเศษข้าวโพดกับมูลสัตว์คือ 4 ต่อ 1 โดยปริมาตร และถ้าเป็นเศษใบไม้ให้ใช้อัตราส่วน 3 ต่อ 1 โดยปริมาตร

ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี

  • นำฟางข้าวหรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 ส่วน วางเป็นชั้นบางๆ สูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร โดยไม่ต้องขึ้นเหยียบ โปรยทับด้วยมูลสัตว์ 1 ส่วน แล้วรดน้ำ (ตัวอย่างเช่น วางฟาง 16 เข่ง หนา 10 ซม. โรยทับด้วยมูลสัตว์ 4 เข่ง เป็นต้น) ทำเช่นนี้ 15-17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูง 1.50 เมตร กองปุ๋ยจะมีความยาวเท่าไรก็ได้ เหตุผลที่ต้องทำเป็นชั้นบางๆ ก็เพื่อให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอนที่มีอยู่ในเศษพืชและธาตุไนโตรเจนที่มีในมูลสัตว์ในการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ ทำให้การย่อยสลายวัตถุดิบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
    การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง
    ฟางข้าว 4 ส่วน มูลโค 1 ส่วน วางเป็นชั้นบางๆ หนา 10 ซม. ฐานกว้าง 2.5 เมตร รดน้ำแต่ละชั้นให้ชุ่ม
    วางฟางสลับกับมูลสัตว์ 15 – 17 ชั้น กองเป็นรูปสามเหลี่ยม สูง 1.5 เมตรมีความยาวของกองไม่จำกัด
  • รักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลาโดยมี 3 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยวันละครั้ง โดยไม่ให้มีน้ำไหลนองออกมาจากกองปุ๋ยมากเกินไป

ขั้นตอนที่ 2 เมื่อครบวันที่ 10 ใช้ไม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป ระยะห่างของรูประมาณ 40 เซนติเมตร ทำขั้นตอนที่สองนี้ 5 ครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 10 วัน เมื่อเติมน้ำเสร็จแล้วให้ปิดรูเพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนภายในกองปุ๋ย ขั้นตอนนี้แม้ว่าอยู่ในช่วงของฤดูฝนก็ยังต้องทำ เพราะน้ำฝนไม่สามารถไหลซึมเข้าไปใน กองปุ๋ยได้

ขั้นตอนที่ 3 หลังวันที่ 20 ให้หมั่นนำจอบมาสุ่ม ตรวจสอบความชื้นภายในกองปยุ๋ โดยสับลึก 50 ซม. ถ้าพบว่าข้างในกองปุ๋ยแห้งก็ปรับวิธีการให้น้ำ

  • เมื่อกองปุ๋ยมีอายุครบ 60 วัน ก็หยุดให้ความชื้น กองปุ๋ยจะมีความสูงเหลือเพียง 1 เมตร แล้วทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งเพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัวไม่ให้เป็นอันตรายต่อรากพืช วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งอาจทำโดยทิ้งไว้ในกองเฉยๆ หรืออาจแผ่กระจายกลางแดดให้มีความหนาประมาณ 20–30 ซม. สำหรับผู้ที่ต้องการจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ก็อาจนำปุ๋ยอินทรีย์ที่แห้งแล้วไปตีป่นให้มีขนาดเล็กสม่ำเสมอซึ่งจะมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 5-7 บาท สามารถเก็บได้นานหลายปี

สภาพปุ๋ยอินทรีย์จากฟางข้าวอายุ 60 วัน โดยไม่พลิกกลับกอง

หัวใจสำคัญของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ คือ ต้องรักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลาทั้งภายในและภายนอกกองปุ๋ยด้วยวิธีการ 3 ขั้นตอนข้างต้น บริเวณใดที่แห้งเกินไปหรือแฉะเกินไปจุลินทรีย์จะไม่สามารถย่อยสลายได้ ทำให้วัสดุไม่ย่อยสลาย กระบวนการอาจใช้เวลานานถึง 6 เดือนถึง 1 ปีก็ได้




เศษพืชทุกชนิดสามารถนำมาใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้ได้ เช่น ฟางข้าว ซังและเปลือกข้าวโพด ผักตบชวา เศษผักจากตลาด และเศษใบไม้ทั้งสดและแห้ง เป็นต้น ส่วนมูลสัตว์สามารถนำมาใช้ได้ทั้งมูลโค มูลไก่ และมูลสุกร ทั้งแห้งและเปียก โดยพบว่า ฟางข้าว ผักตบชวา และเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นเศษพืชที่ย่อยสลายได้ง่ายที่สุด ส่วนเมล็ดลำไยหรือลิ้นจี่ก็สามารถนำมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้แต่ต้องนำไปตีบดในเครื่องย่อยเศษพืชเสียก่อน

ปริมาณการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกพืชผักหรือข้าวอินทรีย์คือ300–3,000 กก.ต่อไร่ หรือไม่เกิน 2 กก.ต่อตารางเมตร ขึ้นกับคุณภาพดินเพาะปลูกว่าดีหรือเลว

การทำกองปุ๋ยอินทรีย์ยาว 4 เมตร จะให้ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ตันใช้มูลสัตว์ประมาณ 360 กก. เศษพืชประมาณ 1,000 กก. คิดเป็นต้นทุนในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ตันละ 720 บาท ในขณะที่ราคาจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ในท้องตลาดคือตันละ 5,000–7,000 บาท

สำหรับผู้ที่มีเศษพืชไม่มาก ก็อาจลดขนาดและย่อส่วนเป็นการทำปุ๋ยหมักในวงตาข่ายหรือตะกร้าผ้าก็ได้ ซึ่งจะมีวิธีการและขั้นตอนเช่นเดียวกัน


แหล่งที่มา : ศูนย์ข้อมูลการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ปริมาณมากแบบไม่พลิกกลับกอง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ งบประมาณมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ปี พ.ศ. 2559 โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารอินทรีย์จังหวัดเชียงใหม่, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนวัฒน์ นิทัศน์วิจิตร คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้






บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ


สวรรค์บนดิน1ไร่ พอเพียง อยู่ได้สบายๆ ไม่ต้องใช้เงินเดือน

สวรรค์บนดิน1ไร่ พอเพียง อยู่ได้สบายๆ ไม่ต้องใช้เงินเดือน


ระบบเกษตรผสมผสาน  ( Integrated  farming  system )

 เป็นระบบเกษตรที่มีการปลูกพืชและมีการเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกันโดยที่กิจกรรมการผลิตแต่ละชนิด เกื้อกูลประโยชน์ต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นาอย่างเหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุด มีความสมดุลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และเกิดการเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ การเกื้อกูลกันระหว่างพืชและสัตว์ เศษซากพืช และผลพลอยได้จากการปลูกพืชจะเป็นประโยชน์ต่อกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์ และผลพลอยได้จากการเลี้ยงสัตว์ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพืชเช่นกัน



ระบบเกษตรผสมผสานเป็นระบบเกษตรกรรมที่จะนำไปสู่การเกษตรยั่งยืนโดยมีรูปแบบที่ดำเนินการมีลักษณะใกล้เคียงกับระบบไร่นาสวนผสม และทำให้ผู้ปฏิบัติมีความสับสนในการให้ความหมายและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง

ระบบไร่นาสวนผสม (Mixed/Diversefied/Polyculture Farming System)

เป็นระบบการเกษตรที่มีกิจกรรมการผลิตหลาย ๆ กิจกรรมเพื่อตอบสนองต่อการบริโภคหรือลดความเสี่ยงจากราคาผลิตผลที่มีความไม่แน่นอนเท่านั้น โดยมิได้มีการจัดการให้กิจกรรมการผลิตเหล่านั้นมีการผสมผสานเกื้อกูลกัน เพื่อลดต้นทุนการผลิต และคำนึงถึงสภาพแวดล้อมเหมือนเกษตรผสมผสานการทำไร่นาสวนผสมอาจมีการเกื้อกูล กันจากกิจกรรมการผลิตบ้าง แต่กลไกการเกิดขึ้นนั้นเป็นแบบ “เป็นไปเอง” มิใช่เกิดจาก “ความรู้ ความเข้าใจ” อย่างไรก็ตามไร่นาสวนผสม สามารถพัฒนาความรู้ความสามารถของเกษตรกรผู้ดำเนินการให้เป็นการดำเนินการในลักษณะ ของระบบเกษตรผสมผสานได้

ระบบเกษตรผสมผสานเป็นการจัดระบบของกิจกรรมการผลิตในไร่นา ได้แก่ พืช สัตว์ ประมง ให้มีการผสมผสานอย่างต่อเนื่องและเกื้อกูลในการผลิตซึ่งกันและกัน โดยการใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นา เช่น ดิน น้ำ แสงแดดอย่างเหมาะสมเกิดประโยชน์สูงสุด มีความสมดุล ของภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและเกิดผลในการเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติด้วย

เกษตรผสมผสานและไร่นาสวนผสม คืออะไร

เกษตรผสมผสานและไร่นาสวนผสม

เกษตรผสมผสานและไร่นาสวนผสม เป็นการนำเอาส่วนผสมของการทำอาชีพเกษตรกรมารวมไว้อย่าน้อย 2 ประเภทขึ้นไป หรืออธิบายให้ง่ายกว่านั้นก็คือ การที่เกษตรกรทำงานมากกว่า 2 ชิ้นขึ้นไปภายในพื้นที่และช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งถ้าแยกความหมายของเกษตรผสมผสานก่อน ก็จะให้ข้อมูลได้ว่า เป็นการทำเกษตรในรูปแบบต่าง ๆ บนพื้นที่หนึ่ง ซึ่งมีมากกว่า 2 ประเภทขึ้นไปไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชคนละชนิด การเลี้ยงสัตว์คนละประเภท เพื่อให้เกิดการเกื้อกูลระหว่างกัน และสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรมากที่สุด ทั้งนี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานห่วงโซ่ที่มีความสัมพันธ์กันด้วย จะได้ประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่าย รวมถึงไม่ยุ่งยากในการดูแล ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น การปลูกข้าวแล้วข้างคันนามีการทำเป็นบ่อเลี้ยงปลา, การเลี้ยงไก่เอาไว้บนบ่อปลา เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็นแนวทางของเกษตรผสมผสานที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับผู้ทำได้จริง บนพื้นฐานแห่งการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่ามากที่สุด

ขณะที่ไร่นาส่วนผสมเองก็จะเน้นการปลูกพืชเป็นส่วนใหญ่แต่ไม่จำเป็นต้องปลูกในช่วงเวลาเดียวกันเสมอไป เช่น ช่วงฤดูข้าวก็มีการปลูกข้าวขายตามปกติ แต่เมื่อหมดการเก็บเกี่ยวไปแล้วอาจเปลี่ยนพื้นที่นาบริเวณนั้นเป็นไร่ถั่วลิสง, ไร่อ้อย, ไร่มันสำปะหลัง ฯลฯ เพื่อไม่เป็นการปล่อยพื้นที่ให้เกิดการรกร้างและขาดประโยชน์ไปโดยใช่เหตุ ส่วนใหญ่แล้วการทำไร่นาส่วนผสมจะเน้นดูเรื่องของความคุ้มค่าและราคาของพืชผลเป็นหลักสำคัญด้วย เช่น ปีนี้ราคามันสำปะหลังไม่ค่อยดี ก็อาจทำเป็นไร่ถั่วลิสงแทน เพราะสร้างรายได้มากกว่าเมื่อเทียบการลงทุนในปริมาณเท่า ๆ กัน เป็นต้น



นี่คือความหมายของเกษตรผสมผสานและไร่นาสวนผสมซึ่งจริง ๆ แล้วถ้ามองภาพให้กว้างขึ้นกว่านี้อีกจะพบว่า ทั้ง 2 ประเภทนี้มีความคล้ายคลังกันพอสมควรทีเดียว แก่นแท้ของความต้องการคือ พยายามทำให้เกิดความคุ้มค่าบนพื้นที่การเกษตรของตนเองมากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างประโยชน์ในเชิงบวกด้วย ไม่ใช่แค่การมีพื้นที่แล้วทำตามความชอบ แต่ต้องอาศัยหลักการห่วงโซ่ และความต้องการของตลาดมาเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการพิจารณาว่าจะทำอย่างไรดีบ้าง

เกษตรผสมผสานและไร่นาสวนผสม สร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรในด้านไหนบ้าง

หลังจากเข้าใจความหมายและภาพรวมคร่าว ๆ ของทั้งเกษตรผสมผสานและไร่นาสวนผสมกันไปแล้ว คราวนี้จะมาแยกเป็นข้อ ๆ เพื่อให้เห็นภาพแบบชัดเจนไปเลยว่าหากเลือกทำการเกษตรทั้ง 2 แบบนี้ จะเกิดความคุ้มค่าและประโยชน์ในด้านใดกับเกษตรกรบ้าง

  1. การใช้พื้นที่ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด
    ข้อแรกนี้ถือว่าชัดเจนในความหมายอยู่แล้วกับการเปลี่ยนพื้นที่เดิม ๆ ซึ่งเคยปลูกหรือเลี้ยงสัตว์แค่ชนิดเดียวมาเป็นเกษตรผสมผสานและไร่นาสวนผสม เพราะจะช่วยให้ทุกพื้นที่ของเกษตรกรถูกใช้งานอย่างเหมาะสม คุ้มค่า ไม่ปล่อยแม้แต่จุดเล็ก ๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ไร้ประโยชน์

    สวรรค์บนดิน1ไร่ พอเพียง อยู่ได้สบายๆ

  1. เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้มากขึ้น
    เมื่อมีการสร้างผลผลิตที่มากขึ้นแม้มีอยู่บนพื้นที่เดียวกัน ย่อมสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากกว่าเดิมแบบไม่ต้องมีข้อสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น เช่น จากเดิมที่ชาวนามีแค่การทำนา เมื่อหมดหน้านาก็ว่าง ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ก็สร้างรายได้จากการขายพืชไร่ชนิดอื่น ๆ แทน หรือ จากเดิมเป็นแค่สวนผักเล็ก ๆ แต่มีการเลี้ยงปลาเพิ่มในบ่อน้ำที่นำไปใช้รดน้ำผักทุกวัน แบบนี้ก็เท่ากับสร้างรายได้ 2 ช่องทางในเวลาเดียวกันไปเลย
  1. สร้างแนวคิดวางแผนในการทำงานอย่างเหมาะสม
    การจะเลือกทำเกษตรผสมผสานและไร่นาสวนผสมไม่ว่าชนิดใดก็ตามต้องมีการวางแผนให้รอบคอบก่อนเสมอ เพื่อเวลาลงมือทำไปแล้วจะพบว่าสอดคล้อง เป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้ เช่น ปลูกผักแต่ดันไปเลี้ยงไก่แบบนี้ก็มีโอกาสที่ไก่จะจิกผลผลิตตายหมด เป็นต้น การทำเกษตรในลักษณะที่ว่ามาจะช่วยให้รู้จักการวางแผนแบบเป็นขั้นตอน มองภาพออกว่าควรทำแบบไหน อย่างไร เพื่อให้ผลผลิตออกมาตรงกับที่ต้องการมากที่สุดนั่นเอง

เกษตรผสมผสานและไร่นาสวนผสม ถือเป็นแนวทางดี ๆ ที่จะช่วยให้เกษตรกรทุกคนลืมตาอ้าปากได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ แต่ยังมีรายได้เพิ่มเติมจากเคยมีแค่ทางเดียวแล้วต้องไปหารับจ้างทำงานแบกหาม ได้อยู่บนพื้นที่ของตนเอง ตื่นเช้ามาทำในสิ่งที่รัก อยู่กับธรรมชาติ สร้างความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตให้เกิดขึ้นภายในครอบครัว อีกทั้งยังเห็นการเติบโตของผลผลิตที่เฝ้าเลี้ยงดูมาตั้งแต่แรก อาจบอกว่าเป็นชีวิตแบบพอเพียงที่ไม่ต้องมีเงินรวยล้นฟ้า แต่มีความสบายใจในทุก ๆ วันที่ได้ทำและเลี้ยงชีพแบบที่น่าพึงพอใจ

อ้างอิงจาก | สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์กรมหาชน) 

ที่มา | Youtube Channel : เกษตรอิสาน ยุคใหม่
คลิป |  https://www.youtube.com/watch?v=YJPmJexZiCE




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

วิธีปลูกเมล่อนแบบง่ายๆ ในถังพลาสติก มือใหม่ก็ปลูกได้

(คลิป) วิธีปลูกเมล่อนแบบง่ายๆ ในถังพลาสติก มือใหม่ก็ปลูกได้

วิธีปลูกเมล่อนแบบง่ายๆ





เมล่อน ( melon ) เมล่อน รสหวานมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวนิยมรับประทานกันมากในปัจจุบัน มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงเป็นแหล่งวิตามินเอและวิตามินซี ที่มีส่วนช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสวยงาม มีแคลเซียมที่ช่วยเรื่องกระดูกและฟัน เป็นผลไม้ที่มีเส้นใยสูงมากช่วยทำให้อิ่มและลดการสะสมของน้ำตาลในเลือด เอนไซม์ในน้ำเมล่อน มีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดกระบวนการทางเคมีภายในร่างกาย ส่งผลให้ลดระดับความเครียดของคนเราลงได้ 

การเพาะกล้าเมล่อน

  • แช่เมล็ดเมล่อนด้วยน้ำอุ่น  4 ชั่วโมง มาบ่มในผ้าสะอาดหมาดน้ำ (หรือวางบนกระดาษทิชชู) ใส่ในกล่องพลาสติก กล่องโฟม หรือกระติกน้ำปิดฝาทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้รากเมล่อนแทงออกมาจากเมล็ดเล็กน้อย
  • นำเมล็ดไปเพาะต่อในดินมีเดีย (พีทมอส) หรือวัสดุเพาะสำเร็จซึ่งเป็นวัสดุปลูกสูตรสำเร็จ เหมาะสำหรับต้นกล้าทุกชนิด อุ้มน้ำได้ดีแต่ไม่แฉะ ช่วยรักษาระดับความชื้นให้ต้นกล้า (pH เป็นกลาง) สะอาด ปราศจากเชื้อรา ซึ่งเป็นสาเหตุโรคพืช
  • รดน้ำให้ดินชุ่มชื้น หยอดเมล็ดให้อยู่ตรงกลาง และกลบด้วยดินมีเดียบางๆ พร้อมกับรดน้ำให้ชุ่มชื้น นำถาดเพาะกล้าไปเก็บในที่ที่มีแสงแดด หรือเก็บที่โรงเรือนเพาะที่ได้รับแสงแดดเต็มที่

การปลูกและดูแลเมล่อน

  • เริ่มจากเตรียมกระถาง กระบะ หรือภาชนะที่มีความลึกอย่างน้อย 30 เซนติเมตร ผสมดินสำหรับปลูก โดยใช้ดิน 1 ส่วน ปุ๋ยหมัก / ปุ๋ยคอก 1 ส่วน และแกลบดำ 1 ส่วน ผสมส่วนผสมทั้งหมดลงดิน แล้วใส่ลงในกระถาง

**หากปลูกในระบบที่ให้ปุ๋ยทางน้ำส่วนใหญ่จะใช้แกลบดำ หรือขุยมะพร้าว อย่างใดอย่างหนึ่ง

  • ต้นกล้าเมล่อนระยะ 7-10 วัน มีใบเลี้ยง 2 ใบ และมีใบจริง 1 ใบ ก็จะย้ายกล้าปลูกลงแปลงเลย ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการย้ายกล้าคือ ช่วงเย็น เพราะอากาศจะไม่ร้อน
  • ตัดแต่งเด็ดแขนงออกเป็นประจำ หลังปลูกได้ประมาณ 8-10 วัน ต้นเมล่อนเริ่มจะมีแตกแขนงข้างเล็กๆ ออกมา แขนงมีขนาดเล็ก ก็จะเด็ดออกก่อน ไม่ปล่อยให้ยาวมากถึงค่อยเด็ดออก เพราะถ้าเราสามารถเด็ดออกได้เร็ว ต้นก็จะโตทางยอดได้เร็ว
  • อายุต้นได้ประมาณ 15 วัน ก็จะต้องเริ่มมัดต้นให้ต้นตั้งตรงเลื้อยขึ้นเชือก การมัดต้นถ้าทำได้เร็วต้นจะตรง ควรจะต้องมีใบ 25-30 ใบ เพื่อให้เพียงพอสำหรับการเลี้ยงผลให้ได้คุณภาพ
  • ที่เด็ดแขนงข้างออกในทุกๆ เมื่อต้นเมล่อนมีใบหรือช่วงข้อหรือใบที่ 8-12 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เหมาะสม ติดผลและเลี้ยงผลได้มีคุณภาพที่สุด
  • หลังมีการปล่อยไว้แขนงเพื่อให้เกิดดอกตัวเมียที่กิ่งแขนง ราวๆ 28-30 วัน หลังปลูกดอกตัวเมียจะเริ่มบาน ส่วนดอกตัวผู้จะออกมาตลอดทุกๆ ข้อ ตามลำต้น
  • หลังปลูก 20 วัน สังเกตว่าดอกตัวเมียเริ่มบาน ก็จะต้องมาช่วยผสมเกสรทุกๆ เช้า ช่วงเวลาประมาณ 07.00-11.00 น. ของทุกๆ วัน เนื่องจากดอกตัวเมียจะบานในช่วงเวลาเช้า

วิธีการผสมดอก และการคัดเลือกผล

    • เด็ดดอกตัวผู้ที่สวย ดูสมบูรณ์ มาใช้มือฉีกเด็ดกลีบดอกตัวผู้ทิ้งไปให้หมด จากนั้นก็จะนำเกสรไปแต้มให้ทั่ว เขี่ยวนไปสัก 2-3 รอบ เพื่อความมั่นใจให้ติดผลดี
    • เมื่อผสมเสร็จ 1-2 วัน ดอกตัวเมียที่ได้รับการผสมที่ดีก็จะกลายเป็นผลอ่อนขนาดเล็ก ใน 1 ต้น อาจจะมี 3-5 ผลอ่อน
    • เมื่อต้นเมล่อนติดผลมีขนาดเท่าไข่ไก่ ให้ตัดสินใจเลือกไว้แค่ผลเดียว ที่ทรงผลสวยสุด ลักษณะผลรียาว ผิวสวย จากนั้นต้องเร่งแต่งแขนงผลที่ไม่ต้องการ เพื่อให้อาหารส่งมายังผลที่เราเลือกเอาไว้
    • หลังจากปลูก 35 วัน จะเป็นการแขวนผล การแขวนผลจะใช้เชือกฟาง เพราะมีความอ่อนนุ่ม ไม่บาดขั้วผล การแขวนผลนั้นจะช่วยให้ต้นไม่ต้องรับน้ำหนักมาก เมื่อใบเมล่อนมีประมาณ 25-30 ใบ (นับจากใบล่างสุดขึ้นไป) ประมาณ 40 วัน ก็จะต้องตัดปลายยอดทิ้ง เพื่อให้อาหารถูกส่งมาเลี้ยงที่ผลเพียงอย่างเดียว




การให้น้ำ  ปัจจุบันนิยมใช้ระบบการให้น้ำแบบหยดซึ่งเป็นการให้น้ำแก่ต้นแตงที่ในบริเวณรากของต้นแตงแต่ละต้นโดยตรง ซึ่งเป็นวิธีที่ประหยัดน้ำกว่า และยังสามารถผสมปุ๋ยและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชบางชนิดลงไปในระบบน้ำหยดได้ด้วย

การให้ปุ๋ย  ในระหว่างการเตรียมดินก่อนปลูก ได้มีการใส่ปุ๋ยรองพื้นให้แก่ต้นเมล่อนครั้งหนึ่งแล้ว แต่หลังการย้ายปลูกต้องมีการใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มเติมอีกเป็นระยะๆ ในช่วงก่อนออกดอก ช่วงกำลังออกดอกและติดผลอ่อน และช่วงก่อนผลแก่ ดังนี้

    • หลังย้ายปลูก 7 วัน ให้ใส่ปุ๋ย 15 – 15 – 15 ที่โคนต้นเมล่อนในปริมาณ 15 กรัม/ต้น
    • เมื่ออายุประมาณ 25 วัน และ 50 วัน โรยปุ๋ย 15 – 15 – 15  อัตรา 20-25 กรัม/ต้น
    • และเมื่ออายุ 65 วัน ใช้ปุ๋ย 15 – 15 – 15 ร่วมกับปุ๋ย 0 – 0 – 60  20-25 กรัม/ต้น

การเก็บเกี่ยว เมื่อผลเมล่อนสุกแก่ จะมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะภายนอก คือ ในพันธุ์ที่ผิวมีร่างแหจะพบว่าร่างแหเกิดขึ้นเต็มที่คลอบคลุมทั้งผล ผิวเริ่มเปลี่ยนสีและอ่อนนุ่นลง และในบางพันธุ์เริ่มมีกลิ่นหอมเกิดขึ้น อายุเก็บเกี่ยวของเมล่อนที่เหมาะสมนั้นขึ้นกับพันธุ์ ซึ่งมีทั้งพันธุ์เบา ที่มีอายุการเก็บเกี่ยว 60 – 65 วัน พันธุ์ปานกลางมีอายุเก็บเกี่ยว 70 – 75 วัน พันธุ์หนักที่มีอายุเก็บเกี่ยวเกินกว่า 80 – 85 วัน

**ก่อนการเก็บเกี่ยว 1 สัปดาห์ให้ค่อยๆ ลดปริมาณการให้น้ำแก่ต้นเมล่อนลงทีละน้อย จนถึง 2 วันก่อนเก็บเกี่ยว ให้ลดน้ำลงจนกระทั่งต้นเกิดอาการเหี่ยวในช่วงกลางวัน การทำเช่นนี้จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำตาลในผลเมล่อนและลดปัญหาการแตกของผลเมล่อนก่อนการเก็บเกี่ยว เมล่อนที่จัดว่ามีความหวานอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาด ควรมีค่าความหวานอยู่ที่ประมาณ 14 องศาบริกซ์ ขึ้นไป หรืออย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 12 องศาบริกซ์

ที่มา : railungtop.com , sarakaset.com





บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์ทันสมัย พร้อมดาดฟ้าชมธรรมชาติชิวๆ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์ทันสมัย พร้อมดาดฟ้าชมธรรมชาติชิวๆ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น





บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น เป็นบ้านที่ได้รับการออกแบบมาในทรงเลขาคณิต เพื่อความสะดวกในการก่อสร้างบ้าน ความสวยงามดูทันสมัย ตามยุค บ้านทรงโมเดิร์น จึงได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน และวันนี้เราได้นำเอาผลงานการออกแบบและก่อสร้างของ กิจเจริญไพบูลย์ ก่อสร้าง มาแชร์ให้เพื่อนได้ดูกัน กับ บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น สไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงรับเเขก 1 ห้องครัว มีระเบียงนอกบ้าน เเละพื้นที่ดาดฟ้าสำหรับพักผ่อนหรือทำกิจกรรมครอบครัว ใช้งบประมาณในการก่อสร้างที่ 1.15 ล้านบาท  จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : กิจเจริญไพบูลย์ ก่อสร้าง
เรียบเรียง : withikaset.com

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียว นี้มี ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ยกพื้นประมาณ 50 เซนติเมตร มีเฉลียงหน้าบ้าน  หลังคาบ้านทรงเพิงหมาแหงนเล่นระดับสองชั้น โครงสร้างบนทำด้วยเหล็ก มุงด้วยแผ่นเมทัลชีท ตัวบ้านด้านนอกทาสีขาว ประตูบ้านเป็นชุดกระจกบานเลื่อนสีดำ กระจกใส ทั้งประตูและหน้าต่างบ้านทำบัวปูนสีเทารอบ ทำให้ดูหรูขึ้น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น




บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวหลังนี้มีการตกแต่งบัวบนด้านหน้าบ้านด้วยไม้ระแนงสีน้ำตาลริ้วเล็ก ราวกั้นเฉลียงทำด้วยเหล็กทาสีขาวดูสะอาดตา มีเสาเหล็กสีน้ำตาลโชว์หน้าบ้านโดดเด่นมาก

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น



ดาดฟ้าขนาดใหญ่สำหรับทำกิจกรรมและชมวิวสวยๆ พักผ่อนชิวๆ




ห้องนอน ที่ภายในมีการปูพื้นด้วยกระเบื้องลายหินอ่อนสีขาว และหน้าต่างบานเลื่อนกระจกใสขนาดใหญ่ ส่วนฝ้าเพดานเป็นแบบเรียบที่มีการติดตั้งทั้งไฟซาลาเปาพร้อมไฟดาวน์ไลท์ทั้งสี่มุมเพดาน

ห้องครัว กั้นจากห้องโถงด้วยประตูกระจก เพื่อไม่ให้กลิ่นอาหารลอยไปรบกวนห้องอื่น เคาน์เคอร์ที่สร้างไว้ตรงมุมห้อง ปูทับด้วยกระเบื้องสีดำ และติดตั้งซิงค์ล้างจานไว้ด้านบน ส่วนด้านล่างออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับเก็บของ ห้องนี้กว้าง อากาศปลอดโปร่ง มีทั้งหน้าต่างและประตูหลังบ้านที่เป็นช่องทางระบายอากาศ

ห้องน้ำของตัวบ้าน ถูกปูกระเบื้องบริเวณพนังห้อง ขึ้นไปถึงด้านบนสุด ติดตั้งสุขภัณฑ์ มาพร้อมใช้งาน  เพื่อง่ายต่อการทำความสะอาด

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม หลังนี้ประกอบด้วย ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องโถง สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง   ก่อสร้างที่ บ้านนาเจริญอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี  ผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย กิจเจริญไพบูลย์ ก่อสร้าง ในส่วนเรื่องราคาถ้าสามารถสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างหรือหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อทีมงานผู้สร้างได้ทันที


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ





บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า เก็บไว้กินในครัวเรือนใช้พื้นที่น้อย

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า เก็บไว้กินในครัวเรือนใช้พื้นที่น้อย

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า





“เห็ดฟาง” เป็นเห็ดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้ง่ายแต่ด้วยจะรอธรรมชาติอย่างเดียวคงไม่พอกับความต้องการที่จะบริโภคของมนุษย์ มนุษย์ก็เลยคิดค้นการเพาะเห็ดฟางขึ้นมาหลายวิธี แต่วิธีที่พอจะเป็นแนวทางให้ปฏิบัติหรือทำได้ ยกตัวอย่างเช่น สมัยก่อนเราเพาะเห็ดฟางแบบกองสูง ก็คือเอาวัสดุเช่นฟางมากองไว้แล้วเอาเชื้อโรยเห็ดก็ขึ้น แล้วก็เก็บยาวเป็นเดือน

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้านี้เป็นวิธีการเพาะเห็ดฟางที่ประยุกต์ขึ้นมา แต่เดิมนั้นการเพาะเห็ดฟางแบบทั่วไปใช้พื้นที่ในแนวราบ มาตรฐานของการเพาะเห็ดฟางในพื้นที่ราบ 1 ตารางเมตร ถ้าผลผลิตได้ถึง 3 กิโลถือว่ายอดเยี่ยม การเพาะเห็ดฟางแบบในตะกร้าจะใช้พื้นที่ในแนวสูงกับแนวราบของพื้นที่ตะกร้าที่เป็นทรงกระบอก โดยสามารถใช้ตะกร้าซักผ้า ตะกร้าใส่ผลไม้ ตะกร้าใส่ปลาของชาวประมง คือไม่สูงมากประมาณ 1 ฟุต รอบ ๆ ตะกร้าจะมีตามีช่องด้านบนเห็ดก็สามารถออกได้ และสามารถนำตะกร้าซ้อนกันได้หลายชั้น เป็นลักษณะของการเพิ่มพื้นที่การออกดอกของดอกเห็ด ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีทำเหมาะกับทุกรูปแบบ

การเตรียมวัสดุและวิธีการเพาะ

  • ตะกร้าพลาสติก ขนาด 11 นิ้ว มีตาห่าง ประมาณ 1 นิ้ว
  • วัสดุเพาะ ได้แก่ ฟางข้าว เปลือกถั่วเหลือง ชานอ้อย กาก เปลือกมันสำปะหลัง
  • อาหารเสริม เช่น ผักตบชวา ไส้นุ่น ต้นกล้วย นอกจากนี้ อาจใช้แป้งสาลีก็ได้
  • เชื้อเห็ดฟางที่ดี ถ้าเป็นแบบหัวเชื้อถุง 1 ใช้เพาะได้ 2 ตะกร้า
  •  เกรียงไม้ ( สำหรับอัดวัสดุเพาะเห็ด )
  • สุ่มไก หรือกระโจมไม้ไผ

วิธีการเตรียมวัสดุเพาะเห็ดฟาง

  • แช่ฟางข้าวในน้้าประมาณ 12 ชั่วโมง โดยฟางข้าวควรเลือกจากแปลงที่ไม่ใช้สารเคมี น้ำที่ใช้เป็นน้้าสะอาด และหลีกเลี่ยงการใช้น้้าประปาที่มีปริมาณคลอรีนสูง

  • พอรุ่งเช้าก็มานั่งหั่นผักตบเป็นท่อนๆ ขั้นตอนนี้ ใครจะใช้ต้นกล้วย หยวกกล้วย ก้านกล้วยแทนก็ได้
  • เชื้อเห็ดฟางที่ดีควรมีกลุ่มเส้นใยสีขาวหนาแน่น เจริญต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอตลอดถุง มีจุดขาวเล็กๆที่เส้นใยเริ่มรวมตัวกัน และไม่ปรากฏบริเวณสีเขียว ด้า ซึ่งอาจเกิดจากการปนเปื้อนจุลินทรีย์อื่น และไม่มีศัตรูเห็ด

วิธีและขั้นตอนในการเพาะเห็ดฟาง

  1. นำฟางที่เตรียมไว้แล้วใส่ลงในตะกร้า สูงจากก้นตะกร้าประมาณ 2-3 นิ้ว ใช้เกรียงไม้กดฟางให้พอแน่น และใช้ชิดของตะกร้ามากที่สุด หรืออาจใช้วัสดุอื่นแทนฟางก็ได้
  2. โรยอาหารเสริมที่เตรียมไว้ประมาณ 1 ลิตร ต่อ 1 ชั้น โรยอาหารเสริมลงบนวัสดุเพาะให้ชิดขอบตะกร้า โดยกว้าง 2- 3 นิ้ว โรยหนาเพียงชั้นเดียว โรยข้างตะกร้าโดยรอบ อย่าโรยจนหนาเกินไป เพราะจะเกิดการเน่าเสียได้
  3. นำเชื้อเห็ดฟาง มาแยกเป็นชิ้นขนาด 1- 2 เซนติเมตร นำไปคลุกกับแป้งสาลี พอติดผิวนอกของเชื้อเห็ด ซึ่งแป้งสาลี เป็นอาหารเบื้องต้นที่ช่วยให้เชื้อเห็ดเจริญได้ดีแบ่งเชื้อเห็ดออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆกัน น าส่วนที่ 1 โรยบนอาหารเสริมโดยรอบ โรยเป็นจุดๆห่างกัน 5 – 10 เซนติเมตร เป็นอันว่าการนี้ได้ วัสดุเพาะชั้นที่ 1
  4. ทำวัสดุเพาะชั้นที่ 2 โดยกระทำเช่นเดียวกับ ข้อ 1-3
  5. ทำวัสดุเพาะชั้นที่ 3 ปฏิบัติตามข้อที่ 1 ส่วน ข้อที่ 2 การโรยอาหารเสริมนั้น ต้องโรยให้เต็มผิวหน้าด้านบน แล้ว ปฏิบัติตามข้อที่ 3 หลังจากนั้นให้น าฟางหรือวัสดุเพาะอื่นๆมาโรยทับด้านบนจนทั่วโรคจนหนาประมาณ 1 นิ้ว
  6. นำน้ำสะอาดประมาณ 2 ลิตร มารดลงด้านบนวัสดุให้ชุ่ม นำตะกร้า นี้ไปวางไว้ในที่ที่เตรียมไว้ โดยอาจวางซ้อนกันได้ ไม่เกิน 4 ชั้น โดยทั่วไปวางตะกร้าเพาะเรียงซ้อนกันไม่เกิน 4 ใบ ชั้นล่างจะให้ผลผลิตสูงกว่าด้านบน ชั้นยิ่งสูงผลผลิตยิ่งน้อยลง ถ้าวางซ้อนเกิน 4 ชั้น ชั้นต่อไปจะให้ผลผลิตไม่คุ้มทุน
  7. ถ้าวางเรียงตะกร้าเพาะเห็ดแบบ 4 ใบชิดกันแล้ววางตะกร้า เพาะอีกใบอยู่บนกึ่งกลางต้องใช้กระโจมหรือโครงไม้ไผ่ทรงสุ่มไก่ครอบคลุม ตะกร้าเพาะให้โครงไม้ไผ่ด้านในอยู่ห่างจากตะกร้าเพาะประมาณ 1 คืบ
  8. นำพลาสติกมาคลุมโครงไม้ไผ่จากด้านบน คลุมให้มิด ส่วนด้านล่างควรหาอิฐหรือใช้ไม้ทับขอบพลาสติกเพื่อป้องกันพลาสติกเปิดออกการ คลุมด้วยพลาสติกใสดอกเห็ดที่ออกมาจะมีสีดำ ถ้าใช้สีเข้มดอกเห็ดจะมีสีขาว ถ้าเป็นชั้นโครงเหล็กที่วางตะกร้าเพาะก็นำพลาสติกมาคลุมได้เลย




การเปิดดอกและการดูแล

วิธีการบ่มเส้นใย

จะต้องควบคุมอุณหภูมิให้ได้ประมาณ 37- 40 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิสูงเกินไปให้เปิดช่องเพื่อระบายอากาศด้านบน หรือรดน้ำที่พื้นรอบ ๆ ใช้เวลาบ่มเส้นใย 4-7 วัน

การกระตุ้นการเกิดดอก

หลังบ่มเส้นใย ลดอุณหภูมิภายในสุ่มไก่หรือโครงครอบ ให้อยู่ระหว่าง 28-32 องศาเซลเซียส โดยเปิดระบายอากาศ เพื่อให้เส้นใยสร้างตุ่มดอกเห็ด

การพัฒนาเป็นดอกสมบูรณ์

หลังเกิดตุ่มดอก รักษาอุณหภูมิภายในสุ่มไก่หรือโครงครอบ ให้อยู่ระหว่าง 28-32 องศาเซลเซียส และอาจให้น้ำเพื่อรักษาความชื้นบริเวณโดยรอบ หลังจากนั้นประมาณ 2-4 วัน สามารถเก็บผลผลิตได้

เก็บผลผลิตด้วยมือ โดยจับดอกเห็ดฟางที่ได้ขนาดแล้ว เป็นดอกตูม เยื่อหุ้มหมวกดอกไม่แตก หมุนเล็กน้อยก่อนยกขึ้น ดอกเห็ดก็จะหลุดออกมาโดยง่าย ดอกเห็ดที่เกิดเป็นกลุ่มให้เก็บพร้อมกันให้หมด

ต้นทุนการผลิต

  • การผลิต 1 ชุด (4 ตะกร้า)  495 บาท
  • สุ่มไก่  1 อัน
  • ตะกร้า 4 ใบ
  • ผ้าพลาสติก(หนำกว้าง 2 เมตร) 3 เมตร
  • ตาข่ายพรางแสง(หนำกว้าง 2 เมตร) 3 เมตร

การผลิต 1 ชุด (4 ตะกร้า) 52 บาท

  • ค่าฟางข้าว
  • ค่าขี้ฝ้าย
  • ค่ามูลสัตว์
  • เชื้อเพาะ

ผลผลิต/รายได้

  • ผลผลิต 2 กก./4 ตะกร้า(0.5 กก./ตะกร้า)
  • รายได้ 180 บาท
  • ราคา 90 บาท/กก.

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตร ดังนี้ การเพาะเห็ด  กลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ด, สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ โทรศัพท์ 0-2579-8558, 0-2579-0147 ,รูปภาพจาก | ชายน้อย เห็ดฟาง , sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ