(คลิป) สูตรการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ ไม่กลับกอง

(คลิป) สูตรการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ ไม่กลับกอง

สูตรการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์


ปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง (สูตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้)

โดยทั่วไปการผลิตปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์ต้องพลิกกลับกอง เพื่อนำออกชิเจนให้กับจุลินทรีย์ใช้ย่อยสลายทางชีวภาพซึ่งการพลิกกลับกองต้องใช้แรงงานและสิ้นเปลืองเวลา คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้พัฒนานวัตกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง ที่เรียกว่าวิธี “วิศวกรรมแมโจ้ 1 ” โดยใช้เวลาผลิตปุ้ยเพียง 60 วัน สามารถ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงและมีค่าตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2551

วัสดุอุปกรณ์ ประกอบไปด้วย

  • ฟางข้าว หรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือผักตบชวา
  • เศษพืชทั่วไป เช่น ใบไม้ ต้นถั่ว หรือเศษหญ้าเป็นต้น
  • ให้ใช้เศษฟางข้าวหรือเศษพื้ชทั่วไปที่หาได้ 3 ส่วน และมูลสัตว์อีก 1 ส่วน

ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์

นำฟางข้าวหรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 ส่วน วางเป็นชั้นบางๆ สูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร โดยไม่ต้องเหยียบ โปรยทับด้วยมูลสัตว์ 1 ส่วน แล้วรดน้ำ ทำเช่นนี้ 15-17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความขึ้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูง 1.50 เมตร กองปุ๋ยจะมีความยาวเท่าไร ก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืชและมูลสัตว์ ความสำคัญของการที่ต้องทำเป็นชั้นบาง ๆ 15-17 ชั้นก็เพื่อให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอนที่มีอยู่ในเศษพืชและธาตุไนโตรเจนที่มีในมูลสัตว์ในการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ ซึ่งจะทำให้การย่อยสลายวัตถุดิบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

การดูแลกองปุ๋ยหมัก

รักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลา (มีค่าประมาณร้อยละ 60-70) โดยมี 2 ขั้นตอนดังนี้

  • รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยวันละครั้ง โดยฉีดพรมน้ำบริเวณผิวของกองปุ๋ยด้านนอกให้ชุ่ม ไมให้น้ำไหลนองมากเกินไป
  • ทุก 10 วัน ใช้ไม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป โดยมีระยะห่างระหว่างรูประมาณ 40 เซนติเมตร เมื่อเติมน้ำลงไปแล้วให้ปิดรู เพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนภายในกองปุ๋ย

เมื่อกองปุ๋ยมีอายุครบ 60 วัน หยุดให้ความชื้น กองปุ๋ยจะมีความสูงเหลือเพียง 1เมตร แล้วทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งเพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัว โดยแผ่กระจายให้มีความหนาประมาณ 20-30 ชม. ปุ๋ยจะแห้งภายใน 34 วัน จากนั้นสามารถนำปุ๋ยไปใช้ได้เลย

การใช้ คำแนะนำเบื้องต้นในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์

  • นาข้าว 300-3,000 กก./ไร่/ปี
  • ไม้ผล 50 กก/ต้น/ปี
  • พืชผัก 2 กก./ตารางเมตร
  • อ้อย 600-1,200 กก/ไร่/ปี

ทั้งนี้ขึ้นกับคุณภาพของดิน การทำกองปุ๋ยความยาว 4 เมตร สูง 1.5 เมตร ได้ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ตัน

ที่มา:


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก ดูแลง่ายโตไว

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก ดูแลง่ายโตไว

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก


การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก คือ การเลี้ยงปลาดุกในพื้นที่จำกัด สามารถเลี้ยงได้ทุกที่ เพราะใช้พื้นที่เลี้ยงน้อย ก่อสร้างบ่อเลี้ยงได้ง่ายระยะเวลาการเลี้ยงสั้น ปลาดุกถือว่าเป็นสัตว์น้ำที่เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็วอดทนต่อสภาพน้ำได้ดี มีภูมิต้านทานต่อโรคค่อนข้างสูง

ปลาดุกอุย หรือ ปลาดุกนา อังกฤษ : Broadhead catfish, Gunther’s walkingcatfish เป็นปลาน้ำจืดในวงศ์ Claidae มีกระดูกท้ายทอยยื่นแหลมออกไปลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยม ลำตัวสั้นป้อมกว่าปลาดุกด้าน ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกัน ลำตัวมีสีดำปนเหลือง มีจุดขาวเล็ก ๆ เรียงเป็นแถวขวางลำตัวหลายแถว มีครีบหลังสูงกว่าปลาทั่วไปมาก สามารถเคลื่อนที่บนบกได้เป็นระยะทางสั้น ๆ โดยใช้ครีบช่วย พบได้ในพื้นที่แถบ ประเทศไทยไปจนถึงเวียดนาม และมีการนำไปเลี้ยงในประเทศจีน, มาเลเซีย, เกาะกวม และฟิลิปปินส์

ปลาดุก เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด น้ำที่ค่อนข้างกร่อย หรือแม้แต่ในหนองน้ำที่มีน้ำเพียงเล็กน้อย เพราะว่าปลาดุกเป็นปลาที่มีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจเช่นเดียวกับปลาช่อน จึงสามารถดำรงชีวิตอยู่ในน้ำที่มีออกซิเจนเพียงเล็กน้อย ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นปลาน้ำจืดที่คนไทยนิยมรับประทาน ปลาดุกที่พบในประเทศไทยมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 ชนิดด้วยกัน แต่ที่เป็นที่รู้จักมีเพียง 2 ชนิด คือปลาดุกอุย และปลาดุกด้าน ปลาดุกที่นิยมเลี้ยงคือ ปลาดุกด้าน เพราะเนื้อปลาดุกด้านค่อนข้างแข็ง ทำให้สามารถขนส่งได้ในระยะทางไกล ๆประกอบกับปลาดุกด้านเลี้ยงง่าย โตเร็ว จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมาก แต่สำหรับผู้บริโภคแล้ว จะนิยมปลาดุกอุยเพราะให้รสชาติดี เนื้อปลานุ่ม ฟู กลิ่นดี เกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลนน้ำ หรือในเขตพื้นที่สูง ฐานะยากจนมักประสบปัญหาขาดแคลนอาหารโปรตีน ดังนั้นการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยในบ่อพลาสติก เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวที่ยากจนไมให้ขาดแคลนอาหารโปรตีน

ปัจจุบันปลาดุกเป็นที่นิยมเลี้ยงของเกษตรกรเนื่องจากเลี้ยงง่ย เจริญเติบโตเร็ว อีกทั้งยังทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อม เป็นที่นิยมบริโภคของประชาชนเนื่องจากรสชาติดี และราคาไม่แพง สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินบ่อซีเมนต์ และบ่อพลาสติก ถ้ามีพื้นที่จำกัด การเลี้ยงในบ่อพลาสติกก็เป็นทางออกที่ดี และประหยัด โดยที่ในบ่อพลาสติกจะมีอายุการใช้งานประมาณ 3 – 5 ปี

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก

วิธีการเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก

  • การเลือกสถานที่สร้างบ่อ
    • ควรตั้งอยู่ใกล้บ้าน อยู่ในที่ร่มหรือมีหลังคา มีแหล่งน้ำสำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำได้สะดวก ถ้าอยู่ใกล้แหล่งอาหารสด เช่น โครงไก่หรือไส้ไก่บด จะยิ่งดี เพราะสามารถนำมาเป็นอาหารสมทบเพื่อลดต้นทุนค่าอาหารปลาได้
  • การเตรียมน้ำ
    • น้ำบาดาล น้ำบ่อ หรือน้ำจากลำคลองสามารถใช้เลี้ยงปลาได้
    • น้ำประปาต้องทิ้งน้ำไว้ 3วันก่อนถึงจะนำมาเลี้ยงปลาได้
  • ขนาดปลาที่จะนำมาเลี้ยงปลาที่เริ่มเลี้ยงยาวตั้งแต่ 1.5 นิ้วขึ้นไป ไม่ควรนำปลามาเลี้ยงในฤดูหนาวเพราะปลามีความต้านทานต่อโรคต่ำ
  • การเตรียมบ่อเลี้ยง : ขุดดินให้ลึก 0.5 เมตร ความลาดชัน 1:2 และใช้พลาสติกขนาด 305 x 6 เมตร ปูพื้นบ่อ โดยต้องระวังไม่ให้ขาดหรือมีรอยรั่วหลังจากปูพลาสติก จะเหลือพื้นที่บ่อเลี้ยงขนาด 1.5 x 4เมตร ลึก 0.5 เมตร
  • อัตราการเลี้ยง ปล่อยลูกปลาในอัตรา 50-80 ตัว/ตารางเมตร (ขนาดบ่อ 1.5x 4 เมตร ปล่อยได้ 300-500 ตัว) น้ำลงบ่อมีความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วค่อยเพิ่มระดับน้ำขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกสัปดาห์ จนมีระดับสูงสุด 30-50 เซนติเมตร
  • การปล่อยปลา ควรแช่ถุงลูกปลาไว้ในบ่อเลี้ยง 30 นาที จึงค่อย ๆ ปล่อยลงบ่อ ช่วงแรกที่ปล่อยให้เติมน้ำลงบ่อมีความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วค่อยเพิ่มระดับน้ำขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกสัปดาห์ จนมีระดับ สูงสุด 30-50 เซนติเมตร
  • การให้อาหาร เริ่มแรกให้อาหารเม็ดเล็กและทุบพอแตกสำหรับปลาเล็ก อาหารสดพวกเศษเนื้อสับสามารถให้ปลากินได้ ตัวปลวก แมลงเม่าและแมลงอื่น ๆ โปรยให้ปลากิน ให้อาหารเป็นเวลา วันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น ให้ในปริมาณ 3-5% ของน้ำหนักตัวปลาต่อวัน หรือให้แต่พออิ่ม อย่าให้จนอาหารเหลือ จะส่งผลต่อคุณภาพน้ำและต้นทุนการผลิตได้ เมื่อปลาโตมีความยาว 15 ชม. ขึ้นไปจะใช้อาหารเม็ด รำละเอียด เศษผักหรือเศษอาหารอัตราส่วน 2 : 4 : 4 เป็นการลดต้นทุนค่าอาหาร
  • การถ่ายเทน้ำควรทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่าขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำ โดยเปลี่ยนน้ำครั้งละ 20-30% ไม่ควรถ่ายน้ำออกหมด ทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำหลังให้อาหารแล้วไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง
  • การจับปลา เมื่อเลี้ยงได้ 2-3 เดือน ปลาจะมีขนาดประมาณ 200-300 กรัม/ตัว จับมาบริโภคหรือจำหน่ายได้ รายได้จะต้องบันทึกในสมุดบัญชีครัวเรือน และต้องเก็บรายได้ส่วนหนึ่งไว้ซื้อพันธุ์ปลาหรือวัสดุอุปกรณ์เพื่อเลี้ยงในรุ่นต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ผลตอบแทน

  • การจับปลา เมื่อเลี้ยงได้ 2-3 เดือน ปลาจะมีขนาดประมาณ 200-300 กรัม/ตัว โดยมีอัตราการรอด 80-90% ซึ่งจะทำให้มีปลาประมาณ 80-90 กิโลกรัม/บ่อ ราคาจำหน่าย กก.ละ 80 บาท จะมีรายได้ 6,400 บาท/รุ่น
  • จะได้ปลาดุกเป็นอาหารบริโภคในครัวเรือน เพิ่มปริมาณโปรตีนให้กับสมาชิกในครัวเรือน และเพื่อนบ้านเป็นการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน น้ำที่ได้จากการเปลี่ยนถ่ายน้ำใช้ในการรดต้นไม้หรือผักสวนครัวบริเวณรอบ ๆ บ่อ

ที่มา : Youtrube ชาวสวน ยุคใหม่


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ด้วงมะพร้าวและด้วงแรด แมลงเจ้าปัญหาทำลายสวนมะพร้าว ปาล์มน้ำมัน

ด้วงมะพร้าวและด้วงแรด แมลงเจ้าปัญหาทำลายสวนมะพร้าว ปาล์มน้ำมัน

ด้วงมะพร้าวและด้วงแรด

ด้วงมะพร้าวและด้วงแรด


ว่าด้วยเรื่องด้วงมะพร้าวหรือที่บางคนเรียกด้วงสาคูบ้าง ด้วงงวงมะพร้าวบ้าง และด้วงแรดหรือด้วงแรดมะพร้าว แมลงจอมปัญหาทำลายสวนมะพร้าว ปาล์มน้ำมัน อินทผาลัม การระบาดของด้วงทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรสวนมะพร้าวในปัจจุบัน ที่ไม่ได้ป้องกันไว้ตั้งแต่แรก “ด้วงแรดมะพร้าว” เข้าทำลายโดยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบมะพร้าว หรือปาล์มน้ำมัน ทำให้ทางใบหักง่าย ยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อน และเป็นสาเหตุให้ “ด้วงงวงมะพร้าว” เข้ามาทางรอยแตกของโคนทางใบ โคนลำต้น หรือรอยแผลที่เกิดจากการตัดทางใบเมื่อด้วงงวงมะพร้าววางไข่ ไข่จะฟักออกเป็นหนอนกัดกินอยู่ในเนื้อเยื่ออ่อนจนเข้าดักแด้ หากเกษตรกรไม่ดูแลให้ทั่วถึง ก็จะเกิดความเสียหายมาก

ด้วงแรดมะพร้าว

ด้วงแรดมะพร้าว (Oryctes Rhinoceros) บ้างก็เรียก ด้วงแรด ด้วงมะพร้าว แล้วแต่พื้นที่ ซึ่งเจ้าตัวด้วงแรดพร้าวเป็นแมลงที่ชอบเก็บตัว แอบซ่อน ทั้งตัวเต็มวัย หนอนวัยต่างๆ ดักแด้ และไข่ พบอยู่ในที่มืด ตัวเต็มวัยของด้วงแรดเท่านั้นที่ทำลายพืช มักพบในแหล่งอาหาร เช่น ภายในรูเจาะบนยอดมะพร้าวหรือปาล์มน้ำมัน ซึ่งอาจพบมากกว่า 1 ตัว ในต้นปาล์มประดับเคยพบด้วงแรดซุกซ่อนตามโคนกาบทางมากกว่า 10 ตัว นอกจากนี้ยังพบในแหล่งขยายพันธุ์อีก ตัวเต็มวัยด้วงแรดจะบินออกหากินในเวลาพลบค่ำและเวลาก่อนตะวันขึ้น มักพบด้วงแรดมาเล่นแสงไฟหลังฝนตกในเวลากลางคืน ด้วงแรดมักบินไปมาในระยะทางสั้นๆ ระหว่างแหล่งอาหารและแหล่งขยายพันธุ์

รูปแบบการทำลาย | เฉพาะตัวเต็มวัยเท่านั้นที่เป็นศัตรูพืช โดยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบมะพร้าว หรือปาล์มน้ำมัน ทำให้ทางใบหักง่าย และยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อน ทำให้ทางใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆ คล้ายรูปสามเหลี่ยม ถ้าโดนทำลายมากๆ ทำให้ใบที่เกิดใหม่แคระแกรน รอยแผลที่ถูกด้วงแรดกัดเป็นเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเป็นทางให้เกิดโรคยอดเน่าจนถึงต้นตายได้ในที่สุด พฤติกรรมของด้วงแรด

การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด: ด้วงแรดสามารถแพร่กระจายได้ทั่วประเทศและเพิ่มจำนวนได้ตลอดปี ปริมาณมากหรือน้อยขึ้นกับแหล่งเพาะขยายพันธุ์ จากผลของการศึกษาพบว่าในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฤดูที่ด้วงแรดผสมพันธุ์และวางไข่มากที่สุดอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ดังนั้นจะพบความเสียหายอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม

กำจัดด้วงแรดมะพร้าวแบบอินทรีย์

ระยะหนอน ลักษณะหนอนของด้วงแรดสามารถสังเกตได้อย่างหนึ่ง คือ หนอนจะงอตัวเป็นอักษร “C” บางครั้งเห็นส่วนหัวกับส่วนท้ายลำตัวเกือบชนกัน ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม อาจมีอายุยืนยาวถึง 420 วัน พืชอันโอชะอาหารเช่น มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน ปาล์มประดับ การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด: ด้วงแรดสามารถแพร่กระจายได้ทั่วประเทศและเพิ่มจำนวนได้ตลอดปี ปริมาณมากหรือน้อยขึ้นกับแหล่งเพาะขยายพันธุ์ จากผลของการศึกษาพบว่าในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฤดูที่ด้วงแรดผสมพันธุ์และวางไข่มากที่สุดอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ดังนั้นจะพบความเสียหายอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม

ด้วงงวงมะพร้าว

ด้วงงวงมะพร้าว (Rhynchophorus ferrugineus) บ้างก็เรียก ด้วงสาคู บ้างก็เรียก ด้วงมะพร้าว ด้วงไฟ แล้วแต่พื้นที่แท้จริงแล้ว ด้วงงวงมะพร้าวมี 2 ชนิด ได้แก่ ด้วงงวงมะพร้าวชนิดเล็ก และ ด้วงงวงมะพร้าวชนิดใหญ่ ตัวเต็มวัยเป็นแมลงปีกแข็ง ขนาดเล็กกว่าด้วงแรด ลำตัวสีน้ำตาลแดง ส่วนหัวมีงวงยื่นออกมา เพศเมียจะมีงวงยาวกว่าเพศผู้ ด้วงงวงเล็กเกิดแพร่กระจายทั่วประเทศไทย ปริมาณการระบาดขึ้นอยู่กับเกษตรกรเอง ถ้าเกษตรกรรู้จักดูแลรักษามะพร้าว สังเกตการเปลี่ยนแปลงของมะพร้าวที่ปลูก ถ้าพบด้วงแรดมะพร้าวให้รีบหาทางป้องกันและกำจัดในระยะแรก ที่สามารถควบคุมได้ ถ้าเกษตรกรไม่ดูแลปล่อยผ่านละเลย ความเสียหายก็จะทวีคูณ เลวร้ายสุด ต้นมะพร้าว ที่เราเฝ้าถนอมมาแรมปี อาจตายยกสวนได้

รูปแบบการทำลาย | ด้วงงวงมะพร้าวจะขยายพันธุ์อยู่ภายในคอมะพร้าว บางครั้งพบเข้าทำลายที่โคนลำต้น ทำให้ต้นตาย อาการบ่งชี้ที่แสดงว่าด้วงงวงทำลายคือยอดอ่อนเหี่ยวแห้ง ใบเหลืองสอดหักพับ เมื่อพบอาการนี้แล้ว จะไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากด้วงงวง (ระยะหนอน) จำนวนมากเข้าทำลายภายในจนหมด ตัวเต็มวัยของด้วงงวงจะเข้าวางไข่ที่รอยแผลบริเวณยอด รอยแตกของโคนทางใบ โคนลำต้น หรือรอยแผลที่เกิดจากการตัดทางใบ เป็นต้นไข่จะฟักออกเป็นหนอนกัดกินอยู่ในเนื้อเยื่ออ่อนจนเข้าดักแด้

การป้องกันกำจัดด้วงงวงมะพร้าว

ป้องกันกำจัด “ด้วงงวงมะพร้าว” ไม่ให้ทำลายมะพร้าวเพราะรอยแผลที่ด้วงแรดเจาะจะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงเข้ามาวางไข่และทำลายจนมะพร้าวล้มตายได้ หมั่นดูแลทำความสะอาดบริเวณคอมะพร้าว ถ้าพบรอยแผลรอยเจาะและยอดอ่อนที่ยังไม่เหี่ยว ให้ใช้เหล็กยาวปลายเป็นตะขอแทงเข้าไปเกี่ยวเอาตัวหนอนทำลายและทาบริเวณรอยดังกล่าวด้วยสารทาร์ ซึ่งเป็นส่วนผสมของน้ำมันเครื่อง1 ลิตร ผสมกับกำมะถันผง 100 กรัม คนให้เข้ากัน เพื่อป้องกันไม่ให้ด้วงงวงเข้าทำลายซ้ำรอยแผลที่เกิดจากการตัดทางใบ หรือรอยตัดจั่นมะพร้าวเพื่อทำน้ำตาล รอยแตกที่โคนลำต้นเหล่านี้ควรใช้สารทาร์ทาเพื่อป้องกันการวางไข่

ด้วงมะพร้าวและด้วงแรด

ที่มา :  SV Biotech


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน โตเร็วลดต้นทุนค่าอาหาร

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน โตเร็วลดต้นทุนค่าอาหาร

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน

ปลาดุก เป็นปลาที่คนไทยรู้จักกันดี และมีความนิยมบริโภค ในอัตราที่สูง สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงอย่างดงาม เพียงแต่มีน้ำดี สภาพพื้นที่ดี มีการเอาใจใส่ดูแลให้อาหารดี รวมทั้งผู้เลี้ยงขยันศึกษาหาความรู้เพื่อประยุกตีใช้กับกิจการของตน และเพื่อสนองตอบปัจจัยในการเลี้ยงปลาดุกอย่างมีประสิทธิภาพ

นิสัยการกินอาหาร
ปลาดุกเป็นปลาที่สามารถกินอาหารได้ทั้ง พืชและสัตว์ ปลาดุกที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติมีนิสัยชอบหากินตามบริเวณพื้นหน้าดิน โดยเฉพาะบริเวณที่พื้นเป็นโคลน และจะขึ้นมากินอาหารที่บริเวณผิวน้ำเป็นบางครั้ง ในธรรมชาติลูกปลาดุกจะกินอาหาร จำพวกโปรโตซัว ไรน้ำขนาดเล็ก โรติเฟอร์ และแพลงค์ตอนพืช ส่วนปลาดุกที่มีขนาดโตขึ้นจะกินอาหารจำพวกตัวอ่อนของแมลงน้ำ ไรน้ำ กุ้ง หนอน แมลง ลูกปลาเล็กๆ บางชนิด และอินทรีย์สารที่อยู่ตามพื้นโคลน โดยใช้หนวดรับความรู้สึกมากกว่าตาในการใช้หาอาหาร นอกจากนี้ปลาดุกยังมีนิสัยชอบ กินอาหารจำพวกเนื้อที่กําลังเปี่อยด้วย แต่เมื่อนำปลาดุกมาเลี้ยงในบ่อสามารถฝึกให้กินอาหารสำเร็จรูปที่ มนุษย์ผลิตขึ้นมาได้ ทั้งอาหารประเภทจมน้ำและอาหารชนิดเม็ดที่ลอยน้ำ ซึ่งมีส่วนผสมของพวกกากถั่ว รำ ปลายข้าว กากมัน ข้าวโพด แป้ง ปลาป่น หรือฝึกให้กินอาหารประเภทเนื้อ เช่น ปลาเป็ด เศษเนื้อ เครื่องในสัตว์ เลือดสัตว์ได้ นอกจากนี้ยังสามารถฝึกให้ปลาดุกขึ้นมากินอาหารที่บริเวณ ผิวน้ำแทนการหาอาหารตามบริเวณพื้นหน้าดินได้เช่นกัน

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน

สูตรที่ 1 (วิศวกรชาวนา แห่งอาศรมคนภูไท)

ส่วนประกอบ

  • กากถั่วเหลือง (โปรตีน 46%) 1.5-2 กก.
  • ปลาป่น (โปรตีน 40%) 2-3 ขีด
  • รำละเอียด (โปรตีน 12%) 1 กก.
  • ปลายข้าวหรือข้าวบดต้มสุก (โปรตีน 8%) 2 ขีดก่อนนำมาต้ม
  • น้ำมันปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • ใบกระถิ่นหรือใบหม่อนแห้งป่นหรือสับละเอียด (โปรตีน 24%)(ถ้ามี) 1 ขีด

วิธีทำ

นำวัสถุดิบทุกอย่างมาผสมให้เข้ากัน โดยให้อาหารสามารถปั้นเป็นก้อนได้โดยใช้น้ำเปล่ามาผสมแต่อย่าใส่น้ำเยอะจนเปียกเกินไปจะปั้นไม่ได้ แล้วน้ำไปให้ปลาดุกกิน เช้า-เย็น หรือจะอัดเม็ดหรือปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ผึ่งแดดให้แห้งแล้วนำไปให้ก็ได้ วัตถุดิบและอาหารสามารถเก็บไว้ได้ 3 เดือน ครับ

สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เพจ วิศวกรชาวนา แห่งอาศรมคนภูไท และขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน

สูตรที่ 2 สำหรับการทำอาหารปลาดุกมีส่วนผสมดังนี้

ส่วนประกอบ

  • รำละเอียด 2 กระสอบปุ๋ย
  • กากมะพร้าว 1 กระสอบปุ๋ย
  • ปลาป่น 6 กิโลกรัม
  • กากถั่วเหลือง 6 กิโลกรัม
  • จุลินทรีย์ EM 1 ลิตร
  • กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
  • น้ำมันพืช 1 – 2 ลิตร

ขั้นตอนวิธีทำ

  • นำส่วนผสมข้อ 1 จำนวน 1 กระสอบ และส่วนผสมในข้อ 2,3,4 มาทำการคลุกให้เข้ากัน
  • นำส่วนผสมในข้อ 5,6 ผสมน้ำ 20 ลิตร เพื่อคลุกเคล้าส่วนผสมในข้อ 1 ทำการหมักไว้ 12 ชั่วโมง
  • นำส่วนผสมที่หมักไว้ในข้อ 1,2 ผสมกับรำละเอียด 1 กระสอบที่เหลือ และน้ำมันพืช 1-2 ลิตร คลุกเคล้านำเข้าเครื่องอัดเม็ดผึ่งแดด 2 วัน เก็บไว้ได้ 2 เดือน

สูตรที่ 3 สูตรอาหารปลาลดต้นทุน เหมาะสำหรับปลากินพืช/กินเนื้อ

ส่วนประกอบ

  • หอยเชอรี่ 2 กิโลกรัม
  • มันสําปะหลัง 1 กิโลกรัม
  • เมล็ดข้าวโพดแก่จัด 1 กิโลกรัม
  • ข้าวเหนียวแห้ง 1 กิโลกรัม
  • กล้วยสุก 1 กิโลกรัม
  • ใบกระถินสด 1 กิโลกรัม
  • รำอ่อน 1 กิโลกรัม
  • ผงฟู 1 กิโลกรัม

ขั้นตอนวิธีทำ

น้ำหอยเชอรี่ไปต้มแล้วแกะเอาตัวหอยออกมาสับให้ละเอียด นำมันสำปะหลังมาสับให้ละเอียดแล้วนำข้าวโพดมาโขลกให้ละเอียดรวมกัน นำส่วนผสมที่ได้ทั้งหมดมาใส่ที่เครื่องร่อนที่ใช้สำหรับทำปุ๋ยเม็ด เพื่อจะให้เป็นอาหารเม็ดแล้วนำมาผึ่งลมให้แห้งถ้าไม่มีเครื่องร่อนก็ปั้นให้เป็นก้อนกลมๆแล้วนำไปผึ่งลมให้แห้งก็ได้เช่นเดียวกัน

สูตรที่ 4 สูตรอาหารปลาลดต้นทุน เหมาะสำหรับปลากินพืช

ส่วนประกอบ

  • ไม้ปักหลัก ( สูงกว่าระดับน้ำ ) 30 ท่อน
  • ฟางข้าวแห้ง 30 มัด
  • มูลวัว 2 กระสอบ
  • แกลบอ่อน 1 กระสอบ

ขั้นตอนวิธีทำ

เริ่มจากการนำไม้ที่ได้เตรียมไว้ปรมาณ 30 ท่อน(มัด) มาปักให้แน่นบริเวณขอบบ่อปลา ให้ได้ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมตามที่ต้องการ เพื่อที่จะนำวัตถุดิบเข้าไปใส่เป็นชั้นๆให้ได้ 3 ชั้น ชั้นที่ 1-3 ฟางข้าว มูลวัว และแกลบอ่อน ตามลำดับและสัดส่วนที่ได้กำหนดไว้ ชั้นสุดท้ายนำฟางข้าวปิดทับหน้า จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ฟางข้าว มูลวัว และแกลบอ่อนที่ใส่ลงไปก็จะย่อยสลายกลายเป็นอาหารให้กับสัตว์น้ำและจะกินอาหารได้ตลอดตามธรรมชาติ

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน

สูตรอาหารดังกล่าวนี้เหมาะสำหรับปลาที่มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปเพราะจะกินอาหารได้ดีกว่าปลาอนุบาลวัยอ่อน ปลาดุกก็เป็นปลาที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ… มีปริมาณแคลอรีและไขมันต่ำ ธาตุปรอทต่ำ มีทั้งวิตามินบี 12 โอเมก้า ทรี และโอเมก้า ซิกซ์ (Omega 6)… ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่ร่างกายของเราสร้างเองไม่ได้ และยังสามารถช่วยลดคอเลสเทอรอลในเลือดได้อีกด้วย

ที่มา | sarakaset.com


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวทรงปั้นหยา ดีไซน์เรียบง่าย ทันสมัยสวยงาม

บ้านชั้นเดียวทรงปั้นหยา ดีไซน์เรียบง่าย ทันสมัยสวยงาม

บ้านชั้นเดียวทรงปั้นหยา

บ้านชั้นเดียวทรงปั้นหยา


บ้านชั้นเดียวทรงปั้นหยา เป็นรูปแบบบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย เนื่องจากเป็นรูปแบบบ้านที่มีลักษณะเด่นคือ หลังคาทรงปั้นหยาที่ลาดเอียงทั้ง 4 ด้าน คล้ายกับพีระมิด จึงทำให้บ้านทรงปั้นหยาสามารถป้องกันแดดและฝนได้ทั่วถึง ทำให้บ้านดูสง่างามและโดดเด่น

แบบบ้านสวยๆ ที่เรานำมาให้ชมกัน ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวทรงปั้นหยา โทนสีเหลืองอ่อนหรือสีเปลือกไข่ หลังคาทรงปั้นหย่า ช่วยเพิ่มพื้นที่ระบายอากาศใต้หลังคาช่วยให้บ้านเย็น ฟังก์ชั่นขนาด 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงรับแขก 1 ห้องครัว พร้อมพื้นที่นั่งเล่นด้านหน้าตัวบ้าน  เป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก  ห้างหุ้นส่วนจำกัด วงศ์สารภี คอนสตรัคชั่น   จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ  | ห้างหุ้นส่วนจำกัด วงศ์สารภี คอนสตรัคชั่น
เรียบเรียง : Withikaset.com

บ้านชั้นเดียวทรงปั้นหยา

สำหรับบ้านหลังนี้เป็นบ้านโทนสีเหลืองอ่อนหรือสีเปลือกไข่ แต่งด้วยกระเบื้องและหินตกแต่งสีเทาเข้ม ประตูไม้ขนาดใหญ่ ด้านล่างตัวบ้านยกพื้นสูง 1 เมตร ทาสีผนังขอบพื้นด้วยสีน้ำเทาเป็นฐานให้กับตัวบ้านและช่วยกันเปื้อนให้กับผนัง ทำบันไดทางขึ้นด้านหน้าตัวบ้านรอบตัวมุกด้านหน้า

บ้านชั้นเดียวทรงปั้นหยา

พื้นรอบตัวบ้านเทคอนกรีตทับไว้เพื่อเสริมฐานบ้านให้แข็งแรง และยังง่ายต่อการทำความสะอาดอีกด้วย ระเบียงเล็กๆ ที่ต่อหลังคายื่นออกมา ปูพื้นด้วยกระเบื้อง ตรงกลางฝ้ามีโคมไฟทรงกลมประดับไว้ ส่วนประตูใหญ่ที่เปิดเข้าภายใน

บ้านชั้นเดียวทรงปั้นหยา

เสาด้านหน้าขนาดใหญ่กรุด้วยกระเบื้องลายหินตกแต่งสีเทาดำ ประดับไฟกิ่งสไตล์วินเทจแสงสีขาวนวลช่วยให้บ้านดูอบอุ่น บันไดทางขึ้นและพื้นเฉลียง ปูด้วยกระเบื้องสีเทาโทนเดียวกันกับพื้นด้านหน้า ทำให้บ้านดูโดดเด่นสวยงาม

บ้านชั้นเดียวทรงปั้นหยา

บ้านชั้นเดียวทรงปั้นหยา

ระเบียงด้านหน้าปูด้วยกระเบียงลายไม้สีน้ำตาล 

บ้านชั้นเดียวทรงปั้นหยา

ภายในห้องโถงรับแขกหรือห้องโถงนั้น มีพื้นที่กว้างขวางมาก ภายในได้รับแสงสว่างจากบานกระจกของประตูและหน้าต่างดูสว่างโปร่งโล่ง ปูกระเบื้องพื้นลายไม้ทั้งห้อง ขวามือจัดไว้เป็นมุมรับแขก ประตูทางเข้าเป็นประตูบาไม้ขนาดใหญ่

ภายในห้องนอนนั้นเลือกใช้กระเบื้องปูพื้นแบบเดียวกับห้องโถงใหญ่ด้านนอก ส่วนหน้าต่างเรียงใช้บานกระจกขนาดใหญ่เป็นแนวยาว เพิ่มความสว่างได้เป็นอย่างดี

ห้องครัวใช้กระเบื้องโทนสีขาวสว่าง ติดโคมหลุมด้านบนช่วยส่องสว่าง  ส่วนเคาน์เตอร์ครัวนั้นเป็นแบบบิวท์อิน ติดกับผนังฝั่งหลังบ้าน ใช้โทนสีขาวช่วยกันเปื้อนให้กับครัว มีหน้าต่างช่วยรับแสงหนึ่งบาน

สำหรับห้องน้ำนั้นมีขนาดใหญ่ แบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโซนอาบน้ำ และล้างหน้าแปรงฟัน ผนังกรุด้วยกระเบื้องผนังโทนสีขาวละหม่น พื้นปูกระเบื้องสีขาวลายสวยงามสะอาดตาดูแลทำความสะอาดได้ง่าย

บ้านทรงปั้นหยาเป็นรูปแบบบ้านที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนทุกเพศทุกวัย เนื่องจากมีความสวยงาม ทันสมัย และสามารถออกแบบได้หลากหลายรูปแบบ

ติดต่อสอบถามได้ที่โดยตรง ตามที่อยู่ด้านล่างได้เลยนะครับ

ห้างหุ้นส่วนจำกัด วงศ์สารภีคอนสตรัคชั่น
ต.น้ำบ่อหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่
สนใจสอบถามรายละเอียด inbox หรือ 084-6158214
line id : E24FSM


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ไก่ดำภูพาน เลี้ยงง่ายโตไว ราคาดี ประโยชน์มากมาย

ไก่ดำภูพาน เลี้ยงง่ายโตไว ราคาดี ประโยชน์มากมาย

ไก่ดำภูพาน

พัฒนาสายพันธุ์ขึ้นจากไก่ดำลูกผสมที่มีการเลี้ยงกันอยู่ในจังหวัดสกลนคร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 ซึ่งเป็นไก่ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างไก่กระดูกดำของจีนและไก่พื้นเมืองสกลนครงานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ดำเนินการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2549 และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ไก่ดำภูพาน โดยมีการพัฒนาปรับปรุงและคัดเลือกพันธุ์ จนได้ลักษณะที่มีความโดดเด่นคือ หนังดำ เนื้อดำ กระดูกดำ เป็นไก่ที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ปล่อยให้หากินอิสระได้ หากินเก่ง ฟักไข่และเลี้ยงลูกได้เอง และไก่ดำยังมีสารสีดำที่เรียกว่า “เมลานิน” จำนวนมากกว่าไก่ทั่วไป ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูนอิสระตัวหนึ่งที่มีคุณสมบัติในการชะลอความชราของเซลล์ และออกฤทธิ์ในการต้านเซลล์มะเร็ง

การพัฒนาสายพันธุ์ไก่ดำภูพาน

1. ไก่ดำภูพาน-1

ลักษณะประจำพันธุ์

  • เพศผู้ ขนลำตัวสีดำ สร้อยคอและสร้อยหลังสีดำแซมแดง หงอนกุหลาบหรือหงอนถั่ว จะงอยปากดำ ตาดำ แข้งดำ เล็บดำ หนังดำ เนื้อดำ กระดูกดำ หางสั้นลักษณะทรงพู่
  • เพศเมีย ขนสีดำทั้งตัว หงอนกุหลาบหรือหงอนถั่วขนาดเล็กกว่าเพศผู้ จะงอยปากดำ แข้งดำ เล็บดำ หนังดำ เนื้อดำ และกระดูกดำ

2. ไก่ดำภูพาน-2

ลักษณะประจำพันธุ์

  • เพศผู้ ขนสีขาวทั้งตั๋ว หงอนกุหลาบหรือหงอนถั่ว จะงอยปากเทาดำตาดำ แข้งเทาดำ เล็บเทาดำ หนังดำ เนื้อดำหรือเทาดำ กระดูกดำ หางสั้นลักษณะทรงพู่
  • เพศเมีย ขนสีขาวทั้งตัว หงอนถั่วขนาดเล็กกว่าเพศผู้จะง่อยปากเทาดำ แข้งเทาดำ เล็บเทาดำ หนังดำ เนื้อดำหรือเทาดำและกระดูกดำ

3. ไก่ดำภูพาน-3

ลักษณะประจำพันธุ์

  • เพศผู้ ขนลำตัวสีเหลืองหรือแดง สร้อยคอและสร้อยหลังสีเหลือง หงอนกุหลาบหรือหงอนถั่ว จะงอยปากดำ สิ้นดำหรือเทาดำ ตาดำ แข้งดำ เล็บดำ หนังดำ เนื้อดำหรือเทาดำ กระดูกดำ หางสั้นลักษณะทรงพู่สีดำ
  • เพศเมีย ขนสีเหลืองทั้งตัว หางสีดำหงอนถั่วขนาดเล็กกว่าเพศผู้ จะงอยปากดำ สิ้นดำหรือเทาดำ แข้งดำ เล็บดำ หนังดำ เนื้อดำหรือเทาดำ และกระดูกดำ

จุดเด่นของไก่ดำภูพาน

  • สามารถเลี้ยงปล่อยให้หาอาหารกินตามธรรมชาติ
  • ฟักไข่และเลี้ยงลูกได้เอง
  • ทนทานต่อโรคระบาด และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี
  • เนื้อไก่ดำมีสาร เมลานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ซึ่งมีส่วนช่วยในการรักษาโรค บำรุงสายตา บำรุงระบบการได้ยิน ต้านเซลล์มะเร็ง ชะลอความชรา
  • มีไขมันต่ำกว่าไก่ทั่วไป มีโปรตีนสูง ธาตุเหล็ก และแร่ธาตุสูงกว่าเนื้อไก่ทั่วไป

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ โดยใช้หลักเกณฑ์ดังนี้

  • ลักษณะพ่อพันธุ์จะต้องมีรูปร่างสมบูรณ์แข็งแรง อายุตั้งแต่ ,เดือน แต่ไม่เกิน 3 ปีและมีน้ำหนักตั้งแต่ 2. กิโลกรัม ขึ้นไป
  • ลักษณะแม่พันธุ์จะต้องมีรูปร่างสมบูรณ์แข็งแรง อายุตั้งแต่เดือนแต่ไม่เกิน 3 ปี เลี้ยงลูกเก่ง มีนิสัยไม่ดุร้าย หรือจิกตีลูกไก่ของตัวอื่น
  • พ่อพันธุ์ไก่ 1 ตัว สามารถคุมฝูง เพื่อผสมพันธุ์แม่ไก่ได้ไม่เกิน 10 ตัว และไม่ควรให้คุมฝูงนานเกินไปเพราะจะทำให้เกิดปัญหาเลือดชิดในฝูงได้

ไก่ดำภูพาน

การเลี้ยงไก่พ่อแม่พันธุ์

ไก่สาวจะเริ่มไข่ฟองแรกเมื่ออายุประมาณ 6 – 7 เดือน เมื่อไก่เริ่มไข่ให้เปลี่ยนสูตร อาหารใหม่ให้มีโภชนะอาหารเพิ่มขึ้นเพื่อไก่นำไปสร้างไข่ รวมทั้งเพิ่มแคลเซียมฟอสฟอรัส เพื่อนำไปสร้างเปลือกไข่ อาหารให้วันละ 90 – 100 กรัม มากกว่านี้ แม่ไก่จะอ้วนมากทำให้ไข่ลดลง ไก่พ่อพันธุ์ควรให้อาหารเช่นเดียวกับแม่พันธุ์ การให้อาหาร อยู่ระหว่าง 70 – 80 กรัม/ตัว/วัน

รูปแบบการเลี้ยงไก่

  • การเลี้ยงแบบปล่อย เป็นวิธีเลี้ยงไก่ปล่อยให้ออกหากินอย่างอิสระในตอนเช้า ผู้เลี้ยงอาจจะเสริมอาหารให้ในตอนเย็น ช่วยให้ไก่เจริญเติบโตได้ดีขึ้น และเล้าขนาดเล็กไว้ให้ไก่ได้หลับนอนเฉพาะกลางคืนการเลี้ยงแบบปล่อยนี้จะช่วยให้ไก่ได้ออกกำลังกายมีสุขภาพที่แข็งแรงแต่ต้องมั่นใจว่า พื้นที่ที่ปล่อยจะไม่มีไก่พื้นเมืองอยู่บริเวณใกล้เคียงเพราะอาจมีปัญหาในการผสมข้ามพันธุ์
  • การเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย เป็นการเลี้ยงที่พัฒนามาจากการเลี้ยงไก่แบบปล่อยมากักขังบ้างในบางช่วง โดยการสร้างเล้าไก่ให้มีขนาดกว้างขึ้นมีริ้วล้อมกั้นกันไม่ให้ไก่ออกไปหากินไกลๆ จัดหาน้ำและรางอาหารไว้ให้ไก่กินรูปแบบการเลี้ยงนี้ถือได้ว่าเป็นวิธีการเลี้ยงที่ดี และเหมาะสมที่สุด
  • การเลี้ยงแบบขังเล้า โดยเกษตรกรต้องสร้างเล้าไก่ที่สามารถกันแดดกันลม และฝนได้ ควรมีรังไข่วางเป็นจุดตามมุมหรือฝาเล้าพร้อมอาหารและน้ำให้ไก่ได้กินตลอดเวลาการเลี้ยง แบบขังเล้าสามารถป้องกันโรคระบาดได้ดี

การฟักไข่ สามารถแบ่งได้ 2 วิธี

ไก่ดำภูพาน

  • การฟักไข่โดยวิธีธรรมชาติ หรือการฟักไข่โดยแม่ไก่ เมื่อไก่ดำภูพานอายุประมาณ 6 – 7 เดือน จะเริ่มให้ไข่ชุดแรกประมาณ 10 – 15 ฟอง/ตัว เมื่อแม่ไก่ไข่หมดชุดก็จะเริ่มฟักไข่ในขณะฟักไข่ระยะแรกแม่ไก่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในรังวางไข่  เมื่อระยะช่วงฟักไข่แม่ไก่จะใช้เวลาฟักไข่เพิ่มมากขึ้น ขณะฟักไข่แม่ไก่จะทำการเขี่ยไข่ (กลับไข่) วันละประมาณ 6 ครั้ง เพื่อให้ไข่ทุกฟองได้รับความอบอุ่นจากการฟักใกล้เคียงกัน หลังจากฟักไข่ได้ 20 วัน ลูกไก่จะเริ่มเจาะเปลือก ในวันที่ 22 นำแม่ไก่และลูกลงจากรังฟักไข่ และขังสุ่มให้อาหาร และน้ำอย่างน้อย 7 วัน จึงปล่อยให้แม่และลูกหากินตามธรรมชาติ
  • การฟักไขโดยใช้เครื่องฟัก หลังจากผสมพันธุ์และทำการเก็บรวบรวมไข่ได้ 7 วัน ก่อนนำไข่เข้าฟักต้องทำการคัดไข่ที่มีรอยแตกร้าว เปลือกไข่บาง ไข่ผิดรูปหรือไข่ฟองที่เล็กเกินไปออก ตรวจเช็คเครื่องฟักไข่ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน เช่น อุณหภูมิตู้ฟัก 37.8 ” C ความชื้นสัมพัทธ์ 60 % อุณหภูมิตู้เกิด 36.5 “C ความชื้นสัมพัทธ์ 70 % เมื่อเก็บไข่สะสม ได้ๆ วัน ก็นำมาจัดเข้าเครื่องฟักซึ่งจะมีการกลับไข่ วันละ 6 ครั้ง (6 ครั้ง/ 24 ชั่วโมง)ส่องไข่เมื่อนำไข่เข้าฟัก 7 วัน เพื่อนำไข่ไม่มีเชื้อและไข่เชื้อตายออกจากการฟักการ และส่องไข่เมื่อนำเข้าฟัก 18 วัน เป็นการส่องไข่ก่อนนำเข้าตู้เกิด หลังจาก อยู่ในตู้เกิด 3 วัน (วันที่ 21) ลูกไก่ก็เจาะเปลือกไข่ออกมาได้เก็บไว้ใน ตู้เกิด 1 วัน จากนั้น ในวันที่ 22 นำลูกไก่ออกจากตู้เกิดย้ายไปอนุบาล ในโรงเรือน อนุบาลต่อไป

การเลี้ยงไก่เล็ก

กรณีใช้ตู้ฟักไข่หรือการแยกลูกไก่ออกจากแม่ไก่เพื่อให้แม่ไก่ไข่เร็วขึ้นหรือซื้อลูกไก่มาเลี้ยงลูกไก่ต้องการความอบอุ่นจึงจำเป็นต้องมีการกกไฟให้ลูกไก่โดยใช้หลอดไฟฟ้าขนาด 100 วัตต์ แขวนสูงจากพื้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และต้องระวังไม่ให้ลมโกรกลูกไก่และจะต้องมีอาหาร และน้ำให้กินตลอดเวลา พื้นคอกรองพื้นด้วยแกลบหนา 5 เชนติเมตร และเปลี่ยนแกลบทุก 1 เดือน

การเลี้ยงไก่รุ่น

ไก่ช่วงอายุ 8 – 16 สัปดาห์ ไก่ช่วงนี้ไม่ต้องดูแลมากเพราะถ้าเลี้ยงแบบปล่อยไก่สามารถหาอาหารกินเองได้เพียง แต่ให้อาหารในตอนเช้า หรือเย็นเท่านั้นถ้าเลี้ยงเพื่อต้องการจำหน่ายเป็นไก่เนื้อจำเป็นที่จะต้องดูแลเอาใจใส่เรื่องอาหาร และน้ำเพื่อการเจริญเดิบโตที่เร็วไก่อายุ 4 – 5 เดือน เป็นช่วงที่สามารถจับจำหน่ายเป็นไก่เนื้อได้น้ำหนักประมาณ 0. – 1.2 กิโลกรัม ซึ่งไก่มีขนาดและน้ำหนักตรงกับความต้องการของตลาด

การให้อาหาร

  • ให้น้ำสะอาดตั้งไว้ให้ไก่กินตลอดวัน และคอยเปลี่ยนน้ำทุก ๆ วัน
  • ให้อาหารเช้าและเย็น เพิ่มเติมจากอาหารที่ไก่หากินได้ตามธรรมชาติ เช่น ปลายข้าว รำข้าว ข้าวเปลือก อาหารไก่สำเร็จรูป
  • มีเปลือกหอยปั่นและเศษหินให้ไก่กินเพื่อเสริมแคลเซียมและช่วยบดย่อยอาหาร และให้หญ้าสดหรือใบกระดินสดให้ไก่กินทุกวัน

โปรแกรมวัคซีน

  • วัคชีนนิวคาสเชิล ไก่อายุ 1 และ 30 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ ๓ เดือน)
  • วัคชีนผีดาษไก่ ไก่อายุ 14 วัน โดยการแทงปีก (ปีละ 1 ครั้ง)
  • วัคชีนอหิวาต์ไก่ ไก่อายุ 1 เดือน โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)
  • วัคชีนหลอดลมอักเสบ ไก่อายุ 7 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำช้ำทุกๆ 3 เดือน)

การสุขาภิบาล

  • ดูแลความสะอาดภาชนะอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ในโรงเรือนและบริเวณใกล้เคียงด้วยน้ำสะอาด และยาฆ่าเชื้อโรคทุกวัน
  • ลักษณะโรงเรือนต้องระบายอากาศได้ดี ป้องกันลมโกรก หรือฝนสาดด้านหน้า ประตูเข้าโรงเรือนต้องมีอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับจุ่มเท้าก่อนเข้าโรงเรือน

ที่มา : งานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
บ้านนานกเค้า หมู่ที่ 10 ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47000 โทรศัพท์: 042-747470-9 ต่อ 620


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ไร่นาสวนผสม ทางเลือกพอเพียง พออยู่ พอกิน

ไร่นาสวนผสม ทางเลือกพอเพียง พออยู่ พอกิน

ไร่นาสวนผสม (agroforestry) เป็นระบบเกษตรกรรมที่ผสมผสานการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และการจัดการป่าไม้เข้าด้วยกัน เป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า ยั่งยืน และเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ระบบไร่นาสวนผสมมีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ดิน น้ำ และความต้องการของเกษตรกร แต่โดยทั่วไปแล้วระบบไร่นาสวนผสมจะมีลักษณะดังนี้

  • การปลูกพืชหลากหลายชนิด พืชแต่ละชนิดจะต้องการดิน น้ำ แสงแดด และธาตุอาหารที่แตกต่างกัน การปลูกพืชหลากหลายชนิดจะช่วยเพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
  • เลี้ยงสัตว์ สัตว์จะกินพืชและมูลสัตว์ของสัตว์จะถูกใช้เป็นปุ๋ย การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ร่วมกันจะช่วยเพิ่มผลผลิตและลดการใช้ปุ๋ยเคมี
  • การจัดการป่าไม้ ป่าไม้เป็นแหล่งอาหาร น้ำ และที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนจะช่วยรักษาป่าไม้ให้คงอยู่และเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญสำหรับชุมชน

ระบบไร่นาสวนผสมมีข้อดีหลายประการ ดังนี้

  • เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร
  • ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ
  • เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
  • รักษาทรัพยากรธรรมชาติ
  • เพิ่มรายได้ของเกษตรกร
  • ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน

ระบบไร่นาสวนผสมเป็นระบบเกษตรกรรมที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ระบบไร่นาสวนผสมยังช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยให้อาหาร น้ำ และที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและยั่งยืน

ไร่นาสวนผสม

ปัจจัยที่สำคัญในการทำไร่นาสวนผสม

  • ที่ดิน เกษตรกรควรมีที่ดินเป็นของตนเองมากกว่าการเช่าเพราะการทำไร่นาสวนผสมมีการปลูกไม้ผล ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ผลผลิตความอุดมสมบูรณ์ของดินก็มีส่วนสำคัญในการเลือกกิจกรรม แต่ความอุดมสมบูรณ์ของดินสามารถปรับปรุงได้
  • แรงงาน เกษตรกรควรใช้แรงงานในครอบครัวอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ เช่น การกระจายการใช้แรงงานตลอดปี การใช้แรงงานให้เหมาะสมกับวิทยาการแผนใหม่และวิทยาการพื้นข้านให้ผสมกลมกลืนกันไป การใช้แรงงานผสมผสานหรือทดแทนกันระหว่างแรงงานคน แรงงานสัตว์ และเครื่องทุ่นแรง
  • ทุน เกษตรกรต้องมีการใช้ทุนในรูปแบบของเงินสดโดยการซื้อปัจจัยการผลิตเท่าที่จำเป็นซึ่งเป็นการเริ่มต้นจากเล็กไปหาใหญ่ มีการหมุนเวียนการใช้ปัจจัยการผลิตจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้
  • การจัดการ เกษตรกรต้องมีลักษณะการเป็นผู้จัดการมีหน้าที่ในการพิจารณาตัดสินใจในระบบการผลิตในไร่นา เช่น จะผลิตอะไร พืชหรือสัตว์หรือประมง จะผลิตที่ไหน จะผลิตโดยวิธีใด (ผลิตอย่างไร) จะผลิตจำนวนเท่าไร จะผลิตเมื่อไร จะผลิต (ซื้อและขาย) กับใครที่ไหน และ หมั่นค้นคว้าหาความรู้ใหม่ ๆ ติดตามความเคลื่อนไหวของภาวะตลาด และราคาเพื่อลดความเสี่ยง ถ้าเกษตรกรมีการวางแผนและงบประมาณอย่างดีจะก่อให้เกิดผลตอบแทน กำไรสูงสุด

ที่มา :

  • กรมส่งเสริมการเกษตร. 2547. รูปแบบไร่นาสวนผสมดีเด่นระดับจังหวัด. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด 79 ถนนงามวงศ์วาน ลาดยาว จตุจักร กทม.
  • กรมส่งเสริมการเกษตร. 2543. ไร่นาสวนผสม. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด 79 ถนนงามวงศ์วาน ลาดยาว จตุจักร กทม.
  • Youtrube เกษตรอิสาน ยุคใหม่

ไร่นาสวนผสม


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ ร่วมสมัยยกพื้นสูง สีสดใสสวยงาม

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ ร่วมสมัยยกพื้นสูง สีสดใสสวยงาม

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ (Contemporary Style) เป็นสไตล์บ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะเป็นสไตล์บ้านที่ผสมผสานระหว่างความเรียบง่าย ทันสมัย และความเป็นธรรมชาติเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

ลักษณะเด่นของบ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ มักมีรูปทรงเรขาคณิตที่เรียบง่าย เน้นเส้นสายที่ตรงและชัดเจน หลังคามักเป็นทรงจั่วหรือทรงปั้นหยา โทนสีที่ใช้มักเป็นสีเอิร์ธโทนหรือสีอ่อนสบายตา วัสดุที่ใช้มักเป็นวัสดุสมัยใหม่ เช่น กระจก สแตนเลส ปูนเปลือย เป็นต้น

ซึ่งวันนี้เราได้มานำ บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ชั้นเดียวร่วมสมัยยกพื้นสูงสีสันสดใสสวยงาม  ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง พร้อมระเบียง ด้วยงบประมาณ 1.25 ล้านบาท ลักษณะตัวบ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียว ตัวบ้านยกพื้นสูงเล็กน้อย หลังคาเลือกใช้เป็นแบบทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องสีน้ำตาล

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์
เรียบเรียง : kasetnew.com

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

ลักษณะตัวบ้านภายนอกนั้นเลือกใช้โทนสีชมพูอ่อนเป็นหลัก แต่งด้วยหินตกแต่งสีน้ำตาล และบัวปูนสีขาวเป็นลายเส้นตัดแต่งตัวบ้าน เลือกใช้ประตูไม้ขนาดใหญ่และหน้าต่างบานกระจกกรอบสีดำทันสมัย ตัวบ้านนั้นถูกยกสูงจากพื้นประมา 70  CM อีกทั้งยังเทพื้นปูรอบตัวบ้านเพื่อให้ง่ายต่อการดูแลรักษารอบบริเวณบ้านอีกด้วยครับ

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

บ้านคอนเทมโพรารี่หลังนี้ ด้านหน้าเสาตกแต่งด้วยกระเบื้องหินทรายสีน้ำตาล และโคมไฟประดับเพื่อเพิ่มความสว่างในช่วงเวลาค่ำคืน บันไดและพื้นระเบียงปูด้วยกระเบื้องสีชมพูอ่อนๆ ดูสบายตา ที่กั้นระเบียงทำเป็นม้านั่งปูด้วยกระเบื้องสีขาว บริเวณระเบียงด้านหน้าสามารถเป็นพื้นที่สำหรับนั่งเล่นพักผ่อนและต้อนรับแขกได้ไปในตัว 

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

เข้าไปด้านในเป็นห้องโถงโล่งกว้าง แต่งฝ้าหลุม ประดับโคมไฟกลางห้อง ไฟดาวน์ไลท์ พร้อมไฟแอลอีดีสวยงาม ขวามือเป็นห้องนอน ส่วนประตูไม้เป็นห้องนอน

ห้องนอนมีทั้งหมด 3 ห้อง แต่ล่ะห้องทำการตกแต่งแตกต่างกันออกไปเน้นใช้โทนสีขาวเป็นหลัก ใช้ผนังเรียบ กระเบื้องพื้นโทนสีน้ำตาล

ห้องน้ำ นั้นปูด้วยกระเบื้องลายสีเทา  สุขภัณฑ์ภายในห้องเป็นสีขาว พร้อมปูกระเบื้องผนังสวยงาม

สรุปแล้วบ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ เป็นสไตล์บ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะเป็นสไตล์บ้านที่ผสมผสานระหว่างความเรียบง่าย ทันสมัย และความเป็นธรรมชาติเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว เหมาะกับผู้ที่ต้องการบ้านที่ทันสมัย เรียบง่าย และเข้ากับยุคสมัย

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์


หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านทรงเอเฟรม ดีไซน์สวยโดดเด่นไม่ซ้ำใคร

บ้านทรงเอเฟรม ดีไซน์สวยโดดเด่นไม่ซ้ำใคร โครงสร้างเหล็กถูกมิกซ์กับไม้สัก

บ้านทรงเอเฟรม

บ้านทรงเอเฟรม

สำหรับบ้าานหลังนี้นั้นมีการออกแบบที่โดดเด่นสวยงามโครงสร้างเป็นเหล็กขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยไม้สักสวยงามลงตัวด้านหน้าตกแต่งด้วยขนาดใหญ่

บ้านทรงเอเฟรม

บ้านทรงเอเฟรม

บ้านทรงเอเฟรม

ข้อดีของบ้านทรงเอเฟรม

  • โครงสร้างแข็งแรงทนทาน
  • หลังคาทรงสามเหลี่ยมช่วยให้บ้านมีพื้นที่ใช้สอยภายในที่กว้างขวาง
  • โปร่งสบาย รับแสงธรรมชาติได้ดี
  • เหมาะกับการนำไปสร้างเป็นบ้านพักตากอากาศหรือบ้านในชนบท

บ้านทรงเอเฟรม

บ้านทรงเอเฟรมเป็นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมาะกับผู้ที่ต้องการบ้านที่เรียบง่าย แข็งแรงทนทาน และใกล้ชิดธรรมชาติ

สนใจช่องทางการติดต่อด้านล่างเลยครับ

  • ID Line : aumwiyada
  • ID Line : Captain_dory
  • โทร. 0640022255 ( k.อุ้ม )
  • โทร. 0926662975 ( k.ฟลุ๊ค )
  • เพจ : Boonme Studio ออกแบบบ้าน รับเหมาก่อสร้าง

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | Boonmestudio ออกแบบบ้าน รับเหมาก่อสร้าง


หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ 160 ตารางเมตร

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอยรวม 160 ตารางเมตร

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่


บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ เป็นสไตล์บ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีการออกแบบที่เรียบง่าย ทันสมัย เน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก ผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและโมเดิร์นเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

วันนี้ทางเว็บเรามีไอเดียแบบบ้านสวยๆ มานำเสนออีกแล้วครับ เป็นไอเดีย บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่ โทนสีอ่อน พร้อมระเบียงพักผ่อน ภายในประกอบด้วย 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 โถงใหญ่ๆ 1 ห้องครัว 1 ระเบียงใหญ่ๆ พื้นที่ใช้สอยรวม 160 ตรม  เชิญชมรายละเอียดด้านในตัวบ้านกันครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | THE BEST HOME รับสร้างบ้าน สุราษฎร์ฯ นครศรีฯ
เจ้าของบ้าน |
คุณน้อยหน่า

เรียบเรียง | Withikaset.com

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

สำหรับลักษณะออกแบบเป็นบ้านพักอาศัยแบบชั้นเดียว สไตล์คอนเทมโพรารี่ หลังคาแบบทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องสวยงามแข็งแรงมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวบ้าน ฐานตัวบ้านยกพื้นสูงประมาณ 50-60 CM ป้องกันน้ำท่วมด้วย ผนังภายในอกโทนสีขาวตัดด้วยเสาสีน้ำตาลอ่อนตกแต่งเพิ่มเติมด้วยงานอิฐ ส่วนประตูหน้าบ้านนั้นจัดเป็นประตูกระจกขนาดใหญ่พร้อมกระจกด้านข้าง หน้าต่างใช้แบบกระจกคิ้วบัวสีขาว หน้าบ้านมีเฉลียงมุงหลังคาพร้อมนั่งเล่นพักผ่อน รอบตัวบ้านเททางเดินด้วยคอนกรีต

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

ฝั่งนี้ห้องด้านหน้าเป็นบานกระจกกว้าง ช่วยรับแสงและชมวิวด้านนอก ตกแต่งผนังด้านหน้าด้วยหินตกแต่งสีเทาดำ เพิ่มลูกเล่นให้กับตัวบ้านด้วยหินตกแต่งสีดำ

บ้านสไตล์คอนเทมโพรารี่

รายละเอียดบ้านครับ

  • แบบบ้าน 1TBH160E107
  • สถานที่ก่อสร้าง ต.ช้างซ้าย อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี
  • ขนาดบ้าน กว้าง 14.00 ม x 16.50 ม (650 ตรม)
  • ขนาดโรงจอดรถ – คัน กว้าง- (- ตรม)
  • ขนาดที่ดินขั้นต่ำ กว้าง 20 ม x ลึก 22 ม (110 ตรว)
  • พื้นที่ใช้สอยรวม 160 ตรม
    ✅ ฟังก์ชั่น

    • 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องพระ 1 รับประทานอาหาร 1 ห้องเก็บของ 1 ห้องครัวไทย พร้อมพื้นที่ซักล้างในร่ม
    • งบประมาณการก่อสร้างขึ้นอยู่กับวัสดุที่เลือกใช้ สถานที่ก่อสร้างและช่วงเวลาที่ก่อสร้างด้วยครับ
    • คลิก www.thebesthome-design.com

ห้องนอน นั้นเน้นโทนสีขาวอ่อน ๆ ทั้งผนังและพื้น ตัดบัวพื้นสีเข้ม ฝ้าเพดานใช้เป็นฝ้าเรียบทาสีขาว พร้อมกับมีหน้าต่างไว้เปิดระบายอากาศ

ห้องครัวกรุกระเบื้องผนังฝั่งครัวโทนสีขาวสวยงามและช่วยกันเปื้อนผนัง มีหน้าต่างเหนือเคาน์เตอร์ด้านบนช่วยรับแสงและระบายกลิ่นอาหารในห้อง พร้อมที่ดูดควันเวลาประกอบอาหาร ส่วนเคาน์เตอร์นั้มีขนาดยาวเป็นรูปทรงตัวแอล เลือกใช้กระเบียงโทนสีดำตัดผนัง

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับ บ้านพักอาศัยชั้นเดียว สไตล์คอนเทมโพรารี่ ที่เรานำมาให้ท่านชมกันในวันนี้ ก็หวังว่าจะถูกใจผู้ที่เข้ามาติดตามรับชมกันนะครับ หากท่านใดที่สนใจหรือชื่นชอบก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่โดยตรง ตามที่อยู่ด้านล่างได้เลยนะครับ

สำหรับใครที่สนใจและ สามารถติดต่อเจ้าของผลงานได้โดยตรงตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

facebook :THE BEST HOME รับสร้างบ้าน สุราษฎร์ฯ นครศรีฯ
สนใจสอบถามรายละเอียด
: www.thebesthome-design.com


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ