การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด

การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด


          จิ้งหรีด เป็นแมลงเศรษฐกิจที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย รสชาติอร่อย มีโปรตีนสูง ทั้งยังมีความต้องการทางตลาดสูง ส่วนใหญ่ ผู้เลี้ยงจะนำจิ้งหรีดมาเป็นอาหารโดยการแปรรูปขายตามตลาดทั่วไป หรือทำเป็นข้าวเกรียบเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับจิ้งหรีดและ เพิ่มช่องทางการขาย วิธีการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดนั้น มีขั้นตอนการเลี้ยงที่ไม่ยุ่งยากมากนัก ใช้พื้นที่ในการเพาะเลี้ยงไม่มาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพเสริม



ทำไมมนุษย์จึงกินแมลง?

  • วัฒนธรรมการบริโภค ที่มีมาตั้งแต่เก่าก่อน
  • ภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดต่อกันมา และ สภาวะเศรษฐกิจ
  • เป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยคุณค่ามาทดแทนเนื้อสัตว์ที่มีราคาแพง
  • แมลงหาได้ง่ายและติดใจในรสชาติที่อร่อย

ชนิดของจิ้งหรีดที่พบในประเทศไทย

  • จิ้งหรีดทองดำ (Gryllus Bimaculatus Degeeer)  หรือบางพื้นที่เรียก จิโหลน เป็นจิ้งหรีดขนาดกลาง  โตเต็มวัยลำตัวกว้างประมาณ 0.6-0.7 ซม. ยาวประมาณ 2.8-3.0 ซม. ชอบอาศัยตามกองไม้ กองใบไม้ ร่องดิน ออกหากินในเวลากลางคืน
  • จิ้งหรีดทองแดง (Teleogryllus Testaceus Walker)  หรือบางพื้นที่เรียก จิ้งหรีดนิล หรือ จินาย เป็นจิ้งหรีดขนาดกลาง  โตเต็มวัยลำตัวกว้างประมาณ 0.5-0.6 ซม. ยาวประมาณ 2.5-2.80 ซม. ชอบอาศัยตามกองไม้ กองใบไม้ ร่องดิน ออกหากินในเวลากลางคืน 
  • สดิ้ง กินาย หรือแมงสะดิ้ง (Modicogryllus Confirmata Walker)  หรือนิยมเรียกว่า แมงสดิ้ง เป็นจิ้งหรีดขนาดกลาง  ขนาดลำตัวกว้างประมาณ 0.4-0.55 ซม. ยาวประมาณ 2.0-2.5 ซม. ชอบอาศัยตามกองไม้ กองใบไม้ ร่องดิน ออกหากินในเวลากลางคืน และไม่ขุดรูอาศัย
  • จิ้งหรีดหัวโต หรือ จิโปม (Brachtrupes Portentosus Lichtenstein)  หรือบ้างพื้นที่เรียก จิโปม, จิ้งกุ่ง, จินาย เป็นต้น เป็นจิ้งหรีดขนาดใหญ่ โตเต็มวัยลำตัวกว้างประมาณ 1 ซม. ยายประมาณ 3.5-4.0 ซม. ขุดรูตามดินร่วนปนทราย ภายในรูที่ความลึก 5-10 ซม. มีรูแยก 1 รู เพื่อหลบภัย และ กลางวันจะปิดปากรู อาศัยอยู่ภายใน กลางคืนออกหากิน และส่งเสียงร้องดังในช่วงเวลากลางคื

วงจรชีวิต และพฤติกรรมจิ้งหรีด

การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด

เพศของจิ้งหรีด

การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด

การเตรียมพื้นที่สำหรับเลี้ยงจิ้งหรีด

  • โรงเรือน สถานที่ตั้งจะต้องเป็นที่ดอนน้ำไม่ท่วมขัง สามารถกันแดดกันฝนแดดและระบายอากาศได้ดี เช่น เลี้ยงตามชายคาบ้าน ใต้ถุนบ้านหรือจะสร้างเป็นโรงเรือนเลี้ยงจิ้งหรีดโดยเฉพาะก็ได้ เช่น เพิงหมาแหงนเพิงหน้าจั่ว
  • วัสดุเลี้ยงจิ้งหรีดเช่น บ่อปูนซีเมนต์ กะละมัง กล่องกระดาษ ลังพลาสติก
  • อุปกรณ์ให้น้ำ เช่นขวดน้ำ ถาดใส่น้ำและทราย หรือถาดใส่น้ำพร้อมก้อนหิน
  • วัสดุหลบซ่อนของจิ้งหรีด เช่น แผงวางไข่ชนิดกระดาษ กระดาษลูกฝูก กาบมะพร้าว
  • อาหารเช่น อาหารสัตว์ รำ ผักผลไม้ตำมฤดูกาล
  • ผ้าตาข่าย และเชือกสำหรับป้องกันจิ้งจก จิ้งเหลนที่จะเข้าไปทำลายจิ้งหรีด



วิธีการเลี้ยงจิ้งหรีด

ลักษณะโรงเรือนเลี้ยงจิ้งหรีด

  • โรงเรือนหรือเพิงหลังคาป้องกันแดดฝน โดยมีแสงแดดส่องถึงบ้าง ช่วงเช้า-เย็น
  • การปรับพื้นที่กำจัดมดและศัตรูจิ้งหรีด อาจมีการสร้างเป็นรางน้ำ รอบตัวอาคาร ลดปัญหาเรื่องมด
  • การวางบ่อบนฝาใช้ปูนผสมทรายฉาบริมของภายใน-ภายนอก ป้องกันมดเข้าทาลายลูกจิ้งหรีด
  • ติดแผ่นพลาสติกรอบ ๆ บ่อด้วยเทปกาว

บ่อเลี้ยงจิ้งหรีด

สามารถใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ตามความสะดวก และเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ เช่น ถัง กะละมัง หากต้องการเลี้ยงรูปแบบมาตรฐาน ควรสร้างให้ทนทาน ทำ
ความสะอาดง่าย แต่ละบ่อควรมีระยะห่าง อย่างน้อย 50 เซนติเมตร โดยแบ่งชนิดของบ่อเลี้ยง ดังนี้

  • วงปูนพร้อมฝา
  • บ่อปูนแบบ 4 เหลี่ยม
  • คอกแบบยกขา
  • คอกฟิวเจอร์บอร์ด

การเรียงถาดไข่ เพื่อเป็นที่หลบซ่อนของจิ้งหรีด

“การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด”

อุปกรณ์ในการเลี้ยงจิ้งหรีด

อุปกรณ์ในบ่อจิ้งหรีด

  • ถาดอาหาร-น้ำ
  • กระบอกไม้ไผ่ ยาว 20 ซม. ผ่าครึ่ง (เพี่อรองถาดไข่และระบายอากาศ)
  • ดินร่วนปนทรายรองพื้น
  • แกลบดำ
  • เศษหญ้าแห้งวางหนา
  • เทปกาว

เทคนิคการเลี้ยงจิ้งหรีดในฤดูกาลต่าง ๆ

การเลี้ยงจิ้งหรีดในช่วงฤดูฝน

จิ้งหรีดจะเจริญเติบโตได้ดี กินอาหารเก่ง แม่พันธุ์วางไข่ได้ดี แต่จะต้องควบคุมปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของจิ้งหรีดด้วย ผู้เลี้ยงควรปฏิบัติดังนี้

  • ที่หลบซ่อนควรจัดให้โปร่ง และเปลี่ยนที่หลบซ่อนหากพบว่ามีความชื้นมาก
  • การให้น้ำ ช่วงฤดูฝนความชื้นในอากาศมีมาก น้ำที่ให้จิ้งหรีดจะไม่ค่อยแห้ง จะต้องเปลี่ยนน้ำทุกครั้งที่ตรวจเช็ค ข้อควรระวังถ้าเป็นจิ้งหรีดเล็ก ให้น้ำชุ่มอย่าให้น้ำขังเพราะลูกจิ้งหรีดอาจจมน้ำตายได้
  • การทำความสะอาดบ่อเลี้ยง ช่วงฤดูฝนจิ้งหรีดจะกินอาหารปริมาณเยอะในขณะเดียวกันก็จะถ่ายมูลจำนวนมากเช่นกัน ควรมีการเก็บมูลจิ้งหรีดเดือนละ 2 ครั้ง



การเลี้ยงจิ้งหรีดในช่วงฤดูหนาว

จิ้งหรีดจะเจริญเติบโตได้ช้า กินอาหารน้อย แม่พันธุ์วางไข่ไม่ดี ผู้เลี้ยงควรปฏิบัติดังนี้

  • จัดที่หลบซ่อนของจิ้งหรีดให้ทึบเพื่อป้องกันอากาศที่เย็น เพราะจะทำให้ลูกจิ้งหรีดตายได้ โดยไม่ต้องนำผักหรือหญ้าที่แห้งแล้วออก
  • การให้น้ำ ในฤดูหนาวอากาศมีความชื้นน้อย น้ำจะระเหยได้ไว ควรให้น้ำทุกวัน อาจนำวัสดุที่ดูดซับน้ำได้ใส่ในถาดน้ำด้วยเพื่อให้น้ำระเหยช้าลง ข้อควรระวังถ้าเป็นจิ้งหรีดเล็กให้น้ำพอชุ่ม ทำความสะอาดภาชนะใส่น้ำทุกครั้งก่อนใส่น้ำใหม่
  • การทำความสะอาด ควรทำเดือนละ 1 ครั้ง เพราะจิ้งหรีดจะกินอาหารน้อยลง มีการถ่ายมูลน้อย

การเลี้ยงจิ้งหรีดในช่วงฤดูร้อน

จิ้งหรีดจะเจริญเติบโตได้ดี กินอาหารเก่ง แม่พันธุ์วางไข่ได้ดี แต่การเลี้ยงจิ้งหรีดในฤดูนี้มีข้อควรระวังหลายอย่าง ผู้เลี้ยงควรปฏิบัติดังนี้

  • ควรจัดที่หลบซ่อนของจิ้งหรีดให้มีมากพอและจัดให้โปร่ง ถ้าอากาศร้อนมากควรมีการสเปรย์น้ำให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ
  • การให้น้ำ ช่วงฤดูร้อนน้ำจะระเหยได้ไว ควรให้น้ำทุกวัน อาจนำวัสดุที่ดูดซับน้ำได้ใส่ในถาดน้ำด้วยเพื่อให้น้ำระเหยช้าลง ข้อควรระวังถ้าเป็นจิ้งหรีดเล็กให้น้ำพอชุ่ม ทำความสะอาดภาชนะใส่น้ำทุกครั้งก่อนใส่น้ำใหม่
  • การทำความสะอาดบ่อเลี้ยง ช่วงฤดูร้อนจิ้งหรีดจะกินอาหารปริมาณเยอะในขณะเดียวกันก็จะถ่ายมูลจำนวนมากเช่นกัน ควรมีการเก็บมูลจิ้งหรีดเดือนละ 2 ครั้ง

ปัญหาในการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด และแนวทางแก้ไข

  • เมื่อเลี้ยงมาเป็นเวลานาน หลายรุ่น ควรมีการนำพ่อแม่พันธุ์จากแหล่งอื่น หรือจากธรรมชาติมา เพาะพันธุ์เพิ่มขึ้นด้วย เพื่อลดปัญหาเลือดชิด หรือความพิการของจิ้งหรีด
  • เกิดแมลงตายสูงในฤดูฝน เนื่องจากเชื้อรา ควรเลี้ยงในพื้นที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี
  • ทำความสะอาดบ่อเลี้ยงทุกครั้งก่อนลงเลี้ยงจิ้งหรีดใหม่
  • การให้น้ำจิ้งหรีด ควรมีที่เกาะพักให้จิ้งหรีด
  • แกลบ ทรายที่ใช้ในการวางไข่ หากพบปัญหาไม่ฟัก หรือขึ้นรา ควรนึ่งแกลบ หรือทรายก่อนใช้

โรคของจิ้งหรีด

โรคอัมพาตจิ้งหรีด (Cricket paralysis)

  • โรคอัมพาตจิ้งหรีด เกิดจากเชื้อ Cricket Paralysis Virus (CrPV) ค้นพบครั้งแรกในจิ้งหรีดสายพันธุ์ออสเตรเลียและมีรายงานตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ.1907)
  • โรคนี้มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทั้งในฟำร์มเพาะเลี้ยงและการทดลองในห้องปฏิบัติการ เชื้อนี้ไม่ติดต่อสู่คนและสัตว์อื่น
  • ไวรัสตัวนี้ติดต่อโดยการกินผ่านระบบทางเดินอาหาร ซึ่งสามารถพบตัวไวรัสได้ที่ตำแหน่งของชั้นผิวหนังทางเดินอาหาร และปมประสาท ตัวอ่อนที่ได้รับเชื้อจะตายภายใน 3 วันโดยไม่แสดงอาการ จิ้งหรีด้วยเจริญพันธุ์จะแสดงอาการ เงื่องหงอยหลังจากได้รับเชื้อ 8 วัน และหยุดกิน หนวด ริมฝีปาก กราม และหัวกระตุก เป็นพักๆ จากนั้นขาหลังเริ่มเป็นอัมพาต หงายท้อง ชัก และตายหลังจากนั้น 5 วัน

โรคติดเชื้อ อิริโดไวรัส

  • สามารถก่อให้เกิดการตายที่รุนแรงในจิ้งหรีด อัตราการป่วย-ตายสูง และแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว สัตว์ ตระกูลแมลงชนิดอื่นที่สามารถติดเชื้อนี้ได้ เช่น ตั๊กแตน และ แมลงสาบ
  • เกิดจาก Cricket lridovirus (CrIV)

ลักษณะอาการ

จะแสดงอาการหลังจากติดเชื้อ CrIV 14 วัน ในระยะตัวอ่อนหรือตัวเต็มวัย โดยแสดงอาการท้องบวม เงื่องหงอยอย่างเห็นได้ชัด และช่วงอายุสั้นลง

การติดต่อ

เชื้อนี้ติดต่อโดยการกิน ผ่านระบบทางเดินอาหาร สามารถเพิ่มจำนวนในไซโตพลาสซึมของเซลล์ โดยเฉพาะ เซลล์ไขมัน ระยะเริ่มแรกอยู่ที่เซลล์ไขมันร่างกาย ส่วนระยะสุดท้ายของโรคจะอยู่ที่ชั้นใต้ผิวหนัง ของเหลวในหลอดลม กล้ามเนื้อของผนังลำไส้ ถุงหุ้มอวัยวะสืบพันธุ์ และเซลล์เม็ดเลือดของแมลง




การจัดการควบคุม-ป้องกันโรค

  • ให้ทำลายจิ้งหรีดที่เป็นโรค โดยวิธีการฝังใต้ระดับผิวดินไม่ต่ำกว่า 20 เซนติเมตร ป้องกันสัตว์อื่นมาขุดคุ้ย แล้วราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หรือปูนขาว หรือเผาทำลายซากรวมทั้งอุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อน เช่น ถาดไข่ที่ทำจากกระดาษ ที่ใช้เป็นที่อยู่ของจิ้งหรีดในวงปูน
  • ทำการล้างทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค กับอุปกรณ์ที่ใข้ในการเลี้ยงจิ้งหรีด เช่น วงปูนอุปกรณ์การให้อาหาร และน้ำ ที่วางไข่ มุ้งเขียว หลังคาผนัง พื้น ทางเดิน และบริเวณรอบโรงเรือน โรงเก็บอาหาร และพักโรงเรือน 14 – 21วันก่อนนำจิ้งหรีดชุดใหม่เข้าเลี้ยง
  • ปรับปรุงรูปแบบการสุขาภิบาล การควบคุมป้องกันโรคภายในฟาร์ม ให้ทำรั้วรอบฟาร์ม ปิดประตูฟาร์ม ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าฟาร์ม ควบคุมการเข้า ออกของบุคคล ยานพาหนะ จะต้องผ่านการฆ่าเชื้อโรคก่อนที่จะเข้าฟาร์ม มีมาตรการป้องกัน กำจัดสัตว์ที่อำจเป็นพาหนะของโรค เช่น นก หนู แมลงสาบ หรือสัตว์ที่มักจะเข้ามาจับจิ้งหรีดในฟาร์มเป็นอาหาร เช่น นก กิ้งก่า คางคก ซึ่งอาจเป็นสัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรคได้
  • ปรับปรุงรูปแบบการเลี้ยง เช่น มีการแยกเลี้ยงจิ้งหรีดตามช่วงอายุ มีการแบ่งแยกสัดส่วน พื้นที่การเลี้ยงในโรงเรือนเป็นส่วนๆ หรือใช้ระบบเข้า ออกพร้อมกัน (All in all out) ในการเลี้ยงเพื่อป้องกันหรือลดการแพร่
    ระบาดของโรคภายในฟาร์ม

การจำหน่ายจิ้งหรีด

ปัจจุบันตลาดการซื้อขายจิ้งหรีดมีทั้งตลาดท้องถิ่นเพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคทั่วไป ตลาดกลางซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมเพื่อส่งขายไปยังพื้นที่ต่างๆ และตลาดเชิงอุตสาหกรรมเพื่อเป็นการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ การจำหน่ายที่พบเห็นโดยทั่วไปมี ดังนี้ การขายเป็นไข่บรรจุในขันเพื่อนำไปเพาะเลี้ยง การขายแบบต้มเพื่อนำไปประกอบอาหาร การขายตัวสดเพื่อไปใช้เป็นอาหารสัตว์ และการขายในรูปแบบคั่วหรือทอดขาย


แหล่งที่มา :  Sarakaset.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน ประหยัดต้นทุน กบโตไว

วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน ประหยัดต้นทุน กบโตไว

วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน

วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน


วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน คุณอาทิตย์  บุญมีรักษ์  เป็นเกษตรกรมือใหม่  อาศัยอยู่บ้านเลขที่  6 หมู่ 1 บ้านค้อ ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000 โทร 080-1645444  เป็นผุ้ที่สนใจเรื่องการเกษตร แต่ติดตรงที่มีเวลาน้อย เพราะต้องทำงานด้วย โดยกำเนิดแล้ว เป็นลูกชาวนา จึงหันมาสนใจการทำเกษตรพอเพียงโดยการทดลอง เลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก  เลี้ยงอยู่ประมาณ 2 ปีได้ แต่ส่วนมากแล้ว ที่เลี้ยงไว้จะใช้ทำเป็นอาหาร เป็นการลดค่าใช้จ่ายไปในตัว อย่างน้อยเราก็มีปลาที่เราเลี้ยงไว้ วันไหนไม่มีกับข้าว เราก็จับมันมาทำเป็นอาหารได้  ไม่มีอด   




ต่อมาได้หันมาศึกษาการเลี้ยงกบ  ทดลองเลี้ยงมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว  แต่ไม่ได้เลี้ยงในเชิงธุรกิจ ครั้งแรกที่เริ่มเลี้ยง ได้พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์มาเพียงแค่ 2 คู่  ก็เลยทดลองเพาะลูกอ๊อด โดยการศึกษาจากอินเตอร์เน็ต ลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง   
  • เพาะครั้งแรก  ไม่ประสบความสำเร็จ
  • เพาะครั้งที่สอง  จึงประสบความสำเร็จ ได้ลูกอ๊อดมาหนึ่งคอก  ประมาณ 100  ตัว เลี้ยงไป ๆ มา ๆ จนลูกอ๊อดกลายเป็นกบที่รอดตายจริง ๆ เพียงแค่ 10 ตัวเอง
  • เพาะครั้งที่สาม  จึงได้มาศึกษาการเพาะลูกอ๊อด และอนุบาลลูกอ๊อด ครั้งนี้ผมได้ลูกอ๊อดมาประมาณ หนึ่งคอกเช่นกัน แล้วก็ได้ทดลองอนุบาลจนลูกอ๊อดมีขางอกออกมา และกลายเป็นลูกกบ ประมาณ 1,000 กว่าตัว  ครั้งนี้ดีใจมากที่เพาะลูกอ๊อดได้สำเร็จ

วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน

        การเลี้ยงกบเป็นอาชีพ หนึ่งที่สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งในการเลี้ยงนั้นควรมีความเข้าใจถึงวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้องก่อนจึงจะทำ ให้การเลี้ยงประสบความสำเร็จได้ ใช้พื้นที่ประมาณ 100 -200 ตารางเมตร ภายในคอกเป็นบ่อน้ำลึกประมาณ 1 เมตร บางแห่งอาจจะทำเกาะกลางบ่อเพื่อเป็นที่พักของกบและที่ให้อาหาร แต่บางแห่งก็ใช้ไม้กระดานทำเป็นพื้นลาดลงจากชานบ่อก็ได้ ส่วนพื้นที่รอบๆ ขอบบ่อภายในที่ห่างจากรั้วคอกอวนไนลอนกว้าง 1 เมตร ปล่อยให้หญ้าขึ้น หรือบางรายอาจปลูกตะไคร้เพื่อให้กบใช้เป็นที่หลบอาศัยภายในบ่อที่เป็นพื้นจะมีพวกผักตบชวา หรือพืชน้ำอื่น ๆ ให้กบเป็นที่หลบซ่อนภัยและอาศัยภายในบ่อที่เป็นพื้นน้ำจะมีพวกผักตบชวา หรือพืชน้ำอื่นๆ ให้กบเป็นที่หลบซ่อนภัยและอาศัยความร่มเย็นเช่นกัน คอกที่ล้อมรอบด้วนอวนไนลอนนี้ ด้านล่างจะใช้ถุงยางมะตอยผ่าซึก หรือแผ่นสังกะสีฝังลึกลงดินประมาณ 1 ศอก เพื่อป้องกันศัตรูบางชนิด เช่น หนู ขุดรูลอดเข้าไปทำอันตรายกับกบที่อยู่ในบ่อหรือในคอก ส่วนด้านบนของบ่อมุมใดมุมหนึ่ง จะมุงด้วยทางมะพร้าวเพื่อเป็นร่มเงา และยังใช้เป็นที่ให้อาหารกบอีกด้วย นอกจากนั้นบางแห่งยังใช้เสื่อรำแพนเก่า ๆ ที่ใช้ทำเป็นฝาบ้าน นำมาวางซ้อนกัน โดยมีลำไม้ไผ่สอดกลางเพื่อให้เกิดช่องว่างให้กับเข้าไปหลบอาศัย และด้านบนนั้นก็เป็นที่รองรับอาหารที่โยนลงไปให้กบกินได้เช่นกัน

ข้อดีของการเลี้ยงกบในบ่อดิน

  • เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่ทุ่งไร่ ทุ่งนาได้ดี
  • ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูน และแบบกระชัง
  • ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยๆ
  • ไม่เปลืองอาหารมากนัก เพราะกบยังหาอาหารตามธรรมชาติกินได้
  • เป็นการเลี้ยงเชิงพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ต้องดูแลอะไรมากมาย ผู้เลี้ยงมีเวลาทำงานอย่างอื่นๆได้มาก
  • กรณีถ้าระบบน้ำดีๆกบจะไม่ค่อยเป็นโรค และแข็งแรงดี
  • เป็นการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม และคุ้มค่าที่สุดอีกแบบหนึ่ง




ข้อเสียของการเลี้ยงกบในบ่อดิน

  • หากผู้เลี้ยงมีอายุมาก จะเสี่ยงต่อการลื่นล้มเป็นอัมพาฒ หรือเป็นลมแดด จมน้ำเสียชีวิตได้ เพราะอาจต้องใช้สะพานเดินลงไปให้อาหารภายในบ่อ(ถ้าบ่อใหญ่ๆ)
  • ยากต่อการสังเกตและดูแลกบที่เป็นโรค เพราะอยู่กันกระจัดกระจาย ทั่วไป
  • ยากต่อการให้อาหารอย่างทั่วถึง และกบมักจะมีพยาธิ ต้องให้ยาถ่ายพยาธิเดือนละ 1 ครั้ง
  • ถ้าทำที่กั้นบ่อไม่ดี กบอาจจะหนีไปได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว
  • ยากต่อการตรวจนับจำนวนกบที่เหลือชีวิตรอดในบ่อดิน
  • ยากต่อการจับขายหรือคัดขนาดที่ตัวโตๆขายไปก่อน เพราะส่วนใหญ่ต้องจับพร้อมๆกันทั้งบ่อ โดยสูบน้ำออกให้หมดก่อน
  • ถ้าเลิกเลี้ยงจะต้องซื้อดินมาถมบ่อ เพื่อนำพื้นที่ไปทำอย่างอื่น สิ้นเปลืองมากๆ
บ่อเพาะลูกก วัสดุที่ใช้ ประกอบไปด้วย
  • ตาข่าย
  • ผ้ายางล
  • ลวด
  • ครีมตัดลวด
วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน

ขั้นตอนการทำบ่อเพาะเลี้ยงกบ

  • ขุดบ่อขนาด  1.50 x 2.00 เมตร ความลึกตรงกลางของบ่อ  ประมาณ  15  เซนติเมตร
  • ขอบบ่อปรับพื้นดินให้มีความลาดเอียง
  • นำผ้ายางมาปู แล้วนำดินมากลบขอบผ้ายางให้มิดชิด
  • นำตาข่ายมาล้อมรอบบ่อ เพื่อป้องกันศัตรูกบ
  • นำหญ้ามาปลูก เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด  เพื่อให้พ่อแม่พันธุ์ขึ้นไปหลบซ่อนตัวได้
  • ต่อท่อน้ำติดสปริงเกอร์ เพื่อทำเป็นฝนเทียม

การผสมพันธุ์กบ

ส่วนมากกบจะทำการผสมพันธุ์ และวางไข่หลังจากฝนตก เมื่อเลือกกบ ที่มีลักษณะดีแล้วให้นำมาปล่อยในบ่อผสมพันธุ์ในอัตราตัวผู้ 5 ตัวต่อตัวเมีย 10 ตัว (ตัวผู้กับตัวเมียมีขนาดเท่ากัน) ระดับน้ำในบ่อลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร ภายในบ่อ ใส่พวกหญ้าไปด้วยพอประมาณ รักษาระดับน้ำให้คงที่ตลอดเวลา ในช่วงนี้งดให้ อาหารประมาณ 2-3 วัน ถ้ายังไม่มีฝนตกให้เปลี่ยนน้ำใหม่และอาจพ่นน้ำในบ่อผสมพันธุ์ ไห้เหมือนกับฝนตก หลังจากนั้นกบก็จะผสมพันธุ์และวางไข่ในเวลาเช้ามืด

วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน
หลังจากกบวางไข่แล้ว ให้นำพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ออกจากบ่อ หลังจากการวางไข่ประมาณ 1 วัน ไข่ก็จะฟักออกเป็นตัว
บ่อนี้เป็นบ่อที่ผมทดลองเพาะลูกอ๊อดและประสบความสำเร็จในการเพาะ และสามารถเพาะลูกอ๊อดได้ในแต่ละครั้งถึง  2-3  กิโลกรัม และเราสามารถขายได้ในราคากิโลกรัมละ  200 บาท
มาดูบ่อที่เตรียมไว้เป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ 
วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน
บ่อนี้ครับ มีอายุ  5 – 6  เดือน ครับ  อีกไม่นาน ก็คงจะพร้อมที่จะลงบ่อเพาะเลี้ยงได้ครับ  ลองมาดูอีกบ่อหนึ่งครับ ที่ผมเลี้ยงไว้  การให้อาหาร  ผมจะแยกให้กบขึ้นไปกินบนบก  เพื่อป้องกันน้ำเสียครับ ซึ่งโดยปกติแล้ว ผมจะเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน  แต่ตอนนี้ผมจะเปลี่ยนถ่ายน้ำทุก  2  วันครับ จะสังเกตเห็นว่าน้ำในบ่อน้ำนี้ไม่ได้ใหญ่มากนะครับ ลึกประมาณ  3  นิ้วครับ ประหยัดน้ำ  อาหารที่ให้ก็ไม่ละลายน้ำเสียจนหมดครับลองมาดูอีกบ่อครับ  บ่อนี้อา่ยุ 4-5  เดือนครับ  แต่เหลือไม่เยอะครับ ประมาณ 100 ตัวเศษ ๆ เพราะจับมาทำเป็นอาหารบ้าง จับขายภายในหมู่บ้านครับ กิโลกรัมละ  100  บาท
วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน
ถ้าจะพูดถึงว่าที่เลี้ยง ๆ มาคุ้มมั้ย กับการลงทุนไป คือเราต้องมองว่า ที่เราเลี้ยง ๆ เพื่ออะไร เราเลี้ยงไว้เพื่อจำหน่าย  หรือเลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหาร  แต่ผมคิดว่ามันคุ้มถ้าเราเลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหาร  แต่ถ้าเราไม่กิน เราก็จับขายเพื่อได้ แต่ถ้าจะเลี้ยงในเชิงการค้า ต้องเตรียมพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไว้เยอะ ๆ ครับ ต้องมีการจัดการที่ดีด้วย

สิ่งที่ควรคำนึงและเตรียมตัวก่อนเลี้ยงกบ 

ต้องศึกษาหาความรู้เบื้องต้นในการเลี้ยงกบจากฟาร์มกบโดยตรงหรือผู้ที่เลี้ยง กบอยู่แล้ว อย่าอาศัยแค่อ่านจากเว็ปหรือหนังสือ เพราะการปฏิบัติจริงต้องละเอียดอ่อนมาก ๆ




การจัดการที่ดี
  • เริ่มตั้งแต่การดูแลบ่อพัก พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ และการให้อาหาร
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อเลี้ยงทุก  2  วัน
  • ทำความสะอาดบริเวณที่ให้อาหารก่อนการให้อาหารทุกครั้ง เนื่องจากบริเวณที่เราให้อาหาร จะมีเศษอาหารที่กบกินไม่หมด เก็บทำความสะอาดออกไป
  • ต้องคอยสังเกตด้วยว่ามีกบตัวไหนที่กินอาหารไม่ทันเพื่อน ให้จับแยกไปไว้บ่อใหม่เลยครับ เพราะถ้าไม่แยกจะทำให้การเจริญเติบโตของกบช้า
บ่อเพาะลูกอ๊อด
วันที่ 7 ส.ค. 2554 วันนี้ผมได้นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ลงบ่อเพาะลูกอ๊อด จำนวน  3  บ่อครับ  และรุ่งเช้ามา พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ จับคู่ และวางไข่แล้วครับ  รอดูต่อไปครับว่าจะเป็นยังไง เดี๋ยวจะนำภาพมาให้ดีอีกทีหนึ่ง
วันที่ 9 ส.ค. 2554  วันนี้บ่อเพาะลูกอ๊อดของผมทั้ง  3  บ่อ ฟักเป็นตัวแล้วครับ
วิธีการเพาะเลี้ยงกบในบ่อดิน

การอนุบาลและการให้อาหาร

  • หลังจากที่ลูกกบฟักเป็นตัวอีกประมาณ 2  วัน เราค่อยให้อาหาร
  • สัปดาห์ที่ 1  ให้กินไข่แดงไปก่อน วันละ  1  ครั้ง
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำสัปดาห์ละ  1  ครั้ง  การเปลี่ยนน้ำให้เอาน้ำในบ่อออกประมาณ 2 ใน 3 ของน้ำที่มีในบ่อ  หลังจากนั้นใำห้เพิ่มน้ำเข้าไปให้ได้ระดับเดิม  (หรืออาจจะเปลี่ยนน้ำเมื่อสังเกตเห็นว่าน้ำเริ่มเน่าเสียแล้ว)
  • สัปดาห์ที่ 2  ให้กินไข่แดงตอนเช้า  ตอนเย็น ให้หัวอาหารกบเบอร์เล็กสุด บดให้เป็นผง แล้วโรยให้ทั่วบ่อ
    สังเกต ด้วยว่า หากอาหารในบ่อยังเหลือ ตอนเย็นก็ไม่ต้องให้อาหารเพิ่ม เพราะจะทำให้น้ำเน่าเสีย
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำเมื่อสังเกตเห็นว่าน้ำเริ่มเน่าเสียแล้ว
  • สัปดาห์ที่ 3  ให้เฉพาะหัวอาหาร  บดให้แตก แต่ไม่ต้องให้แตกละเอียดมาก วันละ  2  ครั้ง เช้าเย็น
  • สัปดาห์ที่ 4  เมื่อสังเกตเห็นว่า ลูกอ๊อดมีขางอกออกมาแล้วก็สามารถจับจำหน่ายได้

ผ่านมา  10 วันแล้วครับ ลูกกบเริ่มโตแล้วครับ ผมจะให้อาหารลูกกบตอนเช้า โดยการให้หัวอาหาร บุให้แตก แล้วโรยให้ทั่วบ่อ ทุก ๆ วันก่อนการให้อาหาร ให้สังเกตดูด้วยว่าอาหารที่ให้ไปนั้น ลูกกบกินหมดหรือยัง ถ้ายังเราอาจจะไม่ให้เพิ่ม หรือให้เพิ่มก็เพียงเล็กน้อย เพื่อที่น้ำในบ่อจะได้ไม่เน่าเสีย และต้องคอยเพิ่มปริมาณน้ำทุก ๆ  2  วัน

การอนุบาลลูกอ๊อดให้เป็นกบ

คัดแยกลูกอ๊อดที่มีขางอกออกมาครบทั้ง  4  ขาแล้ว  ออกจากบ่อลูกอ๊อด นำไปลงบ่ออนุบาลลูกกบ เพื่อป้องกันการกัดกินกันของลูกอ๊อด  ลูกอ๊อดจะรอดตายเป็นลูกกบให้เราก็ช่วงนี้แหละครับ เราต้องคอยคัดแยกลูกอ๊อดทุก  2-3  วันครับ

การเลี้ยงกบในบ่อดิน  จากการที่ลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง จนมาถึงวันนี้ สามารถเพาะเลี้ยงกบได้ประสบผลสำเร็จ  ตอนนี้ผมมีบ่อเพาะลูกอ๊อด  2  บ่อ  บ่อคัดแยกลูกอ๊อด  4  บ่อ  บ่อขุน 2  บ่อ และบ่อเก็บพ่อพันธุ์อีก  2  บ่อ

การเลี้ยงกบ ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ลองทำจริง ๆ แล้ว ยุ่งยาก เพราะต้องดูแลเอาใจใส่อย่างดี ผลตอบแทนจากการเลี้ยงกบที่ผ่านมา



ราคาขายกบในช่วงหน้าฝน

ตอนนี้กบที่เลี้ยงไว้ น้ำหนักอยู่ที่ 7 – 8 ตัว/กิโลกรัม

  • ราคาขายส่ง             กิโลกรัมละ         60 – 70   บาท
  • ราคาขายปลีก           กิโลกรัมละ         80 – 100  บาท

ราคาขายกบนอกฤดูกาล

  • ราคาขายส่ง         กิโลกรัมละ     70 – 80  บาท
  • ราคาขายปลีก       กิโลกรัม           100  บาทขึ้นไป

ราคาขายลูกอ๊อด

  • ราคาขายส่ง      กิโลกรัม      140 – 150  บาท
  • ราคาขายปลีก    กิโลกรัม      180 – 200  บาท

ราคาขายลูกกบ ที่ตัดหางแล้ว

  • ลูกกบ  อายุ   1   เดือน                 ตัวละ            1   บาท
  • ลูกกบ  อายุ   45 วัน – 2   เดือน      ตัวละ          2-3  บาท
การเลี้ยงกบในบ่อดิน จะต้องดูแลเรื่องระบบจัดการน้ำ การระบายน้ำ การให้อาหาร ตลอดจนการป้องกันเรื่องโรคกบ ศัตรูกบ จากการเลี้ยงที่ผ่านมายังไม่พบปัญหาเรื่องโรคกบ แต่พบศัตรูกบ นั่้นก็คือนก อีกา ที่คอยจะมาจับกินกบ  และศัตรูํของลูกก็บ นั่นก็คืองู ที่มาวนเวียนรอบ ๆ บ่อกบ ผมต้องคอยออกไปส่องไฟดูตามบ่อกบทุกคืน เพื่อจัดการกับศัตรูกบ ด้วย

อัตราการรอดตายของลูกกบ 80-90% การเลี้ยงกบ ควรทดลองเลี้ยงลูกอ๊อดให้โตเป็นกบก่อน แล้วจะรู้ว่าปัญหาของการเลี้ยงลูกอ๊อดให้รอดตายได้ ก่อนที่จะโตเป็นกบต้องทำยังไงบ้าง เลี้ยงไป ศึกษาการเจริญเติบโตของลูกกบ ปัญหาการกัดกินกันของลูกกบ ปัญหาการตายของลูกกบ เกิดจากอะไร ในการเลี้ยงกบในบ่อดิน สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาดูแล แนะนำให้มุงหลังคาด้วยตาข่าย เพื่อป้องกันนก กา ฯลฯ เข้ามากินกบ

ปัญหาการเลี้ยงกบในบ่อดิน

ศัตรูกบ

  • งู  แอบเข้าไปกินกบในนา ซึ่งป้องกันลำบาก
  • นก แอบเข้ามาหากินกบในนา เพราะไม่มีตาข่ายล้อม
  • หนู แอบเข้ามากัดตาข่ายที่ล้อมไว้ ทำให้กบหลบหนีออกไปข้างนอกได้

การดูแลความสะอาดของน้ำในบ่อ

  • การดูแลน้ำในบ่อไม่ดีพอ เกิดแก๊สแอมโมเนีย ทำให้สุขภาพจิตของกบไม่ดี
    วิธีแก้ไข เปลี่ยนถ่ายน้ำเมื่อเห็นว่าน้ำเริ่มเสียแล้ว
  • สิ่งที่ตามมาคือ กบเกิดเป็นแผล เกิดโรคขาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียในน้ำ ทำให้กบตาย อาจตายยกบ่อได้
    วิธีแก้ไข ย้ายกบออกจากบ่อที่ติดเชื้อ และคัดแยกกบที่ติดเชื้อออกจากบ่อ แล้วทำความสะบ่อ โดยการตากบ่อให้แห้ง แล้วโรยปูนขาวลงไปในบ่อทิ้งไว้ 1 สัปดาห์
  • กบกัดกินกันเอง เกิดจากการเลี้ยงกบแน่นเกินไป และให้อาหารกบกินไม่ทั่วถึง ทำให้กบกันกันเอง
    วิธีแก้ไข ต้องคัดแยกกบตัวที่โตออกจากบ่อยายไปอยู่บ่อใหม่ให้มีขนาดเท่า ๆ กัน เพื่อป้องกันกบกัดกินกัน และให้อาหารกบกินอย่างทั่วถึง




การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป 
“อั่วกบ” อาหารพื้นบ้านจานนี้ ผมทดลองทำดู  ส่วนประกอบ ก็จะมี

  • กบ 1  กิโลกรัม
  • เนื้อกบครึ่งกิโลกรัม
  • เนื้อหมูครึ่งกิโลกรัม
  • วุ้นเส้น   4 ขีด 
  • ใบแมงลัก 
  • พริกแกง 
  • พริกขี้หนู 
  • ตะไคร้ 
  • ใบมะกรูดหั่นฝอย
  • เกลือ 

ขั้นตอนต่อไป

  • ชำแหละ กบ ลอกหนัง ตัดหัวตัดเท้า ควักเครื่องในออก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วพักให้สะเด็ดน้ำ
  • ส่วนเนื้อกบและเนื้อหมูสับรวมกันให้ละเอียด เตรียมไว้เป็นไส้
  • จากนั้นนำ  ตะไคร้ ใบมะกรูด ใบแมงลัก พริกสด พริกแกง เกลือ ผสมใส่ครกโขลกหยาบๆ
  • ตักส่วนผสมคลุกเคล้ากับหมูบด  กบสับ และ วุ้นเส้นให้เข้ากัน

ยัดส่วน ผสมที่ได้ทั้งหมด ใส่ตัวกบให้แน่นจนพองโต แล้วนึ่งประมาณ 10 นาทีให้เครื่องข้างในสุก ใส่น้ำมันลงกระทะพอร้อน นำกบที่นึ่งแล้วลงไปทอดอีกครั้ง จนกบยัดไส้สุกเหลืองหอม 


ที่มา : อาทิตย์  บุญมีรักษ์  เป็นคนอุบลราชธานีครับ อาศัยอยู่บ้านเลขที่  6 หมู่ 1 บ้านค้อ ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000 โทร 080-1645444 ,Sarakat.com/การเพาะเลี้ยงกบ/

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พื้นที่ 90 ตรม.

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอย 90 ตารางเมตร ราคา 1,215,000 บาท

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น





สวัสดีครับ วันนี้เราจะพามาชมบ้านสวย ๆ สำหรับบ้านที่เราจะพูดถึงต่อจากนี้ เป็น บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ที่สร้างมาด้วยสไตล์โมเดิร์น ฟังก์ชันการใช้งานประกอบด้วย 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว  1 ห้องโถง และ ระเบียงหน้าบ้าน – หลังบ้าน โดยทั้งหมดมีพื้นที่ใช้สอย 90 ตารางเมตร และ จบด้วยงบก่อสร้างประมาณ 1,215,000 ล้านบาท บ้านหลังนี้เป็นผลงานก่อสร้างจาก ทีมงานรวยก่อสร้าง ซึ่งพิกัดของบ้านตั้งอยู่ที่ อ. หนองแค จ.สระบุรี

ช่องทางติดต่อสร้างบ้าน : สร้างบ้านสระบุรี&รวยก่อสร้าง  โทร : 0636191556 ,ID line : ruuay168

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

สำหรับบ้านหลังนี้มีบรรยากาศโดยรอบที่ดูเงียบสงบ และน่าอยู่มาก หลังคาออกแบบให้เป็นสไตล์โมเดิร์นลาดเอียงไปด้านหลัง และมุงด้วยเมทัลชีท รอบๆติดตั้งฝ้าชายคาไว้อย่างดี ตัวบ้านโทนสีฟ้าอ่อนฐานขอบล่างแต่งด้วยสีเข้มขึ้น จากนั้นคาดด้วยบัวปูนสีขาว ส่วนตัวบ้านที่ยกพื้นสูงขึ้นมา พื้นรอบๆมีการเทคอนกรีตเป็นฟุตบาท เพื่อเสริมฐานบ้านให้แข็งแรง และง่ายต่อการทำความสะอาด

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

 

 

 

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น




บริเวณหน้าบ้าน มีการต่อหลังคายื่นออกมาเพื่อสร้างเป็นระเบียง โดยปูพื้นด้วยกระเบื้องลายไม้โทนน้ำตาล รอบๆกั้นด้วยเหล็กดัดสีดำ ตามเสาหน้าบ้านมีโคมไฟประดับไว้แล้ว ประตูทางเข้าเลือกใช้เป็นกระจกขนาดใหญ่ และหน้าต่างบานกระจกที่ทันสมัย ตัดกับสีขาวของบัวรอบๆได้เป็นอย่างดี สวยงามมาก

ส่วนภายในของบ้าน จุดแรกที่เปิดประตูเข้ามาเจอคือห้องโถงกว้าง ที่สว่างและอากาศปลอดโปร่ง พื้นห้องปูทับด้วยกระเบื้องที่มันวาว น่าสัมผัส ผนังทาทับด้วยสีขาวที่ดูสบายตา ส่วนฝ้าเพดานหลุมสีขาว มีโคมไฟที่ส่องแสงสว่างทั่วห้อง พื้นที่ของห้องโถงนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นที่พักผ่อน ทำกิจกรรมร่วมกัน หรือรองรับแขกที่มาเยือน




ห้องนอน ประตูทางเข้าเลือกใช้เป็นบานไม้ที่แข็งแรง และตัดกับสีผนังได้เป็นอย่างดี ภายในทั้งสองสว่าง น่าอยู่ ตกแต่งให้เป็นสไตล์เดียวกับห้องโถง เพียงแต่ฝ้าเพดานเลือกใช้แบบเรียบ หน้าต่างที่ใช้มีขนาดต่างกัน เป็นช่องทางระบายอากาศที่ดี อีกทั้งยังรับแสงธรรมชาติช่วยให้ภายในสว่าง และไม่เหม็นอับ



ห้องครัว กั้นจากห้องโถงด้วยประตูกระจก เพื่อไม่ให้กลิ่นอาหารลอยไปรบกวนห้องอื่น เคาน์เคอร์ที่สร้างไว้ตรงมุมห้อง ปูทับด้วยกระเบื้องสีดำ และติดตั้งซิงค์ล้างจานไว้ด้านบน ส่วนด้านล่างออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับเก็บของ ห้องนี้กว้าง อากาศปลอดโปร่ง มีทั้งหน้าต่างและประตูหลังบ้านที่เป็นช่องทางระบายอากาศ

ห้องน้ำ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่สำคัญของบ้าน และห้องน้ำนี้ดูทันสมัย น่าเข้าใช้งาน ขนาดของห้องที่กว้าง ทั้งพื้นและผนังกรุทับด้วยกระเบื้องอย่างดี โดยออกเป็นโทนสีเทากับสีน้ำตาล จากนั้นติดตั้งสุขภัณฑ์ที่ครบครัน รวมถึงหน้าต่างระบายอากาศ

ช่องทางการติดต่อ ทีมงานรวยก่อสร้าง , ติดต่อ : 0636191556 , ID line : ruuay168

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม หลังนี้ประกอบด้วย ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องโถง สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง   ก่อสร้างที่ อ. หนองแค จ.สระบุรี ผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย ทีมงานรวยก่อสร้าง  ในส่วนเรื่องราคาถ้าสามารถสอบถามได้จากข้อมูลด้านล่างหรือหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อทีมงานผู้สร้างได้ทันที


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงแพะมือใหม่ยังไงให้ประสบความสำเร็จ แบบละเอียด

เลี้ยงแพะมือใหม่ยังไงให้ประสบความสำเร็จ แบบละเอียด

เลี้ยงแพะมือใหม่ยังไงให้ประสบความสำเร็จ

เลี้ยงแพะมือใหม่ยังไงให้ประสบความสำเร็จ


สวัสดีครับวันนี้ เราจะมาพูดถึงการ เลี้ยงแพะมือใหม่ยังไงให้ประสบความสำเร็จ สำหรับ “แพะ” นั้นถือเป็นสัตว์เลี้ยงน่าสนใจและน่าศึกษาอีกประเภทหนึ่งนะครับ เพราะว่าสามารถเลี้ยงเพื่อขายได้ทั้งเนื้อ,และ สายพันธุ์ แถมราคายังดีอีกด้วย แพะเป็นสัตว์เลี้ยงที่เชื่องที่สุดในจำนวนสัตว์ชนิดที่ใกล้เคียงกันและตอนนี้ก็เป็นที่นิยมเลี้ยงกันในกลุ่มเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ มีทั้งเลี้ยงแบบเป็นรายได้เสริมและเลี้ยงแบบเป็นอาชีพหลักเปิดเป็นฟาร์มเลยก็มี ที่สำคัญต้นทุนในเรื่องของอาหารก็ถูกด้วย ซึ่งวันนี้เราจะมาอธิบายตั้งแต่เริ่มต้นของการเลี้ยงไปจนถึงขายกันเลยครับ อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับมือใหม่ที่เพิ่มก้าวเข้ามาเลี้ยงแพะไม่มากก็น้อยครับ




ทำความเข้าใจกับสายพันธุ์แพะก่อนเลี้ยง

ทางกรมปศุสัตว์ ได้มาการวิจัยปรับปรุงสายพันธุ์แพะที่มาการนำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อให้เหมาะสม ทั้งพันธุ์แท้และลูกผสมเพื่อให้เจริญเติบโตได้เร็ว ให้น้ำหนักที่ดี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในประเทศด้วย ซึ่งมีสายพันดังนี้

  • แพะพันธุ์แองโกลนูเบียน (Aaglonubian)

    แพะพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักแรกเกิด 2-5 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านม ( 3 เดือน ) 15 กิโลกรัม
    ลักษณะเด่น ดั้งจมูกมีลักษณะโด่งและงุ้ม ใบหูยาวและปรกลง ขนสั้น นุ่มละเอียด เป็นมัน
    ลักษณะเฉพาะ ของแพะสายพันธุ์นี้คือตัวสูงใหญ่ ขาเล็ก หูยาว สันจมูกโด่งงุ้ม อาจจะมีเขาหรือไม่มีก็ได้ ถ้ามีเขาจะเป็นเขาขนาดเล็กเอนแนบติดหลั หัว สามารถทนต่ออากาศร้อนได้ดี นิยมเลี้ยงทั้งเป็นแพะเนื้อและแพะนม เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น จะให้น้ำนมน้อยกว่า แต่น้ำนมจะมีไขมันมากกว่า และจะมีขายาวซึ่งช่วยให้เต้านมอยู่สูงกว่าระดับพื้นมาก ..ทำให้ง่ายต่อการรีดนม และยังช่วยให้เต้านมไม่ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากหนามวัชพืชเกี่ยวแพะพันธุ์นี้มีหลายสี เช่น ดำ เทา ครีม น้ำตาล น้ำตาลแดง และมีจุดหรือด่างขนาดต่างๆได้ผลผลิตน้ำนมประมาณ 1.5 ลิตร/วัน ระยะเวลาให้น้ำนมประมาณ 165 วัน เมื่อโตเต็มที่เพศเมียจะมีน้ำหนักประมาณ 60-65 ก.ก. เพศผู้จะมีน้ำหนักประมาณ 79-85 ก.ก.ส่วนสูงอาจสูงถึง 90 ซ.ม.

  • แพะพันธุ์บอร์ (Boer)
    แพะพันธุ์บอร์ (Boer)

    เป็นแพะพันธุ์เนื้อขนาดใหญ่ จากประเทศแอฟริกาใต้ ลักษณะเด่นคือ มีลำตัวสีขาว หัวและคอจะมีสีแดง ใบหูยาวปรก ทางกรมปศุสัตว์ได้มีการนำเข้ามา เมื่อปลายปี พ.ศ.2539 เป็นแพะเหนื้อขนาดใหญ่ น้ำหนักดี ลักษณะเด่นคือมีลำตัวสีขาว หัวและคอจะมีสีแดงเข้ม ใบหัวยาวปรก น้ำหนักแรกเกิด 4 กก. หย่านมน้ำหนักประมาณ 20 กก. ตัวโตเต็มที่เพศผู้ 90 กก. เพศเมีย 65 กก.

  • แพะพันธุ์ซาเนน (Saanen)

    เป็นแพะพันธุ์นม สีขาวทั้งตัว หูใบเล็กตั้ง หน้าตรง เพศผู้โตเต็มที่ ประมาณ 75 กก. เพศเมีย 60 กก. ให้ผลผลิตน้ำนมประมาณ 2.2 กก.ต่อวัน ระยะเวลา 200 วัน

  • แพะพันธุ์หลาวซาน (Laoshan)

    เป็นแพะพันธุ์นม จากประเทศจีน มีลักษณะคล้ายพันธุ์ซาเนน เพศผู้โตเต็มที่ ประมาณ 80 กก. เพศเมีย 60 กก. ให้ผลผลิตน้ำนมประมาณ 2.2 กก.ต่อวัน ระยะเวลา 200 วัน

  • แพะพันธุ์อัลไพน์ (Alpine)

    เป็นแพะพันธุ์นม สีน้ำตาลหรือดำ ใบหูเล็กตั้ง หน้าตรง มีแถบสีข้างแก้ม เพศผู้โตเต็มที่ ประมาณ 75 กก. เพศเมีย 55 กก. ให้ผลผลิตน้ำนมประมาณ 2.0 กก.ต่อวัน ระยะเวลา 200 วัน

  • แพะพันธุ์ทอกเก็นเบิร์ก (Toggenburg)

    เป็นแพะพันธุ์นม ลำตัวสีช็อกโกแบต ใบหูตั้ง หน้าตรง มีแถบสีขาวข้างแก้ม เพศผู้โตเต็มที่ ประมาณ 75 กก. เพศเมีย 55 กก. ให้ผลผลิตน้ำนมประมาณ 2.0 กก.ต่อวัน ระยะเวลา 200 วัน

อย่างไรก็ตาม ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าแพะเลี้ยงสามารถแบ่งออกได้หลัก ๆ 2 ประเภท ได้แก่ แพะเนื้อ กับแพะนม ซึ่งทั้ง 2 จะมีความแตกต่างกันอยู่คือ




  • แพะเนื้อ
    เมื่อมีการเทียบกับสัตว์เคี้ยวเอื้องประเภทอื่น เช่น โค หรือแกะ แพะถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากที่สุด โปรตีนย่อยได้ง่ายและไวกว่า ส่วนเนื้อที่เป็นลูกแพะอายุก่อนหย่านมมีน้ำหนัก 6 – 8 กิโลกรัมจะรสชาติดีมาก ซึ่งโอกาสจับขายจะมีอายุตั้งแต่ 5 – 6 เดือน รวมน้ำหนักได้ที่ 25 กิโลกรัม
  • แพะนม
    เป็นสายพันธุ์ที่มีคุณค่าทางอาการใกล้เคียงกับนมวัว แต่โดดเด่นมากกว่าคือนมแพะจะย่อยง่าย ไขมันกระจายตัวได้ดีเพราะเม็ดไขมันมีขนาดเล็กกว่า ทำให้ร่างกายคนสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ดีมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีกรดไขมันที่น่าสนใจ อย่างกรด Caprylic, Capric และ Caproic ช่วยรักษาอาการภาวะดูดซึมสารอาหารบกพร่อง และกรดอะมิโนจำเป็นอย่าง Aspartic acid, Histidine, Phenylalanine ที่ช่วยบำรุงกระดูกของผู้สูงวัย ผู้ป่วย หรือผู้ที่แพ้นมวัว

การสร้างโรงเรือนสำหรับการเลี้ยงแพะให้ดีนั้น มีเทคนิคในการสร้างโรงเรือนดังนี้นะครับ

  • พื้นที่ตั้งคอกควรอยู่ในที่เป็นเนินน้ำไม่ท่วมขังหรือสร้างให้สูงกว่าพื้นดินตามความเหมาะสมหรือประมาณ 1-2เมตร
  • บันไดทางขึ้นคอกควรทำมุมเป็นมุม 45 องศา
    แพะพันธุ์ทอกเก็นเบิร์ก (Toggenburg)
  • พื้นคอกควรทำเป็นร่องเว้นระยะห่าง 1.5 เซนติเมตร หรือจะปูด้วยพื้นแสลทปูนก็ได้ เพื่อให้มูลหรือปัสสาวะของแพะร่วงลงมาพื้นด้านล่างได้ จะได้ทำให้พื้นของคอกแพะแห้งและมีความสะอาดตลอดเวลา
  • ผนังคอกคอกสร้างแบบโปร่งให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ใช้ความสูงประมาณ 1.5 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้แพะกระโดดข้ามได้
  • สำหรับหลังคาโรงเรือนนั้นสามารถสร้างได้หลายแบบครับ มีทั้งแบบเพิงหมาแหงน หรือหน้าจั่วควรให้เหมาะสมกับสภาพอากาศหรือต้นทุนในการสร้างของเราครับ ควรให้หลังคาโรงเรือนสูงจากคอกประมาณ 2 เมตร จะใช้ใบจากหรือสังกะสีก็ได้ครับ
  • สำหรับพื้นที่ในการเลี้ยงแพะแต่ล่ะคอกนั้น แพะแต่ละตัวต้องการพื้นที่ส่วนตัวล่ะ1-2ตารางเมตร ซึ่งแล้วแต่ขนาดตัวของแพะ สามารถแบ่งคอกในโรงเรือนได้ตามการใช้งานต่างๆเช่น คอกแม่แพะอุ้มท้อง,คอกสำหรับคลอดลูกแพะ,คอกอนุบาลแพะครับ
  • รั้วคอกแพะควรสร้างด้วยไม้ไผ่หรือลวดตาข่าย ไม่ควรใช้รั้วลวดหนามน่ะครับเดี๋ยวจะทำให้แพะพลาดไปโดนได้ ให้ปักเสาปูนทุกระยะ 3-4 เมตรเพื่อความแข็งแรงของรั้ว หรือปลูกต้นกระถินสลับกับไม้ไผ่ก็ได้เพื่อความประหยัด


Cr: บ่าวอีสาน เมืองน้ำดำ

การเลี้ยงแพะสามารถเลี้ยงได้หลายแบบ

  • การเลี้ยงแบบปล่อย
    คือการเลี้ยงแบบปล่อยให้แพะออกในตอนเช้าหาอาหารกินในแปลงผักในฤดูหลังเก็บเกี่ยวหรือกินหญ้าในแปลงแล้วก็ต้อนกลับเข้าคอกในตอนเที่ยง หรือว่าจะปล่อยให้ออกหาอาหารกินในตอนบ่าย แล้วต้อนกลับเข้าคอกในตอนเย็น ในแปลงผักหรือแปลงหญ้าควรมีร่มเงาหรือต้นไม้ใหญ่ไว้ให้แพะได้มีที่หลบแดดหรือฝนด้วยครับ
  • การเลี้ยงแบบขังคอก
    คือการเลี้ยงไว้ในคอกแล้วทำรางเพื่อตัดหญ้าหรืออาหารมาให้กินในคอก หรือตัดใบไม้ต่างๆเช่น ต้นกระถิน,มะขามเทศหรือใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรนำมาเลี้ยงแพะได้ ภายในคอกต้องมีน้ำและแร่ธาตุให้แพะสามารถกินได้ตลอดเวลา
  • การเลี้ยงแบบผสมผสานกับการปลูกพืช
    โดยการเลี้ยงแพะร่วมกับการปลูกพืชหรือไร่สวนต่างๆเช่นการเลี้ยงแพะในสวนยางพาราหรือปาล์ม และมะพร้าวเป็นต้น เพื่อให้แพะได้กินวัชพืชในแปลงในสวน และก็จะได้ประโยชน์คือได้ปุ๋ยจากมูลแพะนั่นเอง ซึ่งทั้งสองอย่างเมื่อผสมผสานกันแล้วก็ทำให้สร้างรายได้ทั้งสองทางได้อีกด้วยครับ




ซึ่งสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตนเองที่เป็น การเลี้ยงแพะมือใหม่ โดยอาจจะพิจารณาจากวัตถุดิบอาหารจากแหล่งธรรมชาติก่อนและสภาพแวดล้อมที่เลี้ยงเป็นหลัก แล้วค่อยทำการขยายต่อไปในอนาค

อาหารสำหรับเลี้ยงแพะ
เลี้ยงแพะมือใหม่ยังไงให้ประสบความสำเร็จ แบบละเอียด 

  • หญ้า เช่น หญ้าเนเปียร์ หญ้าแพงโกล่า เป็นต้น
  • พืชตระกูลถั่ว เช่น ฮามาต้า คาวาเคต กระถิน เป็นต้น
  • ไม้พุ่ม เช่น ใบพุทรา ใบปอสา ใบมะขามเทศ เป็นต้น
  • อาหารสำเร็จรูป

โรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับการเลี้ยงแพะและแนวทางการป้องกันโรค

โรคพยาธิ

โรคพยาธิในแพะ จะทำให้แพะไม่เจริญอาหาร น้ำหนักลดสุขภาพของแพะไม่สมบูรณ์และ โรคพยาธิบางชนิดอาจทำให้แพะท้องร่วงได้ พยาธิที่พบในตัวแพะส่วนใหญ่จะเป็นพยาธิตัวกลม,พยาธิเส้นด้าย,พยาธิตัวตึด,พยาธิใบไม้ในตับและเชื้อบิด

สำหรับผู้ที่เลี้ยงแพะไม่ว่าจะมือใหม่ หรือ มือเก่านั้น ควรจะต้องถ่ายพยาธิแพะทุกๆ 3 เดือน โดยใช้ยาถ่ายพยาธิที่จำหน่ายทั่วไป ตามร้านค้า ทั้งแบบกรอก (กำจัดพยาธิภายนอก) และแบบฉีด (กำจัดพยาธิภายในผิวหนัง)

โรคแท้งติดต่อ 

ซึ่งในแพะมักเกิดจากเชื้อ Brucella melitensis คนก็สามารถติดโรคนี้ได้จากการบริโภคน้ำนมและผลิตภัณฑ์นม เช่น ครีม เนย ที่ได้จากแพะที่เป็นโรคและไม่ได้ผ่านขบวนการฆ่าเชื้อโรคก่อน
อาการ
   
แพะเกิดการแท้งลูกหรือคลอดลูกที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงออกมาและมักจะมีน้ำเมือกไหลมาจากช่องคลอดนานเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ เดินกะโผลกกะเผลก เต้านมอักเสบ น้ำหนักลด ขนแห้งและเป็นหมัน
การติดต่อ   โดยการสืบพันธุ์ การเลียอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวอื่น  การกินอาหารและน้ำดื่มที่มีเชื้อโรคปนอยู่ เชื้อนี้จะมีในนน้ำเมือกสัตว์ปัสสาวะ และซากลูกสัตว์ที่แท้งออกมา

โรคมงคล่อเทียม หรือโรคเมลิออยโดซีส

ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะพบโรคนี้ในประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนหรือเขตร้อนชื้นสามารถติดคนและสัตว์ได้
อาการ   ปวดหัว เบื่ออาหาร ปวดตามตัว และมีอาการทางระบบหายใจรวมทั้งมีไข้ ไอ บางครั้งมีเลือดปน เจ็บหน้าอก มีแผลหลุมในช่องจมูกมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดและอาจตายได้หากไม่ได้รับการรักษา
การติดต่อ   จากการสัมผัสเชื้อโดยตรง การหายใจ หรือการกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ และสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสเลือดหรือของเหลวจากร่างกาย ของคน หรือสัตว์ที่ติดเชื้อ

ช่องทางการจำหน่ายแพะ

การซื้อ-ขาย แพะ ในปัจจุบัน

  • จำหน่ายขนาดอายุ3 เดือน ขึ้นไป หรือ น้ำหนัก 20 กก. ขึ้นไป
  • เพศผู้ คิดราคาตามน้ำหนักตัว กิโลกรัมละ 50-60 บาท
  • เพศเมีย คิดราคาตามน้ำหนักตัว กิโลกรัมละ 100-120 บาท
  • เพศเมียคัดทิ้ง คิดราคาตามน้ำหนักตัว กิโลกรัมละ 50-60 บาท
  • จำหน่ายในรูปแพะสด
  • จำหน่ายในรูปพร้อมรับประทาน



บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีปลูกกระชาย พืชสมุนไพรมากสรรพคุณ ในยุค covid-19

วิธีปลูกกระชาย พืชสมุนไพรมากสรรพคุณ ในยุค covid-19

วิธีปลูกกระชาย พืชสมุนไพรมากสรรพคุณ ในยุค covid-19

ผู้คนส่วนใหญ่น่าจะรู้จักสมุนไพรที่เรียกว่าโสม หรือว่า ginger ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นสมุนไพรของจีนหรือของเกาหลีที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกคุณสมบัติด้านสมุนไพรที่เด่นของโสมคือว่าเชื่อว่าเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายผู้บริโภคได้ดังที่ชาวไทยจะเรียกทีมนักกีฬาเกาหลีว่าทีมพลังโสมเป็นต้น กระชายมีหลายประเภทด้วยกัน เช่น กระชายเหลืองกับกระชายดำ เป็นหลัก ซึ่งกระชายดำกำลังเป็นที่นิยม จนกระทั่งกระชายเหลืองรู้สึกว่าจะถูกลดลงไป แต่เขาบอกว่ากระชายเหลืองมีคุณสมบัติทางสมุนไพรดีกว่ากระชายดำ คือไม่ได้ขึ้นอยู่กับสี บางทีคนเราคิดว่าถ้าสีเข้มน่าจะมีประโยชน์ น่าสนใจมากกว่า




กระชาย เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าหรือลำต้นอยู่ใต้ดิน ซึ่งมีลักษณะเรียว ยาวอวบน้ำ ตรงกลางเหง้าจะพองคล้ายกระสวย ออกเกาะกลุ่มกันเป็นกระจุก มีสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลแกมส้ม เนื้อข้างในเป็นสีเหลืองมีกลิ่นหอม ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน สีค่อนข้างแดง ใบมีขนาดยาวรีรูปไข่ ปลายใบแหลมมีขนาดใหญ่สีเขียวอ่อน โคนใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน ออกดอกเป็นช่อที่ยอด ดอกมีสีขาวหรือสีขาวปนชมพู ผลของกระชายเป็นผลแห้ง

จะทำสวนกระชายต้องเริ่มต้นอย่างไร

เกษตรกรจะต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า กระชายเป็นพืชที่ชอบสภาพแสงรำไร ดังนั้น การปลูกกระชายส่วนใหญ่จะต้องปลูกภายใต้ร่มเงาของไม้อื่น ถ้าเป็นสวนผลไม้เก่าจะดีมาก โดยเฉพาะในสภาพพื้นที่ที่มีการปลูกกล้วยจะดีมาก ในการเตรียมดินจะไม่ยุ่งยากเหมือนกับการ ปลูกพืชอื่น เพียงแต่ตัดต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ออกบ้างให้มีพื้นที่ว่างปลูกกระชายได้
กระชาย มี 3 ชนิด คือ
  • กระชายเหลืองหรือกระชายขาว
  • กระชายแดง
  • กระชายดำ

ช่วงฤดูปลูกกระชาย

ปลูกได้ทั้งปี แต่ฤดูปลูกที่เหมาะสมอยู่ในระหว่าง เดือน  มีนาคม – พฤษภาคม

ขั้นตอนการปลูกกระชาย

  • ไถพรวน หรือขุดดินเพื่อกำจัดวัชพืชและปรับปรุงโครงสร้างดิน
  • นำขี้เถ้าแกลบผสมกับแกลบ  อัตราส่วน  1:1  หว่านให้ทั่วแปลงปลูก  พื้นที่ 1  ไร่  ใช้ขี้เถ้า  100  กระสอบ  แกลบ  100  กระสอบ  พรวนให้เข้ากัน
  • นำหัวพันธุ์กระชายปลูกในแปลงปลูกให้เป็นแถว
  • ใช้เศษฟางหญ้า  หรือทางมะพร้าวแห้ง  ปิดคลุมไว้
  • ประมาณ  1-2  เดือน  หว่านปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก  ให้ทั่วแปลง
  • การเก็บเกี่ยวผลผลิต  8-12  เดือน  หรือปล่อยให้ต้นกระชายฟักตัว

การเตรียมแปลงปลูกกระชาย

ต้องเตรียมแปลงปลูก โดยการพรวนดินตากแดดทิ้งไว้นาน 5 – 7 วัน เพื่อปรับสภาพดิน ยกร่องกว้างประมาณ 1.50 เมตร ขุดหลุมลึกประมาณ 10 – 15 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกให้พอเหมาะ แล้วทำการปลูก ระยะห่างระหว่างหลุมและแถวประมาณ 30 X 30 ซม. ใส่หัวหรือเหง้า 2 -3 หัว(แง่ง) ต่อหลุม แล้วกลบหลุมรดน้ำให้ชุ่ม




การปลูกการเตรียมเหง้าพันธุ์กระชาย

  • คัดเลือกหัวพันธุ์ที่มีอายุ 7-9 เดือน มีตาสมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลงทำลาย
  • แบ่งหัวพันธุ์โดยการหั่น ขนาดของเหง้าควรมีตาอย่างน้อย 3-5 ตาหรือแง่ง มีน้ำหนัก 15-50 กรัม
  • แช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง มาลาไธออน หรือคลอไพรีฟอส 1-2 ชั่วโมง ตามอัตราแนะนำ
  • ชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกัน กำจัดเชื้อราก่อนปลูก

“วิธีปลูกกระชาย พืชสมุนไพรมากสรรพคุณ ในยุค covid-19”

การเตรียมหัวพันธุ์กระชาย  การปลูกใช้ท่อนพันธุ์มี 2 ลักษณะคือ หัวแม่และแง่ง
  • การปลูกโดยหัวแม่ควรมีน้ำหนักประมาณ 15-50 กรัม/ หัว
  • การปลูกด้วย แง่งพันธุ์มีปล้อง 7-9 ปล้อง / ชิ้น น้ำหนัก 15-30 กรัม ยาว 8-12 ซม. ก่อนปลูกกระชาย หัวพันธุ์ควรแช่ด้วยยาป้องกันเชื้อรา และยาฆ่าเพลี้ยโดยแช่ไว้ประมาณ 30 นาทีการปลูกควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 50 กก. / ไร่ และวางท่อนพันธุ์ กลบดินหนาประมาณ 5-10 ซม. ขมิ้นจะใช้เวลาในการงอก ประมาณ 30-70 วัน หลังปลูก

วิธีปลูกกระชาย พืชสมุนไพรมากสรรพคุณ

การปลูกในไร่ (กรณีปลูกปริมาณมากๆ)

การเตรียมดิน
ควรไถ 2 ครั้ง ครั้งแรกไถพรวนเพื่อย่อยดิน ทำการยกร่องปลูก ระหว่างต้นประมาณ 25 – 30 ซม. ก่อนปลูกควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินในอัตรา 200 – 400 กก./ไร่ ทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน วิธีการปลูกก็โดยฝังเง้าหรือหัวพันธุ์ลงในหลุมปลูกลึก ประมาณ 5 – 10 ซม.ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เหง้าพันธุ์ประมาณ 160 – 200 กก.
การดูแลรักษา
เมื่อต้นกระชาย อายุได้ 1 เดือน ควรดายหญ้ากำจัดวัชพืชพร้อมทั้งใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 1,000 กก./ไร่ ไม่ควรใส่ปุ๋ยเคมีเพราะจะทำให้หน่อกระชายที่เกิดใหม่ยาว และสีของหัวกระชาย ทำให้คุณภาพเปลี่ยนไป และเมื่อต้นกระชายอายุได้ 2 เดือน ให้พรวนดินกลบโคนต้นควรมีการปลูกซ่อมในหลุมที่ไม่งอก
วิธีการเก็บเกี่ยว
เมื่อกระชาย อายุได้ 10 -12 เดือน สังเกตจากใบและลำต้นจะเริ่มเหี่ยวแห้งและหลุดออกจากต้น ระยะนี้ คือ ระยะพักตัวของกระชาย เพราะจะทำให้กระชาย มีโอกาส ได้สะสมอาหารและตัวยาได้เข้มข้นอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะขยายพันธุ์ต่อไป จึงเป็นระยะที่เก็บเกี่ยวได้ดี ทำให้ได้กระชายที่มีคุณภาพดี กระชายดำที่ปลูกในเขตพื้นที่  อำเภอนาแห้ว – อำเภอภูเรือ จะได้รับผลผลิตประมาณ 650 – 900 กก./ไร่

ใช้วิธีขุด  ใช้ขี้เถ้าและแกลบผสมจะทำให้ขุดง่าย  ดินร่วนซุยหัวกระชายโต  อวบอ้วน  ขาว  เป็นที่ต้องการของตลาด การใช้ขี้เถ้าแกลบผสมกับแกลบ  เป็นการปรับโครงสร้างดินเหนียวที่ดีวิธีหนึ่ง เป็นการประหยัด  และทำง่ายต่อเกษตรกร

ผลผลิต 

โดยเฉลี่ยหัวพันธุ์ 1 กก. สามารถให้ผลผลิตได้ 5-8 กก. ดังนั้น 1 ไร่ จะได้ผลผลิต ประมาณ 1,000-2,000 กก.

การแปรรูป
ในปัจจุบันนอกจากใช้กระชายดำเพื่อประกอบเป็นตัวยาโดยตรงแล้ว ยังนำไปบดเป็นผง บรรจุซองชงน้ำร้อนดื่มบำรุงสุขภาพ ใช้ดองดื่มเพื่อให้เกิด ความกระชุ่มกระชวย ทำลูกอมและที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน คือ ทำ ไวน์กระชายดำ
 การจำหน่าย
ราคาสินค้า กระชาย(หัว) วันที่ 27 พฤษภาคม 2555 ที่ตลาดสี่มุมเมือง  ราคาเฉลี่ยวันนี้: 30.00 บาท/กิโลกรัม, ราคาสูงสุด: 30.00 บาท/กิโลกรัม, ราคาต่ำสุด:: 30.00 บาท/กิโลกรัม 
 การเก็บรักษาพันธุ์

กระชายดำที่แก่จัดจะมีอายุประมาณ 11 – 12 เดือน หัวจะต้องสมบูรณ์ อวบใหญ่ปราศจากเชื้อโรค เก็บไว้ในที่แห้งและเย็นนาน ประมาณ 1 – 3 เดือน จึงจะนำไปปลูกต่อได้

ประโยชน์ของกระชาย
เหง้ากระชายรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด โดยนำเหง้าและรากประมาณครึ่งกำมือ (สด หนัก 5- 10 กรัม แห้งหนัก 3 – 5 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่มเวลามีอาการ หรือปรุงเป็นอาหารรับประทาน คุณค่าด้านอาหาร กระชายมีรสเผ็ดร้อน ช่วยดับกลิ่นคาวได้ดี ปรุงเป็นอาหารหลายชนิด เช่น น้ำยาใส่ขนมจีน แกงปลาป่า ผัดเผ็ดปลาดุก ปลาร้าหลน กะปิคั่ว แกงขี้เหล็ก เหง้ากระชายมีสารอาหารสำคัญ คือแคลเซี่ยม และวิตามินเอ ส่วนแป้ง ไขมัน และวิตามินมีจำนวนน้อย รับประทานอาหารที่มีกระชายอยู่ด้วยจะช่วยขับลม เจริญอาหารได้ดี

แหล่งที่มา : กรมวิชาการเกษตร, Sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เลี้ยงแมงดานาเลียนแบบธรรมชาติ จัดการง่ายมีขายตลอดปี

เลี้ยงแมงดานาเลียนแบบธรรมชาติ จัดการง่ายมีขายตลอดปี

เลี้ยงแมงดานาเลียนแบบธรรมชาติ

เลี้ยงแมงดานาเลียนแบบธรรมชาติ


เลี้ยงแมงดานาเลียนแบบธรรมชาติ  “แมลงดานา”  เป็นแมลงที่คนไทยรู้จักและบริโภคกันมาตั้งแต่อดีต และปัจจุบันถือเป็นแมลงที่มีปริมาณความต้องการมากเป็นอันดับต้น ๆ ของบรรดาแมลงกินได้ทั้งหมด ส่งผลให้มีราคาดีตลอดปี ที่ผ่านมามีเกษตรกรสนใจเพาะเลี้ยงแมลงดานาเชิงพาณิชย์กันจำนวนมาก แต่ทว่าก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร ทั้งนี้เป็นเพราะข้อจำกัดทั้งเรื่องของอาหาร การจัดการระยะต่าง ๆ ส่งผลให้มีอัตราการรอดต่ำ และพบปัญหาแมลงดานากินกันเอง




แมงดานาจัดอยู่ใน Order Memitera ใน Family belostomatidae มีลักษณะรูปร่างรูปไข่ ลำตัวแบนยาว ประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ลำตัวมีสีน้ำตาล มีขนขนาดเล็กปกคลุม มีขา 6 ขา ขาคู่หน้าใช้สำหรับจับเหยื่อ การคุ้ยหาอาหาร ส่วนขา 2 คู่ หลังใช้สำหรับการว่ายน้ำ และการเดิน

ทำไมต้องเลี้ยงแมงดานา ? 

คำถามนี้ ทำให้อดที่จะสงสัยไม่ได้ ว่า ทำไมต้องเป็นแมงดานา หรือ เลี้ยงแมงดานา มีอีกตั้งเยอะ ๆ ตั้งแยะ ที่ให้ทำ ทั้งจิ้งหรีด เห็ด ดักแด้ พอค้นหาข้อมูลดูสักหน่อยก็ต้องบอกว่า แมงดานานี่ราคาไม่ใช่เล่น ๆ ขายกันเป็นตัวไม่ต้องชั่งกิโล ราคาก็อยู่ราว ๆ 7-12 บาท โดยตัวผู้ที่มีกลิ่นหอม (บางคนบอกว่าฉุน) ราคา 10-12 บาท ส่วนตัวเมีย อยู่ที่ 7-10 บาท ระยะเวลาจากแรกเกิดจนถึงส่งขายใช้เวลา 30-45 วัน

วงจรชีวิตของแมลงดานา

สำหรับวงจรชีวิตของแมลงดานานั้น จะมีระยะเลาข้อนข้างสั้น จึงทำให้ผู้เลี้ยงสามารถเลี้ยงได้ทั้งปี สำหรับวงจรชีวิตของแมงดานานั้น  ตั้นแต่ไข่จนถึงตัวเต็มวัยหรือที่เราเรียกว่าตัวแก่ ที่จะจับออกขายได้นั้น จะมีอายุประมาณ 32-43 วัน โดยมันจะทำการลอกคาบ ประมาณ 5 ครั้ง และระยะตัวแก่จนเริ่มวางไข่ได้นั้นจะอายุโดยประมาณ 30-40 วัน ซึ่งรวมระยะเวลาทั้งสิ้น 60-80 วัน และที่สำคัญ แมลงดานานั้น เป็นสัตว์ที่สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกมากๆ ชอบอยู่ในแหลงน้ำทั้งสะอาดและเน่าเสีย จึงทำให้การเลี้ยงแมลงดานานั้นขอนข้างง่าย โดยในช่วงฤดูฝนนั้นมันจะชอบวางบไข่ ไว้ตามกอกก หรือ กกหญ้า พอถึงฤดูแล้งมันก็จะหมกตัวอยู่ในแหล่งน้ำที่เป็นพวกโคลนตมที่มีน้ำขั้นเล็กน้อย

 

อายุขาองแมลงดานาจะอยู่ที่ประมาณโดยเฉลี่ย 2 ปี ก็ตายโดยวางไข่3-4 ครั้ง จากนั้นมันก็ตายตามธรรมชาติ ดังนั้นกรณีที่เราเลี้ยงเพื่อขายหรือจำหน่าย หลังจากที่วางไข่เสร็จก็สามารถจับไปจำหน่ายได้เลย ขายได้ทั้งไข่และตัวไปประกอบอาหาร รายได้สองทางครับ




สายพันธุ์ของแมลงดานา

สำหรับสายพันธุืของแมงดานานั้น เราจะพิจารณาจากรูปลักษณะภายนอก เช่น สีสรร ปีก ลวดลายของปีก รวมไปถึงลักษณะของไข่ด้วย  ซึ่งสำหรับแมลงดานานั้น เสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์หม้อ, พันธ์ุลาย, พันธ์ุเหลืองหรือพันธุ์ทอง นั้นเอง

  • พันธุ์หม้อ  มีลักษณะเด่นคือ ขอบของปีกจะมีลายสีทอง และขอบปีดจะยาวคลุมไม่มิดส่วนของห่าง และขยายพันธุ์เร็ว ไข่ดก
  • พันธุ์ลาย  มีลักษณะเด่นคือ ขอบของปีกจะมีลายสีทอง ขอบปีกนั้นจะคุมมิดส่วนห่าง อัตราการไข่แต่ละครั้งไม่แน่นอน
  • พันธ์ุเหลืองหรือพันธุ์ทอง มีลักษณะเด่นคือ ตัวจะออกสีเหลืองทั้งตัว และจำนวนไม่แน่นอนเช่นกันกลับพันลาย

ขั้นตอนการเตรียมบ่อเลี้ยงแมงดานา

  • ให้เลือกเอาที่โล่งแจ้งใกล้แหล่งน้ำแต่น้ำท่วมไม่ถึง ประการสำคัญต้องเป็นสถานที่ที่ไม่พลุกพล่าน อาจจะเป็นมุมใดมุมหนึ่งสนามหลังบ้านก็ได้ เพราะบ่อเลี้ยงแมงดานาใช้พื้นที่ไม่มากนัก ทำเลที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำจืด เช่น ท้องนา บึง หรือหนองน้ำตื้น ๆ และเป็นบริเวณที่มีแมลงชุกชุม
    เลี้ยงแมงดานาเลียนแบบธรรมชาติ จัดการง่ายมีขายตลอดปี
  • สูตรสำเร็จในการวางผังบ่อเขาว่าไม่มีด้านยาวเป็นบวกหนึ่งของด้านกว้าง ยกตัวอย่าง ขนาด 3×4 เมตร หรือ 4×5 เมตร รวมพื้นที่บ่อประมาณ 20 ตารางเมตร จะสวยที่สุด สำหรับความลึกของบ่อจะอยู่ในราว 1-1.5 เมตร ไม่ควรมกหรือน้อยกว่านี้
  • พื้นที่บ่อที่ก่อจากซีเมนต์กันน้ำรั่วน้ำซึมได้นั้น ด้านข้างทั้งสี่ด้านควรลาดเททำมุม 45 องศา และตรงกลางบ่อน้ำเป็นหลุมลึกสักจุดหนึ่ง เพื่อเป็นที่รวมของเสียจะง่ายต่อการดูดกำจัดเพื่อทำความสะอาด
  • หลังจากนั้นก็หาต้นพืชเล็ก ๆ เช่น ต้นกก หญ้า หรือต้นโสน มาปลูกภายในบ่อให้ดูเป็นธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นที่วางไข่ของแมงดา
  • ใช้ไม่ไผ่หรือไม้เนื้ออ่อนปักเสารอบทั้ง 4 ด้าน และทำคานไว้ด้านบน เป็นลักษณะโรงเรือน และมุงด้วยหญ้าคาเพื่อใช้บังแดด
  • ใช้ตาข่ายตาถี่ขนาดที่แมงดาไม่สามารถบินหนีออกไปได้มาขึงไว้โดยรอบทุก ๆ ด้าน รวมทั้งด้านบนด้วย ในโรงเรือนหาโพรงไม้เลื่อยออกเป็นท่อน ๆ นำมาแขวนไว้ประมาณ 4-5 ท่อน เพื่อใช้เป็นที่อาศัยของแมงดา
    เลี้ยงแมงดานาเลียนแบบธรรมชาติ
  • ขาดไม่ได้ คือ ชานบ่อโดยรอบให้กว้างประมาณ 1 เมตร ส่วนนี้ไม่ต้องเทซีเมนต์แต่ปล่อยทิ้งไว้เป็นดิน เพื่อที่เราจะปลูกต้นไม้น้ำใช้เป็นที่พักอาศัยของแมงดานาได้บ้างอาจจะปลูกต้นกก ผักบุ้ง หรืออะไรก็ได้ที่คิดว่าเลียนแบบธรรมชาติได้มากที่สุดนั่นแหละ นอกจากนี้บ่อเลี้ยงต้องขึงตาข่ายตาไม่ใหญ่กว่า 1 ซม. ป้องกันไม่ให้แมงดานาบินหนี หรือมีหนูเข้าไปลักกินแมงดานาส่วนหลังคาต้องกันแดดกันฝนได้ดี
  • จากทำบ่อ และบ่มจนน้ำหมดกลิ่นปูนเรียบร้อยแล้ว ก็จัดการปล่อยพ่อแม่พันธุ์แมงดานาลงไปได้เลย โดยน้ำที่ใส่ต้องเป็นน้ำสะอาดจากน้ำคลองที่สูบขึ้นมาพักจนตกตะกอนดีแล้วจะดีที่สุด ใส่น้ำให้ได้ระดับความลึกประมาณ 70-80 ซม. แล้วปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงไปในอัตรา 50 ตัวต่อ 1 ตารางเมตร สัดส่วนของตัวผู้กับตัวเมียตามตำราเขาว่า 1 ต่อ1 ดีที่สุด แต่ที่นี้ราคาแมงดานาตัวผู้เป็น ๆ นั้นค่อนข้างจะแพงเอาเรื่อง ดังนั้นสัดส่วน 1 ต่อ 5 ก็น่าจะได้ผลดีพอสมควร





การหาพันธุ์แมลงดานามาเเพาะลี้ยง เพื่อขยายสายพันและจำหน่าย

  • สามารถหาซื้อได้ตามตลาดโดย การเลือกซื้อตัวแก่ เพื่อนำมาปล่อยเลี้ยงในบ่อ ไม่นานก็จะออกไข่ และสามารถนำไข่นั้นไปขยายพันธุ์ต่อไปได้
  • สามารถจับลูกแมลงดานามาเลี้ยงโดยการใช้สวิงไปซ้อนตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งจะได้แมลงดานามาหลายรุ่น ทั้งเล็กเละใหญ่ เวลาเลี้ยงนั้นก็แยกตามขนาด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากินกันเองตอนแมลงดานาลอกคาบ
  • การหาไข่แมลงดานาตามแหล่งน้ำธรรมชาติ กอหญ้า กอกก หรือต้นไม้เล็กๆซึ่งอาจจะเจอไข่ของแมลงดาได้ แล้วนำมาเพาะเลี้ยงต่อไป หรือไม่ก็สามารถสั่งซื้อตามกลุ่มหรือฟาร์มที่เพาะเลี้ยงแมลงดานามาก่อน ซึ่งแบบนี้จะง่ายสำหรับมือใหม่เพราะมีที่ปรึกษาด้วย ทุกวันนี้มีการโพต์ขายมากพอสมควร สามารถหาเลือกซื้อได้เลย

เลี้ยงแมงดานาเลียนแบบธรรมชาติ

การเลี้ยงแมลงดานา ตั้งแต่ระยะไข่ถึงตัวเต็มวัย (ตัวแก่)

  • ระยะไข่
    หลังจากที่ไข่ออกมาแล้วประมาณ 1-5 วัน ไข่จะออกเป็นสีนำตาลเข้มๆ  พอวันที่ 5-7 ไข่จะเต่งเต็มที่  สีของไข่จะจางลงเป็นสีเทาๆ พอวันที่ 8 ปลายยอดไข่จะเปิดออกจากนั้นก็จะเป็นตัวเล็กกระโดดลงน้ำ
  • ระยะตัวอ่อน
    เมื่อออกจากไข่มาแรกๆ ตัวจะป้อมๆ สั้นๆ มีสีเหลืองอ่อน  ซึ่งในระยะแรกมันจะไม่กินอาหารอะไร เนื่องจากมีไข่แดงสำรอง หลังจากนั้น 2-3 วันถึงจะเริ่มกินอาหาร
  • ระยะลอบคาบ
    แมลงดานั้นจะลอกคาบประมาณ 5 ครั้ง เพื่อเพิ่มขนาดของลำตัวและความยาว ซึ่งก่อนจะลอกคาบแมลงดาจะไม่กินอาหาร และจะเกาะอยู่ตามกอหญ้าหรือ กิ่งไม้ จากนั้นตัวของแมลงดานาจะค่อยๆ ลอกคาบ จนถึงประมาณ 5 ครั้ง ก็จะเป็นตัวเต็มวัย  มีปีกและมีกลิ่นฉุน ซึ่งขนาดของตัวผู้และตัวเมียก็จะมีขนาดที่แตกต่างกันออกไป โดยส่วนมากจตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้

การให้อาหารระหว่างเลี้ยงแมลงดานา

อาหารของแมลงดานานั้น ได้แก่ สัตว์ที่อาคัยอยู่ในน้ำ และ จำเป็นจะต้องมีชีวิตด้วย เพราะแมลงดานานั้นจะไม่กินของที่ตายแล้ว และการกินอาหารแต่และวัยก็จะแตกต่างกันออกไป

  • แมลงดานา ระยะเวลาตัวเล็ก  ใชนช่วงนี้อาหารที่ให้จะเป็นพวก ลูกอ๊อดต่างๆ เช่น ลูกกบ ลูกเขียด กุ้ง และปลา  เป็นต้น ในวัยเล็กนี้แมลงดานาจะกินอาหารจุมาก สำหรับการให้อาหารต้องให้เป็นเวลาด้วย และควรให้ช่วงเช้ามืด และตอนหัวค่ำ เพราะมันจะเงียบเหมาะแก่การกินอาหาร ส่วนจะให้มากให้น้อยนั้นผู้เลี้ยงต้องมั่นสังเกตด้วยตัวเองว่ากินแล้วหมดไหม
  • แมลงดานา ระยะเวลาวัยรุ่นถึงตัวโตสเต็มวัย สำหรับการให้อาหารในช่วงนี้นั้น จะเป็นพวก กุ้ง หอย ปูและ ปลา หรือ จะกบ เขียดก็ได้ โดยสามารพให้อาหารวันล่ะ 1 ครั้ง  ส่วนการให้มากให้น้อยนั้น ขึ้นอยู้กับประมาณแมลงดาที่เลี้ยงแต่ล่ะบ่อ  สำหรับปูนานั้นเราสามารถให้ได้เลยไม่จำเป็นต้องหักขาออก เอาออเฉพาะกล้าม

ศัตรูของแมงดานาในบ่อเลี้ยง

 นอกจากพรรคพวกของมันกินกันเองแล้วแทบจะไม่มีอะไรเลย เว้นแต่มดดำและเชื่อราเท่านั้นที่มีปัญหาต่อไข่ต่อแมงดานา มดดำกินไข่ ส่วนเชื้อราทำให้ไข่ฝ่อส่วนเห็บน้ำที่เกาะตามท้องหรือบริเวณคอแมงดานาตัวเต็มวัยนั้น ไม่ทำให้แมงดานาตาย เพียงแต่จะโตช้าหรืออ่อนแอเท่านั้น จะมีปัญหาก็ต่อเมื่อตัวที่โตช้าหรืออ่อนแอนี่แหละจะตกเป็นอาหารของตัวอื่น ๆ ตรงนี้ไม่อยากสรุปนะว่า การเพาะเลี้ยงแมงดานานั้นง่าย ทั้ง ๆที่ดูแล้วง่ราย การลงทุนค่าอาหารก็แสนจำต่ำ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้วหน้าหงายแล้วหลายราย แต่เชื่อเถอะว่านี้มีคนทำสำเร็จแล้วแน่นอน เพียงแต่ว่าเขายังไม่เปิดตัว เข้าตำราไม่อยากดังนั่นเอง

ข้อควรระวัง

แมงดานาทุกตัวจะมีปากดูดสำหรับเจาะเหยื่อเพื่อฉีดน้ำย่อยก่อนที่จะดูดกินกลับไป และส่วนของปากดูดนี้จะมีเข็มพิษที่เรียกว่า “เหล็กหมาด” มีพิษคล้ายกับแมงป่องอย่างไรก็อย่างนั้นจะจับจะต้องก็ให้ระวังกันด้วย    

แหล่งที่มาอ้างอิง : Sarakaset.com




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พื้นที่ 100 ตารางเมตร

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอย 100 ตรม. ราคา 1.3 ล้านบาท

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น


สวัสดีครับ เพื่อนๆ วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของ “บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น” เชื่อว่าหลายๆ ท่านต่างก็อยากมีบ้านส่วนตัว ซึ่งจะหลังเล็กหรือหลังใหญ่ ก็ขึ้นอยู่กับงบที่มีในกระเป๋าเรา เพราะว่า บ้าน นั้นเป็นสถานที่สำคัญที่มนุษย์ใช้พักอาศัยร่วมอยู่ด้วยกัน บ้านหนึ่งหลังคือสังคมอีกหนึ่งรูปแบบที่พร้อมจะขัดเกลาชีวิตเราก่อนออกไปเผชิญกับโลกภายนอก เพราะการเริ่มสร้างนิสัยดีๆ จากบ้านจะติดตัวจนเรากลายเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม



สำหรับวันนี้เราได้นำ บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว  1 ห้องโถง และ ระเบียงหน้าบ้าน-หลังบ้าน โดยทั้งหมดมีพื้นที่ใช้สอย 100 ตารางเมตร เหมาะกับครอบครัว ขนาดกลาง ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก สร้างบ้านสระบุรี&ทีมงานรวยก่อสร้าง  พิกัดของบ้านตั้งอยู่ที่ ต.หนองไม้ซุง อ.อุทัย จ.อยุธยา  จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : โดย ทีมงานรวยก่อสร้าง
สถานที่ก่อสร้าง : ต.หนองไม้ซุง อ.อุทัย จ.อยุธยา
เรียบเรียง : withikaset.com

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

สำหรับบ้านหลังนี้นั้นบรรยากาศโดยรอบที่ดูเงียบสงบ และน่าอยู่ ติดกับธรรมชาติ สไตล์บ้านสวน หลังคาออกแบบให้เป็นทรงเพิงแหงนลาดเอียงไปด้านหลัง และมุงด้วยเมทัลชีท รอบๆติดตั้งฝ้าชายคาไว้อย่างดี ตัวบ้านโทนสีน้ำตาล ฐานขอบล่างแต่งด้วยสีเทา จากนั้นคาดด้วยบัวปูนสีขาว ส่วนตัวบ้านที่ยกพื้นสูงขึ้นมา พื้นรอบๆ มีการเทคอนกรีตเป็นฟุตบาท เพื่อเสริมฐานบ้านให้แข็งแรง 

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น




บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บริเวณหน้าบ้าน มีการต่อเติมหลังคายื่นออกมาเพื่อสร้างเป็นระเบียง โดยปูพื้นด้วยกระเบื้องลายไม้โทนน้ำตาล รอบๆ กั้นด้วยเหล็กดัดสีดำ ประตูทางเข้าเลือกใช้เป็นประตูบานไม้ขนาดใหญ่ และ หน้าต่างบานกระจกที่ทันสมัย ตัดกับสีขาวของบัวรอบๆ ได้เป็นอย่างดี ดูแล้วสบายตาสวยงานมาก




บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

ต่อมาเป็นส่วนภายในของบ้าน จุดแรกที่เปิดประตูเข้ามาเจอคือห้องโถงกว้าง ที่สว่างและอากาศปลอดโปร่ง พื้นห้องปูทับด้วยกระเบื้องที่มันวาว น่าสัมผัส ผนังทาทับด้วยสีเทาที่ดูสบายตา ส่วนฝ้าเพดานหลุมสีขาว มีโคมไฟที่ส่องแสงสว่างทั่วห้อง 

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พื้นที่ 100 ตารางเมตร




บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พื้นที่ 100 ตารางเมตร

ห้องครัว  เคาน์เคอร์ที่สร้างไว้ตรงมุมห้อง ปูทับด้วยกระเบื้องสีดำ และติดตั้งซิงค์ล้างจานไว้ด้านบน ส่วนด้านล่างออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับเก็บของ ห้องนี้กว้าง อากาศปลอดโปร่ง มีทั้งหน้าต่างและประตูหลังบ้านที่เป็นช่องทางระบายอากาศ

ห้องน้ำ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่สำคัญของบ้าน และห้องน้ำนี้ดูทันสมัย น่าเข้าใช้งาน ขนาดของห้องที่กว้าง ทั้งพื้นและผนังกรุทับด้วยกระเบื้องอย่างดี โดยออกเป็นโทนสีเทากับสีน้ำตาล จากนั้นติดตั้งสุขภัณฑ์ที่ครบครัน รวมถึงหน้าต่างระบายอากาศ

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบเ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก สร้างบ้านสระบุรี&ทีมงานรวยก่อสร้าง

  • พิกัด : ต.หนองไม้ซุง อ.อุทัย จ.อยุธยา
  • ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว
  • พื้นที่ใช้สอย 100 ตรม.
  • ราคา 1.3 ล้านบาท
  • ราคาจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอยู่ที่การเลือกใช้วัสดุและระยะทางหน้างาน
  • ติดต่อ : 0636191556
  • id line : 0636191556

หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ





เลี้ยงปลาไหลนา เป็นอาชีพเสริมดูแลง่ายขายได้ราคาดี

เลี้ยงปลาไหลนา เป็นอาชีพเสริมดูแลง่ายขายได้ราคาดี

เลี้ยงปลาไหลนา

เลี้ยงปลาไหลนา




ปัจจุบันมีการ เลี้ยงปลาไหลนา กันอย่างแพร่หลายและมีการเลี้ยงกันหลายรูปแบบ เช่นการเลี้ยง ปลาไหลนาในบ่อปูนซีเมนต์ การเลี้ยงปลาไหลนาในคอนโด การเลี้ยงปลาไหลนาในล้อยาง รถจักรยานยนต์และการเลี้ยงปลาไหลนาในบ่อพลาสติกโดยแต่ละรูปแบบจะแตกต่างกันซึ่งแหล่งลูก  พันธุ์ที่นํามาใช้เลี้ยงส่วนใหญ่จะรวบรวมได้จากธรรมชาติ

ลักษณะทั่วไปของปลาไหลนา

เลี้ยงปลาไหลนา เป็นอาชีพเสริมดูแลง่ายขายได้ราคาดี

ปลาไหลนามีชื่อสามัญว่า Swamp eelจัดเป็นปลาน้ําจืดชนิดหนึ่งที่ชอบอาศัยอยู่ในคูคลองหนอง บึงต่างๆชนิดของปลาไหลนาที่พบ ในประเทศไทย คือ Monopterusalbus, Zuiew (1973)  มีรูปร่างลักษณะลําตัวกลมยาวคล้ายกับงูเป็นปลาไม่มีเกล็ด ตามีขนาดเล็ก คอป่องออก มีอวัยวะช่วยหายใจอยู่ในคอหอยเป็นเส้นเลือดฝอย ซึ่งช่วยให้หายใจได้โดยไม่ต้องผ่านซี่กรองเหงือกเหมือนปลาทั่วไปไม่มีครีบใด ๆ ยกเว้นบริเวณปลายหาง จะมีลักษณะแบนยาวคล้ายใบพาย เมื่อยังเล็กมีครีบอก แต่โตขึ้นจะหายไป(วิกิพีเดีย, 2561)

การแพร่กระจายและถิ่นที่อยู่อาศัย

ในธรรมชาติของปลาไหลนาเป็นสัตว์ที่ชอบอาศัยตามพื้นดินโคลนที่มีซากสัตว์เน่าเปื่อยสะสมอยู่ หรือบริเวณที่ปกคลุมด้วยวัชพืช เช่น หญ้าน้ําหรือบัวชนิดต่างๆ ปลาไหลนาสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยเป็นปลาประจําถิ่น (native species) ที่พบได้ในเขตร้อน (tropical area) (วิกิพีเดีย, 2561) ปลาไหลนาสามารถอาศัยอยู่ในสภาพพื้นที่แห้งแล้งไม่มีน้ําได้นานในฤดูร้อนธรรมชาติของปลาไหลนา จะขุดรูอาศัยลึก ประมาณ 1-1.5 เมตรและจะออกหาอาหารเพื่อการเจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ในช่วงฤดูฝนถัดไป (สุวรรณดีและคณะ, 2536)

สภาพปลาไหลนาในปัจจุบนและความต้องการปลาไหลนา

ปลาไหลนาในธรรมชาติเริ่มมีผลกระทบเนื่องจากความเจริญทางวัตถุที่คืบคลานเข้าสู่แหล่งน้ํา ทําให้สภาพคูคลอง หนอง บึง ปริมาณพื้นที่และปริมาณน้ําลดน้อยลง ทําให้ปลาไหลนาสูญหายไป จํานวนมาก อีกทั้งปัจจุบันมีการใช้สารเคมีที่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้นทําให้ประชากร ของปลาไหลนาลดน้อยลง ในขณะที่ความต้องการปลาไหลยังมีความต้องการสูง ทั้งร้านอาหารและภัตตาคารโดยสามารถนํามาปรุงอาหารได้หลายอย่าง ปลาไหลนาที่มีชีวิต ราคาประมาณ 60- 300 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับขนาดและฤดูกาลและยังมีผู้แสวงบุญมักนําปลาไหลไปปล่อยตามวัดหรือ แหล่งน้ําธรรมชาติต่างๆเพื่อที่จะสะเดาะเคราะห์อีกด้วย (ชมรมเพื่อนเกษตร,ม.ป.ป.)

การกินอาหารปลาไหล

ปลาไหลนาขนาด 2.5 – 3.0 เซนติเมตรกินสิ่งมีชีวิตเล็กๆ คือไรแดงวันละ 2 ครั้งขนาดความ ยาว 5 เซนติเมตร เริ่มฝึกให้กนอาหารผงสสำเร็จรูปร่วมกับหนอนแดงจนอายุได้ 6 สัปดาห์ปลาจะมี ขนาด 8 – 10 เซนติเมตร  เริ่มให้ปลาสดบด วันละ 2 ครั้ง  และสามารถนําไปเลี้ยงเป็นปลาใหญ่ตอไป ่ (ประพัฒน์,2561)



การอนุบาลลูกปลา อายุ 7-10 วัน

นำลูกปลาวัยอ่อนอายุ 7-10 วัน ที่ฟักออกเป็นตัวไปอนุบาลในกะละมังพลาสติกทรงกลม ปล่อยลูกปลาอัตราความหนาแน่น 350 ตัว ต่อตารางเมตร ใส่น้ำลึก 15 เซนติเมตร ใส่ต้นผักจอกเพื่อให้ลูกปลาเกาะ ควรมีการถ่ายเทน้ำ 2-3 วัน ต่อครั้ง อาหารใช้ไรแดง ให้กินวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น เมื่อมีอายุได้ 6 สัปดาห์ จะมีความยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร ก็จะกินเนื้อปลาบดได้ พร้อมฝึกให้กินอาหารสมทบ โดยฝึกให้กินอาหารกึ่งเปียกสำเร็จรูป โดยปั้นเป็นก้อนๆ ใช้ระยะเวลา 2 สัปดาห์ ควรมีการคัดขนาดเพื่อช่วยลดการกินกันเองด้วย

การอนุบาลลูกปลา ขนาด 5-10 เซนติเมตร

เมื่ออนุบาลปลาจนได้ขนาด 5 เซนติเมตร ปลาจะมีขนาดปากที่กว้างขึ้น ลดไรแดง และให้อาหารสมทบวันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น โดยปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ปรับปริมาณอาหารที่ให้ทุกสัปดาห์เพื่อให้เพียงพอกับจำนวนลูกปลา นอกจากนี้ อาจผสมน้ำมันปลาหมึกเพื่อช่วยดึงดูดลูกปลาให้กินอาหารได้ดีขึ้น และควรมีวัสดุหลบซ่อนโดยใช้ท่อเอสล่อนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6/8 นิ้ว ตัดเป็นท่อนยาวประมาณ 20 เซนติเมตร บ่อละ 3-5 ท่อน ลูกปลาค่อนข้างตกใจได้ง่ายถ้ามีเสียงดัง ใช้เวลา 6 สัปดาห์ ก็จะได้ปลาขนาด 10 เซนติเมตร ซึ่งจะมีน้ำหนักประมาณ 1-2 กรัม สามารถแยกลงบ่อเลี้ยงต่อไป

ขั้นตอนการเลี้ยงปลาไหลนาในบ่อปูนซีเมนต์

  •  การเลี้ยงปลาไหลนาในบ่อปูนซีเมนต์สี่เหลี่ยม

    การเตรียมอุปกรณ์ในการเลี้ยงปลาไหลนา ได้แก่ สร้างบ่อปูนซีเมนต์ขนาดตามต้องการและความเหมาะสมของพื้นที่  สูงประมาณ 70 เซนติเมตร ภายในบ่อฉาบปูนให้เรียบ และ มีท่อน้ําฝาปิดเจาะรูขนาดเล็กให้น้ําไหลออกได้รอบด้าน ใน ระดับ 50 เซนติเมตร บริเวณส่วนบนมีตาข่ายปิดเพื่อป้องกันปลาไหลหนีออกไป

วิธีเลี้ยงปลาไหนนา

สําหรับบ่อที่สร้างขึ้น ใหม่ควรนําต้นกล้วยหั่นเป็นท่อนใส่ลงในบ่อแช่ไว้ประมาณ 3-4 วันจากนั้นก็ใส่ดินเหนียวรองก้นบ่อ 1 ชั้น นําหนังวัวหรือหนังควายสดใส่เป็นชั้นที่ 2 นําฟางข้าวมาวางทับเป็นชั้นที่ 3  แล้วชั้นที่ 4 เป็นชั้นบนสุดนําดินมากลบให้เรียบ จากนั้นก็นําผักตบชวามาใส่ในบ่อ เลี้ยงปลาไหลนาและเตรียมกระบอกไม้ไผ่ที่เจาะรูมาวางไว้เพื่อให้ปลาไหลได้ทําเป็นที่อยู่อาศัย จากนั้นก็นําลูกปลาไหลนาขนาดเท่าๆกันมาใส่ ตารางเมตร ละ 50 ตัว พื้นที่บ่อขนาด 4×4 เมตร จะใส่ลูกปลาไหลนาประมาณ 800 ตัว ต่อ 1 บ่อ


ที่มา : บ่าวอีสาน เมืองน้ำดำ

ที่สําคัญน้ําที่จะนํามาใส่ในบ่อไม่ควรใช้น้ําประปาซึ่งมีกลิ่นคลอรีนอาจจะทําให้ปลาไหลตายได้จากนั้นก็ จัดหาอาหารให้ปลาไหลโดยธรรมชาติปลาไหลชอบกินทั้งพืชและสัตว์ ปลาไหลชอบกินอาหารที่มีกลิ่น คาวแรง เช่นไส้เดือน หากเป็นหอย ปลา ปูให้สับเป็นชิ้นเล็กใส่ภาชนะไว้ริมบ่อประมาณ 2 วัน ปลา ไหลก็จะกินอาหารจนหมดและให้อาหารเม็ดบ้างเพราะจะทําให้ปลาไหลเจริญเติบโตเร็วขึ้นโดยจะ เลี้ยงประมาณ 8-12 เดือน จะได้ปลาไหลขนาด 4-5 ตัว/กิโลกรัมโดยราคาตามท้องตลาดจะอยู่ที่ ประมาณกิโลกรัมละ 150 บาท (อนันต์,2561)




  • การเลี้ยงปลาไหลนาในบ่อปูนซีเมนต์กลม

ในการเตรียมบ่อเพาะขยายพันธุ์ปลาไหล จะใช้วงบ่อซีเมนต์กลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 120 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร จํานวน 2 วงบ่อ โดยวางวงบ่อซ้อนกัน บริเวณพื้นบ่อจะต่อท่อระบายน้ํา สําหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ําหลังจากนั้น บริเวณพื้นบ่อจะเทปูนปิดเนื่องจากปูนจะมีความเป็นกรด จะ ส่งผลต่อผิวหนังของปลาไหลจะทําให้เกิดแผลได้ก่อนปล่อยพันธุ์  ปลาไหลนาจะต้องล้างบ่อเพื่อลดความ เป็นกรดของปูนให้หมดก่อน  โดยเปิดน้ําให้เต็มบ่อและสับต้นกล้วยเป็นชิ้นๆ ใส่ลงไป หมักแช่ทิ้งไว้นาน ประมาณ 7-14 วัน ถ่ายเทน้ําออกให้หมด ต้นกล้วยจะดูดซับความเค็มของปูนจนหมด 

การเลี้ยงปลาไหลนาในบ่อปูนซีเมนต์กลม

การใส่วัสดุลงในบ่อ โดยพื้นล่างของบ่อควรปูด้วยฟางข้าวให้ สูงประมาณ 30 เซนติเมตร (ฟางข้าวจะต้องแช่น้ําทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน) ฟางข้าวจะเป็นอาหารให้ ปลาไหลได้กินเมื่อฟางข้าวนั้นเริ่มผุเปื่อย  ในขณะเดียวกันฟางข้าวที่ใส่ลงไปจะทําให้เกิดไรแดงและหนอนแดง  ซึ่งเป็นอาหารของปลาไหล ชั้นต่อมาให้ใส่ดินเหนียวที่มีเนื้อละเอียด เนื่องจากถ้าเป็นดินที่ไม่มีความละเอียดพอมีเม็ดหินหรือทรายปนอยู่จะทําให้ปลาไหลเป็นแผลได้เทคนิคในการใส่ดินลงในวงบ่อซีเมนต์จะต้องใส่ให้มีความลาดเอียงจากต่ําสุดไล่ระดับไปจนถึงสูงสุดส่วนของดินที่ต่ําที่สุดมีความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร ส่วนสูงที่สุดประมาณ 30 เซนติเมตรซึ่งเป็นส่วนดินที่โผล่พ้นน้ําเพื่อให้ปลาไหลขึ้นมา หายใจและกินอาหารในเวลากลางคืนใส่น้ําลงไปให้ระดับน้ําสูงกว่าส่วนของดินที่ต่ําที่สุด ประมาณ 10 เซนติเมตร ใส่ผักตบชวาและแหนลงไปในวงบ่อซีเมนต์   เพื่อเป็นที่หลบอาศัยของลูกปลาไหลที่จะเกิดมา 

เลี้ยงปลาไหล

สําหรับเสียบอาหารให้ปลาไหลกิน เช่น โครงกระดูกไก่ เศษเนื้อฯลฯ อิฐบล็อกจะทําให้อาหารไม่ลอยโผล่ขึ้นมาเหนือน้ําจะเน่าเปื่อยอยู่ใต้น้ําและไม่ส่งกลิ่นเหม็นเมื่อเตรียมบ่อเพาะขยายพันธุ์ปลาไหลนาเสร็จทุกขั้นตอนแล้วควรจะ ทิ้งบ่อเพื่อปรับสภาพอย่างน้อย 1 เดือนจึงจะปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ลงในบ่อเพาะได้ (อนันต์,2561)

  • การเลี้ยงปลาไหลนาในบ่อปูนซีเมนต์โดยใช้ท่อ PVC เป็นที่อยู่อาศัย

ในการเตรียมบ่อจะใช้บ่อซีเมนต์ขนาด 3×3 เมตร สูง 1.2 เมตรใส่น้ําในบ่อซีเมนต์ให้เต็มบ่อ แล้วนําต้นกล้วยมาตัดเป็นท่อน ๆจากนั้นก็นําไปแช่ในบ่อไว้ 15 วัน ทําเช่นเดิมอีกหนึ่งครั้งเพื่อเป็นการลดความเป็น  กรด – ด่าง ของบ่อซีเมนต์ ( บ่อใหม่ ) นําต้นกล้วยออกทิ้งแล้วถ่ายน้ําออก จากนั้นก็ตากบ่อไว้ 7 วันเพื่อฆ่าเชื้อโรคเมื่อตากบ่อครบ 7 วันแล้ว ก็นําน้ํามาใส่บ่อให้สูงประมาณ 4-5 นิ้ว  นําท่อ PVC ที่เตรียมไว้ มาใส่ในบ่อ    เพื่อให้เป็นที่อาศัยของปลาไหลโดยที่ไม่ต้องใส่โคลนลงในบ่อ   

   จากนั้นนําปลาไหลนาที่จับมาจากธรรมชาติปล่อยลงในบ่อแต่ต้องมีขนาดที่ใกล้เคียงกันอาหารที่ใช้เลี้ยงนั้นจะให้ปลา สับวันละ 1 มื้อ ในตอนเช้า จะถ่ายน้ําเดือนละ 2 ครั้ง หรือเมื่อน้ําเริ่มเสียต้องมีการแยกปลาไหลที่ตัว เล็กออกเลี้ยงไว้ต่างหากเพราะปลาจะกินกันเองเมื่อปลาไหลนาโตและได้ขนาดแล้วจะจําหน่ายที่บ้าน โดยจําหน่ายในราคากิโลกรัมละ 80 บาทข้อดีของการเลี้ยงแบบวิธีนี้คือ เป็นอาชีพเสริมที่ดีอีกอาชีพ หนึ่งเพราะมีต้นทุนต่ําขั้นตอนการเลี้ยงไม่ยุ่งยากเมื่อคัดปลาที่ไม่ได้ขนาดออกแล้วสามารถนํามาเป็น อาหารให้กับปลาไหลได้เพื่อลดการสูญพันธุ์ของปลาไหลนาตามธรรมชาติ(ภาสกร,2554)

โรคที่อาจเกิดกับปลาไหลนาและการป้องกัน

ปลาไหลที่เลี้ยงในบ่อมีปริมาณค่อนข้างหนาแน่น มีการให้อาหาร ถ้าจัดการไม่ดี คุณภาพของน้ำและดินอาจจะเน่าเสีย ปลาที่เลี้ยงอาจติดเชื้อแบคทีเรีย รา ได้ โรคที่พบบ่อย ได้แก่ โรคเป็นแผลตามตัวที่มักพบในปลาขนาดใหญ่ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Aeromonas และ Pseudomonas punctata ปลาที่เป็นโรคจะมีผิวหนังบวมแดง บางตัวผิวหนังจะเปื่อยเป็นแผลลึกลงไปจนเห็นกล้ามเนื้อ

  • โรคท้องบวม ส่วนใหญ่จะพบในปลาไหลขนาด 10-15 เซนติเมตร ปลาที่เป็นโรค ผิวหนังเป็นรอยช้ำตกเลือดสาเหตุจากสภาพแวดล้อมในบ่อปลาไม่ดี ทำให้ปลาอ่อนแอ
  • โรคพยาธิ ที่เกิดจากปรสิตเซลล์เดียวในระบบทางเดินอาหาร ปลาที่มีพยาธิในระบบทางเดินอาหารจะไม่กินอาหาร ซูบผอม
  • การป้องกัน : ใช้ยาถ่ายพยาธิชนิดเมโทรนิดาโซล (Metronidasole) ขนาด 250 มิลลิกรัม จำนวน 10-15 เม็ด ผสมอาหาร 1 กิโลกรัม ให้กินติดต่อกัน 3 วัน

ปลาไหล

ช่องทางตลาดในการขายปลาไหลนา

ปัจจุบัน ปลาไหลนา เป็นที่นิยมของคนพื้นบ้าน ในตลาดสดท้องถิ่น จะพบว่ามีแม่ค้านำปลาไหลมาวางขายทั้งในรูปปลาไหลนาที่มีชีวิต (ภาพที่ 6 หรือจัดทำความสะอาดให้ (ภาพที่ 7) พร้อมที่นำไปปรุงอาหาร แล้วแต่รสนิยมและความสะดวกของผู้บริโภค ในราคาระหว่าง 70-100 บาท ต่อกิโลกรัม นอกจากคนท้องถิ่นแล้ว ภัตตาคารและร้านอาหารต่างๆ ก็นิยมซื้อไปปรุงอาหารสำหรับลูกค้าขาประจำ ที่ชอบบริโภคปลาไหล




ข้อควรระวังในการเลี้ยงปลาไหลนา

  1. การรวบรวมพันธุ์ปลาจากธรรมชาติเข้ามาเลี้ยง ควรระมัดระวังในเรื่องการลำเลียง ไม่ควรให้หนาแน่นมากเกินไป ปลาจะบอบช้ำได้
  2. ปลาที่เลี้ยงควรเป็นปลาขนาดเดียวกัน เพื่อลดปัญหาการกินกัน โดยเฉพาะปลาอายุต่ำกว่า 2 เดือน
  3. อาหารสดที่นำมาเลี้ยงปลา ควรล้างน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง แล้วนำมาแช่ด่างทับทิมเข้มข้น 0.05-1.0 เปอร์เซ็นต์ นานประมาณ 10 นาที แล้วล้างน้ำสะอาดอีกครั้งก่อนที่จะนำไปเลี้ยงปลา
  4. พื้นบ่ออนุบาลควรฉาบผิวให้เรียบ ป้องกันปลาเป็นแผลถลอกได้
  5. ปลาไหลเป็นปลาที่ตกใจง่าย ดังนั้น ในบ่อเลี้ยงควรใส่ฟางข้าวแห้งเพื่อให้ปลาใช้หลบซ่อน และลดความเครียดได้เมื่อมีคนเดินผ่าน หรือทำให้ตกใจ ปลาถ้าตกใจจะไม่กินอาหาร
  6. บ่อควรมีร่มเงาบังแสงแดดบ้าง

เอกสารอ้างอิง

  • ชมรมเพื่อนเกษตร. มปป. การเลี้ยงปลาไหลครบวงจร.วารสารเพื่อนเกษตรฉบับพิเศษ.74 หน้า.
  • ประพัฒน์ ปานนิล. 2561. สิ่งประดิษฐ์การเลี้ยงปลาไหลนาแบบขังเดี่ยว.
  • ภาสกร ธรามานิตย์. 2554. การศึกษาอัตราการเจริญเติบโตของปลาไหลนาที่เลี้ยงด้วยรูปแบบที่แตกต่างกัน 3 รูปแบบ.
  • ปัญหาพิเศษปริญญาตรีมหาวิทยาลัยพะเยา.
  • วิกิพีเดีย. 2561. ปลาไหล. วิกิพีเดีย สาราณุกรมเสรี ปลาไหล,
  • วิทยา มะสะ. 2554. เอกสารประกอบการอบรมการเลี้ยงปลาไหลนาโครงการคลินิกเทคโนโลยี 2554. 16 หน้า.
  • สุวรรณดีขวัญเมือง, บุษราคัมหมื่นสา,จีรนันท์อัจนากิตติและสุชาติรัตนเรืองสี. 2536. การศึกษา
    เบื้องต้นทางชีววิทยาบางประการและการทดลองเพาะพันธุ์ปลาไหลนา. เอกสารวิชาการฉบับที่ 54/2536. กองประมงน้ําจืด, กรมประมง. 37 หน้า.
  • อนันต์ มิตรช่วยรอด. 2561. การเลี้ยงปลาไหลในล้อยางแนวทางใหม่ในการเลี้ยง.

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เลี้ยงหอยขมระบบน้ำใสในวงบ่อซีเมนต์ แบบระเอียดสำหรับมือใหม่

เลี้ยงหอยขมระบบน้ำใสในวงบ่อซีเมนต์ แบบระเอียดสำหรับมือใหม่

เลี้ยงหอยขมระบบน้ำใสในวงบ่อซีเมนต์

เลี้ยงหอยขมระบบน้ำใสในวงบ่อซีเมนต์





การเลี้ยงหอยขมถือว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพเสริมที่สามารถสร้างรายได้ให้กับคนในครอบครัว  และเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากมาย ในวันนี้เราจะขอนำเสนอ เลี้ยงหอยขมระบบน้ำใสในวงบ่อซีเมนต์ มาฝากกัน สำหรับใครที่สน ใจและกำลังมองหาวิธีการสร้างรายได้ให้กับ ครอบครั ว ก็ลองศึกษาแล้วทำตามได้เลย

เลี้ยงหอยขมระบบน้ำใสในวงบ่อซีเมนต์

แม้ว่าในปัจจุบันเราสามารถหาหอยขมได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติได้อยู่ แต่ในบางพื้นก็เริ่มหายากและไม่พอต่อการบริโภคแล้ว ถึงเป็นเหตุผลให้มีการเพาะเลี้ยงหอยขมเพื่อการจัดจำหน่ายกันมากขึ้นโดยการเลี้ยงหอยขมนั้นเลี้ยงง่ายและสร้างรายได้ดีทีเดียว

ลักษณะทั่วไปของหอยขม

หอยขม เป็นหอยฝาเดียว อาศัยในน้ำจืด จะมีขนาดเล็ก มีเปลือกเป็นเกลียวกลมยอดแหลม เปลือกหนาและแข็งมาก บริเวณผิวชั้นนอกของหอยขมเป็นสีเขียวแก่ ฝาปิดเปลือกจะเป็นแผ่นกลม ตีนใหญ่ จะงอยปากจะสั้นทู่ ตาของหอยขมมีสีดำอยู่บริเวณตรงกลางระหว่างโคนหนวด ในส่วนของหอยขมตัวผู้นั้นมีหนวดเส้นข้างขวาพองโตกว่าเส้นข้างซ้าย เป็นลักษณะพิเศษของหอยขมเลยก็ว่าได้ หอยขมจะมีอวัยวะเพศที่พิเศษ

หอยขม

เนื่องจากมีอวัยวะเพศทั้งผู้และเพศเมียอยู่ในตัวเดียวกัน หอยขมจะเป็นหอยที่ออกลูกเป็นตัว และผสมพันธุ์ได้ด้วยตัวของมันเอง ในระบบการย่อยอาหารหรือทางเดินอาหารของหอยขมแบ่งเป็น 3 ส่วน หลอดอาหารส่วนต้น หลอดอาหารส่วนกลาง และหลอดอาหารส่วนท้าย ซึ่งทางเดินอาหารจะบิดขดเป็นเกลียว บริเวณของหลอดอาหารส่วนต้นนั้น จะเริ่มต้นตั้งแต่จะงอยปาก ช่องปาด และหลอดกระเพาะอาหาร โดยที่จะงอยปากจะมีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อที่มีหูรูด ส่วนบริเวณช่องปากนั้นตะมีฟันเป็นแผ่นๆคล้ายกระดูกอ่อน เป็นซี่เล็กๆ ซึ่งทำหน้าที่เป็นฟันในการบดเคี้ยวอาหาร ต่อไปก่อนถึงหลอดกระเพาะอาหารจะมีลักษณะเป็นแผ่นเนื้อคล้ายลิ้นที่ทำหน้าที่กั้น และกวาดอาหารให้ออกหรือเข้าภายในประเพาะอาหาร ส่วนหลอดกระเพราะอาหารเป็นสำหรับเป็นที่พักของอาหารที่ผ่านการบดเคี้ยวมาแล้ว มีลักษณะคล้ายกระเปราะ ส่วนถัดไปจะเป็นลำไส้ ซึ่งจัดเป็นทวารหนัก ซึ่งจะมีขนาดใหญ่มีมากกว่าส่วนอื่นๆ อวัยวะส่วนที่สำคัญเช่นกันคือ หัวใจของหอยขมจะอยู่บริเวณข้างถุงปอด และไต โดยหัวใจจะมีเส้นเลือดใหญ่ และเส้นเลือดฝอยที่คอยส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ระบบหายใจของหอยขมจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจะเป็นแผงเหงือกที่มีลักษณะคล้ายใบไม้ขนาดเล็กอยู่บริเวณช่องรอบหัวใจ ส่วนอวัยวะอีกอันที่ใช้หายใจ คือ เยื่อบางๆบริเวณแมนเติลที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมาย และมีถุงเล็กๆที่ทำหน้าที่แทนปอดได้ ส่วนของระบบประสาทของหอยขม จะประกอบด้วยเส้นประสาทจำนวนทั้งหมด 6 คู่ ที่แตกแขนงไปทั่วส่วนต่างๆของร่างกายหอยขม ซึ่งอวัยวะที่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่ ได้แก่ แผ่นเท้า หนวด จะงอยปาก และลูกตา




ขั้นตอนในการเตรียมบ่อซีเมนต์สำหรับเลี้ยงหอยขม

การเตรียมบ่อในการเลี้ยงหอยขม สำหรับบ่อปูนกลมการเตรียมบ่อใหม่ ก็จะทำการฆ่าเชื้อและกลิ่นของปูน เหมือนกันกับการเตรียมบ่อ เลี้ยงกุ้งฝอย

  • เลือกวงบ่อซีเมนต์ ตามขนาดที่ต้องการหรือให้เหมาะสมกับพื้นที่เลี้ยง เพื่อความสะดวกสบายในการบริหารจัดการ  เมื่อเลือกขนาดบ่อซีเมนต์สำหรับใช้เลี้ยงหอยขมได้แล้ว ทำการปรับพื้นที่ให้เหมาะสมและวางแนวของบ่อซีเมนต์ ตามเหมาะสม ตามด้วยทำการเทพื้นปูนต์ก้นบ่อให้เรียบร้อย ควรมีการวางระบบระบายน้ำออกด้วยเพื่อสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่
    เลี้ยงหอยขมบ่อซีเมนต์
  • กรณีที่เป็นบ่อใหม่ ให้ใส่น้ำให้เต็มบ่อปูนแล้วตัดต้นกล้วย ใส่ลงไปแช่ในบ่อผ่าเป็นซึกกลางแล้วตัดเป็นท่อนๆ แช่ไว้ในบ่อประมาณ 15-25 วันเป็นอย่างน้อย เพื่อลดค่าความเป็นด่างของปูนต์ที่เราเทพื้น
  • เมื่อแช่ต้นกล้วยในบ่อครบกำหนดแล้ว ให้ทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำที่เราแช่ต้นกล้วยจากออกจากบ่อปูนให้หมด ล้างทำความสะอาดให้ดี แล้ว ใส่น้ำลงไปให้เต็มบ่อปูน  พักน้ำไว้ 1 วัน น้ำที่ใช้ถ้าเป็นน้ำปะปาก็จะมีดีกว่าน้ำบาดาล แต่ว่าก็จะมีข้อเสียคือมีคลอรีนเพราะฉนั้นจึงจำเป็นต้องแช่บ่อเพื่อให้คลอรีนเจือจางก่อน
  • ต่อมาก็ให้เราหาพืชน้ำในท้องท้องถิ่นของเรามาลงบ่อเพื่อประหยัดต้นทุน แต่ก่อนที่เราจะนำพืชน้ำต่างที่หามาลงในบ่อควรล้างให้สะอาดก่อนนำมาใส่ในบ่อ เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ที่ติดมากับพืชที่จะนำมาใส่
    เลี้ยงหอยขม
  • เพียงเท่านี้ก็เราก็เสร็จเรียบร้อยสำหรับขั้นตอนในการเตรียมบ่อซีเมนต์สำหรับเลี้ยงหอยขมระบบน้ำใสในวงบ่อซีเมนต์แล้วครับ ขั้นนอนต่อมา ก็เป็นการหาหอยขมมาปล่อยในบ่อได้เลย  สำหรับหอยขมที่จะนำมาลงเลี้ยงนั้น หาได้ง่ายๆ ตามแหล่งธรรมชาติทั่วไป หรือเลือกซื้อตามตลาดที่แม่ค้าพ่อค้านำมาขาย ซึ่งจะทดลองเลี้ยงจากการซื้อมา 1-2 กิโลกรัม ก่อนก็ได้ แล้วค่อยขยายไปบ่ออื่นๆ ต่อไป

“การเลี้ยงหอยขมระบบน้ำใสในวงบ่อซีเมนต์ นั้นไม่ต้องใส่ดินลงในบ่อเหมือนการเลี้ยงทั่วไป เพื่อให้นำใส่ตลอด”

อัตราการปล่อยหอยขม

ปล่อยหอยขมลงในบ่อกลม  ประมาณ 60-100  ตัว ต่อบ่อ  เลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ตัวใหญ่ๆ ไว้ก็จะเป็นการดี หาได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติหรือซื้อได้ตามชาวบ้านที่หามาขายตามตลาดเราก็คัดเอา  ตัวสวยๆ



อาหารสำหรับเลี้ยงหอยขมระบบน้ำใส

สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยง หอยขม นั้นเนื่องจากการเลี้ยงเป็นระบบน้ำใส การให้อาหารจึงเน้นไปทางอาหารเม็ดเป็นหลังเพราะจะทำใหระบบน้ำในการเลี้ยงใสอยู่ตลอดเวลา ในที่เราใช้ อาหารกุ้ง เป็นหลัก ซึ่งในอาหารกุ้งนั้น จะมีโปรตีนถึง 40% จะทำให้หอยขมที่เราเลี้ยงนั้นเจริญเติบโตได้ไว และตัวอ้วนน่ารับประทาน หรือ ข้าวสวยก็ได้ (ซื้อมา 10 บาท) ตำให้ละเอียด ปั้นเป็นลูกเล็กขนาดเท่าหัวแม่มือ ในการให้อาหารนั้นควรจะให้พอดีกับหอยในบ่อ ไม่ควรให้มากเกินไป เพราะจะทำให้ระบบน้ำเน่าเสียได้ ที่สำคัยควรมีการเปลี่ยนน้ำ เมื่อเห็นว่ามีมูลหอยขม ที่ก้นบ่อมากเกินไป ระยะเวลาในการให้อาหารหอยขมนั้น วันล่ะครั้งก้เพียงพอแล้วครับ จะเช้าหรือเย็นก็ได้เอาที่เราสะดวกเลยครับ

ระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 2 เดือน ได้เริ่มจับขาย แต่ต้องทยอยจับ เพราะหอยขมโตไม่เท่ากัน และมีหลายขนาด ควรเลือกหอยที่โตเต็มที่ก่อน ส่วนตัวเล็กยังคงต้องเลี้ยงต่ออีกระยะหนึ่งจึงจะจับขายได้ ครั้งหนึ่งจะจับขายประมาณ 30-50 กิโลกรัม ราคาขายจะอยู่ที่ 50-60 บาท นับได้ว่าเป็นรายได้ดีเลยทีเดียว

เลี้ยงหอยขมระบบน้ำใสในวงบ่อซีเมนต์

สำหรับหอยขมแลัวไม่ได้นิยมนำเอามาทำแต่อาหารอย่างเดียว สำหรับใครที่อยากเลี้ยงไว้เพื่อไปจำหน่ายให้คนที่เขาชอบสะเดาะเคราะห์ก็มีมากมายตามวัดทั่วไปได้บุญด้วยเป็นอาชีพด้วย  และก็ยังเลี้ยงไม่ยากแถมสร้างรายได้ดีเลยทีเดียว  และถ้าใครชอบทานหอยขมก็มากมายเมนูที่จะคิดสรรกันมาทำ ไม่ว่าจะเป็นตำหอยขม,ยำหอยขม,ซั้วหอยขม,ก้อยสุกหอยขม,ลาบหอยขม,แกงอ่อมหอยขม,แกงคั่วหอยขม,หอยขมผัดฉ่า,หอยขมผัดพริกแกง เมนูเด็ดๆทั้งนั้น ไม่ลองไม่รู้แต่ที่แน่ๆครับ




บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ปุ๋ยอินทรีย์ อีกหนึ่งทางเลือกเกษตรกรยุคปุ๋ยเคมีแพง

ปุ๋ยอินทรีย์ อีกหนึ่งทางเลือกเกษตรกรยุคปุ๋ยเคมีแพง

ปุ๋ยอินทรีย์ อีกหนึ่งทางเลือกเกษตรกรยุคปุ๋ยเคมีแพง

ปุ๋ยอินทรีย์


ปุ๋ย ที่เป็นธาตุอาหารสำหรับพืชแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ปุ๋ยอินทรีย์ และ ปุ๋ยเคมี  ข้อดีของปุ๋ยเคมีคืออุดมไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่ต้นไม้ต้องการ แต่ช่วงนี้ปุ๋ยเคมีราคาแพงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น ดังนั้นปุ๋ยอินทรีย์จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก




แล้วปุ๋ยอินทรีย์คืออะไร

     ปุ๋ยอินทรีย์ หมายถึง ปุ๋ยที่ได้หรือผลิตจากวัสดุ อินทรีย์ ได้แก่ ซากพืช ซากสัตว์ รวมทั้งสิ่งขับถ่ายจากสัตว์ และเศษขยะต่าง ๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งผลิตด้วย กรรมวิธี ทําให้ขึ้น สับ หมัก บด ร่อน สกัด หรือ วิธีการอื่น และวัสดุอินทรีย์ถูกย่อยสลายสมบูรณ์โดยกิจกรรมของจุลินทรีย์

ประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์

  1. ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทําให้โครงสร้าง ของดินดีขึ้น เช่น ทําให้ดินโปร่ง ร่วนซุย มีการระบายน้ำ การถ่ายเทอากาศดี ทําให้ระบบรากพืชเจริญเติบโตแผ่กระจายในดินได้ดีขึ้น สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารในดินไปให้พืชใช้ได้มากขึ้น ช่วยปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
  2. เป็นแหล่งธาตุอาหารพืชครบถ้วนตามที่พืชต้องการ ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม โดยจะค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้า ๆ และอยู่ในดินได้นาน จึงมีโอกาสสูญเสียน้อยกว่าปุ๋ยเคมี และเมื่อใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมีจะช่วยส่งเสริมให้การใช้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
  3. ช่วยเพิ่มแหล่งอาหารให้แก่จุลินทรีย์ในดิน ทําให้ปริมาณและกิจกรรมของจุลินทรีย์ดินเพิ่มขึ้น ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินให้แปรสภาพเป็นธาตุอาหารพืชได้มากขึ้น และจุลินทรีย์บางชนิดช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชได้ด้วย

ปุ๋ยอินทรีย์ อีกหนึ่งทางเลือกเกษตรกรยุคปุ๋ยเคมีแพง

ชนิดของปุ๋ยอินทรีย์   ปุ๋ยอินทรีย์สามารถจําแนกตามแหล่งที่มาได้ 4 ชนิด ได้แก่

  •  ปุ๋ยคอก หมายถึง ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากสิ่งขับถ่ายของ สัตว์ หรือมูลสัตว์ต่าง ๆ เช่น โค กระบือ แกะ ม้า สุกร เป็ด ไก่ ค้างคาว ก่อนนําไปใช้จะต้องหมักไว้ให้เกิดการย่อยสลายก่อนนำไปใช้ โดยทั่วไปจะมีปริมาณธาตุอาหารในโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม อยู่ในปริมาณค่อนข้างต่ำ
  • ปุ๋ยหมัก หมายถึง ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการหมักวัตถุดิบเหลือทิ้งที่เป็นสารอินทรีย์บางชนิด เช่น แกลบ ใบไม้ กิ่งไม้ เศษอาหาร เกิดจากนำวัตถุดิบเหล่านั้นมากองรวมกัน รดน้ำให้ชื้น ทิ้งไว้ให้จุลินทรีย์ย่อยสลาย โดยสามารถใช้จุลินทรีย์อื่นๆ เช่น กากน้ำตาล, E.M.  ผสมเพื่อเพิ่มขบวนการย่อย จากนั้นนำไปใช้ปรับปรุงดิน
  •  ปุ๋ยพืชสด  เป็นปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งได้จากการไถกลบต้น ใบ ดอก และส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วไถกลบในระยะช่วงออกดอก จนถึงดอกบานเต็มที่ ซึ่งเป็นช่วงที่มีธาตุไนโตรเจนในลําต้นสูงสุด แล้วปล่อยไว้ให้เน่าเปื่อยผุพัง ย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชที่จะปลูกตามมา พืชตระกูลถั่วที่ใช้เป็นปุ๋ยพืชสด เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วเขียว ถั่วพร้า ถั่วมะแฮะ ปอเทือง โสนอัฟริกัน เป็นต้น ปุ๋ยพืชสดนอกจากจะให้ธาตุไนโตรเจนซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักแก่พืชแล้ว ยังให้ธาตุอาหารอื่น ๆ ที่จําเป็นแก่พืชด้วย
  • น้ำหมักชีวภาพ  ได้จากการหมักชิ้นส่วนของพืชผัก ผลไม้ หรือ สัตว์ชนิดต่าง ๆ กับกากน้ำตาล และน้ำ ผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ที่ได้ประกอบด้วยสารต่าง ๆ เช่น ธาตุอาหารพืช ฮอร์โมน กรดอะมิโน กรดฮิวมิก กรดอินทรีย์ เอ็นไซม์ วิตามิน มีผลต่อการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช กระตุ้นการงอกของราก ช่วยให้พืชแข็งแรง ต้านทานต่อโรคและแมลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น สีสันและรสชาติดีกว่าเดิม ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิต




วิธีการทําสูตรผักและผลไม้

หั่นหรือสับผักและผลไม้ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ  40 กิโลกรัม ผสมกับกากน้ำตาล 10 กิโลกรัมในถังหมัก ใส่สารละลายสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 (เตรียมโดยใช้ จํานวน 1 ซอง ผสมน้ำ 10 ลิตร คนให้เข้ากันประมาณ 5 นาที) ลงในถังหมัก ปิดฝาไม่ต้องสนิท วางในที่ร่ม ในระหว่างการหมัก คน 1-2 ครั้งต่อวัน เพื่อระบายก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ จะเห็นฝ้าขาวเกิดขึ้นซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์ และมีกลิ่นแอลกอฮอล์ ถ้าน้ำหมักสมบูรณ์ คราบเชื้อจุลินทรีย์ลดลง ไม่พบฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และกลิ่นแอลกอฮอล์ลดลง

อัตราและวิธีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยคอก และ ปุ๋ยหมัก

  • ข้าว : ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 ตันต่อไร่ โดยหว่านให้ทั่วพื้นที่แล้วไถกลบก่อนการปลูกพืช
  • พืชไร่ : ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 ตันต่อไร่ โดยโรยเป็นแถวตามแนวปลูกพืชแล้วคลุกเคล้ากับดิน
  • พืชผัก : ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 4 ตันต่อไร่โดยหว่านหัวแปลงปลูกไถกลบขณะเตรียมดิน
  • ไม้ตัดดอก : ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 ตันต่อไร่
  • ไม้ผล ไม้ยืนต้น : ใช้ 20 – 50 กิโลกรัมต่อตัน ขึ้นกับอายุของพืช ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในร่องและ กลบด้วยดิน หรือหว่านให้ทั่วภายใต้ทรงพุ่ม

ปุ๋ยพืชสด

  • ระยะเวลาที่เหมาะสมในการไถกลบพืชเพื่อให้ได้ ปุ๋ยพืชสดที่ดี คือระยะออกดอกเต็มที่ ส่วนใหญ่แล้วนิยมใช้ พืชตระกูลถั่ว โดยส่วนใหญ่ จะทําการไถกลบเมื่ออายุระหว่าง 45 – 60 วัน ปล่อยให้เน่า สลายกลายเป็นปุ๋ยประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วจึงปลูกพืชหลักตาม

น้ำหมักชีวภาพ

  • ใช้น้ำหมักชีวภาพ 4 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 80 ลิตรต่อไร่ ฉีดพ่นหรือรดลงดินทุก 7-10 วัน

ข้อจํากัดของปุ๋ยอินทรีย์

  • ปุ๋ยอินทรีย์มีธาตุอาหารพืชอยู่น้อย หากต้องการให้พืชได้รับธาตุอาหาร เพื่อยกระดับผลผลิตให้ได้เท่ากับการใช้ปุ๋ยเคมี จะต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นจํานวนมาก มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง และใช้แรงงานในการใส่ปุ๋ยมากกว่าการใส่ปุ๋ยเคมี
  • การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ไม่สามารถปรับแต่งปุ๋ยให้เหมาะสมกับดินและพืชได้ เนื่องจากแหล่งของปุ๋ยอินทรีย์ได้มาจากซากพืชและสัตว์ มีความผันแปรของธาตุอาหารพืชต่าง ๆ ในปุ๋ย ทําให้ไม่สามารถปรับสมดุลของธาตุอาหารพืชในดินได้ เมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมี
  • ปุ๋ยอินทรีย์บางชนิดอาจมีโลหะหนักหรือสารพิษปนเปื้อน โดยเฉพาะปุ๋ยหมักที่ทําจากขยะที่รวบรวมจากเมืองใหญ่ หรือวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อพืชดูดขึ้นไปใช้ คนหรือสัตว์ที่บริโภคผลผลิตนั้น อาจได้รับผลกระทบต่อสุขภาพได้

ข้อควรคำนึง “ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี” ดีที่สุด

ที่มาของข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร





บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ